Thursday, September 30, 2021

LOTTE HOTEL ได้รับการรับรองมาตรฐานความสะอาด 'GBAC STAR(TM)' โดย ISSA

      สุดยอดปลายทางเที่ยวเกาหลี: LOTTE HOTEL สะอาด ปลอดภัย มั่นใจได้

- LOTTE HOTEL แบรนด์โรงแรมเกาหลีแห่งแรกที่ได้รับมาตรฐาน GBAC STAR(TM) สำหรับโรงแรม 5 ดาวในเครือทั้งหมด
- พร้อมระบบสุขอนามัยที่เข้มงวดเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรคระบาด

นิยามสำหรับเศรษฐกิจที่จำเป็นต้องปรับตัวในยุคหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 คือ "ความปลอดภัย" เครือโรงแรมระดับโลกได้นำเสนอบริการที่เหมาะสมกับยุค New normal โดยการสร้างระบบสุขอนามัยและมาตรการป้องกัน รวมถึงนำเสนอบริการไร้สัมผัสต่าง ๆ จากการสำรวจที่จัดทำโดย Expedia Group ในเดือนกรกฎาคมเมื่อต้นปีนี้พบว่า ผู้เดินทางให้ความสำคัญกับเงื่อนไขด้านสุขอนามัย มาตรการป้องกัน และบริการไร้สัมผัสขณะวางแผนการเดินทาง ในขณะที่ความคาดหวังในด้านมาตรฐานความปลอดภัยยังคงสูงขึ้นเรื่อย ๆ การรับรอง Global Biorisk Advisory Council (GBAC) STAR(TM) ที่ LOTTE HOTEL ซึ่งเป็นกลุ่มโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีได้รับ ได้ดึงดูดความสนใจเป็นจำนวนมาก

ในเดือนธันวาคม 2563 SIGNIEL SEOUL/BUSAN, LOTTE HOTEL SEOUL/WORLD/JEJU /ULSAN ได้รับการรับรอง GBAC STAR(TM) จาก International Sanitary Supply Association (ISSA) โดยที่ SIGNIEL SEOUL ได้รับการรับรองเป็นครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน 2563 ตามด้วย โรงแรม LOTTE HOTEL ระดับห้าดาวทั้งหมด นับเป็นโรงแรมของเกาหลีที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

ISSA เป็นสมาคมอุตสาหกรรมด้านสุขอนามัยที่มีชื่อเสียงระดับโลก มีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมืองนอร์ทบรูค รัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา GBAC STAR(TM) เป็นองค์กรที่รับรองมาตรฐานของโรงแรม ร้านอาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะอื่น ๆ ที่ปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านสุขอนามัยอย่างเคร่งครัดและมีระบบป้องกัน สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ จะได้รับการประเมินอย่างเป็นระบบตาม 20 มาตรฐานระดับโลกที่มีความเข้มงวด โดยเกี่ยวข้องกับรายการการทำความสะอาด การฆ่าเชื้อ และการป้องกัน การประเมินดำเนินการโดย Global Biorisk Advisory Council ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญในสาขาความเสี่ยงชีวภาพ

"การรับรอง GBAC STAR ถือเป็นการรับรองระบบการฆ่าเชื้อระดับโลกภายในโรงแรม" โฆษกประจำ LOTTE HOTEL กล่าว "สิ่งอำนวยความสะดวกที่ได้รับการรับรองนี้จะคอยทำความสะอาดและฆ่าเชื้ออย่างต่อเนื่องไม่ต่างจากระบบในโรงพยาบาล" โดยที่ผ่านมา LOTTE HOTEL ได้เสริมสร้างระบบการฆ่าเชื้อและการจัดการด้านสุขอนามัยเพื่อความปลอดภัยของผู้เข้าพัก ห่างไกลจากเชื้อไวรัสและการปนเปื้อน ในเดือนสิงหาคม 2563 ผู้เชี่ยวชาญของ ISSA ได้ให้คำปรึกษาโดยการตรวจสอบมาตรฐานการทำความสะอาด การฆ่าเชื้อ และการป้องกันผ่านการตรวจสอบโรงแรม

โดยทั่วไป โรงแรมมักจะฆ่าเชื้อตามจุดที่มีการเข้าถึงบ่อย เช่น ที่จับประตู รีโมทคอนโทรล และก๊อกน้ำเมื่อเข้าทำความสะอาด แต่นอกจากการทำความสะอาดเป็นประจำแล้ว LOTTE HOTEL ยังฆ่าเชื้อทุกพื้นผิวที่ได้รับการสัมผัสจากผู้คน รวมถึงโต๊ะและพื้น โดยใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโควิด-19 ที่แนะนำโดย American EPA (Environmental Protection Agency) เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ความสะอาดของพื้นผิวสัมผัสทั้งหมดถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดด้วยการทดสอบ ATP แบบทั่วไปเพื่อตรวจหาการปนเปื้อนของเชื้อ

David H.S. Kim ซีอีโอของ LOTTE HOTEL กล่าวว่า "นับตั้งแต่ที่เราได้รับการรับรองมาตรฐานระบบการจัดการความปลอดภัยด้านอาหารระดับสากล (ISO22000) เป็นครั้งแรกสำหรับแบรนด์โรงแรมของเกาหลีในปี 2558 LOTTE HOTEL ได้จัดการเรื่องความปลอดภัยและสุขอนามัยอย่างเคร่งครัดตามหลักมาตรฐานสากล ด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมและประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอดสี่สิบปีที่ผ่านมา LOTTE HOTEL จะยังคงนำเสนอโอกาสใหม่ ๆ ในด้านการบริการโรงแรมในยุคหลังการระบาดของโควิด-19 ต่อไป"

รูปภาพ - https://mma.prnewswire.com/media/1637487/LOTTE_HOTEL_accredited_with_GBAC_STAR__2109.jpg
คำบรรยายภาพ - LOTTE HOTEL ได้รับการรับรองจาก GBAC STAR โดย ISSA

ฟูจิตสึ ประกาศจัดงาน Fujitsu ActivateNow 2021 นำเสนอนวัตกรรมดิจิทัล โชว์วิสัยทัศน์เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนสำหรับเอเชีย

