Friday, September 29, 2017

de GRISOGONO เตรียมเปิดประมูลเพชรไร้ตำหนิเม็ดใหญ่ที่สุดในโลก

สร้อยคอประดับเพชรเหลี่ยมมรกตไร้ตำหนิเม็ดใหญ่ที่สุดในโลกขนาด 163 กะรัต ได้ปรากฏโฉมที่ฮ่องกงเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 กันยายน ก่อนที่จะถูกนำออกประมูลในเดือนพฤศจิกายนนี้


          เพชรดังกล่าวสกัดมาจากหินขนาด 404 กะรัตที่มีชื่อว่า "4 de Fevereiro" ซึ่งค้นพบเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ในประเทศแองโกลา โดยทีมผู้เชี่ยวชาญได้ร่วมกันเจียระไนและขัดเพชรโดยใช้เวลานานถึง 11 เดือน

          หลังจากนั้น เพชรดังกล่าวได้ถูกรังสรรค์ให้เป็นชิ้นงานที่มีเพียงหนึ่งเดียวโดยฝีมือของบริษัทอัญมณี de Grisogono โดยเพชรเม็ดงามนี้ได้รับการจัดให้เป็นเพชรหายาก Type IIa ซึ่งหมายความว่าแทบไม่มีไนโตรเจนเจือปนในเพชรเลย

          de Grisogono ต้องใช้เวลากว่า 1,700 ชั่วโมงในการสร้างสรรค์เครื่องประดับชิ้นงาม โดยทีมงาน 14 ชีวิต ผู้เปี่ยมด้วยฝีมือ ความรู้ และรักความสมบูรณ์แบบ ได้มาร่วมกันรังสรรค์ทุกรายละเอียดของสร้อยคออันงดงามนี้

          ผลงานที่เสร็จสมบูรณ์แล้วมีชื่อว่า The Art of de Grisogono ซึ่งจะเดินทางไปอวดโฉมทั่วโลกก่อนที่จะถูกนำไปเปิดประมูล ณ บริษัทรับจัดประมูล Christie's ในเจนีวา ในวันที่ 14 พฤศจิกายนนี้

          วิดีโอประชาสัมพันธ์ซึ่งประกอบด้วยภาพการแถลงข่าว รวมถึงภาพเพชรและสร้อยคอ จะเปิดให้ดาวน์โหลดในระดับความคมชัดสูงทาง http://www.actuapr.tv/vnr/biggest-diamond-unveiled/

          ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
          Tanja Bojanc Besson +41-79-9451922
          Meghan Kohler +41-22-809-15-01
          ที่มา: de GRISOGONO

de GRISOGONO: World's Largest Flawless Diamond Ever Up for an Auction

          Diamond necklace featuring 163-carat flawless emerald stone, largest of its kind ever to be put up for an auction, has been unveiled in Hong Kong on Thursday September 28.



          The diamond was cut from the 404-carat stone, named the "4 de Fevereiro" discovered in early February 2016 in Angola. A team of 10 diamond-cutting specialist were involved in cutting and polishing the rough diamond during the period of 11 months.

          The stone was than designed into a one-of-a-kind piece by the jewellery house de Grisogono. It is classified as a rare Type IIa diamond, which in technical terms means an almost complete absence of nitrogen in the stone.

          It took over 1700 hours to create this unique jewel and involved a team of 14 craftsmen and their know-how as well as love for perfection for each detail in the necklace.

          The finished piece, named The Art of de Grisogono will be presented in a series of public viewings around the world before it goes up for an auction at Christie's in Geneva on November 14.
          A Video News Release (VNR) containing images from the press conference, including b-roll of the diamond and the necklace will be available for download in broadcast and web quality through the following digital platform:

          http://www.actuapr.tv/vnr/biggest-diamond-unveiled/

          For more information please contact:
          Tanja Bojanc Besson +41-79-9451922
          Meghan Kohler +41-22-809-15-01
          Source: de GRISOGONO

"โยเทล" ประกาศเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์วงเงิน 250 ล้านดอลลาร์กับ "สตาร์วู้ด แคปิตอล กรุ๊ป"

           โยเทล (YOTEL) เปิดเผยว่า กองทุนที่เป็นพันธมิตรกับ สตาร์วู้ด แคปิตอล กรุ๊ป (Starwood Capital Group หรือ Starwood) บริษัทเพื่อการลงทุนของภาคเอกชนชั้นนำระดับโลก ได้ทุ่มงบการลงทุนเชิงกลยุทธ์มูลค่า 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐในกิจการของโยเทล รวมทั้งการเข้าถือหุ้นในบริษัท 30% และลงทุนเพื่อเข้าซื้ออสังหาริมทรัพย์ เพื่อก่อสร้างอาคารต่าง ๆ เพิ่มเติม ไปจนถึงการแปลงโฉมโรงแรม และการนำทรัพย์สินต่าง ๆ ของโยเทลกลับมาสร้างประโยชน์ ในขณะที่โยเทลได้ขยายธุรกิจไปสู่ระดับสากล

          การลงทุนของสตาร์วู้ดในโยเทล รวมถึงการเป็นพันธมิตรอย่างต่อเนื่องกับโยเทลนั้น จะช่วยให้การขยายธุรกิจไปทั่วโลกของโยเทลเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป อเมริกาเหนือ และเอเชีย ยิ่งไปกว่านั้นยังช่วยให้เอกลักษณ์ของแบรนด์โยเทลมีความแข็งแกร่ง และยังช่วยเรื่องการขยายธุรกิจไปยังภูมิภาคต่าง ๆ รวมถึงยกระดับประสบการณ์แปลกใหม่ของแขกผู้เข้าใช้บริการ ทั้งนี้ สตาร์วู้ด ถือครองกรรมสิทธิ์สถานที่ต่างๆที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเอดินเบอระ, กลาสโกว์ และอัมสเตอร์ดัม ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการภายใต้ชื่อโรงแรมในเครือโยเทลภายในปี 2562 นี้ 

          แบร์รี่ สเติร์นลิชท์ ประธานและซีอีโอของ สตาร์วู้ด แคปิตอล กรุ๊ป ระบุว่า "ความร่วมมือและการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของสตาร์วู้ดด้านการลงทุนในธุรกิจการบริการรูปแบบใหม่มาโดยตลอด และโยเทลเองก็เป็นแบรนด์โด่งดังซึ่งมุ่งเน้นด้านเทคโนโลยี การออกแบบอัจฉริยะ และการมอบที่พักชั้นเลิศแก่ลูกค้าในราคาที่สมเหตุสมผล ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากเทคโนโลยีดิจิทัลรวมถึงรูปแบบธุรกิจที่เกิดขึ้นใหม่อันถาโถมเข้ามาในปัจจุบัน นอกจากนี้โยเทลยังสามารถดึงดูดความสนใจจากบรรดาลูกค้าทั่วโลก อีกทั้งยังสามารถเพิ่มขนาดของกิจการได้อย่างง่ายดายผ่านการเข้าซื้อกิจการเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ ๆ รวมถึงการพัฒนาโรงแรมบริเวณใจกลางเมืองสำคัญต่าง ๆ และทำเลที่ใกล้สนามบินด้วยเช่นกัน"

          โคดี้ แบรดชอว์ กรรมการผู้จัดการ และประธานฝ่ายโรงแรมในยุโรป อีกทั้ง ซาราห์ บรอทตัน รองประธานอาวุโส ของ สตาร์วู้ด แคปิตอล กรุ๊ป จะร่วมเป็นหนึ่งในคณะผู้บริหารของโยเทล พร้อมกับตัวแทนจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท คือ แจซซิม อัล บาฮาร์ จาก IFA Hotels & Resorts, United Investment Portugal และ Aqarat ซึ่งร่วมถือหุ้นของบริษัทอยู่ 65%

          ตาลัล อัล บาฮาร์ ประธานโยเทล และนักลงทุนชั้นนำเปิดเผยว่า "เรายินดีที่ได้เปิดตัวผู้ร่วมลงทุนรายใหม่ระดับสถาบันของโยเทลไปพร้อม ๆ กับกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม การลงทุนของ สตาร์วู้ด แคปิตอล กรุ๊ป ช่วยให้กลยุทธ์ของโยเทลบรรลุผล อีกทั้งยังมอบความมั่นคงและแข็งแกร่งในการขยายกิจการ ตลอดจนเปิดตลาดใหม่ให้โยเทลก้าวสู่แบรนด์โรงแรมหรูชั้นนำในราคาที่เอื้อมถึง"

          อูเบิร์ท วีเรียต ซีอีโอของโยเทล กล่าวว่า "โยเทลกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยโรงแรมจำนวน 15 แห่งในปัจจุบันซึ่งอยู่ในขั้นตอนต่าง ๆ ของการพัฒนา เราตั้งตารอที่จะแสวงหาโอกาสจากความเชี่ยวชาญด้านการลงทุน การออกแบบ การจัดการ และความชำนาญทางเทคโนโลยีของสตาร์วู้ด เพื่อขยายกิจการ ดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถ และเข้าสู่ตลาดต่าง ๆ ในขณะที่ยังคงทำงานร่วมกับบรรดาพันธมิตรเดิมของเราอย่างใกล้ชิด ไปพร้อม ๆ กับสร้างความสัมพันธ์ใหม่ ๆ ในขณะที่นำแบรนด์ของเราก้าวสู่ระดับต่อไป"

          การเป็นพันธมิตรกับสตาร์วู้ด แคปิตอล กรุ๊ป มีขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปีของโยเทล ซึ่งนับเป็นปีแห่งความก้าวหน้าครั้งสำคัญที่มีการเปิดตัวโยเทล บอสตัน และโยเทล ซานฟรานซิสโก ซึ่งอยู่ในเขตอเมริกาเหนือ รวมถึงโรงแรมของโยเทลแห่งแรกในเอเชียที่สิงคโปร์ที่จะเปิดตัวในวันที่ 1 ต.ค. นี้

          แบงก์ ออฟ อเมริกา เมอร์ริลล์ ลินช์ เป็นผู้ให้คำปรึกษาด้านการทำธุรกรรมของโยเทล

YOTEL Announces $250 Million Strategic Partnership With Starwood Capital Group

           YOTEL announced today that a fund affiliated with Starwood Capital Group ("Starwood"), a leading global private investment firm, has committed to making a strategic investment of $250 million in YOTEL, including acquiring a 30 percent stake in the company and investing in real estate acquisitions for new build, hotel conversion and adaptive reuse properties as YOTEL expands its international scale.

          Starwood's investment in and ongoing partnership with YOTEL will further enable YOTEL's rapid worldwide expansion, with a specific focus on Europe, North America and Asia. It also will help YOTEL strengthen its brand identity, expand geographically and enhance YOTEL's innovative guest experience. Starwood have already secured city centre sites in Edinburgh, Glasgow and Amsterdam which are expected to open as YOTELs by 2019.

          "This strategic partnership and investment highlights Starwood's longstanding passion and commitment to invest in innovative hospitality platforms. YOTEL is an exciting brand focused on technology, smart design and a distinct guest experience at an affordable price, which is the right strategy amid the current wave of digital disruption," said Barry Sternlicht, Chairman and CEO of Starwood Capital Group. "YOTEL has global appeal and can be easily scaled up with key strategic acquisitions and developments in desired city centre and airport locations."

          Cody Bradshaw, Managing Director, Head of European Hotels at Starwood Capital Group and Sarah Broughton, Senior Vice President, Starwood Capital Group will join the YOTEL board of directors, alongside representatives of the company's major shareholders including the Jassim Al Bahar Group, IFA Hotels & Resorts, United Investment Portugal and Aqarat which jointly own 65% stake in the company.

          Talal Al Bahar, Chairman of YOTEL and the lead investor said, "We are delighted to announce a new institutional investor into YOTEL alongside our existing shareholders. Starwood Capital Group's investment validates the company's strategy, provides strength and stability at a critical expansion stage and opens up new horizons for YOTEL to become the leading affordable luxury hotel brand."

          Hubert Viriot, CEO of YOTEL commented, "YOTEL is growing rapidly with 15 hotels currently at various stages of development. We look forward to leveraging Starwood's investment, design, operational and technological expertise to expand our platform, attract talent and enter additional markets whilst continuing to work closely with our existing partners and fostering new relationships as we take our brand to the next level."

          The partnership with Starwood Capital Group comes as YOTEL celebrates its 10th anniversary, a year of significant growth that includes the openings of YOTEL Boston and YOTEL San Francisco in North America and YOTEL Singapore, which will open on 1 October and will be YOTEL's first hotel in Asia.

          Bank of America Merrill Lynch advised YOTEL on the transaction.

