Tuesday, January 27, 2026

เจแปน ไพรซ์ ประกาศรายชื่อผู้ชนะรางวัลประจำปี 2569

 มูลนิธิเจแปน ไพรซ์


มูลนิธิเจแปน ไพรซ์ (Japan Prize Foundation) ได้ประกาศรายชื่อผู้ชนะรางวัลเจแปน ไพรซ์ ประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา โดย ศ.ซินเธีย ดเวิร์ก (Cynthia Dwork) จากสหรัฐอเมริกา ได้รับรางวัลเจแปน ไพรซ์ สาขาอิเล็กทรอนิกส์ สารสนเทศ และการสื่อสาร ขณะที่ ศ.ชิซึโอะ อากิระ (Shizuo Akira) จากญี่ปุ่น และ ศ.จื้อเจียน "เจมส์" เฉิน (Zhijian "James" Chen) จากสหรัฐอเมริกา ได้รับรางวัลเจแปน ไพรซ์ สาขาชีววิทยาศาสตร์

- สาขาที่มอบรางวัล: อิเล็กทรอนิกส์ สารสนเทศ และการสื่อสาร

ภาพ ศ.ซินเธีย ดเวิร์ก: https://cdn.kyodonewsprwire.jp/prwfile/release/M000319/202601142440/_prw_PI1fl_4D06A8QY.jpg

- สาขาที่มอบรางวัล: ชีววิทยาศาสตร์

ภาพ ศ.ชิซึโอะ อากิระ: https://cdn.kyodonewsprwire.jp/prwfile/release/M000319/202601142440/_prw_PI2fl_En28lIUM.jpg

ภาพ ศ.จื้อเจียน "เจมส์" เฉิน: https://cdn.kyodonewsprwire.jp/prwfile/release/M000319/202601142440/_prw_PI3fl_n3HT0jm9.jpg

สำหรับรางวัลเจแปน ไพรซ์ ประจำปีนี้ ศ.ดเวิร์ก ได้รับการเชิดชูเกียรติจากการอุทิศตนให้กับการวิจัย เพื่อวางรากฐานทางจริยธรรมให้กับสังคมดิจิทัล รวมถึงผลงานในการพัฒนาเทคนิคปกป้องความเป็นส่วนตัว (differential privacy) และความเที่ยงธรรม ขณะที่ ศ.อากิระ และ ศ.เฉิน ได้รับการยกย่องในฐานะผู้ค้นพบกลไกการตรวจจับกรดนิวคลีอิกของระบบภูมิคุ้มกันที่มีมาแต่กำเนิด

ในการคัดเลือกผู้คว้ารางวัลประจำปี 2569 นั้น ทางมูลนิธิฯ ได้ขอให้นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรที่มีชื่อเสียงประมาณ 16,000 คนทั่วโลก ร่วมเสนอชื่อนักวิจัยที่ทำงานอยู่ในสาขาประจำปีนี้ โดยได้รับการเสนอชื่อ 107 รายในสาขาอิเล็กทรอนิกส์ สารสนเทศ และการสื่อสาร และได้รับการเสนอชื่อ 185 รายในสาขาชีววิทยาศาสตร์ ซึ่งผู้ชนะประจำปีนี้ได้รับเลือกจากผู้ชิงรางวัลรวม 292 ราย

เกี่ยวกับเจแปน ไพรซ์

เจแปน ไพรซ์ (Japan Prize) จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2524 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากความปรารถนาของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ต้องการสร้างสรรค์รางวัลระดับนานาชาติเพื่อสนับสนุนการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั่วโลก และด้วยการสนับสนุนจากผู้บริจาคมากมาย ในที่สุดมูลนิธิเจแปน ไพรซ์ ก็ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะรัฐมนตรีในปี 2526

เจแปน ไพรซ์ เป็นรางวัลที่มอบให้แก่นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรจากทั่วโลกที่ประสบความสำเร็จอย่างสร้างสรรค์และน่าทึ่ง ซึ่งช่วยสร้างความก้าวหน้าให้กับสาขาของตนเอง ตลอดจนสร้างคุณูปการอันใหญ่หลวงต่อการส่งเสริมสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองเพื่อมวลมนุษยชาติ โดยนักวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทุกสาขาล้วนมีสิทธิ์ได้รับรางวัล ซึ่งในแต่ละปีจะมีการมอบรางวัลสองสาขาโดยพิจารณาจากแนวโน้มการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบัน โดยหลักการแล้วจะมีผู้ชนะรางวัลสาขาละหนึ่งคน ซึ่งจะได้รับประกาศนียบัตร เหรียญรางวัล และเงินรางวัล นอกจากนี้ สมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินี หัวหน้าฝ่ายปกครองของรัฐบาลทั้งสามฝ่าย เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตัวแทนจากหลากหลายภาคส่วนของสังคม ได้เข้าร่วมพิธีมอบรางวัลในแต่ละครั้งด้วย

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลักอย่างเป็นทางการ: https://www.japanprize.jp/en/index.html

ที่มา : มูลนิธิเจแปน ไพรซ์

2026 Japan Prize Laureates Announced

Japan Prize Foundation


The Japan Prize Foundation announced the winners of the 2026 Japan Prize on January 21, 2026. Prof. Cynthia Dwork (USA) has received the Japan Prize in the field of Electronics, Information, and Communication. Prof. Shizuo Akira (Japan) and Prof. Zhijian "James" Chen (USA) have received the Japan Prize in the field of Life Sciences.