      ฟูจิตสึ (Fujitsu) ประกาศว่า ทางบริษัทเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดอีเวนต์ระดับโลกซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่สองติดต่อกันอย่าง Fujitsu ActivateNow 2021 ตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคมนี้ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมจากทั่วโลกได้สัมผัสกับประสบการณ์ดิจิทัลอันทรงพลัง ด้วยข้อความจากบรรดาผู้นำของฟูจิตสึ เช่นเดียวกับการอภิปรายหมู่และการนำเสนอผลงานจากแขกรับเชิญซึ่งล้วนเป็นผู้มากวิสัยทัศน์ระดับโลกในสาขาต่าง ๆ ทั้งรัฐบาลดิจิทัล เศรษฐกิจแบ่งปัน ไปจนถึงความแตกต่างและความกลมเกลียว และนอกเหนือจากวาระระดับโลกแล้ว ฟูจิตสึยังเตรียมนำเสนอโปรแกรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับผู้เข้าร่วมในเอเชีย ด้วยเซสชันพิเศษที่ชูให้เห็นประเด็นสำคัญทางธุรกิจและสังคม รวมถึงหัวข้อร้อนแรงอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบไปทั่วภูมิภาค

โปรแกรมปีนี้จะนำผู้เข้าร่วมเดินบนเส้นทางผ่านบริการและเทคโนโลยีล้ำสมัยล่าสุดของฟูจิตสึที่เป็นตัวขับเคลื่อน Digital Transformation (DX) สำหรับลูกค้าทั่วโลก พร้อมนำเสนอแนวทางของฟูจิตสึในการนำนวัตกรรมชั้นนำระดับโลกมาใช้เพื่อส่งเสริมสุขภาวะและประโยชน์ต่อสังคม อีเวนต์ดังกล่าวจะไฮไลท์บทบาทของฟูจิตสึในการปฏิบัติตามเป้าหมาย Sustainable Development Goals ของสหประชาชาติ เช่นเดียวกับความพยายามในการแก้ไขปัญหาท้าทายต่าง ๆ ที่มนุษยชาติกำลังเผชิญ รวมถึงภัยคุกคามการดำรงชีวิตของมนุษย์จากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ ในขณะที่เราผงาดออกจากเงาของการระบาดใหญ่

เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ฟูจิตสึได้เปิดตัวอีเวนต์แฟล็กชิปดิจิทัลระดับโลกเป็นครั้งแรกอย่าง Fujitsu ActivateNow 2020 เพื่อมอบข้อมูลเชิงลึกจากผู้บริหารระดับอาวุโสและผู้นำความคิดระดับโลก ให้ผู้เข้าร่วมทางออนไลน์ 25,000 คนจากทั่วโลกได้รับรู้ สำหรับโปรแกรมปีนี้มอบโปรแกรมที่น่าตื่นเต้นไม่แพ้กันให้แก่ผู้ชม โดยฟูจิตสึได้เชิญชวนวิทยากรรับเชิญมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Toomas Ilves ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเอสโตเนียระหว่างปี 2549-2559 ไปจนถึง Kathy Matsui อดีตรองประธาน Goldman Sachs Japan และหัวหน้านักกลยุทธ์หุ้นญี่ปุ่น ทั้งยังมีแขกรับเชิญพิเศษอีกมากมาย

ภาพรวมอีเวนต์

1. ช่วงเวลา: ตั้งแต่วันอังคารที่ 12 ตุลาคม 2564 เวลา 13.00 น. ตามเวลาสิงคโปร์

  • ดูได้ตามสะดวก
  • จำเป็นต้องลงทะเบียนล่วงหน้า

2. ประเทศ/ภูมิภาคเป้าหมาย:  

สิงคโปร์ จีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย เกาหลี มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน ไทย เวียดนาม

3. เนื้อหาในอีเวนต์:

  • Global Program

สาระสำคัญ: โปรแกรมระดับโลกนี้ประกอบด้วยสุนทรพจน์เปิดงานจากคุณ Takahito Tokita ผู้เป็น CEO และ CDXO ของฟูจิตสึ กรุ๊ป ต่อด้วยเซสชันไฮไลท์จากผู้บริหารของบริษัทและผู้เชี่ยวชาญรับเชิญ

  • Asia Regional Programs

สาระสำคัญ: คุณ Koji Masuda ผู้เป็น Asia Regional Head ของฟูจิตสึ จะเข้ามาพูดคุยเกี่ยวกับบทบาทของเทคโนโลยีในการเปลี่ยนโลก ศักยภาพของภูมิภาคเอเชีย และแนวทางที่มุ่งเน้นประเด็นสำคัญของฟูจิตสึในการรับมือประเด็นต่าง ๆ ทางสังคมเพื่อส่งเสริมอนาคตที่ยั่งยืนของเอเชียในฐานะพันธมิตรด้าน DX ในดวงใจของลูกค้า เนื้อหาเหล่านี้จะมอบมุมมองระดับภูมิภาคเกี่ยวกับเทรนด์ล่าสุด ไปจนถึงมุมมอง และตัวอย่างเจาะจงจากลูกค้า พันธมิตร และผู้เชี่ยวชาญทั่วเอเชีย

ทรัพยากรออนไลน์

  • Fujitsu ActivateNow Microsite

สื่อมวลชนติดต่อได้ที่

แผนก Public and Investor Relations Division

สอบถาม

เกี่ยวกับฟูจิตสึ

ฟูจิตสึเป็นบริษัทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ชั้นนำของญี่ปุ่น ซึ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์ โซลูชัน และบริการเทคโนโลยีครบวงจร ชาวฟูจิตสึราว 126,000 คนทำหน้าที่สนับสนุนลูกค้าในกว่า 100 ประเทศ เราใช้ประสบการณ์ของเราและอิทธิพลของ ICT ในการกำหนดอนาคตของสังคมร่วมกับลูกค้า ทั้งนี้ บริษัท Fujitsu Limited (TSE:6702) มีรายได้รวม 3.6 ล้านล้านเยน (3.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับปีการเงินที่สิ้นสุด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2564 ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.fujitsu.com

รูปภาพ - https://mma.prnewswire.com/media/1631934/FAN_image.jpg
คำบรรยายภาพ - อีเวนต์ Fujitsu ActivateNow

Hancom Group เล็งปล่อยดาวเทียม Sejong-1 ในปี 2565 เปิดตัวบริการข้อมูลรูปภาพจากการสำรวจระยะไกลแบบสามระดับขั้นเป็นครั้งแรกของโลก



      - เผยแผนการปล่อยดาวเทียมวงโคจรต่ำ CubeSat Sejong-1 ในปี 2565

- สร้างเขตบริการข้อมูลรูปภาพจากการสำรวจระยะไกลเขตแรกของโลก ครอบคลุมทั้งภาคพื้นดิน ทางอากาศ และอวกาศ

- ต่อยอดการร่วมทุนกับ Infiniti Electro-Optics มุ่งเจาะตลาดเซ็นเซอร์ความละเอียดสูงพิเศษ