As part of the One Belt, One Road initiative, Ordos builds an intellectual property platform for the creative industries

          ORDOS, China--28 Sep--PRNewswire/InfoQuest

          The 2nd Ordos International Conference for Culture & Creativity (OICC II), hosted by the municipal government of Ordos and the China Internet Information Center, was held in Ordos, Inner Mongolia, China from the 22nd to the 24th of September.

          The conference featured three events: A roll call and a red carpet show honoring creative designers; Masters' and Future-Stars' Design Exhibition for Beidou Culture & Creativity Award, followed by a forum on the latest trends and outlook for creative works and ideas.

          In addition, the municipal government of Ordos has established a 300 million-yuan intellectual property (IP) incubation fund, and built a nearly 100,000-square-meter industrial park. A specialized IP conversion and management organization was also set up to purchase IP-protected works on display while an IP pool for IP packaging and trading has been established. A culture and creativity development fund based on the intellectual property rights inherent in creative IPs as well as a joint-venture platform for the incubation of cultural and creative IPs have also been put in place.

          Photo - https://photos.prnasia.com/prnh/20170928/1951534-1-a
          Caption - The 2nd Ordos International Conference for Culture & Creativity held

          Photo - https://photos.prnasia.com/prnh/20170928/1951534-1-b
          Caption - Launching Ceremony for the Master and Future Star Design Exhibition for the Belt and Road Initiative

Guangdong Coastal Areas Top Tourist Choices during Summer Vacation Season

          Guangdong province received 8.33 million tourists during the summer holiday of 2017 (July 1 - Aug. 31), increasing by 54% compared to last year's figures, according to a research report on summer holiday tourism jointly released by Tourism Administration of Guangdong Province and Tongcheng (LY.COM, an online travel agency). Coastal tourism, which is the most popular with tourists, tops the list.

          During the period, fourteen coastal cities in Guangdong province received 7.34 million tourists with a year-on-year growth of 55%, accounting for 88% of the total tourists to Guangdong. Guangzhou and Shenzhen hit the highest number with 40% and 25% respectively, while Zhanjiang, Maoming and Dongguan recorded the strongest increases of 95%, 85% and 71% respectively.

          Hailing Island in Yangjiang city has always been one of the most popular coastal destinations for tourists planning for their summer vacation. According to official figures released by Hailing Island Economic Development Pilot Zone, Hailing, in July and August, attracted 3.52 million visitors and brought about 2.4 billion yuan of tourist income, increasing year-on-year by 8.9% and 8% respectively. Also, it saw a huge rise in the number of visitors from northern regions and other provinces including Hunan and Guangxi as well as a remarkable growth in group travels.

          It is said that besides regular attractions, Dajiao Bay in Hailing Island has introduced various programs, such as coastal music and dance performances, parade floats, symphonies, a water-splashing festival, a beer festival and a VR experience center. The new efforts applauded by tourists brought in 30% more visitors than last year. The Bay attracted increasingly more tourists from outside Guangdong and China, which are made up mainly of family tours.

          Also, Nanhai One (South China Sea No. 1) reopened to the public in August after a half year of upgrading. It is a wooden vessel for transporting goods and trading with foreign countries along the Maritime Silk Road, which sank in the beginning of the Southern Song Dynasty. The wreck was exhibited for the first time in 2007 in the Maritime Silk Road Museum of Guangdong. This year, the Museum attracts tourists to coastal areas with the improvement of the tour route (extended from 800 meters to 1500 meters) and more exhibits (added from 416 pieces to over 2000 pieces). It includes dozens of valuable items from Nanhai One, among which are exotic gold ornaments, elegant chinaware and very rare lacquerware from the Song Dynasty.

          Highlights:

          Tourists preferred destinations with themes. Among the tourists who came to Guangdong during summer vacation season in 2017, 51% of them chose aquariums, hot springs, the water world, historical sites, rafting and flower viewing.

          Singapore was the most popular overseas trip destination. For overseas travel, 55% of Guangdong residents chose Singapore, Vietnam and Japan as their destinations. The choices of Germany and Belgium witnessed rapid growth.

          SOURCE: Tourism Administration of Guangdong Province

เมืองชายหาดในมณฑลกวางตุ้งติดอันดับแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในช่วงฤดูร้อน

          สำนักงานท่องเที่ยวแห่งมณฑลกวางตุ้ง และถงเฉิง (LY.COM, บริษัทตัวแทนท่องเที่ยวออนไลน์) เปิดเผยรายงานว่า ในช่วงวันหยุดฤดูร้อนที่ผ่านมา (1 ก.ค.-31 ส.ค.) มณฑลกวางตุ้งมีนักท่องเที่ยวรวมทั้งสิ้น 8.33 ล้านคน พุ่งขึ้น 54% จากปีที่แล้ว โดยแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลเป็นจุดหมายยอดนิยม

          ในช่วงเวลาดังกล่าว เมืองที่ตั้งอยู่ริมชายฝั่งจำนวน 14 เมือง มีนักท่องเที่ยวรวมทั้งสิ้น 7.34 ล้านคน เพิ่มขึ้น 55% เมื่อเทียบกับปีก่อน หรือคิดเป็นสัดส่วน 88% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดในมณฑลกวางตุ้ง โดยเมืองกว่างโจวและเซินเจิ้นมีจำนวนนักท่องเที่ยวมากที่สุดที่ 40% และ 25% ตามลำดับ ขณะที่เมืองจ้านเจียง เหมาหมิง และตงก่วน มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นในระดับที่เป็นสถิติใหม่ที่ 95%, 85% และ 71% ตามลำดับ

          เกาะไห่หลิงในเมืองหยางเจียงก็เป็นอีกจุดหมายยอดนิยมในช่วงซัมเมอร์ของนักท่องเที่ยว โดยตัวเลขทางการของเขตพัฒนาเศรษฐกิจเกาะไห่หลิง ระบุว่า ในช่วงเดือนก.ค.-ส.ค.ที่ผ่านมา เกาะไห่หลิงมีนักท่องเที่ยว 3.52 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8.9% เมื่อเทียบรายปี สร้างรายได้มูลค่าราว 2.4 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้น 8% จากปีที่แล้ว โดยนอกเหนือจากมณฑลกวางตุ้งแล้ว มณฑลอื่นๆอย่างหูหนานและกว่างซีต่างก็มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน 

          นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไปแล้ว อ่าวต้าเจี่ยวก็เป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวบนเกาะไห่หลิงที่รัฐบาลผลักดันให้เป็นสถานที่พักผ่อนตากอากาศสำหรับครอบครัว โดยมีโปรแกรมที่น่าสนใจมากมาย เช่น ดนตรีและการเต้นรำริมชายหาด ขบวนพาเหรด ซิมโฟนี เทศกาลเล่นน้ำ เทศกาลเบียร์ และศูนย์ VR ซึ่งช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของที่นี่ให้เติบโตถึง 30% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยอ่าวต้าเจี่ยวเป็นจุดหมายที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆในหมู่นักท่องเที่ยวจากมณฑลอื่นๆของจีนและต่างประเทศ

          นอกจากนี้ เรือ "หนานไห่ อีเฮ่า" (South China Sea No. 1) ก็ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมอีกครั้งเมื่อเดือนส.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่ปิดบูรณะนานครึ่งปี โดย "หนานไห่ อีเฮ่า" เป็นเรือพาณิชย์ที่เคยใช้ขนส่งสินค้าไปยังต่างประเทศตามเส้นทางสายไหมทางทะเล ก่อนจะอับปางลงในสมัยต้นราชวงศ์ซ่ง โดยรัฐบาลได้นำซากเรือลำดังกล่าวออกจัดแสดงเป็นครั้งแรกในปี 2007 ที่พิพิธภัณฑ์เส้นทางสายไหมทางทะเลในมณฑลกวางตุ้ง และในปีนี้ ทางพิพิธภัณฑ์ก็มีแผนจะดึงดูดนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นด้วยการขยายพื้นที่จัดแสดงจากเดิม 800 ม.เป็น 1,500 ม. และเพิ่มสิ่งของจัดแสดงจาก 416 ชิ้นเป็นกว่า 2,000 ชิ้น ซึ่งรวมถึงสมบัติล้ำค่าจากเรือหนานไห่ อีเฮ่า เช่น เครื่องประดับทำจากทองจากต่างประเทศ เครื่องสังคโลก และเครื่องเขินหายากในสมัยราชวงศ์ซ่ง

          ไฮไลท์เด่น:

          นักท่องเที่ยวนิยมเที่ยวชมสถานที่ที่มีธีมต่างๆ โดย 51% ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาพักผ่อนในมณฑลกวางตุ้งในช่วงฤดูร้อนปีนี้ จะเลือกพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ บ่อน้ำร้อน สวนสนุกทางน้ำ โบราณสถาน กิจกรรมล่องแก่ง และเดินชมสวนดอกไม้

          สิงคโปร์เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับการท่องเที่ยวต่างประเทศของชาวมณฑลกวางตุ้ง คิดเป็นสัดส่วน 55% รองลงมาคือเวียดนาม และญี่ปุ่น ขณะที่เยอรมนีและเบลเยียมก็มีจำนวนนักท่องเที่ยวจากกวางตุ้งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

          ที่มา: สำนักงานท่องเที่ยวแห่งมณฑลกวางตุ้ง

Hainan Cultural Exchange Tour Arrives in Moscow

          Hainan Cultural Exchange Tour, aimed at promoting Hainan's distinctive culture, came to its second stop -- Moscow on September 23.

          Lin Guangqiang, Deputy Director of Publicity Department of the CPC Hainan Provincial Committee noted in his meeting with officials of Moscow municipal government that Russia enjoys rich and colorful culture and art. He hoped the bilateral exchanges and cooperation in culture and art can enhance Russian people's understanding about Hainan culture and meanwhile promote the diversified development of Hainan culture. Besides, he expected that both parties can establish partnership in media communication, training for bilingual talents of Chinese and Russian, and other fields.

          Tskhovrebov, Deputy Director of Moscow Municipal Bureau of Culture, said that China's Hainan Province is world-renowned for its tourism resources. Currently, the close Sino-Russia relationship will bring more and closer cooperation between Russia and Hainan.

          In the afternoon, Song and Dance Troupe of Hainan Province gave performances at Sparrow Hills Children's Palace. Performances with distinctive Hainan features like song and dance of Li ethnic group, folk song solos, and ethnic instruments playing attracted hundreds of people including staff from Moscow government bodies and overseas Chinese society as well as students and citizens.

          It was learned that Hainan received visitors totaling 405,800 person-times, including 164,000 visits from Russia between January and July, 2017.

          Hainan Cultural Exchange Tour, hosted by Publicity Department of the CPC Hainan Provincial Committee, was held in Saint Petersburg, Moscow and Ulan Bator respectively between September 20 and 27.

          SOURCE: Publicity Department of the CPC Hainan Provincial Committee

          AsiaNet 70339

จีนจัดงานรำลึก “เหวิน อู่ หยาน หวง” สะท้อนมรดกแห่งอารยธรรม

          งานพิธีเฉลิมฉลองครั้งใหญ่เพื่อรำลึกถึงวันครบรอบวันเกิดครั้งที่ 3,156 ของ เจียง จื่อหยา ถูกจัดขึ้นที่เขตหลินจือ เมืองจือโป มณฑลซานตง เมื่อวันที่ 12 กันยายน ที่ผ่านมา โดยจือโปเป็นอดีตเมืองหลวงของราชอาณาจักรฉี ทายาทของเจียง จื่อหยา นับหลายพันคนต่างเข้าร่วมพิธีเพื่อแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษผู้เลื่องชื่อคนเดียวกัน

          เหตุใดอารยธรรมจีนที่สืบทอดมาอย่างยาวนานกว่า 5,000 ปี จึงยังมีอยู่จนถึงทุกวันนี้? ข้อมูลอ้างอิงจากสำนักงานการจัดงานแสดงแห่งเขตหลินจือระบุว่า ชาติจีนมีการหยั่งรากที่ฝังลึก คำว่า "แผ่นดินแม่"เป็นคำที่ชาวจีนเรียกกันในภาษาจีนเมื่อพูดถึงมรดกล้ำค่าของชาวจีน และเมื่อต้องการเอ่ยถึงสายสัมพันธ์ที่ประชาชนมีต่อมรดกอันล้ำค่านั้น  คำนี้แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่ชาวจีนต่างรู้กันดีว่า บรรพบุรุษของชาวจีนทุกคนเกิดขึ้นก่อนเป็นอันดับแรก หลังจากนั้นจึงมีคำสอนและความเป็นชาติเกิดขึ้นตามมา การบูชาบรรพบุรุษซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและอารยธรรมจีนเป็นเรื่องราวของการสอนให้ลูกหลานชาวจีนยึดถือความกตัญญูเป็นคุณธรรมที่ต้องถือปฏิบัติผ่านการเคารพและเชิดชูเกียรติบรรพบุรุษของตนเอง

