Friday, October 24, 2025

สร้างเมืองแห่งอนาคตด้วยพลังความร่วมมือจาก PropTech 2025 โดย TCCtech


เมื่อเร็วๆนี้ กลุ่มบริษัท ทีซีซี เทคโนโลยี (ทีซีซีเทค) ได้จัดกิจกรรม "PropTech 2025" ภายใต้แนวคิด "Tomorrow Built - Building the City of the Future" ซึ่งเป็นเวทีแห่งการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างองค์กรชั้นนำในภาคอสังหาริมทรัพย์ พร้อมเปิดโอกาสให้องค์กรชั้นนำได้สัมผัสประสบการณ์จริงผ่านกิจกรรม Exclusive Visit ที่ช่วยให้มองเห็นภาพการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาเมืองแห่งอนาคตได้อย่างชัดเจนและใกล้ชิดยิ่งขึ้น

คุณธีรพันธุ์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีซีซี เทคโนโลยี กล่าวว่า "PropTech Community เป็นเวทีที่รวมเหล่าผู้เชี่ยวชาญเพื่อแบ่งปันความรู้ ตั้งแต่ IoT, Data Analytics, AI ไปจนถึง Digital Twin และ Robotics ซึ่งเทคโนโลยีถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเมืองให้ยั่งยืน มีประสิทธิภาพ และพร้อมตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้คนในอนาคต เราเชื่อว่าความร่วมมือและการแบ่งปันองค์ความรู้ในครั้งนี้ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่ทุกคนภาคภูมิใจ"

ไบโอ ฟาร์มา ผนึกกำลัง DCVMN เสริมสร้างความเข้มแข็งด้านสาธารณสุขโลก ตอกย้ำบทบาทของอินโดนีเซียบนเวทีวัคซีนโลก

อินโดนีเซียตอกย้ำบทบาทสำคัญและต่อเนื่องในเครือข่ายผู้ผลิตวัคซีนในประเทศกำลังพัฒนา (DCVMN) ผ่านบริษัทพีที ไบโอ ฟาร์มา (เพอร์เซโร) หรือ PT Bio Farma (Persero) เพื่อมุ่งส่งเสริมการเข้าถึงวัคซีนที่ปลอดภัย มีคุณภาพสูง และราคาย่อมเยาอย่างเท่าเทียม นับตั้งแต่ก่อตั้งเครือข่าย DCVMN เมื่อปี 2543 ไบโอ ฟาร์มาถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการส่งเสริมขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านวัคซีนและยกระดับศักยภาพด้านสาธารณสุขของประเทศกำลังพัฒนา

ความร่วมมือระหว่างไบโอ ฟาร์มากับ DCVMN เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงก่อตั้งเครือข่าย โดยในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีครั้งแรก ณ เมืองโนร์ดไวก์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อปี 2543 ไบโอ ฟาร์มา เป็น 1 ใน 10 สมาชิกผู้ก่อตั้งที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนความร่วมมือด้านวัคซีน ต่อมาในเดือนเมษายน 2544 ไบโอ ฟาร์มา ซึ่งมีทัมริน พูลเอิงกัน (Thamrin Poeloengan) เป็นกรรมการผู้จัดการในขณะนั้น ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสามัญประจำปีครั้งที่ 2 ณ เมืองบันดุง ซึ่งการประชุมครั้งนี้ได้มีการกำหนดโครงสร้างและระบบการบริหารจัดการของ DCVMN อย่างเป็นทางการ และยังเป็นการยืนยันสถานะของอินโดนีเซียในการเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความร่วมมือด้านวัคซีนของประเทศกำลังพัฒนาอีกด้วย

ชาดิค อากาสยา (Shadiq Akasya) กรรมการผู้จัดการคนปัจจุบันของไบโอ ฟาร์มา กล่าวว่า การเข้าร่วมเครือข่าย DCVMN สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของอินโดนีเซียในการมีส่วนร่วมพัฒนาสาธารณสุขโลก ไม่ใช่เพียงเพื่อผลประโยชน์ของชาติ

"การมีส่วนร่วมของไบโอ ฟาร์มาในเครือข่าย DCVMN นับตั้งแต่ก่อตั้ง จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การเป็นผู้แทน แต่เป็นการลงมือสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมเพื่อขับเคลื่อนการพึ่งพาตนเองด้านวัคซีนระดับโลก เรามุ่งมั่นส่งมอบโซลูชันด้านสุขภาพที่เท่าเทียมและยั่งยืนสำหรับทุกคนผ่านความร่วมมือและนวัตกรรม" ชาดิคกล่าว

"เราเชื่อว่าพลังที่แท้จริงของอุตสาหกรรมวัคซีนในประเทศกำลังพัฒนานั้นอยู่ที่ความร่วมมือ และผ่านบทบาทเชิงรุกในเครือข่าย DCVMN เรามุ่งมั่นให้ทุกประเทศเข้าถึงวัคซีนที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และราคาเอื้อมถึง ซึ่งสะท้อนบทบาทของอินโดนีเซียต่อความมั่นคงด้านสาธารณสุขโลกอย่างแท้จริง"

ในปี 2547 ไบโอ ฟาร์มาได้ผนึกกำลังกับสมาชิก DCVMN รายอื่น ๆ เพื่อขยายการเข้าถึงวัคซีนรวมป้องกัน 5 โรค (DPT-HepB-Hib) ผ่านความร่วมมือด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีกับสถาบันวัคซีนแห่งเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นหลักฐานยืนยันว่าบทบาทของไบโอ ฟาร์มาในเครือข่ายนั้นไม่ได้เป็นเพียงเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการทำงานเชิงเทคนิคและปฏิบัติจริง

ความเชื่อมั่นจากนานาชาติต่อไบโอ ฟาร์มายังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2555 อินโดนีเซียได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสามัญประจำปีเครือข่าย DCVMN ครั้งที่ 13 ณ เกาะบาหลี และมาเฮนทรา ซูฮาร์โดโน หนึ่งในกรรมการของบริษัทในขณะนั้น ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหาร วาระปี 2556-2557