บริษัท Hancom InSpace (ซีอีโอ Choi Myungjin) ในเครือ Hancom Group (ประธาน Kim Sang-Cheol) ร่วมกับบริษัท Spire Global (NASDAQ: SPIR) ที่ดำเนินการด้านข้อมูลดาวเทียมอวกาศชั้นนำของสหรัฐ เตรียมปล่อยดาวเทียมจากภาคเอกชนดวงแรกของเกาหลีใต้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 เพื่อใช้สังเกตการณ์โลก ในงานนี้ Hancom Group จะเป็นองค์กรนอกภาครัฐแห่งแรกในเกาหลีใต้ที่นำดาวเทียมน้ำหนักน้อยกว่า 100 กก. ขึ้นสู่อวกาศ

Choi Myungjin ซีอีโอของบริษัท Hancom InSpace กล่าวว่า "เนื่องด้วยอุตสาหกรรมอวกาศทั่วโลกกำลังเข้าสู่ยุค 'อวกาศใหม่' ที่นำโดยเอกชน เราจึงจะเป็นผู้นำอุตสาหกรรมอวกาศของเกาหลี" และเสริมว่า "ตลาดบริการข้อมูลรูปภาพทั่วโลกคาดว่าจะเติบโตอย่างมากจาก 81 ล้านล้านวอนในปีนี้เป็น 100 ล้านล้านวอนในปี 2567 และ Hancom Group จะยังคงผลักดันยุทธศาสตร์การสร้างความแตกต่างและกล้าลงทุนต่อไป เพื่อให้เกิดความได้เปรียบในตลาดบริการข้อมูลรูปภาพแบบไฟฟ้าเชิงแสง/อินฟราเรด"

เขตบริการข้อมูลรูปภาพจากการสำรวจระยะไกลแบบสามระดับขั้นเขตแรกของโลก

Hancom Group จะเสร็จสิ้นขั้นตอนแรกด้วยการปล่อยดาวเทียม Sejong-1 ในการสร้างเขตบริการข้อมูลจากการสำรวจระยะไกลทั่วโลกที่เชื่อมโยงอวกาศ อากาศ และภาคพื้นดินเข้าด้วยกันโดยใช้ดาวเทียมและโดรนที่ติดตั้งเซ็นเซอร์ความละเอียดสูงพิเศษ และด้วยเขตบริการแบบครบวงจรที่ไม่มีใครเทียบได้นี้ Hancom Group จึงมุ่งเป้าไปที่ภาคเกษตรกรรมซึ่งมีดีมานด์บริการข้อมูลจากการสำรวจระยะไกลสูงที่สุด Hancom Group วางแผนที่จะเจาะตลาดโลกโดยเริ่มจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีอุตสาหกรรมการเกษตรในสัดส่วนที่สูง

นอกจากนี้ Hancom Group ยังวางแผนที่จะขยายไปสู่ขีดความสามารถในการใช้ข้อมูลในรูปแบบอื่น ๆ อีกด้วย เช่น การจัดการทรัพยากรป่าไม้ การจัดการภัยพิบัติ และการตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของเมือง พร้อมให้บริการข้อมูลวิดีโอที่ปรับตามดีมานด์ที่หลากหลายในตลาดสาธารณะผ่านความร่วมมือกับบริษัทต่าง ๆ เช่น Hancom Inc., Hancom Lifecare และ Hancom MDS

Hancom InSpace และดาวเทียม CubeSat วงโคจรต่ำ Sejong-1
Hancom InSpace ให้บริการข้อมูลรูปภาพจากการสำรวจระยะไกลมาตั้งแต่ปี 2555 ผ่านการจัดตั้งสถานีภาคพื้นดินเพื่อดำเนินการด้านระบบดาวเทียมและโดรนไร้คนขับ ทางบริษัทฯ เป็นเจ้าของและพัฒนาดาวเทียมและโซลูชันของตนเอง ทำให้มีระบบบริการแบบครบวงจรตั้งแต่การรวบรวม จัดการ วิเคราะห์ ไปจนถึงขายข้อมูลวิดีโอจนไม่มีคู่แข่งรายใดเทียบได้ และขยายธุรกิจต่อไป

Sejong-1 เป็นดาวเทียม CubeSat วงโคจรต่ำ กว้าง 20 ซม. ยาว 10 ซม. สูง 30 ซม. และหนักเพียง 10.8 กก. โดยจะโคจรรอบโลก 14 ถึง 16 รอบต่อวัน ใช้เวลารอบละ 90 นาที และรวบรวมข้อมูลภาพที่มีความยาวคลื่น 7 ช่วงโดยใช้กล้องสังเกตการณ์ความละเอียด 5 ม. ทั้งนี้ Hancom Group วางแผนที่จะปล่อยดาวเทียมแบบดวงเดียวในซีรีส์ Sejong อีก 4 ดวงตามลำดับ และคาดว่าจะปล่อยและใช้งานดาวเทียมแบบคลัสเตอร์มากกว่า 50 ดวงต่อคลัสเตอร์ เมื่อมีดาวเทียมครอบคลุมทั่วโลกแล้ว Hancom Group จะสามารถแบ่งย่อยพื้นที่สังเกตการณ์ทั่วโลก ลดระยะเวลาในการรับข้อมูล และขยายไปสู่บริการระดับโลกได้

ขยายขีดความสามารถฝูงโดรนบริการข้อมูลรูปภาพจากการสำรวจระยะไกล
Sejong-1 ขยายขีดความสามารถในการเก็บรวบรวมข้อมูลของ Hancom ผ่านฝูงโดรนบริการข้อมูลรูปภาพจากการสำรวจระยะไกล ทั้งนี้ Hancom Group เปิดตัวโดรนสังเกตการณ์ HD-500 ในเดือนกันยายน 2564 โดยเป็นโดรนพลังน้ำมันที่มีขนาดเล็กถึงขนาดกลาง กว้าง 41 ซม. ยาว 41 ซม. และสูง 35.2 ซม. มีน้ำหนักเพียง 3.5 กก. และปรับให้เหมาะสำหรับการรวบรวมข้อมูลภาพจากการสำรวจระยะไกลโดยใช้เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นโดยร่วมทุนกับ Infiniti Electro-Optics (แผนกหนึ่งในเครือบริษัท Ascendent Technology Group, Inc.) ที่เพิ่งประกาศเมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระบบกล้อง PTZ คู่แบบกลางวัน/กลางคืนความละเอียดสูงของ Infiniti Electro-Optics ที่รองรับการปรับแต่งเซ็นเซอร์ออปติคัล/อินฟราเรด (EO/IR) แบบต่าง ๆ โดยกล้องสามารถซูมออปติคัลได้ถึง 135 เท่า ในส่วนของกล้องถ่ายภาพความร้อนแบบอินฟราเรดสามารถตรวจจับผู้คนจากระยะไกล 20 กม. และยานพาหนะจากระยะไกลกว่า 50 กม.

