Wednesday, March 31, 2021

RevitaLash Cosmetics Announces The Curl Effect(R) Campaign

      Introducing The Curl Effect(R) by RevitaLash Advanced(R)

Longtime leader and pioneer in the beauty and hair health category, RevitaLashCosmetics announces the launch of their first-ever Curl Effect global campaign, a revolutionary way to add natural curl to your lashes with the brand's award-winning, best-selling, and globally recognized RevitaLash(R) Advanced eyelash serum.

According to NDP market data, mascara is the second leading eye cosmetic product purchased, and when purchasing a mascara, "curl" is the third most desired key benefit a consumer is looking for.  Understanding the consumer demand, RevitaLash Cosmetics sought to provide a natural lash curl, without added color, that was not only water-proof, humidity resistant, and low maintenance but long-lasting as well.

Formulated with scientifically advanced technology, RevitaLash Advanced features patented Curl Effect technology delivered through the brand's BioPeptin Complex(R), which conditions and improves the appearance of natural eyelashes, making them appear gorgeous and lush, without any added color. 

"As category innovators in the lash, brow and hair space, we are continuously devoted to providing cutting-edge advancements with our product portfolio, starting with our award-winning, renowned RevitaLash Advanced", says Dr. Michael Brinkenhoff, founder and CEO of RevitaLash Cosmetics.  "For the first time ever, we are proud to introduce our proprietary Curl Effect global campaign that sets RevitaLash Cosmetics apart, further solidifying our stance as the leaders in the lash category."

RevitaLash Advanced Eyelash Conditioner featuring the patented Curl Effect, is available globally and comes in three convenient sizes and prices:

3.5 mL is $150 USD, 2.0 mL is $98 USD, and 1 mL is $55 USD

About RevitaLash Cosmetics
RevitaLash Cosmetics is a worldwide leader in developing advanced lash, brow and hair beautification products. Established in 2006, the collection includes award-winning RevitaLash(R) Advanced Eyelash Conditioner and RevitaBrow(R) Advanced Eyebrow Conditioner, and is available in physician's offices, spas, salons, and specialty retailers across 70 countries. A supporter of non-profit breast cancer initiatives, RevitaLash Cosmetics donates a portion of proceeds to research and education initiatives, giving back to the breast cancer community year-round, not just in October. For information: www.revitalash.com. [RevitaLash Advanced is not available in California]

Photo - https://mma.prnewswire.com/media/1475344/RevitaLash_Cosmetics_Curl_Effect_Before_After.jpg

RevitaLash Cosmetics ประกาศเปิดตัวแคมเปญ Curl Effect(R)

      เปิดตัวแคมเปญ Curl Effect(R) โดย RevitaLash Advanced(R)

RevitaLash Cosmetics ผู้นำและผู้บุกเบิกผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพเส้นผมมายาวนาน ประกาศเปิดตัว Curl Effect แคมเปญระดับโลกครั้งแรกซึ่งปฏิวัติการเพิ่มความโค้งงอนให้กับขนตาอย่างเป็นธรรมชาติด้วย RevitaLash(R) Advanced เซรั่มขนตาของแบรนด์ที่ขายดีที่สุด ได้รับรางวัลมากมาย และเป็นที่ยอมรับทั่วโลก

ข้อมูลการตลาดของ NDP เผยว่า มาสคาร่าเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสำหรับดวงตาที่มียอดขายสูงสุดอันดับสอง และคำว่า "โค้งงอน" เป็นคุณสมบัติหลักที่ผู้บริโภคต้องการมากที่สุดเป็นอันดับสามในการเลือกซื้อมาสคาร่า ดังนั้น ด้วยความเข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภค RevitaLash Cosmetics จึงพยายามที่จะมอบขนตางอนเป็นธรรมชาติแบบใส ซึ่งไม่เพียงแต่กันน้ำ ทนความชื้น และดูแลง่ายเท่านั้น แต่ยังติดทนนานอีกด้วย

