Friday, June 12, 2026

NT พร้อมสนับสนุนหน่วยงานรัฐและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เตรียมความพร้อมสู่มาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระบบคลาวด์ของ สกมช. ก่อนมีผลบังคับใช้ 10 กันยายน 2569

 

ดร.วงกต วิจักขณ์สังสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานดิจิทัลและโซลูชัน บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)

บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ประกาศความพร้อมในการสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศให้พร้อมใช้บริการคลาวด์อย่างมั่นคงปลอดภัย รองรับการปฏิบัติตามมาตรฐานด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระบบคลาวด์ พ.ศ. 2567 ของคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 10 กันยายน 2569

มาตรฐานดังกล่าวเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศ โดยกำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับทั้งผู้ใช้บริการคลาวด์และผู้ให้บริการคลาวด์ ครอบคลุมการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัย การบริหารจัดการความเสี่ยง การคุ้มครองข้อมูล การควบคุมการเข้าถึง การบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ และการจัดเตรียมหลักฐานเพื่อการตรวจประเมินตามระดับความสำคัญของข้อมูลและระบบสารสนเทศ

ด้วยประสบการณ์ด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล คลาวด์ และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ NT พร้อมสนับสนุนหน่วยงานต่าง ๆ ให้สามารถวางแผนและดำเนินการ Cloud Transformation ได้อย่างเป็นระบบตั้งแต่การประเมินความพร้อมขององค์กร การการออกแบบสถาปัตยกรรมและระบบความปลอดภัยคลาวด์ การย้ายระบบขึ้นสู่คลาวด์ การบริหารจัดการระบบอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการจัดเตรียมเอกสารและหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจประเมิน

ดร.วงกต วิจักขณ์สังสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานดิจิทัลและโซลูชัน บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า

“การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบคลาวด์ไม่ควรเป็นแค่การย้ายระบบขึ้นสู่เทคโนโลยีใหม่ แต่ควรช่วยยกระดับการบริหารจัดการระบบงานให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และสอดคล้องกับกรอบการกำกับดูแลของประเทศ NT มีความพร้อมในการสนับสนุนหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนให้ใช้เทคโนโลยีคลาวด์ได้อย่างเต็มศักยภาพ ด้วยทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการระบบคลาวด์ขนาดใหญ่ รวมถึงประสบการณ์ในการให้บริการระบบคลาวด์กลางภาครัฐ ระบบคลาวด์กลางสาธารณสุข และบริการด้าน Cybersecurity ภายใต้มาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานต่าง ๆ จึงสามารถมั่นใจได้ว่าจะได้รับคำปรึกษาและบริการที่ออกแบบให้รองรับทั้งประสิทธิภาพ ความมั่นคงปลอดภัย และการปฏิบัติตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง”

หน่วยงานที่สนใจรับคำปรึกษาและประเมินความพร้อม สามารถติดต่อ NT ได้ที่ ntcloud@ntplc.co.th หรือเยี่ยมชม https://ntcloudsolutions.ntplc.co.th/

ปวดเข่าไม่ใช่เรื่องไกลตัว! คนไทยเสี่ยงข้อเข่าเสื่อมเพิ่มขึ้น การออกกำลังกายผิดวิธีอาจยิ่งทำร้ายข้อ


ในวันที่คนไทยให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายที่บ้านมากขึ้น “ลู่วิ่งไฟฟ้า” ไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์คาร์ดิโอเพื่อเผาผลาญพลังงานเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้การดูแลสุขภาพเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่กังวลเรื่องอาการปวดเข่า เข่าฝืด หรือแรงกระแทกระหว่างการเดินและวิ่ง

Johnson Fitness and Wellness จึงชวนคนไทยให้ความสำคัญกับการเลือกลู่วิ่งที่มี “ระบบรองรับแรงกระแทก” ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มความสบายในการใช้งาน ลดภาระต่อข้อเข่า และรองรับการออกกำลังกายในบ้านได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีผู้ใช้งานหลายช่วงวัย

ปัญหาอาการปวดเข่าและข้อเข่าเสื่อมกำลังเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น ทั้งในผู้สูงอายุ วัยกลางคน รวมถึงผู้ที่ใช้งานข้อเข่าหนักหรือออกกำลังกายผิดวิธี อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ ปวดรอบข้อเข่า เข่าฝืดตึงในช่วงเช้า ลุกนั่งแล้วเจ็บ ขึ้นลงบันไดไม่คล่อง มีเสียงกรอบแกรบ หรือเริ่มรบกวนกิจกรรมในชีวิตประจำวัน

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ในปี 2562 มีผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมทั่วโลกราว 528 ล้านคน เพิ่มขึ้น 113% เมื่อเทียบกับปี 2533 โดยพบที่ข้อเข่ามากที่สุดประมาณ 365 ล้านคนทั่วโลก ขณะที่ประเทศไทยมีข้อมูลจากกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าในปี 2561 มีคนไทยป่วยเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมมากกว่า 6 ล้านคน สะท้อนให้เห็นว่าการดูแลข้อเข่าไม่ใช่เรื่องของผู้สูงอายุเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนควรเริ่มใส่ใจตั้งแต่วันนี้

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพแนะนำว่า การออกกำลังกายยังคงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดูแลร่างกายและข้อเข่า แต่ควรเลือกกิจกรรมที่เหมาะสม ไม่หักโหมเกินไป และลดแรงกระแทกที่อาจเกิดขึ้นกับข้อต่อ โดยเฉพาะผู้ที่มีน้ำหนักเกิน เคยบาดเจ็บบริเวณเข่า หรือเริ่มมีอาการปวดเข่าระหว่างเดิน วิ่ง หรือลงน้ำหนัก

ด้วยเหตุนี้ การเลือกลู่วิ่งไฟฟ้าสำหรับใช้งานที่บ้านจึงไม่ควรพิจารณาเพียงความเร็ว โปรแกรมออกกำลังกาย หรือดีไซน์เท่านั้น แต่ควรให้ความสำคัญกับโครงสร้าง ความมั่นคงของเครื่อง พื้นที่วิ่ง และระบบรองรับแรงกระแทกที่ช่วยให้ทุกก้าวนุ่มนวลและใช้งานได้มั่นใจมากขึ้น

หนึ่งในรุ่นที่โดดเด่นด้านการรองรับแรงกระแทกคือ Matrix TF50 ลู่วิ่งไฟฟ้าที่มาพร้อมเทคโนโลยี Ultimate Deck System ซึ่งผสานการทำงานของโครงสร้าง กระดานวิ่ง และระบบรองรับแรงกระแทกเข้าด้วยกัน เพื่อช่วยให้การเดินหรือวิ่งมีความนุ่มนวลและมั่นคง เหมาะสำหรับบ้านที่ต้องการลู่วิ่งคุณภาพสูงสำหรับใช้งานต่อเนื่อง หรือครอบครัวที่มีผู้ใช้งานหลายคน

อีกหนึ่งรุ่นที่น่าสนใจคือ Bowflex T9 ที่มาพร้อมระบบรองรับแรงกระแทก FlexZone™ XL Deck System พื้นที่วิ่งกว้างขึ้น และระบบ FlexZone™ ที่ช่วยเพิ่มการรองรับและความมั่นคงระหว่างใช้งาน เหมาะทั้งสำหรับการเดินเร็ว จ๊อกกิง หรือวิ่งออกกำลังกายที่บ้านอย่างจริงจัง

Johnson Fitness and Wellness เชื่อว่า การออกกำลังกายที่ดีไม่ใช่แค่การทำให้ร่างกายแข็งแรงในวันนี้ แต่ต้องช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถดูแลสุขภาพได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว สำหรับผู้ที่ใส่ใจเรื่องข้อเข่า การเลือกลู่วิ่งที่มีระบบรองรับแรงกระแทกอย่างเหมาะสม จึงเป็นอีกหนึ่งการลงทุนเพื่อสุขภาพที่คุ้มค่าและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่

ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ johnson.co.th หรือสอบถามข้อมูลที่ โทร. 02-751-9360, 090-090-6797 และอีเมล jhtthailand@johnsonfitness.com

ไทยร้อนแตะ 43 องศาฯ บ้านยังไหวไหม? “ตราภูเขา” เปิด 3 หลังคาไวนิล รับมือปัญหาบ้านร้อน-เสียงดัง

“ตราภูเขา” แบรนด์ผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุไวนิลและพลาสวูด เปิดตัว 3 หลังคาไวนิล ตราภูเขา รุ่นเด่น ได้แก่ PR-7, PR-8 และ PR-9 สำหรับงานหลังคาหลักของบ้าน ชูจุดเด่นเทคโนโลยี uPVC Foaming ที่ช่วยเป็นฉนวนกันความร้อนและช่วยซับเสียงในตัว ตอบโจทย์บ้านไทยที่ต้องรับมือทั้งอากาศร้อนจัด ความร้อนสะสมใต้หลังคา และเสียงฝนรบกวนในชีวิตประจำวัน

หลังคาไวนิล ตราภูเขา ทั้ง 3 รุ่นถูกพัฒนาให้ตอบโจทย์ทั้งเจ้าของบ้าน นักออกแบบ และช่างติดตั้งที่ต้องการวัสดุหลังคาที่สวย ใช้งานได้จริง และดูแลรักษาง่าย โดยมีคุณสมบัติเด่นด้านการช่วยลดความร้อนใต้หลังคา ช่วยซับเสียง น้ำหนักเบา ทนความชื้น ปลอดปัญหาปลวกและเชื้อรา พร้อมรองรับการใช้งานระยะยาวสำหรับบ้านยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับทั้งความสบายและคุณภาพชีวิต