ทั้งกล้องแบบออปติคัลและกล้องถ่ายภาพความร้อนติดตั้งบนยานพาหนะทางบก โดรน และอากาศยานอื่น ๆ ได้ นอกจากนี้ เนื่องจากกล้องเหล่านี้ทำงานอย่างแม่นยำโดยปรับมุมเซ็นเซอร์ใหม่ได้ตั้งแต่แคบมากเพียง 0.001? ไปจนกว้างมากถึง 110? ภายในวินาทีเดียว จึงคาดการณ์ได้ว่าจะมีดีมานด์สูงจากทั้งองค์กรการค้าและองค์กรการป้องกันประเทศ โดยทางบริษัทฯ วางแผนที่จะร่วมกันพัฒนาเซ็นเซอร์โดยตั้งเป้าเจาะตลาดดาวเทียมทั่วโลก โดยใช้เทคโนโลยีการวิเคราะห์ AI ของ Hancom InSpace และเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ของ Infiniti Electro-Optics

เกี่ยวกับ Hancom Group

Hancom Group (www.hancomglobal.com) ก่อตั้งขึ้นในปี 2533 โดยเป็นผู้นำในการสร้างระบบนิเวศแห่งนวัตกรรมก้าวล้ำนำโลกผ่านการบรรจบกันของเทคโนโลยีต่าง ๆ Hancom Group มีบริษัทในเครือ 16 แห่งที่ครอบคลุมด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และอุตสาหกรรมการเงิน โดยภารกิจของทางบริษัทฯ คือการสร้าง "โลกที่สะดวกสบาย โลกที่เชื่อมต่อกัน และโลกที่มั่นคงปลอดภัย"

ชื่อแบรนด์และชื่อผลิตภัณฑ์ทั้งหมดเป็นเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของบริษัทนั้น ๆ

แท็ก: Hancom, Hancom Group, Hancom InSpace, Sejong-1, บริการข้อมูลรูปภาพ, ดาวเทียม

สื่อมวลชนติดต่อ :
Grace Lee
haeun.lee@hancom.com

รูปภาพ - https://mma.prnewswire.com/media/1635180/Hancom_Group_press_conference.jpg
คำบรรยายภาพ - งานแถลงข่าวทางออนไลน์ของบริษัท Hancom Group

รูปภาพ - https://mma.prnewswire.com/media/1635179/Hancom_Group_Sejong.jpg
คำบรรยายภาพ - ดาวเทียม Sejong-1

รูปภาพ - https://mma.prnewswire.com/media/1635178/2nd_photo__Hancom_InSpace__an_affiliate_company_of_Hancom_Group__announcing_its_space_plan_starting.jpg
คำบรรยายภาพ - Hancom InSpace (ซีอีโอ Choi Myungjin)

หัวเว่ย ส่งเสริมความเป็นกลางทางคาร์บอน เปิดตัวโซลูชันกักเก็บพลังงานระดับสาธารณูปโภคในงาน PV Expo 2021 ที่ญี่ปุ่น

 

  • หัวเว่ยนำเสนอโซลูชันพลังงานดิจิทัลเต็มรูปแบบในงาน PV Expo 2021 เน้นย้ำถึงศักยภาพในการผสานเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์กำลัง
  • หัวเว่ยสาธิตโซลูชันกักเก็บพลังงานระดับสาธารณูปโภคเป็นครั้งแรกในญี่ปุ่น เพื่อเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

หัวเว่ย ดิจิทัล พาวเวอร์ (Huawei Digital Power) นำเสนอชุดโซลูชันพลังงานดิจิทัลเต็มรูปแบบ ซึ่งรวมถึงโซลูชันกักเก็บพลังงานระดับสาธารณูปโภคเป็นครั้งแรกในญี่ปุ่นที่งาน PV EXPO 2021 Autumn Edition ณ กรุงโตเกียว

PV EXPO 2021 Autumn Edition (World Smart Energy Week)
เวลา: 29 กันยายน - 1 ตุลาคม
สถานที่: Tokyo Big Sight, Aomi Hall ประเทศญี่ปุ่น บูธ 8-24
ออนไลน์: https://www.huawei.com/jp/events/jp/pv-expo-in-smart-energy-week 

PV Expo 2021 คือมหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์งานใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น โดยจัด Autumn Edition เป็นครั้งแรกเพื่อตอบสนองความสนใจที่เพิ่มขึ้นในโซลูชันพลังงานหมุนเวียนและการลดคาร์บอนในอุตสาหกรรมต่าง ๆ

"การบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนเป็นหนึ่งในภารกิจเร่งด่วนที่สุดในโลกปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมพลังงานในการปล่อยคาร์บอนต่ำ ใช้พลังงานไฟฟ้า และใช้ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ" จาง เว่ยเว่ย ผู้จัดการทั่วไปของ หัวเว่ย เจแปน ดิจิทัล พาวเวอร์ (Huawei Japan Digital Power) กล่าว "เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมงาน PV Expo อีกครั้ง เพื่อร่วมมือกับลูกค้าและพันธมิตรของเรา รวมถึงจัดแสดงโซลูชันในด้านหลัก ๆ เช่น การผลิตพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานไฟฟ้าสำหรับการขนส่ง โครงสร้างพื้นฐาน ICT ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และพลังงานอัจฉริยะแบบบูรณาการ"

การกักเก็บพลังงานคือกุญแจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

การกักเก็บพลังงานไฟฟ้าแบตเตอรี่เป็นเทคโนโลยีหลักในการเปลี่ยนโลกไปสู่ระบบพลังงานที่ยั่งยืน โดยระบบพลังงานใหม่นี้จะมีสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลังในระดับสูง และจะถูกแปลงเป็นระบบดิจิทัลอัจฉริยะ

ไฮไลท์ของบูธหัวเว่ย ดิจิทัล พาวเวอร์ คือโซลูชันกักเก็บพลังงานสตริงอัจฉริยะ โดยโซลูชัน LUNA 2000-5/10/15kWh ที่ผ่านการรับรอง JET สำหรับการใช้งานในที่อยู่อาศัย ได้รับความนิยมในตลาดและเป็นไปตามข้อกำหนดในการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติของญี่ปุ่น

นอกจากนี้ หัวเว่ย ดิจิทัล พาวเวอร์ ได้นำเสนอโซลูชันกักเก็บพลังงานระดับสาธารณูปโภค LUNA2000-2.0MWH เป็นครั้งแรกในญี่ปุ่น สำหรับโซลูชันกักเก็บพลังงานระดับสาธารณูปโภคแบบดั้งเดิมนั้น ความแตกต่างในโมดูลแบตเตอรี่ก่อให้เกิดความไม่เข้ากัน ส่งผลให้ประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ลดลง เกิดการเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว ทั้งยังซ่อมบำรุงลำบากและมีความเสี่ยงสูง หัวเว่ยจึงใช้ประโยชน์จากความสามารถในการควบคุมของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลังเพื่อแก้ปัญหาความไม่เสถียรของแบตเตอรี่ลิเธียม ทำให้ต้นทุนการกักเก็บพลังงาน (LCOS) ลดลง 20%

