Wednesday, December 31, 2025

จุฬาฯ จัดงาน Chula the Impact ครั้งที่ 36 แถลง "43 สิ่งมีชีวิตใหม่ของโลก" นามพระราชทาน

เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

          จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยศูนย์สื่อสารองค์กร ร่วมกับคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ และภาคีเครือข่ายนักวิจัยด้านอนุกรมวิธานและความหลากหลายทางชีวภาพ จัดงาน Chula the Impact ครั้งที่ 36 ในหัวข้อ "43 สิ่งมีชีวิตใหม่ของโลก" นามพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม 2568 เวลา 09.30-11.30 น. ณ ห้อง 111 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

          งาน Chula the Impact ครั้งที่ 36 มีการแถลงข่าวการค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลกที่ค้นพบในประเทศไทยจำนวน 43 ชนิด ซึ่งได้รับพระราชทานชื่อวิทยาศาสตร์ภายใต้พระนามของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมายุ 70 พรรษา พุทธศักราช 2568 นอกจากนี้ยังเป็นเวทีสำคัญในการเผยแพร่องค์ความรู้ทางวิชาการด้านอนุกรมวิธานและความหลากหลายทางชีวภาพสู่สาธารณชน ตอกย้ำบทบาทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในฐานะสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำที่สนับสนุนงานวิจัยเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและสังคมอย่างยั่งยืน
          ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานกล่าวเปิดงาน โดยกล่าวถึงการแถลงข่าวการค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลกที่ค้นพบในประเทศไทยจำนวน 43 ชนิดในครั้งนี้ว่านับเป็นหนึ่งในของขวัญปีใหม่สำหรับคนไทยที่สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของนักวิจัยไทยและความอุดมสมบูรณ์ด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย พร้อมทั้งเป็นองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน และเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงความก้าวหน้าของงานวิจัยด้านอนุกรมวิธานและความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ
          อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวว่าการค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลกดังกล่าว เป็นผลจากการทำงานร่วมกันของนักวิจัยจากหลากหลายสถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพลังของความร่วมมือทางวิชาการ และบทบาทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการสนับสนุนและขับเคลื่อนงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่นำไปสู่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาที่ยั่งยืน
          จากนั้น ศาสตราจารย์ ดร.ประณัฐ โพธิยะราช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวรายงานถึงบทบาททางวิชาการของคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ในการส่งเสริมและสนับสนุนงานวิจัยด้านอนุกรมวิธานและความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเน้นถึงการทำงานเชิงบูรณาการกับเครือข่ายนักวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ
          ภายในงานมีการฉายวีดิทัศน์เทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณด้านการส่งเสริมการศึกษา วิทยาศาสตร์ อนุกรมวิธาน และความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย
          ช่วงสำคัญของงานเป็นการนำเสนอที่มาและรายละเอียดของการค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลก โดย ศาสตราจารย์ ดร.สมศักดิ์ ปัญหา ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านความหลากหลายทางชีวภาพ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้อธิบายถึงกระบวนการวิจัย การจำแนกชนิด และการตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ของสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ทั้ง 43 ชนิด ภายใต้ความร่วมมือของ 31 สถาบันภายในประเทศไทย และ 14 สถาบันในต่างประเทศ ซึ่งเป็นผลงานวิจัยสำคัญด้านอนุกรมวิธานและความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย
          การเสวนาดำเนินรายการโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เจษฎา ศาลาทอง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนและผู้เข้าร่วมงานซักถาม แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรับทราบข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความสำคัญของการค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลก
          ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการแสดงข้อมูลสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลกทั้ง 43 ชนิด เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพให้แก่สาธารณชนด้วย
          รายชื่อสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลกที่ค้นพบในประเทศไทย จำนวน 43 ชนิด
          รายชื่อที่เป็นสกุลใหม่ของโลก จำนวน สกุล
          1. สกุลผีเสื้อกลางคืนเทพรัตน์
          2. สกุลเห็ดก้อนอำพันเจ้าฟ้า
          รายชื่อพืชชนิดใหม่ของโลกจำนวน ชนิด
          3. กระเจียวชมพูสิรินธร
          4. ต่างหูสิรินธร
          5. ฮ่อมสิรินธร
          รายชื่อสัตว์ชนิดใหม่ของโลก จำนวน 33 ชนิด
          6. ไส้เดือนริมโขงบึงกาฬ
          7. ไส้เดือนเทพรัตน์แม่น้ำโขง
          8. ไส้เดือนภักดีแม่น้ำโขง
          9. แตนเบียนเจ้าฟ้า
          10. แตนเบียนเจ้าหญิง
          11. แมลงช้างกรามโตเทพรัตน์
          12. แมลงชีปะขาวเทพรัตน์
          13. แมลงชีปะขาวสิรินธร
          14. แมลงปอเข็มท้องยาวเทพรัตน์
          15. แมลงหางดีดถ้ำเจ้าฟ้า
          16. ผึ้งยางไม้เจ้าฟ้าหญิงสิรินธร
          17. มดเขาสูงสิรินธร
          18. มดตะนอยเทพรัตน์
          19. มดตะลานคูหารัตน์
          20. มดบากเทพรัตน์
          21. มวนหญ้าสิรินธร
          22. กุ้งแคระน้ำจืดเจ้าฟ้า
          23. กุ้งเทพรัตน์
          24. คลาโดเซอแรนสมเด็จพระเทพรัตน์
          25. โคพีพอดสิรินธร
          26. แอมฟิพอดเจ้าฟ้า
          27. กิ้งกือกระบอกหางมนสิรินธร
          28. กิ้งกือกระบอกหางแหลมสิรินธร
          29. กิ้งกือกระสุนพระรามเจ้าฟ้า
          30. กิ้งกือตะเข็บเจ้าฟ้า
          31. กิ้งกือมังกรเจ้าฟ้าหญิง
          32. กิ้งกือมังกรสิรินธร
          33. แมงมุมรังซ้อนสิรินธร
          34. หอยกาบสามเหลี่ยมลำน้ำมูล
          35. หอยทากจิ๋วจุกแดงทรงเจดีย์
          36. หอยนักล่าสิรินธร
          37. หอยหางดิ้นเจ้าฟ้า
          38. กบเขาหินทรายเจ้าฟ้า
          รายชื่อเห็ดและยีสต์ชนิดใหม่ของโลก จำนวน ชนิด
          39. ยีสต์เจ้าฟ้าหญิง
          40. ยีสต์สิรินธร
          41. ยีสต์น้ำหวานดอกตาลโตนดเจ้าฟ้าหญิง
          42. ยีสต์น้ำหวานดอกตาลโตนดสิรินธร
          43. เห็ดโกงกางจิ๋วสิรินธร
          อ่านบทความฉบับสมบูรณ์ที่ https://www.chula.ac.th/news/279226/
          ดาวน์โหลดภาพสิ่งมีชีวิตใหม่ของโลกได้ที
          https://drive.google.com/drive/folders/1QOBOM5OA1rgiKVZIKOPIzPE2Pb2S3GUH?usp=sharing
         

Monday, December 29, 2025

พรอมิส รุกกลยุทธ์ Sport Marketing หนุนงานวิ่งใหญ่ "SCENIC MARATHON CHANTHABURI 2025" มุ่งสร้าง Happy Vibes และกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว

บริษัท พรอมิส (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศเดินหน้ากลยุทธ์การตลาดผ่านกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ เข้าสนับสนุนรายการวิ่งระดับประเทศ "SCENIC MARATHON CHANTHABURI 2025" มุ่งเน้นการเสริมสร้างภาพลักษณ์แบรนด์สินเชื่อส่วนบุคคลที่เข้าถึงง่าย และตอกย้ำความมุ่งมั่นในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนไทย
การร่วมสนับสนุนในครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญส่งเสริมสุขภาพที่ดี ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สินเชื่อส่วนบุคคลพรอมิสต้องการส่งต่อให้กับลูกค้าและประชาชนทั่วไป โดยใช้การออกกำลังกายเป็นสื่อกลางในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและเปี่ยมไปด้วยพลังบวก และภายในงานได้รับเกียรติจากคุณ ญาญ่า อุรัสยา เสปอร์บันด์ ในฐานะพรีเซนเตอร์ของแบรนด์มาร่วมเปิดงาน
กลยุทธ์และเป้าหมายสำคัญ:
การสร้างความผูกพันระหว่างแบรนด์และผู้บริโภค (Brand Engagement): การเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมไลฟ์สไตล์ที่กลุ่มเป้าหมายให้ความสำคัญ เพื่อสร้างการจดจำแบรนด์ในเชิงบวก
การสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น (Local Economic Boost): งาน SCENIC MARATHON เป็นกิจกรรมที่ดึงดูดนักวิ่งและนักท่องเที่ยวจำนวนมากเข้าสู่จังหวัดจันทบุรี ช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว ร้านอาหาร และโรงแรมในพื้นที่
ความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR & Wellness): ตอกย้ำนโยบายการดำเนินธุรกิจที่ไม่ได้มุ่งหวังเพียงผลกำไร แต่ยังให้ความสำคัญกับการสนับสนุนกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของคนในสังคม
ทั้งนี้ พรอมิส ประเทศไทย เชื่อมั่นว่าการสนับสนุน SCENIC MARATHON CHANTHABURI 2025 จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับวิถีชีวิตใหม่ของคนไทยที่ใส่ใจสุขภาพ และช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน
สามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมและความเคลื่อนไหวของแคมเปญเพิ่มเติมได้ที่ เพจ Promise Thailand และ Scenic Marathon

Friday, December 26, 2025

EBC Financial Group ส่งต่อความห่วงใย เสริมโอกาสให้เด็ก ๆ ณ มูลนิธิสันติสุข กรุงเทพมหานคร


การอยู่เคียงข้าง คือแสงแห่งความหวังที่นำพาเด็ก ๆ ก้าวสู่วันพรุ่งนี้ 

กิจกรรมเพื่อสังคมระดับโลกของ EBC Financial Group (EBC) ดำเนินอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศทั่วโลก และในครั้งนี้ EBC ได้ร่วมมือกับมูลนิธิสันติสุข เพื่อสนับสนุนเด็ก ๆ จากกว่า 40 ชุมชนในกรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียง โดยทีมงานได้ร่วมใช้เวลากับเด็ก ๆ ผ่านกิจกรรมวาดภาพและการเล่นเกม สร้างบรรยากาศแห่งการอยู่เคียงข้าง พร้อมส่งต่อความหวังและกำลังใจอย่างอบอุ่น 

สำหรับเด็ก ๆ คำว่า “อนาคต” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากแต่เป็นเส้นทางของการเรียนรู้และการเติบโตที่ต้องอาศัยการสนับสนุนและกำลังใจจากสังคมรอบข้าง ครอบครัวจำนวนมากต่างทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อสร้างโอกาสที่ดีที่สุดให้กับบุตรหลาน สิ่งที่สังคมสามารถร่วมมอบให้จึงไม่ใช่เพียงการสนับสนุนในรูปแบบของสิ่งของ หากแต่คือความใส่ใจ ความต่อเนื่อง และการเปิดพื้นที่แห่งโอกาส ซึ่ง EBC รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพลังแห่งความห่วงใยครั้งนี้ และมีโอกาสร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมในฐานะองค์กรระดับโลก 

มากกว่าการเชื่อมโยงโลก คือการเชื่อมโยงหัวใจ 

มูลนิธิสันติสุขก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2525 โดยคุณราเคล อิฟเตอร์วิค ชาวนอร์เวย์ ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิได้ทุ่มเทดูแลและสนับสนุนเด็ก ๆ จากกว่า 1,000 ครอบครัวในชุมชนต่าง ๆ จากจุดเริ่มต้นในพื้นที่ชั่วคราว สู่การพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่มีความมั่นคงในปัจจุบัน การดำเนินงานอย่างต่อเนื่องสะท้อนให้เห็นว่า การดูแลเด็กด้วยความใส่ใจและจริงใจสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับคุณค่าที่ EBC เลือกยืนเคียงข้างและร่วมเดินไปบนเส้นทางแห่งความหวังด้วยกัน 

การสนับสนุนในครั้งนี้มีความเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยคุณค่า ตั้งแต่หนังสือและสีเทียนที่ช่วยเปิดโลกแห่งการเรียนรู้ กิจกรรมสร้างสรรค์ที่เติมเต็มรอยยิ้มและพลังแห่งวัยเยาว์ ไปจนถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ 

กิจกรรมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการมอบการสนับสนุน หากแต่สะท้อนถึงความเข้าใจของ EBC ต่อคุณค่าในฐานะองค์กรระดับโลก เพราะการสร้างโอกาสให้กับเด็ก ๆ คือการร่วมวางรากฐานของจุดเริ่มต้นที่เท่าเทียมยิ่งขึ้น EBC เชื่อว่าความรับผิดชอบที่แท้จริงเริ่มต้นจากการมองเห็น เข้าใจ และพร้อมยืนเคียงข้างกัน เมื่อก้าวเข้าสู่ชุมชนในมุมต่าง ๆ ของโลก หลักการแห่งความเป็นมืออาชีพและความซื่อสัตย์ที่ยึดมั่น จึงได้รับการถ่ายทอดผ่านการลงมือทำ บนพื้นฐานของคุณค่าทางมนุษยธรรมอย่างแท้จริง 

จากระดับโลกสู่ระดับท้องถิ่น ความรับผิดชอบคือหัวใจของวัฒนธรรมองค์กร 

EBC เดินหน้าขับเคลื่อนความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างต่อเนื่องในระดับโลก ผ่านความร่วมมือและโครงการที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือกับมูลนิธิสหประชาชาติในการรณรงค์ต่อต้านโรคมาลาเรีย ในฐานะพันธมิตรพิเศษของกิจกรรม “United to Beat Malaria 5K” การริเริ่มโครงการ “Protect the Amazon with Every Trade” ในป่าแอมะซอน เพื่อเชื่อมโยงการดำเนินงานทางการเงินเข้ากับการอนุรักษ์ระบบนิเวศ ตลอดจนการลงพื้นที่ในหลายประเทศ เพื่อสนับสนุนชุมชนเด็กและสถานดูแลผู้สูงอายุ การยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนและชุมชนที่ต้องการการสนับสนุน จึงเป็นหนึ่งในแกนหลักของพันธกิจด้านความรับผิดชอบระดับโลกของ EBC 

EBC ไม่เพียงมุ่งสร้างคุณค่าทางธุรกิจ หากยังให้ความสำคัญกับการนำทรัพยากรและศักยภาพขององค์กรไปสู่พื้นที่ที่ช่วยหล่อเลี้ยงความหวัง โดยเชื่อมั่นว่า “คุณค่า” ของการลงทุนควรครอบคลุมถึงความใส่ใจและความรับผิดชอบต่อผู้คนและชุมชนในสังคม ดังที่เดวิด บาร์เร็ตต์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ EBC Financial Group (UK) Ltd. กล่าวไว้ว่า “เราให้ความช่วยเหลืออย่างแท้จริง ผ่านการลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ไม่ใช่เพียงถ้อยคำที่กล่าวไว้” 

Together, Let’s Build The Future. 

