Wednesday, November 30, 2016

Japanese Company Fidel Technologies KK Acquires Tech Start-up LinguaNext to Expand its Multilingual Services & Solutions Portfolio




          'LinguaSol', the New Entity Will Offer Managed Language Services Across Asia
          LinguaSol will offer its US Patented technology & Fidel's translation services together to linguify (translate) web & mobile applications, web portals, websites and enterprise products. This unique technology translates websites or mobile apps without changes to underlying application. Automation & AI allows faster integration & delivery of the Linguify middleware solution with mobile applications or websites.
          'LinguaSol' plans to introduce software as a service (SaaS) model besides the traditional license model whereby customers will pay as they use, resulting in a cost-effective way to localize and go to market. With this new pricing model, it will be further easy for FMCG, E-commerce, SMEs and start-up companies to localize websites & applications into local languages to reach new customers. LinguaSol will take complete ownership, management & maintenance of website translation.
          Mr. Sunil Kulkarni (Director & CEO) of LinguaSol states that globally consumers prefer to transact in their local languages. We see the new Indian consumer demanding the same and fortunately, technology allows us to do so now at a much faster rate & at a reasonable cost. In the recent case of de-monetization, even in rural India, there is a push to adapt to digital wallets. These solutions will get adapted faster provided these are offered in regional languages by translating not just the menu but the catalogue & the contents.
          Further with this new managed services model, we want our customers to have a seamless one-window experience & linguify their business in a shortest possible time of 2 -4 weeks.
          We support the 'Make in India' & the financial inclusion initiative by making the technology-based solutions available in local languages by approaching government agencies and work closely with them.
          Localization is a 36 billion $ industry globally and companies want to go global. At the same time, traditional methodologies, increase the cost as well as time to deliver and make it difficult for enterprises to embrace localization. Typical pure-play translation companies cannot address the need of a dynamic data website or mobile application. This merger of solutions and services will benefit global customers as they have access to this unique solution and the services together.
          LinguaNext was founded by Mr. Rajeevlochan Phadke in 2010. Its technology has been proven with successful implementations in nationalised banks, My LPG gas portal, oil & gas PSUs. Rajeevlochan will continue leading technology development in LinguaSol.
          http://www.linguasol.net
          About Fidel Technologies:
          Fidel Technologies KK is a Japanese firm (since 2001) & works with global clients in the areas of FinTech, IoT & Localization. It has a portfolio of products & services. Fidel is in the localization services since 2008 and works with clients including successful top social media brands as well as product companies like IBM, Panasonic, Xiomi, SAP, Pearson to name a few.
          Source: LinguaSol

“Fidel Technologies KK” จากญี่ปุ่น เข้าซื้อบริษัทสตาร์ทอัพ “LinguaNext” มุ่งขยายบริการแปลภาษาทั่วเอเชีย


       
 
          บริษัทใหม่ที่มีชื่อว่า "LinguaSol" จะให้บริการแปลข้อมูลสินค้าเป็นภาษาท้องถิ่นทั่วภูมิภาคเอเชีย
          LinguaSol จะใช้เทคโนโลยีที่จดสิทธิบัตรในสหรัฐอเมริกาและบริการแปลภาษาของ Fidel เพื่อให้บริการแปลข้อมูลบนเว็บไซต์ แอปมือถือ เว็บพอร์ทัล รวมถึงข้อมูลผลิตภัณฑ์ขององค์กรเป็นภาษาท้องถิ่น เทคโนโลยีอันทันสมัยนี้สามารถแปลข้อมูลบนเว็บไซต์หรือแอปมือถือโดยที่ไม่ทำให้การใช้งานเปลี่ยนแปลงไป โดยระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์จะช่วยให้การแปลภาษาบนเว็บไซต์หรือแอปต่างๆเป็นไปอย่างรวดเร็วขึ้น
          LinguaSol มีแผนเปิดตัว Software as a Service (SaaS) นอกเหนือไปจากการอนุญาตให้ใช้งานแบบดั้งเดิมที่ลูกค้าต้องชำระเงินเพื่อใช้บริการ ซึ่งจะช่วยให้การแปลข้อมูลเป็นภาษาท้องถิ่นและการรุกเข้าสู่ตลาดประหยัดมากกว่าเดิม นอกจากนั้นยังช่วยให้บริษัทประเภท FMCG, SME, อีคอมเมิร์ซ และสตาร์ทอัพ สามารถแปลข้อมูลบนเว็บไซต์และแอปต่างๆเป็นภาษาท้องถิ่นได้ง่ายขึ้น อันจะเป็นประโยชน์ต่อการเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ทั้งนี้ LinguaSol จะเป็นเจ้าของ บริหารจัดการ และดูแลการแปลภาษาบนเว็บไซต์ทั้งหมด
          Mr. Sunil Kulkarni กรรมการและซีอีโอของ LinguaSol ระบุว่า ผู้บริโภคทั่วโลกต่างต้องการทำธุรกรรมโดยใช้ภาษาของตนเอง และเราเห็นว่าผู้บริโภคชาวอินเดียก็มีความต้องการในลักษณะนี้เช่นเดียวกัน โชคดีที่เทคโนโลยีช่วยให้เราสามารถทำได้อย่างรวดเร็วในราคาที่เหมาะสม การที่รัฐบาลอินเดียประกาศยกเลิกใช้ธนบัตรเมื่อไม่นานมานี้ ได้ผลักดันให้ประชาชนหันมาใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลกันมากขึ้นแม้แต่ในชนบทของอินเดีย และบริการเหล่านี้จะถูกนำไปใช้อย่างรวดเร็วมากขึ้นหากมีการแปลเป็นภาษาท้องถิ่น ไม่ใช่แค่ในส่วนของเมนูเท่านั้น แต่ยังรวมในส่วนของเนื้อหาและรายการต่างๆด้วย
          เราตั้งใจนำเสนอบริการแปลภาษารูปแบบใหม่เพราะต้องการให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์อันราบรื่นไร้อุปสรรค และสามารถแปลข้อมูลสินค้าบริการของตนเองเป็นภาษาท้องถิ่นได้ในเวลาน้อยที่สุดภายใน 2-4 สัปดาห์
          เราสนับสนุนนโยบาย "Make in India" และนโยบายการให้บริการทางการเงินอย่างครอบคลุม เราจึงนำเสนอบริการแปลข้อมูลสินค้าบริการเป็นภาษาท้องถิ่น ผ่านการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับภาครัฐ
          อุตสาหกรรมการแปลข้อมูลสินค้าบริการเป็นภาษาท้องถิ่นมีมูลค่า 3.6 หมื่นล้านดอลลาร์ทั่วโลก และปัจจุบันก็มีบริษัทจำนวนมากที่ต้องการทำตลาดในระดับสากล ทว่าวิธีการแบบเดิมๆ ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นและใช้เวลาในการส่งมอบผลิตภัณฑ์นานขึ้น นอกจากนั้นยังทำให้บริษัทเผชิญอุปสรรคในการเจาะตลาดท้องถิ่น ขณะที่บริษัทแปลภาษาทั่วไปก็ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของเว็บไซต์หรือแอปต่างๆที่มีการอัพเดทข้อมูลตลอดเวลา การหลอมรวมกันของโซลูชั่นและบริการในครั้งนี้จึงเป็นประโยชน์ต่อลูกค้าทั่วโลก เนื่องจากลูกค้าสามารถใช้งานโซลูชั่นที่มีความพิเศษนี้และบริการต่างๆได้พร้อมกัน
          ทั้งนี้ บริษัท LinguaNext ก่อตั้งโดย Mr. Rajeevlochan Phadke ในปี 2553 เทคโนโลยีของบริษัทเป็นที่ยอมรับและมีการนำไปใช้ในธนาคารของรัฐ ปั๊มก๊าซ My LPG รวมถึงรัฐวิสาหกิจน้ำมันและก๊าซ โดย Mr. Rajeevlochan จะยังคงทำหน้าที่ดูแลด้านการพัฒนาเทคโนโลยีที่ LinguaSol ต่อไป
          http://www.linguasol.net
          เกี่ยวกับ Fidel Technologies
          Fidel Technologies KK เป็นบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2544 บริษัทมีลูกค้าอยู่ในแวดวงเทคโนโลยีการเงิน IoT และการแปลข้อมูลสินค้าบริการเป็นภาษาท้องถิ่น ซึ่งกระจายอยู่ทั่วโลก บริษัทนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการมากมาย โดยให้บริการแปลข้อมูลสินค้าบริการเป็นภาษาท้องถิ่นมาตั้งแต่ปี 2551 และร่วมงานกับลูกค้าหลายราย ซึ่งรวมถึงแบรนด์ชั้นนำที่ประสบความสำเร็จในโซเชียลมีเดีย ตลอดจนบริษัทผลิตภัณฑ์ชื่อดังอย่าง IBM, Panasonic, Xiomi, SAP และ Pearson เป็นต้น
          ที่มา: LinguaSol

TE Index ยกนิ้วภาคเอกชน ปี 59 ตอบสนองเด่น เป็นมืออาชีพ



          ผลเท่ อินเด็กซ์ (TE Index) ภาคเอกชน ปี 59 ผลงานดี ตอบสนองเด่น เป็นมืออาชีพ ใส่ใจผู้บริโภค แต่ยังอ่อนเรื่องรับผิดชอบและการปลอดคอร์รัปชั่น
          ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสภาปัญญาสมาพันธ์ และประธานอำนวยการบริหารจัดทำดัชนีประสิทธิผลประเทศไทย (เท่ อินเด็กซ์) แถลงผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อประสิทธิผลภาคเอกชน (Private Sector Effectiveness Index - PVE Index) ประจำไตรมาส 4 ปี 2559 พบว่า ในภาพรวม ประชาชนให้คะแนนภาคเอกชน ร้อยละ 68 สูงขึ้นกว่าไตรมาสก่อน ซึ่งได้ร้อยละ 65.2 อยู่ประมาณร้อยละ 2.8 โดยได้คะแนนเพิ่มขึ้นในทุกปัจจัย ทั้งด้านประสิทธิผลและด้านการดำเนินงาน
          ปัจจัยที่ได้คะแนนสูงสุด 3 อันดับ อันดับแรก ผู้ตอบแบบสอบถามพึงพอใจภาคเอกชนสูงสุดในปัจจัยการตอบสนองต่อความต้องการ ด้วยคะแนนสูงถึงร้อยละ 71.9 เพิ่มขึ้นกว่าไตรมาสก่อนเล็กน้อย และเป็นปัจจัยที่ได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งทั้ง 4 ไตรมาส ในการสำรวจปี 2559 สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ภาคเอกชนสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงตามความคาดหวัง ทั้งในด้านราคา คุณภาพ และความปลอดภัย
          รองลงมา ผู้ตอบแบบสอบถามยังคงยอมรับใน ความเป็นมืออาชีพ ของภาคเอกชนอยู่ในระดับสูง โดยในไตรมาสนี้ ได้คะแนน 69.9 สูงกว่าไตรมาสก่อนเล็กน้อย และได้คะแนนสูงเป็นอันดับสอง ตลอด 3 ไตรมาสที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของภาคเอกชนในการทำงานอย่างมืออาชีพ มีความสามารถในการหาโอกาสทางธุรกิจ และการปรับตัวรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี
คะแนนอันดับสาม ร้อยละ 67.2 มองว่าภาคเอกชน ใส่ใจต่อผู้บริโภค โดยปัจจัยนี้ได้คะแนนเพิ่มขึ้นกว่าไตรมาสก่อนร้อยละ 2.7 (ไตรมาส 3 ร้อยละ 66.4) นับเป็นจุดเด่นอีกประการหนึ่งของภาคเอกชนที่ผู้ตอบแบบสอบถามเห็นว่า ผู้ประกอบการให้ความสำคัญต่อผู้บริโภคมากขึ้น ทั้งคุณภาพของสินค้าและบริการ
          ส่วนปัจจัยที่ได้คะแนนรั้งท้ายอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีของภาคเอกชน ได้แก่ ปัจจัยด้านการรับผิดรับชอบ การปลอดคอร์รัปชั่น และ ความเป็นสากล แม้ว่าในไตรมาส 4 จะได้คะแนนเพิ่มขึ้น แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ประชาชนยังรู้สึกว่า ภาคเอกชนต้องแสดงความรับผิดชอบมากขึ้น มีความโปร่งใส ภายใต้มาตรฐานสากลมากขึ้น
          ดัชนีประสิทธิผลในการทำงานของภาคเอกชน (PVE Index) สะท้อนให้เห็นถึงการรับรู้ของประชาชนว่าภาคเอกชนของไทยสามารถปฏิบัติหน้าที่หรือดำเนินการต่างๆ เป็นไปตามความคาดหวังของประชาชนมากน้อยเพียงใด อันจะช่วยให้ภาคเอกชนกลับไปประเมินและปรับปรุงจุดอ่อน เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและความอยู่รอดขององค์กร เพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศโดยรวมต่อไป
          สามารถดูภาพข่าวเพิ่มเติมได้ที่ https://drive.google.com/drive/folders/0BwqA72rwpDwfbXYzNE9hUnRhbE0