หลังคาไวนิล รุ่น PR-7 ดับเบิ้ลล็อก เป็นรุ่นยอดนิยมที่มาพร้อมดีไซน์ลอนเหลี่ยมสไตล์โมเดิร์น ความกว้าง 25 เซนติเมตร จุดเด่นอยู่ที่ระบบ “ดับเบิ้ลล็อก” หรือล็อกเข้าลิ้น 2 ชั้น ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยเพิ่มความมั่นใจในการป้องกันการรั่วซึม โดยเฉพาะในช่วงฝนตกหนัก เหมาะสำหรับบ้านที่ต้องการหลังคาที่ครบทั้งความสวยงาม ความคุ้มค่า และการติดตั้งที่รวดเร็ว

หลังคาไวนิล รุ่น PR-8 เมาท์เทนล็อก โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี Mountain Lock เอกสิทธิ์เฉพาะของตราภูเขา ซึ่งผสานระบบล็อกเข้าลิ้นเข้ากับการครอบลอน พร้อมซ่อนหัวสกรูอย่างแนบเนียน ทำให้ได้ผืนหลังคาที่เรียบสวย ทันสมัย และดูเรียบร้อย เหมาะกับบ้านสไตล์มินิมอล อาคารสมัยใหม่ หรือโครงการที่ต้องการความเนี้ยบของงานดีไซน์เป็นพิเศษ

หลังคาไวนิล รุ่น PR-9 เมาท์เทนล็อก เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดที่ออกแบบมาสำหรับงานหลังคาหลักโดยเฉพาะ มาพร้อมระบบ Mountain Lock และขยายความกว้างพิเศษถึง 50 เซนติเมตร ใช้เพียง 2 แผ่นต่อเมตร ช่วยลดจำนวนรอยต่อ ลดเวลาการติดตั้ง และเพิ่มความรวดเร็วในการทำงาน เหมาะสำหรับโครงการก่อสร้างที่ต้องการส่งมอบงานอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรองรับการถอดเปลี่ยนหรือซ่อมแซมเฉพาะแผ่นได้ง่ายในอนาคต

การเปิดตัวหลังคาไวนิลทั้ง 3 รุ่นเกิดขึ้นท่ามกลางสภาพอากาศของประเทศไทยที่ร้อนต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่าในเดือนเมษายน 2569 ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนอบอ้าวโดยทั่วไป และบางพื้นที่มีอุณหภูมิสูงสุด 42.0–43.0 องศาเซลเซียส ขณะที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีอุณหภูมิสูงสุด 39.0–41.0 องศาเซลเซียส สะท้อนให้เห็นว่า “บ้านร้อน” ยังคงเป็นโจทย์สำคัญของการอยู่อาศัยในประเทศไทย

นอกจากความร้อนแล้ว เสียงฝนที่ตกกระทบหลังคายังเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่รบกวนการพักผ่อน โดยเฉพาะในช่วงที่ฝนเริ่มตกถี่ขึ้นในหลายพื้นที่ การเลือกวัสดุหลังคาที่ช่วยซับเสียงได้จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญสำหรับบ้านที่ต้องการความสงบและความสบายในการอยู่อาศัย

นอกจากจุดเด่นด้านการช่วยลดความร้อนและซับเสียง หลังคาไวนิลตราภูเขายังออกแบบให้ทนความชื้น ไม่ลามไฟ และรับประกัน 10 ปีไม่แห้ง กรอบ แตก อีกทั้งยังรองรับการสั่งผลิตความยาวพิเศษได้สูงสุดถึง 20 เมตร พร้อมจัดส่งภายใน 3–5 วันทำการ ช่วยลดเศษวัสดุจากการตัดหน้างาน และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับงานออกแบบและติดตั้งได้มากขึ้น

ตราภูเขา ย้ำแนวคิด Mindful Innovation หรือการพัฒนานวัตกรรมที่เข้าใจทั้งคนทำบ้านและคนอยู่บ้าน ผ่านวัสดุก่อสร้างที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง ควบคู่กับการใส่ใจสุขภาวะและสิ่งแวดล้อม โดยผลิตภัณฑ์หลังคาไวนิลของตราภูเขาเป็นผลิตภัณฑ์ไร้สารตะกั่ว และออกแบบมาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในระยะยาว

เกี่ยวกับตราภูเขา

กว่า 36 ปีในอุตสาหกรรม “ตราภูเขา” คือผู้ผลิตและจัดจำหน่ายหลังคาไวนิลและแผ่นพลาสวูดคุณภาพสูง ภายใต้ปรัชญาการออกแบบที่เข้าใจชีวิต ผลิตภัณฑ์ของตราภูเขามุ่งเน้นนวัตกรรมที่ใส่ใจมนุษย์ ธรรมชาติ และการใช้งานที่ยั่งยืน

ศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์และการสั่งซื้อได้ที่ https://thaiplastwood.com/roof/ หรือติดต่อตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

เมืองสุยโจวจัดพิธีสักการะจักรพรรดิเหยียนอย่างยิ่งใหญ่ สืบสานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติ

 คณะกรรมการจัดพิธีสักการะจักรพรรดิเหยียนแห่งสุยโจว

เช้าวันที่ 11 มิถุนายน (ตรงกับวันที่ 26 เดือน 4 ตามปฏิทินจันทรคติจีน อันเป็นวันคล้ายวันประสูติของจักรพรรดิเหยียน) ได้มีการจัดพิธีสักการะครั้งยิ่งใหญ่เพื่อรำลึกถึง "จักรพรรดิเหยียน" ปฐมบรรพชนแห่งการเกษตรและการแพทย์ของชนชาติจีน ณ เมืองสุยโจว มณฑลหูเป่ย ทางภาคกลางของจีน อันเป็นถิ่นกำเนิดของจักรพรรดิเหยียน ผู้เป็นที่รู้จักในอีกพระนามหนึ่งว่า "เสินหนง" หรือ "เทพกสิกร"

พิธีดังกล่าวจัดขึ้นโดยความร่วมมือของสำนักงานกิจการไต้หวันแห่งคณะมุขมนตรีจีน สหพันธ์วงการวรรณกรรมและศิลปะแห่งประเทศจีน สหพันธ์ชาวจีนโพ้นทะเลที่หวนคืนสู่มาตุภูมิ สมาคมวัฒนธรรมเหยียน-หวงแห่งประเทศจีน และรัฐบาลประชาชนมณฑลหูเป่ย โดยมีชาวจีนจากฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวัน รวมถึงผู้แทนชาวจีนโพ้นทะเล ตลอดจนบุคคลจากหลากหลายวงการเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

พิธีเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการท่ามกลางท่วงทำนองอันสง่างามของระฆังโบราณ โดยดำเนินการอย่างเคร่งครัดตามแบบแผนพิธีสักการะเสินหนงแห่งสุยโจว ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติของจีน พิธีประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญ 9 ประการ ได้แก่ การประโคมกลองและระฆัง การเปิดประตูศักดิ์สิทธิ์ การจุดเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ การถวายกระเช้าดอกไม้ การถวายธูปสักการะบรรพชน การกล่าวบทสดุดี การแสดงความเคารพต่อบรรพชนร่วมกัน การขับร้องบทสรรเสริญ และการสักการะรูปเคารพศักดิ์สิทธิ์

เมืองสุยโจวได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดสำคัญของดนตรีพิธีการ และยังเป็นที่ตั้งของ "เปียนจง" หรือชุดระฆังสัมฤทธิ์แห่งเจิงโหวอี้ ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น "สิ่งมหัศจรรย์อันดับแปดของโลก" เสียงประโคมกลองโบราณขนาดใหญ่และเสียงระฆังกังวานขับเน้นบรรยากาศอันสง่างาม เปี่ยมด้วยความขลังและความเคารพตลอดทั้งพิธี ซึ่งดำเนินไปอย่างกระชับ เป็นระเบียบ และสมพระเกียรติ

ขณะเดียวกัน ชุมชนท้องถิ่นยังได้ยกระดับพิธีสักการะจักรพรรดิเหยียนประจำปีให้เป็นกิจกรรมการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง โดยในส่วนของพิธีการ นักเรียนนักศึกษาในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษาในเมืองสุยโจวได้เข้าร่วมขบวนพิธีและการแสดงทางวัฒนธรรม ขณะที่การเผยแพร่วัฒนธรรมสู่สาธารณชนก็ได้รับการส่งเสริมควบคู่กันไป ผ่านการบูรณาการวัฒนธรรมจักรพรรดิเหยียนเข้ากับการให้ความรู้ในสถานศึกษา การทำกิจกรรมของชุมชน รวมถึงการหล่อหลอมอัตลักษณ์และจิตวิญญาณของเมือง เพื่อธำรงรักษาขนบธรรมเนียมอันทรงคุณค่านี้ให้คงอยู่และสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมสนับสนุนต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเมษายนถึงมิถุนายน โดยมีกิจกรรมแลกเปลี่ยนหลากหลายรูปแบบสำหรับชาวจีนจากฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน ตลอดจนชาวจีนโพ้นทะเล เพื่อให้ได้สัมผัสและเรียนรู้วัฒนธรรมของเมืองสุยโจวอย่างแท้จริง

ที่มา: คณะกรรมการจัดพิธีสักการะจักรพรรดิเหยียนแห่งสุยโจว

Chinese Ancestor Emperor Yan's Hometown Suizhou Holds Worship Ceremony


 Organizing Committee of the Worship Ceremony for Emperor Yan in Suizhou

On the morning of June 11 (the 26th day of the fourth lunar month, the birthday of Emperor Yan), a grand worship ceremony for the pioneer of Chinese farming and medicine took place in Suizhou City, central China's Hubei Province, the hometown of Emperor Yan, also known as Shennong or the "Celestial Farmer."