ความเป็นผู้นำของอินโดนีเซียได้รับการยกย่องไปอีกขั้น เมื่อไบโอ ฟาร์มาได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหารเครือข่าย DCVMN วาระปี 2566-2568 ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างสมาชิกเครือข่ายกับลำดับความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ระดับโลก พร้อมสะท้อนศักยภาพของอินโดนีเซียในการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมวัคซีนของประเทศกำลังพัฒนา

ความมุ่งมั่นด้านนวัตกรรมของไบโอ ฟาร์มาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความร่วมมือ ในปี 2563 วัคซีน nOPV2 ของบริษัทกลายเป็นวัคซีนแรกของโลกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนใช้งานฉุกเฉิน (Emergency Use Listing) จากองค์การอนามัยโลก ช่วยให้สามารถเร่งกระจายวัคซีนได้อย่างรวดเร็วในช่วงวิกฤตด้านสาธารณสุขโลก ความสำเร็จนี้ไม่เพียงสะท้อนความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์และเทคนิคของไบโอ ฟาร์มาเท่านั้น แต่ยังแสดงถึงการประสานงานและการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างหลายภาคส่วนระดับนานาชาติ อาทิ ผู้สนับสนุนเงินทุน นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยทางวิชาการ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้สนับสนุนวัคซีน และผู้ผลิตวัคซีน ความร่วมมือเหล่านี้ช่วยให้การพัฒนา การอนุมัติ และการส่งมอบวัคซีน nOPV2 เป็นไปอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสำคัญต่อสาธารณสุขโลก

ความสำเร็จครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าผู้ผลิตจากประเทศกำลังพัฒนาสามารถสร้างนวัตกรรมระดับโลกได้ตามมาตรฐานสูงสุดระดับสากล ทั้งด้านความปลอดภัย คุณภาพ และประสิทธิผลที่องค์การอนามัยโลกรับรอง นอกจากจะเป็นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์แล้ว วัคซีน nOPV2 ยังเป็นสัญลักษณ์ของความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี และเสริมสร้างความเชื่อมั่นระดับโลกต่อศักยภาพของอินโดนีเซียในการมีส่วนร่วมสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ความสำเร็จของไบโอ ฟาร์มาเป็นแรงบันดาลใจให้สมาชิกเครือข่าย DCVMN ทุกราย เดินหน้าเสริมศักยภาพด้านการวิจัย พัฒนา และการผลิต เพื่อบรรลุเป้าหมายการพึ่งพาตนเองด้านวัคซีนและความเข้มแข็งด้านสาธารณสุขระดับโลกในประเทศกำลังพัฒนา

ปัจจุบัน ไบโอ ฟาร์มามีกำลังการผลิตวัคซีนมากกว่า 3.5 พันล้านโดสต่อปี สามารถส่งมอบวัคซีนไปยังมากกว่า 150 ประเทศทั่วโลก และมีวัคซีนจำนวน 12 ชนิดที่ได้รับการรับรองคุณสมบัติเบื้องต้นจากองค์การอนามัยโลก (WHO-PQ) นอกจากนี้ ไบโอ ฟาร์มายังทำหน้าที่เป็นศูนย์ความเป็นเลิศขององค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ด้านการพัฒนา ผลิต และจัดจำหน่ายวัคซีน ตอกย้ำบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของอินโดนีเซียในเวทีสาธารณสุขโลกอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการประชุมสามัญประจำปีครั้งที่ 26 ของเครือข่าย DCVMN ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29-31 ตุลาคม 2568 ณ เกาะบาหลี ถือเป็นโอกาสสำคัญของอินโดนีเซียในการยืนยันภาวะผู้นำด้านการทูตเพื่อสาธารณสุขโลก ไบโอ ฟาร์มาจะใช้เวทีนี้มุ่งมั่นผลักดันนวัตกรรม ความร่วมมือ และการพึ่งพาตนเองด้านวัคซีนทั่วโลก เพื่อสร้างระบบสาธารณสุขโลกที่เข้มแข็งและเท่าเทียมมากขึ้น

เกี่ยวกับ DCVMN

เครือข่ายผู้ผลิตวัคซีนในประเทศกำลังพัฒนา (DCVMN) เป็นพันธมิตรระดับโลกที่ประกอบด้วยผู้ผลิตวัคซีน 46 รายจาก 17 ประเทศกำลังพัฒนา ก่อตั้งขึ้นในปี 2543 เพื่อเสริมสร้างสาธารณสุขผ่านการเข้าถึงวัคซีนที่มีคุณภาพสูงอย่างเท่าเทียม

DCVMN ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสมาชิกผ่านกิจกรรมด้านการสนับสนุนนโยบาย การพัฒนาศักยภาพ การฝึกอบรมเชิงวิชาชีพ และโครงการวิจัยร่วม เพื่อมุ่งยกระดับโครงการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

DCVMN ทำงานอย่างใกล้ชิดกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น องค์การอนามัยโลก (WHO), กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF), องค์กรพันธมิตรเพื่อวัคซีนและการสร้างภูมิคุ้มกัน (GAVI), กลุ่มพันธมิตรความร่วมมือด้านนวัตกรรมเพื่อรับมือโรคระบาด (CEPI), องค์การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการสาธารณสุข (PATH), โครงการคลินตันเพื่อการเข้าถึงบริการสุขภาพ (CHAI) และมูลนิธิเกตส์ เพื่อส่งเสริมให้ทุกประเทศมีศักยภาพในการผลิตและจัดหาวัคซีนช่วยชีวิตในราคาที่ย่อมเยา ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ dcvmn.org

เกี่ยวกับ ไบโอ ฟาร์มา

พีที ไบโอ ฟาร์มา (เพอร์เซโร) หรือ PT Bio Farma (Persero) เป็นรัฐวิสาหกิจด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพของอินโดนีเซีย และเป็นผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ไบโอ ฟาร์มา ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2433 และมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองบันดุง ผลิตและจัดจำหน่ายวัคซีนไปยังกว่า 150 ประเทศ ตลอดจนมีบทบาทเชิงรุกในการวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพ นวัตกรรม และความมั่นคงด้านสาธารณสุขโลก

ในฐานะสมาชิกเครือข่าย DCVMN ไบโอ ฟาร์มา ยังคงเดินหน้าสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงวัคซีนอย่างเท่าเทียมและยกระดับสาธารณสุขโลก รับชมข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.biofarma.co.id

Indonesia's Legacy in the Global Vaccine Landscape, Bio Farma and DCVMN Strengthen Health Resilience Through Global Partnership

Through PT Bio Farma (Persero), Indonesia has played a strategic and sustained role in the Developing Countries Vaccine Manufacturers' Network (DCVMN), working to ensure equitable access to safe, high-quality, and affordable vaccines. Since DCVMN's founding in 2000, Bio Farma has been a key driver in advancing vaccine self-reliance and public health capacity in developing countries.