ขับเคลื่อนการปฏิวัติพลังงานเพื่ออนาคตที่ดีกว่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

นอกจากการผลิตพลังงานและการกักเก็บพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว หัวเว่ย ดิจิทัล พาวเวอร์ ยังนำเสนอโซลูชันอื่น ๆ ดังนี้

  • โซลูชันการจ่ายไฟฟ้าออฟกริดอย่างครอบคลุม (เลิกใช้เชื้อเพลิง):
    iPowerCube สามารถลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าได้กว่า 60% และช่วยส่งเสริมการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เชื่อมความแตกต่างด้านพลังงาน และสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ
  • โครงสร้างพื้นฐาน ICT ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม:
    DC ที่เรียบง่ายช่วยให้สามารถปรับโครงสร้างสถาปัตยกรรมผ่านโครงสร้างสำเร็จรูปแบบแยกส่วนได้ ทำให้ TTM ลดลงจาก 20 เดือนเหลือเพียง 6 เดือน นอกจากนี้ หัวเว่ยยังให้บริการไซต์และห้องเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้งานง่าย และใช้การซ้อนตัวของเซลล์แสงอาทิตย์ที่รองรับการใช้งานทุกรูปแบบ เพื่อช่วยผู้ให้บริการ 5G หลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับพลังงานที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ไซต์มีคาร์บอนเป็นศูนย์
  • การใช้พลังงานไฟฟ้าสำหรับการขนส่ง:
    หัวเว่ย ดิจิทัล พาวเวอร์ มุ่งเน้นไปที่เครือข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะและสถานีชาร์จอัจฉริยะ เพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่และการชาร์จอย่างต่อเนื่อง แก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัย ช่วยผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในการสร้างรถยนต์ที่ยอดเยี่ยม และช่วยผู้ให้บริการสถานีชาร์จในการสร้างเครือข่ายการชาร์จคุณภาพสูง เพื่อเร่งขับเคลื่อนการใช้พลังงานไฟฟ้าในอุตสาหกรรมยานยนต์
  • ไฟฟ้าแบบแยกส่วน:
    แหล่งจ่ายไฟแยกส่วนแบบบูรณาการช่วยยกระดับอุตสาหกรรมและช่วยให้พันธมิตรทั่วโลกประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์

การบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนนับเป็นภารกิจร่วมกันของทั่วโลก เมื่อเดือนธันวาคม 2563 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศเป้าหมายบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 ทั้งนี้ หัวเว่ย ดิจิทัล พาวเวอร์ ได้ผสานรวมนวัตกรรมไฟฟ้า ความร้อน การกักเก็บพลังงาน คลาวด์ และ AI โดยใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์กำลัง ตลอดจนร่วมมือกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมในด้านต่าง ๆ เช่น การผลิตพลังงานสะอาด การแปลงพลังงานเป็นระบบดิจิทัล การใช้พลังงานไฟฟ้าสำหรับการขนส่ง โครงสร้างพื้นฐาน ICT ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และพลังงานอัจฉริยะแบบบูรณาการ เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

เกี่ยวกับหัวเว่ย

หัวเว่ย ก่อตั้งขึ้นในปี 2530 เป็นผู้นำของโลกด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) และอุปกรณ์อัจฉริยะ เรามีพนักงานกว่า 197,000 คน และดำเนินงานในกว่า 170 ประเทศและภูมิภาค เพื่อให้บริการลูกค้ากว่า 3 พันล้านคนทั่วโลก

วิสัยทัศน์และพันธกิจของเราคือ การนำดิจิทัลไปสู่ทุกคน ทุกบ้าน และทุกองค์กร เพื่อโลกอัจฉริยะที่เชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์ เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ เราจะผลักดันการเชื่อมต่อที่มีอยู่ทุกแห่งและส่งเสริมการเข้าถึงเครือข่ายอย่างเท่าเทียม นำคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์ไปยังทุกมุมโลกเพื่อมอบพลังการคำนวณที่เหนือกว่าในที่ที่ต้องการและในเวลาที่จำเป็น สร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อช่วยให้ทุกอุตสาหกรรมและองค์กรคล่องตัว มีประสิทธิภาพ และกระฉับกระเฉงมากขึ้น ตลอดจนเปลี่ยนนิยามประสบการณ์ผู้ใช้ด้วย AI เพื่อมอบความเป็นส่วนตัวที่มากขึ้นสำหรับประชาชนในทุกมุมมองของชีวิต ไม่ว่าจะที่บ้าน ที่ทำงาน หรือขณะเดินทาง ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.huawei.com หรือติดตามเราทาง

http://www.linkedin.com/company/Huawei  
http://www.twitter.com/Huawei 
http://www.facebook.com/Huawei
http://www.youtube.com/Huawei

รูปภาพ: https://mma.prnewswire.com/media/1638685/HUAWEI.jpg

สมาพันธ์ทันตแพทย์โลก จับมือ Smile Train เปิดตัวแหล่งข้อมูลใหม่ มุ่งยกระดับการดูแลเด็กที่มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่

      สมาพันธ์ทันตแพทย์โลกเผยแพร่แหล่งข้อมูลความรู้ใหม่เนื่องในวันแห่งรอยยิ้มโลก

ทุก ๆ 3 นาทีจะมีเด็กทั่วโลกเกิดมาพร้อมภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ หรือเท่ากับเด็ก 540 คนต่อวัน โดยเด็กที่มีภาวะดังกล่าวมักมีปัญหาในการกิน หายใจ ได้ยิน พูด และเติบโต ด้วยเหตุนี้ สมาพันธ์ทันตแพทย์โลก (FDI World Dental Federation: FDI) จึงได้จับมือกับองค์กร Smile Train ในการเปิดตัวแหล่งข้อมูลความรู้ใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กที่มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ ด้วยเล็งเห็นว่าเด็กทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีสุขภาพช่องปากที่ดี

- ดูภาพประกอบได้ที่ AP Images (http://www.apimages.com) -

ภาวะปากแหว่งเพดานโหว่เป็นความผิดปกติแต่กำเนิดของใบหน้าและปากที่พบได้บ่อยที่สุด และส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของปาก เหงือก และเพดานปาก นอกจากนี้ เด็กที่มีภาวะดังกล่าวมีความเสี่ยงมากเป็นพิเศษที่จะมีสุขภาพช่องปากไม่ดี รวมทั้งมักมีฟันไม่ครบ มีฟันเกิน หรือมีฟันและโครงหน้าผิดรูป แม้กระทั่งเด็กที่เข้ารับการผ่าตัดรักษาแล้วก็ยังมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดฟันผุ โรคปริทันต์ รวมถึงปัญหาสุขภาพช่องปากและความเป็นอยู่อื่น ๆ เมื่อเด็กโตขึ้น