Co-hosted by the Taiwan Affairs Office of the State Council, China Federation of Literary and Art Circles, All-China Federation of Returned Overseas Chinese, Association for Yan Huang Culture of China and the People's Government of Hubei Province, the event drew attendees including compatriots from Hong Kong, Macao and Taiwan, representatives of overseas Chinese and guests from all walks of life.

The ceremony officially commenced amid the elegant music of ancient chime bells. Strictly following the rituals of Suizhou Shennong worship ceremony, a national intangible cultural heritage, the event consisted of nine procedures: sounding drums and bells, opening the sacred gate, lighting the sacred flame, presenting flower baskets, offering incense to the ancestor, reciting eulogies, paying collective homage to the ancestor, singing odes in praise, and viewing the sacred statue.

As a renowned cradle of ritual music, Suizhou is home to the Bianzhong (bronze chime bell sets) of Marquis Yi of Zeng, known as the "eighth wonder of the world." The beating of large ancient drums and ringing of chime bells created a solemn and reverent atmosphere throughout the ceremony, which was organized in a concise and efficient manner.

It is worth noting that the local community has turned the annual worship ritual for Emperor Yan into a regular cultural inheritance initiative. For the ceremonial activities, primary, secondary and university students from Suizhou formed ritual teams and gave cultural performances. For public outreach, Emperor Yan culture has been integrated into school education, community culture and the city's spirit, keeping this time-honored tradition alive and passing it down from generation to generation.

A series of supporting events was also held from April to June. A number of exchange activities were organized for compatriots from Hong Kong, Macao, Taiwan and overseas Chinese to experience the culture of Suizhou.

Source: Organizing Committee of the Worship Ceremony for Emperor Yan in Suizhou

Thursday, June 11, 2026

โรงพยาบาล The Senior และ NextMove Rehabilitation เปิดตัว“ศูนย์ฟื้นฟูอัจฉริยะ” ผสานเทคโนโลยีสมอง ระบบประสาท และหุ่นยนต์ฟื้นฟู เพื่อยกระดับการดูแลผู้ป่วย Stroke


โรงพยาบาล The Senior รัชโยธิน ร่วมกับ NextMove Rehabilitation by InterRehab จัดงาน “6.6 Grand Opening” เปิดตัวศูนย์ฟื้นฟูอัจฉริยะอย่างเป็นทางการ เพื่อยกระดับการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ผู้ป่วยหลังผ่าตัด ผู้ที่มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว และผู้สูงอายุ ผ่านการบูรณาการเทคโนโลยีกระตุ้นสมอง ระบบประสาท และหุ่นยนต์ฟื้นฟู เข้ากับองค์ความรู้ทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูสมัยใหม่และการออกแบบโปรแกรมฟื้นฟูเฉพาะบุคคล ภายใต้แนวคิด “Every Recovery Deserves Its Best Chance” หรือ “เพราะทุกการฟื้นตัวควรได้รับโอกาสที่ดีที่สุด” สะท้อนความมุ่งมั่นในการเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้บริหารและทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์ด้านการฟื้นฟูสมัยใหม่ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสเทคโนโลยีฟื้นฟูจริง ทั้งกลุ่มเทคโนโลยีกระตุ้นสมอง หุ่นยนต์ฟื้นฟูการเดิน หุ่นยนต์ฟื้นฟูมือ และระบบการฝึกเคลื่อนไหวอัจฉริยะที่ถูกนำมาใช้ร่วมกับโปรแกรมฟื้นฟูเฉพาะบุคคล

คุณสิทธิศักดิ์ ผาณิตพจมาน กรรมการบริษัท อินเตอร์ ฟาร์มา เมดเทค จำกัด กล่าวว่า

“ความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาล The Senior และ NextMove Rehabilitation เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ร่วมกันในการพัฒนาการดูแลผู้ป่วย Stroke และผู้ป่วยในกลุ่มที่มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว ให้เข้าถึงเทคโนโลยีการฟื้นฟูที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น เราเชื่อว่าการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาผสานกับองค์ความรู้ทางการแพทย์และทีมสหวิชาชีพ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวของผู้ป่วย และสนับสนุนให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพมากที่สุด”

ด้าน นพ.ฐชิภัทร เสรีอรุโณ Chief Technical Officer บริษัท อินเตอร์ ฟาร์มา เมดเทค จำกัด กล่าวถึงทิศทางของการฟื้นฟูในปัจจุบันและอนาคตไว้อย่างน่าสนใจว่า “ในปัจจุบันเทคโนโลยีและเครื่องมือที่ใช้ในการฟื้นฟูผู้ป่วย โดยเฉพาะกลุ่มโรคหลอดเลือดสมองและกลุ่มโรคทางระบบประสาท มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด อาทิ เทคโนโลยีกระตุ้นสมองแบบไม่รุกล้ำ หรือหุ่นยนต์ฝึกการเคลื่อนไหว และการยืนเดินทรงตัว ทำให้สามารถเติมเต็มช่องว่างที่เกิดจากข้อจำกัดของการฟื้นฟูแบบเดิม จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการฝึก และเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวให้กับผู้เข้ารับการฟื้นฟู”

ทั้งนี้ นพ.ฐชิภัทร ได้เน้นย้ำถึงความตั้งใจในการจัดตั้งศูนย์ฟื้นฟูอัจฉริยะ Nextmove นี้ขึ้นเพราะต้องการให้ผู้ป่วยได้เข้าถึงการฟื้นฟูที่ทันสมัย ครบวงจร ให้การดูแลด้วยแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและวิชาชีพที่มีประสบการณ์โดยเฉพาะ ภายใต้ค่าบริการที่สมเหตุสมผล สมกับหัวใจของการทำงานของศูนย์ที่ว่า “ทุกการฟื้นตัว ควรได้รับโอกาสที่ดีที่สุด”

ภายในงานยังมีการพูดคุยในหัวข้อ “หลังเป็น Stroke แล้ว นอกจากกายภาพแล้วต้องทำอะไร” โดย นพ.กฤต วรรณพฤกษ์ ผู้อำนวยการและอายุรแพทย์ โรงพยาบาล The Senior ซึ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องหลังพ้นระยะวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมปัจจัยเสี่ยง การป้องกันการเกิด Stroke ซ้ำและภาวะแทรกซ้อน การฟื้นฟูร่างกายและดูแลจิตใจ และการดูแลสุขภาพโดยรวม เพื่อสนับสนุนผลลัพธ์การรักษาในระยะยาว

ขณะที่ พญ.ภาสินี ธีระภาพ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู จาก NextMove Rehabilitation ได้ร่วมแบ่งปันความรู้ในหัวข้อ “การเร่งประสิทธิภาพการฟื้นตัวสูงสุด สำหรับผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต” โดยอธิบายถึงหลักการฟื้นฟูผู้ป่วย Stroke ในยุคปัจจุบัน ที่ให้ความสำคัญกับ Neuroplasticity หรือความสามารถของสมองในการสร้างการเชื่อมต่อใหม่ รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกระตุ้นสมองและหุ่นยนต์ฟื้นฟู เพื่อเพิ่มความเข้มข้น คุณภาพ และประสิทธิภาพของการฝึกฟื้นฟู

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน คือการสาธิตแนวคิด Advanced Closed-Loop Neurorehabilitation ซึ่งเป็นการบูรณาการการกระตุ้นสมอง เทคโนโลยีกระตุ้นระบบประสาทส่วนปลาย และหุ่นยนต์ฟื้นฟูการเคลื่อนไหวเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างวงจรการเรียนรู้ของสมองและร่างกายอย่างต่อเนื่อง ช่วยส่งเสริมกระบวนการฟื้นตัวของระบบประสาทได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผู้เข้าร่วมงานยังได้สัมผัสเทคโนโลยีต่าง ๆ ภายในศูนย์ อาทิ

  • เทคโนโลยีกระตุ้นสมอง ได้แก่ TMS (Transcranial Magnetic Stimulation) และ tDCS (Transcranial Direct Current Stimulation)
  • เทคโนโลยีกระตุ้นระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ได้แก่ PMS (Peripheral Magnetic Stimulation)
  • หุ่นยนต์ฟื้นฟูการเดิน ได้แก่ HIWIN Gait Training Robot, ExoAtlet Wearable Exoskeleton
  • หุ่นยนต์ฝึกการเคลื่อนไหวมือและแขน Syrebo Robotic Hand Rehabilitation
  • ระบบฝึกการเคลื่อนไหวและการทรงตัว Motion Training
  • โปรแกรมฝึกสมองและสมาธิผ่านการวิเคราะห์คลื่นสมองและเสียงบำบัด OmniFit Neurofeedback
  • เทคโนโลยีฟื้นฟูอาการปวดและเนื้อเยื่อ ได้แก่ Shockwave Therapy, High-Intensity Laser Therapy (HILT) และ TECAR Therapy

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการแบ่งปันประสบการณ์จากผู้ป่วยและครอบครัวที่เคยเข้ารับการฟื้นฟูจริง เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ตลอดจนบทบาทของครอบครัวและผู้ดูแลในการสนับสนุนการรักษา โดยผู้ร่วมงานได้เห็นตัวอย่างของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีฟื้นฟูสมัยใหม่ร่วมกับการดูแลโดยทีมสหวิชาชีพ เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวและการกลับไปใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วย

การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ดังกล่าวยังช่วยตอกย้ำแนวคิดของ NextMove Rehabilitation ที่มุ่งเน้นการฟื้นฟูแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Rehabilitation) ผ่านการผสานองค์ความรู้ทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู เทคโนโลยีด้านสมอง ระบบประสาท และหุ่นยนต์ฟื้นฟู เพื่อมุ่งสู่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