เกี่ยวกับ EBC Financial Group   

EBC Financial Group (EBC) ก่อตั้งขึ้น ณ กรุงลอนดอน เป็นแบรนด์ด้านโบรกเกอร์การเงินและการบริหารจัดการสินทรัพย์ ผ่านหน่วยงานที่ได้รับการควบคุมในหลายเขตการเงิน เช่น สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย หมู่เกาะเคย์แมน มอริเชียส และอื่น ๆ 

EBC เป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการของสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา และได้เข้าร่วมโครงการ United to Beat Malaria แคมเปญของมูลนิธิองค์การสหประชาชาติ มุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพด้านสุขภาพของประชากรทั่วโลก โดยเริ่มกิจกรรมร่วมกันตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2024 EBC ยังให้สนับสนุนซีรีส์การมอบความรู้แก่สาธารณะเกี่ยวกับ What Economists Really Do นำโดยภาควิชาเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัย Oxford เพื่อทำให้เศรษฐศาสตร์เป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายขึ้น และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับสังคมในปัจจุบัน 

ETDA เตรียมปูพรม 15 จังหวัดทั่วประเทศ ลุยสร้างเครือข่าย EDC Trainer ระดับภูมิภาค เพิ่มอีกกว่า 2,000 คน พร้อมส่งต่อความรู้สู่ชุมชนไม่น้อยกว่า 6 หมื่นคน ในปี 2569


สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ประกาศแผนลุยเดินหน้าโปรเจกต์ EDC (ETDA Digital Citizen) ประจำปีงบประมาณ 2569 ชูโมเดล ‘Regional Digital Trainers Network’ (เครือข่ายเทรนเนอร์ดิจิทัลระดับภูมิภาค) เตรียมปูพรมจัดกิจกรรมครอบคลุม 15 จังหวัดทั่วประเทศ เดินหน้าสร้างเครือข่าย EDC Trainer ระดับภูมิภาค เพิ่มอีกกว่า 2,000 คน พร้อมยกระดับการส่งต่อทักษะดิจิทัลสู่ประชาชนในชุมชนไม่น้อยกว่า 60,000 คน ภายใต้การบูรณาการความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์สำคัญอย่าง สำนักงานสถิติแห่งชาติ และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เร่งบูรณาการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ออกแบบการพัฒนาทักษะผ่าน 4 หลักสูตร ครอบคลุมตั้งแต่พื้นฐานพลเมืองดิจิทัล ไปจนถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเชิงธุรกิจ พร้อมประเดิมจัดกิจกรรมแรกแล้วที่จังหวัดน่าน เมื่อวันที่ 18–19 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมดิ อิมเพรส น่าน

ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA เปิดเผยว่า การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนแนวคิดสำคัญของ ETDA ในการพัฒนาทักษะดิจิทัลที่ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนผู้ผ่านการอบรม แต่เป็นการสร้าง “แกนนำ” หรือ “ผู้ถ่ายทอด” ที่มีความเข้าใจบริบทพื้นที่ สามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอด สร้างการเปลี่ยนแปลง และขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลในระดับชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งความสำเร็จในการดำเนินงานปีงบประมาณ 2568 เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ETDA เดินหน้าขยายผลในปี 2569 อย่างจริงจัง โดยในปีที่ผ่านมา ETDA ตั้งเป้าหมายสร้าง EDC Trainer จำนวน 1,200 คน แต่ด้วยความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย หน่วยงานในพื้นที่ และความตื่นตัวของภาคประชาชน ส่งผลให้สามารถพัฒนาเทรนเนอร์ได้จริงมากกว่า 3,300 คน หรือเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ถึงกว่า 200%

“ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่มีความต้องการพัฒนาทักษะดิจิทัลอย่างจริงจัง ETDA จึงไม่หยุดอยู่เพียงความสำเร็จเชิงตัวเลข แต่ต้องการยกระดับไปสู่การสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งและสามารถขับเคลื่อนตนเองได้ในระยะยาว”

ด้วยเหตุนี้ ในปีงบประมาณ 2569 ETDA จึงเดินหน้าภายใต้โมเดล ‘Regional Digital Trainers Network’ หรือเครือข่ายเทรนเนอร์ดิจิทัลระดับภูมิภาค ตั้งเป้าหมายเชิงรุกในการพัฒนาเทรนเนอร์ดิจิทัลหน้าใหม่เข้าสู่ระบบเพิ่มเติม ไม่น้อยกว่า 2,000 คน เพื่อขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค และเพิ่มศักยภาพในการส่งต่อองค์ความรู้ไปสู่ประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้อีกไม่น้อยกว่า 60,000 คน ภายในปีเดียว

จุดเด่นสำคัญของการดำเนินงานในปีนี้คือการนำข้อมูลเชิงสถิติและบริบทเชิงพื้นที่ (Data-driven & Area-based) มาใช้เป็นฐานในการออกแบบจัดกิจกรรมอบรม โดย ETDA ได้ร่วมมือกับ สำนักงานสถิติแห่งชาติ ในการนำข้อมูลระดับจังหวัดและอำเภอมาวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจ สังคม และโครงสร้างแรงงานในพื้นที่ เพื่อให้เนื้อหาการอบรมตอบโจทย์ความต้องการจริงของแต่ละพื้นที่มากที่สุด ควบคู่ไปกับความร่วมมือกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อให้มั่นใจว่าทักษะที่ถ่ายทอดมีมาตรฐานและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบันและอนาคต

ในด้านเนื้อหาการอบรม ETDA ได้ปรับปรุงและยกระดับหลักสูตรเป็น 4 หลักสูตรสำคัญ (ฉบับปรับปรุง) ครอบคลุมตั้งแต่พื้นฐานการเป็นพลเมืองดิจิทัล ไปจนถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในภาคธุรกิจ ได้แก่

  • EDC Plus (ETDA Digital Citizen Plus) มุ่งเสริมสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัล 5 ด้าน ได้แก่ อัตลักษณ์ดิจิทัล การใช้งานดิจิทัล การสื่อสารดิจิทัล ความมั่นคงปลอดภัย และการรู้เท่าทันดิจิทัล เพื่อพัฒนาพลเมืองดิจิทัลที่มีคุณภาพและรับผิดชอบต่อสังคม
  • Generative AI เพื่อการทำงาน เสริมทักษะการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในการช่วยงานเอกสาร การวิเคราะห์ข้อมูล และการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในองค์กร
  • Social Commerce for Business (V.2) เจาะลึกการทำธุรกิจและการขายผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย อาทิ Facebook, TikTok และ Instagram รวมถึงการทำ Live Commerce สำหรับผู้ประกอบการยุคดิจิทัล
  • AI Marketing การประยุกต์ใช้ AI ในงานการตลาด ตั้งแต่การวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า การวางกลยุทธ์ ไปจนถึงการสร้างสรรค์คอนเทนต์อย่างแม่นยำ

โครงการได้เริ่มต้นกิจกรรมแรกแล้วที่จังหวัดน่าน ระหว่างวันที่ 18–19 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมดิ อิมเพรส น่าน โดยมุ่งเน้นกลุ่มผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป ในหลักสูตร Social Commerce for Business และ AI Marketing เพื่อช่วยเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจ กระตุ้นการค้าขาย และสนับสนุนการท่องเที่ยวในพื้นที่ช่วงปลายปี

หลังจากนี้ ETDA จะขยายผลการดำเนินงานไปยังจังหวัดยุทธศาสตร์อีก 14 จังหวัดทั่วประเทศ ตลอดปีงบประมาณ 2569 ได้แก่ บุรีรัมย์ นครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา ปัตตานี ขอนแก่น อุบลราชธานี ลำปาง เชียงใหม่ ระยอง เชียงราย อุดรธานี ยะลา นครศรีธรรมราช และภูเก็ต เพื่อให้การพัฒนากำลังคนดิจิทัลเกิดขึ้นอย่างทั่วถึงและลดช่องว่างทางดิจิทัลในทุกภูมิภาค ผู้ที่สนใจ ทั้งหน่วยงานที่ต้องการพัฒนาบุคลากรเข้าสู่การเป็น EDC Trainer และประชาชนทั่วไปที่ต้องการยกระดับทักษะดิจิทัล สามารถติดตามรายละเอียดและสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ https://forms.gle/pqoX4eVvgSECnd2U6 หรือติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่เพจเฟซบุ๊ก ETDA Thailand

พรอมิส (ประเทศไทย) จำกัด ขับเคลื่อนองค์กรด้วยพันธกิจ วิสัยทัศน์ และคุณค่า (MVV) รูปแบบใหม่


บริษัท พรอมิส (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศและตอกย้ำความสำคัญของการนำ Mission, Vision, Value (MVV) รูปแบบใหม่มาเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนและกำหนดทิศทางการปฏิบัติงานขององค์กร โดยมีการประกาศ MVV จากผู้บริหารเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 เพื่อสื่อสารและยกตัวอย่างการดำเนินงานในอดีตและมุ่งพัฒนาไปข้างหน้าที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณ MVV ดังกล่าวอย่างชัดเจน