- Field Eligible for the Award: Electronics, Information, and Communication

Image of Prof. Cynthia Dwork: https://cdn.kyodonewsprwire.jp/prwfile/release/M000319/202601142440/_prw_PI1fl_4D06A8QY.jpg

- Field Eligible for the Award: Life Sciences

Image of Prof. Shizuo Akira: https://cdn.kyodonewsprwire.jp/prwfile/release/M000319/202601142440/_prw_PI2fl_En28lIUM.jpg

Image of Prof. Zhijian "James" Chen: https://cdn.kyodonewsprwire.jp/prwfile/release/M000319/202601142440/_prw_PI3fl_n3HT0jm9.jpg

For this year's Japan Prize, Prof. Dwork is being recognized for her contribution to leading research for building an ethical digital society, including differential privacy and fairness. Prof. Akira and Prof. Chen are being honored for their discovery of the nucleic acid sensing mechanism by the innate immune system.

For the 2026 Japan Prize, the Foundation asked approximately 16,000 prominent scientists and engineers from around the world to nominate researchers working in this year's eligible fields. The Foundation received 107 nominations for the field of Electronics, Information, and Communication, and 185 nominations for the field of Life Sciences. This year's winners were selected from a total of 292 nominees.

About the Japan Prize

The establishment of the Japan Prize in 1981 was motivated by the Japanese government's desire to create an internationally recognized award that would contribute to scientific and technological development around the world. With the support of numerous donations, the Japan Prize Foundation received endorsement from the Cabinet Office in 1983.

The Japan Prize is awarded to scientists and engineers from around the world who have made creative and dramatic achievements that help progress their fields and contribute significantly to realizing peace and prosperity for all humanity. Researchers in all fields of science and technology are eligible for the award, with two fields selected each year in consideration of current trends in scientific and technological development. In principle, one individual in each field is recognized with the award, and receives a certificate, a medal, and a monetary prize. Each presentation ceremony is attended by the reigning Emperor and Empress, heads of the three branches of government and other related officials, and representatives from various other elements of society.

For more information, please visit the official website: https://www.japanprize.jp/en/index.html

Source: Japan Prize Foundation

จากเปลือกทุเรียนเหลือทิ้ง สู่นวัตกรรมแห่งความยั่งยืน ดุษฎีบัณฑิตจุฬาฯ พัฒนาเส้นใยผ้าทอจากเปลือกทุเรียนสำเร็จครั้งแรกในไทย ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริม Soft Power ไทย


ดุษฎีบัณฑิตจุฬาฯ พัฒนาผลิตภัณฑ์แฟชั่นจากเปลือกทุเรียนเหลือทิ้ง คุณสมบัติระบายอากาศได้ดีกว่าผ้าไหมล้วน และต้านเชื้อแบคทีเรียได้เกือบ 100 % หวังสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ หนุน Soft Power ไทยสู่เวทีโลกด้วยแบรนด์ MUW เสื้อผ้าแฟชั่นที่ผสานธรรมชาติ ศิลปะ และความเชื่อสายมูอย่างลงตัว นวัตกรรมคว้ารางวัลดีเด่นจากงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2567

ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิต “ทุเรียน” อันดับหนึ่งของโลก ด้วยอัตราการส่งออกที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 488 % ทั้งในรูปแบบผลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูป อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จทางเศรษฐกิจกลับนำมาซึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ท้าทาย เมื่อข้อมูลระหว่างปี 2560-2564 เผยว่ามีเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนสูงถึง 146 ล้านกิโลกรัมต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันการจัดการเศษเหลือทิ้งเหล่านี้ใช้วิธีการฝังกลบหรือเผาทำลาย ซึ่งไม่เพียงเป็นภาระของเกษตรกร แต่ยังสร้างมลพิษที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมและสุขภาพของผู้คนในระยะยาวด้วย

ถ้าไม่เผาทำลายหรือฝังกลบ จะมีวิธีจัดการเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนได้อย่างไรอีกบ้าง?