RevitaLash Advanced คิดค้นด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงทางวิทยาศาสตร์ โดยมีเทคโนโลยี Curl Effect ที่จดสิทธิบัตรแล้ว ซึ่งส่งมอบผ่านผลิตภัณฑ์ BioPeptin Complex(R) ของแบรนด์ที่จะปรับสภาพและบำรุงขนตาธรรมชาติ ทำให้ขนตาดูสวยงามและหนาโดยไม่ต้องเติมสีใด ๆ

"ในฐานะผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมด้านขนตา คิ้ว และเส้นผม เราทุ่มเทอย่างต่อเนื่องเพื่อมอบความก้าวหน้าอันล้ำสมัยให้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์ของเรา โดยเริ่มจาก RevitaLash Advanced ที่มีชื่อเสียงและได้รับรางวัลมากมาย" ดร. ไมเคิล บรินเคนฮอฟฟ์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ RevitaLash Cosmetics กล่าว "เราภูมิใจนำเสนอแคมเปญระดับโลกที่เป็นกรรมสิทธิ์ของเราอย่าง Curl Effect เป็นครั้งแรกซึ่งทำให้ RevitaLash Cosmetics แตกต่างและเสริมแกร่งจุดยืนของเรามากขึ้นในฐานะผู้นำด้านขนตา"

RevitaLash Advanced Eyelash Conditioner ที่มีเทคโนโลยีจดสิทธิบัตร Curl Effect วางจำหน่ายแล้วทั่วโลก และมี 3 ขนาด 3 ราคา ได้แก่

ขนาด 3.5 มล. ราคา 150 ดอลลาร์สหรัฐ ขนาด 2.0 มล. ราคา 98 ดอลลาร์สหรัฐ และขนาด 1 มล. ราคา 55 ดอลลาร์สหรัฐ

เกี่ยวกับ RevitaLash Cosmetics
RevitaLash Cosmetics เป็นผู้นำระดับโลกด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมความงามสำหรับขนตา ขนคิ้ว และเส้นผมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 2549 ซึ่งประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ระดับรางวัลอย่าง RevitaLash(R) Advanced Eyelash Conditioner และ RevitaBrow(R) Advanced Eyebrow Conditioner วางจำหน่ายตามสำนักงานแพทย์ สปา ซาลอน และร้านค้าปลีกเฉพาะทางใน 70 ประเทศ RevitaLash Cosmetics เป็นองค์กรที่ให้การสนับสนุนโครงการริเริ่มด้านมะเร็งเต้านมที่ไม่แสวงผลกำไร บริษัทบริจาครายได้ส่วนหนึ่งให้กับโครงการวิจัยและการให้ความรู้ เพื่อคืนกำไรสู่แวดวงที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านมตลอดทั้งปี ไม่ใช่เพียงแค่เดือนตุลาคม ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.revitalash.com [RevitaLash Advanced ไม่มีวางจำหน่ายในรัฐแคลิฟอร์เนีย]

รูปภาพ - https://mma.prnewswire.com/media/1475344/RevitaLash_Cosmetics_Curl_Effect_Before_After.jpg

เมนบอร์ด GIGABYTE ซีรีส์ Z590 ช่วยกระตุ้นยอดขายท่ามกลางการเปิดตัวโปรเซสเซอร์ใหม่ของ Intel

      การมาถึงของ CPU Intel(R) Rocket Lake-S เจนเนอเรชั่น 11 ทำให้ GIGABYTE ได้เปิดตัวกลุ่มเมนบอร์ด Z590 ใหม่ที่คาดว่าจะมาช่วยเพิ่มยอดขาย นอกเหนือจากการรองรับ CPU ตัวล่าสุดแล้ว เมนบอร์ดใหม่เหล่านี้ยังมีเอกลักษณ์การออกแบบที่ทรงพลังและระบบระบายความร้อน VRM ของ GIGABYTE ที่ใช้การออกแบบดิจิทัลสุดทรงพลัง 20 เฟสซึ่งสูงสุดในท้องตลาด เพื่อผลักดันโปรเซสเซอร์รุ่นล่าสุดของ Intel ให้มอบประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ เมนบอร์ด Z590 จาก GIGABYTE ได้รับการเสริมประสิทธิภาพด้วยความสามารถการทำโอเวอร์คล็อกหน่วยความจำระดับสูงสุดของอุตสาหกรรม รวมถึงการถ่ายโอนข้อมูลที่รวดเร็วเป็นพิเศษผ่านการรองรับ PCIe 4.0 จึงทำให้เหมาะสมอย่างยิ่งกับ CPU รุ่นใหม่