Collaboration between Bio Farma and DCVMN has been established since the inception of the network. At the first DCVMN Annual General Meeting in Noordwijk in 2000, Bio Farma was one of ten founding members dedicated to advancing vaccine collaboration. In April 2001, Bio Farma in Bandung hosted the 2nd AGM, where the network formalized the DCVMN's structure and governance. Chaired by then-President Director Thamrin Poeloengan, this meeting established Indonesia as a hub for vaccine collaboration and knowledge-sharing among developing countries.

Shadiq Akasya, current President Director of Bio Farma, stated that the company's participation in DCVMN reflects Indonesia's commitment to contributing to global health beyond national interests.

"Bio Farma's involvement in DCVMN since its establishment is not merely about representation, but about making a tangible contribution toward global vaccine self-reliance. Through collaboration and innovation, we are committed to delivering equitable and sustainable health solutions for all," said Shadiq.

"We believe that the true strength of the developing countries' vaccine industry lies in collaboration. Through our active role in DCVMN, we aim to ensure that every nation has access to safe, high-quality, and affordable vaccines, a real manifestation of Indonesia's contribution to global health security," he added.

In 2004, Bio Farma, together with other DCVMN members, played a vital role in expanding access to the pentavalent (DPT-HepB-Hib) vaccine through a technology-transfer collaboration with the Netherlands Vaccine Institute. This achievement demonstrated that Bio Farma's contributions within the DCVMN network are not symbolic but deeply technical and practical.

Global trust in Bio Farma has continued to grow. In 2012, Indonesia once again hosted the 13th DCVMN AGM in Bali. Mahendra Suhardono, one of Bio Farma's directors at the time, was elected President of the Executive Committee for the 2013 - 2014 term.

Indonesia's leadership was further recognized when Bio Farma was entrusted to serve as Chair of the Board of DCVMN for the 2023-2025 period, acting as a bridge between network members and global strategic priorities, while showcasing Indonesia's capacity to lead the vaccine industry in developing countries.

Bio Farma's commitment to innovation goes far beyond collaboration. In 2020, its nOPV2 vaccine became the first to receive an Emergency Use Listing from the World Health Organization, enabling faster deployment of vaccines during global health emergencies. This achievement reflected not only Bio Farma's scientific and technical excellence but also effective coordination and communication among multiple international stakeholders, including funders, scientists, academic researchers, policymakers, global vaccine advocates, and vaccine manufacturers. Such collaboration enabled the rapid development, approval, and rollout of nOPV2 during a critical moment for global public health.

This milestone demonstrated that a developing-country manufacturer can achieve world-class innovation, meeting the highest international standards of safety, quality, and efficacy recognized by the WHO. Beyond being a scientific breakthrough, nOPV2 represents technological self-reliance and global confidence in Indonesia's capability to contribute meaningfully to international health security. Bio Farma's success serves as an inspiration to all DCVMN members to continue strengthening their research, development, and production capacity in pursuit of achieving vaccine self-sufficiency and global health resilience across developing countries.

With a production capacity of more than 3.5 billion doses per year, Bio Farma supplies vaccines to over 150 countries and holds WHO Prequalification certification for 12 types of vaccines. As the Center of Excellence for the Organization of Islamic Cooperation (OIC) in vaccine development, production, and distribution, Bio Farma continues to strengthen Indonesia's strategic role in the global health landscape.

The upcoming 26th DCVMN Annual General Meeting, to be held in Bali on 29-31 October 2025, marks an important moment for Indonesia to reaffirm its leadership in global health diplomacy. Through this forum, Bio Farma is committed to advancing innovation, collaboration, and vaccine self-reliance worldwide, toward a more resilient and equitable global health ecosystem.

About DCVMN

The Developing Countries Vaccine Manufacturers Network (DCVMN) is a global alliance of 46 vaccine manufacturers from 17 developing countries, established in 2000 to strengthen public health through equitable access to high-quality vaccines.

DCVMN promotes collaboration among its members through advocacy, capacity building, professional training, and joint research initiatives, aimed at enhancing global immunization programs.

Working closely with international organizations such as WHO, UNICEF, GAVI, CEPI, PATH, CHAI, and the Gates Foundation, DCVMN strives to ensure that every nation has the capability to produce and supply affordable, life-saving vaccines. For further information, please visit dcvmn.org. 

About Bio Farma

PT Bio Farma (Persero) is Indonesia's state-owned life science company and the largest vaccine manufacturer in Southeast Asia.

Founded in 1890 and headquartered in Bandung, Bio Farma produces and supplies vaccines to more than 150 countries, while playing an active role in biotechnology research, innovation, and global health security.

As a member of DCVMN, Bio Farma continues to contribute to international collaboration to ensure equitable vaccine access and improved global public health. For further information, please visit www.biofarma.co.id .