Let’s Relax Onsen & Spa Thonglor: ออนเซ็นสไตล์ญี่ปุ่นใจกลางทองหล่อ ออนเซ็นสปาที่สมบูรณ์แบบที่สุดในกรุงเทพฯ




          ปล่อยเวลาให้ผ่าน ปล่อยร่างกายให้ผ่อนคลาย ปล่อยใจสู่การผ่อนพัก ปล่อยจิตวิญญาณสู่ความสงบที่แท้จริง กับที่สุดของ 2 ศาสตร์แห่งเอเชีย ที่นี่ Let's Relax Onsen & Spa ให้สายน้ำร้อนและละอองไอบริสุทธิ์แห่งออนเซ็น คืนกลับความสดชื่นในทุกอณูแห่งคุณ
คุณณรัล วิวรรธนไกร กรรมการบริหารและผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท สยามเวลเนสกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ "SPA" ผู้นำด้านธุรกิจสปาของไทย ผู้บริหารแบรนด์ Let's Relax Spa กล่าวว่า "Let's Relax Onsen & Spa Thonglor ออนเซ็นสไตล์ญี่ปุ่น เป็นออนเซ็นที่สมบูรณ์แบบที่สุดในกรุงเทพฯ โดยการเปิดธุรกิจออนเซ็นเป็นการต่อยอดจากธุรกิจเดิมคือธุรกิจสปาผ่านประสบการณ์ที่สั่งสมมานานกว่า 18 ปีโดยมี 18 สาขาทั่วประเทศ สำหรับโครงการนี้ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 1,800 ตารางเมตร ใจกลางกรุงเทพฯ จะเป็นสถานที่ที่คุณได้สัมผัสจิตวิญญาณแห่งความเป็นออนเซ็น พร้อมการนวดสปาด้วยสมุนไพรสดแท้แบบไทยต้นตำรับ Let's Relax Spa จากไทย และผู้เชี่ยวชาญด้านออนเซ็นจากญี่ปุ่น นำ 2 ศาสตร์อันเป็นที่สุดแห่งเอเชียมอบสู่คุณ
          จากรุ่นสู่รุ่น คนญี่ปุ่นมีความเชื่อว่าการแช่น้ำแร่ร้อนมีประโยชน์มากมาย เราจึงนำความเชื่อนี้มาผสมผสานกับความเป็นไทย ก่อให้เกิดสปาและออนเซ็นที่สมบูรณ์แบบแห่งแรกในเมืองไทย ใจกลางทองหล่อ ที่มีบ่อออนเซ็นมากถึง 5 บ่อ ด้วยคุณประโยชน์มากมาย อาทิเช่น บ่อน้ำแร่ (Gero Hot Springs Bath) ช่วยต่อต้านแบคทีเรีย ลดอาการคัน บ่อซิลค์บาธ (Silk Bath) ที่ช่วยเติมออกซิเจนให้ผิว ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น บ่อโซดา (Soda Bath) ช่วยขับสารพิษ ความอุ่นของน้ำจะช่วยส่งเสริมการหมุนเวียนของเลือดให้ดียิ่งขึ้น และยังมีบ่อน้ำเย็น (Cold Bath) ช่วยเพิ่มความสดชื่น กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ผิวพรรณดูสดใสเปล่งปลั่ง เรายังมีห้องพักผ่อน (Relaxation Lounge) ให้นอนหลับพักสายตา ห้องหินร้อน (Stonebed Bath) และห้องคูลดาวน์ (Cool Down Room) ที่จะเปิดประสบการณ์ใหม่ของการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ พร้อมด้วยทรีทเมนท์นวดผ่อนคลายต่างๆ จากผู้เชี่ยวชาญที่มากด้วยประสบการณ์และการฝึกฝนมาอย่างได้มาตรฐาน Let's Relax Spa & Onsen จะช่วยฟื้นฟูและคืนสมดุลให้กับร่างกายและจิตใจ ให้คุณได้สงบ
          เมนูสปาของ Let's Relax Spa & Onsen Thonglor สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อมอบการบำบัดที่เป็นการผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาตะวันออกและตะวันตก หรือแม้แต่การนำเทคโนโลยีสปาที่ทันสมัยมาหลอมรวมเป็นโปรแกรมสปา เพื่อผลลัพธ์แห่งการผ่อนคลายสูงสุดต่อผู้ใช้บริการ นำเสนอออกมาเป็นการบำบัดที่หลากหลาย โดย Let's Relax Spa and Onsen Thonglor ได้นำศาสตร์ของญี่ปุ่นมาผสมผสานกับเทคนิคการนวดและการบำบัดแบบไทย เพื่อมอบประสบการณ์ผ่อนคลายแบบ Exclusive ให้กับลูกค้าคนพิเศษ บริการสปาของ Let's Relax มีหลากหลายเมนูให้เลือกสรร อาทิ นวดอโรมาหินร้อน ซิคเนเจอร์ทรีทเม้นท์ของ Let's Relax ที่ใช้หินภูเขาไฟนำเข้าคุณภาพสูง คัดขนาดเพื่อกดจุดผ่อนคลายได้ในทุกส่วนของร่างกาย ผสานความเชี่ยวชาญของเทอราพิสต์ มอบการนวดบำบัดที่เป็นเลิศ นวดไทยประคบสมุนไพร นวดไทยแบบต้นตำรับภูมิปัญญาไทย กรุ่นไอหอมจากลูกประคบสมุนไพรแท้ มอบคุณค่าแห่งศาสตร์บำบัดไทยที่ทั่วโลกยอมรับอย่างพิถีพิถัน เป็นต้น
          ให้ Let's Relax Onsen & Spa มอบที่สุดแห่งประสบการณ์ออนเซ็นและสปาที่สมบูรณ์แบบแก่คุณ...ทุกวัน

ดาว คอร์นนิ่ง รุกตลาดเมืองไทย จัดงาน“ซิลิโคน ซิตี้” ขนทัพผลิตภัณฑ์พร้อมโชว์สุดยอดเทคโนโลยีใหม่ในอุตสาหกรรมซิลิโคนเพื่องานก่อสร้าง



          ซิลิโคน ซิตี้ เป็นการประชุมและงานแสดงนิทรรศการครั้งแรกในประเทศไทยที่ประกอบด้วยการให้คำปรึกษา โดยผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงของซิลิโคนเพื่องานก่อสร้างและอาคาร
          บริษัท ดาว คอร์นนิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตกาวซิลิโคนเพื่องานก่อสร้างชั้นนำของโลกและผู้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่อาศัยการใช้กาวซิลิโคนเป็นพื้นฐานซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ บริษัท ดาว เคมิคอล จัดนิทรรศการและงานประชุมภายใต้ชื่อ "ซิลิโคน ซิตี้" ซึ่งรวบรวมผลิตภัณฑ์ซิลิโคนหลากหลายรายการแบบครบวงจรรวมทั้งจัดแสดงเทคโนโลยีซิลิโคนขั้นสูงสำหรับลูกค้าในอุตสาหกรรมการก่อสร้างและอาคาร โดยมีทั้งซิลิโคนยึดเกาะและซิลิโคนยาแนวประสิทธิภาพสูงเพื่องานส่วนหน้าของอาคาร งานเชื่อมต่อร่องทางเท้า งานปิดผนึกรอยต่อ และยังมีซิลิโคนเพื่องานภายในอาคารต่างๆ อาทิ ซิลิโคนสำหรับแผงเซลล์แสงอาทิตย์และระบบแสงไฟ LED, ซิลิโคนที่ใช้เคลือบกันน้ำและสารเติมแต่งเพื่อเพิ่มความคงทนถาวรของวัสดุก่อสร้างและอื่นๆ อีกมากมาย
          งาน "ซิลิโคน ซิตี้" ของดาว คอร์นนิ่ง เป็นงานเชิงวิชาการที่จัดขึ้นเพื่อให้ความรู้แก่บุคคลากรในวงการอุตสาหกรรมการก่อสร้างและอาคารของประเทศไทยโดยเฉพาะ นอกจากการจัดแสดงกลุ่มผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีซิลิโคนงานก่อสร้างและอาคารแล้ว บริษัทฯ ยังแนะนำโปรแกรมที่มีคุณภาพและบริการด้านการบริหารจัดการโครงการ มีการจัดงานสัมมนาในสองหัวข้อที่กำลังได้รับความนิยมเกี่ยวกับวัสดุก่อสร้างและนำเสนอการใช้ซิลิโคนของดาว คอร์นนิ่ง กับวัสดุต่างๆ ที่เป็นผลงานจริงเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดในปัจจุบันและอนาคต รวมทั้ง มีการอภิปรายผลการศึกษาล่าสุดสองประเด็นที่แสดงให้เห็นว่าซิลิโคนเพื่องานเคลือบโครงสร้างของดาว คอร์นนิ่ง มีศักยภาพในการยึดเกาะได้คงทนถาวรยาวนานกว่า 50 ปี
          นายฌอง ปอล โฮตีเกียร์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดระดับโลกด้านอาคารและการก่อสร้างของดาว คอร์นนิ่ง เป็นผู้บรรยายในหัวข้อ "นวัตกรรมซิลิโคนเพื่อสถาปัตยกรรมที่ยั่งยืน" (Silicone innovations for sustainable architecture) ครอบคลุมนวัตกรรมซิลิโคนใหม่ล่าสุดของบริษัทที่ช่วยยกระดับการออกแบบ ความคงทนและยั่งยืนของอาคารที่มีประสิทธิภาพสูง
          "ผลิตภัณฑ์ซิลิโคนคุณภาพสูงประเภทต่างๆ ของดาว คอร์นนิ่ง เข้าไปมีบทบาทในโครงการก่อสร้างและอาคารสำคัญระดับโลกมาเป็นเวลาหลายปี และในประเทศไทย ดาว คอร์นนิ่ง ก็เป็นซิลิโคนที่ได้รับการยอมรับและใช้งานในวงกว้างงานซิลิโคน ซิตี้ ในวันนี้จึงนับว่าเป็นเวทีสำคัญที่เราได้มีโอกาสแสดงนวัตกรรมทางเทคโนโลยีเกี่ยวกับซิลิโคนที่สามารถตอบโจทย์ความท้าทายในการก่อสร้าง การออกแบบและสถาปัตยกรรมที่มีความยากและซับซ้อนซึ่งลูกค้ากำลังประสบอยู่ได้อย่างชัดเจน" นายฌอง ปอล โฮตีเกียร์ กล่าว
ดาว คอร์นนิ่ง รุกตลาดเมืองไทย จัดงาน"ซิลิโคน ซิตี้" ขนทัพผลิตภัณฑ์พร้อมโชว์สุดยอดเทคโนโลยีใหม่ในอุตสาหกรรมซิลิโคนเพื่องานก่อสร้าง
          นายเจย์โรลด์ บอติสา วิศวกรรมอาวุโสด้านวัสดุและผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านเทคนิคบรรยายในหัวข้อ "การยึดเกาะ ด้วยสุดยอดนวัตกรรมซิลิโคนใสราวคริสตัล" โดยได้อธิบายถึงความเป็นไปได้ในการออกแบบกระจกด้านหน้าอาคารภายนอกในรูปแบบใหม่ๆ ด้วยการใช้ซิลิโคนรุ่นปัจจุบันและเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่มีความใสราวคริสตัลโซลูชั่นซิลิโคนล่าสุดเพื่องานยึดเกาะโครงสร้างกระจกและยาแนว
ภายในงานฯ ยังมีการแนะนำเทคโนโลยีซิลิโคนที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ซึ่งเป็นซิลิโคนสีใสราวคริสตัล ได้แก่ Dow Corning? Transparent Structural Silicone Adhesive (TSSA) สำหรับงานยึดติดกระจกภายนอกอาคารส่วนหน้าที่มีเนื้อใสราวคริสตัล เป็นนวัตกรรมที่ความทนทานและมีแรงยึดเกาะสูงจึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อน Dow Corning? Transparent Structural Silicone Laminate (TSSL) สำหรับงานเคลือบกระจกภายในอาคาร และโครงสร้างภายในต่างๆ รวมทั้งบันไดและราวบันได มีความแข็งแรงเป็นพิเศษและมีความยืดหยุ่นรองรับการเคลื่อนไหวของตัวอาคารและการสั่นสะเทือน ผลิตภัณฑ์ทั้งสองช่วยให้นักออกแบบสามารถขจัดปัญหาการมองเห็นรอยเชื่อมต่อกระจกด้วยซิลิโคนแบบเดิมที่ไม่สวยงาม ผลิตภัณฑ์รายการที่สามที่เปิดตัวในงาน ได้แก่ Dow Corning? 2400 Silicone Assembly Sealant เป็นซิลิโคน วันพาร์ท เซ็ทตัวจากความชื้น หลอมละลายด้วยความร้อนเพื่องานประกอบชิ้นส่วน ยึดเกาะและยาแนวงานโครงสร้างภายในและภายนอกอาคาร ทนต่อรังสีอัลตร้าไวโอเลท หรือ ยูวี และทุกสภาพอากาศและอุณหภูมิได้อย่างยอดเยี่ยม
ดาว คอร์นนิ่ง ยังจัดแสดงซิลิโคนยาแนวรุ่นใหม่สำหรับงานภายในและภายนอกอาคาร ดังนี้
          Dow Corning 896 PanelFix silicone adhesive เป็นซิลิโคนแบบยืดหยุ่น ใช้งานง่ายเหมาะกับงานยึดเกาะพื้นผิวต่างๆ ที่ไม่ใช่แก้วที่ต้องการความทนทานสูงและยึดติดรวดเร็ว
          Dow Corning 817 Mirror Adhesive เป็นซิลิโคนยาแนวที่ไม่มีกลิ่น ไม่กัดกร่อน สำหรับงานยาแนวกระจกภายใน กระจกเคลือบหรือพื้นผิวโลหะกับพื้นผิวต่างๆ
          Dow Corning 121 Structural Glazing Sealant เป็นซิลิโคนยาแนวแห้งเร็วที่ใช้ในสถานที่ก่อสร้างและในร้านค้าที่ช่วยลดเวลางานซ่อม
          ภายในงาน มีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคของบริษัทฯ ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างต่างๆ ที่กำลังจะเริ่มขึ้น ตลอดจนให้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มและความท้าทายในปัจจุบันในวงการอุตสาหกรรมอาคารและการก่อสร้าง ผู้เข้าร่วมงานฯ ยังได้รับข้อมูลเกี่ยวกับระบบการจัดการโครงการของดาว คอร์นนิ่ง ซึ่งเป็นระบบการเสริมสร้างความปลอดภัยที่มีคุณภาพและข้อมูลความสำเร็จของโครงการเคลือบซิลิโคนต่างๆ อีกทั้งยังมีการนำเสนอโปรแกรม Dow Corning's Quality Bond ซึ่งเป็นบริการที่ดาว คอร์นนิ่งริเริ่มขึ้นเพื่อช่วยส่งมอบความรู้ให้กับพันธมิตรในโครงการต่างๆ ด้วยการจัดอบรม ตรวจสอบและบริหารจัดการคุณภาพ ทั้งนี้ เพื่อช่วยยกระดับการใช้ซิลิโคนยาแนวสำหรับระบบกรอบอาคารและการติดตั้งแผงกระจกในประเทศไทยให้มีคุณภาพสูงสุด