แหล่งข้อมูลความรู้ดังกล่าวพัฒนาขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนจาก GSK Consumer Healthcare โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เด็กทุกคนยิ้มได้ในวันแห่งรอยยิ้มโลก (World Smile Day(R)) ผ่านการดูแลสุขภาพช่องปากอย่างดีที่สุด โดยเนื้อหาประกอบด้วยแนวทางสำหรับทันตแพทย์และบุคลากรด้านการรักษาภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ รวมถึงแหล่งข้อมูลสำหรับเด็กที่มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ ครอบครัว และชุมชน โดยเน้นเรื่องความสำคัญของสุขภาพช่องปาก อธิบายถึงความท้าทายในการดูแลสุขภาพช่องปากนอกเหนือไปจากการผ่าตัดรักษา พร้อมให้คำแนะนำเรื่องสุขภาพช่องปากที่สำคัญ

ศาสตราจารย์ Ihsane Ben Yahya ว่าที่ประธาน FDI กล่าวว่า "ในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพช่องปาก เราทราบดีว่าโรคทางช่องปากจะส่งผลกระทบในระยะยาวต่อสุขภาพโดยรวม พัฒนาการ และความเป็นอยู่ของเด็กและผู้ใหญ่ เราต้องสร้างความมั่นใจว่าเด็กที่มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่จะได้รับการผ่าตัดและการดูแลสุขภาพช่องปากอย่างทันท่วงที เพื่อช่วยให้ปรับตัวเข้ากับสังคมได้ มีความมั่นใจในตัวเอง และมีศักยภาพที่จะประสบความสำเร็จในการศึกษาเล่าเรียน"

คุณ Susannah Schaefer ประธานและซีอีโอของ Smile Train กล่าวว่า "ความร่วมมือระหว่าง Smile Train กับ FDI ภายใต้การสนับสนุนจาก GSK Consumer Healthcare รวมถึงแหล่งข้อมูลความรู้ที่เกิดจากพันธกิจร่วมกันในการยกระดับสุขภาพช่องปากของประชากรกลุ่มเปราะบางนี้ จะเปลี่ยนชีวิตของคนรุ่นต่อ ๆ ไป"

GSK Consumer Healthcare ให้คำมั่นว่าจะเดินหน้าสนับสนุนโครงการความร่วมมือระหว่าง FDI กับ Smile Train อย่างเต็มที่ ซึ่งรวมถึงการจัดเวิร์กช็อปโดยใช้แหล่งข้อมูลความรู้ใหม่ และการพัฒนาแพลตฟอร์มให้ความรู้ที่รวบรวมเซสชันย้อนหลังและวิดีโอสอนการดูแลสุขภาพช่องปากสำหรับเด็กที่มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่และครอบครัว

คุณ Jayant Singh หัวหน้าฝ่ายสุขภาพช่องปากของ GSK กล่าวว่า "GSK Consumer Healthcare มีภารกิจในการกำจัดปัญหาสุขภาพช่องปากที่ป้องกันได้ให้หมดไป เราเชื่อว่าสุขภาพช่องปากที่ดีและสุขอนามัยมีความสำคัญสำหรับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ การดูแลรักษาภาวะปากแหว่งเพดานโหว่แบบครอบคลุมคือหัวใจหลักของงานที่เราสนับสนุน Smile Train และ FDI เราภูมิใจอย่างยิ่งกับความก้าวหน้าในการเผยแพร่แหล่งข้อมูลความรู้ใหม่นี้ ซึ่งเราหวังว่าจะเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้สำหรับบุคลากรด้านการรักษาภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ และจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น"

อ่านข้อมูลและเริ่มสร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้กับสุขภาพช่องปากของลูกหลานเราได้ที่ https://fdiworlddental.org/oral-health-comprehensive-cleft-care หรือเรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่งานสัมมนาออนไลน์ https://www.fdioralhealthcampus.org/webinar/oral-health-in-comprehensive-cleft-care-2/ 

สื่อมวลชนติดต่อ

Chaz Jagait 
FDI Communications and Advocacy Director 
มือถือ: +41 79 796 76 13 
อีเมล: cjagait@fdiworlddental.org 

Nijha Diggs 
Senior Director, Public Relations, Smile Train 
อีเมล: ndiggs@smiletrain.org

ซูเปอร์สตาร์ Drew Brees, Patrick Mahomes, Randy Jackson และ Jean De Villiers สนับสนุน VirtualStax (ขับเคลื่อนด้วย Turncoin)

      บริษัทที่มีเป้าหมายในการพลิกโฉมเศรษฐกิจแบบ Fan Economy ระดับโลกผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชนอย่าง TheXchange ขอเปิดตัว TurnCoin สำหรับการลงทุนทั่วโลก

TurnCoin เป็นหลักทรัพย์ดิจิทัลที่ปฏิบัติตามระเบียบกำกับดูแลและแชร์รายได้ ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์ของ TheXchange อย่าง VirtualStaX (StaX) มอบประสบการณ์ใหม่ให้กับบรรดาแฟน ๆ ในที่ที่ผู้มีความสามารถในทุกระดับใช้ทำเงินจากผลงานของตัวเองได้ และเปิดโอกาสให้สร้างแหล่งรายได้ใหม่

Rudolf Markgraaff ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ กล่าวว่า "TurnCoin ไม่ได้เป็นเงินคริปโต แต่เป็นหลักทรัพย์ดิจิทัลที่มีเทคโนโลยีบล็อกเชนรับรอง ทำให้โปร่งใส ดัดแปลงไม่ได้ และเข้าถึงได้ทั่วโลก นี่คืออนาคตของการลงทุนผ่านสินทรัพย์และหุ้นทุน"

TheXchange เป็นตลาดระดับโลกสำหรับการซื้อขาย StaX ซึ่งเป็นเทรดดิงการ์ดแบบดิจิทัล และเตรียมเปิดตัวในเดือนธันวาคม 2564 โดยไม่ว่าจะเป็นดาวรุ่งมาแรงหรือดาวค้างฟ้า ประสบการณ์สำหรับแฟนคลับแบบใหม่นี้ จะเปิดโอกาสให้ซื้อขาย StaX ของผู้ที่ตนเองชื่นชอบได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่อยู่ในแวดวงไลฟ์สไตล์ กีฬา อีสปอร์ต ดนตรี ศิลปะ ความบันเทิง และอื่น ๆ