          ในประวัติศาสตร์ตลอดช่วง 5,000 ปีที่ผ่านมา การระลึกถึงบรรพบุรุษเป็นเรื่องที่ได้ถือปฏิบัติกันมาอย่างต่อเนื่อง วันนี้ การบูชาบรรพบุรุษได้กลายเป็นส่วนสำคัญหากมองในแง่ของประวัติศาสตร์

          ในส่วนของประเพณีของชาติและความสำคัญที่เกี่ยวของกับประเพณีเหล่านั้น รวมถึง พิธีรำลึกถึงบรรพชน 4 งาน ที่สามารถนำมากล่าวโดยย่อเป็นคำ 4 คำได้ดังนี้ "เหวิน อู่ หยาน หวง"

          วันและสถานที่ในการจัดพิธีรำลึก:

          1. เหวิน: พิธีรำลึกแบบขงจื๊อในเมืองชวีฟู่  มณฑลซานตง วันที่: 28 กันยายน สถานที่: วัดขงจื๊อ เขตชวีฟู้
          2. อู่: พิธีรำลึกเจียง จื่อหยา ในเมืองจือโป มณฑลซานตง วันที่: 12 กันยายน สถานที่: วัดอนุสรณ์สถานเจียงไท่กง เขตหลินจือ
          3. หยาน: พิธีรำลึกสุสานจักรพรรดิ์หยาน เมืองจูโจว มณฑลหูหนาน  วันที่: เทศกาลฉงหยาง (ในปี 2560 จะตรงกับวันที่ 28 ตุลาคม ฤดูใบไม้ร่วง) สถานที่: สุสานจักรพรรดิ์หยาน เทศมณฑลหยานหลิง
          4. หวง: พิธีรำลึกถึงจักรพรรดิ์เหลืองในเมืองหวงหลิง มณฑลซานซี วันที่: เทศกาลเชงเม้ง (ในปี 2561 จะตรงกับวันที่ 5 เมษายน ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง) สถานที่: สุสานจักรพรรดิ์เหลือง เขตเฉียวซาน

IBS Software ก้าวสู่ปีที่ 20 ในฐานะผู้นำด้านบริการไอทีสำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ขนส่ง และโลจิสติกส์

         IBS Software ดำเนินธุรกิจมาครบ 20 ปีในเดือนกันยายนนี้ โดยบริษัทก่อตั้งกิจการเมื่อปี 2540 และเติบโตจนกลายเป็นบริษัทข้ามชาติที่มีพนักงานเกือบ 3,000 ชีวิต รวม 20 สัญชาติ ซึ่งทำงานในบริษัทสาขา 10 แห่งทั่วโลก เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดของบรรดาสายการบินระดับโลก ท่าอากาศยานที่มีผู้โดยสารคับคั่ง เรือสำราญชั้นนำ ตัวแทนท่องเที่ยวและโรงแรมยักษ์ใหญ่ ไปจนถึงบริษัทน้ำมันและก๊าซที่มีชื่อเสียง ทั้งนี้ IBS มีลูกค้าประจำกว่า 200 ราย ซึ่งรวมถึงสายการบินรายใหญ่ที่สุด 10 แห่งจากทั้งหมด 20 แห่ง บริษัทน้ำมันรายใหญ่ของโลก 4 แห่งจาก 5 แห่ง เครือโรงแรมยักษ์ใหญ่กว่า 80 แห่ง และบริษัทท่องเที่ยวชั้นนำ 30 แห่ง
 


          ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา IBS ได้เข้าซื้อกิจการของบริษัทต่างชาติจำนวน 6 แห่ง รวมทั้งยกระดับบริการอันครอบคลุม ขยายแบนด์วิธ และสั่งสมความรู้ความเชี่ยวชาญทางธุรกิจ โดยบุคลากรทุกคนต่างทุ่มเทเวลาทำงานรวมกันกว่า 7,000 ปี และเข้าครอบครองทรัพย์สินทางปัญญาผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์สำคัญๆ 17 รายการ สำหรับอุตสาหกรรมการขนส่งทางอากาศ IBS ได้นำเสนอระบบไอทีทั่วโดเมนสำคัญ อาทิ บริการผู้โดยสารสายการบิน การขนส่งสินค้า ปฏิบัติการของลูกเรือและเที่ยวบิน การดำเนินงานในสนามบิน รวมถึงวิศวกรรมการบำรุงรักษาอากาศยาน ซึ่งไม่มีผู้ใดที่สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้แก่อุตสาหกรรมการขนส่งทางอากาศได้อย่างครอบคลุมเช่นนี้มาก่อน

          ในช่วงหลายปีมานี้ แพลตฟอร์มสำหรับองค์กรของ IBS (iFly, iFlight, iCargo, iTravel และ iLogistics) มีการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งยังได้รับความสนใจจากตลาดมากขึ้น โดยได้บริการซอฟต์แวร์โดเมนมาช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับแพลตฟอร์มเหล่านี้ นอกจากนี้ IBS ยังตั้งศูนย์ข้อมูลล้ำสมัยหลายแห่งทั่วโลกเพื่อให้บริการ SaaS ขณะเดียวกัน IBS ยังได้รับการรับรองคุณภาพและความปลอดภัยในระดับสูงสุด ทั้งยังได้รับรางวัลและการยกย่องมากมายจากในคุณูปการที่มีต่ออุตสาหกรรม ทั้งนี้ เมื่อเดือนธันวาคม 2558 บริษัท Blackstone ได้เข้าเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยของ IBS ด้วยมูลค่าการลงทุน 170 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

          คุณวีเค แมทธิวส์ ผู้ก่อตั้งและประธานบริหาร IBS กล่าวว่า "เวลา 20  ปีนั้นยาวนาน มีเพียงไม่กี่สิ่งที่ยังมั่นคงมาตลอดระยะดังกล่าว หนึ่งในนั้นคือค่านิยมหลัก ความทุ่มเทให้กับลูกค้า รวมถึงธรรมภิบาลอันไร้ที่ติของเรา และอีก 5 ปีข้างหน้านี้จะเป็นช่วงเวลาสำคัญของ IBS การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการรุกซื้อกิจการจะยังคงดำเนินต่อไป เราจะเดินหน้าให้บริการด้านไอทีแก่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ขนส่ง และโลจิสติกส์ ด้วยการส่งมอบแพลตฟอร์มอันมีเอกลักษณ์และเปี่ยมไปด้วยนวัตกรรม ที่จะช่วยให้ลูกค้าของ IBS สามารถแข่งขันและก้าวขึ้นเป็นผู้นำในโลกดิจิทัลได้ เนื่องในโอกาสที่เราบรรลุหลักชัยสำคัญในครั้งนี้ ผมใคร่ขอขอบคุณผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคนสำหรับความอบอุ่น มิตรภาพ และการสนับสนุนที่มีให้กันมาตลอด 20 ปี"

          รับชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ IBS ได้ที่ http://www.ibsplc.com 

          สื่อมวลชน กรุณาติดต่อ:
          Bratati Ghosh
          ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของ IBS
          อีเมล: bratati.ghosh@ibsplc.com

          ที่มา: IBS Software (IBS)

20 Years on, IBS Software is a Leading IT Provider for the Travel, Transportation and Logistics Industry

          In September 2017, IBS completes 20 years in business. From its modest beginning in 1997, IBS today is a multi-national corporation with nearly 3,000 people from 20 nationalities, operating from 10 global locations and powering mission critical operations of some of the world's best airlines, busiest airports, leading cruise lines, major travel distributors & hotels, and top oil & gas companies. IBS' 200+ active customers include 10 of the 20 largest airlines, 4 of the 5 oil majors, over 80 of the biggest hotel chains and 30 top travel suppliers.




          Over the past 20 years, IBS has acquired six overseas companies, broadening the bouquet of offerings, expanding managerial bandwidth and business know-how. Over 7000+ person years have been invested, garnering IP rights over 17 large software products. To the air transportation industry, IBS brings to the table IT systems across key business domains - airline passenger services, cargo operations, flight and crew operations, airport operations and aircraft maintenance engineering. No other single technology provider offers this range of products to the air transportation industry.

          Over the years, IBS' enterprise platforms (iFly, iFlight, iCargo, iTravel and iLogistics) have fast matured, gaining increased traction in the market, with domain-led software services complementing the value addition. Several state-of-the art data centres have been set up across the globe for SaaS offerings. IBS has gained and retained the highest quality and security certifications and have won awards and recognitions for its contribution to the industry. In December 2015, PE major Blackstone invested USD 170 million in IBS for a minority shareholding.

          "Twenty years is a long time. Few things remain constant over that period. But what has stayed the same include our core values, commitment to customers and impeccable corporate governance. The next five years will be a defining period for IBS. Our investments in R&D and the pursuit of strategic acquisitions will continue. We will consolidate our position as a strategic IT supplier to the TTL industry by providing innovative, differentiated platforms that will help our clients compete and lead in a digital world. As we celebrate a significant milestone, I would like to thank all our stakeholders for the twenty years of warmth, friendship, and support," says VK Mathews, Founder & Executive Chairman, IBS.

          More information on IBS is available at http://www.ibsplc.com .

          For media enquiries, please contact:
          Bratati Ghosh
          Chief Marketing Officer, IBS
          bratati.ghosh@ibsplc.com

          Source: IBS Software (IBS)

Hainan Cultural Exchange Tour เดินสายไปยังมองโกเลีย

          Hainan Cultural Exchange Tour ทัวร์โปรโมทวัฒนธรรมอันโดดเด่นของมณฑลไห่หนาน เดินทางมาถึงจุดหมายปลายทางสุดท้าย นั่นคือ อูลานบาตอร์ เมืองหลวงของมองโกเลีย เมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา โดยได้มีการจัดกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมเพื่อแสดงเอกลักษณ์อันโดดเด่นของไห่หนานในช่วงเย็นวันที่ 26 กันยายน

          คุณหลิน กวงเชียง รองผู้อำนวยการสำนักประชาสัมพันธ์ของคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนมณฑลไห่หนาน กล่าวระหว่างการพบปะกับเจ้าหน้าที่จากเทศบาลเมืองอูลานบาตอร์ว่า เพลงยาว ซอหัวม้า และการขับร้องแบบพื้นเมืองที่เรียกว่า Khoomei อันเป็นเอกลักษณ์ของชาวมองโกเลีย ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ชาวไห่หนาน พร้อมกับแสดงความหวังว่าการแลกเปลี่ยนและสร้างความร่วมมือด้านศิลปวัฒนธรรมจะช่วยให้ชาวมองโกเลียเข้าใจวัฒนธรรมของไห่หนานมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นการส่งเสริมพัฒนาการทางวัฒนธรรมอันหลากหลายของไห่หนานด้วย

          ในช่วงเย็น คณะนักร้องและนักเต้นแห่งมณฑลไห่หนานได้จัดการแสดงราว 20 ชุด โดยมีการขับขานบทเพลงและเต้นรำแบบชนเผ่าหลี่ รวมถึงการร้องเพลงและการเล่นเครื่องดนตรีพื้นบ้าน ขณะเดียวกัน ศิลปินชาวมองโกเลียก็ได้ร่วมแสดงด้วย การแสดงดังกล่าวได้รับความสนใจจากคนในแวดวงศิลปวัฒนธรรมในอูลานบาตอร์ รวมถึงชาวจีนโพ้นทะเล นักศึกษาจีนในต่างประเทศ และประชาชนทั่วไปหลายร้อยคน

          Hainan Cultural Exchange Tour ซึ่งจัดโดยสำนักประชาสัมพันธ์ของคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนมณฑลไห่หนาน ได้จัดขึ้นที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กและมอสโกไปแล้วก่อนหน้านี้

          ที่มา: สำนักประชาสัมพันธ์ของคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนมณฑลไห่หนาน

Hainan Cultural Exchange Tour เยือนกรุงมอสโก

          Hainan Cultural Exchange Tour ทัวร์โปรโมทวัฒนธรรมอันโดดเด่นของมณฑลไห่หนาน เดินทางไปยังจุดหมายปลายทางลำดับที่ 2 นั่นคือ กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย เมื่อวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา

          คุณหลิน กวงเชียง รองผู้อำนวยการสำนักประชาสัมพันธ์ของคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนมณฑลไห่หนาน กล่าวระหว่างการพบปะกับเจ้าหน้าที่จากเทศบาลกรุงมอสโกว่า รัสเซียมีศิลปวัฒนธรรมอันรุ่มรวยและหลากหลาย ซึ่งเขาหวังว่าการแลกเปลี่ยนและสร้างความร่วมมือด้านศิลปวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศจะช่วยให้ชาวรัสเซียเข้าใจวัฒนธรรมของไห่หนานมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นการส่งเสริมพัฒนาการทางวัฒนธรรมอันหลากหลายของไห่หนานด้วย นอกจากนี้ เขาหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถสร้างความร่วมมือด้านสื่อ การฝึกอบรมบุคลากรที่สื่อสารได้ทั้งภาษาจีนและรัสเซีย รวมถึงในด้านอื่นๆ