ในฐานะผู้ที่ชื่นชอบแฟชั่นและสิ่งทอ และใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อม ดร.อุษา ประชากุล ดุษฎีบัณฑิตจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวิชานฤมิตศิลป์ (แฟชั่นและสิ่งทอ) หาทางออกด้วยการสร้างสรรค์ สิ่งทอหมุนเวียนจากเศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียน” (Circular Textile Innovation from Durian Peel Waste to Anti-bacterial Clothing) นับเป็นครั้งแรกในไทยที่มีการนำเปลือกทุเรียนมาพัฒนาเป็นนวัตกรรมสิ่งทอด้านเครื่องแต่งกาย

การวิจัยครั้งนี้เริ่มต้นจากการตั้งคำถามและศึกษาแนวทางการใช้ประโยชน์จากเปลือกทุเรียนเหลือทิ้งตั้งแต่ช่วงปีที่ 1 เทอม 2 ของการศึกษาระดับปริญญาเอก ก่อนจะค่อย ๆ พัฒนาและทดลองอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 3 ปี จนสำเร็จสมบูรณ์เป็นชิ้นงานและผลิตภัณฑ์ที่พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ภายใต้แบรนด์ MUW.OFFICIAL ในปีสุดท้ายของหลักสูตร

นวัตกรรมนี้ไม่เพียงช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ หนุนเศรษฐกิจชุมชนและส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ของไทยไปสู่เวทีโลกด้วย จนได้รับรางวัลดีเด่นการประกวดผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษาประจำปี 2567 ด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และ BCG Economy Model ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2567  และได้รับรางวัล Excellence Award ในงาน The 24th International FABI Fashion Exhibition 2024 จาก Korean Society of Fashion Business ประเทศเกาหลีใต้ รวมถึงยังได้รับทุนสนับสนุนต่อยอดวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกในการขยายฐานการผลิตเส้นใยและผืนผ้าทอฯ ในทุน Innovation to Business จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

ดร.อุษา ประชากุล
ดุษฎีบัณฑิตคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวิชานฤมิตศิลป์ (แฟชั่นและสิ่งทอ)

การเดินทางของเส้นใย แรงบันดาลใจจากสับปะรดสู่เปลือกทุเรียน

ก่อนจะมาถึงนวัตกรรม “สิ่งทอหมุนเวียนจากเศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียน” ดร.อุษา มีประสบการณ์และความคุ้นเคยในการพัฒนาเส้นใยจากพืชเศรษฐกิจมาก่อน ในการศึกษาระดับปริญญาโท ดร.อุษา พัฒนาเส้นใยจากเปลือกสับปะรดที่เหลือทิ้งในภาคการเกษตร แล้วนำมาสร้างสรรค์เป็นคอลเลกชันกระเป๋า

ต่อมา เมื่อศึกษาในระดับปริญญาเอก ดร.อุษา จึงต่อยอดความสนใจของตัวเอง โดยสำรวจพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่มีศักยภาพในการนำมาทำเส้นใย แล้วก็ได้ข้อสรุปที่ ทุเรียน” – พืชเศรษฐกิจที่มีเปลือกเหลือทิ้งเป็นจำนวนมากในแต่ละปีและยังมีคุณสมบัติที่เหมาะสมในการนำมาทำเป็นเส้นใยอีกด้วย

“เปลือกทุเรียนมีเซลลูโลสธรรมชาติสูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ มีคุณสมบัติเชิงกลคล้ายคลึงกับเส้นใยฝ้ายและป่าน จึงสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมสิ่งทอได้”

อย่างไรก็ตาม การสกัดเปลือกทุเรียนให้เป็นเส้นใยที่มีคุณภาพนั้นเป็นขั้นตอนที่ยากและท้าทาย ดร.อุษา เล่าว่า “ช่วงแรก เราเอาเปลือกทุเรียนมาตากแห้ง แล้วนำมาต้มและอบจนได้เส้นใย แต่เส้นใยที่ได้กรอบและแข็งกระด้าง ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้”

ความล้มเหลวคือจุดเริ่มต้นของการแสวงหาความรู้เพิ่มเติม พื้นที่วิจัยในจังหวัดจันทบุรีเป็นแหล่งปลูกทุเรียนที่สำคัญและมีเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนจำนวนมาก ที่นั่น ดร.อุษา ได้พบและได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี จันทบุรี ผู้มีประสบการณ์ในการสกัดเส้นใยจากเปลือกทุเรียนเพื่อทำกระดาษบรรจุภัณฑ์

“วิธีการที่ได้เรียนรู้และนำมาทดลองก็คือการแช่ดองเปลือกทุเรียนในน้ำเปล่า วิธีนี้จะไม่ทำให้เส้นใยทุเรียนเสียสภาพ จากนั้นก็นำมาแยกเส้นใยที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้”

สิ่งทอหมุนเวียน คุณภาพเหนือชั้น ระบายอากาศดี ต้านแบคทีเรียได้

เมื่อได้แนวทางสกัดเปลือกทุเรียนเป็นเส้นใยที่มีคุณภาพแล้ว ขั้นตอนสำคัญต่อไปคือการทดลองทอเส้นใยเป็นผืนผ้า ซึ่งในขั้นตอนนี้ ดร.อุษาได้ทำงานร่วมกับชุมชนโดยเน้นใช้ทักษะองค์ความรู้ทางภูมิปัญญาในการปั่นเส้นด้ายด้วยมือ (หรือการเข็นเส้นด้าย) แบบชุมชน

