Hikvision ผู้ให้บริการโซลูชันและผลิตภัณฑ์กล้องวงจรปิดรักษาความปลอดภัยชั้นนำของโลก ประกาศเปิดตัวตระกูลผลิตภัณฑ์จอแสดงผล LED ครบชุด ซึ่งให้ภาพที่แนบเนียน รายละเอียดสูง และมีสีสันสดใส จอแสดงผล LED ของ Hikvision นั้นพัฒนาและผลิตขึ้นภายในบริษัทเอง ครอบคลุมทั้งจอ LED แบบ Fine Pitch ในอาคาร, จอ LED ติดตั้งคงที่ในอาคาร, จอ LED นอกอาคาร และเทคโนโลยี LED แบบใส เพื่อตอบรับกับความต้องการที่แตกต่างกัน
Hikvision มีประสบการณ์หลายปีในการให้บริการจอแสดงผลกล้องวงจรปิดสำหรับศูนย์กล้องวงจรปิดต่าง ๆ และการเปิดตัวไลน์ผลิตภัณฑ์จอ LED ใหม่นี้ ยังเป็นการแจ้งเกิดของ Hikvision ในตลาดป้ายดิจิทัลเชิงพาณิชย์ระดับโลกด้วย ทั้งยังเป็นอีกความก้าวหน้าสำคัญในแผนการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องของทางบริษัท จากแวดวงกล้องวงจรปิดรักษาความปลอดภัยไปยังธุรกิจอื่น ๆ
จอแสดงผล LED รุ่นใหม่จาก Hikvision ออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อตอบรับกับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นจากองค์กรธุรกิจและหน่วยงานด้านความปลอดภัยสาธารณะ บริษัทโฆษณา และอุตสาหกรรมความบันเทิง จอแสดงผล LED รุ่นใหม่เหล่านี้ได้รับการออกแบบเพื่อเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์การใช้งานของศูนย์ควบคุมติดตาม ห้องประชุม จอโฆษณาในและนอกอาคาร อีเวนต์สด และกรณีอื่น ๆ อีกมากมาย
จอแสดงผล LED ของ Hikvision มาพร้อมเทคโนโลยีแสดงภาพอันเป็นเลิศ เพื่อให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสกับภาพและวิดีโอที่มีความสมจริง ด้วยภาพความละเอียดสูงที่ปรากฏให้เห็นอย่างยอดเยี่ยม และเมื่อผนวกรวมกับเทคโนโลยีประมวลผลภาพอันเป็นเอกลักษณ์อย่าง Pix Master แล้ว จอเหล่านี้ก็จะให้ภาพที่คม เด่นชัด อิ่มสี และชัดเจนมากขึ้นจากทุกมุม
ฟีเจอร์อื่น ๆ ประกอบด้วย :
ควบคุมระยะไกล: ผู้ใช้สามารถสั่งการทำงานของหน้าจอได้จากระยะไกล ด้วยการ์ดอเนกประสงค์ใช้งานง่าย
การสวิตช์โหมดอุณหภูมิสีแบบคลิกเดียว: รองรับการสวิตช์โหมดอุณหภูมิสีต่าง ๆ ในคลิกเดียว เพื่อเปลี่ยนภาพให้สอดรับกับการใช้งาน
ลดความชื้นอัตโนมัติ: ฟีเจอร์นี้ช่วยลดอัตราการทำงานผิดปกติของไฟลงเฉลี่ย 30% ซึ่งช่วยยืดอายุของจอแต่ละตัว
กรองแสงสีฟ้า:แสงสีฟ้ากว่า 90% จะถูกแปลงไปเป็นแสงพลังงานต่ำ ทำให้ผู้ชมได้รับประโยชน์จากการปกป้องสายตาที่มีประสิทธิภาพและมีความรับผิดชอบ
นอกจากนี้ จอ LED ของ Hikvision ยังต่อเข้ากับจออื่น ๆ ได้อย่างง่ายดาย เพราะโครงสร้างมีความเป็นมาตรฐาน ส่งผลให้ติดตั้งและบำรุงรักษาได้ง่าย ทั้งยังรองรับความละเอียดที่ใช้กันทั่วไปอย่าง 1080p และ 4K โดยมีสัดส่วนแม่นยำด้วย
รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.hikvision.com/en/products/Transmission-and-Display-Products/Commercial-Displays/LED-Displays/
เกี่ยวกับ Hikvision
Hikvision คือผู้ให้บริการโซลูชันและผลิตภัณฑ์รักษาความปลอดภัยชั้นนำของโลก โดยมีทีมวิจัยและพัฒนาที่มีทักษะสูงและมีความรู้กว้างขวาง บริษัทผลิตโซลูชันและผลิตภัณฑ์ครบวงจรเพื่อรองรับตลาดแนวตั้งหลากหลายตลาด นอกเหนือจากอุตสาหกรรมการรักษาความปลอดภัยแล้ว Hikvision ยังขยายธุรกิจไปยังอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น เทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะ ระบบอัตโนมัติในงานอุตสาหกรรม และระบบอิเล็กทรอนิกส์ในรถยนต์ เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ของบริษัทอย่างยั่งยืนในระยะยาว ผลิตภัณฑ์ของ Hikvision มอบคุณสมบัติการวิเคราะห์ธุรกิจอันทรงพลังให้แก่ผู้ใช้งาน ทำให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นและประสบความสำเร็จทางการค้ามากขึ้น Hikvision ยึดมั่นในคุณภาพและความปลอดภัยสูงสุดของผลิตภัณฑ์ จึงสนับสนุนให้พาร์ทเนอร์ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์มากมายที่บริษัทได้นำเสนอ ซึ่งรวมถึงศูนย์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของบริษัท สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.hikvision.com
Tuesday, March 31, 2020
ทรินา โซลาร์ บุกเบิกยุคโมดูลกำลังสูง 500W+ ด้วยการส่งมอบโมดูล Vertex ครั้งแรกของโลก
บริษัท ทรินา โซลาร์ จำกัด (Trina Solar) ผู้นำระดับโลกด้านโมดูลเซลล์แสงอาทิตย์และโซลูชันพลังงานอัจฉริยะครบวงจร ประสบความสำเร็จในการส่งมอบโมดูล Vertex Series ล็อตแรก ซึ่งมีประสิทธิภาพการแปลงพลังงานสูงถึง 21% และมีกำลังการผลิตไฟฟ้าเกิน 500W นับเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์โลก หลังจากบริษัทได้ประกาศเปิดสายการผลิตนำร่องสำหรับผลิตโมดูล Vertex Series ในปริมาณมากเมื่อ 11 วันที่แล้ว
โรงไฟฟ้าขนาด 10MW ในศรีลังกากำลังรอรับโมดูลล็อตนี้ และจะติดตั้งทันทีที่ส่งไปถึง โดยคาดว่าจะเชื่อมกับกริดไฟฟ้าเสร็จเรียบร้อยในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ โมดูล Vertex Series ประกอบด้วยเซลล์ขนาด 210 มิลลิเมตรหลายเซลล์ ผสานเทคโนโลยีการตัดแบ่งโมดูลเป็นสามส่วนโดยไม่สร้างความเสียหายและมีความหนาแน่นสูง
โมดูล Vertex Series ประกอบด้วยโมดูลแบบกระจกสองชั้นสองหน้า และโมดูลแบบแผงด้านหลัง ซึ่งมีกำลังขาออกสูง ความน่าเชื่อถือสูง ประสิทธิภาพสูง และกำลังการผลิตไฟฟ้าสูง ข้อมูลจากห้องปฏิบัติการ State Key Laboratory of PV Science and Technology ของทรินา โซลาร์ ระบุว่า จากการประเมินโรงไฟฟ้าภาคพื้นดินขนาดใหญ่ในมณฑลเฮยหลงเจียงของจีนพบว่า เมื่อเทียบกับโมดูลแบบกระจกสองชั้นสองหน้าขนาด 410W โดยทั่วไปแล้ว โมดูล Vertex แบบกระจกสองชั้นสองหน้าสามารถลดต้นทุนอุปกรณ์ประกอบระบบ (BOS) ได้ 6-8% และลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยไฟฟ้าปรับเฉลี่ย (LCOE) ได้ 3-4%
หยิน หรงฟาง รองประธานบริหารและรองผู้จัดการทั่วไป บริษัท ทรินา โซลาร์ กล่าวว่า “ลูกค้าของเราทั่วโลกสนใจโมดูล Vertex Series กำลังสูง 500W+ อย่างมาก เพราะเหมาะที่จะใช้งานกับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ระดับสาธารณูปโภค รวมถึงระดับอุตสาหกรรมและพาณิชย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า เราจะเดินหน้าส่งมอบโมดูล Vertex Series ให้ลูกค้าทั่วโลกต่อไป ยุคของโมดูลกำลังสูง 500W+ มาถึงแล้ว และโมดูล Vertex Series ที่มีกำลังสูงและประสิทธิภาพสูงก็มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรม”
เกี่ยวกับทรินา โซลาร์