การเปิดตัวศูนย์ฟื้นฟูอัจฉริยะ NextMove Rehabilitation ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับบริการด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูในประเทศไทย ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ทางการแพทย์ เทคโนโลยีด้านสมอง ระบบประสาท และหุ่นยนต์ฟื้นฟู เข้ากับการดูแลโดยทีมสหวิชาชีพ เพื่อเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว พร้อมตอกย้ำพันธกิจของ NextMove Rehabilitation ภายใต้แนวคิด “Every Recovery Deserves Its Best Chance” ที่เชื่อว่าทุกการฟื้นตัวควรได้รับโอกาสที่ดีที่สุดในการกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

Wednesday, June 10, 2026

เมืองนิเวศเทียนจิน จีน-สิงคโปร์ ต้นแบบการสร้าง "บาร์ออกซิเจนตามธรรมชาติ" ใจกลางเมือง

รายงานล่าสุดจากคณะกรรมการบริหารเมืองนิเวศเทียนจิน จีน-สิงคโปร์ (China-Singapore Tianjin Eco-City) ระบุว่า ความเข้มข้นของไอออนออกซิเจนประจุลบที่ตรวจวัดได้ในสวนสาธารณะหย่งติ้งโจว (Yongdingzhou Park) ภายในเมืองนิเวศแห่งนี้ อยู่ในระดับสูงถึง 7,100 ไอออนต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ในเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งนับเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์สำหรับช่วงเวลาดังกล่าว


ไอออนออกซิเจนประจุลบ หรือที่เรียกกันว่า "วิตามินในอากาศ" เป็นตัวชี้วัดสำคัญด้านคุณภาพอากาศ โดยยิ่งมีความเข้มข้นสูงเท่าใด อากาศก็จะยิ่งรู้สึกสะอาดสดชื่นมากขึ้นเท่านั้น ไอออนออกซิเจนประจุลบสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ผ่านระบบทางเดินหายใจและผิวหนัง จึงมีส่วนช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ทั้งระบบทางเดินหายใจ ระบบประสาท ระบบเผาผลาญ ระบบภูมิคุ้มกัน รวมถึงระบบหัวใจและหลอดเลือด


ตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมา เมืองนิเวศเทียนจิน จีน-สิงคโปร์ มุ่งมั่นบูรณาการการพัฒนาเมืองเข้ากับธรรมชาติอย่างกลมกลืน และได้พิสูจน์ให้เห็นว่า "บาร์ออกซิเจนตามธรรมชาติ" (Natural Oxygen Bar) หรือพื้นที่สีเขียวที่มีอากาศบริสุทธิ์ มิได้จำกัดอยู่เพียงในพื้นที่ภูเขาสูงหรือป่าทึบเท่านั้น แต่สามารถพัฒนาให้เกิดขึ้นได้ในสวนสาธารณะใจกลางเมืองเช่นเดียวกัน


สวนหย่งติ้งโจวเป็นสวนสาธารณะใจกลางเมืองแห่งแรก ๆ ที่เปิดให้บริการในเมืองนิเวศเทียนจิน จีน-สิงคโปร์ สำหรับแนวคิดการออกแบบมุ่งเน้นพื้นที่สีเขียวกว้างใหญ่และการปลูกต้นไม้หนาแน่น โดยครอบคลุมพื้นที่สีเขียวมากถึง 184,000 ตารางเมตร และนับเป็นพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของต้นไม้มากที่สุดในเมืองนิเวศแห่งนี้


เมืองนิเวศเทียนจิน จีน-สิงคโปร์ มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาเมืองให้เป็น "เมืองแห่งสวน" โดยได้วางแผนและพัฒนาพื้นที่ในลักษณะบูรณาการ ครอบคลุมทั้งแม่น้ำ ทะเล และเขตเมืองอย่างเชื่อมโยงกัน ส่งผลให้มีพื้นที่สีเขียวรวมทั้งสิ้น 12 ล้านตารางเมตร ขณะเดียวกัน พื้นที่สีเขียวในสวนสาธารณะต่อหัวประชากรยังอยู่ในระดับสูงเกือบสามเท่าของค่าเฉลี่ยระดับชาติของเมืองต่าง ๆ ในประเทศจีน


สวนสาธารณะจำนวนมากถูกจัดวางกระจายตัวอยู่ตามแนวแม่น้ำ ทะเลสาบ อ่าว และชายฝั่ง อาทิ สวนมิตรภาพจีน-สิงคโปร์ (China-Singapore Friendship Garden) สวนกานลู่ซี (Ganluxi Park) สวนหนานหว่าน (Nanwan Park) และสวนตงตี้ (Dongdi Park) ซึ่งได้หลอมรวมเป็นเครือข่ายสวนสาธารณะหลากหลายระดับที่เชื่อมโยงทั่วทั้งเมือง


เมืองนิเวศเทียนจิน จีน-สิงคโปร์ ได้พัฒนาเส้นทางสีเขียวภายในเมืองรวมระยะทางทั้งสิ้น 151 กิโลเมตร โดยขณะนี้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ 65.6 กิโลเมตร เส้นทางสีเขียวเหล่านี้ทำหน้าที่เชื่อมโยงสวนสาธารณะ พื้นที่ชุ่มน้ำ และพื้นที่ชายฝั่งเข้าด้วยกัน ก่อให้เกิดเครือข่ายพื้นที่สีเขียวที่ต่อเนื่องและสามารถรองรับการใช้งานได้อย่างหลากหลาย


เมืองนิเวศแห่งนี้ยึดมั่นแนวคิด "สวนบำบัด" (Therapeutic Garden) ของสิงคโปร์ โดยได้พัฒนาสวนสาธารณะภายในเมืองให้มีคุณค่าทางอารมณ์ นอกเหนือจากการเป็นพื้นที่ชมวิวและพักผ่อนหย่อนใจ ผ่านการผสานการบำบัดด้วยพืชพรรณเข้ากับการออกแบบภูมิทัศน์อย่างสวยงาม เพื่อสร้างพื้นที่ที่ส่งเสริมทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต และเป็นมิตรต่อผู้คนทุกเพศทุกวัย ตลอดจนยกระดับสวนสาธารณะใจกลางเมืองให้เป็นพื้นที่ที่เอื้อต่อการผ่อนคลายและฟื้นฟูจิตใจอย่างแท้จริง


ในปี 2567 เมืองนิเวศเทียนจิน จีน-สิงคโปร์ ได้รับรางวัลต้นแบบด้านสิ่งแวดล้อมและการตั้งถิ่นฐานมนุษย์ (China Human Settlements and Environment Exemplary Award) จากกระทรวงการเคหะและการพัฒนาเมืองและชนบทของจีน ต่อมาในปี 2568 ยังได้รับรางวัลการตั้งถิ่นฐานมนุษย์และเมืองใหม่ยั่งยืน (New Sustainable Cities and Human Settlements Awards) จากการประชุมโลกว่าด้วยการตั้งถิ่นฐานมนุษย์ (Global Forum on Human Settlements) ซึ่งนับเป็นความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์สำหรับเมืองของจีน ที่สามารถคว้ารางวัลระดับนานาชาติอันทรงเกียรติดังกล่าว


ที่มา: คณะกรรมการบริหารเมืองนิเวศเทียนจิน จีน-สิงคโปร์

China-Singapore Tianjin Eco-City Builds Urban "Natural Oxygen Bar"

According to the latest release from the Administrative Committee of the China-Singapore Tianjin Eco-City, the concentration of negative oxygen ions monitored at Yongdingzhou Park within the eco-city reached 7,100 ions per cubic centimeter in May 2026, hitting a record high for the same period in history.


Known as "vitamins in the air," negative oxygen ions are a key indicator of air quality. The higher their concentration, the fresher and more invigorating the air feels. Absorbed through the respiratory tract and skin, negative oxygen ions benefit the human respiratory, nervous, metabolic, immune and cardiovascular systems.


Over more than a decade, the China-Singapore Tianjin Eco-City has strived to integrate urban development seamlessly with nature. It proves that natural oxygen bars are not exclusive to remote mountains and dense forests - they can also thrive right in urban parks.


Yongdingzhou Park is one of the earliest urban parks put into operation in the eco-city. Adopting the design concept of extensive green coverage and dense plantation, it covers a green area of 184,000 square meters and boasts the highest vegetation density across the entire eco-city.


In its drive to build a city of gardens, the eco-city has formed an integrated spatial pattern of rivers, sea and urban areas. Its total green space spans 12 million square meters, and the per capita park green area is nearly three times the national average for Chinese cities.


Scattered along rivers, lakes, bays and coasts are a host of parks, including China-Singapore Friendship Garden, Ganluxi Park, Nanwan Park and Dongdi Park, forming a multi-level park network.


The eco-city has planned a total of 151 kilometers of urban greenways, of which 65.6 kilometers have been completed. These greenways connect parks, wetlands and coastal areas, forming a continuous, multi-functional green network.


Drawing on Singapore's concept of therapeutic gardens, the eco-city endows its parks with emotional value beyond sightseeing and leisure. Combining horticultural therapy with landscape design, it has created all-age-friendly spaces for physical and mental wellness, turning urban parks into ideal retreats for relaxation and healing.


The China-Singapore Tianjin Eco-City was awarded the China Human Settlements and Environment Exemplary Award by the Ministry of Housing and Urban-Rural Development in 2024. In 2025, it won the New Sustainable Cities and Human Settlements Awards from the Global Forum on Human Settlements, making a historic breakthrough for Chinese cities in this international accolade.