เมนบอร์ด Z590 AORUS ระดับไฮเอนด์ของ GIGABYTE มาพร้อมการรองรับมาตรฐาน PCIe 4.0 เร็วพิเศษเต็มรูปแบบ เพื่อมอบแบนด์วิดท์ระดับสูง ความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลสูงเป็นพิเศษ และยกระดับประสิทธิภาพ CPU บนแพลตฟอร์มของ Intel ผู้ใช้จึงสามารถเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การเล่นเกมขั้นสุดยอดด้วยเวลาการโหลดเกมที่รวดเร็วและการเล่นเกมที่ราบรื่นกว่าเดิม หรือแม้แต่ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่จาก solid-state drives (SSD) PCIe 4.0 ที่ดีที่สุด เช่น AORUS Gen4 7000s SSD ตัวล่าสุดของ GIGABYTE ที่ให้ความเร็วรอบการอ่านสูงถึง 7000 MB/s โดยไม่มีอาการเทอมัลทร็อตลิง (thermal throttling) ขณะทำงานที่ความเร็วสูง

เมนบอร์ด GIGABYTE Z590 ยังได้รับการการันตีด้วยรางวัลมากมาย อาทิ เมนบอร์ดซีรีส์ Z590 VISION ที่ให้ความสำคัญกับผู้สร้างคอนเทนต์ซึ่งได้คว้ารางวัล Red Dot Design Award 2021 มาครองสำหรับการออกแบบที่เป็นมินิมอลแต่ยังคงความสวยงามและการเชื่อมต่ออเนกประสงค์ซึ่งออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับผู้สร้างคอนเทนต์โดยตรง

เมนบอร์ด GIGABYTE Z590 มาพร้อมกับฟีเจอร์มากมายเพื่อเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคอมพิวเตอร์และเกมมิ่งระดับไฮเอนด์ ซึ่งเปิดให้ผู้ใช้ได้เข้ามาสร้างสรรค์หรือเล่นเกมบนแพลตฟอร์มนี้เพื่อสัมผัสกับความเสถียรที่ได้จากการส่งมอบพลังที่แข็งแกร่งและประสิทธิภาพความเร็วสูงของ PCIe 4.0 จาก GIGABYTE สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ทางการของ GIGABYTE: www.aorus.com/motherboards/intel/

รูปภาพ - https://mma.prnewswire.com/media/1473987/Z590_KV.jpg
คำบรรยายภาพ - เมนบอร์ด GIGABYTE ซีรีส์ Z590 ช่วยกระตุ้นยอดขายท่ามกลางการเปิดตัวโปรเซสเซอร์ใหม่ของ Intel

GIGABYTE Z590 Series Motherboards Fuel Momentum in Sales Amid Intel's New Processor Launch

      With the arrival of the Intel(R) 11th-generation Rocket Lake-S desktop processors, GIGABYTE also launched its new Z590 motherboard lineup and in turn expects to propel growth momentum in sales. In addition to supporting the latest CPUs, these new motherboards inherit GIGABYTE's renowned leadership in power design and VRM cooling, rocking the highest 20-phase digital power design on the market to push Intel's latest-gen processors to their performance extreme. The Z590 motherboards from GIGABYTE are further fortified with the industry's highest memory overclocking capability, as well as ultra-fast data transfers through PCIe 4.0 support, making them the perfect companion for the new-gen CPUs.

GIGABYTE's high-end Z590 AORUS motherboards come with full support for the super-fast PCIe 4.0 standard, offering high bandwidth, ultra-high transfer speed, and improved CPU performance on the Intel platform. Users can now enjoy ultimate gaming experience with faster game loading time and much smoother gameplay; or even make full use of the best PCIe 4.0 solid-state drives such as GIGABYTE's latest AORUS Gen4 7000s SSD for an insane sequential read speed of up to 7000 MB/s without experiencing any thermal throttling under high-speed operation!