Monday, October 20, 2025

เมืองจินเฉิงฟื้นฟูหมู่บ้านโบราณ สู่ต้นแบบการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแนวใหม่ของจีน

สำนักวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเทศบาลเมืองจินเฉิง

ในช่วงวันหยุดยาวเนื่องในวันชาติและเทศกาลไหว้พระจันทร์เมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เมืองจินเฉิงได้ยกระดับหมู่บ้านและปราสาทโบราณที่มีอยู่ทั่วเมือง ให้เป็นเสาหลักในการกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์หลากหลายมิติ โดยสำนักวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเทศบาลเมืองจินเฉิงระบุว่า กิจกรรมดังกล่าวประกอบด้วย "การท่องเที่ยวสีแดง" (Red Tourism) หรือการตามรอยประวัติศาสตร์พรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างลึกซึ้ง กิจกรรมสนุกสนานสำหรับทุกเพศทุกวัย การอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม และนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์ที่นำเสนอด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยส่งเสริมตลาดการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของเมืองจินเฉิงในการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพผ่านการผสมผสานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน โดยวัฒนธรรมช่วยกำหนดประสบการณ์การท่องเที่ยว ขณะที่การท่องเที่ยวก็ช่วยส่งเสริมวัฒนธรรมให้มีชีวิตชีวา

สำนักวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเทศบาลเมืองจินเฉิงระบุว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมืองจินเฉิงได้ต่อยอดมรดกทางประวัติศาสตร์อันล้ำค่าและทรัพยากรของหมู่บ้านโบราณอันเป็นเอกลักษณ์ จนสามารถพัฒนาหมู่บ้านชนบทให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันงดงาม ปัจจุบัน หมู่บ้าน 18 แห่งทั่วเมืองจินเฉิงได้รับการยกระดับเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับ A นับเป็นจุดหมายปลายทางอันโดดเด่นที่ผสมผสานเสน่ห์ทางวัฒนธรรม ความมีชีวิตชีวาของท้องถิ่น และแนวคิดการดูแลสุขภาพเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน

ยกตัวอย่างเช่น "หมู่บ้านหวงเฉิงทั้งห้า" ในอำเภอเป่ยหลิว ที่บูรณาการทรัพยากรหลักอย่างวังขุนนางและเมืองโบราณกั่วอวี่ จนเกิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลาย ครอบคลุมถึงแหล่งท่องเที่ยวระดับ 5A และ 4A โรงแรมระดับไฮเอนด์ โรงแรมบูติก และศูนย์ส่งเสริมสุขภาพองค์รวมไท่เยว่ ซึ่งสร้างงานให้กับชาวบ้านในท้องถิ่นกว่า 3,000 คน นับเป็นตัวอย่างของการพัฒนาเชิงบูรณาการที่เชื่อมโยงการอนุรักษ์วัฒนธรรม การฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรม และการเพิ่มพูนรายได้ของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม อีกหนึ่งตัวอย่างคือ หมู่บ้านอวี่ฉือ ในอำเภอฉินสุ่ย ซึ่งนำชื่อเสียงด้านวรรณกรรมของนักเขียนคนดัง จ้าว ซูหลี่ (Zhao Shuli) มาผสานกับทรัพยากรทางธรรมชาติ เพื่อพัฒนาหมู่บ้านให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่เชื่อมโยงประสบการณ์ทางวัฒนธรรมเข้ากับแนวคิดการดูแลสุขภาพได้อย่างลงตัว ขณะเดียวกัน หมู่บ้านเหลียงหู่ ในอำเภอเกาผิง ซึ่งมีสถาปัตยกรรมโบราณสมัยราชวงศ์หมิงและชิงที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี และยังอุดมไปด้วยมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ก็ได้ส่งเสริมการบูรณาการแนวคิด "หมู่บ้านโบราณ + สุขภาพ + การเรียนรู้เชิงประสบการณ์" อย่างเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ หมู่บ้านซู่จวง ซึ่งได้รับการขนานนามว่า "เมืองแห่งงานแต่งงาน" ได้มีการฟื้นฟูพื้นที่ลานบ้านแบบโบราณขึ้นมาใหม่ เพื่อสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่เน้นประเพณีแต่งงาน จนกลายเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของโครงการ "ร้อยหมู่บ้าน ร้อยลานบ้าน"

ความพยายามในการฟื้นฟูหมู่บ้านเหล่านี้ ไม่เพียงแต่นำชีวิตใหม่มาสู่มรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์เท่านั้น หากยังวางรากฐานการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและสุขภาพรูปแบบใหม่ ด้วยแนวทางการพัฒนาที่แตกต่างและเหมาะสมกับบริบทของแต่ละหมู่บ้าน ผสานเข้ากับการเรียนรู้วัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง การพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ และแนวคิดการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม นำเสนอ "โมเดลจินเฉิง" อันเป็นต้นแบบที่สร้างแรงบันดาลใจในการฟื้นฟูหมู่บ้านดั้งเดิมอย่างยั่งยืน

ที่มา: สำนักวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเทศบาลเมืองจินเฉิง

Jincheng Explores a New Model for Wellness Tourism Through Ancient Village Revitalization


 Jincheng Municipal Bureau of Culture and Tourism

During the National Day and Mid-Autumn Festival holiday in early October, Jincheng city took its ancient villages and castles as core carriers to activate cultural tourism consumption through multidimensional innovations. Jincheng Municipal Bureau of Culture and Tourism noted that the innovations included immersive "red tourism" experiences, an array of all-age festive events, the living preservation of intangible cultural heritage, and digital technology-enhanced museum exhibitions. These initiatives have not only enriched the holiday tourism market but also reflect Jincheng's continuing efforts to advance its wellness tourism industry through a culture-tourism synergy, where culture shapes tourism experiences and tourism promotes cultural vitality.

Jincheng Municipal Bureau of Culture and Tourism stated that in recent years, building on its profound historical legacy and unique ancient village resources, Jincheng has steadily upgraded rural villages into scenic zones. So far, 18 villages across the city have been upgraded to A-level scenic areas, forming a series of distinctive destinations that blend cultural charm, local vitality, and wellness functions.