“การทดลองทอผืนผ้าเริ่มจากต้นแบบเส้นด้ายเบอร์ NE12 ในอัตราส่วนไหม 80 เปอร์เซ็นต์ ผสมใยทุเรียน 20 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นทดลองทอผืนผ้าในอัตราส่วนต่าง ๆ ตั้งแต่ 50:50, 60:40, 70:30, 80:20 และ 90:10 ของเส้นไหม ต่อเส้นไหมผสมใยทุเรียน โดยกำหนดให้เส้นด้ายไหมเป็นเส้นยืนและเส้นด้ายไหมผสมใยทุเรียนเป็นเส้นพุ่ง” ดร.อุษา อธิบายแนวทางการทดลอง

ผืนผ้าทุกอัตราส่วนจะได้รับการทดสอบประสิทธิภาพอย่างละเอียดถี่ถ้วนจาก LAB TEST รวมถึงสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอประเทศไทยที่ครอบคลุมทั้งด้านเคมีและกายภาพ ซึ่งมีการทดสอบกรด-เบส การซัก/ปั่น การส่องกล้องจุลทรรศน์ทั้งก่อนและหลังซัก การทดสอบความแข็งแรง (Tensile Strength) การระบายอากาศ (Air Permeability) และการต้านเชื้อแบคทีเรีย

“จากการทดสอบประสิทธิภาพทั้งทางด้านเคมีและทางกายภาพ พบว่าผ้าไหมผสมใยทุเรียนในอัตราส่วน 50:50 สามารถระบายอากาศได้ดีกว่าผืนผ้าไหม 100 % เกือบเท่าตัว เพราะผืนผ้าไหมผสมใยทุเรียนมีค่าการระบายอากาศสูงถึง 59.46 ลูกบาศก์เซนติเมตรต่อตารางเซนติเมตรต่อวินาที ในขณะที่ผ้าไหม 100 % มีค่าการระบายอากาศเพียง 39.68 ลูกบาศก์เซนติเมตรต่อตารางเซนติเมตรต่อวินาที นอกจากนี้ ผืนผ้าที่พัฒนาขึ้นนั้นยังมีประสิทธิภาพในการต้านเชื้อแบคทีเรียได้สูงถึง 99.92 เปอร์เซ็นต์”

ด้วยคุณสมบัติการระบายอากาศและการต้านเชื้อแบคทีเรียที่ดีเยี่ยม ดร.อุษา เชื่อมั่นว่าผืนผ้าไหมผสมใยทุเรียนจะตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขอนามัยและความรู้สึกสบายในการสวมใส่เสื้อผ้า

ปัจจุบันนวัตกรรมนี้ได้จดอนุสิทธิบัตรแล้ว และอยู่ระหว่างการนำไปขยายผลในเชิงพาณิชย์ต่อไป

นวัตกรรมนี้สามารถพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงได้” ดร.อุษา กล่าวและเสนอแนวทางการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ไว้ 2 แบบด้วยกัน โดยแนวทางแรกเป็นการร่วมมือกับชุมชน อาศัยองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและฝีมือของคนชุมชนในการทอผืนผ้า (ปั่นด้ายด้วยมือหรือการเข็นเส้นด้าย) ส่วนอีกแนวทางเป็นการทำงานกับโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งใช้วิธีการปั่นด้ายแบบวงแหวน (Ring Spinning) เพื่อผลิตเส้นด้ายในเชิงพาณิชย์

ซึ่งในช่วงเริ่มต้น กระบวนการผลิตผ้าจากเส้นใยทุเรียนจะใช้วิธีการแบบชุมชนทั้งหมด 100% ตั้งแต่การเข็นเส้นใย การย้อมสีเส้นใย ไปจนถึงการทอผืนผ้า อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงความต้องการของตลาดและระยะเวลาในการผลิต ดร.อุษา จึงได้ปรับกระบวนการโดยนำเส้นใยทุเรียนผสมกับไหมไปผลิตผ่านเครื่องจักรในโรงงาน ซึ่งช่วยให้กระบวนการเข็นเส้นใยเร็วขึ้นและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ดีขึ้น ขณะที่กระบวนการย้อมสีเส้นใยและการทอผืนผ้ายังคงใช้ภูมิปัญญาของชุมชน 100% เหมือนเดิม เพื่อรักษาคุณค่าและเอกลักษณ์ของงานฝีมือดั้งเดิมเอาไว้

MUW แบรนด์สิ่งทอเปลือกทุเรียน โดนใจ Gen Y สายมู

งานวิจัยนวัตกรรม “สิ่งทอหมุนเวียนจากเศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียน” ไม่ได้จบลงที่เส้นด้าย ด้วยคุณสมบัติเหนือชั้นของผืนผ้า ดร.อุษา ต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ภายใต้แบรนด์ MUW.OFFICIAL (มูวว์ ออฟฟิเชียล) ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของผลผลิตจากงานวิจัยชุดนี้ ด้วยแนวคิดการออกแบบที่ทันสมัย