ทรินา โซลาร์ คือผู้นำระดับโลกด้านโมดูลเซลล์แสงอาทิตย์และโซลูชันพลังงานอัจฉริยะครบวงจร บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 2540 และดำเนินธุรกิจครอบคลุมการวิจัยและพัฒนา การผลิต และการจำหน่ายเซลล์แสงอาทิตย์, การพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ การรับเหมาก่อสร้าง การดำเนินงานและบำรุงรักษา, การพัฒนาและจำหน่ายระบบไมโครกริดอัจฉริยะและระบบกักเก็บพลังงานหลายรูปแบบ รวมถึงการบริหารแพลตฟอร์มคลาวด์ด้านพลังงาน ในปี 2561 ทรินา โซลาร์ เปิดตัวแบรนด์ Energy IoT พร้อมจัดตั้งกลุ่มความร่วมมือ Trina Energy IoT Industrial Development Alliance ร่วมกับองค์กรและสถาบันวิจัยชั้นนำทั้งในจีนและทั่วโลก และจัดตั้งศูนย์นวัตกรรม New Energy IoT Industry Innovation Center ทั้งนี้ ทรินา โซลาร์ ตั้งเป้าจับมือกับพันธมิตรสร้างระบบนิเวศ Energy IoT พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อสำรวจระบบนิเวศ New Energy IoT โดยบริษัทมุ่งมั่นที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำของโลกในอุตสาหกรรมพลังงานอัจฉริยะ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.trinasolar.com
โรงไฟฟ้าขนาด 10MW ในศรีลังกากำลังรอรับโมดูลล็อตนี้ และจะติดตั้งทันทีที่ส่งไปถึง โดยคาดว่าจะเชื่อมกับกริดไฟฟ้าเสร็จเรียบร้อยในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ โมดูล Vertex Series ประกอบด้วยเซลล์ขนาด 210 มิลลิเมตรหลายเซลล์ ผสานเทคโนโลยีการตัดแบ่งโมดูลเป็นสามส่วนโดยไม่สร้างความเสียหายและมีความหนาแน่นสูง
โมดูล Vertex Series ประกอบด้วยโมดูลแบบกระจกสองชั้นสองหน้า และโมดูลแบบแผงด้านหลัง ซึ่งมีกำลังขาออกสูง ความน่าเชื่อถือสูง ประสิทธิภาพสูง และกำลังการผลิตไฟฟ้าสูง ข้อมูลจากห้องปฏิบัติการ State Key Laboratory of PV Science and Technology ของทรินา โซลาร์ ระบุว่า จากการประเมินโรงไฟฟ้าภาคพื้นดินขนาดใหญ่ในมณฑลเฮยหลงเจียงของจีนพบว่า เมื่อเทียบกับโมดูลแบบกระจกสองชั้นสองหน้าขนาด 410W โดยทั่วไปแล้ว โมดูล Vertex แบบกระจกสองชั้นสองหน้าสามารถลดต้นทุนอุปกรณ์ประกอบระบบ (BOS) ได้ 6-8% และลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยไฟฟ้าปรับเฉลี่ย (LCOE) ได้ 3-4%
หยิน หรงฟาง รองประธานบริหารและรองผู้จัดการทั่วไป บริษัท ทรินา โซลาร์ กล่าวว่า “ลูกค้าของเราทั่วโลกสนใจโมดูล Vertex Series กำลังสูง 500W+ อย่างมาก เพราะเหมาะที่จะใช้งานกับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ระดับสาธารณูปโภค รวมถึงระดับอุตสาหกรรมและพาณิชย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า เราจะเดินหน้าส่งมอบโมดูล Vertex Series ให้ลูกค้าทั่วโลกต่อไป ยุคของโมดูลกำลังสูง 500W+ มาถึงแล้ว และโมดูล Vertex Series ที่มีกำลังสูงและประสิทธิภาพสูงก็มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรม”
เกี่ยวกับทรินา โซลาร์
ทรินา โซลาร์ คือผู้นำระดับโลกด้านโมดูลเซลล์แสงอาทิตย์และโซลูชันพลังงานอัจฉริยะครบวงจร บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 2540 และดำเนินธุรกิจครอบคลุมการวิจัยและพัฒนา การผลิต และการจำหน่ายเซลล์แสงอาทิตย์, การพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ การรับเหมาก่อสร้าง การดำเนินงานและบำรุงรักษา, การพัฒนาและจำหน่ายระบบไมโครกริดอัจฉริยะและระบบกักเก็บพลังงานหลายรูปแบบ รวมถึงการบริหารแพลตฟอร์มคลาวด์ด้านพลังงาน ในปี 2561 ทรินา โซลาร์ เปิดตัวแบรนด์ Energy IoT พร้อมจัดตั้งกลุ่มความร่วมมือ Trina Energy IoT Industrial Development Alliance ร่วมกับองค์กรและสถาบันวิจัยชั้นนำทั้งในจีนและทั่วโลก และจัดตั้งศูนย์นวัตกรรม New Energy IoT Industry Innovation Center ทั้งนี้ ทรินา โซลาร์ ตั้งเป้าจับมือกับพันธมิตรสร้างระบบนิเวศ Energy IoT พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อสำรวจระบบนิเวศ New Energy IoT โดยบริษัทมุ่งมั่นที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำของโลกในอุตสาหกรรมพลังงานอัจฉริยะ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.trinasolar.com
Monday, March 30, 2020
HotForex บริจาคให้กับ WHO ท่ามกลางวิกฤติ Covid-19
HotForex โบรกเกอร์เจ้าของรางวัลมากมาย ได้ทำการบริจาคให้แก่องค์การอนามัยโลก ท่ามกลางการต่อสู้กับการระบาดของ Covid-19 ซึ่งสอดคล้องกับความมุ่งมั่นรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัท
HotForex โบรกเกอร์ฟอเร็กซ์และ CFD สินค้าโภคภัณฑ์เจ้าของรางวัลมากมาย มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าไม่ใช่แค่ในส่วนของการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าของเราเท่านั้น แต่ยังตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อชุมชนและองค์กรทั่วโลกด้วย
คุณ George Koumantaris ผู้บริหาร HotForex กล่าวว่า "HotForex ตระหนักถึงความรับผิดชอบในการช่วยเหลือผู้ที่ด้อยกว่า และให้ความช่วยเหลือในทุกโอกาสอย่างแข็งขันเท่าที่สามารถทำได้ เราภูมิใจที่มีส่วนร่วมในการบริจาคให้กับองค์การอนามัยโลกในยามวิกฤติ และทำในส่วนของเราเพื่อช่วยเหลือองค์กรที่มีคุณค่าเช่นนี้"
HotForex ฉลองครบรอบ 10 ปีในปีนี้ และมีหลายสิ่งที่พิสูจน์ถึงความสำเร็จของเรา ได้แก่ รางวัลในอุตสาหกรรมมากกว่า 35 รางวัล และบัญชีจริงที่เปิดกับเรากว่า 2,000,000 บัญชี พร้อมด้วยรางวัลความปลอดภัยด้านเงินทุนและประกันชั้นนำของตลาดสูงถึง 5,000,000 ยูโร และความยืดหยุ่นที่เหมาะกับเทรดเดอร์ทุกคน จนกลายมาเป็นโบรกเกอร์ระดับโลกที่หาตัวจับยากอย่างรวดเร็ว
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ HotForex และกิจกรรมด้านสังคมก่อนหน้านี้ได้ที่ https://www.hotforex.com/sv/th/about-us/corporate-social-responsibility.html
สำหรับสื่อมวลชน
เกี่ยวกับ HotForex
HotForex ถือกำเนิดขึ้นในปี 2010 ในฐานะแบรนด์หนึ่งของ HF Markets Group ซึ่งประกอบด้วยองค์กรทั่วโลกที่ดำเนินงานในลักษณะของโบรกเกอร์หลากหลายสินทรัพย์ HotForex นำเสนอบริการด้านการเทรดสำหรับลูกค้ารายย่อยและลูกค้าสถาบันทั่วโลก HotForex มุ่งมั่นสู่ตำแหน่งผู้นำตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง โดยมีข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันแล้ว ดังนี้
- มีบัญชีจริงกว่า 2,000,000 บัญชี
- รางวัลนานาชาติกว่า 35 รางวัล
- ซัพพอร์ทลูกค้า 27 ภาษา
- มาตรการรักษาความปลอดภัยเงินทุนชั้นนำ
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ HotForex ได้ที่ https://www.hotforex.com/sv/th/about-us/about-hotforex.html
คำเตือนด้านความเสี่ยง
การเทรดผลิตภัณฑ์ Leveraged อย่าง Forex และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า อาจไม่เหมาะกับนักลงทุนทุกราย เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงสูงต่อเงินทุนของท่าน
โลโก้ - https://mma.prnewswire.com/media/830182/HotForex_Logo.jpg
ติดต่อ:
HF Markets Ltd
marketing@hotforex.com
HotForex โบรกเกอร์ฟอเร็กซ์และ CFD สินค้าโภคภัณฑ์เจ้าของรางวัลมากมาย มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าไม่ใช่แค่ในส่วนของการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าของเราเท่านั้น แต่ยังตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อชุมชนและองค์กรทั่วโลกด้วย