เกี่ยวกับดาว คอร์นนิ่ง
          ดาวน์ คอร์นนิ่ง (dowcorning.com) เป็นบริษัท ในเครือของ บริษัท ดาว เคมิคอล ให้บริการโซลูชั่นซิลิโคนประสิทธิภาพสูงเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้ามากกว่า 25,000 แห่งทั่วโลก เป็นผู้นำระดับโลกในผลิตภัณฑ์ซิลิโคน เทคโนโลยีซิลิโคนและนวัตกรรม ดาว คอร์นนิ่งมีผลิตภัณฑ์ในตลาดมากกว่า 7,000 รายการและให้บริการผ่านช่องทางของบริษัทในตราสินค้า Dow Corning? และ XIAMETER? ยอดจำหน่ายประจำปีของดาว คอร์นนิ่ง มากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นยอดจำหน่ายภายนอกประเทศสหรัฐอเมริกา การดำเนินงานทั่วโลกของดาว คอร์นนิ่งเป็นไปตามความคิดริเริ่มและมาตรฐานที่เข้มงวดของ American Chemistry Council's Responsible Care? เพื่อความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เคมีและกระบวนการผลิต

ไทยคว้าสิทธิ์จัดงานประชุม SITE ในปี 2562 ตอกย้ำการเป็นจุดหมายปลายทางไมซ์คุณภาพในระดับภูมิภาค



          ประเทศไทยโดยทีเส็บคว้าชัยประมูลสิทธิ์การจัดงาน SITE Global Conference 2019 งานประชุมระดับโลกของหน่วยงานธุรกิจการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล (Incentive) ตอกย้ำความพร้อมในการเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลที่มีคุณภาพระดับภูมิภาค
          นายนพรัตน์ เมธาวีกุลชัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ เปิดเผยว่า ประเทศไทยโดยทีเส็บคว้าชัยการประมูลสิทธิ์การจัดงาน "SITE Global Conference 2019" ซึ่งเป็นงานประชุมประจำปีของ สมาคม Society for Incentive Travel Excellence หรือ SITE ซึ่งเป็นหน่วยงานเกี่ยวกับธุรกิจการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล หรือ Incentive ที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองชิคาโก สหรัฐอเมริกา มีสมาชิกเป็นผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวข้องกับการจัดการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลที่อยู่ในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชีย ตามลำดับ อาทิ โรงแรม บริษัทนำเที่ยว ผู้จัดการประชุม (Meeting Planner / Organizer) เรือสำราญ องค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยว (Tourism Board) องค์กรส่งเสริมการประชุม (CVB) และ Incentive House ประมาณ 2,000 คน จาก 90 ประเทศทั่วโลก
          "จากรายงานของอเมริกัน เอ็กซ์เพรสพบว่า เศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มฟื้นตัว ทำให้ธุรกิจการประชุมและการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลเริ่มมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น คาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตเพิ่มขึ้นในระยะ 3 ปีข้างหน้า จึงเห็นความจำเป็นในการส่งเสริมและฟื้นฟูตลาดที่เคยเป็นตลาดหลักในกลุ่มธุรกิจการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งงานนี้ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากการเป็นเจ้าภาพการจัดงานในด้านต่างๆ ได้แก่ มีโอกาสสร้างการรับรู้ถึงศักยภาพความพร้อมของสินค้าและบริการใหม่ๆ ทางด้านไมซ์ของประเทศไทยต่อกลุ่มเป้าหมาย ในการเป็นจุดหมายปลายทางไมซ์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานในระดับภูมิภาค เพิ่มช่องทางการประชาสัมพันธ์สู่กลุ่มเป้าหมาย ผ่านช่องทางการสื่อสารของ SITE ซึ่งมีฐานข้อมูลกว่า 500 รายในสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆ ทั่วโลกอีกกว่า 1,000 ราย สร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทยในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการขยายเครือข่ายการตลาดเพิ่มมากขึ้น ช่วยต่อยอดการขายให้กับภาคเอกชนเนื่องจากผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนหนึ่งในสามเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพสูง สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้แลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นกับผู้ทรงคุณวุฒิในระดับสากล (New Platform) และสร้างรายได้ทางตรงให้กับผู้ประกอบการจากการใช้จ่ายของผู้เข้าร่วมประชุม"
          สำหรับการจัดประชุมสมาชิก SITE Global Conference ถูกจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2546 ที่กรุงเรคยาวิก (Reykjavik) ประเทศไอซ์แลนด์ และหมุนเวียนไปจัดในประเทศต่างๆ และปีนี้ (พ.ศ. 2559) จะจัดขึ้นที่เมืองปานามาซิตี้ ประเทศปานามา ระหว่างวันที่ 5-7 พฤศจิกายน และปี พ.ศ.2561 กำหนดจัดขึ้น ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี ระหว่างวันที่ 12-15 มกราคม และจะจัดในประเทศไทยในเดือนมกราคมปี 2562 ซึ่งเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่ได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพการจัดงานนี้ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประชุมซึ่งเป็นสมาชิกจากทั่วโลกประมาณ 400 ราย
          รูปแบบการจัดงาน ที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยปี พ.ศ.2562 ได้แก่ การประชุมคณะกรรมการ การประชุมสาขาและสมาชิกประจำปี พร้อมด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านการสัมมนาทางวิชาการ 2 วัน และมีกิจกรรมสร้างเครือข่ายสมาชิก พร้อมด้วยทัศนศึกษาสถานที่สำหรับการจัดงานไมซ์ในประเทศไทย อาทิ ศูนย์การประชุม โรงแรม และสถานที่ท่องเที่ยว เป็นต้น
          "งาน SITE Global Conference 2019 จะเป็นการจุดกระแสความตื่นตัวให้กับผู้ประกอบการที่ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล ในการเตรียมความพร้อมรองรับความต้องการของกลุ่มนักธุรกิจไมซ์ที่เข้าร่วมประชุมได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นสถานที่จัดงาน ผู้ให้บริการจัดงานและแหล่งช้อปปิ้ง ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวก และการคมนาคม ซึ่งทีเส็บคาดว่าจะเป็นการจัดงานไมซ์ที่สำคัญอีกงานหนึ่งซึ่งมีส่วนทำให้จำนวนนักธุรกิจไมซ์ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยและรายได้เป็นไปตามเป้าหมายที่จะตั้งไว้ในปี 2562" นายนพรัตน์ กล่าวโดยสรุป

ศูนย์วิจัยชั้นนำประกาศจัดตั้งเครือข่ายระดับโลก มุ่งหาความเชื่อมโยงระหว่างกรรมพันธุ์กับปัจจัยแวดล้อม เพื่อไขความลับเบื้องหลังโรคร้ายอย่างโรคมะเร็งและเบาหวาน หวังปฏิวัติวงการดูแลสุขภาพ




          -- International Phenome Centre Network (IPCN) ซึ่งเป็นเครือข่ายสถาบันวิจัยชั้นนำของโลก ประกาศผนึกกำลังเพื่อปฏิวัติวงการดูแลสุขภาพผ่านการศึกษาฟีโนม (phenomics) หรือการศึกษาปฏิกิริยาระหว่างยีนมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมรอบตัว

          -- การศึกษาฟีโนมสามารถยกระดับการแพทย์แม่นยำ (precision medicine) ด้วยการทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อโรคร้ายต่างๆที่มีความสำคัญระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นโรคออทิซึม มะเร็ง ปัญหาทางสุขภาพจิต โรคหลอดเลือดในสมอง โรคอ้วน โรคเมตะบอลิสม์ และโรคเบาหวานชนิดที่ 2

          -- IPCN ริเริ่มขึ้นโดยศูนย์ MRC-NIHR National Phenome Centre แห่ง Imperial College London เครือข่ายนี้ประกอบไปด้วยกลุ่มพันธมิตรระดับนานาชาติกว่าสิบราย ซึ่งมีศูนย์การดำเนินงานแบบสหสถาบันระดับภูมิภาคอยู่ในออสเตรเลีย แคนาดา จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร

           International Phenome Centre Network (IPCN) เครือข่ายใหม่ที่ประกอบไปด้วยศูนย์วิจัยชั้นแนวหน้าทั่วโลก ได้เปิดตัวในวันนี้เพื่อรับมือกับปัญหาท้าทายวงการสุขภาพเป็นอันดับต้นๆ ในยุคสมัยของเรา ไม่ว่าจะเป็นโรคออทิซึม มะเร็ง เบาหวาน และโรคจิตเสื่อม เครือข่ายใหม่นี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านการวิจัยระดับโลกในสาขาการศึกษาฟีโนม ด้วยการวิเคราะห์สารคัดหลั่งหรือตัวอย่างเนื้อเยื่ออย่างครอบคลุม โดยการศึกษาฟีโนมนั้นเป็นการสังเกตว่า รูปแบบการใช้ชีวิตของคนเราและสภาพแวดล้อมที่ต้องเผชิญ ส่งผลกระทบอย่างไรบ้างต่อยีนมนุษย์ สิ่งนี้สามารถช่วยอธิบายได้ว่า ทำไมบางคนจึงป่วยเป็นโรค ขณะที่คนอื่นๆไม่เป็น ทั้งนี้ เครือข่ายดังกล่าวได้เปิดตัวขึ้นระหว่างการนำเสนอพิเศษในการประชุม World Innovation Summit for Health (WISH) ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์

          ทั้งนี้ เป็นที่ยอมรับในวงกว้างว่า ยีนมนุษย์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถอธิบายถึงการก่อตัวของโรคได้ และการป้องกัน ตรวจจับ และการรักษาโรค สามารถยกระดับให้ดีขึ้นได้ด้วยการทำความเข้าใจถึงปฏิกิริยาระหว่างยีน สภาพแวดล้อม ไมโครไบโอม อาหาร และรูปแบบการใช้ชีวิต ตลอดจนผลลัพธ์ในบุคคลและกลุ่มคนที่มีลักษณะแตกต่างกัน IPCN มีพันธกิจในการทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า ปฏิกิริยาระหว่างยีนกับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันนั้น ส่งผลกระทบต่อการเกิดโรคอย่างไรตลอดอายุขัยของประชากรกลุ่มต่างๆ โครงการดังกล่าวดำเนินการวิจัยโดยใช้ชุดข้อมูลที่สมบูรณ์และมีความสอดคล้อง ซึ่งเป็นข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มประชากรที่มีความหลากหลายทั่วโลก เพื่อนำไปชี้แนะในการกำหนดนโยบายสาธารณสุขทั่วโลก รวมถึงการพัฒนาวิธีการรักษาใหม่ๆ

          ศาสตราจารย์ เจเรมี นิโคลสัน ผู้อำนวยการศูนย์ MRC-NIHR National Phenome Centre (NPC) และหัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์และโรคมะเร็ง Imperial College London กล่าวว่า "ปัจจุบันโลกของเรากำลังเผชิญหน้ากับปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมและการใช้ชีวิต ซึ่งได้มาบรรจบกันอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จนส่งผลให้ความเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรังนั้นปรับตัวสูงขึ้นเป็นอย่างมาก ทั้งยังก่อให้เกิดความท้าทายในแวดวงสาธารณสุขที่หนักหน่วงที่สุดในยุคนี้ด้วย ขณะนี้ International Phenome Centre Network กำลังอยู่ระหว่างการจัดตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์การวิเคราะห์ที่ประสานงานร่วมกันหลายประเทศ โดยมุ่งเน้นที่การทำความเข้าใจถึงปฏิกิริยาระหว่างยีนกับสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อความเสี่ยงในการเกิดโรค ซึ่งเป็นชีววิทยาเปรียบเทียบของโรคหลักๆ พร้อมตอบรับกับความต้องการด้านการดูแลสุขภาพและด้านการแพทย์ที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง"

          เครือข่าย IPCN นี้ริเริ่มโดยศูนย์ NPC แห่ง Imperial College London โดยประกอบไปด้วยกลุ่มพันธมิตรระดับนานาชาติหลายสิบราย ซึ่งมีศูนย์การดำเนินงานแบบสหสถาบันระดับภูมิภาคอยู่ในออสเตรเลีย แคนาดา จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร

          ตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา NPC ได้ก่อตั้งห้องปฏิบัติการมาตรฐานสูงและคิดค้นระเบียบวิธีการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาฟีโนม ในขณะที่ IPCN จะนำความรู้ที่ได้มาแบ่งปันทั่วโลก หากการวิจัยเป็นไปในรูปแบบที่เหมือนและสอดคล้องกัน จะทำให้การรวมชุดข้อมูลและเปรียบเทียบผลเป็นไปได้ง่ายขึ้น นั่นหมายความว่า งานวิจัยที่ใหญ่และซับซ้อนกว่าสามารถปฏิบัติและเป็นไปได้จริง ในขณะที่งานวิจัยที่มีความซับซ้อนน้อยกว่าจะสามารถบรรลุผลได้เร็วกว่าที่ดำเนินการโดยศูนย์วิจัยที่แยกเป็นเอกเทศ

          "การค้นคว้าด้านฟีโนมนับเป็นการบุกเบิกแห่งวงการการแพทย์ครั้งสำคัญ ที่จะทำให้เราเข้าใจเกี่ยวกับโรคและอาการของโรคมากขึ้น" ศาสตราจารย์ เดม แซลลี ดาวีส์ ผู้อำนวยการแพทย์แห่งสหราชอาณาจักรกล่าว "การศึกษาวิจัยในแขนงนี้จะพลิกโฉมแนวทางการรักษาโรคออทิซึม มะเร็ง สุขภาพจิต โรคหลอดเลือดในสมอง โรคอ้วน โรคเมตะบอลิสม์ และโรคเบาหวานชนิดที่ 2 นอกจากนี้ ยังเป็นหนทางในการผลักดันงานวิจัยข้ามพรมแดนเพื่อหาทางแก้ปัญหาสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดที่เราต่างเผชิญกันอยู่ทุกวันนี้ได้เร็วยิ่งขึ้น"

          "เรายินดีกับการตั้งเครื่อข่าย International Phenome Centre Network ในสิงคโปร์" ศาสตราจารย์ เจมส์ เบสท์ คณบดี Lee Kong Chian School of Medicine แห่ง Nanyang Technological University กล่าว "ความร่วมมือนี้จะทำให้ Singapore Phenome Centre แห่ง Nanyang Technological University มีโอกาสในการสร้างความร่วมมือระดับนานาชาติมากขึ้น การรวบรวมข้อมูลด้วยระเบียบวิธีที่มีความสอดคล้องกัน และการแบ่งปันแนวความคิด จะทำให้เราเข้าใจเกี่ยวกับความผิดปกติทางชีวเคมีที่เป็นสาเหตุของโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบเมตาบอลิซึม เช่น เบาหวาน ได้มากขึ้น"

          "โครงการ WISH เป็นโครงการที่อุทิศให้กับการสร้างความเข้าใจ และชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่จำเป็นต่อวงการสุขภาพโลก รวมถึงปัญหาด้านการแพทย์ฉุกเฉินและการดูแลสุขภาพ" ศาสตราจารย์ ลอร์ด อารา ดาร์ซี แห่งเดนแฮม ผู้อำนวยการประจำ Institute of Global Health Innovation แห่ง Imperial College London กล่าว "เป้าหมายของ IPCN คือการเอาชนะความท้าทายต่างๆในด้านการดูแลสุขภาพ เช่น โรคอ้วน เบาหวาน มะเร็ง และออทิซึม รวมถึงสร้างกรอบการทำงานด้านเทคโนโลยีสำหรับการศึกษาชีววิทยาเปรียบเทียบของโรคในระดับโลก"

          ผู้ก่อตั้งเครือข่ายนี้ได้แก่ Imperial College London ภายใต้ความร่วมมือกับ Waters Corporation และ Bruker Corporation ซึ่งเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีแมสสเปกโตรเมทรี และเอ็นเอ็มอาร์สเปกโทรสโกปี สำหรับการระบุลักษณะของฟีโนไทป์ในระบบเมตาบอลิซึมที่ล้ำสมัย แม่นยำ และมีประสิทธิภาพ การระบุลักษณะของฟีโนไทป์นี้ประกอบด้วยการจำแนกเมตาบอไลต์ในของเหลวภายในร่างกาย รวมถึงการเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสถานะสุขภาพและการทำงานทางสรีรวิทยาของบุคคล ซึ่งเป็นข้อมูลที่จำเป็นต่อการศึกษาเกี่ยวกับโรคและพยาธิวิทยาของโรคและความผิดปกติของเมตะบอลิสม์

Global research network hunts the missing link between genetics and environmental factors to unlock the secrets of global diseases such as cancer and diabetes to revolutionise healthcare




          -- The International Phenome Centre Network (IPCN) of leading global research institutions works to transform healthcare through phenomics - the dynamic interactions between our genes and our environment.

          -- Phenomics can advance precision medicine through enabling better understanding of diseases of worldwide significance, including autism, cancers, mental health issues, stroke, obesity, metabolic diseases and type 2 diabetes.

          -- Initiated by the MRC-NIHR National Phenome Centre at Imperial College London, the IPCN includes more than a dozen international partners with regional, multi-institutional hubs in Australia, Canada, China, Japan, Singapore, Taiwan, the United States and the United Kingdom.

          A new global network linking leading research centres across the world has launched today to tackle some of the most pressing global health challenges of our time such as autism, cancer, diabetes and dementia. The  International Phenome Centre Network (IPCN) will greatly increase global research capabilities in the field of phenomics. Through comprehensive analysis of biological fluids or tissue samples, phenomics examines how our lifestyles and the environment we are exposed to interact with our genes. It can help explain why some people develop disease when others don't. The network launched at a special presentation at the World Innovation Summit for Health (WISH) in Doha, Qatar.

          It is widely recognised that people's genes are not enough to explain how disease develops, and that disease prevention, detection and treatment can be improved by understanding the dynamic interactions between our genes, environments, microbiomes, diets and lifestyles, and their expression in diverse individuals and populations. The mission of the IPCN is to better understand how variation in gene-environment interactions affects disease across the lifespan for different populations. Using robust and harmonized data sets representing the world's diverse populations, this research will inform global public health policies and the development of new therapies.

          "The world is facing an unprecedented confluence of environmental and lifestyle factors that are dramatically increasing the risks of chronic disease, and posing the greatest public health challenges seen in modern times. The International Phenome Centre Network is creating internationally harmonised centres of analytical science focused on understanding gene-environment interactions that underpin disease risk, the comparative biology of major diseases, and addressing unmet healthcare and medical needs," said Professor Jeremy Nicholson, Director of the MRC-NIHR National Phenome Centre (NPC) and Head of Department of Surgery and Cancer at Imperial College London.

          Initiated by the NPC at Imperial College London, the IPCN includes more than a dozen international partners with regional, multi-institutional hubs in Australia, Canada, China, Japan, Singapore, Taiwan, the United States and the United Kingdom.

          Since 2012, the NPC has established best-practice laboratory and research methodologies in phenomics, and the new IPCN will share this knowledge around the globe. If research is conducted in the same, harmonized fashion it makes it easier to combine data sets and compare results. This means that larger, more complex studies can be undertaken than would be otherwise possible, and less complex studies completed much faster than an individual centre could do in isolation.

          "Phenomic research really is one of the next medical frontiers which can advance our understanding of a whole raft of diseases and conditions," said Professor Dame Sally Davies, Chief Medical Officer of the United Kingdom. "The way we treat autism, cancers, mental health, stroke, obesity, metabolic diseases and type 2 diabetes could all be revolutionised by research in this area. It is also really good for work to cross international boundaries to find ways of tackling the biggest global public health challenges facing us today faster."

          "In Singapore, we welcome the launch of the International Phenome Centre Network," said Professor James Best, Dean, Lee Kong Chian School of Medicine, Nanyang Technological University. "Through this partnership, the Singapore Phenome Centre at Nanyang Technological University will have enhanced opportunity to collaborate internationally. By pooling data obtained with harmonised methodology and by sharing ideas, we will better understand the biochemical abnormalities underlying metabolic disorders such as diabetes."

          "The WISH program is dedicated to understanding and mapping changes in global health needs and emergent medical and healthcare problems," said Professor the Lord Ara Darzi of Denham, Director of the Institute of Global Health Innovation at Imperial College London. "The IPCN is set to take on many of these healthcare challenges, such as obesity, diabetes, cancers and autism, and to create a technological framework for studying the comparative biology of disease at the global scale."

          The founders of the network are Imperial College London with its corporate partners Waters Corporation and Bruker Corporation. Waters and Bruker have developed the mass spectrometry and nuclear magnetic resonance (NMR) spectroscopy technologies which makes advanced, precise, and efficient metabolic phenotyping possible. Metabolic phenotyping involves identifying metabolites present in bodily fluids and tissue samples that provide information on a person's current state of health and physiological function. This in turn provides information on disease and metabolic pathologies.