Source: China-Singapore Tianjin Eco-City Administrative Committee

Tuesday, June 9, 2026

"คลาสสิโก" เปิดตัว "โปเกมอน คอลเลกชัน" ชุดสครับสุดคิ้วท์ ให้ "พกความน่ารักของโปเกมอนตัวโปรดไปกับคุณได้ทุกที่"

 คลาสสิโก อิงค์

คลาสสิโก อิงค์ (Classico, Inc.) แบรนด์ชุดแพทย์จากญี่ปุ่น ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงโตเกียว ประกาศเปิดตัวคอลเลกชันสุดพิเศษที่ทุกคนตั้งตารออย่าง #ClassicoPokemonCollection ในภูมิภาคเอเชีย เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา ครอบคลุมทั้งในสิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ภูมิภาคไต้หวัน และไทย โดยการขยายตลาดสู่กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ทั่วเอเชียในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากกระแสตอบรับอย่างล้นหลามในการเปิดตัวครั้งแรกที่ญี่ปุ่น ประกอบกับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากลูกค้าในต่างประเทศ

รูปภาพ 1: โปเกมอน คอลเลกชัน
https://cdn.kyodonewsprwire.jp/prwfile/release/M109100/202605299968/_prw_PI1fl_j0lA63u6.jpg

ไลน์อัปสินค้า
R53 / R54 ชุดสครับโปเกมอน เสื้อและกางเกง (ใส่ได้ทั้งชายและหญิง)

ชุดสครับในคอลเลกชันนี้เปิดตัวมาพร้อมกันทั้งหมด 4 ดีไซน์ ได้แก่ พิคาชู (Pikachu), กลุ่มโปเกมอนคู่หูเริ่มต้นแห่งภูมิภาคคันโตอย่างฟุชิกิดาเนะ (Bulbasaur) ฮิโตคาเงะ (Charmander) เซนิกาเมะ (Squirtle), อีวุย (Eevee) และคาบิกอน (Snorlax) โดยทุกดีไซน์โดดเด่นด้วยการเลือกใช้โทนสีของเนื้อผ้าและการปักลวดลายที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเอกลักษณ์ของโปเกมอนแต่ละตัว ซึ่งรายละเอียดการออกแบบเหล่านี้ตั้งใจรังสรรค์ขึ้น เพื่อช่วยสร้างความรู้สึกที่ผ่อนคลายและเป็นกันเองให้กับผู้ป่วยในระหว่างการตรวจรักษา

สี: พิคาชู กลุ่มโปเกมอนคู่หูเริ่มต้นแห่งภูมิภาคคันโต (ฟุชิกิดาเนะ ฮิโตคาเงะ เซนิกาเมะ) อีวุย คาบิกอน
ไซส์: XXS / XS / S / M / L / XL (ใส่ได้ทั้งชายและหญิง)
ราคา: 139 ดอลลาร์สิงคโปร์ / 469 ริงกิตมาเลเซีย / 5,690 เปโซฟิลิปปินส์ / 839 ดอลลาร์ฮ่องกง / 3,690 บาท / 3,490 ดอลลาร์ไต้หวัน

รูปภาพ 2: เสื้อ
https://cdn.kyodonewsprwire.jp/prwfile/release/M109100/202605299968/_prw_PI2fl_j6Qjt772.jpg

รูปภาพ 3: กางเกง
https://cdn.kyodonewsprwire.jp/prwfile/release/M109100/202605299968/_prw_PI3fl_0h9Mc0FQ.jpg

เกี่ยวกับคลาสสิโก
คลาสสิโก (Classico) เป็นแบรนด์เสื้อกาวน์ดีไซน์ทันสมัยที่ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้สวมใส่ โดยใช้เทคโนโลยีตัดเย็บอันประณีต เพื่อรังสรรค์เสื้อกาวน์ที่ทั้งหรูหราสง่างาม พร้อมตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เกี่ยวกับสครับส์ แคนวาส คลับ (Scrubs Canvas Club)
ภายใต้แนวคิด "Scrubs as your canvas. Make it fun" (แต่งเติมความสนุก เปลี่ยนชุดสครับให้เป็นผืนผ้าใบ) บริษัทฯ หวังที่จะเปลี่ยนชุดสครับพิมพ์นิยมให้กลายเป็นผืนผ้าใบ เพื่อสร้างบรรยากาศการทำงานที่สนุกสนานมีชีวิตชีวา โดยคอลเลกชันนี้ได้เปลี่ยนเครื่องแบบประจำวันของบุคลากรทางการแพทย์ให้เป็นสื่อในการถ่ายทอดศิลปะ ผ่านความร่วมมือกับวงการอื่น ๆ ทั้งกับศิลปิน ภาพยนตร์ และดนตรี เพื่อสร้างแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ให้กับเสื้อผ้าในสายอาชีพนี้

เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ: https://classico-global.com/

ที่มา: คลาสสิโก อิงค์

Classico Pokemon Collection: "Stay with Your Favorite Pokemon Everywhere"

 Classico, Inc.

Classico, Inc., a Japanese medical apparel brand headquartered in Tokyo, launched the highly anticipated #ClassicoPokemonCollection across the Asian region, including Singapore, Malaysia, the Philippines, Hong Kong SAR, Taiwan region and Thailand, on June 4. Following its immense popularity after the initial release in Japan and high demand from international customers, the collection is finally expanding its reach to healthcare professionals across Asia.

Image1: Pokemon Collection
https://cdn.kyodonewsprwire.jp/prwfile/release/M109100/202605299968/_prw_PI1fl_j0lA63u6.jpg

Product Lineup
R53 / R54 Pokemon Scrubs, Tops & Pants (Unisex)

There are four designs released for the scrubs -- Pikachu, the First Partner Pokemon from the Kanto Region (Bulbasaur, Charmander, Squirtle), Eevee and Snorlax. All of the designs feature fabric colors and embroidery inspired by the thematic Pokemon. These details are designed to provide a sense of comfort and approachability to patients during examinations and treatments.

Colors: Pikachu, First Partner Pokemon of Kanto Region (Bulbasaur, Charmander, Squirtle), Eevee, Snorlax
Sizes: XXS / XS / S / M / L / XL (Unisex)
Price: 139 SGD / 469 MYR / 5,690 PHP / 839 HKD / 3,690 THB / 3,490 TWD

Image2: Tops
https://cdn.kyodonewsprwire.jp/prwfile/release/M109100/202605299968/_prw_PI2fl_j6Qjt772.jpg

Image3: Pants
https://cdn.kyodonewsprwire.jp/prwfile/release/M109100/202605299968/_prw_PI3fl_0h9Mc0FQ.jpg

About Classico
Classico is a brand of stylish lab coats designed to boost the confidence of the people who wear them. Using sophisticated tailoring technology, the company strives to create lab coats that are both elegant and highly functional.

About Scrubs Canvas Club
"Scrubs as your canvas. Make it fun." The company believes in turning scrubs into a canvas to bring more joy to the workplace. This collection transforms the daily uniform of healthcare professionals into a medium for art, featuring collaborations that transcend boundaries -- incorporating artists, films, and music to inspire their professional wardrobe.

Official Website: https://classico-global.com/

Source: Classico, Inc.


อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส หนุนองค์กรเตรียมแผนรับมือผลกระทบเอลนีโญและฤดูพายุเฮอริเคน เพื่อคุ้มครองพนักงานและลดความเสี่ยงทางธุรกิจ

แนะแนวทางให้องค์กรเสริมความพร้อมเพื่อรับมือกับความเสี่ยง

ฤดูพายุเฮอริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติกได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยมีการคาดการณ์ว่าจำนวนและความรุนแรงของพายุในปีนี้มีแนวโน้มต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต อย่างไรก็ดี อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส (International SOS) ผู้นำระดับโลกด้านการจัดการความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัย ได้เชิญชวนให้องค์กรต่าง ๆ มองการคาดการณ์ดังกล่าวเป็นแรงผลักดันในการยกระดับการเตรียมความพร้อมรับมือความเสี่ยง แทนที่จะใช้เป็นเหตุผลในการลดระดับความเข้มข้นของมาตรการเตรียมความพร้อม เนื่องจากคาดว่าปรากฏการณ์เอลนีโญจะส่งผลให้รูปแบบสภาพอากาศมีความผันผวนและคาดเดาได้ยากมากยิ่งขึ้น

องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NOAA) พยากรณ์ว่า พายุเฮอริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติกปีนี้จะมีจำนวนและความรุนแรงต่ำกว่าค่าเฉลี่ย โดยคาดว่าจะมีพายุรุนแรงถึงระดับที่ต้องตั้งชื่อประมาณ 8-14 ลูก รวมถึงพายุเฮอริเคนขนาดใหญ่ 1-3 ลูก การคาดการณ์ดังกล่าวได้รับอิทธิพลจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่คาดว่าจะมีความรุนแรงในช่วงพีคของฤดูพายุเฮอริเคน โดยปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเอื้อให้เกิดการก่อตัวของพายุในมหาสมุทรแปซิฟิก แต่ไม่เอื้อต่อการก่อตัวของพายุในมหาสมุทรแอตแลนติก

จอช โดซอร์ (Josh Dozor) ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายบริการความช่วยเหลือด้านการแพทย์และความปลอดภัยของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส กล่าวว่า

“แม้ในฤดูที่มีการคาดการณ์ว่าจำนวนและความรุนแรงของพายุจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ย แต่พายุเฮอริเคนขนาดใหญ่ยังคงมีโอกาสเกิดขึ้นได้ ดังเช่นกรณีของเฮอริเคนแอนดรูว์ในปี 2535 ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้อิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนีโญ โดยพายุเพียงลูกเดียวได้สร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานของชุมชนและการดำเนินธุรกิจ ขณะเดียวกัน การที่พายุสามารถทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วได้กลายเป็นลักษณะที่พบได้บ่อยมากขึ้นในปัจจุบัน ดังนั้น องค์กรต่าง ๆ จำเป็นต้องระมัดระวังและเตรียมความพร้อมในการรับมือตลอดฤดูพายุเฮอริเคน ก่อนที่พายุจะเคลื่อนตัวเข้าใกล้”