MVV ใหม่นี้แสดงถึงลักษณะโดดเด่นของวัฒนธรรมองค์กรของบริษัท ซึ่งประกอบด้วย

Mission (พันธกิจ) มอบความอุ่นใจทางการเงิน เพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่าของทุกคนและสังคม

Vision (วิสัยทัศน์) พรอมิส เราคือคู่คิดที่พึ่งพาได้

Value (คุณค่า) ประสิทธิภาพและคุณภาพ ท้าทายและพัฒนา ซื่อสัตย์และจริงใจ

เสาหลักในการปฏิบัติงาน

คุณค่าหลักทั้งสามประการนี้คือแนวทางปฏิบัติที่ช่วยให้บริษัทสามารถมอบความอุ่นใจและความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้จริง

1. ประสิทธิภาพและคุณภาพ

จงพิถีพิถันกับคุณภาพในทุกขั้นตอนเพื่อประสิทธิภาพที่ดีที่สุด

ตัวอย่างที่สอดคล้อง: FAP (Fast Approval Project) สินเชื่อส่วนบุคคลพรอมิส อนุมัติทันใจใน 1 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมด้านบริการในอุตสาหกรรมสินเชื่อส่วนบุคคลของประเทศไทย จุดเด่นสมัครง่าย วงเงินสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท บริษัทได้ทบทวนกระบวนการทั้งหมดเพื่อเพิ่ม “ประสิทธิภาพ” ในการอนุมัติสินเชื่อให้เร็วที่สุดตามความต้องการของลูกค้า

2. ท้าทายและพัฒนา

จงมองทุกความท้าทายให้เป็นโอกาสและก้าวไปข้างหน้าเสมอ

ตัวอย่างที่สอดคล้อง: การพัฒนาแอป Promise ซึ่งเป็นโปรเจกต์ที่ต้องเผชิญกับความยากลำบาก แต่ทีมงานก็รับมือกับความท้าทายอย่างต่อเนื่องจนสามารถเปิดตัวได้ และยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องและเพิ่มความสะดวกในการใช้งานให้แก่ลูกค้า

3. ซื่อสัตย์และจริงใจ

จงซื่อสัตย์ต่อตนเองและจริงใจต่อผู้อื่น

ตัวอย่างที่สอดคล้อง: พนักงานทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่โดยความสุภาพและความซื่อสัตย์ต่อลูกค้าที่ Center และจุดบริการในทุก ๆ วัน เสียงขอบคุณและข้อคิดเห็นเชิงบวกจากลูกค้าเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความจริงใจและการบริการของพนักงาน

การนำ Value เหล่านี้มาปฏิบัติจริงจะช่วยให้การบรรลุ Mission เป็นจริงได้มากขึ้น และเข้าใกล้ความสำเร็จของ Vision มากยิ่งขึ้น

เกี่ยวกับบริษัท พรอมิส (ประเทศไทยจำกัด

บริษัท พรอมิส (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลชั้นนำในประเทศไทย มุ่งมั่นมอบความอุ่นใจทางการเงินแก่ลูกค้าด้วยบริการที่รวดเร็ว โปร่งใส และตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง

พรอมิส เร่งเครื่องพัฒนาพนักงาน เสริมความแกร่งบริการลูกค้า มั่นใจ “พรอมิส คือเพื่อนคู่คิดที่พึ่งพาได้”


สินเชื่อส่วนบุคคลพรอมิส จัดกิจกรรมประกวด “Promise Professional Service Award 2025” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เน้นบริการด้วยใจ ให้ลูกค้าเป็นมากกว่าคนกู้เงิน เพื่อสนับสนุนให้พนักงานตื่นตัวและตั้งใจมอบบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าด้วยความเป็นมืออาชีพ

ในปีนี้ กิจกรรมจัดขึ้นภายใต้แนวคิด บริการด้วยความอบอุ่นจากใจ เพราะพรอมิส ให้ความสำคัญกับลูกค้าในฐานะ คนสำคัญ ไม่ใช่แค่ ผู้กู้เงิน พนักงาน ของเราจึงเน้นการรับฟัง และให้คำปรึกษาที่ตรงกับความต้องการของแต่ละคน เพื่อทำหน้าที่เป็น เพื่อนคู่คิดที่พึ่งพาได้ อย่างแท้จริง มากกว่าการแค่บอกข้อมูลผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว

การจัดประกวดนี้เป็นวิธีที่พรอมิสใช้พัฒนาคนเพื่อยกระดับการบริการสินเชื่อส่วนบุคคลให้ดีขึ้นกว่าเดิม เราเชื่อว่าถ้าพนักงานมีความพร้อมและบริการด้วยความจริงใจ จะช่วยสร้างความประทับใจและความไว้วางใจให้ประชาชนคนไทยได้อย่างยั่งยืน

สำหรับผู้ที่สนใจสมัครสินเชื่อส่วนบุคคลพรอมิส สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและยื่นคำขอสินเชื่อได้ที่เว็บไซต์ทางการ promise.co.th หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “PROMISE THAILAND” ได้ทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android

กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว

ดอกเบี้ย 15% – 25% ต่อปี

เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ promise.co.th

Thursday, December 25, 2025

คอมแพ็ค เบรก ยกขบวนนักวิ่งสุดเซ็กซี่ เสิร์ฟความฮอตหาดพัทยา ในงาน Pattaya International Bikini Beach Race 2025


เมื่อเร็วๆนี้ คุณมินทร์ลดา อัศวกุลบุรานนท์ รองผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและภาพลักษณ์  พร้อมด้วยคุณเพียงขวัญ ชนะบุญ หัวหน้าแผนกสื่อสารองค์กร บริษัท คอมแพ็ค อินเตอร์เนชั่นแนล (1994) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผ้าเบรกคุณภาพยอดขายอันดับ 1 ภายใต้แบรนด์ “คอมแพ็ค เบรก” ร่วมสร้างปรากฏการณ์และเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมวิ่งริมชายหาดระดับนานาชาติ “Pattaya International Bikini Beach Race 2025” ด้วยการส่งนักวิ่งชายและหญิงลุคสปอร์ต-เซ็กซี่เข้าร่วมการแข่งขัน พร้อมจัดบูธกิจกรรมเพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าในบริเวณงาน ซึ่งช่วยสร้างสีสันและได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก และเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวของเมืองพัทยา โดยงานดังกล่าวมีขึ้นเมื่อวันที่ 20 ธ.ค.ที่ผ่านมา ณ ชายหาดพัทยา หน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัล พัทยา  จ.ชลบุรี

Pattaya International Bikini Beach Race 2025 ถือเป็นหนึ่งในงานวิ่งริมชายหาดที่ได้รับความนิยมสูงสุดของประเทศไทย จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 ในปีนี้ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Sea Sparkle Run: The Coral and Pearl Edition” มีนักวิ่งเข้าร่วมกว่า 5,000 คน จาก 30 ประเทศทั่วโลก โดยคอมแพ็ค เบรก เข้าร่วมกิจกรรมในปีนี้เป็นครั้งแรก ที่นอกเหนือจากการส่งนักวิ่งชายและหญิงเข้าร่วมการแข่งขันแล้ว ยังจัดให้มีการออกบูธกิจกรรมเพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ร่วมงานได้ทำความรู้จักแบรนด์อย่างใกล้ชิดผ่านกิจกรรมสนุกๆ ลุ้นรับของที่ระลึกสุดพรีเมียม ซึ่งได้รับความสนใจจากนักวิ่งทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ร่วมถึงผู้ที่อยู่ในบริเวณงานเป็นจำนวนมาก การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ คอมแพ็ค เบรก ในการขยายภาพลักษณ์แบรนด์จากมอเตอร์สปอร์ต ไปสู่ไลฟ์สไตล์-เฮลตี้-แอคทีฟ เป็นการเตรียมความพร้อมต่อยอดกิจกรรมด้านกีฬาและไลฟ์สไตล์อีกหลากหลายรูปแบบในอนาคต เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

เขตเมืองใหม่อู่เซี่ยง นครหนานหนิง ปั้นระบบนิเวศเอื้อภาคธุรกิจ รุกเสริมศักยภาพพัฒนาวิสาหกิจอย่างมีคุณภาพ