          คุณชคอฟเรบอฟ รองผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรมของเทศบาลกรุงมอสโก กล่าวว่า มณฑลไห่หนานของจีนมีชื่อเสียงระดับโลกในฐานะเมืองท่องเที่ยว ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างจีน-รัสเซียในปัจจุบันจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและไห่หนานด้วยเช่นกัน

          ในช่วงบ่าย คณะนักร้องและนักเต้นแห่งมณฑลไห่หนานได้จัดการแสดงที่ Sparrow Hills Children's Palace โดยมีการขับขานบทเพลงและเต้นรำแบบชนเผ่าหลี่ รวมถึงการร้องเพลงและการเล่นเครื่องดนตรีพื้นบ้าน ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมหลายร้อยคน รวมถึงเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานรัฐในกรุงมอสโก ชาวจีนโพ้นทะเล นักศึกษา และประชาชนทั่วไป

          ทั้งนี้ ในช่วงเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2560 ไห่หนานได้ให้การต้อนรับผู้มาเยือน 405,800 คน โดย 164,000 คนจากทั้งหมดเป็นนักท่องเที่ยวจากรัสเซีย

          Hainan Cultural Exchange Tour ซึ่งจัดโดยสำนักประชาสัมพันธ์ของคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนมณฑลไห่หนาน ได้จัดขึ้นที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก มอสโก และอูลานบาตอร์ ตามลำดับ ในช่วงวันที่ 20-27 กันยายนที่ผ่านมา

          ที่มา: สำนักประชาสัมพันธ์ของคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนมณฑลไห่หนาน

AETOS คว้ารางวัล "Best Forex Introducing Broker Programme"

          AETOS Capital Group คว้ารางวัล "Best Forex Introducing Broker Programme" ในงานประกาศรางวัลอันทรงเกียรติ UK Forex Awards 2017

          งานดังกล่าวจัดขึ้นที่เขตฮอลบอร์นในกรุงลอนดอน เพื่อเชิดชูเกียรติบริษัทฟอเร็กซ์ในสหราชอาณาจักรที่มีความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีสุดล้ำ การเทรดด้วยต้นทุนต่ำ เครื่องมือวิจัยตลาดครบวงจร โปรแกรมให้ความรู้ขั้นสูง และบริการลูกค้าระดับเวิลด์คลาส โดย AETOS คว้ารางวัลมาครองจากความเป็นเลิศด้าน Introducing Broker Programme ที่ได้รับการยกย่องว่าดีที่สุดในวงการ

          เบื้องหลังความสำเร็จของ AETOS คือการทุ่มทุนมหาศาลให้กับ Introducing Broker Programme ซึ่งมี commission scheme ที่ยืดหยุ่นและดึงดูดใจ พร้อม real-time settlements โปรแกรมนี้ได้รับความสนใจอย่างมากและกระตุ้นให้เกิดการไหลเข้าของธุรกิจใหม่

          บริษัทพยายามอย่างหนักเพื่อสนับสนุนเครือข่าย Introducing Broker ด้วยการเปิดตัวเว็บไซต์ใหม่เพื่อยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้งานและเพิ่มความรวดเร็ว โดยมีเซิร์ฟเวอร์ใหม่ที่เชื่อมกับศูนย์ข้อมูล Equinix LD4 ของลอนดอน เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ที่ปลอดภัยและเร็วที่สุด

          กลไกสำคัญที่สุดที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Introducing Broker Programme ของ AETOS ก็คือ การเปิดตัว "Biz Centre" ซึ่งเป็นระบบ CRM สุดล้ำที่ดึงดูดความสนใจจากบรรดาที่ปรึกษาในอุตสาหกรรม และได้รับการยอมรับจากคณะกรรมการตัดสินรางวัล

          "Biz Centre" มอบข้อมูลและเครื่องมือครบครันสำหรับการบริหารธุรกิจให้แก่ Introducing Broker โดยมีทั้งรายละเอียดของลูกค้า, ข้อมูลการเทรด, commission statements, URL อ้างอิง และอีกมากมาย ในระบบ CRM ใหม่ซึ่งบริษัทพัฒนาขึ้นเอง

          นอกจากนี้ AETOS ยังเป็นบริษัทเดียวในอุตสาหกรรมที่นำเสนอโปรแกรมส่งเสริมการตลาดใหม่ๆอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งช่วยให้ Introducing Brokers เอาชนะใจลูกค้าได้ และในปีนี้ เพื่อเฉลิมฉลอง 10 ปีของความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ บริษัทได้เปิดตัวโปรแกรมส่งเสริมการตลาดอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งได้รับเสียงตอบรับอย่างดีจาก Introducing Brokers และลูกค้า

          ซุนหยู หลี่ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดสากลของ AETOS กล่าวเนื่องในโอกาสรับรางวัลว่า "AETOS ทุ่มทุนอย่างมหาศาลใน Introducing Broker Programme และการได้รับการยกย่องว่าเป็นโปรแกรมที่ดีที่สุดในวงการในงาน UK Forex Awards ถือเป็นรางวัลตอบแทนความทุ่มเททั้งหมดของเรา"

          AETOS Capital Group Pty Ltd เป็นโบรกเกอร์ฟอเร็กซ์และผู้ให้บริการซื้อขายสัญญา CFD ออนไลน์ชั้นนำของออสเตรเลีย ซึ่งเปิดช่องทางเข้าถึงตลาดการเงินอย่างรวดเร็ว บริษัทให้บริการตราสารอนุพันธ์ทางการเงินที่หลากหลาย ได้แก่ ฟอเร็กซ์ หุ้น ดัชนี และสินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งนี้ AETOS Capital Group (UK) Ltd. ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแลของ Financial Conduct Authority (FCA)

          http://www.aetoscg.com



AETOS Wins Best Forex Introducing Broker Programme Award

          AETOS Capital Group has won the "Best Forex Introducing Broker Programme" award at the prestigious UK Forex Awards 2017.

          The event, held in Holborn, London, rewards UK Forex companies that champion cutting-edge technology, low-cost trading, comprehensive market research tools, advanced educational programmes and world-class customer service. AETOS was recognised for its exceptional Introducing Broker programme that was nominated as the best in its class.

          Behind AETOS' success has been heavy investment in its Introducing Broker programme, which has a flexible and attractive commission scheme along with real-time settlements. This has gained attention that has sparked an influx of new business.

          The company has gone to great lengths to support their Introducing Broker network by launching a new website to enrich user experience as well as invest in speed. New servers were switched on in London's Equinix LD4 data centre to give customers a lightning fast and secure website experience.

          However, the greatest driver behind AETOS' Introducing Broker Programme success has been the launch of the new "Biz Centre." This is an innovative CRM system that has attracted increasing interest from advisors in the industry and was recognised by the awards committee.

          The "Biz Centre" provides Introducing Brokers with a wealth of information and tools to manage their business. Client details, trading information, commission statements, referral URLs and more are all available in the new in-house developed CRM system.

          Besides, AETOS is also the only one in the industry, who introduce different marketing promotion programme from time to time, to help its Introducing Brokers win over clients. This year, in epically, to highlight the Group's 10 years' success in business, a selection of marketing promotion programmers have been introduced, and well received by Introducing Brokers and their clients.

          On accepting the award, Global Marketing Manager of AETOS, Shunyu Li, said: "AETOS has invested heavily in its Introducing Broker Programme. To win best in its class at the UK Forex awards shows that it is paying off with industry-wide recognition."

          AETOS Capital Group Pty Ltd is a renowned Australian online trader in Forex and CFDs, providing fast access to the financial markets. This includes dealing on Forex, stocks, indices and commodities. AETOS Capital Group (UK) Ltd. is licensed and regulated by the Financial Conduct Authority (FCA).

          http://www.aetoscg.com



HAZZA Network - Huge market interest ahead of public token sale

          Public Token sale launches 3rd October 2017



          " HAZZA is quickly capturing the attention of merchants, banks, and payment providers around the globe," says Founder Tyrone Lynch. "The global payments ecosystem, as it stands, is too fragmented, based on proprietary and legacy platforms that restrict the growth of innovation in the space. Our plan for HAZZA  is to create a universally accessible, low cost, blockchain-enabled payment network that will connect the ecosystem through open APIs."

          Mr Lynch is also the CEO of OCTO3, the payments industry firm that is preparing to migrate its proven payment platform to the blockchain through the not-for-profit OCTO3 Foundation to create the first global unified payment network.

          HAZZA aims to provide a unified, low-friction, and user-friendly processing platform for merchants, banks, and payment providers, as well as interconnect with existing card schemes. Through the use of smart contract driven blockchain technology, HAZZA plans to address the key pain points facing the industry.

          "Payments have always had a high level of complexity," says Founder Ajmal Samuel, "but with the rapid growth of e-commerce and emergence of many new payment methods, this complexity is often too much for a merchant to navigate. For example, we are now seeing eWallets and digital payment methods entering the retail arena and many merchants are struggling to integrate these into their existing systems. With HAZZA the delineation of traditional online, mobile, and card present payments becomes increasingly irrelevant."

          Once operational, merchants using HAZZA could add new payment methods quickly and easily using smart contracts, potentially saving weeks or even months of sourcing and negotiation.

          "Imagine a merchant being able to accept a new payment method simply by ticking a box in their management portal. With HAZZA we could soon see this as a reality," Mr. Samuel adds.

          The Token Sale

          The HAZZA token sale is underway now by the OCTO3 Foundation in a private-sale and will be open to the public from October 3rd, 2017.

          About OCTO3

          OCTO3 Limited is a member of OCTO3 Group Holdings Ltd., a hi-tech service provider that provides integrated solutions, comprehensive operation support and new technology applications. Headquartered in Hong Kong, OCTO3 offices are located in Hong Kong, Thailand, Singapore and Pakistan.



GATCOIN Unveils New Crypto Currency "Airdrop" Technology

          - GATCOIN reveals 'Targeted Airdrop' technology in Singapore

          - A-Drop(TM) tech will drive people into stores through blockchain enabled geotargeting of cryptocurrency giveaways for loyalty programs



          What if Starbucks sent you cryptocurrencies each time you walked past their store? This is the vision of blockchain startup GATCOIN Founder & CEO Simon Cheong. He unveiled GATCOIN's new "targeted airdrop" technology today at Singapore's BlockshowAsia conference.

          "Targeted airdrops give companies pin-point accuracy when distributing cryptocurrencies," said Mr Cheong.  "They can bring people into stores, recruit new customers, and trigger more sales."

          GATCOIN will allow retailers to issue their own cryptocurrencies to consumers to replace traditional discount coupons, loyalty points and gift vouchers. Cryptocurrencies will then be used to buy products or can be traded by holders for other retail currencies or cash on GATCOIN's crypto-currency exchange.

          "Targeted airdrops brings a completely new dimension to the crypto space," Cheong added. "Retailers could, for example, run 'treasure hunts' and become the new Pokemon-Go of crypto."

          The new airdrop technology allows retailers to target audiences by demographic, spending preferences and geo-location.

          "Businesses can literally drop real money within a 1-mile radius of any store. People can spread and share the news of targeted A-Drops(TM) for rewards."

          This new technology is the biggest marketing innovation since the invention of coupons.

          "The promise of mobile marketing is realised by blockchain technology to enable retailers to offer a much more powerful incentive for people to join and adhere to their loyalty programs. This is the future of marketing and loyalty programs," said Mr Cheong.

          GATCOIN will launch in 2018 with SK Planet Japan's retail network of over 60,000 stores in Asia.

          GATCOIN tokens will be available to the public on October 28, 2017.

          About GATCOIN

          GATCOIN is a distributed retail shopping platform operating on high-speed super large ledger technology. Working testnets have reached speeds equivalent to average Visa/Mastercard transaction speeds. The GATCOIN platform includes a mobile shopping platform, a mobile wallet, and a mobile exchange to trade merchant tokens.