วิกเตอร์ เฟอร์เรรา (Victor Ferreira) ผู้อำนวยการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ ส่วนงานบริการที่ปรึกษาของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส กล่าวเสริมว่า

“หลายองค์กรมักตระหนักถึงจุดอ่อนของแผนการเตรียมความพร้อมเมื่อสายเกินไป โดยฤดูพายุเฮอริเคนปี 2568 เป็นเครื่องเตือนใจว่าสถานการณ์สามารถทวีความรุนแรงได้อย่างรวดเร็วเพียงใด ในปีดังกล่าวเกิดพายุที่ได้รับการตั้งชื่อจำนวน 13 ลูก เฮอริเคน 5 ลูก และเฮอริเคนขนาดใหญ่ 4 ลูก รวมถึงพายุระดับ 5 จำนวน 3 ลูก ได้แก่ เอริน ฮัมเบอร์โต และเมลิสซา พายุขนาดใหญ่เหล่านี้สร้างความเสียหายและผลกระทบในวงกว้างทั่วภูมิภาคแคริบเบียนและสหรัฐอเมริกา สะท้อนให้เห็นว่าแม้ฤดูพายุเฮอริเคนไม่รุนแรงนัก ก็ยังอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงในระดับสูงได้ อย่างไรก็ตาม รายงานประเมินแนวโน้มความเสี่ยง ประจำปี 2569 ของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส พบว่า มีองค์กรเพียง 35% ที่เชื่อมั่นว่าสามารถระดมและจัดสรรทีมงานเพื่อรับมือกับ

เหตุการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที ซึ่งถือเป็นช่องว่างสำคัญด้านความพร้อมรับมือพายุเฮอริเคน เนื่องจากความรุนแรงของพายุอาจเปลี่ยนแปลงได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ส่งผลให้ระยะเวลาในการตัดสินใจและตอบสนองต่อสถานการณ์มีจำกัดอย่างมาก”

เพื่อช่วยให้องค์กรต่าง ๆ รับมือกับความเสี่ยงที่ทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้นจากสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส ได้นำเสนอบริการจัดทำ “แผนเตรียมความพร้อมรับมือพายุเฮอริเคน” โดยเฉพาะ เพื่อสนับสนุนให้องค์กรสามารถรักษามาตรฐานสูงสุดในการดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของพนักงาน (Duty of Care) โดยแผนแต่ละฉบับได้รับการออกแบบอย่างเฉพาะเจาะจงเพื่อตอบสนองความต้องการขององค์กรในหลากหลายอุตสาหกรรม ช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจเตรียมความพร้อมและรับมือกับพายุเฮอริเคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบต่อการดำเนินงาน และคุ้มครองความปลอดภัยของพนักงาน แผนดังกล่าวพิจารณาองค์ประกอบสำคัญของแต่ละองค์กรอย่างรอบด้าน ทั้งสถานที่ตั้ง ลักษณะการดำเนินงาน และความสำคัญของโครงสร้างองค์กร

นอกจากนี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส ได้จัดสัมมนาออนไลน์ภายใต้หัวข้อ “พยากรณ์พายุเฮอริเคนปี 2569: ข้อควรพิจารณาด้านความเสี่ยง” เพื่อให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจภาพรวมการพยากรณ์ในปี 2569 พร้อมทั้งเน้นข้อควรพิจารณาด้านการปฏิบัติงานที่สำคัญ และนำเสนอขั้นตอนเชิงปฏิบัติเพื่อยกระดับความพร้อมในการรับมือพายุเฮอริเคนอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับองค์กรที่ประสงค์จะยกระดับแผนเตรียมความพร้อมรับมือพายุเฮอริเคนให้มีความเข้มแข็งและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส ขอแนะนำขั้นตอนสำคัญดังต่อไปนี้ เพื่อวางกลยุทธ์การรับมือพายุเฮอริเคนอย่างมีประสิทธิภาพ

  • จัดทำแผนที่แสดงที่ตั้งของสถานที่ทำงานและพนักงาน เปรียบเทียบกับเส้นทางของพายุเฮอริเคนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เพื่อช่วยให้องค์กรเข้าใจระดับความเสี่ยงและความเปราะบางของแต่ละพื้นที่
  • กำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจนล่วงหน้า ว่าเมื่อใดควรระงับการปฏิบัติงานและโยกย้ายบุคลากรออกจากพื้นที่ พร้อมทั้งตรวจสอบให้มั่นใจว่าเกณฑ์ดังกล่าวได้รับการสื่อสารไปยังทุกระดับภายในองค์กร ก่อนที่ฤดูพายุเฮอริเคนจะเริ่มต้นขึ้น
  • แนะนำให้พนักงานจัดเตรียมสิ่งของจำเป็นสำหรับการหลบภัยในที่ปลอดภัย อาทิ อาหาร น้ำ อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) และอุปกรณ์สื่อสาร
  • วางแผนรับมือการหยุดชะงักของการดำเนินงานนานหนึ่งสัปดาห์หรือมากกว่านั้น ซึ่งรวมถึงการจัดเตรียมระบบทำงานจากระยะไกล และระบบสื่อสารสำรองในกรณีไฟฟ้าขัดข้อง
  • ควรทบทวนและทดสอบแผนการอพยพและการหลบภัยในที่ปลอดภัยล่วงหน้า ไม่ควรรอจนมีการประกาศเฝ้าระวังพายุ
  • จัดทำร่างและอนุมัติข้อความแจ้งเตือนสำหรับการสื่อสารไปยังคนจำนวนมากล่วงหน้า รวมถึงทดสอบระบบแจ้งเตือนก่อนที่จะต้องใช้งานจริง
  • ดำเนินการฝึกซ้อมสถานการณ์จำลองตามแผนบริหารวิกฤตและความต่อเนื่องทางธุรกิจ เพื่อค้นหาช่องโหว่และแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที

About the International SOS Group of Companies; 40 years of saving lives

The International SOS Group of Companies is in the business of protecting and saving lives. Wherever you are, we deliver customized security risk management, health and wellbeing solutions to fuel your growth and productivity. In the event of a security incident, epidemic, extreme weather or any other business-disrupting event, we provide an immediate response, giving you and your workforce peace of mind. We uniquely combine industry-leading technology with expertise in security, medical and logistics to deliver prevention programs that offer real-time, actionable insights and on-the-ground support.

Founded in 1985, the International SOS Group has been saving lives for 40 years. Headquartered in London & Singapore, we are trusted by over 9,000 organizations. This includes the majority of the Fortune Global 500, as well as mid-size enterprises, governments, educational institutions, and NGOs. Nearly 13,000 global experts stand with you to provide support & assistance from over 1,200 locations in 90 countries, over 110 languages, 24/7, 365 days a year.

We help protect your people and your organization, as well as support your compliance reporting needs. By partnering with us, your organization can fulfil its Duty of Care responsibilities and fortify its business continuity.

To strengthen your resilience, we are at your fingertips; internationalsos.com.

Calmer on Paper, Riskier in Reality: El Niño to Influence 2026 Hurricane Season

How Organizations Should Prepare

With the Atlantic hurricane season officially begun, on June 1st, International SOS is urging organizations to treat this year’s below-normal projections as a call to action, not a reason to scale back preparedness efforts as the anticipated El Niño pattern introduces a more unpredictable risk picture.

The National Oceanic Atmospheric Administration (NOAA) is predicting a below-normal hurricane season for the Atlantic basin with 8-14 named storms, including 1-3 major hurricanes. This year’s forecast is primarily driven by strong El Niño climate conditions during the peak of the season. These conditions will present favorable conditions in the central Pacific, but less favorable to cyclone formation in the Atlantic.

Josh Dozor, General Manager of Medical and Security Assistance at International SOS, said:

“Major hurricane landfalls have and will occur during below-average forecasted seasons. It only takes one storm under El Niño conditions, as we experienced with Hurricane Andrew in 1992, to have a massive impact on community infrastructure and business continuity. Rapid storm intensification has become the norm, so it’s important to maintain organizational vigilance and emphasize your response plans throughout the season well before a storm’s approach.”

Victor Ferreira, Engagement Director, Consulting at International SOS, added:

“Many organizations find out that their preparedness plans have weak spots when it’s already too late, the 2025 season served as a reminder of how quickly conditions can escalate. The season generated 13 named storms, five hurricanes, and four major hurricanes, including three Category 5 storms: Erin, Humberto and Melissa. The major storms caused widespread disruption across the Caribbean and U.S., proving that even a moderate season can carry big risks. In our International SOS’ 2026 Risk Outlook Report, only 35% of organizations felt confident that they could mobilize teams rapidly, and when it comes to hurricane preparedness, that gap becomes critical since a storm’s intensity can shift within just hours, compressing the time that teams have to react.”

To help companies address the evolving risks from severe weather, International SOS offers a dedicated Hurricane Preparedness Plan service to help them maintain the highest level of Duty of Care. Each plan is custom-designed to help businesses prepare for, and respond to, hurricanes to minimize disruptions and keep workforces safe. Each plan is specific to an organization’s profile, taking location, operations and criticality into consideration.

International SOS also hosted a webinar – Hurricane Forecast 2026: Risk Considerations – to walk through the 2026 forecast landscape, key operational considerations and practical steps to enhance preparedness.