การแข่งขันเปียโนและไวโอลินระดับเยาวชน “Zhuhai International Mozart Competition for Young Musicians” เปิดรับสมัครแล้ววันนี้

          จูไห่, จีน--30 พ.ย.--พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          การแข่งขันดนตรีระดับเยาวชน Zhuhai International Mozart Competition for Young Musicians ครั้งที่ 2 จัดพิธีเปิดไปแล้วเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ โรงละคร Huafa CAPP Grand Theater ในเมืองจูไห่ ประเทศจีน

          คณะผู้บริหารรวมถึงแขกผู้มีเกียรติมากมายได้เข้าร่วมพิธีเปิดการแข่งขันในครั้งนี้ อาทิ นายหลง กวงเหยียน รองนายกเทศมนตรีเมืองจูไห่, นางสาวซาราห์ เวดล์-วิลสัน รองอธิการบดี Mozarteum University Salzburg, ศาสตราจารย์พอล รอคเซ็ค ผู้อำนวยการฝ่ายไวโอลินประจำการแข่งขัน, นายจง หมิง รองผู้จัดการทั่วไปบริษัท Huafa Group และนายหลี่ สวี่หมิน รองประธานสมาคมนักดนตรีมณฑลกวางตุ้ง เป็นต้น

          การแข่งขันรายการนี้เริ่มจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2558 และได้กลายเป็นหนึ่งในการแข่งขันดนตรีระดับนานาชาติรายการใหญ่ของเมืองจูไห่ โดยจัดขึ้นทุกๆ 2 ปี เพื่อเฟ้นหานักดนตรีหน้าใหม่ระดับเยาวชนที่มีพรสวรรค์จากทั่วโลก รวมถึงช่วยผลักดันความสร้างสรรค์ในตัวนักดนตรีรุ่นเยาว์เหล่านี้ด้วย

          การแข่งขันครั้งนี้มี Mozarteum University Salzburg เป็นเจ้าภาพ และมีบริษัท Zhuhai Huafa Group เป็นผู้ดำเนินการ โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-24 กันยายน 2560 ณ โรงละคร Huafa CAPP Grand Theater ในเมืองจูไห่ อันเป็นสถานที่แข่งขันระดับโลกที่มีสถาปัตยกรรมโดดเด่น มีฟังก์ชั่นรองรับการแสดงมากมาย อีกทั้งยังมีเวทีดีไซน์สุดล้ำสมัย

          สำหรับการแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การแข่งขันเปียโนและไวโอลิน ซึ่งแต่ละประเภทจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มอายุ ประกอบด้วยกลุ่มอายุ 12 ปีหรือต่ำกว่า (กลุ่ม A) กลุ่มอายุ 13-16 ปี (กลุ่ม B) และกลุ่มอายุ 17-23 ปี (กลุ่ม C) โดยจะมีการมอบรางวัลให้แก่ผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุด 4 อันดับของแต่ละกลุ่ม อีกทั้งยังมีการมอบรางวัลพิเศษให้แก่ผู้เข้าแข่งขันที่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดจากผู้ชมออนไลน์ด้วย

          ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมการแข่งขันผ่านทางออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของการแข่งขัน ( www.zhmozart.org ) โดยจะเปิดรับสมัครจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2560 ผู้สมัครต้องกรอกใบสมัครออนไลน์ให้เรียบร้อย และส่งซีดีบันทึกเสียงบรรเลงดนตรีมาที่สำนักงานคณะกรรมการจัดงานในเมืองจูไห่หรือประเทศออสเตรีย ภายในวันที่ 30 เมษายน 2560 โดยจะมีการส่งจดหมายตอบรับเข้าร่วมการแข่งขันไปยังผู้ที่ผ่านการคัดเลือกภายในวันที่ 30 พฤษภาคม 2560

          นอกจากนี้ ภายในงานจะมีการจัดประชุม งานสัมมนาด้านการศึกษา และกิจกรรมพิเศษที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าร่วมด้วย และผู้ชมจะได้มีโอกาสชื่นชมความสามารถอันยอดเยี่ยมของเหล่านักดนตรีรุ่นเยาว์จากทั่วโลก รวมถึงได้ร่วมลุ้นและสนุกไปกับการแข่งขันอันเลื่องชื่อนี้

Double Court Success for RIMOWA in China

          On October 28, 2016, the luggage manufacturer RIMOWA won a precedent-setting court case in China, one of the largest sales markets in Asia. This breakthrough represents a major step in the RIMOWA groove design being recognized in Asia as an example of well-known industrial design.
         

          The court in Zhongshan, southern China, recognized that the groove design was the characteristic distinguishing feature of products made by RIMOWA and therefore deserves protection from being counterfeited. The court also found that the "AIMOWA" suitcase had a similar groove design and that this could lead to it being confused with RIMOWA suitcases. Based on the high reputation of the characteristic RIMOWA groove design in China, the court ruled that the violation in question constituted an infringement of Chinese competition law.

          The court prohibited further marketing and sales of the "AIMOWA" suitcase in order to protect consumers from the risk of confusion. Similarly, the term "AIMOWA" was deemed likely to be confused with the RIMOWA brand, and its continued use by the defendant was prohibited.

          RIMOWA President & CEO Dieter Morszeck was delighted:  "This positive ruling in China demonstrates that our brand has an excellent position in Asia and that the design of our products has a very high profile in China, which the authorities consider to be protectable."



BORGWARD Strengthens its Strategic Network and Forms Joint Venture with Faurecia

          - Joint Development and Production of Car Seats

          The automaker Borgward is strengthening its strategic network and has teamed up with the French automotive supplier company Faurecia to form a joint venture for the development and production of car seats and interior components. "We are proud to intensify our cooperation with Faurecia, one of the world's most successful and innovative automotive suppliers," said Ulrich Walker, CEO of Borgward Group AG, in Paris on Tuesday. "As part of our expansion strategy - particularly in China, but also in Europe - we are delighted to cooperate with a renowned automotive brand such as Borgward, which has been revived. Our extensive experience with premium and SUV seats was the main reason for the establishment of this new joint venture in China," said Patrick Koller, CEO of Faurecia S.A., at the signing of the joint venture agreement.
         


          The joint venture Borgward Faurecia Auto Systems Co., Ltd. will develop and produce car seats. The long-term goal is also for Faurecia to develop the entire cockpit for Borgward. The joint venture partners plan to build a factory with about 800 employees in Tianjin, approximately 120 kilometers from Beijing. Borgward Group AG holds 46 percent of the new joint venture, while Borgward Automotive (China) Co., Ltd. holds three percent and Faurecia 51 percent. The joint venture will initially produce the seats for the new Borgward BX5 and other models in China and later on intends to supply seats to Borgward for its vehicles to be assembled in Europe.

          The investment in the joint venture is part of Borgward's S-N-A-P (Smart Network Automotive Platform) strategy for the creation of strong partnerships and alliances. "Our business model is based on a simple principle: Borgward outsources as many activities as possible, but keeps as many as necessary in its own hands," said Walker. According to Borgward, the company's main task is to make sure that processes and quality meet people's "Made in Germany" expectations with regard to research and development, design, engineering, finances, management, marketing, and communication. Borgward has formed numerous partnerships in recent months, including with Bosch, Kuka, and LG. "We will continue along this path and form additional partnerships and invest in joint ventures," Walker announced.



FDA Accepts the Biologics License Application for Avelumab for the Treatment of Metastatic Merkel Cell Carcinoma for Priority Review

          Not intended for UK-based media

          - If approved by the FDA, avelumab, an investigational immunotherapy, could be the first treatment indicated for patients with metastatic Merkel cell carcinoma (MCC)
          - Avelumab has previously received FDA Breakthrough Therapy and Fast Track Designations for metastatic MCC, as well as FDA Orphan Drug Designation for MCC

          Merck and Pfizer Inc. (NYSE: PFE) today announced that the US Food and Drug Administration (FDA) has accepted for Priority Review the Biologics License Application (BLA) for avelumab, which was submitted by EMD Serono, the biopharmaceutical business of Merck in the US and Canada. This review relates to avelumab's proposed use in patients with metastatic Merkel cell carcinoma (MCC), based on tumor response results from the JAVELIN Merkel 200 trial. Avelumab is an investigational fully human anti-PD-L1 IgG1 monoclonal antibody and could be the first treatment indicated for metastatic MCC in the US, if approved.* MCC is a rare and aggressive skin cancer, which impacts approximately 2,500 Americans a year.[1],[2]


         


          "We are pleased the FDA has granted a Priority Review designation for avelumab," said Luciano Rossetti, M.D., Executive Vice President, Global Head of Research & Development at the biopharma business of Merck. "There are currently no approved treatment options for metastatic MCC, and we are committed to working with the FDA to potentially bring the first approved cancer immunotherapy to patients with this aggressive disease."

          The avelumab metastatic MCC BLA submission is supported by data from JAVELIN Merkel 200, a multicenter, single-arm, open-label, Phase II study of 88 patients with metastatic MCC, whose disease had progressed after at least one chemotherapy treatment.[1] The JAVELIN Merkel 200 study represents the largest data set of any anti-PD-L1/PD-1 antibody reported in this patient population. These data were presented in June 2016 at the Annual Meeting of the American Society of Clinical Oncology (ASCO) and published in the Lancet Oncology in October 2016.[1]

          "Metastatic Merkel cell carcinoma is an aggressive disease, and patients face a very poor prognosis, with less than 20 percent surviving beyond five years," said Chris Boshoff, M.D., Ph.D., Senior Vice President and Head of Immuno-oncology, Early Development and Translational Oncology, Pfizer Global Product Development. "We are encouraged by the results of our Phase II trial and believe avelumab may have potential to be an important treatment option for patients living with this hard-to-treat skin cancer."

          The FDA's Priority Review status reduces the review time from 10 months to a goal of six months from the day of filing and is given to drugs that may offer major advances in treatment or may provide a treatment where no adequate therapy exists. The FDA previously granted avelumab Orphan Drug Designation for MCC, as well as Fast Track and Breakthrough Therapy Designations for the treatment of patients with metastatic MCC whose disease has progressed after at least one previous chemotherapy regimen. Breakthrough Therapy Designation is intended to expedite the development and review of treatments for serious or life-threatening disease where preliminary clinical evidence indicates that the drug may demonstrate substantial improvement over existing therapies for one or more endpoints. [3] Additionally, the European Medicines Agency has validated for review Merck's Marketing Authorization Application (MAA) for avelumab, for the proposed indication of metastatic MCC.

          The clinical development program for avelumab, known as JAVELIN, involves at least 30 clinical programs and more than 3,000 patients evaluated across more than 15 different tumor types. In addition to metastatic MCC, these cancers include breast, gastric/gastroesophageal junction, head and neck, Hodgkin's lymphoma, melanoma, mesothelioma, non-small cell lung, ovarian, renal cell carcinoma and urothelial (primarily bladder).

          *Avelumab is not approved for any indication in any market. This marks the first acceptance of an application by the US FDA to review the investigational product, avelumab.

          About Metastatic Merkel Cell Carcinoma (MCC)  

          Metastatic MCC is a rare and aggressive disease in which cancer cells form in the top layer of the skin, close to nerve endings.[1],[4] MCC, which is also known as neuroendocrine carcinoma of the skin or trabecular cancer, often starts in those areas of skin that are most often exposed to the sun, including the head and neck, and arms.[5] Risk factors for MCC include sun exposure and having a weak immune system (i.e., solid organ transplant recipients, people with HIV/AIDS and people with other cancers, such as chronic lymphocytic leukemia, are at higher risk). Caucasian males older than 50 are at increased risk.[5] MCC is often misdiagnosed for other skin cancers and grows at an exponential rate on chronically sun-damaged skin.[6]-[9] Current treatment options for MCC include surgery, radiation and chemotherapy.[10] Treatment for metastatic or Stage IV MCC is generally palliative.