Taking the "Huangcheng Five Villages" in Beiliu Town as an example, the integration of core resources such as Royal Prime Minister's Palace and Guoyu Ancient City has created a diversified industrial system. This system encompasses 5A and 4A-level scenic spots, high-end hotels, boutique inns, and the Taiyue Spirit Practice Center, generating employment for over 3,000 local residents. This initiative has fostered a virtuous interaction between cultural preservation, industrial revitalization, and people's income growth. Yuchi Village in Qinshui County, capitalizing on the cultural brand of writer Zhao Shuli and its ecological advantages, has developed into a wellness-themed village that combines cultural experiences with health preservation. Lianghu Village in Gaoping City, with its well-preserved Ming and Qing-era ancient architecture and intangible cultural heritage, promotes the deep integration of "ancient villages+wellness+experiential learning." Suzhuang Village, building on its identity as the "Town of Weddings," has revitalized traditional courtyards to create a tourism experience centered on wedding customs, making it a prominent highlight of the "Hundred Villages and Hundred Courtyards" project.

These revitalization efforts not only breathe new life into historical and cultural heritage but also, through differentiated development strategies tailored to each village, establish a new cultural tourism and wellness ecosystem. This ecosystem integrates cultural immersion, ecological leisure, and health preservation, offering an inspiring "Jincheng model" for the sustainable revitalization of traditional villages.

Source: Jincheng Municipal Bureau of Culture and Tourism

เมืองโบราณเหลียงจู่ แบบอย่างการผสานวัฒนธรรมและเทคโนโลยี นำโบราณวัตถุล้ำค่ามาบรรจบกับอุตสาหกรรมสมัยใหม่


 การประชุมเหลียงจู่ฟอรั่ม ครั้งที่ 3


การประชุมเหลียงจู่ฟอรั่ม (Liangzhu Forum) ครั้งที่ 3 จัดขึ้นที่เขตอวี่หาง เมืองหางโจว ในภาคตะวันออกของจีน ระหว่างวันที่ 18-20 ตุลาคม เพื่อสะท้อนภาพการอยู่ร่วมกันของอารยธรรมโลก และวิธีการอันสร้างสรรค์ที่เมืองนี้สามารถผสมผสานความเก่าแก่กับความทันสมัยเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว

ด้านหนึ่งของเขตอวี่หางคือซากเมืองโบราณเหลียงจู่ที่หลับใหลมานานถึง 5,000 ปี โดยมีหลักฐานที่จับต้องได้แสดงให้เห็นถึงอารยธรรมรุ่งเรืองในยุคแรกเริ่มของจีน ไม่ว่าจะเป็นหยกฉง (Cong) เขื่อนโบราณ และผังเมืองเก่า ขณะที่อีกด้านหนึ่งคือเมืองและชุมชนสมัยใหม่ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ดังเช่นพื้นที่ทำงานเรียบหรูทันสมัยแต่ยังคงองค์ประกอบความงดงาม ที่ซึ่งนวัตกรรุ่นใหม่ใช้เทคโนโลยีประดุจพู่กันเพื่อจารึกประวัติศาสตร์บทใหม่

ด้วยการเสริมสร้างพลังซึ่งกันและกันระหว่างการปกป้องอนุรักษ์มรดกกับการพัฒนาเมือง อวี่หางจึงไม่เพียงเติมลมหายใจให้กับมรดกอายุนับพันปี แต่ยังดึงดูดอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถจากทั่วโลกให้เข้ามาปักหลักทำงานและใช้ชีวิต ณ วันนี้ ที่นี่ได้กลายเป็นสถานที่สำคัญเพียงหนึ่งเดียว ที่ซึ่งรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ได้มาบรรจบกับพลังแห่งวัยเยาว์

เทคโนโลยีเป็นเกราะป้องกัน: รักษามรดกพันปีให้คงอยู่อย่างมั่นคงและปลอดภัย

การอนุรักษ์ซากเครื่องปั้นดินเผาของเหลียงจู่เคยเป็นความท้าทายระดับโลก เนื่องจากในสภาพภูมิอากาศชื้นทางตอนใต้ของจีน ดินกัดเซาะอย่างรวดเร็ว การซึมของน้ำ ปฏิกิริยาของจุลินทรีย์ และแม้แต่เสียงฝีเท้าแผ่วเบาของนักท่องเที่ยว ล้วนเป็นภัยคุกคามต่อมรดกอันเปราะบางนี้ อย่างไรก็ดี แทนที่จะปกปิดมิดชิดเพื่อปกป้อง แต่เหลียงจู่ได้หันมาใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างเครือข่ายความปลอดภัยดิจิทัล

ณ ซากเขื่อนเหลาหูหลิง (Laohuling Dam Ruins) โครงการอนุรักษ์น้ำอายุ 5,000 ปีถูกห่อหุ้มด้วยเกราะป้องกันสีขาวขนาดใหญ่ราวกับเปลือกไข่ ภายในนั้นมีเครื่องวัดระดับน้ำ กล้องอินฟราเรด และสถานีตรวจวัดสภาพอากาศขนาดเล็ก คอยตรวจสอบความชื้น อุณหภูมิ และระดับน้ำแบบเรียลไทม์ ทันทีที่ตรวจพบข้อมูลที่ผิดปกติ ระบบระบายน้ำจะทำงานโดยอัตโนมัติ ทั่วทั้งเขตอนุรักษ์มรดกขนาด 162 ตารางกิโลเมตร กล้องมากกว่า 600 ตัว ท่าจอดโดรน 5 แห่ง และสายเคเบิลเซ็นเซอร์ใต้ดิน ได้ถักทอเข้าด้วยกันเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังอัจฉริยะ 3 มิติ

เทคโนโลยีเป็นมากกว่าผู้พิทักษ์ - ณ อุทยานโบราณสถานเหลียงจู่ เมื่อสแกน QR code บริเวณซากพระราชวังม่อเจียวซาน (Mojiaoshan Ruins) พระราชวังยุคหินใหม่แห่งนี้จะ "ปรากฏขึ้น" บนหน้าจอโทรศัพท์ของนักท่องเที่ยว ทำให้มองเห็นคานไม้และหลังคามุงจากได้อย่างชัดเจน และเมื่อสวมแว่น AR และเอื้อมมือไปที่หยกฉงในตู้จัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์เหลียงจู่ วัตถุจำลองเสมือนจริงจะ "พุ่งออกมา" และวางลงบนฝ่ามือของผู้เข้าชม