For those looking to strengthen their current hurricane preparedness plan, International SOS recommends the following steps to build an effective strategy:

  • Map workforce and facility locations against historical hurricane impact corridors to understand your exposure risks and vulnerabilities.
  • Establish clear, pre-defined thresholds for when operations are suspended and personnel are relocated and make sure those thresholds are communicated up and down the organization before storm season begins.
  • Prepare employees with specific guidance on shelter-in-place supplies including food, water, Personal Protective Equipment (PPE) and communications equipment.
  • Plan for operational suspensions lasting a week or more, including remote work infrastructure and backup communications in the event of power loss.
  • Review and test evacuation and shelter-in-place options now, not when a watch is posted.
  • Draft and pre-approve mass notification messages and test your notification systems before they’re needed.
  • Run a tabletop exercise against your crisis management and business continuity plans to surface gaps while there’s still time to fix them.

About the International SOS Group of Companies; 40 years of saving lives

The International SOS Group of Companies is in the business of protecting and saving lives. Wherever you are, we deliver customized security risk management, health and wellbeing solutions to fuel your growth and productivity. In the event of a security incident, epidemic, extreme weather or any other business-disrupting event, we provide an immediate response, giving you and your workforce peace of mind. We uniquely combine industry-leading technology with expertise in security, medical and logistics to deliver prevention programs that offer real-time, actionable insights and on-the-ground support.

Founded in 1985, the International SOS Group has been saving lives for 40 years. Headquartered in London & Singapore, we are trusted by over 9,000 organizations. This includes the majority of the Fortune Global 500, as well as mid-size enterprises, governments, educational institutions, and NGOs. Nearly 13,000 global experts stand with you to provide support & assistance from over 1,200 locations in 90 countries, over 110 languages, 24/7, 365 days a year.

We help protect your people and your organization, as well as support your compliance reporting needs. By partnering with us, your organization can fulfil its Duty of Care responsibilities and fortify its business continuity.

To strengthen your resilience, we are at your fingertips; internationalsos.com.

Source: International SOS Services (Thailand) Limited

มณฑลเฮยหลงเจียงส่ง "ผลผลิตเลื่องชื่อจากผืนดินดำ" เปิดตัวยิ่งใหญ่ในงานมหกรรมสินค้าเกษตรนิเวศวิทยานานาชาติ ณ นครกวางโจว


 สำนักข่าวซินหัว สาขาเฮยหลงเจียง

"Black Soil Premium Products" (ผลผลิตเลื่องชื่อจากผืนดินดำ) แบรนด์สินค้าเกษตรเรือธงของมณฑลเฮยหลงเจียง ได้เปิดตัวในงานมหกรรมสินค้าเกษตรนิเวศวิทยาและอุตสาหกรรมอาหารนานาชาติกวางโจว ครั้งที่ 25 โดยนำเสนอความอุดมสมบูรณ์จากผืนดินดำทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน สู่พื้นที่เขตเศรษฐกิจอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า

งานแสดงสินค้าครั้งนี้เปิดฉากขึ้นที่นครกวางโจว ถือเป็นเวทีสำคัญในการผลักดันสินค้าเกษตรพรีเมียมจากมณฑลเฮยหลงเจียงเข้าสู่ตลาดจีนตอนใต้ โดยบูธ "ผลผลิตเลื่องชื่อจากผืนดินดำ' ซึ่งออกแบบมาเพื่อสะท้อนคุณสมบัติของผลผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีคุณภาพสูง และปลอดภัยนั้น ดึงดูดผู้เข้าชม ผู้ซื้อ และผู้ร่วมแสดงสินค้าให้แวะเวียนมาได้ต่อเนื่องตลอดงาน

ภายในบูธมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์หลากหลายจากแหล่งดินดำ ตั้งแต่ข้าวสารขัดสีเมล็ดใส ไปจนถึงเนื้อโครสชาติเข้มข้น พืชเศรษฐกิจเฉพาะถิ่น และอาหารสีเขียวที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน สะท้อนบทบาทของมณฑลเฮยหลงเจียงในฐานะเสาหลักด้านความมั่นคงทางอาหารของจีน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มณฑลเฮยหลงเจียงได้เดินหน้ากลยุทธ์สร้างแบรนด์เกษตรอย่างเข้มข้น มุ่งพลิกโฉมสินค้าเกษตรคุณภาพดีจากการ "ปลูกดี" สู่การ "ขายดี" การเข้าร่วมงานมหกรรมกวางโจวในครั้งนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของแผนดังกล่าว โดยใช้ประโยชน์จากตลาดขนาดใหญ่ของพื้นที่เขตเศรษฐกิจอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า ขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าของมณฑลเฮยหลงเจียง และสร้างฐานที่มั่นในภาคใต้ของจีน

บริษัทที่เข้าร่วมแสดงสินค้าเผยว่า งานนี้ช่วยสร้างการรับรู้ตัวผลิตภัณฑ์และเปิดโอกาสเชื่อมต่อโดยตรงกับผู้ซื้อในตลาดพรีเมียม โดยผลิตภัณฑ์เกษตรเฮยหลงเจียงได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ผ่านกระบวนการผลิตแบบครบวงจรตามมาตรฐานและการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวด

กิจกรรมครั้งนี้จัดโดยสำนักข่าวซินหัว สาขาเฮยหลงเจียง และศูนย์ข้อมูลข่าวสารซินหัว

ที่มา: สำนักข่าวซินหัว สาขาเฮยหลงเจียง

Heilongjiang's "Black Soil Premium Products" Brand Makes Debut at Guangzhou International Ecological Agricultural Products Expo

 Xinhua News Agency Heilongjiang Branch

Heilongjiang Province's flagship agricultural brand "Black Soil Premium Products" made its appearance at the 25th Guangzhou International Ecological Agricultural Products and Food Industry Expo on Thursday, showcasing the green bounty of China's northeastern black soil region to the Greater Bay Area.

The expo, which opened in Guangzhou, serves as a key platform for Heilongjiang's premium agricultural products to expand into southern Chinese markets. The "Black Soil Premium Products" booth, designed to highlight the qualities of green, premium and safe produce, drew steady streams of visitors, buyers and exhibitors.

On display was a wide range of products from the black soil region, from polished, translucent rice and richly flavored beef to specialty crops and certified green foods -- a collective showcase of what organizers describe as Heilongjiang's role as a cornerstone of China's national food security.

In recent years, Heilongjiang Province has pursued an aggressive brand-building strategy for its agricultural sector, working to transform quality produce from "grown well" to "sold well." Participating in the Guangzhou expo is part of that push -- leveraging the Greater Bay Area's vast market potential to widen distribution channels for Heilongjiang goods and strengthen the brand's foothold in southern China.

Exhibiting companies said the event has helped raise product awareness and opened direct connections to premium market buyers. Heilongjiang agricultural products, they added, are winning growing consumer trust through standardized full-chain production and rigorous quality controls.

The event was organized by Xinhua News Agency Heilongjiang Branch, Xinhua News & Information Center.

Source: Xinhua News Agency Heilongjiang Branch

Monday, June 8, 2026

มณฑลเฮยหลงเจียงขนทัพ "ผลผลิตเลื่องชื่อจากผืนดินดำ" บุกเช็คอิน ม. HIT วิทยาเขตเซินเจิ้น เสิร์ฟรสชาติท้องถิ่นจากเฮยหลงเจียงสู่เมืองมหาวิทยาลัย

งานแสดงผลิตภัณฑ์เกษตรพรีเมียมจากมณฑลเฮยหลงเจียงได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากหมู่คณาจารย์และนักศึกษาของสถาบันเทคโนโลยีฮาร์บิน วิทยาเขตเซินเจิ้น (HIT Shenzhen) ด้วยการนำรสชาติแท้ ๆ จากภูมิภาค "ดินดำ" ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน มาสู่ศูนย์กลางเทคโนโลยีทางตอนใต้ของประเทศ



ภายใต้แบรนด์ "Black Soil Premium Products" (ผลผลิตเลื่องชื่อจากผืนดินดำ) ผู้ประกอบการที่ได้รับการคัดสรรได้นำสินค้าเข้าร่วมจัดแสดงภายในมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นข้าวอู่ฉางเมล็ดงามและผลิตภัณฑ์เนื้อโครสเข้มข้น ซึ่งล้วนเป็นไฮไลต์สำคัญ


"ไม่คิดเลยว่าจะได้ลิ้มรสชาติบ้านเกิดแท้ ๆ ที่เซินเจิ้นได้" นักศึกษาบัณฑิตศึกษารายหนึ่งจากอี้ชุน มณฑลเฮยหลงเจียง กล่าวขณะแวะซื้อบลูเบอร์รีอบแห้งที่บูทจัดแสดง ขณะที่ผู้เข้าร่วมงานจำนวนมากต่างลิ้มรสสินค้าพลางต่อแถวรอซื้ออย่างคึกคัก


งานครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งในความพยายามของมณฑลเฮยหลงเจียง ในการสร้างแบรนด์ "ผลผลิตเลื่องชื่อจากผืนดินดำ" เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรคุณภาพให้เปลี่ยนจาก "ปลูกดี" ไปสู่ "ขายดี" การจัดแสดงสินค้าครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรของเฮยหลงเจียงในจีนตอนใต้ และเพิ่มการรับรู้แบรนด์ในเขตเศรษฐกิจอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า


จากที่ราบกว้างใหญ่ปกคลุมด้วยน้ำค้างแข็งทางตะวันออกเฉียงเหนือ สู่ชายฝั่งทะเลจีนใต้ ผลิตภัณฑ์เกษตรจากเฮยหลงเจียงเดินทางไกลกว่า 3,000 กิโลเมตรเพื่อมาสู่ผู้บริโภคในภาคใต้ ขณะที่ "ผลผลิตเลื่องชื่อจากผืนดินดำ" เริ่มขยายเข้ามหาวิทยาลัย ชุมชน และซูเปอร์มาร์เก็ต ผลผลิตจากผืนดินอันอุดมสมบูรณ์นี้กำลังค่อย ๆ สร้างฐานที่มั่นในตลาดที่ห่างไกลบ้านออกไปทุกที


กิจกรรมครั้งนี้จัดโดยสำนักข่าวซินหัว สาขาเฮยหลงเจียง และศูนย์ข้อมูลข่าวสารซินหัว


ที่มา: สำนักข่าวซินหัว สาขาเฮยหลงเจียง

"Black Soil Premium Products" Arrive at HIT Shenzhen, Bringing the Flavors of Heilongjiang to University Town

A showcase of premium agricultural products from Heilongjiang Province drew enthusiastic responses from faculty and students at Harbin Institute of Technology, Shenzhen on Tuesday, bringing the flavors of China's northeastern "black soil" region to the country's southern tech hub.