เขตเมืองใหม่อู่เซี่ยง (Wuxiang New District) นครหนานหนิง ในฐานะพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของ "ช่องทางหนานหนิง" (Nanning Channel) เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนระหว่างจีน-อาเซียน ได้บูรณาการความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มการเปิดกว้างระดับชาติไว้อย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นเขตนำร่องการค้าเสรีจีน (กว่างซี) ประจำนครหนานหนิง เขตพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีระดับชาติ และประตูสู่การเปิดกว้างทางการเงินที่มุ่งเน้นอาเซียน เขตเมืองใหม่แห่งนี้ยึดมั่นในแนวทางการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงเป็นหัวใจหลัก โดยได้บ่มเพาะระบบนิเวศทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง ด้วยนโยบายสนับสนุนที่ตรงจุด พร้อมสร้างความคึกคักให้กับตลาดด้วยนวัตกรรมการบริการที่ล้ำสมัย ส่งผลให้วิสาหกิจในพื้นที่สามารถเร่งขยายตัวในภาคส่วนสำคัญต่าง ๆ จนกลายเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค


ในภาคส่วนสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์นั้น บริษัท หนานหนิง ชูซิน อินทิเกรเต็ด เซอร์กิต ดีไซน์ จำกัด (Nanning Chuxin Integrated Circuit Design Co., Ltd.) ถือเป็นผู้เล่นรายสำคัญที่มุ่งวิจัย พัฒนา และจำหน่ายไดรเวอร์ชิปจอภาพผลึกเหลว (LCD) โดยผลิตภัณฑ์ที่บริษัทฯ พัฒนาขึ้นเองนั้นมีสมรรถนะระดับมาตรฐานและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในอุปกรณ์แสดงผลอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งโทรศัพท์มือถือและแล็ปท็อป อานิสงส์จากนโยบายสนับสนุนที่ตรงจุดของภาครัฐ ช่วยให้บริษัทแห่งนี้ทลายข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคในการเติบโต ไม่ว่าจะในเรื่องการดึงดูดบุคลากรระดับแถวหน้าหรือการหาเงินทุน พร้อมกันนี้ยังได้สร้างระบบนิเวศห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่เข้มแข็งผ่านความร่วมมือเชิงลึกกับโรงงานผลิตเวเฟอร์และกลุ่มวิสาหกิจในท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการเสริมแกร่งและเติมเต็มห่วงโซ่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของกว่างซีให้ครบวงจร ปัจจุบัน บริษัทฯ ถือครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญามากถึง 94 รายการ และคาดว่ายอดขายในปีนี้จะเติบโตทะลุหลัก 400 ล้านหยวน


ในมิติของการผลิตอัจฉริยะนั้น บริษัท กว่างซี ไอเก้อ เวิร์กชอป โฮม เฟอร์นิชิง จำกัด (Guangxi Aige Workshop Home Furnishing Co., Ltd.) ประสบความสำเร็จในการยกระดับสายการผลิตสู่ระบบอัจฉริยะแบบครบวงจร โดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาขับเคลื่อนทุกขั้นตอน ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการผลิตอย่างก้าวกระโดด แต่ยังช่วยสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชน พร้อมผนึกกำลังกับผู้ประกอบการท้องถิ่นร่วมปั้นระบบนิเวศอุตสาหกรรมในภูมิภาคให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน


ด้านอุตสาหกรรมวัฒนธรรมก็มีความโดดเด่นอย่างยิ่ง โดย บริษัท หนานหนิง พีค คัลเจอร์ คอมมิวนิเคชัน จำกัด (Nanning Peak Culture Communication Co., Ltd.) ในฐานะผู้ประกอบการด้านแอนิเมชันเพียงรายเดียวในกว่างซีที่มีห่วงโซ่อุตสาหกรรมครบวงจร ได้สร้างสรรค์ IP คุณภาพสูงอย่าง "Dolphin Helpers" และ "Princess Amy of Music" ซึ่งได้รับความนิยมในกว่า 80 ประเทศและดินแดนทั่วโลกผ่านการแปลถึง 12 ภาษา โดยบริษัทฯ ถือครองสิทธิบัตร 9 ฉบับ และลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์อีก 43 ฉบับ นอกจากนี้ นับตั้งแต่ปี 2566 บริษัทฯ ได้พลิกโฉมธุรกิจเข้าสู่สมรภูมิ AIGC อย่างเต็มตัว โดยได้พัฒนาแพลตฟอร์มสร้างสรรค์วิดีโอสั้น "Ju Xiaobai" AIGC ที่รวบรวมคลังข้อมูลมัลติโมดัลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไว้โดยเฉพาะ ทำให้สามารถผลิตคอนเทนต์วิดีโอสั้นที่เข้าถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของประเทศกลุ่มเป้าหมายอย่างไทยและเวียดนามได้อย่างแม่นยำ นับเป็นการเปิดประตูบานใหญ่ให้วัฒนธรรมจีนก้าวสู่ตลาดโลก


ส่วนในแวดวงปัญญาประดิษฐ์ เขตเมืองใหม่อู่เซี่ยงได้ผลักดันศูนย์นวัตกรรมและความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์จีน-อาเซียน (South AI Center) เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI กับกลุ่มประเทศอาเซียน โดยมุ่งปั้นให้เป็นฮับความร่วมมือในภาคอุตสาหกรรม AI ที่เชื่อมโยงจีนและอาเซียนเข้าด้วยกันอย่างเหนียวแน่น ศูนย์แห่งนี้มุ่งเน้นไปที่เซกเมนต์สำคัญอย่างอุปกรณ์อัจฉริยะและบริการดิจิทัลข้ามพรมแดน จนกลายเป็นจุดรวมตัวของวิสาหกิจ AI ระดับแถวหน้าและทีมวิจัยนวัตกรรมจำนวนมาก โดยอาศัยการสร้างแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนทางเทคโนโลยีและการร่วมวิจัยพัฒนา (R&D) ข้ามพรมแดน เพื่อขัดเกลาเทคโนโลยี AI ให้ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของภูมิภาคอาเซียนได้อย่างแม่นยำ ปัจจุบัน กลุ่มวิสาหกิจในนิคม South AI Center ได้บรรลุข้อตกลงความร่วมมือกับพันธมิตรในอาเซียนแล้วหลายราย พร้อมทั้งเดินหน้าโครงการนำร่องในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เจี๋ยต้วนเจ่อ โรโบติกส์ (Jieduanzhe Robotics) ในเครือ บริษัท กว่างซี สือเจียอี้ เทคโนโลยี จำกัด (Guangxi Shijiayi Technology Co., Ltd.) เป็นบริษัทร่วมทุนเพียงหนึ่งเดียวของ จื้อหยวน โรโบติกส์ (Zhiyuan Robotics) ในกว่างซี โดยบริษัทฯ ได้ดึงศักยภาพทั้งด้านเทคโนโลยี เงินทุน และบุคลากรจากบริษัทแม่ มาใช้ในการสร้างแบรนด์หุ่นยนต์อัจฉริยะที่มีรากฐานในกว่างซีให้เป็นที่ยอมรับ จนก้าวขึ้นเป็นซัพพลายเออร์รายสำคัญที่ได้รับความไว้วางใจในการขยายฐานการใช้งานสู่ภูมิภาคอาเซียน


การเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจอย่างต่อเนื่องนั้น ถือเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่วิสาหกิจในการขยายตัว โดยเฉพาะในนิคม South AI Center ของเขตเมืองใหม่อู่เซี่ยง ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นโมเดลต้นแบบในการบริหารจัดการธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการนำเสนอบริการพิเศษ ทั้งช่องทางด่วนพิเศษในการอนุมัติโครงการ และมาตรการสนับสนุนเฉพาะด้าน ซึ่งช่วยลดภาระต้นทุนทั้งในด้านการจัดตั้งและดำเนินธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม ปัจจัยเหล่านี้ดึงดูดให้ธุรกิจ AI และโครงการความร่วมมือข้ามพรมแดนระดับแถวหน้า หลั่งไหลเข้ามาปักหมุดในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จดังกล่าวนำไปสู่ปรากฏการณ์การรวมกลุ่มทางธุรกิจ ที่โดดเด่นทั้งในแง่ของแพลตฟอร์มนวัตกรรมและวิสาหกิจเทคโนโลยี โดยปัจจุบัน เขตเมืองใหม่อู่เซี่ยงเป็นที่ตั้งแพลตฟอร์มนวัตกรรมและการสร้างสรรค์ธุรกิจระดับชาติถึง 9 แห่ง และระดับเขตปกครองตนเองอีก 107 แห่ง ขณะที่มีวิสาหกิจไฮเทคที่ปักหลักดำเนินกิจการอยู่ถึง 403 ราย ตลอดจนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสายเทคโนโลยีอีก 316 ราย