          About Avelumab 

          Avelumab (also known as MSB0010718C) is an investigational, fully human anti-PD-L1 IgG1 monoclonal antibody. By inhibiting PD-L1 interactions, avelumab is thought to enable the activation of T-cells and the adaptive immune system. By retaining a native Fc-region, avelumab is thought to potentially engage the innate immune system and induce antibody-dependent cell-mediated cytotoxicity (ADCC). In November 2014, Merck and Pfizer announced a strategic alliance to co-develop and co-commercialize avelumab. In the JAVELIN Merkel 200 trial, treatment-related adverse events (AEs) occurred in 62 (70%) of 88 patients including fatigue and infusion-related reactions. Five grade 3 treatment-related AEs were reported in four of 88 patients and include two patients with lymphopenia and three patients with isolated laboratory abnormalities (elevated blood creatine phosphokinase, blood cholesterol, and hepatic aminotransferase).[1] There were no grade 4 treatment-related AEs or deaths related to treatment.[1]

          About EMD Serono, Inc.

          EMD Serono is the biopharmaceutical business of Merck in the US and Canada - a leading science and technology company - focused exclusively on specialty care. For more than 40 years, the business has integrated cutting-edge science, innovative products and industry-leading patient support and access programs. EMD Serono has deep expertise in neurology, fertility and endocrinology, as well as a robust pipeline of potential therapies in oncology, immuno-oncology and immunology as R&D focus areas. Today, the business has 1,200 employees around the country with commercial, clinical and research operations based in the company's home state of Massachusetts. www.emdserono.com

          About Merck-Pfizer Alliance 

          Immuno-oncology is a top priority for Merck and Pfizer. The global strategic alliance between Merck and Pfizer enables the companies to benefit from each other's strengths and capabilities and further explore the therapeutic potential of avelumab, an investigational anti-PD-L1 antibody initially discovered and developed by Merck. The immuno-oncology alliance will jointly develop and commercialize avelumab and advance Pfizer's PD-1 antibody. The alliance is focused on developing high-priority international clinical programs to investigate avelumab, as a monotherapy, as well as combination regimens, and is striving to find new ways to treat cancer.

          All Merck Press Releases are distributed by e-mail at the same time they become available on the Merck Website. Please go to www.merckgroup.com/subscribe [http://www.merckgroup.com/subscribe ] to register online, change your selection or discontinue this service.

          For further details and press materials about Merck in oncology please visit www.merckgroup.com/en/media/media_center_oncology.html

          About Merck

          Merck is a leading science and technology company in healthcare, life science and performance materials. Around 50,000 employees work to further develop technologies that improve and enhance life - from biopharmaceutical therapies to treat cancer or multiple sclerosis, cutting-edge systems for scientific research and production, to liquid crystals for smartphones and LCD televisions. In 2015, Merck generated sales of EUR 12.85 billion in 66 countries.

          Founded in 1668, Merck is the world's oldest pharmaceutical and chemical company. The founding family remains the majority owner of the publicly listed corporate group. Merck, Darmstadt, Germany holds the global rights to the Merck name and brand. The only exceptions are the United States and Canada, where the company operates as EMD Serono, MilliporeSigma and EMD Performance Materials.

          Pfizer Inc.: Working together for a healthier world(R) 

          At Pfizer, we apply science and our global resources to bring therapies to people that extend and significantly improve their lives. We strive to set the standard for quality, safety and value in the discovery, development and manufacture of healthcare products. Our global portfolio includes medicines and vaccines, as well as many of the world's best-known consumer healthcare products. Every day, Pfizer colleagues work across developed and emerging markets to advance wellness, prevention, treatments and cures that challenge the most feared diseases of our time. Consistent with our responsibility as one of the world's premier innovative biopharmaceutical companies, we collaborate with health care providers, governments and local communities to support and expand access to reliable, affordable health care around the world. For more than 150 years, Pfizer has worked to make a difference for all who rely on us. To learn more, please visit us at http://www.pfizer.com . In addition, to learn more, follow us on Twitter at  @Pfizer and  @Pfizer_News ,  LinkedIn  and like us on Facebook at  .

          Pfizer Disclosure Notice 

          The information contained in this release is as of November 29, 2016. Pfizer assumes no obligation to update forward-looking statements contained in this release as the result of new information or future events or developments.

          This release contains forward-looking information about avelumab (MSB0010718C), including a potential indication for avelumab for the treatment of metastatic Merkel Cell carcinoma (the "Potential Indication"), Pfizer's and Merck's immuno-oncology alliance involving anti-PD-L1 and anti-PD-1 therapies, and clinical development plans, including their potential benefits, that involves substantial risks and uncertainties that could cause actual results to differ materially from those expressed or implied by such statements. Risks and uncertainties include, among other things, the uncertainties inherent in research and development, including the ability to meet anticipated clinical study commencement and completion dates as well as the possibility of unfavorable study results; risks associated with interim data; the risk that clinical trial data are subject to differing interpretations, and, even when we view data as sufficient to support the safety and/or effectiveness of a product candidate, regulatory authorities may not share our views and may require additional data or may deny approval altogether; whether and when drug applications may be filed in other jurisdictions the Potential Indication or whether and when drug applications may be filed in any jurisdictions for any other potential indications for avelumab, combination therapies or other product candidates; whether and when the BLA or MAA for the Potential Indication or any such applications may be approved by regulatory authorities, which will depend on the assessment by such regulatory authorities of the benefit-risk profile suggested by the totality of the efficacy and safety information submitted; decisions by regulatory authorities regarding labeling and other matters that could affect the availability or commercial potential of avelumab, combination therapies or other product candidates; and competitive developments.

          A further description of risks and uncertainties can be found in Pfizer's Annual Report on Form 10-K for the fiscal year ended December 31, 2015, and in its subsequent reports on Form 10-Q, including in the sections thereof captioned "Risk Factors" and "Forward-Looking Information and Factors That May Affect Future Results", as well as in its subsequent reports on Form 8-K, all of which are filed with the U.S. Securities and Exchange Commission and available at http://www.sec.gov and http://www.pfizer.com .



Applications Now Being Accepted for the 2nd Zhuhai International Mozart Competition for Young Musicians

          The 2nd Zhuhai International Mozart Competition for Young Musicians ("the Competition") kicked off with an opening ceremony that was held in the Huafa CAPP Grand Theater in Zhuhai, China on November 29, 2016.

          Honorable leaders and distinguished guests attended the opening ceremony, including Long Guangyan, Vice Mayor of Zhuhai city; Ms. Sarah Wedl-Wilson, Vice-principal of University Mozarteum Salzburg; Professor Paul Roczek, Violin Artistic Director of the competition; Zhong Ming, Vice General Manager of Huafa Group, and Li Xumin, Vice President of Guangdong Musicians Association, among others.

          Since its first running in 2015, the Competition has become one of the major international music events in Zhuhai. The Competition takes place every two years and aims to discover new, talented, young musicians from all over the world and promote their further creative development.

          Hosted by Mozarteum University Salzburg, and undertaken by Zhuhai Huafa Group, the Competition will take place from September 12 - 24, 2017 in Zhuhai. The competition venue, the Huafa CAPP Grand Theater, is a world-class, comprehensive showplace that is famous for its unique architecture, perfect performing function and advanced stage design.

          The competition comprises two categories -- piano and violin, with each category separated into three different age groups: 12 years old or under (Group A), 13 to 16 years old (Group B), and 17 to 23 years old (Group C). In addition to the top four contestants in each group, special awards will be granted to the competitors who receive the most votes from the online audience.

          Online applications are now available on the Competition's official website ( www.zhmozart.org ), and submissions will be accepted until April 30, 2017. Applicants can submit completed application forms online and send their repertoire recordings on CD to the organizing committees' offices in Zhuhai or Austria by April 30, 2017. Notifications of acceptance to the competition will be sent to successful applicants no later than May 30, 2017.

          Forums, educational seminars and special events associated with the Competition will be open to the public during the event. The audience will enjoy the opportunity to encounter many outstanding young musicians from all over the world and share in the excitement and enjoyment of this renowned Competition.



SANY's Newly Launched C10 Series Rotary Drilling Rigs Yields Orders of USD15 Million

          On Nov 20, SANY Heavy Machinery, a branch of SANY Heavy Industry, launched the C10 series rotary drilling rigs globally and 16 units worth 15 million USD were ordered during the launching ceremony at SANY's Nankou Industrial Park in Beijing.

On Nov 20, SANY Heavy Machinery launched the C10 series rotary drilling rigs, available with a wide range of operating capacities.
          SANY C10 rotary drilling rigs are available with a wide range of operating capacities, including small and medium size rigs models SR155C10, SR205C10, SR235C10, 265C10 for civil construction, SR285RC10, SR360RC10 and SR365RC10 rotary drilling rigs for rock drilling, SR405RC10 large size rotary drilling rigs, and SR235W10, SR285RW10 full stroke rotary drilling rigs.

          The performance of C10 series rotary drilling rig has been enhanced and modified with enlarged pile diameter, extended pile depth, stronger engine power and faster speed line of the main winch. The 5th generation rotary drive with multi-gear control has been adopted to increase the drilling efficiency. New design of the main winch, low fuel consumption and environmental friendly engines from Isuzu or Cummins, unique tailor-made chassis all contribute to their efficient and stable operation.

          Moreover, the spacious cab with panorama sunroof is designed to give the operator a more comfortable environment and wider visibility. High strength SANY Kelly bar and auto center lubrication systems ensure a longer service life of the drilling machine.

          "We will never stop our pace to create the value for customers, carry out technological innovation as always, provide more cost-effective pilling machines, and the most comprehensive after-sales service to all of you," said Mr. Xiong Yiqun, general manager of SANY Heavy Machinery Beijing branch.

          The launch ceremony for the C10 series was also one part of the SANY First Global Dealer Summit, which was held on Nov 20-21, to drive forward the company's international development in cooperation with dealers and partners across the globe.

          The dealers who attended the ceremony were impressed by the newly launched C10 series. As one of SANY's main partners overseas, the RTC Company designed a special drilling bar together for the foundation work in northern Russia, with that the optimized rotary drilling rigs are able to start and operate efficiently even at minus 50 Celsius degrees in the Arctic and can be operated for 24 hours without any kind of technical breakdown. Also with SANY's extensive service network, customers are avail of spontaneous technical and spare parts support.

          About SANY Group

          SANY Group (SANY), which has its global headquarter in China, is a world leading heavy machinery manufacturer with plants in the US, Germany, Brazil and India, and business covering over 100 countries and regions worldwide. The company has been recognized as one of the most innovative and successful companies in the world, and its concrete machinery is ranked No. 1 globally.

          For more information, please visit: www.sanyglobal.com, or follow SANY Group on Facebook  and YouTube .



GroupM ประกาศเปิดตัว [m]PLATFORM ขุมข้อมูล เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญที่ทรงพลัง เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผ่านสื่อทุกช่องทาง

          - เอเจนซี่ในเครือ GroupM เชื่อมต่อข้อมูลผู้บริโภคอย่างเจาะลึก ตลอดขั้นตอนการวางแผน ดำเนินการ และรายงานผล

          - แต่งตั้ง ไบรอัน กลีสัน เป็น Global CEO ของ [m]PLATFORM

           GroupM กลุ่มบริหารการลงทุนด้านสื่อของ WPP ประกาศเปิดตัว [m]PLATFORM ชุดเทคโนโลยีขั้นสูงที่ผสานศักยภาพด้านการวางแผนสื่อ วิเคราะห์ข้อมูล และบริการทางดิจิทัลอย่างยืดหยุ่น แพลตฟอร์มดังกล่าวจะช่วยให้นักโฆษณาสามารถใช้ข้อมูลเจาะลึกกลุ่มเป้าหมายจากแหล่งข้อมูลหลายร้อยรายการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อเฟ้นหาและเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคของตนผ่านสื่อทุกช่องทาง [m]PLATFORM เปิดโอกาสให้นักวางแผนสื่อของเอเจนซี่ในเครือ GroupM สามารถใช้ข้อมูลผู้บริโภคที่ผ่านการวิเคราะห์อย่างละเอียดที่สุด เพื่อมอบผลลัพธ์ตามข้อกำหนดของลูกค้า แพลตฟอร์มนี้ได้รับการสนับสนุนโดยทีมนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล นักเทคโนโลยี และบุคลากรด้านดิจิทัล จากบริษัทเฉพาะทางในเครือของ GroupM และ Xaxis ทั้งนี้ [m]PLATFORM หลอมรวมการวิเคราะห์ข้อมูลและบริการทางดิจิทัล ทั้งในเรื่องของการสืบค้น โซเชียล โมบาย โฆษณาดิจิทัล และการวางโปรแกรม เข้าไว้ด้วยกันเป็นทีมเดียว เพื่อนำเสนอสถาปัตยกรรมข้อมูลและเทคโนโลยีที่เปิดกว้างและโปร่งใสอย่างเต็มรูปแบบ
         