ดร.อุษา กล่าวว่าแบรนด์ดังกล่าวใช้แนวคิดสิ่งทอเคลื่อนไหว (Kinetic Textiles) และโครงสร้างเคลื่อนไหว (Kinetic Structures) ในลักษณะการเคลื่อนไหวของลายเส้นผ่านทัศนธาตุ สร้างให้เกิดมิติความลวงตา เพื่อสร้างรูปทรงที่สอดรับกับสรีระของผู้หญิง ช่วยเสริมความมั่นใจและบุคลิกภาพที่ดีของผู้ที่สวมใส่ โดยจุดเด่นที่โดดเด่นของแบรนด์คือการนำภูมิปัญญาการทอมือของชุมชนที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาสร้างสรรค์ลวดลายสัตว์มงคล 9 ลวดลาย ได้แก่ กวาง (มั่งมีศรีสุข) เสือ (ผู้นำ) สิงโต (อำนาจ) มังกร (โชคลาภ) นกยูง (มงคล) หงส์ (เจริญรุ่งเรือง) กบสามขา (เพิ่มพูนเงินทอง) ม้า (พลังความสำเร็จ) และปลา (มั่งคั่งร่ำรวย)

“ใยทุเรียนยังถือเป็นเส้นใยจากไม้มงคลประเภทหนึ่ง เมื่อนำมาทอผ่านลวดลายสัตว์มงคล ซึ่งเป็นการถอดสัญลักษณ์ตามทฤษฎีสัญวิทยา นี่คือการผสมผสานระหว่างความเชื่อทางวัฒนธรรมกับนวัตกรรมสมัยใหม่ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ในมิติที่ลึกซึ้งกว่าแค่การใช้งาน แต่ยังเป็นการยึดเหนี่ยวจิตใจและส่งเสริมความเชื่อเรื่องสิริมงคล” ดร.อุษา กล่าวถึงจุดเด่นของแบรนด์

MUW.OFFICIAL มีผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภทและรูปแบบ ตั้งแต่เครื่องแต่งกาย กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้าน ทั้งหมดผลิตผ่านกรรมวิธีทางธรรมชาติและภูมิปัญญาการทอมือ

แบรนด์ MUW.OFFICIAL เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปีที่แล้ว (2567) โดยใช้ช่องทางออนไลน์ในการสื่อสารการตลาดและขายผลิตภัณฑ์ ดร.อุษา กล่าวว่ากลุ่มเป้าหมายหลักของแบรนด์คือ Generation Y อายุ 27-42 ปี ซึ่งคนกลุ่มนี้มีทั้งคนที่ทำงานประจำและต้องการประสบความสำเร็จ กับกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ที่อยากจะประสบความสำเร็จทางธุรกิจ

จากการสัมภาษณ์ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายจะพบว่า ทั้งสองกลุ่มนี้มีลักษณะร่วมกันคือความปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานตั้งแต่อายุยังน้อย และในขณะเดียวกัน ก็ตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม สนใจผลิตภัณฑ์ที่มาจากวัสดุธรรมชาติ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน และที่ขาดไม่ได้คือคนกลุ่มนี้สนใจผลิตภัณฑ์เสริมสิริมงคล ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจ หนุนนำไปสู่ความสำเร็จ” ดร.อุษา กล่าว

การผสานระหว่างความเชื่อเรื่องมงคลกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมนี้ทำให้ผลิตภัณฑ์จากเส้นใยทุเรียนตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้า Gen Y ได้อย่างลงตัว ซึ่งเมื่อนำผลิตภัณฑ์ลงสู่ตลาดจริงผ่านการทดสอบออกบูธ ก็ได้ผลตอบรับที่เกินความคาดหมาย ผู้บริโภคให้ความสนใจและกระแสตอบรับเป็นอย่างดี สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มตลาดเป้าหมายที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้นนั้นถูกต้องและตรงกับความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค

เศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อความยั่งยืน

ดร.อุษา กล่าวว่าการมีทางเลือกใหม่ในการจัดการเศษเหลือทิ้งไม่เพียงแต่แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างห่วงโซ่คุณค่าใหม่ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

ชุมชนในจังหวัดจันทบุรีและพื้นที่อื่น ๆ ที่มีเศษเหลือทิ้งจากทุเรียนสามารถสร้างรายได้เสริม ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม และยกระดับทักษะของช่างทอผ้าในชุมชน สำหรับภาครัฐก็ได้รับองค์ความรู้ใหม่ที่สามารถนำไปต่อยอดและขยายผลสู่ชุมชนอื่น ๆ และภาคเอกชนได้รับการสนับสนุนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเส้นใยธรรมชาติ นำไปสู่การปรับตัวลดต้นทุนการผลิตในอนาคต โดยเฉพาะการลดการนำเข้าเส้นใยจากต่างประเทศ

“การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้เป็นการต่อยอดสู่การเป็น Soft Power ของไทยเพราะเป็นการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับนวัตกรรมสมัยใหม่ สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ ผ่านการเล่าเรื่องของวัฒนธรรม ความเชื่อ และความคิดสร้างสรรค์ที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย ซึ่งแนวทางนี้จะนำไปต่อการยอดพัฒนา โดยสามารถปรับใช้ในพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศไทยที่มีเหลือทิ้งจากพืชเศรษฐกิจ รวมถึงการพัฒนาปรับใช้กับวัสดุอื่น ๆ ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันได้ เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเศษเหลือทิ้ง แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศใหม่ที่ยั่งยืน เชื่อมโยงตั้งแต่เกษตรกร ชุมชน อุตสาหกรรม ไปจนถึงผู้บริโภค” ดร.อุษา กล่าวปิดท้าย

นวัตกรรมเส้นใยจากเปลือกทุเรียนนับเป็นอีกหนึ่งต้นแบบของการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากเศษเหลือทิ้งในภาคการเกษตร และยังเป็นการสร้างวงจรเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเสริมสร้างคุณค่าให้กับเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Economy Model) อย่างเป็นรูปธรรม

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นการเชื่อมระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ และเป็นเส้นทางสู่การสร้างมูลค่าจากสิ่งที่เคยถือว่าไร้ค่า จึงพิสูจน์ให้เห็นว่า ด้วยความคิดสร้างสรรค์และความมุ่งมั่น สิ่งที่ดูเหมือนเป็นปัญหาก็สามารถกลายเป็นโอกาสทองที่นำพาสังคมไปสู่อนาคตที่สดใสและยั่งยืนได้

สำหรับผู้ที่สนใจแบรนด์ MUW.OFFICIAL สามารถติดต่อและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ได้แก่ Facebook, LINE OA, TikTok : muw.official และ Instagram : muw_official_

อ่านบทความฉบับสมบูรณ์ที่ https://www.chula.ac.th/highlight/269215/

“จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยที่สร้างนวัตกรรมเพื่อสังคม และได้รับการจัดอันดับว่าเป็นมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงติด 100 อันดับแรกของโลกด้านชื่อเสียงทางวิชาการ โดย (QS) World University Rankings 2021-2022”


Turning Durian Peels into Soft Power: Chula PhD Innovates Thailand’s First Sustainable Woven Fiber


A doctoral graduate from Chulalongkorn University has developed Thailand’s first woven fiber made from discarded durian peels, transforming one of the country’s largest agricultural waste streams into high-value, sustainable fashion materials with global potential.

Dr. Usa Prachakul, a doctoral graduate from the Faculty of Fine and Applied Arts, Chulalongkorn University (Creative Arts – Fashion and Textiles), the creator of “Circular Textile Innovation from Durian Peel Waste to Anti-bacterial Clothing  converts durian peel waste into textile fibers that offer higher breathability than pure silk and near-100 percent antibacterial properties. The material has been used to create fashion and lifestyle items under the brand MUW, which blends natural materials, art, and spiritual beliefs. The research received the Outstanding Award at the 2024 Thailand Research Expo, underscoring its scientific and commercial promise.

Dr. Usa Prachakul, a doctoral graduate from the Faculty of Fine and Applied Arts,
Chulalongkorn University (Creative Arts – Fashion and Textiles)

Thailand is the world’s largest producer of durian, with exports of fresh and processed products rising sharply in recent years—by nearly 488 percent. This growth, however, has intensified environmental pressures. Data from 2017 to 2021 show that durian peels generate about 146 million kilograms of waste annually, a figure that continues to increase. Most of this waste is currently disposed of through landfilling or open burning, practices that impose costs on farmers while contributing to pollution and long-term health risks for surrounding communities.

Seeking alternatives to burning and burial, the researcher focused on extracting value from durian peels through material science and sustainable design. The resulting fiber not only reduces waste but also offers functional advantages over conventional textiles, including natural antibacterial qualities and enhanced comfort, without relying on chemical treatments.

Beyond technical performance, the project aims to support Thailand’s soft power strategy by positioning sustainable Thai innovation on the global stage. By turning an abundant local by-product into premium fashion materials, the work connects environmental stewardship with creative industries and economic development.

The researcher said the project demonstrates how agricultural waste can be reimagined as a resource rather than a liability. By integrating scientific research with design and cultural storytelling, the durian-peel fiber shows potential for scaling up production, generating new income streams, and reducing the environmental footprint of Thailand’s booming durian industry.

As global demand grows for eco-friendly materials and circular-economy solutions, the durian-peel fiber highlights how locally grounded research can address environmental challenges while creating distinctive products for international markets.

Continue reading a full article on the website: https://www.chula.ac.th/en/highlight/279133/

“Chulalongkorn University sets the standard as a university of innovations for society and is listed in the World’s Top 100 Universities for Academic Reputation, in the Quacquarelli Symonds (QS) World University Rankings 2021-2022.”