QIAGEN ประกาศติดตั้งระบบถอดลำดับพันธุกรรม "GeneReader" ครั้งแรกในมาเลเซีย

          QIAGEN Biotechnology Malaysia Sdn Bhd ประกาศว่า บริษัทได้ทำการติดตั้งระบบถอดลำดับพันธุกรรม "GeneReader Next-Generation Sequencing (NGS)" เป็นครั้งแรกในมาเลเซียให้แก่บริษัท Pathomics Health Sdn Bhd ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโซลูชั่นด้านเฮลธ์แคร์ระบบดิจิทัล เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกในการสนับสนุนงานวิจัยที่จะเป็นประโยชน์ต่อแวดวงการวิจัยโรคมะเร็งของประเทศ



          ดร.รอน ตัน ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ประจำ Pathomics Health ซึ่งมีวิสัยทัศน์ในการสร้างมาตรฐานใหม่ในด้านการวิจัยโรคมะเร็งโดยการผนวกระบบประมวลผลภาพทางพยาธิวิทยาและการวิเคราะห์จีโนม กล่าวว่า "Pathomics Health รู้สึกตื่นเต้นที่เป็นห้องแล็บแห่งแรกในมาเลเซียที่มีระบบ GeneReader NGS โดยระบบดังกล่าวช่วยให้กระบวนการถอดรหัสพันธุกรรมทำได้ง่ายขึ้น และให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ พวกเราทราบดีว่า เทคโนโลยี NGS ประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม และเป็นนวัตกรรมก้าวกระโดดในด้านชีววิทยาศาสตร์ การทดสอบแบบประยุกต์ รวมถึงการวินิจฉัยโรคทางโมเลกุลและเภสัชกรรม พวกเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ส่งมอบระบบ GeneReader ที่มีศักยภาพในการตรวจวิเคราะห์เนื้องอกระดับโมเลกุล โดยให้ผลลัพธ์ที่เร็วขึ้นในราคาที่ถูกกว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ"

          ระบบ GeneReader NGS ได้รับการติดตั้งใช้งานที่ Pathomics Health เพื่อช่วยให้บริษัทสามารถให้บริการถอดลำดับพันธุกรรม โดยความร่วมมือครั้งนี้ยังมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาเครื่องมือใหม่แบบครบวงจรสำหรับใช้ในการตรวจวินิจฉัยและพยากรณ์โรคมะเร็ง

          Pathomics Health และมหาวิทยาลัยมาเลเซีย มีความต้องการแบ่งปันและยกระดับการใช้งาน ความเข้าใจ และทรัพยากรที่มีอยู่ ร่วมมือกับแวดวงพยาธิวิทยาระดับโมเลกุล โดยเฉพาะในด้านโรคมะเร็ง ผ่านทางเครือข่ายวิชาการและอุตสาหกรรม

          QIAGEN คือผู้จัดหาโซลูชั่นแบบ "Sample to Insight" ระดับชั้นนำของโลก ระบบ GeneReader NGS ของบริษัทเป็นโซลูชั่นถอดรหัสพันธุกรรมขั้นสูงแบบ "Sample to Insight" ที่ครบวงจรตัวแรก โดยมีการประมวลผลที่ครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมตัวอย่างไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูล ด้วยเหตุนี้ GeneReader NGS จึงเป็นโซลูชั่นที่ใช้งานง่ายและมีความคุ้มค่าสำหรับห้องปฏิบัติการทุกแห่ง และเปิดทางให้เหล่านักวิจัยได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี NGS ในการพัฒนางานวิจัยด้านเทคโนโลยีการถอดรหัสพันธุกรรมขั้นสูง คุณวิลเลียม หลิน ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจการค้าประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ QIAGEN กล่าวว่า "ด้วยระบบถอดรหัสพันธุกรรม GeneReader NGS ของ QIAGEN นี้ นักวิจัยและเจ้าหน้าที่ประจำห้องปฏิบัติการจะสามารถโฟกัสไปที่งานวิจัยของตัวเองได้ดียิ่งขึ้น โดยไม่ต้องกังวลถึงปัญหาทางเทคนิคต่างๆ เรารู้สึกดีใจที่ได้ติดตั้งระบบถอดรหัสพันธุกรรมตัวแรกของบริษัทที่ Pathomics Health และตั้งตารอที่จะได้เห็นผลลัพธ์อันน่าทึ่งจากห้องปฏิบัติการร่วมกับนักวิจัยโรคมะเร็งทั่วประเทศ"

          ทั้งนี้ ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกแสดงให้เห็นว่า มะเร็งเป็นโรคร้ายที่ทำให้ประชาชนทั่วโลกล้มป่วยและเสียชีวิตมากที่สุดโรคหนึ่ง โดยในปี 2555 มีผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่เพิ่มขึ้นถึงประมาณ 14 ล้านคนทั่วโลก ขณะที่มีผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวจำนวน 8.2 ล้านคน นอกจากนี้ ยังพบว่าในแต่ละปี ผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่กว่า 60% จะอยู่ในแอฟริกา เอเชีย อเมริกากลางและอเมริกาใต้ โดยที่อัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งใน 4 ทวีปนี้มีสัดส่วนถึง 70% ของทั่วโลก

          ดาโต๊ะ เสรี ดร. ฮิลมี ญาฮายา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขมาเลเซีย เปิดเผยว่า ชาวมาเลเซียจำนวนกว่า 1 ใน 4 มีแนวโน้มป่วยเป็นโรคมะเร็งตั้งแต่อายุไม่ถึง 75 ปี และมีผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 100,000 คนต่อปี โดยคาดว่าภายในปี 2563 อัตราผู้ป่วยโรคมะเร็งของมาเลเซียจะพุ่งขึ้นถึง 15%

          ทั้งนี้ พิธีเปิด Pathomics Health อย่างเป็นทางการจะมีขึ้นในวันที่ 5 ตุลาคม 2560 หากท่านสนใจเข้าร่วมงานหรือต้องการรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบ GeneReader NGS สามารถติดต่อได้ที่อีเมล Malaysia-Marketing@qiagen.com



QIAGEN announces first installation of GeneReader next-generation sequencer in Malaysia

          QIAGEN Biotechnology Malaysia Sdn Bhd today announced that it has installed the company's first GeneReader Next-Generation Sequencing (NGS) System in Malaysia. The installation of the GeneReader NGS System at Pathomics Health Sdn Bhd, a digital health care solution company in Kuala Lumpur, enables actionable insights to support research that will benefit the country's cancer research community.



          "Pathomics Health is excited to be the lab with Malaysia's first GeneReader NGS System," said Dr Ron Tan, a scientific advisor to Pathomics Health, whose vision is to provide a new standard in cancer research by integrating smart histopathology imaging and genomics analysis. "The GeneReader NGS simplifies the NGS workflow and generates an interpreted result without hassle. We know that NGS technology has achieved outstanding success, posting breakthroughs in the life sciences, applied testing, pharma and molecular diagnostics. We are particularly pleased to offer GeneReader system's ability to explore a tumor's molecular nature more quickly and affordably than other platforms."

          The GeneReader NGS System was installed at Pathomics Health to enable the company to provide sequencing services. The collaboration also aims to develop new integrative tools for use in cancer diagnosis and prognosis.

          Pathomics Health and the University of Malaya intend to share and improve the application, understanding and available resources associated with molecular pathology, particularly its application to cancer, through their respective networks in academia and industry.

          QIAGEN is the world's leading provider of "Sample to Insight" solutions. The company's GeneReader NGS System is the first complete "Sample to Insight" next-generation sequencing solution. Its workflow covers the entire sequencing process from sample prep to data interpretation. As a result, GeneReader NGS is simpler and more cost-effective for laboratories, allowing them to take advantage of NGS technologies that improve next-generation sequencing for research. "With QIAGEN's GeneReader NGS System, researchers and lab staff can now focus on their research not technical issues," said William Lin, QIAGEN's director of commercial operations for Southeast Asia. "We are pleased to have installed our first GeneReader system with Pathomics Health and look forward to seeing many outstanding results of its collaborations with cancer researchers across the country."

          According to the World Health Organization, cancer is among the leading causes of morbidity and mortality worldwide. There were approximately 14 million new cases and 8.2 million cancer-related deaths around the world in 2012. Each year, more than 60 percent of the world's new cases occur in Africa, Asia, and Central and South America. These regions account of 70 percent of the world's cancer deaths.

          One in four Malaysians will develop cancer by age 75 and roughly 100,000 Malaysians suffer from cancer each year, according to Deputy Health Minister Datuk Seri Dr Hilmi Yahaya. By the year 2020, it is expected that the incidence of cancer in Malaysia will increase by 15 percent.

          The official opening of Pathomics Health is on October 5, 2017. If you are interested in attending the event or learning more about the GeneReader NGS System, kindly email Malaysia-Marketing@qiagen.com .



"เมอร์ค" เผยความคืบหน้าโครงการ Horizon 2020 ของสหภาพยุโรป มุ่งยกระดับกระบวนการปลายน้ำด้านชีวเภสัชภัณฑ์

          - โครงการ nextBioPharmDSP Horizon 2020 นำโดย Lek Pharmaceuticals บริษัทในเครือ Sandoz ในสโลวีเนีย ตอกย้ำความสำเร็จด้านการวิจัยและนวัตกรรม

          - รายงานความคืบหน้า 18 เดือนต่อสหภาพยุโรป

          - เมอร์คมอบความเชี่ยวชาญด้านกระบวนการปลายน้ำที่ต่อเนื่องและลื่นไหล รวมถึงระบบแบบใช้ครั้งเดียว

          เมอร์ค ( Merck ) บริษัทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นนำ เผยความคืบหน้าของการมีส่วนร่วมในโครงการ  Horizon 2020 ซึ่งเป็นโครงการด้านการวิจัยและนวัตกรรมของสหภาพยุโรป เพื่อยกระดับกระบวนการปลายน้ำด้านชีวเภสัชภัณฑ์

          อูดิท บาทรา สมาชิกคณะกรรมการบริหารของเมอร์ค และซีอีโอกลุ่มธุรกิจชีววิทยาศาสตร์ (Life Science) กล่าวว่า "อุตสาหกรรมชีวเภสัชภัณฑ์กำลังเผชิญกับแรงกดดันในการลดต้นทุนการผลิตและการเพิ่มประสิทธิภาพให้มากขึ้น ขณะที่ยังคงมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม บริษัทอย่างเมอร์คและลูกค้าของเราจำเป็นต้องช่วยรับมือกับความท้าทายในอุตสาหกรรม และเร่งกระบวนการส่งมอบยาให้แก่ผู้ป่วยที่ต้องการ ทั้งนี้ บรรดาสมาชิกของโครงการ Horizon 2020 ได้สร้างความก้าวหน้าที่สำคัญต่อกระบวนการปลายน้ำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว"

          ผลของความร่วมมือจะครอบคลุมถึงการลดขนาดและจำนวนของหน่วยปฏิบัติการปลายน้ำ รวมถึงการเลิกใช้เครื่องหมุนเหวี่ยง นอกจากนี้ การใช้วิธีทางเลือกสำหรับขั้นตอนการเก็บคาดกว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดความจำเป็นในการใช้เรซินปริมาณมากที่มีราคาแพง ขณะเดียวกันก็กำลังมีการศึกษาการเก็บผ่านกระบวนการตกตะกอน เพื่อทดแทนการทำโครมาโตกราฟีโปรตีนชนิด A

          ระบบโครมาโตกราฟีแบบต่อเนื่องและทิ้งได้ กำลังอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนาด้วยเครื่องมือและเซ็นเซอร์วิเคราะห์ใหม่ๆ ซึ่งถูกนำไปใช้ในส่วนอื่นๆของกระบวนการปลายน้ำด้วยเช่นกัน ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งสำหรับกระบวนการปลายน้ำจะถูกประเมินและผ่านกระบวนการเพื่อนำเอาสิ่งเจือปนออกไปอย่างต่อเนื่อง และกระบวนการดังกล่าวจะถูกนำไปผนวกเข้ากับกระบวนการปลายน้ำแบบใช้ครั้งเดียวที่ต่อเนื่องและเชื่อมต่อกัน

          อูรอส เออร์เลบ หัวหน้าฝ่ายพัฒนายาชีววัตถุคล้ายคลึงทางเทคนิคสากล แผนกพัฒนาและผลิตผลิตภัณฑ์ชีวภาพทางเทคนิคของ Novartis กล่าวว่า "กระบวนการชีวภาพรุ่นใหม่จะช่วยยกระดับความสามารถของอุตสาหกรรมในการผลิตยาคุณภาพสูงอย่างมีประสิทธิภาพในราคาคุ้มทุน กลุ่มความร่วมมือดังกล่าวกำลังส่งมอบวิธีการใหม่ที่พลิกโฉมกระบวนการผลิตแบบเดิม และเราหวังว่าผลของความพยายามของเราจะช่วยตอบสนองความต้องการด้านกำลังการผลิตอันหลากหลาย เปิดทางให้เกิดการผลิตยาอย่างยั่งยืน และมอบประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง"

          nextBioPharmDSP เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Horizon 2020 ซึ่งเป็นโครงการใหญ่ที่สุดของสหภาพยุโรปในบรรดาโครงการประเภทเดียวกัน และมีเงินทุนสนับสนุนเกือบ 8 หมื่นล้านยูโรตลอดระยะเวลา 7 ปี (2557-2563) โครงการนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ยุโรปเป็นสถานที่ผลิตนวัตกรรมชั้นนำระดับโลก ด้วยการกำจัดอุปสรรคในการพัฒนานวัตกรรมและการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน พร้อมตั้งเป้าว่าจะคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ที่เป็นครั้งแรกของโลก ด้วยการนำสุดยอดความคิดจากห้องแล็บมาสู่ตลาด