GIGABYTE Z590 motherboards are also proven winners. The creator-focused Z590 VISION series motherboards are recognized with the Red Dot Design Award 2021 for their minimalist yet striking aesthetics and versatile connectivity especially designed for content creators.

GIGABYTE Z590 motherboards offer a diverse range of enticing features to be the best choice for high-end computing and gaming. Users are invited to game or create on this platform and experience the stability brought by the robust power delivery and the high-speed performance of PCIe 4.0 from GIGABYTE. For more information, visit GIGABYTE's official website: www.aorus.com/motherboards/intel/

Photo - https://mma.prnewswire.com/media/1473987/Z590_KV.jpg
Caption - GIGABYTE Z590 Series Motherboards Fuel Momentum in Sales Amid Intel's New Processor Launch

CAE เปิดสำนักงานใหม่ 7 แห่ง เสริมแกร่งธุรกิจในเอเชีย

      CAE ขยายธุรกิจทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกด้วยการเปิดสำนักงานใหม่ในญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน เกาหลี สิงคโปร์ อินเดีย และออสเตรเลีย

CAE ซึ่งเป็นเทรดเดอร์ physical commodity ในตลาดเซมิคอนดักเตอร์ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและซอฟต์แวร์รายแรกในอุตสาหกรรม ประกาศเสริมแกร่งธุรกิจในเอเชียแปซิฟิกด้วยการเปิดสำนักงานใหม่ในญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน เกาหลี สิงคโปร์ อินเดีย และออสเตรเลีย โดยบริษัทตั้งเป้าเติบโตสามเท่าในภูมิภาคเอเชียตลอดสามปีข้างหน้า ด้วยการเปิดสำนักงานและสร้างทีมงานเต็มรูปแบบในทุกประเทศ ปัจจุบัน CAE มีผู้เชี่ยวชาญกว่า 130 คนทั่วเอเชีย โดยมีการเพิ่มจำนวนผู้เชี่ยวชาญ 24 คนในปีนี้

CAE มีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐอเมริกา และมีประวัติความสำเร็จอันยาวนานในการดำเนินธุรกิจทั่วเอเชีย โดยเริ่มจ้างบุคลากรในเอเชียครั้งแรกเมื่อปี 2553 และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา CAE ได้พัฒนาแผนการขยายธุรกิจอิงตลาดที่มีประสิทธิภาพเพื่อรองรับการดำเนินงานในเอเชีย และเดินหน้าลงทุนจ้างบุคลากรมากความสามารถในภูมิภาค สำหรับปี 2564 CAE คาดการณ์ว่า 60% ของการจ้างงานทั้งหมดจะเกิดขึ้นในเอเชีย ครอบคลุมทีมงานด้านการเทรด ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลและการตัดสินใจ บุคลากรด้านโลจิสติกส์และการขนส่ง และผู้จัดการระดับเวิลด์คลาส นอกจากนี้ เพื่อรองรับการเทรดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในเอเชีย CAE ยังคงบูรณาการการดำเนินงานของสำนักงานทั่วโลกอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงสินทรัพย์และดีมานด์จากทั่วเอเชีย ยุโรป และสหรัฐอเมริกาแบบเรียลไทม์ ขณะเดียวกัน Global Inspection Services (GIS) ซึ่งเป็นทีมวิจัย ตรวจสอบ และสอบทานธุรกิจของ CAE ก็พร้อมให้บริการสนับสนุนหน้างานทั่วเอเชีย โดยผู้เชี่ยวชาญอยู่ใกล้โรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์หลายแห่งในรัศมีที่ใช้เวลาเดินทางภายในวันเดียว นอกจากนี้ GIS จะขยายการดำเนินงานไปพร้อมกับการเทรดที่เติบโต เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างรวดเร็วและให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินทรัพย์ทั่วโลกแบบเรียลไทม์ ในปีนี้ GIS คาดการณ์ว่าจะดำเนินการตรวจสอบกว่า 500 ครั้ง ครอบคลุมสินทรัพย์ราว 10,000 รายการ ทั้งในโรงงานผลิต ศูนย์วิจัย โกดัง และบริษัท refurbishment ทั่วเอเชีย