เป้าหมายของ TheXchange มีใจความสำคัญอยู่ที่การมอบพลังให้ผู้มีความสามารถทั่วโลกในการทำตามฝันให้สำเร็จ ด้วยการสร้างแพลตฟอร์มให้ดาวรุ่งเหล่านี้ใช้ต่อยอด

แพลตฟอร์มนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้มีชื่อเสียงระดับโลกที่มีความเชื่อในหลักการเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น Drew Brees, Patrick Mahomes, Randy Jackson และ Jean De Villiers ซึ่งล้วนตกลงเป็นแอมบาสเตอร์และออกตัวสนับสนุน VirtualStaX

Drew Brees กล่าวถึงบทบาทนี้ว่า "ผมเชื่อในประโยชน์และอำนาจที่เหนือกว่าของ VirtualStaX สำหรับบรรดานักกีฬา ศิลปิน และนักฝันรุ่นใหม่ นี่เป็นแพลตฟอร์มที่ผู้คนได้คิดค้นขึ้นเพื่อผู้คนด้วยกันเอง"

Randy Jackson กล่าวเสริมว่า "แพลตฟอร์มนี้เปิดพื้นที่และโอกาสให้เติบโต ผมอยากให้มีสิ่งนี้ตอนที่ผมยังเด็กอยู่จริง ๆ"

ผู้มีความสามารถจะทำเงินได้จากการรับส่วนแบ่ง 90% ของรายได้รวมจากยอดขาย StaX รวมถึงค่าธรรมเนียมเมื่อผู้ถือ StaX ของตนนำไปเทรดต่อในอนาคต โดยเมื่อบุคคลเหล่านี้ได้รับความนิยมมากขึ้น ความต้องการ StaX ของพวกเขาก็จะเพิ่มขึ้นตามด้วย จนทำให้มีทุนสนับสนุนอาชีพของพวกเขา เปิดโอกาสให้ได้รับการสนับสนุนจากผู้คนทั่วโลก แทนที่จะพึ่งพาสปอนเซอร์ การระดมทุน หรือเงินบริจาคเพียงอย่างเดียว

คุณ Markgraaff กล่าวเพิ่มเติมว่า "TheXchange ไม่ได้เป็นเรื่องของคนดังเท่านั้น โดยการลงทุนใน TurnCoin ทำให้คุณได้ลงทุนในแหล่งที่ทรงพลังที่สุดในโลกในเรื่องพลังงานหมุนเวียน บุคคลผู้มีความหลงใหลในสิ่งที่ทำ และความฝันของพวกเขา ขณะที่ผลประโยชน์ทางการเงินแก่ผู้ถือ TurnCoin ก็ส่งต่อไปยัง VirtualStaX ทุกใบที่ขายในทั่วทุกมุมโลกด้วย"

TurnCoin เปิดให้ลงทุนแล้วบน turncoin.com ด้วยความร่วมมือกับ Securitize.io ในฐานะตัวแทนรับโอนที่จดทะเบียนแล้ว

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.turncoin.com

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอสัมภาษณ์ กรุณาติดต่อ
Emma King
press@turncoin.com

รูปภาพ - https://mma.prnewswire.com/media/1638718/TheXchange_Global_Ambassadors.jpg
วิดีโอ - https://www.youtube.com/watch?v=NBPE8Z8Xlhs

ไมโครซอฟท์จับมือ At-Bay มอบสิทธิความคุ้มครองประกันภัยทางไซเบอร์ ผ่านการขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

      ลูกค้าที่บริหารจัดการความเสี่ยงทางไซเบอร์โดยใช้ระบบควบคุมด้านความปลอดภัยแบบบิลท์อินของ Microsoft 365 สามารถประหยัดได้ด้วยกรมธรรม์ประกันภัยทางไซเบอร์ของ At-Bay

ไมโครซอฟท์ คอร์ป ประกาศพันธกิจระยะยาวหลายปีครั้งใหม่ เพื่อช่วยให้อุตสาหกรรมประกันภัยสร้างผลิตภัณฑ์ประกันภัยทางไซเบอร์ที่เหนือชั้นและขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ซึ่งสนับสนุนโดยโซลูชันด้านการรักษาความปลอดภัยของไมโครซอฟท์ การจัดการความเสี่ยงถือเป็นเป้าหมายทางธุรกิจที่สำคัญสำหรับทุกบริษัท ถึงแม้จะมีการนำเทคโนโลยีความปลอดภัยทางไซเบอร์และแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดมาใช้ แต่บริษัทต่าง ๆ ก็อาจเผชิญกับความเสี่ยงที่อาจหลงเหลืออยู่ เนื่องจากการจัดการแอปและแพลตฟอร์มสนับสนุนการทำงานอื่น ๆ ที่ไม่สอดคล้องกัน และอาจถูกแสวงหาผลประโยชน์จากภัยคุกคามที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อลดช่องว่างนี้ ผู้ให้บริการประกันภัยจึงได้เริ่มนำเสนอกรมธรรม์ที่ช่วยบรรเทาผลกระทบจากการล้วงข้อมูลและการโจมตีของแรนซัมแวร์

การประกันภัยรูปแบบใหม่นี้กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ทว่าก็ยังมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้น เมื่อบริษัทประกันพยายามอย่างหนักเพื่อให้ได้มาและใช้ข้อมูลเรียลไทม์ที่จำเป็นในเชิงรุกเพื่อลดความเสี่ยงทางไซเบอร์ ขณะเดียวกันภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้น เช่น แรนซัมแวร์ ก็ทำให้เกิดความเร่งด่วน

จากการใช้งานโซลูชันของไมโครซอฟท์ที่แพร่หลายในบริษัททุกขนาด ไมโครซอฟท์จึงได้ร่วมมือกับบริษัทประกันเพื่อตอบสนองความต้องการด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ของลูกค้า และลดความเสี่ยงจากการสูญเสียของบริษัทประกันเอง ผ่านการมองเห็นข้อมูลที่เพิ่มขึ้นและการควบคุมที่ได้มาตรฐาน บริษัทประกันภัย ตัวแทน ผู้รับประกันภัยต่อ และนายหน้า จะต้องเข้าใจและประเมินภัยคุกคามความปลอดภัยทางไซเบอร์สำหรับผู้เอาประกันภัยแต่ละราย