ยิ่งไปกว่านั้น ฤดูร้อนนี้ยังได้มีการเปิดตัวโครงการ VR เพื่อยกระดับประสบการณ์ไปอีกขั้น เมื่อสวมชุดหูฟัง ผู้เข้าชมจะได้ "ย้อนเวลา" กลับไปยังเหลียงจู่เมื่อ 5,000 ปีก่อน ได้ชมบรรพบุรุษดูแลนาข้าว สลักหยกในโรงงาน และทำพิธีกรรมในลานสาธารณะ โดยใช้เวลาเพียง 35 นาที พวกเขาก็จะได้สัมผัสกับการรุ่งเรืองและล่มสลายของอารยธรรมนี้

"โบราณวัตถุอาจเลือนหาย แต่ข้อมูลจะคงอยู่ตลอดไป" หลัว เสี่ยวหง ผู้อำนวยการฝ่ายข้อมูลดิจิทัลของพิพิธภัณฑ์เหลียงจู่กล่าว เหลียงจู่ได้ริเริ่มโครงการแปลงโบราณวัตถุให้เป็นดิจิทัลมาตั้งแต่ปี 2557 และขณะนี้กำลังดำเนินการเก็บข้อมูลรอบใหม่ โดยโบราณวัตถุล้ำค่ากว่า 200 ชิ้นจะได้รับชีวิตดิจิทัลเพื่อคงอยู่อย่างถาวร ทำให้มั่นใจได้ว่าแม้เวลาจะผ่านไปหลายพันปี ผู้คนก็ยังคงสามารถ "สัมผัส" อารยธรรมนี้ได้ผ่านหน้าจอ

วัฒนธรรมคือแก่น: ระเบียงวัฒนธรรมเหลียงจู่กลายเป็นพื้นที่บ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ดิจิทัลระดับโลก

เสน่ห์ของเหลียงจู่ไม่ได้อยู่ที่การเป็นโบราณสถานเท่านั้น ในปี 2565 เขตอวี่หางได้เปิดตัวระเบียงวัฒนธรรมเหลียงจู (Liangzhu Cultural Corridor) โดยมีวัฒนธรรมเหลียงจู่เป็นหัวใจหลัก ระเบียงแห่งนี้ได้ถักทอวัฒนธรรมคลอง (Canal culture), วัฒนธรรมจิงซาน (Jingshan culture), วัฒนธรรมเตียวซี (Tiaoxi culture) และวัฒนธรรมดิจิทัลเข้าด้วยกัน พร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาวัฒนธรรมในรูปแบบทางเดินที่เชื่อมโยงกัน และกำลังกลายเป็นศูนย์บ่มเพาะสำหรับอุตสาหกรรมวัฒนธรรมดิจิทัลระดับโลก

ในระบบนิเวศอุตสาหกรรมของระเบียงวัฒนธรรมแห่งนี้ การหลอมรวมเทคโนโลยีและวัฒนธรรมได้ก่อกำเนิดนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย ที่บริษัท Small Design พนักงานสามารถสร้างการ์ตูนเรื่องสั้นได้ภายในเวลาเพียง 90 วินาที เนื่องจากเครื่องมือ AI ที่บริษัทพัฒนาขึ้นเองได้ปรับปรุงกระบวนการสร้างการ์ตูนจากเดิมที่มีถึง 11 ขั้นตอน เหลือเพียง 5 ขั้นตอน ซึ่งช่วยลดต้นทุนลงได้ถึง 37% ขณะที่บริษัท Suoyi Technology Enabled Vision ซึ่งเชี่ยวชาญด้านภาพคอมพิวเตอร์ 3 มิติและแอนิเมชันดิจิทัล ได้รวมคอนเทนต์ที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ หรือ AIGC เข้ากับกระบวนการผลิต ทำให้ลดวงจรการผลิตโดยรวมลง 60% และลดต้นทุนลงเหลือเพียง 50-60% ของค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม

ธุรกิจประเภทนี้ไม่ใช่สิ่งหายาก แต่พบเห็นได้ทั่วไปที่นี่ ปัจจุบัน ระเบียงวัฒนธรรมเหลียงจู่เป็นที่ตั้งขององค์กรธุรกิจขนาดใหญ่กว่า 1,000 แห่ง ซึ่งมีกำลังเติบโตสูงในด้านเนื้อหาดิจิทัล แอนิเมชัน และเกม ทำให้อารยธรรมอายุ 5,000 ปีแห่งนี้กลายเป็นทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระดับโลกต่างต้องการ

เพื่อสนับสนุนธุรกิจเหล่านี้ เขตอวี่หางได้ออกนโยบายอุตสาหกรรม 20 ฉบับ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมวัฒนธรรม โดยให้การสนับสนุนแบบครบวงจรตั้งแต่การสรรหาบุคลากรไปจนถึงการเปิดตัวโครงการ นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งกองทุนพัฒนาวรรณกรรมและศิลปะ มูลค่า 200 ล้านหยวน และกองทุนไมโคร-ดราม่า มูลค่า 200 ล้านหยวน เพื่ออัดฉีดเงินทุนในทุกส่วนของห่วงโซ่ ตั้งแต่การสร้างสรรค์ การถ่ายทำ ไปจนถึงการจัดจำหน่าย

ในปี 2567 เขตอวี่หางมีบริษัทด้านวัฒนธรรมเป็นจำนวนมากถึง 203 แห่ง ทำรายได้รวม 609.978 พันล้านหยวน และสร้างมูลค่าเพิ่ม 191.82 พันล้านหยวน ซึ่งทั้งสองตัวเลขคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 55% ของยอดรวมของหางโจว แสดงให้เห็นว่าในปัจจุบันเขตเพียงเขตเดียวมีส่วนสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมวัฒนธรรมของเมืองมากถึงครึ่งหนึ่ง

เสน่ห์ความน่าอยู่: คนหนุ่มสาวทั่วโลกมาลงหลักปักฐานในอวี่หางเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น