คุณ George Koumantaris ผู้บริหาร HotForex กล่าวว่า "HotForex ตระหนักถึงความรับผิดชอบในการช่วยเหลือผู้ที่ด้อยกว่า และให้ความช่วยเหลือในทุกโอกาสอย่างแข็งขันเท่าที่สามารถทำได้ เราภูมิใจที่มีส่วนร่วมในการบริจาคให้กับองค์การอนามัยโลกในยามวิกฤติ และทำในส่วนของเราเพื่อช่วยเหลือองค์กรที่มีคุณค่าเช่นนี้"
HotForex ฉลองครบรอบ 10 ปีในปีนี้ และมีหลายสิ่งที่พิสูจน์ถึงความสำเร็จของเรา ได้แก่ รางวัลในอุตสาหกรรมมากกว่า 35 รางวัล และบัญชีจริงที่เปิดกับเรากว่า 2,000,000 บัญชี พร้อมด้วยรางวัลความปลอดภัยด้านเงินทุนและประกันชั้นนำของตลาดสูงถึง 5,000,000 ยูโร และความยืดหยุ่นที่เหมาะกับเทรดเดอร์ทุกคน จนกลายมาเป็นโบรกเกอร์ระดับโลกที่หาตัวจับยากอย่างรวดเร็ว
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ HotForex และกิจกรรมด้านสังคมก่อนหน้านี้ได้ที่ https://www.hotforex.com/sv/th/about-us/corporate-social-responsibility.html
สำหรับสื่อมวลชน
เกี่ยวกับ HotForex
HotForex ถือกำเนิดขึ้นในปี 2010 ในฐานะแบรนด์หนึ่งของ HF Markets Group ซึ่งประกอบด้วยองค์กรทั่วโลกที่ดำเนินงานในลักษณะของโบรกเกอร์หลากหลายสินทรัพย์ HotForex นำเสนอบริการด้านการเทรดสำหรับลูกค้ารายย่อยและลูกค้าสถาบันทั่วโลก HotForex มุ่งมั่นสู่ตำแหน่งผู้นำตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง โดยมีข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันแล้ว ดังนี้
- มีบัญชีจริงกว่า 2,000,000 บัญชี
- รางวัลนานาชาติกว่า 35 รางวัล
- ซัพพอร์ทลูกค้า 27 ภาษา
- มาตรการรักษาความปลอดภัยเงินทุนชั้นนำ
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ HotForex ได้ที่ https://www.hotforex.com/sv/th/about-us/about-hotforex.html
คำเตือนด้านความเสี่ยง
การเทรดผลิตภัณฑ์ Leveraged อย่าง Forex และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า อาจไม่เหมาะกับนักลงทุนทุกราย เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงสูงต่อเงินทุนของท่าน
โลโก้ - https://mma.prnewswire.com/media/830182/HotForex_Logo.jpg
ติดต่อ:
HF Markets Ltd
marketing@hotforex.com
Country Garden รายงานผลประกอบการปี 2562
- กระแสเงินสดจากการดำเนินงานสุทธิเป็นบวก 4 ปีติดต่อกัน โดยได้แรงหนุนจากยอดขายที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- รายรับรวมทะยานแตะ 6.85 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 8.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
- กำไรขั้นต้น กำไรสุทธิ และตัวบ่งชี้รายรับอื่น ๆ ยังคงเติบโตในอัตราเลขสองหลัก
เมื่อวันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา บริษัท Country Garden Holdings Company Limited (02007.HK) ได้เปิดเผยผลประกอบการประจำปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2562
ข้อมูลสำคัญมีดังนี้
ยอดขายดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในปี 2562 กลุ่มบริษัท (รวมบริษัทร่วมทุนและบริษัทในเครือ) มียอดขายที่ทำสัญญาแล้วส่วนของผู้ถือหุ้น 5.522 แสนล้านหยวน (7.78 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) และมีพื้นที่ที่ทำสัญญาแล้วส่วนของผู้ถือหุ้นราว 62.37 ล้านตารางเมตร เพิ่มขึ้น 10.03% และ 15.16% เมื่อเทียบรายปีตามลำดับ
ตัวบ่งชี้รายรับเติบโตในอัตราเลขสองหลัก
ในปี 2562 กลุ่มบริษัทมีรายรับรวมเพิ่มขึ้น 28.2% เมื่อเทียบรายปี แตะที่ 4.8591 แสนล้านหยวน (6.85 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ส่วนกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 23.6% เมื่อเทียบรายปี แตะ 1.2664 แสนล้านหยวน (1.79 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ขณะที่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 26.1% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 6.12 หมื่นล้านหยวน (8.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ด้านกำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 17.6% เมื่อเทียบรายปี แตะระดับ 4.012 หมื่นล้านหยวน (5.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
เงินทุนที่ใช้ในการดำเนินงานเหลือเฟือ
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 กลุ่มบริษัทมีเงินสดเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.6835 แสนล้านหยวน (ราว 3.78 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งถือว่ากระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวก 4 ปีติดต่อกันนับตั้งแต่ปี 2559
รักษาสมดุลระหว่างการเติบโตของรายรับกับการบริหารหนี้สินอย่างเข้มงวด
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 กลุ่มบริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนที่ระดับ 46.3% ลดลง 3.3 จุดเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบรายปี และยังอยู่ต่ำกว่าเส้นสีแดงที่ 70% เป็นปีที่ 12 ติดต่อกัน นอกจากนั้นยังมีวงเงินสินเชื่อที่ไม่ได้ใช้รวม 3.1679 แสนล้านหยวน (ราว 4.47 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)
มอบเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นอย่างเต็มที่และสม่ำเสมอ
หุ้น Country Garden เป็นหุ้นบลูชิประดับน่าลงทุน จึงมอบเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นอย่างเต็มที่และสม่ำเสมอมานานต่อเนื่องหลายปี ซึ่งถือเป็นการตอบแทนผู้ถือหุ้นที่ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด โดยกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐานของกลุ่มบริษัทเพิ่มขึ้น 14.9% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 1.85 หยวน (0.27 ดอลลาร์สหรัฐ) ในปี 2562 ขณะเดียวกัน บอร์ดแนะนำให้จ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายของปี 34.25 หยวน (4.8 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 13.0% เมื่อเทียบรายปี ส่วนเงินปันผลรวมทั้งปีอยู่ที่ 57.12 หยวน (8 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 17.0% เมื่อเทียบรายปี
บุกเบิกนวัตกรรมหุ่นยนต์ก่อสร้างและการเกษตรสมัยใหม่
นอกเหนือจากการพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แล้ว กลุ่มบริษัทยังให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์มาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2561 โดยมีการริเริ่มโครงการ Bright Dream Robotics เพื่อยกระดับความปลอดภัยและประสิทธิภาพในอุตสาหกรรมที่เกื้อหนุนกัน เช่น การก่อสร้างและการเกษตรสมัยใหม่ จนถึงขณะนี้ บริษัทพัฒนาหุ่นยนต์ก่อสร้างมากกว่า 50 แบบ โดย 32 แบบจากทั้งหมดกำลังทดสอบใช้งานในสถานที่ก่อสร้างจริง บริษัทเป็นเจ้าของสิทธิบัตร 327 ฉบับ และครอบครองเทคโนโลยีสำคัญ ๆ ในหลายภาคส่วน
นอกจากนี้ Country Garden ยังใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีสุดล้ำในการผลิตทางการเกษตรสมัยใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์สร้างฟาร์มแบบไม่ต้องมีคนดูแล และเชื่อมฟาร์มกับช่องทางจำหน่ายของชุมชนโดยตรง ช่วยลดพ่อค้าคนกลางตลอดห่วงโซ่อุปทาน ทั้งยังช่วยเกษตรกรและผู้บริโภคลดต้นทุนการทำธุรกรรมด้วย