จากความซับซ้อนดังกล่าวนี้ บริษัทประกันจึงต้องการเพิ่มความสามารถในการมองเห็นข้อมูลที่เพิ่มขึ้นในด้านการรักษาความปลอดภัยและความมั่นคงของแต่ละบริษัท เพื่อจ่ายกรมธรรม์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ไมโครซอฟท์จึงได้ร่วมมือกับพันธมิตรด้านการประกันภัยรายสำคัญ เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยทางไซเบอร์ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถแชร์ข้อมูลด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ได้อย่างปลอดภัยผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น Microsoft 365 และโซลูชันการรักษาความปลอดภัยของไมโครซอฟท์ ซึ่งลูกค้ารายนั้น ๆ จะเป็นเจ้าของและควบคุมข้อมูล รวมถึงรายละเอียดทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมทางเทคโนโลยีของบริษัท แต่ลูกค้าเองก็สามารถเลือกที่จะแบ่งปันข้อมูลเหล่านี้กับผู้ให้บริการเพื่อรับผลประโยชน์ได้อย่างปลอดภัย เช่น ความคุ้มครองที่เพิ่มขึ้นและเบี้ยประกันภัยที่แข่งขันได้มากขึ้น โมเดลนี้จึงเอื้อประโยชน์โดยช่วยให้ลูกค้าประหยัดได้จริง เมื่อใช้แนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และให้ข้อมูลที่จำเป็นแก่บริษัทประกัน เพื่อปกป้องลูกค้าในเชิงรุกจากการถูกละเมิดด้านความปลอดภัย

ความร่วมมือกับ At-Bay

ไมโครซอฟท์ประกาศความร่วมมือภายใต้โครงการริเริ่มนี้ กับบริษัทประกันภัยไซเบอร์ที่เปี่ยมนวัตกรรมอย่าง At-Bay ด้วยแนวทางการบริหารความเสี่ยงที่ทันสมัย At-Bay ประเมินความเสี่ยงทางไซเบอร์ของทุกบริษัทที่รับประกัน และส่งมอบข้อมูลเชิงลึกที่นำไปปฏิบัติได้จริงเกี่ยวกับวิธีการยกระดับการรักษาความปลอดภัยของลูกค้า โดยการสร้างแรงจูงใจในการควบคุมความปลอดภัยด้วยข้อตกลงด้านนโยบายและราคาที่ดีขึ้นนั้น ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านความปลอดภัยโดยรวมของบริษัทที่ At-Bay ดูแล ซึ่งทาง At-Bay เปิดเผยว่า ผู้เอาประกันภัยของบริษัทมีโอกาสเจอแรนซัมแวร์น้อยกว่าค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรมถึง 7 เท่า

ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. เป็นต้นไป ธุรกิจในสหรัฐที่ใช้งาน Microsoft 365 จะมีสิทธิ์ประหยัดค่าเบี้ยประกันภัยทางไซเบอร์ของ At-Bay หากพวกเขาใช้การควบคุมและโซลูชันด้านความปลอดภัยเฉพาะ ซึ่งรวมถึงการยืนยันตัวตนแบบหลายขั้นและ Microsoft Defender for Office 365 นอกจากนี้ ไมโครซอฟท์ยังทำงานร่วมกับ At-Bay เพื่อหาวิธีเพิ่มเติมในการลดความเสี่ยงด้านดิจิทัลของลูกค้าและจัดการช่องโหว่ต่าง ๆ ในเชิงรุก ข้อเสนอนี้จะพร้อมใช้งานผ่านชุมชนโบรกเกอร์ของ At-Bay และลูกค้าที่ใช้ Microsoft 365 เวอร์ชันใดก็ได้

ธุรกิจที่สนใจสามารถติดต่อตัวแทนประกันภัยเพื่อเริ่มต้น ซึ่งนอกเหนือจากการควบคุมความปลอดภัยเหล่านี้แล้ว ระดับการประหยัดยังขึ้นอยู่กับประวัติการสูญเสียและโปรไฟล์ความเสี่ยงของแต่ละธุรกิจด้วย

"กรมธรรม์ประกันภัยเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ ในการทำความเข้าใจตัวเลือกความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่มีผลต่อความเสี่ยงทางการเงินของบริษัท เราเสนอราคาที่ดีกว่าแก่บริษัทที่ดำเนินการควบคุมที่แข็งแกร่ง เพื่อช่วยให้พวกเขาเข้าใจสิ่งที่สำคัญสำหรับการรักษาความปลอดภัยและวิธีที่ดีที่สุดเพื่อลดความเสี่ยง" Rotem Iram ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ At-Bay กล่าว "การทำงานกับไมโครซอฟท์ช่วยให้เราสามารถให้ความรู้แก่ลูกค้าเกี่ยวกับการควบคุมความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพซึ่งมีอยู่ใน Microsoft 365 และให้รางวัลพวกเขาสำหรับการใช้งานการควบคุมเหล่านั้น"

"เพื่อให้การประกันภัยไซเบอร์มีบทบาทสำคัญในการบริหารความเสี่ยงโดยรวม ผู้ซื้อและผู้ขายต้องใช้ข้อมูลให้เป็นประโยชน์ และมองเห็นสิ่งที่ครอบคลุมตลอดจนปัจจัยต่าง ๆ ที่มีส่วนลดหรือเพิ่มความเสี่ยงอย่างชัดเจน" Ann Johnson รองประธานฝ่ายการพัฒนาธุรกิจความปลอดภัย การกำกับดูแล และอัตลักษณ์ (SCI) ของไมโครซอฟท์ กล่าว "ความร่วมมือของไมโครซอฟท์กับ At-Bay ทำให้เกิดความชัดเจน และช่วยในเรื่องการตัดสินใจสำคัญในตลาด ในขณะที่องค์กรต่าง ๆ กำลังมองหาวิธีที่ครอบคลุมในการส่งเสริมแรงงานไฮบริดให้มองเห็นและควบคุมได้อย่างเข้มแข็งและรวมศูนย์มากขึ้น ผ่านแอปพลิเคชันคลาวด์ที่ช่วยยกระดับความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการทำงาน"

สำหรับข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมจากความร่วมมือระหว่างไมโครซอฟท์กับ At-Bay ขอเชิญเข้าร่วมการประชุม InsureTech Connect (ITC) ในวันที่ 4-6 ตุลาคมในลาสเวกัส เพื่อรับฟังการนำเสนอในหัวข้อ "Better Together: ไมโครซอฟท์และ At-Bay ร่วมมือกันช่วย SMB บริหารความเสี่ยงทางไซเบอร์ในเชิงรุก" เวลา 14.00 น. PDT ของวันพุธที่ 6 ตุลาคม

ไมโครซอฟท์ (Nasdaq "MSFT" @microsoft) เป็นผู้ขับเคลื่อนการปฏิรูปด้วยนวัตกรรมดิจิทัล ในโลกแห่งอัจฉริยะภาพของเทคโนโลยีคลาวด์และเอดจ์ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นกำลังสำคัญให้ทุกคนและทุกองค์กรทั่วทุกมุมโลกได้บรรลุผลสำเร็จที่ดียิ่งกว่า

โลโก้ - https://mma.prnewswire.com/media/24227/Microsoft_Logo.jpg