ในอนาคตข้างหน้า เขตเมืองใหม่อู่เซี่ยงยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าบ่มเพาะระบบนิเวศทางอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง พร้อมปลดล็อกศักยภาพจากสิทธิประโยชน์ทางนโยบายของแพลตฟอร์มระดับชาติอย่างเต็มที่ ยกระดับการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมดิจิทัลและการบริการระดับมืออาชีพ ตลอดจนเปิดโอกาสให้วิสาหกิจเอกชนได้พัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างไม่มีขีดจำกัด ด้วยกลยุทธ์การเปิดกว้างที่เหนือชั้นและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ เขตเมืองใหม่อู่เซี่ยงพร้อมที่จะเป็นหัวหอกในการยกระดับเศรษฐกิจของภูมิภาค และอัดฉีด "พลังขับเคลื่อนอู่เซี่ยง" ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อร่วมเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างประชาคมจีน-อาเซียนที่มีอนาคตร่วมกัน

Wuxiang New District, Nanning: Cultivating a Favorable Business Environment to Empower High-Quality Enterprise Development

As the core carrying zone of the "Nanning Channel" for China-ASEAN exchanges and cooperation, Wuxiang New District of Nanning integrates the advantages of multiple national-level opening-up platforms, including the Nanning Area of China (Guangxi) Pilot Free Trade Zone, a national economic and technological development zone, and the core area of the financial opening-up gateway oriented toward ASEAN. Anchoring the main line of high-quality development, the new district has nurtured a fertile ground for business with precision-targeted policy support, stimulated market vitality through service innovation breakthroughs, and propelled enterprises in its jurisdiction to accelerate progress in key sectors, emerging as a robust engine for regional economic growth.


In the electronic information sector, Nanning Chuxin Integrated Circuit Design Co., Ltd. focuses on the R&D and sales of liquid crystal display driver chips. Its independently developed products have achieved mainstream performance in the industry and are widely applied in various electronic display devices such as mobile phones and laptops. Bolstered by the government's precision support policies, the enterprise has not only successfully overcome development bottlenecks including high-end talent recruitment and financing difficulties, but also established a deeply collaborative industrial chain ecosystem with multiple wafer fabs and local enterprises, injecting crucial impetus into strengthening and complementing Guangxi's semiconductor industrial chain. Currently, the enterprise has accumulated 94 intellectual property rights, and its sales volume is projected to exceed 400 million yuan this year.


On the advanced manufacturing track, Guangxi Aige Workshop Home Furnishing Co., Ltd. has completed the intelligent upgrading of its entire production line. Artificial intelligence technology runs through every stage of the production process, which not only significantly improves production efficiency, but also effectively drives employment and income growth for surrounding villagers, and builds a sound and interactive regional industrial ecosystem together with local enterprises.


The cultural industry is brimming with highlights. As the only animation enterprise in Guangxi with a full industrial chain, Nanning Peak Culture Communication Co., Ltd. has created high-quality IPs such as Dolphin Helpers and Princess Amy of Music. These IPs have reached over 80 countries and regions worldwide in 12 languages, with the company holding 9 patents and 43 software copyrights in total. Since 2023, the company has fully transformed into the AIGC track. Its independently built "Ju Xiaobai" AIGC short video series creation platform has initially established a Southeast Asian multimodal corpus, capable of accurately generating short video content that aligns with the cultural characteristics of regions such as Vietnam and Thailand, opening broader channels for Chinese culture to go global.


In the field of artificial intelligence, Wuxiang New District takes the China-ASEAN Artificial Intelligence Innovation and Cooperation Center (South AI Center) as its core carrier, vigorously advancing AI application cooperation with ASEAN, and striving to build an AI industry cooperation hub connecting China and ASEAN. Focusing on key tracks such as intelligent terminals and cross-border digital services, the South AI Center has gathered a number of backbone AI enterprises and innovation teams. By building technology exchange platforms and conducting cross-border joint R&D initiatives, it promotes the precise alignment and in-depth integration of AI technology with the actual needs of ASEAN regions. At present, enterprises in the South AI Center Park have reached multiple cooperation intentions with enterprises from various ASEAN countries, and launched pilot applications in a range of fields. Among them, Jieduanzhe Robotics, a subsidiary of Guangxi Shijiayi Technology Co., Ltd., is the sole joint venture of Zhiyuan Robotics in Guangxi. Leveraging the technological, capital and talent support from its parent company, it is committed to building a benchmark brand of embodied robots rooted in Guangxi, and has become a preferred supplier for product deployment in ASEAN regions.


The continuous optimization and upgrading of the business environment provides a solid guarantee for enterprise development. As a demonstration window for business environment optimization, the South AI Center Park in Wuxiang New District offers customized services such as an approval green channel and special policy support, effectively reducing the costs of enterprise entry and development, and continuously attracting high-quality AI enterprises and cross-border cooperation projects to gather here. The cluster effect of innovation platforms and sci-tech enterprises continues to stand out. Up to now, Wuxiang New District is home to 9 national-level innovation and entrepreneurship platforms and 107 autonomous region-level ones; the number of retained high-tech enterprises has reached 403, and the number of technology-based small and medium-sized enterprises stands at 316.


Looking to the future, Wuxiang New District will continue to focus on cultivating the industrial ecosystem, fully unleash the policy dividends of multiple national-level platforms, deepen digital empowerment and professional service innovation, and continuously expand the broad space for the innovative development of private enterprises. With a higher level of opening-up and a more high-quality business environment, it will fully boost the region's high-quality economic development and inject stronger "Wuxiang momentum" into the construction of the China-ASEAN Community with a Shared Future.

China UnionPay launches mobile app "Nihao China" to facilitate inbound tourism


 On December 19, 2025, the China International Travel Mart kicked off in south China's island province of Hainan, during which China UnionPay, a leading card scheme, rolled out the "Nihao China" app.

Dedicated to providing one-stop digital services covering payment, transportation, daily life, cultural tourism and other scenarios for foreign visitors to China, the app aims to enhance the convenience of inbound tourism through a convenient, intelligent and user-friendly full-cycle experience in China.

Centered on payment and transportation, the "Nihao China" app integrates a variety of practical functions.

In terms of payment, the app supports top-up with UnionPay cards issued outside the China's Mainland, as well as cards issued by major international card schemes such as Visa and Mastercard, enabling diversified payments in online and offline consumption scenarios, including transportation, accommodation, shopping and other high-frequency consumption scenarios, allowing inbound tourists to enjoy seamless and convenient QR code payment.

For transportation services, the app covers subway systems in 43 key cities and bus services in over 1,760 county-level and above cities nationwide, enabling one code for universal access. It also provides convenient navigation to surrounding facilities such as ATMs and foreign currency exchange points, enhancing travel convenience.

Addressing the exchange rate issue in cross-currency payments, the app can obtain real-time global currency exchange rates and supports the conversion of more than 160 currencies, including US dollars, RMB, and euros.

As the organizer of the "Nihao China" app, China UnionPay fully leverages its platform advantages to provide a service platform for multiple partners, forming a collaborative force to jointly promote the high-quality development of cultural and tourism services.

In terms of payment, the app relies on the integrated acceptance network of UnionPay, WeChat Pay and Alipay in China to achieve wider payment coverage.

For online payments, the app supports transactions on more than 300 applications such as 12306, Ctrip.com, Meituan and  JD.com , completing the payment closed loop for each partner in cultural and tourism services.

The tax refund service for departure has covered key cities including Beijing, Shanghai, Shenzhen, Haikou and Sanya, supporting OCR recognition, QR code interaction and full English interface to achieve efficient and fast tax refund.