สำนักงาน กสทช. รอตำรวจส่งหลักฐาน ภายหลังถูกเชิญให้ร่วมลงพื้นที่หลังพบผู้ประกอบการโทรคมนาคม ลักลอบให้บริการอินเทอร์เน็ตไปยังกัมพูชา ยืนยันดำเนินคดีกับผู้รับใบอนุญาตอย่างเคร่งครัด

 นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) รอหลักฐานจากกองบัญชาการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) และสืบสวน สภ.คลองลึก จ.สระแก้ว เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานในการดำเนินคดีตามที่ บก.ปอท. ได้แจ้งต่อสำนักงาน กสทช. และขอให้ร่วมลงพื้นที่ จ. สระแก้ว เป็นการเร่งด่วนเมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2569 หลังจาก บก.ปอท. ได้รับการประสานจากธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งว่า พบหมายเลขประจำ IP Address ซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทย ถูกเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตและใช้รับโอนเงินที่ได้จากการหลอกลวงประชาชนของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เป็นบัญชีม้าแถวที่ 1 โดยโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันของธนาคาร และพบว่าการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่ประเทศกัมพูชา ซึ่งตรงกับข้อมูลการรับแจ้งความของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

นายไตรรัตน์ เปิดเผยว่า สำนักงาน กสทช. ได้รับการประสานจาก บก.ปอท. เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2569 ขอให้ลงพื้นที่ร่วมกันตรวจสอบจุดเชื่อมต่อโครงข่ายอินเทอร์เน็ต (โหนด) ในพื้นที่ ต.ท่าข้าม อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ในวันที่ 21 ม.ค. 2569 เป็นการเร่งด่วน โดย บก.ปอท. ได้ขอหมายค้นพื้นที่ที่มีการตั้งจุดเชื่อมต่อโครงข่ายอินเทอร์เน็ตดังกล่าว หลังจากที่สืบทราบว่า IP Address ดังกล่าวถูกนำไปใช้งานในประเทศกัมพูชา ซึ่งไม่ถูกต้องตามมาตรการป้องกันและปราบปรามอาญชากรรมทางเทคโนโลยี ที่ห้ามมิให้นำ IP Address ซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทยไปให้บริการในต่างประเทศ โดยกรณีนี้ธนาคารได้สังเกตความผิดปกติของการใช้งาน IP Address ดังกล่าว จึงได้แจ้งประสานตรวจสอบพบความผิดปกติกับ บก.ปอท. ก่อนที่ บก.ปอท. จะขอความร่วมมือมายังสำนักงาน กสทช. เพื่อให้ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบ

อย่างไรก็ดี ในวันนี้ (26 ม.ค.2569) สำนักงาน กสทช. ได้มีการประชุมสำนักที่กำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมทั้งหมดเพื่อเตรียมเสนอบทลงโทษกรณีผู้ให้บริการโทรคมนาคมกระทำความผิดเกี่ยวกับการประกอบกิจการต่อคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งภายในเดือน ม.ค. เพียงเดือนเดียวสำนักงาน กสทช. ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบการกระทำที่อาจเข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อบังคับใช้กฎหมายโทรคมนาคมอย่างแคร่งครัด จำนวน 3 กรณี ได้แก่ (1) กรณีการแอบวางท่อลากสายการให้บริการโทรคมนาคมไปยังพม่า ที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งพบในพื้นที่บ้านหลังหนึ่งตรงข้ามชเวก๊กโก (2) การตรวจสอบการจำหน่ายกล้องวงจรปิดที่มีการลักลอบนำซิมจากต่างประเทศขายพ่วงในอุปกรณ์ และอุปกรณ์ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน มีการแอบอ้างใช้เอกสารราชการในการขายสินค้าหลอกลวงประชาชน ในพื้นที่ซอยลาดพร้าว 101 กทม. และ (3) การลงพื้นที่ตามการรับแจ้งของ บก.ปอท. เพื่อตรวจสอบการนำบริการอินเทอร์เน็ตไปใช้ยังกัมพูชา ในจ.สระแก้ว สำนักงาน กสทช. ขอยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป

Monday, January 26, 2026

Brighton College Bangkok Vibhavadi ประกาศเปิดรับสมัครทุนการศึกษา 2026 และกำหนดการจัดงาน Open House

Brighton College Bangkok Vibhavadi ประกาศเปิดตัวโครงการทุนการศึกษาประจำปี 2026 พร้อมทั้งจัดงาน Open House เพื่อเชิญชวนครอบครัวที่สนใจมาสัมผัสประสบการณ์โรงเรียนนานาชาติหลักสูตรอังกฤษชั้นนำในกรุงเทพฯ ที่ผสมผสานความเป็นเลิศทางวิชาการเข้ากับการปลูกฝังคุณธรรม ความมั่นใจ และความใฝ่รู้

  • โครงการทุนการศึกษา 2026

Brighton College Bangkok Vibhavadi เปิดรับสมัครนักเรียนที่มีความสามารถเพื่อรับทุนการศึกษา 3 ประเภท ได้แก่ ทุนวิชาการ ทุนดนตรี และทุนกีฬา โดยแต่ละทุนออกแบบมาเพื่อยกย่องและสนับสนุนความสามารถและศักยภาพที่โดดเด่น