"เอเชียเป็นตลาดสำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เอเชียเริ่มต้นจากการเป็นแหล่งผลิตที่มีศักยภาพ และเติบโตจนกลายเป็นระบบนิเวศที่มีการผลิตอันทันสมัย การออกแบบชิปอันโดดเด่น รวมถึงนวัตกรรมการประกอบและทดสอบอันครอบคลุม" Ryan Jacob ซีอีโอของ CAE กล่าว "เอเชียเป็นตลาดการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่เติบโตสูงสุดในโลก และเป็นผู้นำเทคโนโลยีทั้งในส่วนของการผลิตปริมาณมากและการผลิตเฉพาะกลุ่ม ทั้งนี้ การใช้งานชิปที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและแพร่หลายในหลายภาคส่วน ทั้งรถยนต์ บ้าน โครงสร้างพื้นฐานการขนส่งและพลังงาน ระบบอัตโนมัติอุตสาหกรรม การดูแลสุขภาพ และการสื่อสาร ส่งผลให้วงจรรวม (IC) มีความสำคัญราวกับอากาศที่เราหายใจในสังคมสมัยใหม่"        

"เอเชียมีชนชั้นกลางและกลุ่มผู้บริโภคที่เติบโตเร็วที่สุด ซึ่งหมายความว่าดีมานด์ในภูมิภาคจะช่วยเติมเต็มเอเชียให้เป็นกำลังหลักของโลกในการผลิตชิป เราต้องการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีทั่วเอเชีย และเราจะเดินหน้าสนับสนุนความสำเร็จของลูกค้าด้วยการนำเสนอตลาดอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ที่ปลอดภัย โปร่งใส และรวดเร็ว ในขณะที่ฐานการใช้งานทั่วโลกกำลังเปลี่ยนมาสู่เอเชีย เราคือเทรดเดอร์อุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ที่แอคทีฟที่สุดในเอเชีย ซึ่งเป็นตลาดที่ธุรกิจของเราเติบโตเร็วที่สุด ด้วยเหตุนี้ เราจึงรู้สึกยินดีที่ได้เห็นพนักงานและลูกค้าใช้โมเดลธุรกิจของเรา และเราพร้อมให้การสนับสนุนต่อไปในอนาคต"

CAE พร้อมส่งเสริมความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยีทางธุรกิจของภูมิภาคเอเชีย ด้วยการเร่งขยายความครอบคลุมของแพลตฟอร์ม โดยเพิ่ม points of demand และสินทรัพย์ใหม่กว่า 1,000 รายการต่อวันโดยเฉลี่ย CAE มีประวัติอันยาวนานกว่า 3 ทศวรรษในเอเชีย และการเดินหน้าลงทุนในเอเชียจะช่วยสนับสนุนลูกค้าทั้งในปัจจุบันและอนาคตต่อไป ทั้งนี้ CAE ติดตามสินทรัพย์กว่า 537,000 รายการทั่วโลก ทั้งในโรงงานผลิต ศูนย์วิจัย โกดัง และบริษัท refurbishment โดยสินทรัพย์หลายรายการนั้น CAE ได้รับสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว นอกจากนี้ CAE ยังทำงานร่วมกับลูกค้าใน inquiry กว่า 260,000 รายการ ซึ่งถือเป็นดีมานด์และซัพพลายที่ครอบคลุมมากที่สุดในโลก

เกี่ยวกับ CAE
CAE คือเทรดเดอร์ physical commodity ในตลาดเซมิคอนดักเตอร์ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและซอฟต์แวร์ โดยมีสำนักงานใหญ่ในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา บริษัทพัฒนาเทคโนโลยีตรวจสอบธุรกรรมชั้นนำในตลาด เพื่อรองรับกระบวนการซื้อ ขาย และขนส่งอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์แบบครบวงจร สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ caeonline.com

โลโก้ - https://mma.prnewswire.com/media/1455896/CAE_Logo.jpg

PwC เผยผลสำรวจใหม่ ชี้การเสริมสร้างความยืดหยุ่นเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จในปี 2021

      - กว่า 70% ของผู้ตอบแบบสอบถามในแบบสำรวจปีนี้ระบุว่า ธุรกิจของพวกเขาได้รับผลกระทบด้านลบจากโรคระบาดโควิด-19