As a platform-based app providing diversified services, "Nihao China" has built-in real-time translation and page translation tools, supporting multi-language conversational translation and text translation functions to effectively eliminate language barriers.

In addition, it supports intelligent query of all functions of the app, provides one-click entry guidance, and offers recommendations for next-step operations based on foreign visitors' personal information and usage habits.

It can accurately understand and answer foreign visitors' questions about scenic spot introductions, transportation guides, food recommendations, etc., and provide navigation services with precise route planning to help tourists quickly obtain the required information and enhance their travel experience.

Furthermore, during the China International Travel Mart, the UnionPay booth made its debut at the exhibition, detailing the product functions of the app and providing on-site experience. China UnionPay's business achievements related to the cultural and tourism industry, such as the SplendorPlus Card, tax refund for departure and cross-border payment solutions, were also fully displayed.

The launch of the "Nihao China" app is an important innovation of China UnionPay in the field of cross-border digital services, and also a major measure to actively respond to the national call to improve the convenience of inbound tourism and promote the high-quality development of cultural and tourism.

Looking ahead, China UnionPay will continue to optimize product functions, expand domestic and foreign cooperation ecosystems, join hands with global partners to build a more intelligent, interconnected and friendly cross-border life service network, and continuously contribute financial and technological strength to promoting cross-border tourism cooperation and cultural and people-to-people exchanges.

Source: China UnionPay

ยูเนี่ยนเพย์ เปิดตัวแอปมือถือ "Nihao China" อำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวต่างชาติในจีน


 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 งานมหกรรมตลาดการท่องเที่ยวระหว่างประเทศของจีน (China International Travel Mart) ได้เปิดฉากขึ้น ณ มณฑลไห่หนาน ซึ่งเป็นเกาะทางตอนใต้ของประเทศจีน โดยในโอกาสนี้ ไชน่า ยูเนี่ยนเพย์ (China UnionPay) เครือข่ายบัตรชำระเงินชั้นนำ ได้เปิดตัวแอปพลิเคชัน "Nihao China" ภายในงาน

แอปพลิเคชันดังกล่าวได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นแพลตฟอร์มบริการดิจิทัลแบบครบวงจร ครอบคลุมการชำระเงิน การเดินทาง การใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และบริการที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ โดยมุ่งยกระดับความสะดวกสบายให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติในจีน ให้สามารถเพลิดเพลินกับประสบการณ์การท่องเที่ยวอย่างครบถ้วน สะดวก ราบรื่น ชาญฉลาด และเป็นมิตรต่อผู้ใช้งานแอป

แอปพลิเคชัน "Nihao China" ได้รับออกแบบโดยมุ่งเน้นบริการด้านการชำระเงินและการเดินทางเป็นหลัก พร้อมผสานฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลายไว้ในแพลตฟอร์มเดียว

ในด้านการชำระเงิน แอปพลิเคชันดังกล่าวรองรับการเติมเงินผ่านบัตรยูเนี่ยนเพย์ที่ออกนอกจีนแผ่นดินใหญ่ รวมถึงบัตรที่ออกโดยเครือข่ายบัตรระหว่างประเทศชั้นนำ อาทิ Visa และ Mastercard ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถชำระเงินได้อย่างหลากหลายทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ ครอบคลุมค่าเดินทาง ที่พัก ชอปปิง และการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน พร้อมมอบประสบการณ์การชำระเงินผ่าน QR code ที่สะดวกสบายและไร้รอยต่อสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในจีน

ในด้านการเดินทาง แอปพลิเคชันดังกล่าวครอบคลุมระบบรถไฟฟ้าใต้ดินใน 43 เมืองสำคัญ และบริการรถโดยสารประจำทางในกว่า 1,760 เมืองระดับอำเภอขึ้นไปทั่วประเทศจีน ผู้ใช้สามารถใช้รหัสเดียวในการเดินทางได้อย่างครอบคลุมทุกพื้นที่ นอกจากนี้ แอปยังมีฟังก์ชันนำทางไปยังสิ่งอำนวยความสะดวกใกล้เคียง อาทิ ตู้เอทีเอ็มและจุดแลกเงินตราต่างประเทศ ช่วยยกระดับความสะดวกและคล่องตัวในการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

นอกจากนี้ เพื่อรองรับการชำระเงินข้ามสกุลเงินอย่างมีประสิทธิภาพ แอปพลิเคชันยังสามารถดึงข้อมูลอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินทั่วโลกแบบเรียลไทม์ และรองรับการแปลงสกุลเงินมากกว่า 160 สกุล อาทิ ดอลลาร์สหรัฐ หยวน และยูโร เป็นต้น

ไชน่า ยูเนี่ยนเพย์ ในฐานะผู้พัฒนาและผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน "Nihao China" ได้ใช้ประโยชน์จากศักยภาพและความได้เปรียบของแพลตฟอร์มอย่างเต็มที่ เพื่อเป็นศูนย์กลางการให้บริการแก่พันธมิตรหลากหลายภาคส่วน พร้อมผสานความร่วมมือระหว่างกันเพื่อส่งเสริมการพัฒนาบริการด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างมีคุณภาพสูง

เพื่อขยายขอบเขตการชำระเงินให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น แอปพลิเคชันดังกล่าวได้อาศัยเครือข่ายการรับชำระเงินแบบบูรณาการของ UnionPay, WeChat Pay และ Alipay ทั่วประเทศจีน

สำหรับการชำระเงินออนไลน์ แอปพลิเคชันรองรับการทำธุรกรรมบนแอปต่าง ๆ มากกว่า 300 แพลตฟอร์ม อาทิ 12306, Ctrip.com, Meituan และ JD.com ช่วยสร้างกระบวนการชำระเงินแบบครบวงจรให้แก่พันธมิตรในระบบนิเวศการให้บริการด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว

ด้านบริการคืนภาษีขาออกก็ได้ขยายความครอบคลุมไปยังเมืองสำคัญ อาทิ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เซินเจิ้น ไหโข่ว และซานย่า พร้อมรองรับเทคโนโลยี OCR สำหรับการอ่านตัวหนังสือจากรูปภาพเพื่อแปลงเป็นข้อความ การสแกน QR code เพื่อเข้าถึงบริการต่าง ๆ และอินเทอร์เฟซภาษาอังกฤษเต็มรูปแบบ ช่วยให้กระบวนการคืนภาษีเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

"Nihao China" เป็นแอปพลิเคชันที่ให้บริการหลากหลาย มาพร้อมเครื่องมือแปลภาษาแบบเรียลไทม์และเครื่องมือแปลหน้าเว็บในตัว รองรับการแปลบทสนทนาหลายภาษาและการแปลข้อความอย่างครบถ้วน ช่วยขจัดอุปสรรคด้านภาษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ แอปพลิเคชันยังมีระบบค้นหาฟีเจอร์ทั้งหมดของแอปอย่างชาญฉลาด พร้อมให้คำแนะนำการเข้าใช้งานเพียงคลิกเดียว และสามารถให้คำแนะนำสำหรับขั้นตอนต่อไปโดยอ้างอิงข้อมูลส่วนบุคคลและพฤติกรรมการใช้งานของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

แอปพลิเคชันสามารถเข้าใจและตอบคำถามของนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อย่างแม่นยำ ครอบคลุมทั้งการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว วิธีการเดินทาง อาหาร และอื่น ๆ พร้อมให้บริการนำทางด้วยการวางแผนเส้นทางอย่างแม่นยำ ช่วยให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วและยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยวอย่างครบถ้วนทุกแง่มุม

ทั้งนี้ ยูเนี่ยนเพย์ได้เปิดบูธเป็นครั้งแรกในงานมหกรรมตลาดการท่องเที่ยวระหว่างประเทศของจีน โดยได้มีการนำเสนอรายละเอียดฟังก์ชันต่าง ๆ ของแอปพลิเคชัน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมงานได้ทดลองใช้งานจริง ขณะเดียวกันยังมีการนำเสนอผลงานความสำเร็จทางธุรกิจของไชน่า ยูเนี่ยนเพย์ ในอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว อาทิ บัตร SplendorPlus บริการคืนภาษีขาออก และโซลูชันการชำระเงินข้ามพรมแดน