ผสมผสานการขยายเมืองกับการวางแผนโดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว
Country Garden เป็นต้นแบบของการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้วยธุรกิจการขยายเมือง และการเติบโตของกลุ่มบริษัทตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นที่มีต่ออนาคต โดย Country Garden จะเดินหน้าทำการวิจัยด้านการผลิตอัจฉริยะและหุ่นยนต์ รวมถึงพัฒนาการผลิตทางการเกษตรสมัยใหม่ และสร้างช่องทางจำหน่ายของชุมชน เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ทีมผู้บริหารจะเดินหน้ายกระดับความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มบริษัท พร้อมกับสานต่อกลยุทธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อบริษัทและให้ผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง
รูปภาพ - https://photos.prnasia.com/prnh/20200330/2763690-1
- รายรับรวมทะยานแตะ 6.85 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 8.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
- กำไรขั้นต้น กำไรสุทธิ และตัวบ่งชี้รายรับอื่น ๆ ยังคงเติบโตในอัตราเลขสองหลัก
เมื่อวันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา บริษัท Country Garden Holdings Company Limited (02007.HK) ได้เปิดเผยผลประกอบการประจำปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2562
ข้อมูลสำคัญมีดังนี้
ยอดขายดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในปี 2562 กลุ่มบริษัท (รวมบริษัทร่วมทุนและบริษัทในเครือ) มียอดขายที่ทำสัญญาแล้วส่วนของผู้ถือหุ้น 5.522 แสนล้านหยวน (7.78 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) และมีพื้นที่ที่ทำสัญญาแล้วส่วนของผู้ถือหุ้นราว 62.37 ล้านตารางเมตร เพิ่มขึ้น 10.03% และ 15.16% เมื่อเทียบรายปีตามลำดับ
ตัวบ่งชี้รายรับเติบโตในอัตราเลขสองหลัก
ในปี 2562 กลุ่มบริษัทมีรายรับรวมเพิ่มขึ้น 28.2% เมื่อเทียบรายปี แตะที่ 4.8591 แสนล้านหยวน (6.85 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ส่วนกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 23.6% เมื่อเทียบรายปี แตะ 1.2664 แสนล้านหยวน (1.79 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ขณะที่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 26.1% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 6.12 หมื่นล้านหยวน (8.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ด้านกำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 17.6% เมื่อเทียบรายปี แตะระดับ 4.012 หมื่นล้านหยวน (5.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
เงินทุนที่ใช้ในการดำเนินงานเหลือเฟือ
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 กลุ่มบริษัทมีเงินสดเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.6835 แสนล้านหยวน (ราว 3.78 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งถือว่ากระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวก 4 ปีติดต่อกันนับตั้งแต่ปี 2559
รักษาสมดุลระหว่างการเติบโตของรายรับกับการบริหารหนี้สินอย่างเข้มงวด
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 กลุ่มบริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนที่ระดับ 46.3% ลดลง 3.3 จุดเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบรายปี และยังอยู่ต่ำกว่าเส้นสีแดงที่ 70% เป็นปีที่ 12 ติดต่อกัน นอกจากนั้นยังมีวงเงินสินเชื่อที่ไม่ได้ใช้รวม 3.1679 แสนล้านหยวน (ราว 4.47 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)
มอบเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นอย่างเต็มที่และสม่ำเสมอ
หุ้น Country Garden เป็นหุ้นบลูชิประดับน่าลงทุน จึงมอบเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นอย่างเต็มที่และสม่ำเสมอมานานต่อเนื่องหลายปี ซึ่งถือเป็นการตอบแทนผู้ถือหุ้นที่ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด โดยกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐานของกลุ่มบริษัทเพิ่มขึ้น 14.9% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 1.85 หยวน (0.27 ดอลลาร์สหรัฐ) ในปี 2562 ขณะเดียวกัน บอร์ดแนะนำให้จ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายของปี 34.25 หยวน (4.8 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 13.0% เมื่อเทียบรายปี ส่วนเงินปันผลรวมทั้งปีอยู่ที่ 57.12 หยวน (8 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 17.0% เมื่อเทียบรายปี
บุกเบิกนวัตกรรมหุ่นยนต์ก่อสร้างและการเกษตรสมัยใหม่
นอกเหนือจากการพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แล้ว กลุ่มบริษัทยังให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์มาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2561 โดยมีการริเริ่มโครงการ Bright Dream Robotics เพื่อยกระดับความปลอดภัยและประสิทธิภาพในอุตสาหกรรมที่เกื้อหนุนกัน เช่น การก่อสร้างและการเกษตรสมัยใหม่ จนถึงขณะนี้ บริษัทพัฒนาหุ่นยนต์ก่อสร้างมากกว่า 50 แบบ โดย 32 แบบจากทั้งหมดกำลังทดสอบใช้งานในสถานที่ก่อสร้างจริง บริษัทเป็นเจ้าของสิทธิบัตร 327 ฉบับ และครอบครองเทคโนโลยีสำคัญ ๆ ในหลายภาคส่วน
นอกจากนี้ Country Garden ยังใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีสุดล้ำในการผลิตทางการเกษตรสมัยใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์สร้างฟาร์มแบบไม่ต้องมีคนดูแล และเชื่อมฟาร์มกับช่องทางจำหน่ายของชุมชนโดยตรง ช่วยลดพ่อค้าคนกลางตลอดห่วงโซ่อุปทาน ทั้งยังช่วยเกษตรกรและผู้บริโภคลดต้นทุนการทำธุรกรรมด้วย
ผสมผสานการขยายเมืองกับการวางแผนโดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว
Country Garden เป็นต้นแบบของการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้วยธุรกิจการขยายเมือง และการเติบโตของกลุ่มบริษัทตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นที่มีต่ออนาคต โดย Country Garden จะเดินหน้าทำการวิจัยด้านการผลิตอัจฉริยะและหุ่นยนต์ รวมถึงพัฒนาการผลิตทางการเกษตรสมัยใหม่ และสร้างช่องทางจำหน่ายของชุมชน เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ทีมผู้บริหารจะเดินหน้ายกระดับความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มบริษัท พร้อมกับสานต่อกลยุทธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อบริษัทและให้ผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง
รูปภาพ - https://photos.prnasia.com/prnh/20200330/2763690-1
Hikvision เปิดตัวเครื่องสแกนใบหน้าไร้การสัมผัส "MinMoe Face Recognition Terminals" ช่วยควบคุมและบันทึกเวลาเข้า-ออกสถานที่อย่างง่ายดาย