ไม่เพียงเฉพาะโอกาสทางอุตสาหกรรมที่สร้างความน่าดึงดูดให้กับเหลียงจู่ แต่สถานที่แห่งนี้ยังทำให้การใช้ชีวิตท่ามกลางประวัติศาสตร์กลายเป็นจริงได้ บรรยากาศที่น่าอยู่นี้ได้แผ่ขยายจากเขตเมืองใหม่เหลียงจู่ ครอบคลุมไปยังทุกอาณาบริเวณของเขตอวี่หาง ส่งผลให้คนหนุ่มสาวจากทั่วโลกตัดสินใจมาหลงหลักปักฐานที่นี่

เมื่อยามเย็นย่ำ สะพานอวี่อิง ริมทะเลสาบอวี่หู จะส่องสว่างด้วยแสงสีรุ้ง ทอดตัวอยู่เหนือน้ำราวกับเส้นโค้งลอยน้ำ รอบทะเลสาบมีแกลเลอรี่ศิลปะ ตลาด และลานกางเต็นท์ผุดขึ้น จนได้รับฉายาในหมู่คนหนุ่มสาวว่า "หอศิลป์ที่ไร้เพดานหรือกำแพง" ตลอดแนวท่าเรือเหลียงจู่ งานศิลปะจัดวางเชิงวัฒนธรรม 13 ชิ้น ประดับอยู่ตามทางสีเขียว บางชิ้นเลียนแบบรูปทรงของหยกฉง บางชิ้นมีลวดลายจากเครื่องปั้นดินเผาเหลียงจู่ พลิกโฉมริมน้ำธรรมดาในอดีตให้กลายเป็นระเบียงวัฒนธรรมกลางแจ้งที่เหมาะสำหรับการเดินเล่นและการถ่ายภาพ ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ อุทยานศิลปะและนวัตกรรมเหลียงจู่ 5000+ ยังได้เปิดตลาดวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนจัดนิทรรศการศิลปะอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยสร้างสีสันและเติมเต็มชีวิตชีวาให้กับสถานที่แห่งนี้

อวี่หางได้เชื่อมโยงทรัพยากรคุณภาพสูงใน 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ ระเบียงวัฒนธรรมเหลียงจู่ ระเบียงนวัตกรรมและเทคโนโลยีหางโจวตะวันตก และเส้นแกนกลางของศูนย์กลางเมืองใหม่ที่สำคัญของหางโจว

ในด้านหนึ่ง มรดกทางวัฒนธรรมและสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายได้มอบพื้นที่ที่หลากหลายสำหรับการเล่นกีฬา งานศิลปะ และการอ่านให้กับคนหนุ่มสาว ขณะที่ในอีกด้านหนึ่ง อุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่เฟื่องฟูได้เปิดขอบฟ้าอันกว้างใหญ่สำหรับนวัตกรรมและการเป็นผู้ประกอบการ เปลี่ยนวิสัยทัศน์ "สัมผัสประวัติศาสตร์ในเหลียงจู่ ไล่ล่าความฝันในอวี่หาง" ให้กลายเป็นความจริง

ขณะเดียวกัน สถานที่ทางวัฒนธรรมที่เป็นแลนด์มาร์กตลอดเส้นแกนกลาง เช่น คอนเสิร์ตฮอลล์ โรงละครขนาดใหญ่ และห้องสมุด ได้เพิ่มพลังชีวิตของวัยหนุ่มสาวให้กับเมือง ณ ชุมชนวัฒนธรรมดิจิทัลจีนเหลียงจู่ (China Liangzhu Digital Culture Community) บริษัทเกม แอนิเมชัน ภาพยนตร์/โทรทัศน์ และเมตาเวิร์ส ได้จ้างผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าดิจิทัลเกือบ 4,000 คน ซึ่งหลายคนย้ายมาจากเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง หรือแม้แต่ต่างประเทศ เนื่องจากถูกดึงดูดด้วยชื่อเสียงของอวี่หาง

จากแหล่งกำเนิดอารยธรรมเมื่อ 5,000 ปีที่แล้ว สู่กลไกหลักที่ขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพสูงของอวี่หางในปัจจุบัน เหลียงจู่ได้รักษารากเหง้าผ่านการอนุรักษ์ ปลดล็อกอนาคตด้วยเทคโนโลยี และรวมผู้คนเข้าด้วยกันผ่านคุณภาพชีวิตที่ยอดเยี่ยม เนินดินทุกแห่งที่นี่บรรจุชิ้นส่วนของประวัติศาสตร์ บริษัททุกแห่งบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ และคนหนุ่มสาวทุกคนกำลังเขียนเรื่องราวบทใหม่ของอารยธรรมนี้

สำหรับทั่วโลก เหลียงจู่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า มรดกโบราณและชีวิตสมัยใหม่ไม่เคยขัดแย้งกัน แต่สามารถเสริมสร้างพลังซึ่งกันและกัน สามารถเติบโตเคียงข้างกันเพื่อก้าวไปสู่อนาคตที่เปี่ยมด้วยพลังแห่งชีวิตอย่างแท้จริง


ที่มา: การประชุมเหลียงจู่ฟอรั่ม ครั้งที่ 3

Where Ancient Relics Dance with Modern Industry: China's Liangzhu Exemplifies Innovative Fusion of Culture, Technology


The 3rd Liangzhu Forum

The 3rd Liangzhu Forum will be held in Yuhang District, east China's Hangzhou from October 18 to 20, showcasing the symbiosis of global civilizations as well as an innovative way of how a city can blend the ancient and the modern.

In Yuhang, on one side lies the archaeological ruins of Liangzhu -- slumbering for 5,000 years -- where jade cong (ritual jade artifacts), ancient dams, and the layout of the old city stand as tangible proof of China's glorious early civilization. On the other, modern cities and communities evolve constantly; in sleek yet poetic workspaces, young innovators wield technology like a brush to script a new chapter of history.