          โครงการนี้นำโดย Lek Pharmaceuticals บริษัทในเครือ Sandoz ในสโลวีเนีย ส่วนสมาชิกประกอบด้วย Sandoz GmbH (ออสเตรีย), University of Natural Resources and Life Sciences, Vienna (ออสเตรีย), Karlsruhe Institute of Technology (เยอรมนี), National Institute of Chemistry (สโลวีเนีย) และ National Systems srl (อิตาลี) โดยเมอร์คได้เข้าร่วมกลุ่มผ่านบริษัทลูกในฝรั่งเศสอย่าง มิลลิพอร์ เอส.เอ.เอส. สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการได้ที่ http://nextbiopharmdsp.eu/

          เกี่ยวกับเมอร์ค
          เมอร์ค คือบริษัทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นนำในด้านการดูแลสุขภาพ ชีววิทยาศาสตร์ และเพอร์ฟอร์แม้นซ์ แมททิเรียล พนักงานราว 50,000 คนของบริษัทได้ร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ที่ช่วยปรับปรุงและยกระดับคุณภาพชีวิต ตั้งแต่ยาชีวภาพเพื่อรักษาโรคมะเร็งหรือโรคปลอกประสาทอักเสบ ระบบที่ทันสมัยสำหรับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการผลิต ไปจนถึง liquid crystal ที่ใช้กับสมาร์ทโฟนและโทรทัศน์ LCD ทั้งนี้ ในปี 2558 เมอร์คทำยอดขายได้ 1.285 หมื่นล้านยูโร ใน 66 ประเทศ

          เมอร์ค เป็นบริษัทเภสัชภัณฑ์และเคมีที่เก่าแก่ที่สุดในโลก โดยก่อตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2211 และปัจจุบันครอบครัวผู้ก่อตั้งยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของกลุ่มบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เมอร์คครอบครองสิทธิ์ในชื่อและแบรนด์ "เมอร์ค" ทั่วโลก ยกเว้นในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ซึ่งบริษัทดำเนินธุรกิจในชื่อ อีเอ็มดี โซโรโน่, มิลลิพอร์ซิกม่า และอีเอ็มดี เพอร์ฟอร์แม้นซ์ แมททิเรียล

          ข่าวประชาสัมพันธ์ทั้งหมดของเมอร์คได้รับการเผยแพร่ผ่านทางอีเมลในเวลาเดียวกับที่มีการเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ของเมอร์ค กรุณาเข้าไปที่ www.merckgroup.com/subscribe เพื่อลงทะเบียนออนไลน์ เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกบริการนี้

          กิตติกรรมประกาศ
          โครงการนี้ได้รับเงินทุนจาก Horizon 2020 ของสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นโครงการเพื่อการวิจัยและนวัตกรรมภายใต้ข้อตกลงหมายเลข 635557



Merck Provides Update on EU's Horizon 2020 Program to Improve Biopharmaceutical Downstream Processing

          -- nextBioPharmDSP Horizon 2020 project led by Lek Pharmaceuticals, a Sandoz company in Slovenia, highlighted as success storyfor research and innovation

          -- Completed 18-month milestone submission to EU

          -- Merck provides expertise in continuous and flow-through downstream processing approaches and single-use systems

           Merck , a leading science and technology company, today announced an update on its participation in Horizon 2020 , the EU Framework Program for Research and Innovation, to improve biopharmaceutical downstream processing.

          "The biopharmaceutical industry is facing pressure to reduce manufacturing costs and deliver greater efficiencies, all while being environmentally responsible," said Udit Batra, Member of the Merck Executive Board and CEO, Life Science. "It is important for companies like Merck and our customers to help address industry-wide challenges and accelerate the process of getting drugs to patients in need. Through the Horizon 2020 program, consortium members are already delivering important advances for downstream processing."

          Collaboration outcomes will include reduction in the size and number of downstream unit operations as well as elimination of the need for centrifugation. Alternative approaches for the capture step are expected to improve efficiency and reduce the need for expensive resin volume. Capture via precipitation is also being studied as a replacement for protein A chromatography.

          A disposable continuous chromatography system is in development with novel analytical tools and sensors, which are also implemented in other parts of downstream process. Single-use disposable technology for all downstream processing operations will be evaluated and flow-through approaches for polishing steps implemented, to remove impurities in a continuous way. Selected approaches will be integrated in a connected continuous downstream single-use process.

          "Next generation bioprocessing strategies will improve our industry's ability to efficiently and cost-effectively supply high quality medicines," said Uros Urleb, Global Head Technical Development Biosimilars in the Biologics Technical Development and Manufacturing Unit at Novartis. "The consortium is delivering new approaches to the conventional manufacturing workflow and we expect the results of our efforts will help address variations in capacity needs, enable sustained drug supply and offer important environmental benefits."

          The nextBioPharmDSP is part of the Horizon 2020 initiative, the largest EU-based program of its kind to date with nearly EUR 80 billion of funding available over seven years (2014 to 2020). The program seeks to ensure Europe produces world-class science by removing barriers to innovation and collaboration between public and private sectors. It promises more breakthroughs, discoveries and world-firsts by taking great ideas from the lab to the market.

          The project is coordinated by Lek Pharmaceuticals, a Sandoz company in Slovenia. Consortium members include Sandoz GmbH (Austria), University of Natural Resources and Life Sciences, Vienna (Austria), Karlsruhe Institute of Technology (Germany), National Institute of Chemistry (Slovenia) and National Systems srl (Italy). Merck participates in the consortium through its French subsidiary, Millipore S.A.S. For more information, please visit the project website at http://nextbiopharmdsp.eu/ .

          About Merck 
          Merck is a leading science and technology company in healthcare, life science and performance materials. Around 50,000 employees work to further develop technologies that improve and enhance life – from biopharmaceutical therapies to treat cancer or multiple sclerosis, cutting-edge systems for scientific research and production, to liquid crystals for smartphones and LCD televisions. In 2015, Merck generated sales of EUR 12.85 billion in 66 countries.

          Founded in 1668, Merck is the world's oldest pharmaceutical and chemical company. The founding family remains the majority owner of the publicly listed corporate group. The company holds the global rights to the Merck name and brand. The only exceptions are the United States and Canada, where the company operates as EMD Serono, MilliporeSigma and EMD Performance Materials.

          All Merck news releases are distributed by email at the same time they become available on the Merck website. Please go to www.merckgroup.com/subscribe to register online, change your selection or discontinue this service.

          Acknowledgement: 
          This project has received funding from the European Union's Horizon 2020 research and innovation programme under grant agreement No 635557.



กลุ่มผู้นำด้านเกษตรกรรมไทยและภูมิภาคแสดงจุดยืน ให้ทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับเกษตรกรไทยเป็นอันดับแรก

          ยื่นจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี เร่งพิจารณาให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมที่ทันสมัย ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ อันสอดคล้องต่อการนโยบายขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0



          กลุ่มผู้นำด้านเกษตรกรรมไทย โดย นางสาววัชรีภรณ์ พันธุ์ภูมิพฤกษ์ นายกสมาคมอารักขาพืชไทย (ส.อ.ท.) ดร. ชาตรี พิทักษ์ไพรวัน อดีตนายกสมาคมอารักขาพืชไทย นายปราโมทย์ ติรไพรวงศ์ นายกสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร และดร. วีรวุฒิ กตัญญูกุล อดีตนายกสมาคมคนไทยธรกิจเกษตร พร้อมด้วยตัวแทนเกษตรกร นายนิวัติ ปากวิเศษ ประธานชมรมผู้ปลูกมะนาวแห่งประเทศไทย และนายวัลลภ ปริวัฒน์ รองนายกสมาคมการส่งออกทุเรียน มังคุด แห่งประเทศไทย ออกแถลงจุดยืนแสดงเจตนารมณ์สนับสนุนเกษตรกรไทย ให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอันทันสมัยต่าง ๆ ในการประกอบอาชีพของพวกเขา ซึ่งรวมถึงการใช้สารอารักขาพืช ที่มีประสิทธิภาพด้วยความรับผิดชอบ หลังจากการพิจารณาทบทวนของภาครัฐ ที่อาจมีผลทำให้มีการห้ามใช้หรือการจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิดในการปกป้องพืชผล

          สมาชิกของกลุ่ม ซึ่งประกอบด้วยสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร  สมาคมอารักขาพืชไทย และ CropLife Asia ได้ยื่นจดหมายถึงยังสำนักนายกรัฐมมนตรีเมื่อเร็วๆนี้ เพื่อแสดงถึงความรู้สึกและยังได้จัดการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในวันนี้ด้วยเช่นกัน

          นายปราโมทย์ ติรไพรวงศ์ นายกสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร กล่าวว่า "เกษตรกรไทยทั้งหลายสมควรได้รับการสนับสนุนและมีทางเลือกในการแก้ไขปัญหา โดยไม่ต้องกังวลถึงกลุ่มกิจกรรมใด ๆ เพราะพวกเขาคือผู้ผลิตอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงคนทั้งชาติ ผู้โอบอุ้มประเทศอยู่เบื้องหลัง พวกเราขอยืนหยัดปกป้องสิทธิของพี่น้องเกษตรกรไทยให้สามารถใช้อุปกรณ์หรือเครื่องทุ่นแรงที่มีประสิทธิภาพที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพของพวกเขา และเราก็ได้ไปยื่นจดหมายต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อให้ทราบเรื่องนี้ และยินดีให้ความร่วมมือกับทางภาครัฐและขอร้องให้ทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับเกษตรกรไทยเป็นอันดับแรก"

          สารอารักขาพืช ที่มีการพิจาณาอาจถูกสั่งห้ามใช้หรือจำกัดการใช้นั้น นับว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนตลาดส่งออกผลไม้ของไทย ที่มีมูลค่าส่งออกถึง 1 แสนล้านบาท และเติบโตถึงร้อยละ 30 ต่อปีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ความนิยมผลไม้ไทยในตลาดต่างประเทศที่แข็งแกร่งเช่นนี้ อาจได้รับผลกระทบจากการพิจารณาสั่งห้ามหรือจำกัดการใช้สารอารักขาพืช ที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย และส่งผลต่อเนื่องไปถึงเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างใหญ่หลวง

          นอกจากนี้ สาร 2 ชนิดที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาสั่งห้ามหรือจำกัดการใช้งานนั้น ล้วนเป็นเครื่องมือที่สำคัญสำหรับเกษตรกรในการบริหารจัดการวัชพืชในพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ อาทิ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าว ข้าวโพด และอ้อย ซึ่งการยกเลิกหรือจำกัดการใช้สารเหล่านี้ อาจส่งผลกระทบสำคัญ ทำให้ต้นทุนการกำจัดวัชพืชโดยรวมเพิ่มขึ้นกว่า 8,100 – 70,000 ล้านบาท และเสียผลผลิตอีกกว่า 4.7 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 13,500 – 100,000 ล้านบาท[1]

          นางสาววัชรีภรณ์ พันธุ์ภูมิพฤกษ์ นายกสมาคมอารักขาพืชไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า "เมื่อหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เกษตรกรไทยจากที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศได้ร่วมแสดงความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า การเกษตรไทยต้องการใช้เทคโนโลยีการอารักขาพืชผลมากขึ้น โดยเฉพาะสารกำจัดวัชพืช เนื่องจากแรงงานขาดแคลน และค่าแรงสูงขึ้น ซึ่งในปัจจุบันเกษตรกรต้องต่อสู้กับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ความแห้งแล้งที่รุนแรงขึ้น น้ำท่วม ศัตรูพืช วัชพืช และโรคภัยต่าง ๆ พวกเขาจึงต้องการตัวช่วยที่สอดคล้องกับยุคศตวรรษที่ 21 ที่มีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ"

          เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตรได้มีการรับฟังความเห็นผู้มีส่วนได้เสียในการยกเลิกหรือจำกัดการใช้สารอารักขาพืช 3 ชนิด  โดยได้ทำประชาพิจารณ์ขึ้นทั่วประเทศในจังหวัดต่าง ๆ ทั้งสุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ ขอนแก่น และกรุงเทพมหานคร โดยเกษตรกรไทยหลายร้อยรายได้เข้าร่วมเพื่อแบ่งปันประสบการณ์และแสดงความจำนงที่จะใช้สารอารักขาพืช 3 ชนิด  ทั้งนี้เกษตรกรยืนยันด้วยประสบการณ์อันยาวนานว่า การใช้ตามคำแนะนำ และปฏิบัติอย่างถูกต้องจะไม่มีปัญหาเรื่องสุขภาพ