- 20% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า โรคระบาดส่งผลกระทบเชิงบวกต่อองค์กรของพวกเขาในภาพรวม

- 75% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า พวกเขามั่นใจที่จะบูรณาการสิ่งที่ได้เรียนรู้เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับองค์กรของพวกเขา

1 ปีหลังโควิด-19 ถูกประกาศให้เป็นโรคระบาดทั่วโลก รายงาน Global Crisis Survey ฉบับที่ 2 ของ PwC มุ่งศึกษาไปที่การตอบสนองของชุมชนธุรกิจทั่วโลกต่อวิกฤตระดับโลกที่สร้างผลกระทบมากที่สุดในยุคของเรา โดยผู้นำธุรกิจกว่า 2,800 คนได้แชร์ข้อมูลและอินไซต์ ซึ่งเป็นตัวแทนขององค์กรทุกขนาด ใน 29 เซกเตอร์อุตสาหกรรมใน 73 ประเทศ

ผลสำรวจฉบับแรกที่เผยแพร่ไปเมื่อปี 2019 พบว่า 95% ของผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่าจะเกิดวิกฤตภายใน 2 ปีข้างหน้า แต่ไม่ใช่โรคระบาด ซึ่งลดลงอย่างสิ้นเชิงจากภัยคุกคามที่ผู้นำภาคธุรกิจระบุว่าหวาดกลัว โดยปีที่แล้วได้ตอกย้ำว่าความท้าทายในการจัดการวิกฤตไม่ใช่เรื่องการทำนายอนาคต แต่เป็นการรับมือกับสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้ ธุรกิจต่าง ๆ ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างรากฐานความยืดหยุ่นเพื่อรับมือกับอะไรก็ตามที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้

กว่า 70% ของผู้ตอบแบบสอบถามปีนี้ระบุว่า ธุรกิจของพวกเขาได้รับผลกระทบเชิงลบจากโรคระบาด และ 20% ระบุว่าวิกฤตส่งผลกระทบด้านบวกต่อองค์กรของพวกเขาในภาพรวม โดยบริษัทเทคโนโลยีและเฮลธ์แคร์มีแนวโน้มได้ประโยชน์มากกว่า ขณะที่เซกเตอร์ท่องเที่ยวและบริการได้รับผลกระทบด้านลบมากที่สุด ขณะที่องค์กรที่เริ่มฟื้นตัวดีขึ้นต่างพึ่งพาทีมแก้ไขวิกฤตเฉพาะเพื่อตอบสนองต่อวิกฤต

"ในขณะที่องค์กรทั่วโลกประเมินการตอบสนองต่อโรคระบาด ข้อมูลและอินไซต์จากการสำรวจได้มอบโรดแมปที่น่าสนใจสำหรับใช้คิดทบทวนและเสริมสร้างความยืดหยุ่น" Kristin Rivera (Global Crisis Leader, PwC US) กล่าว "ท้ายที่สุดทุกสายตาต่างมองไปที่อนาคต การเรียนรู้วิธีตอบสนองวิกฤตของภาคธุรกิจคือก้าวสำคัญก้าวแรกสู่การสร้างรากฐานที่ถูกต้องสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ การวางแผนรับมือวิกฤต โปรแกรมความยืดหยุ่น และการปกป้องและพิจารณาความต้องการทางกายภาพและอารมณ์ของพนักงาน ล้วนเป็นส่วนประกอบที่สำคัญทั้งหมดในการเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้"

รายงานสำรวจของ PwC พบว่า แม้ว่าองค์กรจะมีทีมแก้ไขวิกฤตที่ดี แต่พวกเขายังจำเป็นต้องมีโปรแกรมการจัดการวิกฤตที่รวดเร็ว เพื่อช่วยในการปรับใช้กับกระแสดิสรัปชันทุกรูปแบบ โดยปัจจุบันพบว่ามีองค์กรเพียง 35% ที่มีแผนตอบสนองวิกฤต 'ที่เกี่ยวข้องอย่างมาก' ซึ่งหมายความว่าองค์กรส่วนใหญ่ยังไม่ได้ออกแบบแผนให้เป็น 'ผู้ตอบสนองวิกฤต' ซึ่งเป็นจุดเด่นขององค์กรที่ยืดหยุ่น

