Thursday, October 29, 2020

การประชุมสุขภาพจิตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชี้ความร่วมมือ นวัตกรรม และการเข้าถึงการรักษา คือกุญแจสำคัญในการรับมือความเจ็บป่วยทางจิตใจช่วงโควิด-19 ระบาด

- การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ผู้ที่มีความเจ็บป่วยทางจิตใจ เช่น โรคจิตเภท โรคซึมเศร้า และโรคทางระบบประสาท มีอาการย่ำแย่ลงทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


- ประเด็นหลักที่มีการพูดคุยประกอบด้วย การใช้ประโยชน์จากการแพทย์ทางไกลและการแพทย์จิตเวชทางไกล การจัดส่งยาถึงบ้าน การยกระดับการฝึกอบรมขั้นพื้นฐานและสนับสนุนการดูแลสุขภาพจิตระดับชุมชน รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับภาครัฐเพื่อยกระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสุขภาพจิต


ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกสองและสาม และผลกระทบก็กินวงกว้างไม่ใช่ในแง่เศรษฐกิจเท่านั้น แต่ครอบคลุมไปถึงสุขภาพจิตของคนไข้ ผู้ดูแล ครอบครัว และบุคลากรทางการแพทย์


เนื่องในวันสุขภาพจิตโลก บริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (Johnson & Johnson) ได้ร่วมมือกับสมาคมจิตเวชแห่งฟิลิปปินส์ จัดการประชุมสุขภาพจิตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia Mental Health Forum) ครั้งที่ 4 ในหัวข้อ "การสร้างเสริมสุขภาพจิตในยุคชีวิตวิถีใหม่" (Building Capacity for Mental Health in the New Normal)


การประชุมออนไลน์จัดขึ้นสองวันในเดือนตุลาคม โดยมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 500 คน ทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพ คนไข้ ผู้กำหนดนโยบาย และผู้ให้การสนับสนุนด้านสุขภาพจิตจากทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


ประเทศที่เข้าร่วมการประชุมในปีนี้ประกอบด้วยฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย โดยแต่ละประเทศได้ร่วมแบ่งปันแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด สิ่งที่ได้เรียนรู้ ความท้าทาย และคำแนะนำต่าง ๆ เกี่ยวกับการให้บริการด้านสุขภาพจิตท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19


ระหว่างกล่าวเปิดงาน Raghu Krishnan กรรมการผู้จัดการและประธานกรรมการประจำประเทศฟิลิปปินส์ บริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ได้ตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทในการสร้างเสริมสุขภาพจิตและสนับสนุนการพูดคุยประเด็นดังกล่าวในประเทศ


Dr. Alessandra Baldini ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการด้านการแพทย์ประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน กล่าวว่า "ในการประชุมปีนี้ เราตั้งเป้าสร้างความร่วมมือกับหลายฝ่าย เพื่อหาวิธีการที่ยั่งยืนในการตอบสนองความต้องการของผู้ที่ต้องต่อสู้กับความเจ็บป่วยทางจิตใจ และพัฒนากลยุทธ์แห่งอนาคตหลังการระบาดของโรคโควิด-19"


ที่ประชุมเปิดเผยว่า การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ผู้ที่มีความเจ็บป่วยทางจิตใจ เช่น โรคจิตเภท โรคซึมเศร้า และโรคทางระบบประสาท มีอาการย่ำแย่ลง [1] โดยในช่วงเดือนมีนาคม-สิงหาคมปีนี้ สายด่วนศูนย์สุขภาพจิตแห่งชาติของฟิลิปปินส์ต้องรับโทรศัพท์เพิ่มขึ้นอย่างมาก เฉลี่ยอยู่ที่ 876 ครั้งต่อเดือน และมี 53 ครั้งที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตาย เทียบกับในช่วงเดือนพฤษภาคม 2562 - กุมภาพันธ์ 2563 หรือก่อนที่จะมีการล็อกดาวน์ มีผู้โทรเข้ามาขอรับคำปรึกษาเฉลี่ยเพียง 400 ครั้งต่อเดือน


เช่นเดียวกับในสิงคโปร์ ซึ่งพบว่ามีผู้โทรสายด่วนระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2563 เพิ่มขึ้น 30-35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว [2]


ขณะเดียวกัน ตำรวจมาเลเซียรายงานว่ามีเหตุฆ่าตัวตายมากถึง 78 ครั้งทั่วประเทศ นับตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม - 9 มิถุนายน 2563 หรือเพิ่มขึ้น 14 ครั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เช่นเดียวกับรายงายจากกรมสุขภาพจิตของไทยที่ระบุว่ามีเหตุฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น 22% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2563 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว


ในช่วงเดือนมีนาคม-สิงหาคม 2563 สมาคมจิตแพทย์อินโดนีเซียรายงานว่า มีการรักษาผู้ที่มีความเจ็บป่วยทางจิตใจมากถึง 14,619 ราย ซึ่งตรงกับช่วงที่มีการประกาศมาตรการล็อกดาวน์พอดี