Through the mutual empowerment of heritage protection and urban development, Yuhang has not only breathed life into this millennium-old legacy but also drawn cultural and creative industries, as well as global young talent, to take root. Today, it stands as a one-of-a-kind landmark -- where deep historical roots meet youthful energy.

Technology as a Shield: Keeping the Millennium-Old Heritage Visible and Secure

Preserving Liangzhu's earthen ruins was once a global challenge. In southern China's humid climate, soil erodes quickly; seepage, microbial activity, and even the faint thud of tourists' footsteps all threaten this fragile heritage. Instead of locking it away in sealed protection, Liangzhu turned to technology to build a digital safety net.

At the Laohuling Dam Ruins, a massive white protective shell wraps around the 5,000-year-old water conservancy project like an eggshell. Inside, water level gauges, infrared cameras, and small weather stations monitor humidity, temperature, and water levels in real time. The moment abnormal data is detected, the drainage system kicks in automatically. Across the entire 162-square-kilometer heritage protection zone, over 600 cameras, 5 drone ports, and underground sensor cables weave together a 3D intelligent monitoring network.

Technology is more than a guardian -- it is a time tunnel linking past and present. At the archaeological ruins of Liangzhu park, scanning a QR code near the Mojiaoshan Ruins makes a Neolithic palace "emerge" in visitors' phone screens, with wooden beams and thatched roofs crisply visible. Inside Liangzhu Museum, putting on AR glasses and reaching toward a jade cong in a display case brings a virtual version of the artifact "breaking out" and settling into the palm of one's hand.

This summer, a new VR project was introduced to elevate this experience further: donning headsets, visitors will "travel back" to Liangzhu 5,000 years ago, watching ancestors tend rice fields, carve jade in workshops, and hold rituals in plazas. In just 35 minutes, they will live through the rise and fall of this civilization.

"Cultural relics may fade, but data endures forever," says Luo Xiaohong, director of the digital information department at Liangzhu Museum. As early as 2014, Liangzhu launched its cultural relics digitization initiative. Now, a new round of data collection is underway: over 200 precious artifacts will gain permanent digital lives, ensuring that even thousands of years from now, people can still "touch" this civilization through a screen.

Culture as the Core: Liangzhu Cultural Corridor Becomes Fertile Ground for Global Digital Creativity

Liangzhu's allure extends beyond its ancient ruins. In 2022, Yuhang District launched the Liangzhu Cultural Corridor, with Liangzhu culture at its heart. This corridor weaves together Canal culture, Jingshan culture, Tiaoxi culture, and digital culture, advancing cultural development in a connected, corridor-style model, and emerging as an incubator for the global digital cultural industry.

Within the corridor's industrial ecosystem, the fusion of technology and culture spawns one innovation after another. At Small Design, employees can create a comic strip in just 90 seconds: the company's self-developed AI tool streamlines the 11-step traditional comic creation process to 5, cutting costs by 37%. Suoyi Technology Enabled Vision, a firm specializing in 3D computer imaging and digital animation, has integrated AIGC into its production workflow, slashing the overall cycle by 60% and reducing costs to 50-60% of the industry average.

Such enterprises are far from rare here. Today, the Liangzhu Cultural Corridor is home to over 1,000 enterprises above the designated size, with growing strength in digital content, animation, and gaming. This 5,000-year-old civilization has become a sought-after IP in the global creative industry.

To support these businesses, Yuhang District has rolled out 20 industrial policies to promote the cultural industry, offering end-to-end support from talent recruitment to project launch. It has also established a 200-million-yuan fund for literary and artistic development and a 200-million-yuan micro-drama fund, injecting capital into every link of the chain -- from creation and filming to distribution.

In 2024, 203 of Yuhang's cultural enterprises above the designated size achieved 609.978 billion yuan in revenue and 191.82 billion yuan in added value, accounting for over 55% of Hangzhou's total in both metrics. A single district now contributes half of the city's cultural industry growth.

Livability as Its Charm: Global Youth Settle in Yuhang to Share a Better Life

Liangzhu's appeal goes beyond industrial opportunities as it makes living amid history a reality. This livable atmosphere radiates from Liangzhu New City to the entire Yuhang District, drawing young people from around the world to build their homes here.

As evening falls, the Yuying Bridge by Yuhu Lake lights up with rainbow-hued glow, spanning the water like a floating arc. Around the lake, art galleries, markets, and camps have sprung up, earning it the nickname "an art gallery without ceilings or walls" among young people. Along Liangzhu Port, 13 cultural installations dot the greenway: some mimic the shape of jade cong, others bear patterns from Liangzhu pottery. What was once an ordinary riverbank has transformed into an open-air cultural corridor, which is perfect for strolling and photography. On weekends, the Liangzhu 5000+ art & innovation park hosts a steady stream of cultural and creative markets and art exhibitions, each more vibrant than the last.

Yuhang has linked high-quality resources across three key areas: the Liangzhu Cultural Corridor, the Hangzhou West Science and Technology Innovation Corridor, and the central axis of Hangzhou's major new urban center.

On one hand, abundant cultural heritage and facilities offer young people diverse spaces for sports, art, and reading. On the other, the thriving tech industry opens up vast horizons for innovation and entrepreneurship, turning the vision of "experiencing history in Liangzhu, chasing one's dream in Yuhang" into reality.

Along the central axis, landmark cultural venues like concert halls, grand theaters, and libraries add to the city's dynamic, youthful energy. At the China Liangzhu Digital Culture Community, enterprises covering games, animation, film/television, and the metaverse employ nearly 4,000 digital trade professionals, many of whom moved here from Shanghai, Beijing, or even abroad, lured by Yuhang's reputation.

From a cradle of civilization 5,000 years ago to a core engine driving Yuhang's high-quality development today, Liangzhu has preserved its roots through protection, unlocked the future with technology, and united people through a high quality of life. Every mound here holds a piece of history; every enterprise nurtures creativity; every young person writes a new chapter in this civilization's story.

For the world, Liangzhu stands as proof: ancient heritage and modern life are never at odds. They can empower each other, growing together into a future brimming with vitality.

Source: The 3rd Liangzhu Forum