          พร้อมกันนี้ ไบรอัน กลีสัน Global CEO ของ Xaxis ได้รับแต่งตั้งเป็นซีอีโอของ [m]PLATFORM ซึ่งเป็นองค์กรที่ดูแลผลิตภัณฑ์และบริการในเครือ GroupM โดยจะมาเป็นผู้นำในการสานต่อการพัฒนาเทคโนโลยีชั้นแนวหน้าของวงการ ด้วยการผนวกรวมข้อมูลต่างๆที่มีความสำคัญ เพื่อกำหนดกลุ่มเป้าหมายของลูกค้า ตลอดจนแนวทางเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายนี้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกแพลตฟอร์ม สำหรับลูกค้าแล้ว [m]PLATFORM นำเสนอข้อมูลเจาะลึกที่มีความถูกต้อง พร้อมมอบอำนาจในการเลือกผ่านตัวเลือกต่างๆ ทั้งข้อมูล เทคโนโลยี และตัวบ่งชี้ผลการดำเนินงาน ตามขอบเขตงานของเอเจนซี่ในเครือ GroupM

          "นักการตลาดถูกกดดันอย่างหนักให้สร้างผลงานเมื่อมีการลงทุนด้านสือ ซึ่งแนวการทำงานของแพลตฟอร์มนี้มีความยืดหยุ่น ช่วยให้เรามุ่งความสนใจไปที่การลงทุนมูลค่า 7 พันล้านดอลลาร์ที่เราได้ทุ่มไปกับข้อมูลและเทคโนโลยีตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เพื่อสร้างความได้เปรียบในตลาด" เคลลี คลาร์ก ซีอีโอ GroupM Global กล่าว "จากนี้ไปเอเจนซีของเราจะมีข้อมูลผู้บริโภคที่เจาะลึกมากขึ้น และมีเทคโนโลยีที่ดีเยี่ยมที่สุดในตลาด"

          [m]PLATFORM เชื่อมต่อแหล่งข้อมูล WPP ซึ่งครอบคลุมกว้างขวาง ทั้งจาก Kantar และ Wunderman จากผู้ให้บริการข้อมูลบุคคลที่สาม ตลอดจนข้อมูลจากการทำข้อตกลงพิเศษกับพันธมิตรสื่อระดับโลก และข้อมูลของลูกค้าเอง นำไปสู่การสร้างประวัติผู้บริโภคที่ครบถ้วนมากที่สุดภายในกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ อาทิ สถิติประชากรฐานะร่ำรวย การใช้เทคโนโลยี ข้อมูลเจาะลึกด้านพฤติกรรม ประวัติการซื้อ ตำแหน่งที่ตั้ง และอื่นๆอีกมากมาย (ผันแปรตามภูมิภาคโดยอิงตามกฎระเบียบของแต่ละพื้นที่) แพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อได้นี้สร้างความมั่นใจว่าข้อมูลที่เจาะลึกจะผ่านเข้ามาในกระบวนการสื่อสารทั้งระบบ อันได้แก่

          - [m]Core แพลตฟอร์มข้อมูลเจาะลึกกลุ่มเป้าหมายแบบ full-stack แพลตฟอร์มแรกที่ผนวกรวมข้อมูลข้อมูลข้ามแพลตฟอร์ม (ดิสเพลย์, โมบาย, วิดีโอ, CRM แบบออฟไลน์ และแอป เป็นต้น) เพื่อรองรับ [m]ID ซึ่งเป็นเครื่องมือระบุผู้บริโภคแบบเดี่ยว
          - [m]Insights คือเครื่องมือวางแผนสื่อมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุด มาพร้อมการวางแผนแบบข้ามช่องทาง การจัดการขั้นตอนการทำงานที่สร้างสรรค์ และการจัดการความถี่ในการรับชมของกลุ่มเป้าหมายที่รวมเป็นหนึ่ง และการจัดการการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยอิงพิกัดและประชากรศาสตร์
          - [m]Analytics จะจับคู่ข้อมูลระดับแคมเปญแบบออนไลน์และออฟไลน์กับ  [m]ID เพื่อนำมาใช้ในการวิเคราะห์ การแสดงที่มา และการปรับปรุงประสิทธิภาพ
          - [m]Report รวมข้อมูลให้กลายเป็นกระดานแสดงผลที่เป็นธรรมชาติ ซึ่งมาพร้อมข้อมูลที่นำไปปฏิบัติได้

          GroupM กำลังสร้างองค์กรระดับโลกเพื่อสนับสนุน [m]PLATFORM และจะมีประธานระดับภูมิภาคจำนวน 4 คนที่ขึ้นตรงต่อกลีสัน ได้แก่ ฟิล คาวเดล ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานด้านบริการแพลตฟอร์มในอเมริกาเหนือเมือไม่นานมานี้ จะเป็นประธาน [m]PLATFORM ประจำอเมริกาเหนือ, ลูคัส เมนทาสที เป็นประธาน [m]PLATFORM ประจำภูมิภาคลาตินอเมริกา ในขณะที่ประธานประจำภูมิภาคยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกา และประธานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จะได้รับการแต่งตั้งเร็วๆนี้ นอกจากนี้ ในทีมผู้บริหารระดับโลกของ [m]PLATFORM ยังประกอบไปด้วยนิโคล แพนกีส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ, แจ็ค สมิธ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ และ บ็อบ แฮมมอนด์ หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยี ความประสานความร่วมมือจากทั่วทุกภูมิภาคจะทำให้มั่นใจได้ว่า ลูกค้าจะได้รับข้อมูลและประสบการณ์ที่สอดคล้องกัน ผ่านมุมมองเชิงกลยุทธ์ของเอเจนซีในเครือ GroupM ที่ลูกค้าเลือกใช้บริการ

          "การผงาดขึ้นของเทคโนโลยีดิจิทัลและโมบาย รวมถึงการแตกตัวของสื่อ และอีคอมเมิร์ซที่กำลังขยายตัว ได้สร้างจุดเปลี่ยนในการตลาด โดยทำให้การใช้ข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อการวางกลยุทธ์สื่อกลายเป็นสิ่งสำคัญ ทุกวันนี้ นักการตลาดจำเป็นต้องรู้รายละเอียดของลูกค้ามากกว่าในอดีต มิฉะนั้นจะไม่สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ [m]PLATFORM ได้ยึดเอาลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อช่วยขับเคลื่อนเอเจนซี่ในเครือของเราด้วยข้อมูลของลูกค้าแต่ละราย และด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยให้เข้าถึงลูกค้าได้อย่างไร้พรมแดน" กลีสันกล่าว

          "ทีมพัฒนาเทคโนโลยีที่ขึ้นตรงต่อไบรอัน ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสรรค์สร้างโซลูชั่นที่ล้ำเลิศสำหรับลูกค้า" คลาร์กกล่าว "ในตอนนี้ เทคโนโลยีที่ดีที่สุดของเรา ไม่ว่าจะมาจากการสร้าง เข้าซื้อ หรือเป็นหุ้นส่วน ได้ถูกรวบรวมไว้ เพื่อช่วยให้เอเจนซี่ในเครือของเราสามารถเข้าถึงและส่งมอบผลงานแก่ลูกค้าได้อย่างที่ไม่มีผู้ใดเทียบเคียง"

          เกี่ยวกับ GroupM

          GroupM เป็นกลุ่มบริหารจัดการการลงทุนด้านสื่อชั้นแนวหน้าระดับโลก โดยเป็นบริษัทแม่ของมีเดียเอเจนซี่ในเครือ WPP ได้แก่ Mindshare, MEC, MediaCom, Maxus, Essence และ m/SIX รวมทั้งเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มจัดการและวางแผนสื่อดิจิทัล (programmatic digital media platform) อย่าง Xaxis ซึ่งแต่ละรายต่างมีการดำเนินงานอยู่ทั่วโลกด้วยตำแหน่งผู้นำตลาด จุดมุ่งหมายหลักของ GroupM คือเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของมีเดียเอเจนซี่ในเครือ WPP ให้ได้สูงสุด โดยรับบทบาทเป็นผู้นำและผู้ประสานงานด้านการซื้อขาย การสร้างสรรค์คอนเทนต์ กีฬา ดิจิทัล การเงิน และการพัฒนาเครื่องมือที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท GroupM มุ่งนำเสนอความได้เปรียบในตลาดอย่างเหนือชั้นให้แก่ลูกค้า ผู้ถือประโยชน์ร่วม และบุคลากรของบริษัท และทำงานร่วมกับ Kantar ซึ่งเป็นกลุ่มบริหารจัดการการลงทุนด้านข้อมูลของ WPP อย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อประโยชน์ของลูกค้าเป็นสำคัญ ทั้งนี้ รายได้ของ GroupM และ Kantar รวมกันนั้นคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 50% ของรายได้ของกลุ่มบริษัท WPP ที่กว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์

          ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ GroupM ได้ที่ www.groupm.com
          ติดตาม @GroupMWorldwide ทางทวิตเตอร์
          ติดตาม GroupM บนลิงค์อิน - https://www.linkedin.com/company/groupm



GroupM Announces [m]PLATFORM: The Most Powerful Collection Of Data, Technology And Expertise For Audience Addressability Across All Media

          - GroupM Agencies Connect Consumer Insights Throughout Planning, Implementation and Reporting

          - Brian Gleason Named Global CEO of [m]PLATFORM

           GroupM , the media investment management group of WPP, today announced the global launch of [m]PLATFORM, an advanced technology suite of flexible media planning applications, data analytics and digital services. The platform will improve advertisers' ability to use audience-defining insights from hundreds of data sources to find and communicate with their consumers across all media. [m]PLATFORM makes it possible for media planners at GroupM agencies to use the most detailed consumer data to achieve results for their clients. It is supported by a team of data scientists, technologists and digital practitioners from across GroupM specialist companies and Xaxis.  [m]PLATFORM unifies data analytics and digital services including search, social, mobile, digital ad operations and programmatic into one team delivering a completely open and fully transparent data and technology architecture.
         


          Brian Gleason, most recently Global CEO of Xaxis, is named CEO of [m]PLATFORM, a products and service organization within GroupM. He will lead the continuous development of market-leading technology to ingest any data important to identifying a client's audiences and applications that efficiently engage them on any platform. For clients, [m]PLATFORM delivers objective insights and the power of choice across data, technologies and key performance indicators in their GroupM agency's scope of work.

          "Marketers are under tremendous pressure to deliver results from media investments. This flexible platform approach enables us to focus $7 billion worth of investments we've made in data and technology over 10 years to help them realize a marketplace advantage," said Kelly Clark, CEO GroupM Global.  "Our agencies will now have deeper consumer insights and the most robust technology in the market."

          [m]PLATFORM connects wide-ranging WPP data sources across Kantar and Wunderman; third-party data providers; GroupM's data from unique agreements with global media partners; and clients' own data when they choose. This allows the creation of the most complete consumer profiles within a brand's target audience, including rich demographics, technology usage, behavioral insights, purchase history, location data and more (varies by region according to local regulations). The connected platform ensures insights carry through the whole communications process:

          - [m]Core is the first full-stack audience intelligence platform combining cross-platform data (display, mobile, video, offline CRM, apps, etc.) for a singular consumer identifier, [m]ID.
          - [m]Insights is the largest audience-centric media planning tool with cross-channel planning, creative workflow management, unified audience frequency capping and location-based and in-demo reach management.
          - [m]Analytics marries online and offline campaign-level data to [m]ID to enable analytics, attribution and optimization
          - [m]Report merges data into a single, intuitive visualization dashboard with actionable intelligence.

          GroupM is building a global organization to support [m]PLATFORM. Four regional Presidents will report to Gleason. Recently named President of Platform Services in North America, Phil Cowdell is now President [m]PLATFORM, NA. Lucas Mentasti is named President, [m]PLATFORM, LATAM.  Presidents in EMEA and APAC will be named shortly. Also on the [m]PLATFORM global leadership team is Nicolle Pangis, Chief Operating Officer; Jack Smith, Chief Strategy Officer and Bob Hammond, Chief Technology Officer. Pan-regional collaboration will ensure consistent information and experience to global clients, but with the bespoke strategic point of view of their selected GroupM agency.