Hikvision ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันและผลิตภัณฑ์กล้องวงจรปิดรักษาความปลอดภัย เปิดตัวเครื่องสแกนใบหน้าไร้การสัมผัส MinMoe Face Recognition Terminals สำหรับควบคุมและบันทึกเวลาเข้า-ออกสถานที่ เปิดศักราชใหม่ของเทคโนโลยีสแกนใบหน้า
เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในสภาพการใช้งานจริงหลากหลายรูปแบบ MinMoe Face Recognition Terminals จึงมีให้เลือกใช้งานถึง 4 ซีรีส์ ได้แก่ Value Series, Pro Series, Ultra Series และ Face Recognition Modules for Turnstile โดย Value Series (DS-K1T341A/DS-K1T331) มาพร้อมฟังก์ชันอันทรงพลังในราคาเอื้อมถึง ออกแบบมาเพื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMB) เช่น สำนักงานและร้านค้าต่าง ๆ
แฟรงก์ จาง ประธาน International Product and Solution Center ของ Hikvision กล่าวว่า "เราเล็งเห็นข้อได้เปรียบของระบบสแกนใบหน้า "ไร้การสัมผัส" ด้วยเทคโนโลยีดีปเลิร์นนิงขั้นสูงและฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลาย เราเชื่อว่า MinMoe Face Recognition Terminals สามารถมอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยมากขึ้นให้แก่ลูกค้าที่เป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ช่วยให้การควบคุมและบันทึกเวลาเข้า-ออกสถานที่ง่ายขึ้นมาก"
สแกนใบหน้าได้รวดเร็วและแม่นยำแม้ในที่มืด
MinMoe Face Recognition Terminals ใช้อัลกอริทึมดีปเลิร์นนิงที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการสแกนใบหน้ามากกว่า 99% และยืนยันตัวตนได้อย่างรวดเร็วในเวลาไม่ถึง 0.2 วินาที มอบประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจให้แก่ผู้ใช้งานโดยไม่ต้องมีการสัมผัส ซึ่งดีกว่าเดิมมากเมื่อเทียบกับระบบที่ต้องแตะบัตรประจำตัวหรือสแกนลายนิ้วมือ
นอกจากนี้ MinMoe Face Recognition Terminals ยังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้อยู่ในที่แสงน้อยหรือไม่มีแสง
ปลอดภัยขึ้นด้วยเทคโนโลยีป้องกันการปลอมตัว
MinMoe Face Recognition Terminals ใช้เลนส์สองตัว ได้แก่ เลนส์แสงที่มองเห็นและเลนส์อินฟราเรด เมื่อทั้งสองเลนส์ระบุว่าเป็นคน ๆ เดียวกันจึงจะผ่านเข้า-ออกได้ นอกจากนั้นยังสามารถระบุได้ว่าเป็นใบหน้าจริง ไม่ใช่รูปภาพ เทคโนโลยีป้องกันการปลอมตัวนี้ช่วยให้ควบคุมการเข้า-ออกได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น และสามารถป้องกันการโกงเวลาเข้างาน
ใช้งานร่วมกับระบบอื่นได้หลากหลายและราบรื่น
MinMoe Face Recognition Terminals สามารถเชื่อมกับระบบเปิด-ปิดประตู ระบบบันทึกวิดีโอ และระบบกล้องวงจรปิดได้อย่างราบรื่น โดยสามารถบันทึกวิดีโอได้อย่างชัดเจนเมื่อเกิดเหตุการณ์ นอกจากนั้นยังใช้งานร่วมกับระบบอื่นได้อย่างราบรื่น การเชื่อม MinMoe Face Recognition Terminals กับระบบเปิด-ปิดประตูและระบบลงเวลาเข้างานที่ลูกค้ามีอยู่แล้วจึงเป็นไปอย่างรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่าย
สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MinMoe Face Recognition Terminals ได้ที่ https://www.hikvision.com/en/products/Access-Control-Products/Face-Recognition-Terminals/
เกี่ยวกับ Hikvision
Hikvision คือผู้ให้บริการโซลูชันและผลิตภัณฑ์รักษาความปลอดภัยชั้นนำของโลก โดยมีทีมวิจัยและพัฒนาที่มีทักษะสูงและมีความรู้กว้างขวาง บริษัทผลิตโซลูชันและผลิตภัณฑ์ครบวงจรเพื่อรองรับตลาดแนวตั้งหลากหลายตลาด นอกเหนือจากอุตสาหกรรมการรักษาความปลอดภัยแล้ว Hikvision ยังขยายธุรกิจไปยังอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น เทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะ ระบบอัตโนมัติในงานอุตสาหกรรม และระบบอิเล็กทรอนิกส์ในรถยนต์ เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ของบริษัทอย่างยั่งยืนในระยะยาว ผลิตภัณฑ์ของ Hikvision มอบคุณสมบัติการวิเคราะห์ธุรกิจอันทรงพลังให้แก่ผู้ใช้งาน ทำให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นและประสบความสำเร็จทางการค้ามากขึ้น Hikvision ยึดมั่นในคุณภาพและความปลอดภัยสูงสุดของผลิตภัณฑ์ จึงสนับสนุนให้พาร์ทเนอร์ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์มากมายที่บริษัทได้นำเสนอ ซึ่งรวมถึงศูนย์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของบริษัท สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.hikvision.com
เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในสภาพการใช้งานจริงหลากหลายรูปแบบ MinMoe Face Recognition Terminals จึงมีให้เลือกใช้งานถึง 4 ซีรีส์ ได้แก่ Value Series, Pro Series, Ultra Series และ Face Recognition Modules for Turnstile โดย Value Series (DS-K1T341A/DS-K1T331) มาพร้อมฟังก์ชันอันทรงพลังในราคาเอื้อมถึง ออกแบบมาเพื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMB) เช่น สำนักงานและร้านค้าต่าง ๆ
แฟรงก์ จาง ประธาน International Product and Solution Center ของ Hikvision กล่าวว่า "เราเล็งเห็นข้อได้เปรียบของระบบสแกนใบหน้า "ไร้การสัมผัส" ด้วยเทคโนโลยีดีปเลิร์นนิงขั้นสูงและฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลาย เราเชื่อว่า MinMoe Face Recognition Terminals สามารถมอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยมากขึ้นให้แก่ลูกค้าที่เป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ช่วยให้การควบคุมและบันทึกเวลาเข้า-ออกสถานที่ง่ายขึ้นมาก"
สแกนใบหน้าได้รวดเร็วและแม่นยำแม้ในที่มืด
MinMoe Face Recognition Terminals ใช้อัลกอริทึมดีปเลิร์นนิงที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการสแกนใบหน้ามากกว่า 99% และยืนยันตัวตนได้อย่างรวดเร็วในเวลาไม่ถึง 0.2 วินาที มอบประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจให้แก่ผู้ใช้งานโดยไม่ต้องมีการสัมผัส ซึ่งดีกว่าเดิมมากเมื่อเทียบกับระบบที่ต้องแตะบัตรประจำตัวหรือสแกนลายนิ้วมือ
นอกจากนี้ MinMoe Face Recognition Terminals ยังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้อยู่ในที่แสงน้อยหรือไม่มีแสง
ปลอดภัยขึ้นด้วยเทคโนโลยีป้องกันการปลอมตัว
MinMoe Face Recognition Terminals ใช้เลนส์สองตัว ได้แก่ เลนส์แสงที่มองเห็นและเลนส์อินฟราเรด เมื่อทั้งสองเลนส์ระบุว่าเป็นคน ๆ เดียวกันจึงจะผ่านเข้า-ออกได้ นอกจากนั้นยังสามารถระบุได้ว่าเป็นใบหน้าจริง ไม่ใช่รูปภาพ เทคโนโลยีป้องกันการปลอมตัวนี้ช่วยให้ควบคุมการเข้า-ออกได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น และสามารถป้องกันการโกงเวลาเข้างาน
ใช้งานร่วมกับระบบอื่นได้หลากหลายและราบรื่น
MinMoe Face Recognition Terminals สามารถเชื่อมกับระบบเปิด-ปิดประตู ระบบบันทึกวิดีโอ และระบบกล้องวงจรปิดได้อย่างราบรื่น โดยสามารถบันทึกวิดีโอได้อย่างชัดเจนเมื่อเกิดเหตุการณ์ นอกจากนั้นยังใช้งานร่วมกับระบบอื่นได้อย่างราบรื่น การเชื่อม MinMoe Face Recognition Terminals กับระบบเปิด-ปิดประตูและระบบลงเวลาเข้างานที่ลูกค้ามีอยู่แล้วจึงเป็นไปอย่างรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่าย
สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MinMoe Face Recognition Terminals ได้ที่ https://www.hikvision.com/en/products/Access-Control-Products/Face-Recognition-Terminals/
เกี่ยวกับ Hikvision
Hikvision คือผู้ให้บริการโซลูชันและผลิตภัณฑ์รักษาความปลอดภัยชั้นนำของโลก โดยมีทีมวิจัยและพัฒนาที่มีทักษะสูงและมีความรู้กว้างขวาง บริษัทผลิตโซลูชันและผลิตภัณฑ์ครบวงจรเพื่อรองรับตลาดแนวตั้งหลากหลายตลาด นอกเหนือจากอุตสาหกรรมการรักษาความปลอดภัยแล้ว Hikvision ยังขยายธุรกิจไปยังอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น เทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะ ระบบอัตโนมัติในงานอุตสาหกรรม และระบบอิเล็กทรอนิกส์ในรถยนต์ เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ของบริษัทอย่างยั่งยืนในระยะยาว ผลิตภัณฑ์ของ Hikvision มอบคุณสมบัติการวิเคราะห์ธุรกิจอันทรงพลังให้แก่ผู้ใช้งาน ทำให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นและประสบความสำเร็จทางการค้ามากขึ้น Hikvision ยึดมั่นในคุณภาพและความปลอดภัยสูงสุดของผลิตภัณฑ์ จึงสนับสนุนให้พาร์ทเนอร์ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์มากมายที่บริษัทได้นำเสนอ ซึ่งรวมถึงศูนย์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของบริษัท สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.hikvision.com
Preply ระดมทุน 10 ล้านดอลลาร์ มุ่งขยายธุรกิจสอนภาษาออนไลน์
Preply แพลตฟอร์มสอนภาษาออนไลน์ ประกาศระดมทุนรอบใหม่ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นเม็ดเงินที่สูงกว่าการระดมทุนรอบก่อน ๆ เป็นสองเท่า โดยบริษัทจะนำเงินไปลงทุนขยายเครือข่ายผู้สอนที่ผ่านการรับรองมากกว่า 10,000 คน ซึ่งสอนภาษา 50 ภาษาให้แก่ผู้เรียนหลายหมื่นคนใน 190 ประเทศทั่วโลก การลงทุนครั้งนี้นำโดยบริษัท Hoxton Ventures ในลอนดอน ร่วมด้วยนักลงทุนในยุโรปอีกหลายราย ได้แก่ Point Nine Capital, All Iron Ventures, The Family, EduCapital และ Diligent Capital นอกจากนั้นยังมีนักลงทุนรายบุคคลเข้าร่วมด้วย ได้แก่ Arthur Kosten จาก Booking.com, Gary Swart อดีตซีอีโอของ Upwork, David Helgason ผู้ก่อตั้ง Unity Technologies และ Daniel Hoffer ผู้ก่อตั้ง Couchsurfing
ในขณะที่คนทั่วโลกออนไลน์กันมากขึ้น ผู้สอนและผู้เรียนทั่วโลกก็หันมาทำการเรียนการสอนภาษาออนไลน์เช่นกัน โดยยอดจองชั่วโมงเรียนรายวันบนแพลตฟอร์ม Preply พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้านจำนวนผู้สอนที่ลงทะเบียนกับ Preply ก็พุ่งสูงในหลายพื้นที่ เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน โดยบางประเทศมีจำนวนผู้สอนที่ลงทะเบียนเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของเดือนกุมภาพันธ์ และยอดจองชั่วโมงเรียนก็เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในหลายพื้นที่ทั่วโลก
Preply ก่อตั้งขึ้นในปี 2556 โดยทีมงานชาวยูเครนซึ่งประกอบด้วย Kirill Bigai (ซีอีโอ), Serge Lukyanov (หัวหน้าฝ่ายออกแบบ) และ Dmytro Voloshyn (ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี) ปัจจุบัน บริษัทมีพนักงาน 125 คน รวม 25 สัญชาติ ซึ่งประจำอยู่ที่กรุงเคียฟและบาร์เซโลนา บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่าในระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา Preply บุกเบิกการใช้เทคโนโลยีแมชชีนเลิร์นนิงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจับคู่ผู้สอนกับผู้เรียน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลกก็ตาม ทำให้จับคู่ได้อย่างเหมาะสมและทำให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ
จนถึงปัจจุบัน ผู้สอน 160 สัญชาติได้ทำการสอนรวมกัน 2 ล้านคลาส ผู้เรียนส่วนใหญ่เรียนภาษาผ่าน Preply ด้วยจุดประสงค์ด้านหน้าที่การงาน เช่น ย้ายไปทำงานต่างประเทศ หรือต้องการความก้าวหน้าในอาชีพ ขณะที่บางส่วนต้องการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เช่น ช่วยให้ลูกหลานได้เรียนรู้ภาษาอื่น ๆ หรือต้องการฝึกฝนทักษะใหม่ Preply มีเครือข่ายผู้สอนกระจายอยู่ทั่วโลก สมมติว่าคุณอยู่เบอร์ลินและต้องการเรียนภาษาญี่ปุ่น คุณสามารถเรียนจากผู้เชี่ยวชาญในเวลาและราคาที่คุณพึงพอใจ ซึ่งช่วยแก้ปัญหา “แย่งชิงเวลาเรียน” ที่มักเกิดขึ้นกับการสอนสด เพราะคนส่วนใหญ่ต้องการเรียนก่อนทำงานหรือหลังเลิกงาน ทำให้จำนวนผู้สอนไม่เพียงพอและรองรับผู้เรียนได้จำกัด
การเรียนภาษาผ่าน Preply มีค่าเรียนราว 15-20 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง โดย Preply ช่วยให้ผู้สอนสามารถสร้างรายได้อย่างยืดหยุ่นและปลอดภัยโดยไม่จำกัดสถานที่ เมื่อไม่ต้องเปิดบ้านสอนหนังสือหรือเสียเวลาเดินทาง ผู้สอนจึงสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพจากทุกที่ทั่วโลก
ในขณะที่การเรียนการสอนออนไลน์ได้รับความนิยมมากขึ้น ผู้สอนของเราก็ได้ฝึกฝนทักษะใหม่ ๆ เช่นกัน ทำให้พึ่งพาการใช้ภาษากายน้อยลง และมีการปรับตัวอย่างเต็มที่เพื่อสื่อสารผ่านออนไลน์แทนการสื่อสารต่อหน้า สำหรับในส่วนของการจ่ายเงินนั้น ผู้สอนจะได้รับเงินทันทีที่สอนเสร็จ ไม่ต้องเสียเวลาทวงเงินและไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้เงิน โดยผู้เรียนต้องกรอกรายละเอียดบัญชีธนาคารตอนลงทะเบียน ส่วนผู้สอนสามารถรับเงินจากบัญชี Preply ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ นอกจากนั้นยังมีการแจกแจงรายรับทั้งหมดในแดชบอร์ดประเมินผลส่วนบุคคล ทำให้ผู้สอนสามารถวิเคราะห์ธุรกิจของตนเองอย่างมีหลักเกณฑ์
บริษัทตั้งเป้าว่าจะนำเงินที่ระดมทุนได้ไปใช้ขยายตลาด โดยเฉพาะในอเมริกาเหนือ ฝรั่งเศส เยอรมนี สเปน อิตาลี และสหราชอาณาจักร โดยมีแผนเปิดตัวเครื่องมือ ระบบประเมินผล และการบ้านในรูปแบบใหม่ ๆ ขณะเดียวกัน ผู้สอนสามารถใช้เทคโนโลยีดาต้าเลิร์นนิงของ Preply ในการติดตามความก้าวหน้าและช่วยให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายโดยเร็วที่สุดและครอบคลุมที่สุด Preply ต้องการมีส่วนร่วมและช่วยให้ผู้สอนพัฒนาตัวเองไปพร้อมกับแพลตฟอร์ม รวมถึงเปิดโอกาสให้มีการทบทวนการสอนและบทเรียน เพื่อเพิ่มพูนรายได้และยกระดับการสอนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ขณะเดียวกัน เงินลงทุนก้อนใหม่ยังช่วยให้ Preply สามารถพัฒนาบริการผ่านมือถือ ด้วยการปรับปรุงแอป Android และ iOS ให้มีประสิทธิภาพและใช้งานง่ายกว่าเดิม นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนหยั่งรากธุรกิจในอเมริกาด้วยการเปิดสำนักงานแห่งใหม่ภายในปีนี้ โดยสำนักงานในยุโรปและเครือข่ายผู้สอนทั่วโลกต่างมีบทบาทสำคัญที่ทำให้ Preply มีความสามารถในการแข่งขันในตลาดอเมริกา