ทุนวิชาการ

เปิดรับสมัครผู้สมัครภายนอกที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับ Year 9 (เข้าหลักสูตร IGCSE) และ Year 11 (เข้าหลักสูตร A Level) การพิจารณาทุนจะอิงจากผลการประเมินในวัน Scholarship Day วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม 2026 ผู้ที่ได้รับทุนจะได้รับการยกเว้นค่าเล่าเรียนตั้งแต่ 5%–40%

สมัครทุนได้ที่ https://brightoncollege.ac.th/vibhavadi/academic-scholarship

ทุนดนตรี

เปิดรับสมัครนักเรียนตั้งแต่ Year 4 ถึง Year 11 โดยมอบทุนจำนวน 2 ทุนต่อระดับ (Upper Key Stage 2 – Key Stage 5) ผู้สมัครต้องแสดงความเป็นเลิศทางดนตรีที่ได้รับการรับรองโดย ABRSM, Trinity หรือใบรับรองเทียบเท่า

สมัครทุนได้ที่ https://brightoncollege.ac.th/vibhavadi/music-scholarship

ทุนกีฬา

เปิดรับสมัครนักเรียน Year 4 ถึง Year 11 สำหรับผู้ที่แข่งขันกีฬาในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ หรือระดับนานาชาติในกีฬาอย่างน้อย 1 ชนิด

สมัครทุนได้ที่ https://brightoncollege.ac.th/vibhavadi/sport-scholarship

การประเมินทุนการศึกษาทุกประเภทจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม 2026 สำหรับผู้ที่ได้รับเชิญเท่านั้น

  • งาน Open House

Brighton College Bangkok Vibhavadi ขอเชิญครอบครัวที่สนใจเข้าร่วมงาน Open House เพื่อสัมผัสบรรยากาศการเรียนรู้ที่มีชีวิตชีวา ผู้เข้าร่วมงานจะได้เยี่ยมชมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย พบปะครูผู้สอนที่มีความเป็นเลิศ และค้นพบแนวทางของโรงเรียนในการส่งเสริมนักเรียนทุกคนให้เป็นผู้ที่มั่นใจ ใฝ่รู้ และมีเมตตา

Open House Prep & Senior

วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม และวันอังคารที่ 24 มีนาคม 2026

เวลา 8.45 น.

ลงทะเบียนได้ที่ https://www.jotform.com/form/260060932570451  

Open House Early Years & Bambi Pop-Up

วันเสารที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026

เวลา 9.00 น.

ลงทะเบียนได้ที่ https://form.jotform.com/260061179329457

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • เว็บไซต์: brightoncollege.ac.th/vibhavadi
  • อีเมล: admissions@brightoncollegevibha.ac.th
  • โทรศัพท์: +66 2 513 0270 ต่อ 101, 103

Brighton College Bangkok Vibhavadi Announces 2026 Scholarship Opportunities and Open House Events

Brighton College Bangkok Vibhavadi is delighted to launch its 2026 Scholarship Programme alongside a series of Open House events, inviting prospective families to discover a leading British international school in Bangkok, where academic excellence goes hand in hand with kindness, confidence and curiosity.

  • 2026 Scholarship Programme

Brighton College Bangkok Vibhavadi is now accepting applications for Academic, Music, and Sports Scholarships, each designed to recognise and support exceptional talent and potential.

Academic Scholarships

Open to external applicants currently in Year 9 (IGCSE entry) and Year 11 (A Level entry), scholarships are awarded based on performance during Scholarship Day on Saturday, 21st March 2026. Successful candidates may receive between 5%–40% tuition fee remission.

Apply here: https://brightoncollege.ac.th/vibhavadi/academic-scholarship

Music Scholarships

Available to pupils from Year 4 to Year 11, with 2 awards per stage (Upper Key Stage 2 – Key Stage 5). Applicants must demonstrate musical excellence supported by ABRSM, Trinity or equivalent certifications.

Apply here: https://brightoncollege.ac.th/vibhavadi/music-scholarship

Sports Scholarships

Also open to Year 4 to Year 11, for pupils competing at strong local, national, or international levels in at least one sport.

Apply here: https://brightoncollege.ac.th/vibhavadi/sport-scholarship

All scholarship assessments take place on Saturday, 21st March 2026 by invitation only.

  • Open House Events

Families are warmly invited to experience our vibrant learning community through a series of Open House mornings. Attendees will tour our state-of-the-art facilities, meet our exceptional teachers, and discover how we nurture every pupil to be confident, curious, and kind.

Prep & Senior School Open House

Saturday 14th & Tuesday 24th March 2026

Time: 8:45 a.m.

Register here: https://www.jotform.com/form/260060932570451

Early Years Open House & Bambi Pop-Up

Saturday 28th February 2026

Time: 9:00 a.m.

Register here: https://form.jotform.com/260061179329457

For more information

  • Website: brightoncollege.ac.th/vibhavadi 
  • Email: admissions@brightoncollegevibha.ac.th
  • Tel: +66 2 513 0270 Ext. 101, 103