          นวัตกรรมการปกป้องพืชผลนั้น เป็นกำลังขับเคลื่อนการผลิตในภาคเกษตรของไทยและทั่วโลกอย่างไร้ข้อกังขา กล่าวคือ ปริมาณผลผลิตอาหารทั้งหมดทั่วโลกอาจต้องสูญเสียราวร้อยละ 50 เนื่องจากศัตรูพืช วัชพืช และโรคพืช หากไม่มีเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนแนวทางการปกป้องผลผลิตต่าง ๆ

          ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีเหล่านี้ยังให้คุณประโยชน์ในการช่วยเหลือเกษตรกรไทย โดยแบ่งเบาภาระจากการใช้วิธีการกำจัดวัชพืชด้วยมือที่ล้าสมัยและไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ หากปราศจากสารกำจัดวัชพืช การถอนวัชพืชในพื้นที่ 6.25 ไร่ หรือ 10,000 ตารางเมตร จะกินเวลากว่า 126 ชั่วโมงโดยประมาณ และต้องเดินก้มขึ้นลงกว่า 10 กิโลเมตร การลดภาระงานที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย จะช่วยรักษาสุขภาพของเกษตรกรไทยและสมาชิกในครอบครัว

          การกลับไปสู่วิธีการเดิม ๆ และทำให้พัฒนาการด้านการเกษตรของชาตินับทศวรรษที่ผ่านมาเสียเปล่า จะเป็นการสวนทางต่อความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยที่จะก้าวไปสู่นโยบายประเทศไทย 4.0 ที่เป็นแนวทางเสริมสร้างการเติบโตของชาติในอนาคต รวมทั้งข้อกำหนดต่าง ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างผลิตภาพในภาคเกษตรให้รุดหน้า ด้วยประสิทธิภาพที่เพิ่มพูนขึ้นและใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มิใช่การลดทอนเทคโนโลยี

          [1] จากรายงานของ PG Economics

          เกี่ยวกับ PG Economics

          บริษัท PG Economics จำกัด คือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในการให้บริการคำแนะนำและปรึกษาแก่อุตสาหกรรมการเกษตร และอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ขอบข่ายที่มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ อาทิ เทคโนโลยีชีวภาพพืช ระบบการผลิตผลิตผลทางการเกษตร การตลาดและนโยบายการเกษตร เป็นต้น

          กรรมการสองท่านคือ มร. ปีเตอร์ บาร์ฟุต และมร. เกรแฮม บรู้คส์ ที่ร่วมกันก่อตั้ง PG Economics ในปีพ.ศ.2542 ทั้งสองท่านเป็นนักเศรษฐศาสตร์การเกษตรที่มีชื่อเสียง และเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในแวดวงที่ปรึกษาด้านเกษตรกรรม และวงการธุรกิจด้านเทคโนโลยี

          องค์กรที่เป็นลูกค้าของ PG Economics มาจากทั้งภาครัฐฯและเอกชน อันรวมถึงองค์กรชั้นนำด้านเทคโนโลยีชีวภาพพืช ผู้ผลิตสารเคมีทางการเกษตร ธุรกิจเมล็ดพันธุ์พืชและการเพาะปลูก รวมทั้งผู้ผลิตส่วนผสมอาหารสัตว์ ผู้ผลิตซีเรียลอาหารเช้า ธุรกิจสกัดน้ำมันพืช กิจการแปรรูปอาหาร ผู้ผลิตแป้ง/น้ำตาลเทียม องค์กรเกษตรกร สมาคมการค้าต่าง ๆ รัฐบาลอังกฤษ และคณะกรรมาธิการยุโรป



Spending Time With Family/Pets as Popular as Healthy Eating and Exercise to Maintain 'Physical Health’, Shows GfK Data

          One in three now include "take a break from technology" in their health routine.

          Nuremberg, September 28, 2017 - When it comes to which activities people do regularly to maintain their physical health, it is no surprise that nearly two thirds of the online population across 17 countries include getting enough sleep, eating healthy nutritious food, and exercising. What is more surprising is that almost the same numbers (62 percent) now include "spending time with family, friends or pets" as something they "do regularly to maintain their physical health". This is up from 56 percent in 2014.

          Getting enough sleep stays level over the last three years, in terms of the percentage of people who regularly include this as part of their physical health routine. However, there are notable increases in other activities - especially following a specific diet, unplugging from technology, eating healthily and spending time with family, friends or pets.
 
          GfK's research indicates that 'quality time' has taken a step forward in people's perception of what keeps them physically healthy. "Taking a break from technology" increased from one in four people (24 percent) in 2014 regularly doing this to maintain their physical health to one in three people (34 percent) this year; the second largest increase across all the activities listed. Also, "spending time with family, friends or pets" increased from just over half of people (56 percent) in 2014, to just under two thirds (62 percent) this year.

          Eating the right food is also getting notably more attention than in the past. "Following a specific diet" climbed from 18 percent in 2014 to 30 percent this year; the biggest increase among all the activities listed. And "eating healthy nutritious food" is now mentioned by 65 percent of respondents, compared to 58 percent in 2014.

          Mexico, Spain and Canada in top five countries for spending time with family, friends or pets as part of their physical health routine

          Nearly three quarters of the online population in Mexico regularly spend time with family, friends or pets in order to maintain physical health - the highest percentage for all 17 countries surveyed. They are followed by Spain and Argentina (level on 71 percent) and Canada and Brazil (level on 68 percent).

          Mexico also tops the list when it comes to taking a break from technology as an activity to help maintain physical health, with 43 percent of the online population regularly doing this. Here they are followed by China (40 percent), Argentina (39 percent), Spain (38 percent) and Brazil (34 percent).

          Download  GfK's complimentary "Activities to maintain physical health" report for specific data on each country, broken down by key demographics.

          GfK combines these insights with data from areas such as point of sales tracking, consumer panels and geo-marketing to help clients successfully target high-potential audiences, both globally and within specific countries.

          For more information, please visit www.gfk.com



อาร์ทไพรซ์ เผยตลาดศิลปะร่วมสมัยมียอดประมูลพุ่งขึ้น 1,400% ในช่วง 17 ปีที่ผ่านมา พร้อมอัตราผลตอบแทนต่อปีเฉลี่ย 7.6%

          ตลาดศิลปะร่วมสมัยเติบโตเหนือกว่าตลาดศิลปะโดยรวม ขณะที่มีการจัดงานแสดงศิลปะร่วมสมัยมากมาย เช่น Frieze Art Fair ในลอนดอน และ FIAC ในปารีส

          ตลาดศิลปะร่วมสมัยให้ผลกำไรอย่างมากทั้งในระยะกลางและระยะยาว โดยแม้จะมีการแก้ไขหลายครั้ง แต่ดัชนีราคาของเราก็บ่งชี้ว่า ตลาดศิลปะร่วมสมัยยังคงคึกคักเหมือนช่วงต้นยุค 2000 โดยมียอดประมูลพุ่งขึ้นถึง 1,400% ในช่วง 17 ปีที่ผ่านมา (จาก 103 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2000 สู่ระดับ 1.58 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2017) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาดมีความคึกคักอย่างมาก สามารถดูรายงานตลาดศิลปะร่วมสมัยประจำปี (2016/2017) ของอาร์ทไพรซ์ได้ที่ https://www.artprice.com/artprice-reports/the-contemporary-art-market-report-2017

         

          วิกฤตการเงินและเศรษฐกิจเรื้อรังซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมาตั้งแต่ปี 2007 แสดงออกมาอย่างชัดเจนผ่านอัตราดอกเบี้ยติดลบในหลายประเทศ ส่งผลให้ตลาดศิลปะเป็นเหมือนแหล่งน้ำกลางทะเลทราย ซึ่ง เธียร์รี เออร์มานน์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของอาร์ทไพรซ์กล่าวว่า ตลาดศิลปะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมั่นคงและคาดการณ์ได้ ทำให้ตลาดศิลปะร่วมสมัยมีความโดดเด่นอย่างมาก

          ในปีนี้ ตลาดศิลปะร่วมสมัยได้สร้างสถิติใหม่ด้วยยอดประมูลมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก โดยยอดประมูล 58.4 ล้านดอลลาร์สำหรับผลงานของ เจฟฟ์ คูนส์ ในปี 2013 ถูกทำลายสถิติด้วยยอดประมูล 110.5 ล้านดอลลาร์สำหรับผลงานของฌอง-มิเชล บาสเกียท์

          "ศิลปะร่วมสมัยได้กลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของตลาดศิลปะ ผิดกับในอดีตที่มีศิลปะสมัยใหม่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก ซึ่งข้อมูลสถิติดังกล่าวช่วยยืนยันทิศทางทั่วไปที่ปรากฏในรายงานตลาดศิลปะรอบครึ่งปีฉบับล่าสุดของอาร์ทไพรซ์ ที่เผยแพร่เมื่อเดือนสิงหาคม 2017 โดยสามารถดูได้ที่ http://www.artprice.com "

          โดยส่วนใหญ่แล้ว การประมูลผลงานศิลปะร่วมสมัยจะไม่สนใจมูลค่าครั้งล่าสุดของศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงาน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในช่วง 17 ปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า ผลงานศิลปะร่วมสมัยให้อัตราผลตอบแทนต่อปีเฉลี่ย 7.6% ซึ่งสูงกว่าตลาดศิลปะโดยรวมอย่างมีนัยยะสำคัญ

          ข้อมูลสถิติที่สำคัญ:

          1. มีผลงานศิลปะร่วมสมัย 57,100 ชิ้นถูกขายออกไปในการประมูลปีที่แล้ว (เพิ่มขึ้น 3.8%) ซึ่งข้อมูลการซื้อขายผลงานทุกชิ้นถูกรวบรวมไว้ในฐานข้อมูลของอาร์ทไพรซ์
          2. ยอดประมูลอยู่ที่ 1.58 พันล้านดอลลาร์ เทียบกับ 1.5 พันล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้า
          3. ยอดประมูลพุ่งขึ้น 1,400% นับตั้งแต่ปี 2000
          4. ยอดประมูลในสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 690 ล้านดอลลาร์ ตอกย้ำตำแหน่งผู้นำของโลก เหนือกว่าจีนซึ่งมียอดประมูล 370 ล้านดอลลาร์
          5. สหราชอาณาจักรตกลงมาอยู่ในอันดับที่ 3 ด้วยยอดประมูล 348 ล้านดอลลาร์
          6. ฝรั่งเศสอยู่ในอันดับ 4 ด้วยยอดประมูล 38 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 2.4% ของยอดประมูลทั่วโลก ซึ่งลดลงถึง 9.5%
          7. ผลงานจิตรกรรม ซึ่งมีสัดส่วน 72% ของทั้งหมด ยังคงเป็นรูปแบบผลงานที่ได้รับความนิยมจากนักสะสม รองลงมาคือผลงานประติมากรรม (11%)
          8. อุตสาหกรรมพิพิธภัณฑ์อันคึกคักด้วยพิพิธภัณฑ์เปิดใหม่มากกว่า 700 แห่งต่อปี ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตลาดศิลปะ ทั้งยังมอบสถานะทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งให้กับผลงานศิลปะ ทำให้ได้รับการยอมรับในวงกว้าง
          9. ปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์ งานแสดงศิลปะ และการจัดงานศิลปะทุกประเภท ต่างปรับตัวเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่าศิลปะร่วมสมัยเข้าถึงคนทั่วไปมากขึ้น และไม่ได้เป็นสิ่งสงวนสำหรับชนชั้นอภิสิทธิ์อีกต่อไป 

          รายงานฉบับล่าสุด

          รายงานฉบับใหม่ล่าสุดประจำปี 2017 ของอาร์ทไพรซ์ที่เผยแพร่ฟรีทางออนไลน์นั้น ใช้ระบบ Decision Support Systems ผสานกับการศึกษา 5 หัวข้อซึ่งนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการ การจัดการ และทิศทางล่าสุดของตลาดศิลปะร่วมสมัย โดยการศึกษา 5 หัวข้อเพื่อสำรวจตลาดและนำเสนอข้อมูลเชิงลึกให้แก่ลูกค้า นักสะสม มืออาชีพ และสถาบันต่างๆ ในตลาดศิลปะร่วมสมัย ประกอบด้วย

          1. การกลับสู่เส้นทางการเติบโต
          2. ทิศทางปัจจุบัน
          3. ความสนใจในสตรีทอาร์ท
          4. มุ่งสู่ความเสมอภาคทางเพศในตลาดศิลปะ
          5. ความดึงดูดทางการเงินของตลาดศิลปะร่วมสมัย

          สุดยอดศิลปินร่วมสมัย 500 คน
          สงวนลิขสิทธิ์ เธียร์รี เออร์มานน์ 1987/2017
       