Kirill Bigai ซีอีโอของ Preply กล่าวถึงเป้าหมายของบริษัทว่า “เงินทุนก้อนใหม่ช่วยให้เราสามารถมอบประสบการณ์ที่ลึกซึ้งและสะดวกสบายให้แก่ผู้สอนและผู้เรียนทั่วทุกมุมโลก ทุกวันนี้เราเน้นไปที่การสอนภาษา แต่ท้ายที่สุดแล้ว ในอนาคตเราต้องการให้ทุกคนสามารถเรียนรู้ทุกอย่างผ่าน Preply”
Rob Kniaz จาก Hoxton Ventures กล่าวว่า “การได้รู้จักกับ Kirill และทีมงาน Preply ทำให้เราประทับใจมากกับการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในตลาดอเมริกา รวมถึงขนาดของตลาดการสอนภาษาออนไลน์ทั่วโลก และเราเชื่อว่ายังมีโอกาสมากมายรออยู่ข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดการสอนภาษาอังกฤษ ซึ่ง Preply เป็นผู้นำอยู่แล้ว”
สามารถดูภาพและโลโก้ทั้งหมดได้ที่ https://drive.google.com/drive/folders/1HPBs334Ely56p33d_r1ZLMPRIaXDtWj0
ในขณะที่คนทั่วโลกออนไลน์กันมากขึ้น ผู้สอนและผู้เรียนทั่วโลกก็หันมาทำการเรียนการสอนภาษาออนไลน์เช่นกัน โดยยอดจองชั่วโมงเรียนรายวันบนแพลตฟอร์ม Preply พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้านจำนวนผู้สอนที่ลงทะเบียนกับ Preply ก็พุ่งสูงในหลายพื้นที่ เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน โดยบางประเทศมีจำนวนผู้สอนที่ลงทะเบียนเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของเดือนกุมภาพันธ์ และยอดจองชั่วโมงเรียนก็เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในหลายพื้นที่ทั่วโลก
Preply ก่อตั้งขึ้นในปี 2556 โดยทีมงานชาวยูเครนซึ่งประกอบด้วย Kirill Bigai (ซีอีโอ), Serge Lukyanov (หัวหน้าฝ่ายออกแบบ) และ Dmytro Voloshyn (ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี) ปัจจุบัน บริษัทมีพนักงาน 125 คน รวม 25 สัญชาติ ซึ่งประจำอยู่ที่กรุงเคียฟและบาร์เซโลนา บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่าในระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา Preply บุกเบิกการใช้เทคโนโลยีแมชชีนเลิร์นนิงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจับคู่ผู้สอนกับผู้เรียน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลกก็ตาม ทำให้จับคู่ได้อย่างเหมาะสมและทำให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ
จนถึงปัจจุบัน ผู้สอน 160 สัญชาติได้ทำการสอนรวมกัน 2 ล้านคลาส ผู้เรียนส่วนใหญ่เรียนภาษาผ่าน Preply ด้วยจุดประสงค์ด้านหน้าที่การงาน เช่น ย้ายไปทำงานต่างประเทศ หรือต้องการความก้าวหน้าในอาชีพ ขณะที่บางส่วนต้องการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เช่น ช่วยให้ลูกหลานได้เรียนรู้ภาษาอื่น ๆ หรือต้องการฝึกฝนทักษะใหม่ Preply มีเครือข่ายผู้สอนกระจายอยู่ทั่วโลก สมมติว่าคุณอยู่เบอร์ลินและต้องการเรียนภาษาญี่ปุ่น คุณสามารถเรียนจากผู้เชี่ยวชาญในเวลาและราคาที่คุณพึงพอใจ ซึ่งช่วยแก้ปัญหา “แย่งชิงเวลาเรียน” ที่มักเกิดขึ้นกับการสอนสด เพราะคนส่วนใหญ่ต้องการเรียนก่อนทำงานหรือหลังเลิกงาน ทำให้จำนวนผู้สอนไม่เพียงพอและรองรับผู้เรียนได้จำกัด
การเรียนภาษาผ่าน Preply มีค่าเรียนราว 15-20 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง โดย Preply ช่วยให้ผู้สอนสามารถสร้างรายได้อย่างยืดหยุ่นและปลอดภัยโดยไม่จำกัดสถานที่ เมื่อไม่ต้องเปิดบ้านสอนหนังสือหรือเสียเวลาเดินทาง ผู้สอนจึงสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพจากทุกที่ทั่วโลก
ในขณะที่การเรียนการสอนออนไลน์ได้รับความนิยมมากขึ้น ผู้สอนของเราก็ได้ฝึกฝนทักษะใหม่ ๆ เช่นกัน ทำให้พึ่งพาการใช้ภาษากายน้อยลง และมีการปรับตัวอย่างเต็มที่เพื่อสื่อสารผ่านออนไลน์แทนการสื่อสารต่อหน้า สำหรับในส่วนของการจ่ายเงินนั้น ผู้สอนจะได้รับเงินทันทีที่สอนเสร็จ ไม่ต้องเสียเวลาทวงเงินและไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้เงิน โดยผู้เรียนต้องกรอกรายละเอียดบัญชีธนาคารตอนลงทะเบียน ส่วนผู้สอนสามารถรับเงินจากบัญชี Preply ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ นอกจากนั้นยังมีการแจกแจงรายรับทั้งหมดในแดชบอร์ดประเมินผลส่วนบุคคล ทำให้ผู้สอนสามารถวิเคราะห์ธุรกิจของตนเองอย่างมีหลักเกณฑ์
บริษัทตั้งเป้าว่าจะนำเงินที่ระดมทุนได้ไปใช้ขยายตลาด โดยเฉพาะในอเมริกาเหนือ ฝรั่งเศส เยอรมนี สเปน อิตาลี และสหราชอาณาจักร โดยมีแผนเปิดตัวเครื่องมือ ระบบประเมินผล และการบ้านในรูปแบบใหม่ ๆ ขณะเดียวกัน ผู้สอนสามารถใช้เทคโนโลยีดาต้าเลิร์นนิงของ Preply ในการติดตามความก้าวหน้าและช่วยให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายโดยเร็วที่สุดและครอบคลุมที่สุด Preply ต้องการมีส่วนร่วมและช่วยให้ผู้สอนพัฒนาตัวเองไปพร้อมกับแพลตฟอร์ม รวมถึงเปิดโอกาสให้มีการทบทวนการสอนและบทเรียน เพื่อเพิ่มพูนรายได้และยกระดับการสอนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ขณะเดียวกัน เงินลงทุนก้อนใหม่ยังช่วยให้ Preply สามารถพัฒนาบริการผ่านมือถือ ด้วยการปรับปรุงแอป Android และ iOS ให้มีประสิทธิภาพและใช้งานง่ายกว่าเดิม นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนหยั่งรากธุรกิจในอเมริกาด้วยการเปิดสำนักงานแห่งใหม่ภายในปีนี้ โดยสำนักงานในยุโรปและเครือข่ายผู้สอนทั่วโลกต่างมีบทบาทสำคัญที่ทำให้ Preply มีความสามารถในการแข่งขันในตลาดอเมริกา
Kirill Bigai ซีอีโอของ Preply กล่าวถึงเป้าหมายของบริษัทว่า “เงินทุนก้อนใหม่ช่วยให้เราสามารถมอบประสบการณ์ที่ลึกซึ้งและสะดวกสบายให้แก่ผู้สอนและผู้เรียนทั่วทุกมุมโลก ทุกวันนี้เราเน้นไปที่การสอนภาษา แต่ท้ายที่สุดแล้ว ในอนาคตเราต้องการให้ทุกคนสามารถเรียนรู้ทุกอย่างผ่าน Preply”
Rob Kniaz จาก Hoxton Ventures กล่าวว่า “การได้รู้จักกับ Kirill และทีมงาน Preply ทำให้เราประทับใจมากกับการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในตลาดอเมริกา รวมถึงขนาดของตลาดการสอนภาษาออนไลน์ทั่วโลก และเราเชื่อว่ายังมีโอกาสมากมายรออยู่ข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดการสอนภาษาอังกฤษ ซึ่ง Preply เป็นผู้นำอยู่แล้ว”
สามารถดูภาพและโลโก้ทั้งหมดได้ที่ https://drive.google.com/drive/folders/1HPBs334Ely56p33d_r1ZLMPRIaXDtWj0
Preply Raises $10 million as Online Language Learning Comes Into Its Own
Online learning platform, Preply, today announces an additional USD $10 million of funding, doubling the total raised in its' previous rounds. The funding will be invested to grow the Preply network of 10,000 verified tutors teaching 50 languages to tens of thousands of students in 190 countries worldwide. The round was led by London-based Hoxton Ventures, with participation from European investors Point Nine Capital, All Iron Ventures, The Family, EduCapital, and Diligent Capital. A number of individual angel investors also participated including Arthur Kosten of Booking.com; Gary Swart, former CEO of Upwork; David Helgason, Founder of Unity technologies; and Daniel Hoffer, Founder of Couchsurfing.