ทั้งนี้ ในการพัฒนากลยุทธ์เพื่อรองรับอนาคต ที่ประชุมได้ให้ความสำคัญกับความร่วมมือ นวัตกรรม และการเข้าถึงการรักษา โดยมีรายละเอียดดังนี้


- ใช้ประโยชน์จากการแพทย์ทางไกลและการแพทย์จิตเวชทางไกลเพื่อลดการสัมผัส พร้อมสร้างความมั่นใจว่าคนไข้สามารถเข้าถึงบริการเฉพาะทางที่มีความพร้อมมากขึ้น


- จัดส่งยาถึงบ้านเพื่อสร้างความมั่นใจว่าคนไข้จะได้รับยาทางจิตเวชอย่างต่อเนื่องและมีค่าครึ่งชีวิตของยายาวนานขึ้น พร้อมกับสนับสนุนการดูแลสุขภาพจิตขั้นพื้นฐานในระดับชุมชน ตลอดจนฝึกอบรมและให้คำแนะนำจากทางไกลแก่ผู้ให้บริการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐาน ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญในการสนับสนุนและลดภาระของผู้ให้บริการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐาน


- เสริมสร้างความสามารถและฝึกอบรมผู้ให้บริการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐาน เพื่อตอบสนองความต้องการของคนไข้ที่มีความเจ็บป่วยทางสุขภาพจิต พร้อมกับพัฒนารูปแบบการดูแลรักษาในระดับชุมชน เพื่อมอบบริการด้านสุขภาพจิตที่เข้าถึงได้ง่ายในราคาเอื้อมถึง


- ให้ความสำคัญกับภูมิต้านทานของคนไข้ ครอบครัว และชุมชน ตลอดจนร่วมมือกับหน่วยงานรัฐในท้องถิ่นและรัฐบาลระดับประเทศ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน เพื่อยกระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสุขภาพจิต


ในฐานะผู้สนับสนุนและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตมากประสบการณ์ จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ตั้งเป้าเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับหลายฝ่ายที่มีเป้าหมายเดียวกัน เพื่อผลักดันประเด็นด้านสุขภาพจิตให้เป็นวาระสำคัญในระดับภูมิภาคและระดับโลก


Dr. Baldini กล่าวว่า "การสร้างเสริมสุขภาพจิตไม่ใช่แค่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง เราต้องมองภาพรวมเพราะเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องร่วมมือกัน"


"แม้หลังผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 ไปแล้ว เราในฐานะผู้นำและผู้คิดค้นนวัตกรรมด้านสุขภาพ จะยังคงเดินหน้าสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพเพื่อมวลมนุษยชาติต่อไป ผ่านการทำความเข้าใจเกี่ยวกับสุขภาพจิตให้ลึกซึ้งมากขึ้น ตลอดจนเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจวินิจฉัยและการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ"


สามารถดูไฮไลท์และคำกล่าวปิดการประชุมสุขภาพจิตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ที่ https://mma.prnewswire.com/media/1320798/Johnson_and_Johnson_SEA_Mental_Health_Forum_Highlights_and_Closing_Remarks.pdf


[1] According to The impact of COVID-19 on mental, neurological and substance use services: results of a rapid assessment. Geneva: World Health Organization; 2020. Licence: CC BY-NC-SA 3.0 IGO.


[2] Teo, J. (2020a, August 19). Covid-19 will have a long-tail effect on mental health, experts predict. The Strati Times. https://www.straitstimes.com/singapore/health/covid-19-will-have-a-long-tail-effect-on-mental-health-experts-predict


เกี่ยวกับจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน


เราเชื่อว่าสุขภาพที่ดีคือรากฐานของชีวิตที่สดใส ชุมชนที่เจริญรุ่งเรือง และอนาคตที่ก้าวหน้า ตลอดระยะเวลากว่า 130 ปีที่ผ่านมา เราจึงมุ่งมั่นสร้างเสริมสุขภาพที่ดีในทุกช่วงวัยและทุกช่วงของชีวิต ปัจจุบัน เราเป็นบริษัทเฮลธ์แคร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและครอบคลุมที่สุดในโลก และจะใช้ข้อได้เปรียบนี้ในการทำประโยชน์ให้กับสังคมต่อไป เรามุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีราคาย่อมเยาและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น รวมถึงสร้างสรรค์ชุมชนที่มีสุขภาพดีกว่าเดิม ตลอดจนเปิดโอกาสให้ทุกคนทั่วโลกได้มีสุขภาพกาย สุขภาพจิต และสภาพแวดล้อมที่ดี เราใช้หัวใจ วิทยาศาสตร์ และความรอบรู้ ในการเปลี่ยนแปลงวิถีสุขภาพเพื่อมวลมนุษยชาติ รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.jnj.com ติดตามเราได้ที่ @JNJNews




No comments:

Post a Comment