Under the banner of "Black Soil Premium Products," a curated selection of brands presented their goods at the campus event, with offerings including lustrous Wuchang rice and rich beef products among the highlights on display.


"I never expected to find such authentic tastes from home here in Shenzhen," said a graduate student from Yichun, Heilongjiang Province, who paused at one of the booths to purchase dried blueberries. Many attendees sampled the products while lining up to make purchases.


The event is part of Heilongjiang Province's broader push to build its "Black Soil Premium Products" brand and help quality agricultural goods make the transition from being "well grown" to "well sold." The campus showcase aims to expand distribution channels for Heilongjiang produce in southern China and raise the brand's profile across the Greater Bay Area.


From the frost-covered plains of northeastern China to the shores of the South China Sea, Heilongjiang's agricultural products have traveled more than 3,000 kilometers to reach southern tables. As "Black Soil Premium Products" continues to find its way into campuses, communities and supermarkets, the rich harvests of this fertile land are steadily making their mark on markets far from home.


The event was organized by Xinhua News Agency Heilongjiang Branch, Xinhua News & Information Center.


Source: Xinhua News Agency Heilongjiang Branch

Thursday, June 4, 2026

ไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ ปักหมุดอาเซียน ประกาศซื้อกิจการ GPS2GO ในไทย

 ไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์

ไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ (Directed Technologies) ประกาศเข้าซื้อกิจการของผู้ให้บริการระบบเทเลเมติกส์ชั้นนำของไทยอย่าง GPS2GO โดยเป็นความเคลื่อนไหวในทางกลยุทธ์เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและขยายเครือข่ายธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามแผนผลักดันการเติบโตในระดับภูมิภาค

การเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้จะช่วยให้ไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ มีฐานปฏิบัติงานที่มั่นคงยิ่งขึ้นในประเทศไทย โดยได้รับแรงหนุนจากเครือข่ายลูกค้าและพันธมิตรที่แข็งแกร่ง โซลูชันเทคโนโลยีที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานภาครัฐ ตลอดจนทีมงานในพื้นที่ที่มีความเชี่ยวชาญสูง นอกจากนี้ ยังเป็นการต่อยอดรากฐานธุรกิจเดิมของไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ ในตลาดไทย ซึ่งมีความพร้อมอยู่แล้วในปัจจุบัน ทั้งในด้านการดูแลลูกค้า การวิเคราะห์ข้อมูล และการขาย

ไทยมีบทบาทสำคัญในซัพพลายเชนอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ในฐานะศูนย์กลางการผลิตรายใหญ่ครอบคลุมทั้งรถบรรทุก รถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถเพื่อการพาณิชย์ ประกอบกับการที่ลูกค้าหลายรายของไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ มีฐานการผลิตอยู่ในภูมิภาคนี้ การดูแลพื้นที่โดยตรงจึงมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อรองรับความต้องการทั้งในกลุ่มผู้รับจ้างผลิต (OEM) และกลุ่มตลาดอะไหล่ทดแทน

สำหรับการควบรวมกิจการครั้งนี้ คุณหทัยชนก ลีฬหาทร จะเข้าดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของ GPS2GO ควบคู่กับตำแหน่งผู้จัดการประจำประเทศไทยของไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ ประเทศไทย เพื่อสานต่อการดำเนินงานร่วมกับลูกค้าและพันธมิตร พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตภายใต้ไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ อย่างมั่นคงในเฟสต่อไป

"การขยายธุรกิจสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มพื้นที่บนแผนที่ แต่คือการยกระดับขีดความสามารถในการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิดด้วยทีมงานในพื้นที่ ในตลาดยานยนต์ที่มีความสำคัญมากเป็นอันดับต้น ๆ ของภูมิภาค" คุณสตีฟ ซีโอลิส (Steve Siolis) ซีอีโอของไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ กล่าว "การจับมือกับ GPS2GO เปิดโอกาสให้เรานำความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาอย่างล้ำลึกในท้องถิ่น มาหลอมรวมเข้ากับแพลตฟอร์มระดับโลกของเรา เพื่อมอบโซลูชันยานยนต์อัจฉริยะให้แก่กลุ่ม OEM และลูกค้าระดับองค์กรที่ดำเนินธุรกิจอยู่ทั่วทั้งภูมิภาค"

"ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นก้าวสำคัญสู่การเติบโตของ GPS2GO ในเฟสต่อไป ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถนำความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาอย่างแข็งแกร่งในไทย มาต่อยอดเพื่อดูแลสนับสนุนลูกค้าทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" คุณหทัยชนก ลีฬหาทร ผู้จัดการทั่วไปของ GPS2GO กล่าว "การผสานองค์ความรู้ที่เราศึกษามาอย่างเจาะลึกในตลาด เข้ากับแพลตฟอร์มระดับโลกของไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ ทำให้เรามีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการส่งมอบโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละพื้นที่ได้อย่างตรงจุด พร้อมยึดมั่นในรากฐานอันแข็งแกร่งในระดับสากล"

การเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ยังเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการขยายระบบนิเวศ e.things ของไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ ให้เติบโตยิ่งขึ้นทั่วภูมิภาคอาเซียน โดยแพลตฟอร์ม e.things ของไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ นั้นหลอมรวมระบบเทเลเมติกส์ ฮาร์ดแวร์ IoT ระบบเครือข่าย และการวิเคราะห์ข้อมูลอัจฉริยะบนคลาวด์ เข้าไว้ด้วยกันอย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อรองรับโปรแกรมของผู้ผลิต OEM การบริหารจัดการฟลีตรถยนต์ ตลอดจนระบบนิเวศแอปพลิเคชันที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ มีฐานการดำเนินงานที่ครอบคลุมทั้งในเอเชียแปซิฟิก ยุโรป แอฟริกา และทวีปอเมริกา โดยยังคงเดินหน้าผลักดันธุรกิจให้เติบโตในระดับสากล ด้วยการเข้าซื้อกิจการและการจับมือเป็นพันธมิตรในกลุ่มเป้าหมาย เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มยานยนต์อัจฉริยะที่มีความเชื่อมโยงและยืดหยุ่นยิ่งขึ้นในตลาดหลัก ๆ ทั่วโลก

สิ้นสุดข่าวประชาสัมพันธ์

สื่อมวลชนกรุณาติดต่อ
ไรอัน โอเลียรี (Ryan O'Leary) - roleary@keepleft.com.au

อนิชา ซามันตา (Anisha Samanta) - asamanta@keepleft.com.au

เกี่ยวกับไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์
ไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ (Directed Technologies) คือบริษัทเทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะและ IoT ระดับโลก โดยส่งมอบโซลูชันมาตรฐานระดับ OEM ที่หลอมรวมฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และข้อมูลเข้าไว้ด้วยกันอย่างเบ็ดเสร็จในแพลตฟอร์มเดียว

แพลตฟอร์ม e.things ของบริษัทฯ ทำหน้าที่เป็นระบบควบคุมหลักสำหรับการขับเคลื่อนอัจฉริยะ โดยเป็นขุมพลังขับเคลื่อนโปรแกรมฝังตัวสำหรับผู้ผลิต OEM (e.things Auto) ระบบบริหารจัดการฟลีตรถยนต์ (e.things Fleet) ตลอดจนระบบนิเวศแบบเปิดสำหรับแอปพลิเคชันที่ขับเคลื่อนด้วย API (e.things Marketplace)

โซลูชันของไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ มีผู้นำไปติดตั้งใช้งานในฟลีตรถยนต์มากกว่า 5,000 แห่งทั่วโลก พร้อมรองรับการดำเนินงานของผู้ผลิตยานยนต์และผู้ให้บริการขนส่งชั้นนำมากมาย บริษัทฯ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย และมีเครือข่ายการดำเนินงานครอบคลุมทั้งในเอเชียแปซิฟิก ยุโรป แอฟริกา และทวีปอเมริกา

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.directedtechnologies.com.au

เกี่ยวกับ GPS2GO ประเทศไทย
GPS2GO คือผู้ให้บริการระบบเทเลเมติกส์ระดับแถวหน้า โดยมีความเชี่ยวชาญในด้านโซลูชันยานยนต์อัจฉริยะ ระบบบริหารจัดการฟลีตรถยนต์ และระบบติดตามสินทรัพย์ ครอบคลุมตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

GPS2GO มีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพฯ โดยมีความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาอย่างล้ำลึกในพื้นที่ ประกอบกับมีเครือข่ายลูกค้าและพันธมิตรที่แข็งแกร่ง ตลอดจนศักยภาพในการส่งมอบบริการที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว เพื่อช่วยขับเคลื่อนองค์กรต่าง ๆ ให้นำโซลูชันเทเลเมติกส์ไปใช้และขยายผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ซับซ้อนและเติบโตอย่างรวดเร็ว

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ gps2go.co

ติดต่อ: คุณหทัยชนก ลีฬหาทร - Hataichanok.Leerahathon@gps2go.co