จากข้อมูลการสำรวจ PwC ได้รวบรวม 3 วิธีที่บริษัทนำไปใช้เตรียมตัวรับมือวิกฤตให้ดียิ่งขึ้นได้ ดังนี้

- ออกแบบแผนกลยุทธ์ตอบสนองวิกฤตที่ใช้ได้รวดเร็ว สร้างเสถียรภาพในการดำเนินธุรกิจ และตอบสนองต่อแรงกระเพื่อมจากการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- กำหนดโครงสร้างที่ไม่เป็นทางการมากขึ้น โปรแกรมแบบบูรณาการเป็นสิ่งสำคัญต่อการตอบสนองวิกฤตให้ประสบความสำเร็จ และเพื่อสร้างความยืดหยุ่นในช่วง 'ภาวะปกติ'
- ให้ความสำคัญและสร้างความยืดหยุ่นระดับองค์กร ไม่เพียงแต่เพื่อความสำเร็จเท่านั้น แต่เพื่อความอยู่รอดด้วย

องค์กรในตำแหน่งที่ดีขึ้นในปัจจุบันมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะบอกว่า พวกเขาได้ให้ความสนใจอย่างมากกับความยืดหยุ่นขององค์กร และได้วางแผนไว้แล้วว่าจะตอบสนองต่อการหยุดชะงักของธุรกิจอย่างไร โดยองค์กร 7 จาก 10 แห่งกำลังวางแผนที่จะเพิ่มการลงทุนเพื่อสร้างความยืดหยุ่น ซึ่งในบรรดาผู้นำที่มีความเสี่ยง ตัวเลขนั้นสูงขึ้นแตะระดับ 9 ใน 10

"การสร้างความยืดหยุ่นใน DNA ขององค์กรจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสิ่งนี้ได้รับการจัดอันดับไว้ต้น ๆ" David Stainback (Crisis Leader, PwC US) กล่าว "การสร้างความยืดหยุ่นเป็นพื้นฐานในการที่องค์กรจะสามารถเผชิญกับผลกระทบและสร้างโอกาสใหม่ ๆ ได้"

ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามมองว่า ปี 2021 มีแนวโน้มที่เป็นบวก โดยรายงาน Annual Global CEO Survey ฉบับที่ 24 ของ PwC ที่เผยแพร่เมื่อต้นเดือนนี้ พบว่าซีอีโอมากถึง 76% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงเป็นสถิติ เชื่อว่าเศรษฐกิจทั่วโลกจะกระเตื้องขึ้นในปี 2021

มุมมองที่เป็นบวกดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูล Global Crisis Survey 2021 ของ PwC ซึ่งมีบริษัท 3 ใน 4 เชื่อมั่นว่าพวกเขาสามารถประสบความสำเร็จในการบูรณาการสิ่งที่ได้เรียนรู้จากวิกฤต และเสริมสร้างความยืดหยุ่นในองค์กรได้

ดาวน์โหลดรายงานได้ที่ www.pwc.com/crisis-resilience โดยรับฟังข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Global Crisis Survey 2021 และแนวทางสร้างความยืดหยุ่นได้จาก ซีรีส์พอดแคสต์ Emerge stronger through disruption ตอนใหม่ล่าสุด

เกี่ยวกับ PwC

PwC มุ่งมั่นสร้างความไว้วางใจในสังคมและแก้ปัญหาที่สำคัญ เราคือเครือข่ายบริษัทที่ดำเนินธุรกิจใน 155 ประเทศ และมีบุคลากรกว่า 284,000 คนที่ทุ่มเทให้บริการรับประกัน ให้คำปรึกษา และให้บริการด้านภาษีที่มีคุณภาพ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมและแสดงความคิดเห็นได้ที่ www.pwc.com

PwC หมายถึงเครือข่ายบริษัท PwC และ/หรือ บริษัทสมาชิกหนึ่งบริษัทหรือหลายบริษัท โดยแต่ละบริษัทเป็นนิติบุคคลที่แยกกันชัดเจน สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.pwc.com/structure