          เกี่ยวกับอาร์ทไพรซ์

          อาร์ทไพรซ์ได้รับการจดทะเบียนใน Eurolist โดย Euronext Paris, SRD long only และ Euroclear: 7478 - Bloomberg: PRC - Reuters: ARTF

          อาร์ทไพรซ์คือผู้นำระดับโลกด้านฐานข้อมูลราคาผลงานศิลปะ ด้วยดัชนีต่างๆ กว่า 30 ล้านดัชนี รวมถึงผลการประมูลผลงานศิลปะของศิลปินกว่า 657,000 ราย โดยมี Artprice Images(R) เป็นแหล่งข้อมูลตลาดศิลปะที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเข้าถึงได้แบบไม่จำกัด ซึ่งประกอบด้วยห้องสมุดภาพผลงานศิลปะกว่า 126 ล้านภาพ ตั้งแต่ปีค.ศ.1700 จนถึงปัจจุบัน พร้อมด้วยความเห็นจากนักประวัติศาสตร์ศิลปะของอาร์ทไพรซ์

          อาร์ทไพรซ์รวบรวมข้อมูลจากบริษัทประมูลทั่วโลกกว่า 4,500 รายเข้าสู่ฐานข้อมูล พร้อมกับเผยแพร่ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับแนวโน้มตลาดศิลปะให้แก่สำนักข่าวใหญ่ๆ และสื่อสิ่งพิมพ์ทั่วโลกกว่า 7,200 ราย นอกจากนี้ อาร์ทไพรซ์ยังเปิดโอกาสให้สมาชิก 4.5 ล้านรายได้เข้าถึงตลาดซื้อขายผลงานศิลปะที่ได้มาตรฐานระดับโลก โดยมีการซื้อขายงานศิลปะทั้งแบบตั้งราคาขายตายตัวและแบบเปิดประมูล

          รายงานตลาดศิลปะโลกปี 2016 ของอาร์ทไพรซ์:
          http://imgpublic.artprice.com/pdf/rama2016_en.pdf

          Arte & Artprice:
          http://www.arte.tv/guide/en/weekly-highlight

          สัมผัสโลกของอาร์ทไพรซ์ได้ที่ http://web.artprice.com/video ทั้งนี้ อาร์ทไพรซ์มีสำนักงานใหญ่เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยชื่อดังอย่าง Abode of Chaos สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://vimeo.com/124643720

          ติดตามข่าวสารในตลาดศิลปะ:
          http://twitter.com/artpricedotcom
          https://www.facebook.com/artpricedotcom
          https://plus.google.com/+Artpricedotcom/posts
          http://artmarketinsight.wordpress.com/

          ติดตามพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย Abode of Chaos ทางเฟซบุ๊ก:
          https://www.facebook.com/la.demeure.du.chaos.theabodeofchaos999

          ชมภาพพิพิธภัณฑ์ Abode of Chaos โดยเธียร์รี เออร์มานน์ นักเขียน ประติมากร และศิลปิน:
          https://www.flickr.com/photos/home_of_chaos/sets/72157676803169034



Artprice: Contemporary Art Market Annual Report: Turnover up 1,400% in 17 Years With an Average Annual Return of +7.6%

          Contemporary Art leads the Art Market with Frieze Art Fair in London and the FIAC in Paris

          On the whole, the Contemporary Art Market is substantially profitable over the medium and long terms. Despite several corrections, our price index shows that the segment has retained its early-2000s vitality. Turnover growth of +1,400% in 17 years (US$103 million in 2000 to US$1.58 billion in 2017) reflects an extremely dynamic market. Artprice's Contemporary Art Market Annual Report (2016/2017) is available free of charge at the following link: https://www.artprice.com/artprice-reports/the-contemporary-art-market-report-2017

         

          The chronic financial and economic crisis affecting the world economy since 2007 - clearly illustrated by the widespread recourse to negative interest rates - makes the Art Market look like a desert oasis. According to thierry Ehrmann, Artprice's founder and CEO, the Art market has experienced a healthy adjustment that was both necessary and predictable, leaving the Contemporary Art segment center stage.

          This year, the Contemporary Art Market generated a stunning new record with its first-ever result above $100 million. The segment's previous record, $58.4 million for a work by Jeff Koons in 2013, was demolished by the $110.5 million paid for a work by Jean-Michel Basquiat.

          "Contemporary Art has emerged as the art market's primary locomotive, a role historically played by Modern art, and its figures confirm the general trends outlined and analysed in Artprice's latest semi-annual Art Market Report published in August 2017, online at http://www.artprice.com ."

          In most cases the acquisition of a Contemporary artwork is made in the absence of History's final verdict on the value of the artist who created it. However, the last 17 years have shown that a well-diversified portfolio of Contemporary artworks generates an average annual yield of +7.6%, substantially higher than the art market as a whole.

          Key figures:

          1. 57,100 Contemporary artworks sold at auction last year (+3.8%), with every result integrated into Artprice's database.
          2. $1.58 billion in auction turnover versus $1.5 billion for the previous period.
          3. +1,400% turnover growth since the year 2000.
          4. US turnover of $690 million confirms its place as global leader, far ahead of China's $370 million.
          5. The UK has been relegated to third place with $348 million.
          6. France, fourth with $38 million, generated 2.4% of global auction turnover, down 9.5%.
          7. Painting, which accounted for 72% of the total, remains collectors' preferred medium, followed by sculpture (11%).
          8. The museum industry - opening over 700 new museums per year - is contributing to a rarefaction of the Art market and provides a solid economic reality for artworks, accepted by a broad consensus.
          9. Today, museums, art fairs and artistic events of all types are increasingly proving that Contemporary art engages with the general public and is no longer the preserve of a privileged class.

          Brand new report

          Available for free online, the new 2017 Artprice Report exploits its Decision Support Systems to combine five analyses that shed light on the development, organisation and latest trends in the Contemporary Art Market. Five studies that explore the market's most sensitive topics and provide insight for art consumers, collectors, professionals and institutions active on the Contemporary Art Market.

          1. Return to a growth path
          2. Current trends
          3. Enthusiasm for Street Art
          4. Towards gender parity in the Art Market
          5. Financial attractiveness of Contemporary Art

          The Top 500 Contemporary artists
          Copyright thierry Ehrmann 1987/2017

          About Artprice: 

          Artprice is listed on Eurolist by Euronext Paris, SRD long only and Euroclear: 7478 - Bloomberg: PRC - Reuters: ARTF.

          Artprice is the leading databank for the global art market, with over 30 million indices and auction results covering more than 657,000 artists. Artprice Images(R) gives unlimited access to the largest Art Market resource in the world: a library of 126 million pictures and prints of artworks from 1700 to the present day, with notes and comments by our art historians.

          Artprice permanently feeds its databanks with information from roughly 4,500 auction operators worldwide and publishes a constant flow of art market indicators for the world's principal news agencies and approximately 7,200 international press publications. For its 4.5 million members, Artprice gives access to the world's leading Standardised Marketplace for buying and selling art either at a fixed price or within a bidding system.

          Artprice's Global Art Market Annual Report for 2016:
          http://imgpublic.artprice.com/pdf/rama2016_en.pdf

          Arte & Artprice:
          http://www.arte.tv/guide/en/weekly-highlight

          Discover the alchemical universe of Artprice http://web.artprice.com/video , whose headquarters is the famous Museum of Contemporary Art, the Abode of Chaos  https://vimeo.com/124643720

          News Artmarket:
          http://twitter.com/artpricedotcom
          https://www.facebook.com/artpricedotcom
          https://plus.google.com/+Artpricedotcom/posts
          http://artmarketinsight.wordpress.com/

          The Contemporary Arts Museum The Abode of Chaos on Facebook:
          https://www.facebook.com/la.demeure.du.chaos.theabodeofchaos999

          The Abode of Chaos/Demeure du Chaos Contemporary Art Museum by thierry Ehrmann,author, sculptor, artist, photograph:
          https://www.flickr.com/photos/home_of_chaos/sets/72157676803169034



"GuangYuYuan" ผู้ผลิตยาแผนโบราณที่เก่าแก่ที่สุดในจีน พร้อมเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ที่งานปารีส แฟชั่นวีค

          แบรนด์ยาแผนโบราณที่เก่าแก่ที่สุดของจีนเตรียมเป็นผู้สนับสนุนดาวรุ่งในวงการแฟชั่น ด้วยความร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่างเทนเซนต์ (Tencent)



          - บริษัทผู้ผลิตยาแผนโบราณที่เก่าแก่ที่สุดของจีน ซึ่งมีประวัติศาสตร์อันยาวนานมาเกือบ 500 ปี

          - Guo Jiaxue ประธานบอร์ดบริหารของ GuangYuYuan กล่าวว่า "มีบริษัทเพียงไม่กี่แห่งบนโลกที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานเหมือนเช่นเรา สำหรับ GuangYuYuan แล้ว การอนุรักษ์วัฒนธรรมดั้งเดิมควบคู่ไปกับการส่งเสริมนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งถือเป็นเสาหลักสำคัญที่เรายึดมั่นมาโดยตลอด"

          GuangYuYuan ซึ่งเป็น 1 ใน 4 บริษัทผู้ผลิตยาแผนโบราณยักษ์ใหญ่ที่เก่าแก่ที่สุดในจีน เตรียมเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ที่งานปารีส แฟชั่นวีค วันที่ 1 ตุลาคม 2560 นี้

          Chinese designer Big-King sketches a GuangYuYuan inspired design for his Paris Fashion Week Debut
ภายในงานอีเวนท์ที่จัดขึ้นโดยยักษ์ใหญ่แห่งวงการเทคโนโลยีอย่างเทนเซนต์  GuangYuYuan จะรับหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนโชว์ที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ จากผลงานของนักออกแบบดาวรุ่งอย่าง Liu Qing หรือที่รู้จักกันในนาม Big-King ในการเปิดตัวคอลเลคชันเสื้อผ้าของเขาเป็นครั้งแรกบนเวทีปารีส แฟชั่นวีค ซึ่งถือเป็นเมืองปิดงาน Big 4 Fashion Week ซึ่งจัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง

          Guo Jiaxue ประธานบอร์ดบริหารของ GuangYuYuan Chinese Herbal Medicine Co., Ltd. กล่าวถึงแรงบันดาลใจซึ่งอยู่เบื้องหลังความร่วมมือในครั้งนี้ว่า "มีบริษัทเพียงไม่กี่แห่งบนโลกนี้ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานเหมือนเช่นเรา สำหรับ GuangYuYuan แล้ว การอนุรักษ์วัฒนธรรมดั้งเดิมและการส่งเสริมนวัตกรรมใหม่ๆ ถือเป็นเสาหลักสำคัญที่เรายึดมั่นมาโดยตลอด เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็น Big-King ผสานการตกแต่งสไตล์จีนเข้ากับดีไซน์ของเขา ซึ่งรวมถึงลวดลายที่สะท้อนให้เห็นถึงประวัติศาสตร์เกือบ 500 ปีของเรา"

          ทั้งนี้ โชว์ที่ได้รับการสนับสนุนโดย GuangYuYuan ได้รับอนุญาตให้จัดขึ้นเป็นพิเศษที่พิพิธภัณฑ์ Musee Jacquemart-Andre ซึ่งถือเป็นรันเวย์ของงานปารีส แฟชั่นวีคแห่งแรกที่จัดขึ้นในพิพิธภัณฑ์ ในโอกาสนี้ GuangYuYuan จะนำเสนอไฮไลท์เด็ดตั้งแต่วัฒนธรรมของแบรนด์ไปจนถึงการออกแบบตามหลักสุนทรียศาสตร์ในการเปิดตัวเป็นครั้งแรกที่กรุงปารีส

          เกี่ยวกับ GuangYuYuan

          บริษัท GuangYuYuan ก่อตั้งขึ้นในปี 2084 โดยในปี 2546  Xi'an Dongsheng Group กลุ่มบริษัทเภสัชกรรมชั้นนำของจีนได้เข้าซื้อกิจการของ GuangYuYuan และได้จดทะเบียนในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ภายใต้ชื่อ GuangYuYuan Chinese Herbal Medicine Co. Ltd., หมายเลขหุ้น 600771 ในปี 2549 GuangYuYuan ได้รับการรับรองจากกระทรวงพาณิชย์จีนว่าเป็น "ตราสินค้าที่ได้รับการเชื่อถือมาอย่างยาวนาน" ขณะที่ผลิตภัณฑ์ที่เก่าแก่ที่สุด 2 รายการอย่าง  GuilingJi และ Dingkun Dan ก็ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมจีน และส่วนประกอบของตัวยาดังกล่าวยังได้รับการขนานนามว่าเป็นความลับของประเทศอีกด้วย

          เว็บไซต์: www.guangyuyuan.cn