          "The rise of digital and mobile technologies, media fragmentation and expanding ecommerce create a pivot point in marketing where the scientific application of data to media strategies is essential. Today, marketers have to know their customers in richer detail than ever before, or else they won't reach them.  [m]PLATFORM is an audience-centric approach enabling our agencies with individualized consumer insights and technologies to reach audiences without boundaries," said Gleason.

          "The technology development teams reporting to Brian demonstrate his ability to continuously innovate winning solutions for clients," said Clark. "Now, the best of our technologies, whether built, acquired or partnered are consolidated under his remit to enable our agencies with an unparalleled ability to reach audiences and deliver outcomes for their clients."

          About GroupM

          GroupM is the leading global media investment management group serving as the parent to WPP media agencies including Mindshare, MEC, MediaCom, Maxus, Essence and m/SIX, as well as the programmatic digital media platform, Xaxis, each global operations in their own right with leading market positions. GroupM's primary purpose is to maximize the performance of WPP's media agencies by operating as leader and collaborator in trading, content creation, sports, digital, finance, and proprietary tool development. GroupM's focus is to deliver unrivaled marketplace advantage to its clients, stakeholders and people, and is increasingly working closely for the benefit of clients with WPP's data investment management group, Kantar.  Together GroupM and Kantar account for over 50% of WPP's group revenues of more than $20 billion.

          Discover more about GroupM at www.groupm.com .
          Follow @GroupMWorldwide on Twitter
          Follow GroupM on LinkedIn - https://www.linkedin.com/company/groupm



สโมสรฟุตบอลชั้นนำของโลกผนึกกำลังสร้าง “Dugout.com” ที่สุดแห่งแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อแฟนบอลตัวยง

          เปิดตัวแล้วสำหรับ Dugout.com แพลตฟอร์มดิจิทัลใหม่เอี่ยมที่จะทำให้สโมสรฟุตบอลชั้นนำและนักเตะระดับโลกได้ใกล้ชิดกับแฟนบอลมากขึ้น โดยเป็นแหล่งรวบรวมเรื่องราวสุดเอ็กซ์คลูซีฟในวงการลูกหนังครบครันในที่เดียว และเปิดให้แฟนๆเข้าใช้งานได้ฟรี
         


          นับเป็นครั้งแรกในโลกที่บรรดาทีมฟุตบอลยักษ์ใหญ่ของโลกได้ผนึกกำลังกันสนับสนุนธุรกิจด้านคอนเทนต์ฟุตบอลโดยเฉพาะ โดย Dugout ได้ตกลงเป็นพันธมิตรกับสโมสรชั้นนำของโลกแล้ว 27 ทีม ได้แก่ เอซี มิลาน, อาร์เซนอล, โมนาโก, โรม่า, แอตเลติโก มาดริด, เชลซี, คลับ อเมริกา, ดินาโม ซาเกร็บ, เอฟเวอร์ตัน, บาร์เซโลนา, บาเยิร์น มิวนิก, กาลาตาซาราย, ฮาร์ทส์ ออฟ มิดโลเธียน, ยูเวนตุส, ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ วีเมน, โอลิมปิก มาร์กเซย, ปารีส แซงต์แชร์กแมง, เรอัล มาดริด, โครินเธียนส์ เปาลิสตา, เซาแทมป์ตัน, สโต๊ค ซิตี้, ซันเดอร์แลนด์, สวอนซี ซิตี้, ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ และเวสต์แฮม ยูไนเต็ด

          นอกเหนือจากทีมฟุตบอลชั้นนำเหล่านี้แล้ว Dugout ยังตกลงเป็นพันธมิตรกับบรรดานักเตะชื่อก้องโลกมากมาย โดยทั้งสโมสรและนักเตะจะสร้างแอคเคาท์ Dugout เพื่อแชร์เรื่องราวต่างๆและอัปโหลดคลิปวิดีโอ อีกทั้งยังใช้แพลตฟอร์มนี้เป็นช่องทางในการพูดคุยกับแฟนๆอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ Dugout ยังได้ผนึกกำลังกับพาร์ทเนอร์ในการสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพสูงและไม่เหมือนใคร โดยยูสเซอร์ของ Dugout จะได้สัมผัสกับประสบการณ์พิเศษในการเกาะติดความเคลื่อนไหวของสโมสรโปรดและนักเตะในดวงใจโดยไม่มีตกกระแส

          จากการสำรวจแฟนบอลจำนวน 24,000 คนทั่วโลก พบว่า แฟนบอลมีแนวโน้มติดตามสโมสรฟุตบอลโดยเฉลี่ย 4.6 ทีมต่อคน นอกจากนี้ยังพบว่า แฟนๆยังตามเชียร์นักเตะในดวงใจเป็นรายบุคคลด้วย ซึ่งบ่งชี้ว่านักเตะดาวดังเหล่านี้จะช่วยขยายฐานแฟนบอลให้กับทีมต่างๆที่พวกเขาไปค้าแข้งด้วย

          นอกจากสโมสรและนักเตะแล้ว Dugout.com ยังจับมือกับบรรดาผู้ทรงอิทธิพลในวงการลูกหนัง รวมถึงเหล่านักเตะระดับตำนาน ซึ่งพวกเขาได้สร้างเพจของตนเองขึ้นเพื่อแชร์เรื่องราวสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับยูสเซอร์ของ Dugout เท่านั้น

          เอลเลียต ริชาร์ดสัน ประธานของ Dugout กล่าวว่า

          "Dugout เป็นแพลตฟอร์มที่สร้างขึ้นเพื่อแฟนบอลโดยเฉพาะ เพราะฟุตบอลในปัจจุบันมีความเป็นสากลสูงมาก คอบอลไม่ได้ต้องการรับชมเกมการแข่งขันในประเทศของตนเท่านั้น แต่ยังติดตามเรื่องราวของสโมสรโปรดและนักเตะในดวงใจทั่วโลก ทั้งในและนอกสนาม และ Dugout.com ก็สามารถตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้ได้ ด้วยแพลตฟอร์มไร้เทียมทานที่เปิดโอกาสให้แฟนๆได้เข้าถึงเรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังของสโมสรโปรด ตลอดจนได้เข้าไปสัมผัสกับชีวิตของนักเตะในดวงใจด้วย

          ด้วยปัจจัยที่ส่งเสริมกันในหลายๆด้าน ตั้งแต่กระแสการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลทางโทรทัศน์ที่กำลังบูม ไปจนถึงการเฟื่องฟูของโซเชียลมีเดีย ได้เปิดโอกาสให้ Dugout เข้าถึงฐานแฟนบอลที่มีอยู่ประมาณ 3.5 พันล้านคนทั่วโลก** และเราเชื่อว่าพวกเขาจะหลงรักในสิ่งที่ได้เห็นอย่างแน่นอน"

          Dugout.com เป็นแพลตฟอร์มที่สโมสรและนักเตะระดับโลกใช้ในการแชร์เรื่องราวสุดเอ็กซ์คลูซีฟ สนุกสนาน และไม่ซ้ำใคร ทั้งยังเปิดให้เข้าชมและใช้งานได้ฟรี จึงเป็นแหล่งข่าวสารสำคัญที่แฟนบอลจะได้ทราบข้อมูลความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับสโมสรและนักเตะก่อนใคร

          Dugout สามารถใช้งานได้ทั้งบนเดสก์ท็อป แท็บเลต และสมาร์ทโฟน นอกจากนั้นยังมีหลายภาษาให้เลือก ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี สเปน คาตาลัน โปรตุเกส และบาฮาซา อินโดนีเซีย



World's Biggest Clubs Unite to Create Dugout - The Ultimate Digital Football Platform for Fans

          Today sees the global launch of Dugout.com - the new digital platform created with the world's greatest clubs and players to connect football fans and deliver exclusive behind-the-scenes content and access, free of charge and all in one place.
         


          In a world first, the biggest clubs in the world have joined forces to support a new business. Dugout has already agreed partnerships with 27 clubs; AC Milan, Arsenal FC, AS Monaco, AS Roma, Atletico Madrid, Chelsea FC, Club America, Dinamo Zagreb, Everton, FC Barcelona, FC Bayern Munich, Galatasaray, Heart of Midlothian FC,Juventus, Liverpool FC, Manchester City FC, Manchester City Women FC, Olympique De Marseille, Paris Saint-Germain, Real Madrid CF, SC Corinthians Paulista, Southampton FC, Stoke City FC, Sunderland AFC, Swansea City, Tottenham Hotspur, West Ham United.

          In addition to these clubs, Dugout has also agreed partnerships with many of the world's best-known footballers. Each club and player has a dedicated Dugout profile to upload content and interact with fans, plus Dugout works with these partners to create high-quality, original content. Dugout users get a totally personalised experience based on the clubs and players they follow.

          The trend of following multiple clubs - on average 4.6 clubs per person - was revealed in polling of 24,000 fans worldwide. The research also found that fans now "support" individual players, meaning that these stars help grow the global fan base of every team they play for during their career.

          In addition to clubs and players, Dugout.com is partnering with leading football influencers and legends to create their own profile pages and produce content exclusive to Dugout users.

          Dugout President, Elliot Richardson, commented:

          "Dugout was devised and built for the fans. The game today is truly global and fans don't just want to watch matches in their own country - they want to follow their favourite clubs and players across the world, on and off the pitch. That's what Dugout offers - unrivalled access for fans to see behind the scenes of the clubs and into the lives of the players.

          A combination of factors - from the explosion of international TV rights to the rise of social media - have provided Dugout with an unprecedented opportunity to reach the estimated 3.5 billion** football fans across the world. We think they will love what they see. "

          Dugout.com is free to access and will host fun, unique and exclusive content created by the world's top clubs and players, making it the primary source for fans to get news on the clubs and players they love.

          Dugout is accessible on desktop, tablet and mobile and will be available in English, French, German, Italian, Spanish, Catalan, Portuguese and Bahasa Indonesian.



ห้างสรรพสินค้า Times Square ฮ่องกง ชวนสัมผัสหิมะในงาน "White Christmas"

          เปิดฉากขึ้นแล้วกับงาน "White Christmas" ที่ห้างสรรพสินค้า Times Square ในฮ่องกง โดยผู้มาเยือนจะได้สัมผัสกับฤดูหนาวรูปแบบใหม่ใน Snow Chamber สุดอัศจรรย์

พื้นที่จัดงาน White Christmas อบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะและความสนุกสนาน ขณะที่เด็กๆกำลังช่วยกันปั้นสโนว์บอลลูกยักษ์ภายใน Snow Chamber

นักช้อปต่างมาเลือกซื้อของในห้างสรรพสินค้า Times Square ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง
          ด้วยผลงานการสร้างสรรค์ของทีมผู้เชี่ยวชาญชาวฝรั่งเศสที่ขนเอาหิมะวันคริสต์มาสมาสู่เอเชียเป็นครั้งแรก ผู้เข้าร่วมงานทุกท่านจึงสามารถปั้นตุ๊กตาหิมะ เล่นสโนว์บอล นั่งรถเลื่อนหิมะ หรือเล่นสกีได้ภายใน Snow Chamber นอกจากนั้นยังมีการแสดงแสงสีเสียงสุดตื่นตาประกอบเพลงคริสต์มาสยอดนิยมที่ทุกคนชื่นชอบ และแม้ว่าช่วงนี้อากาศในฮ่องกงจะยังอบอุ่นอยู่เล็กน้อย แต่เราก็ได้เตรียมรองเท้าสำหรับใส่ลุยหิมะไว้ให้ผู้มาเยือนได้สนุกไปกับฤดูหนาวสุดมันใน Snow Chamber โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีอุปกรณ์ไม่พร้อม

          ลานหิมะ Snow Chamber ในงาน White Christmas ที่ห้างสรรพสินค้า Times Square เปิดให้ทุกคนได้มาร่วมสนุกกันตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2559 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2560

          เกี่ยวกับ Times Square

          ห้างสรรพสินค้า Times Square ตั้งอยู่ในย่านคอสเวย์เบย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในย่านการค้าที่มีสีสันที่สุดของเกาะฮ่องกง ห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยว แหล่งช้อปปิ้ง และศูนย์รวมร้านอาหารยอดนิยมของนักท่องเที่ยว อีกทั้งยังเป็นห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองที่ได้รับความนิยมสูงสุด ด้วยยอดผู้เข้าใช้บริการกว่า 150,000 คนต่อวัน