(C) 2021 PwC สงวนลิขสิทธิ์

โลโก้ - https://mma.prnewswire.com/media/1121790/PWC_Logo.jpg

Strengthening resilience is the key to success in 2021, says PwC's Global Crisis Survey

      - More than 70 percent of respondents to this year's survey said their business was negatively impacted by the COVID-19 pandemic

20 percent of respondents said the pandemic had an overall positive impact on their organisation

75 percent of respondents are confident they can integrate what they've learned and invigorate their organisational resilience

One year after Covid-19 was declared a global pandemic, PwC's second Global Crisis Survey looks at the worldwide business community's response to the most disruptive global crisis of our lifetime. More than 2,800 business leaders shared data and insights, representing organisations of all sizes, in 29 industries and across 73 countries.

The first survey, published in 2019, revealed that 95% of respondents expected a crisis within the next two years -- but not a pandemic, which had dropped altogether from the threats business leaders said they feared.  The past year has underscored that the challenge of crisis management is not about predicting the future, but dealing with the unpredictable. Businesses must focus on building a foundation of resilience to weather whatever comes next.

More than 70% of respondents to this year's survey said their business was negatively impacted by the pandemic and 20% said the crisis had a positive impact overall on their organisation. Technology and healthcare organisations were more likely to be positively impacted, while travel and hospitality sectors suffered the most negative effects. Organisations that fared well were more likely to rely on a dedicated crisis team to drive their response to the crisis.

'As global organisations assess their response to the pandemic, the survey data and insights provide a compelling roadmap for rethinking and strengthening resilience capabilities,' said Kristin Rivera, (Global Crisis Leader, PwC US) . 'All eyes are finally looking toward the future. Learning from how businesses responded to the crisis is an important first step toward building the right foundation for what's next. Crisis planning, resilience programs and the protection and consideration of physical and emotional needs of their employees are all integral parts to preparing for the inevitable.'

PwC's survey reveals that, even with a well-defined crisis team, organisations need an agile crisis management program that can adapt to address various types of disruption. Only 35 percent of organisations had a crisis response plan that was 'very relevant,' which means the majority of organisations didn't design their plans to be 'crisis-agnostic' — a hallmark of a resilient organisation.

Based on the findings from the survey, PwC has collated three ways companies can better prepare for crisis:

  • Design a strategic crisis response plan to mobilise swiftly, stabilise business operations and respond effectively to the shockwaves of disruption.
  • Break down silos. An integrated program is essential to executing a successful crisis response and to building resilience during 'peacetime.'
  • Prioritise and build organisational resilience — not just to succeed, but to survive.

Organisations in a better place today were significantly more likely to say they'd already given substantial attention to organisational resilience and planned how to respond to significant business disruption. Seven out of 10 organisations are planning to increase their investment in building resilience. And among risk leaders, that number is as high as nine in 10.

'Building resilience into your organisational DNA requires addressing it as a priority,' said David Stainback ( Crisis Leader, PwC US). 'Resilience is foundational to how an organisation weathers disruption and creates new opportunities.'

According to survey respondents, for 2021, the outlook is positive: In PwC's 24th Annual Global CEO Survey, published earlier this month, a record-high 76 percent of CEOs believe global economic growth will improve in 2021.

That optimism aligns with PwC's Global Crisis Survey 2021 data, where three out of four companies are confident they can successfully integrate what they've learned through the crisis and invigorate their organisational resilience.

Download the report series at www.pwc.com/crisis-resilience and to hear more about the Global Crisis Survey 2021 and building resilience listen to the latest episodes of our Emerge stronger through disruption podcast series.

About PwC

At PwC, our purpose is to build trust in society and solve important problems.  We're a network of firms in 155 countries with over 284,000 people who are committed to delivering quality in assurance, advisory and tax services. Find out more and tell us what matters to you by visiting us at www.pwc.com.

PwC refers to the PwC network and/or one or more of its member firms, each of which is a separate legal entity. Please see www.pwc.com/structure for further details.

(C) 2021 PwC. All rights reserved.

Logo - https://mma.prnewswire.com/media/1121790/PWC_Logo.jpg