As life goes virtual for people all over the world, teachers and students globally have flocked to online language learning. The company witnessed a record number of daily hours booked on the platform this week. The number of tutors registering on Preply has rocketed in regions such as the U.S., U.K., Germany, France, Italy and Spain. Over the past seven days, some countries have seen the number of tutor registrations triple, compared to the same period in February, and the number of hours students are booking on the platform has doubled in many parts of the globe.
Preply was founded in 2013 by the Ukrainian-based team of Kirill Bigai (CEO), Serge Lukyanov (Head of Design) and Dmytro Voloshyn (CTO). The company now employs 125 staff of 25 nationalities in Kyiv and Barcelona with revenues having grown tenfold in the last three years. Preply's pioneering innovation was to use machine-learning to increase the efficiency of pairing tutors with learners, wherever they are in the world, making smarter connections and cracking the code of effective language learning.
To date, two million classes have been taken with teachers of 160 nationalities. The vast majority of learners are using Preply for professional purposes such as moving abroad or to advance their careers. Others are using it recreationally - helping their child learn a new language, for example, or indulging a passion to master a new skill. Through Preply, the unparalleled global supply of tutors means that if you're in Berlin, for example, and want to learn Japanese, you can easily find a language expert at a time and price point that's convenient for you. This solves the 'rush hour challenge' that occurs with live teaching; most learners prefer taking classes before or after work which means that there are limited number of slots or tutors available.
The average price of a lesson on Preply is $15 to $20 per hour. For tutors, Preply has provided a uniquely flexible and secure way to generate income while no longer being limited by locale. With no need to host students at home, or waste time travelling, tutors can operate at maximum efficiency from anywhere in the world.
As education moves increasingly online, many of our tutors report having honed a new suite of skills, including relying less on body language and adjusting fully to making a human connection online, rather than in-person. From a payment perspective, one definitive advantage of the platform for tutors is that they are always paid straight after the lesson, never having to waste time chasing payment or risk not being paid at all. Students enter their bank account details when they register and tutors can take money out of their Preply account at any time. All earnings are broken down in a comprehensive personal performance dashboard so tutors can analyse their business in a meaningful way.
Using the new funding, the company plans to scale the marketplace, mainly in North America, France, Germany, Spain, Italy and the UK. There are plans to roll out an array of new tools, assessments and homework. Using Preply's wealth of data-learnings, tutors will be able to smart-track progress and help learners achieve their goals most quickly and comprehensively. Preply wants to engage and enable tutors to develop alongside the platform, giving them the opportunity to explore training and lessons plans so they can streamline their income and maximize their classes. The new funding will also give Preply the opportunity to develop its mobile offering, streamlining the Android and iOS app to make it more efficient and user-friendly. In addition, the company aims to deepen roots in the U.S. and open an American office by the end of the year. Preply's European genesis and global tutor supply plays a significant role in its ability to compete in this strategic region.
Kirill Bigai, CEO of Preply, comments on the company's ambitions, "The new funding allows us to bring a more in-depth, immersive and convenient experience to both tutors and learners all over the world. Today, we are laser focused on language learning, but ultimately, I envision a future where anyone can learn anything using Preply."
Rob Kniaz of Hoxton Ventures, comments "Getting to know Kirill and the team at Preply we were most impressed with their tremendous growth already in the US market as well as the size of the global market in online language tutoring. We believe the team has vast opportunity ahead of it, especially in the English-learning segment of the market where Preply already demonstrates market leadership."
All images and logos can be found here: https://drive.google.com/drive/folders/1HPBs334Ely56p33d_r1ZLMPRIaXDtWj0
As life goes virtual for people all over the world, teachers and students globally have flocked to online language learning. The company witnessed a record number of daily hours booked on the platform this week. The number of tutors registering on Preply has rocketed in regions such as the U.S., U.K., Germany, France, Italy and Spain. Over the past seven days, some countries have seen the number of tutor registrations triple, compared to the same period in February, and the number of hours students are booking on the platform has doubled in many parts of the globe.
Preply was founded in 2013 by the Ukrainian-based team of Kirill Bigai (CEO), Serge Lukyanov (Head of Design) and Dmytro Voloshyn (CTO). The company now employs 125 staff of 25 nationalities in Kyiv and Barcelona with revenues having grown tenfold in the last three years. Preply's pioneering innovation was to use machine-learning to increase the efficiency of pairing tutors with learners, wherever they are in the world, making smarter connections and cracking the code of effective language learning.
To date, two million classes have been taken with teachers of 160 nationalities. The vast majority of learners are using Preply for professional purposes such as moving abroad or to advance their careers. Others are using it recreationally - helping their child learn a new language, for example, or indulging a passion to master a new skill. Through Preply, the unparalleled global supply of tutors means that if you're in Berlin, for example, and want to learn Japanese, you can easily find a language expert at a time and price point that's convenient for you. This solves the 'rush hour challenge' that occurs with live teaching; most learners prefer taking classes before or after work which means that there are limited number of slots or tutors available.
The average price of a lesson on Preply is $15 to $20 per hour. For tutors, Preply has provided a uniquely flexible and secure way to generate income while no longer being limited by locale. With no need to host students at home, or waste time travelling, tutors can operate at maximum efficiency from anywhere in the world.
As education moves increasingly online, many of our tutors report having honed a new suite of skills, including relying less on body language and adjusting fully to making a human connection online, rather than in-person. From a payment perspective, one definitive advantage of the platform for tutors is that they are always paid straight after the lesson, never having to waste time chasing payment or risk not being paid at all. Students enter their bank account details when they register and tutors can take money out of their Preply account at any time. All earnings are broken down in a comprehensive personal performance dashboard so tutors can analyse their business in a meaningful way.
Using the new funding, the company plans to scale the marketplace, mainly in North America, France, Germany, Spain, Italy and the UK. There are plans to roll out an array of new tools, assessments and homework. Using Preply's wealth of data-learnings, tutors will be able to smart-track progress and help learners achieve their goals most quickly and comprehensively. Preply wants to engage and enable tutors to develop alongside the platform, giving them the opportunity to explore training and lessons plans so they can streamline their income and maximize their classes. The new funding will also give Preply the opportunity to develop its mobile offering, streamlining the Android and iOS app to make it more efficient and user-friendly. In addition, the company aims to deepen roots in the U.S. and open an American office by the end of the year. Preply's European genesis and global tutor supply plays a significant role in its ability to compete in this strategic region.
Kirill Bigai, CEO of Preply, comments on the company's ambitions, "The new funding allows us to bring a more in-depth, immersive and convenient experience to both tutors and learners all over the world. Today, we are laser focused on language learning, but ultimately, I envision a future where anyone can learn anything using Preply."
Rob Kniaz of Hoxton Ventures, comments "Getting to know Kirill and the team at Preply we were most impressed with their tremendous growth already in the US market as well as the size of the global market in online language tutoring. We believe the team has vast opportunity ahead of it, especially in the English-learning segment of the market where Preply already demonstrates market leadership."
All images and logos can be found here: https://drive.google.com/drive/folders/1HPBs334Ely56p33d_r1ZLMPRIaXDtWj0
Subscribe to:
Posts (Atom)