การเปิดตัวแอปพลิเคชัน "Nihao China" ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของไชน่า ยูเนี่ยนเพย์ ในด้านบริการดิจิทัลข้ามพรมแดน อีกทั้งยังเป็นมาตรการสำคัญในการสนับสนุนนโยบายของจีนเพื่อยกระดับความสะดวกสบายให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ และมีส่วนช่วยส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอย่างมีคุณภาพสูงต่อไป

ในอนาคต ไชน่า ยูเนี่ยนเพย์ จะพัฒนาฟังก์ชันของแอปพลิเคชันให้มีความสามารถยิ่งขึ้น ขยายความร่วมมือทั้งในประเทศและต่างประเทศ จับมือกับพันธมิตรทั่วโลกเพื่อสร้างเครือข่ายการบริการข้ามพรมแดนที่ชาญฉลาด เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ และใช้งานง่ายยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินและเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวข้ามพรมแดน รวมถึงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนอย่างยั่งยืน

ที่มา: ไชน่า ยูเนี่ยนเพย์

Wednesday, December 24, 2025

GenAI กับการสร้างคอนเทนต์: มุมมองเชิงเทคโนโลยีและการใช้งาน


ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์แบบสร้างสรรค์ (GenAI) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการสร้างคอนเทนต์อย่างก้าวกระโดด ด้วยความสามารถในการผลิตสื่อดิจิทัลได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นข้อความ ภาพ เสียง หรือวิดีโอ ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า GenAI จะสามารถเข้ามาทดแทนการทำงานของมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์หรือไม่ วันนี้ OPEN-TEC ศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี (Tech Knowledge Sharing Platform) ภายใต้การดูแลของ TCC TECHNOLOGY GROUP จะพาสำรวจอย่างรอบด้านผ่านการทำความเข้าใจทั้งศักยภาพ ข้อจำกัด และบทบาทร่วมกันของมนุษย์และ GenAI ในกระบวนการสร้างคอนเทนต์ยุคใหม่

ความสามารถของ GenAI ในการสร้างคอนเทนต์

สำหรับการทำงานในปัจจุบัน GenAI ได้กลายเป็นเครื่องมือสนับสนุนที่สำคัญในกระบวนการผลิตคอนเทนต์ดิจิทัล โดยเฉพาะในขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลและการเตรียมเนื้อหา เช่น การประมวลผลและสรุปข้อมูลจำนวนมาก การจัดโครงสร้างเนื้อหาให้เป็นระบบ หรือการสร้างต้นแบบของบทความ ภาพ และสื่อเสียง เพื่อใช้เป็นจุดเริ่มต้นของงานสร้างสรรค์ โดยความสามารถเหล่านี้เกิดจากการที่ GenAI ถูกฝึกด้วยข้อมูลขนาดใหญ่ ทำให้สามารถคาดการณ์รูปแบบภาษา เลือกแนวทางการนำเสนอ และปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับบริบทหรือกลุ่มเป้าหมายได้ในระดับหนึ่ง บทความจากนิตยสาร Forbes ระบุว่า บทบาทหลักของ GenAI ในงานคอนเทนต์นั้นเป็นเสมือนผู้ช่วยมากกว่าการแทนที่ โดยช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อน งานเชิงเทคนิค และงานที่ต้องใช้เวลามาก เช่น การค้นคว้าข้อมูลเบื้องต้นหรือการร่างเนื้อหาในขั้นแรก อย่างไรก็ตาม ความสามารถของ GenAI ในการทำงานได้รวดเร็วและต่อเนื่อง ส่งผลให้หลายองค์กรเริ่มนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เทคโนโลยีนี้ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น

ขีดจำกัดและความท้าทายของ GenAI

แม้ GenAI จะมีศักยภาพสูง งานวิจัยหลายฉบับชี้ให้เห็นว่า ปัญญาประดิษฐ์แบบสร้างสรรค์ (GenAI) ยังคงมีข้อจำกัดในหลากหลายมิติ หนึ่งในนั้นคือความยากในการสร้างเนื้อหาที่ทั้งแปลกใหม่และนำไปใช้งานได้จริงในเวลาเดียวกัน ซึ่งอาจนำไปสู่การสร้างข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง (Mukherjee & Chang, 2023) นอกจากนี้ GenAI ยังมีข้อจำกัดด้านความเป็นกลางและประเด็นจริยธรรม เนื่องจากเนื้อหาที่สร้างขึ้นมักสะท้อนอคติจากข้อมูลที่ใช้ฝึกฝนระบบ (Karagoz, 2024) และเมื่อเปรียบเทียบกับมนุษย์ GenAI มีช่องว่างด้านความคิดสร้างสรรค์ โดยเฉพาะในงานด้านภาพและศิลปะที่ต้องอาศัยการรับรู้เชิงลึกและบริบททางวัฒนธรรม (Rondini et al., 2025) รวมถึงเมื่อผู้ชมรับรู้ว่าเนื้อหาถูกสร้างโดย GenAI การประเมินคุณค่าและความรู้สึกต่อผลงานอาจลดลง ซึ่งสะท้อนข้อจำกัดในเชิงการยอมรับของผู้บริโภคต่อคอนเทนต์ที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ (Raj et al., 2023)

บทบาทร่วมกันของ GenAI และมนุษย์ในอนาคต

เมื่อพิจารณาจากทั้งศักยภาพและข้อจำกัด คำถามที่ว่า “GenAI จะมาแทนที่มนุษย์หรือไม่” อาจไม่ใช่ประเด็นหลักอีกต่อไป หากแต่ควรเปลี่ยนเป็นคำถามว่า “มนุษย์จะสามารถทำงานร่วมกับ GenAI ได้อย่างไรอย่างมีประสิทธิภาพ” มากกว่า ซึ่งในทางปฏิบัติ GenAI ไม่ได้เข้ามาแทนที่มนุษย์ในกระบวนการสร้างคอนเทนต์ทั้งหมด แต่กำลังปรับเปลี่ยนบทบาทของมนุษย์จากผู้ที่ต้องลงมือจัดการทุกรายละเอียด ไปสู่การทำหน้าที่กำหนดทิศทางงาน ออกแบบเชิงสร้างสรรค์ ตรวจสอบคุณภาพ และเติมคุณค่าด้านความหมาย บริบท และมุมมองเชิงลึก ซึ่งยังคงเป็นจุดแข็งที่ GenAIไม่สามารถทดแทนได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้น ผู้สร้างคอนเทนต์ที่สามารถผสานทักษะความรู้และความเข้าใจเชิงลึกเข้ากับความสามารถของ GenAI ในการประมวลผลข้อมูลและสนับสนุนงานเชิงเทคนิคได้นั้น จะมีศักยภาพในการสร้างผลงานที่มีคุณภาพสูงขึ้น ทั้งในด้านความรวดเร็ว ประสิทธิภาพ และคุณค่าทางเนื้อหา เมื่อเทียบกับการพึ่งพามนุษย์หรือ GenAI เพียงฝ่ายเดียว

สุดท้ายนี้ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจาก GenAI ไม่ได้เป็นเพียงการนำเครื่องมือใหม่มาใช้ในการทำงาน แต่เป็นการปรับเปลี่ยนวิธีคิด รูปแบบการทำงาน และความคาดหวังต่อบทบาทของมนุษย์ในยุคดิจิทัล ดังนั้น การเรียนรู้ เข้าใจข้อดีและข้อจำกัดของ GenAI อย่างรอบด้าน รวมถึงการใช้งานอย่างมีความรับผิดชอบและเหมาะสม จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ทั้งมนุษย์และเทคโนโลยีสามารถเติบโตและสร้างคุณค่าร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

อ้างอิง

Karagoz, A. (2024). Ethics and technical aspects of generative AI models in digital content creation. https://arxiv.org/abs/2412.16389

Mukherjee, A., & Chang, H. (2023). The creative frontier of generative AI: Managing the novelty–usefulness tradeoff. https://arxiv.org/abs/2306.03601

Raj, M., Berg, J., & Seamans, R. (2023). Art-ificial intelligence: The effect of AI disclosure on evaluations of creative content. https://arxiv.org/abs/2303.06217

Rondini, S., Manovich, L., & colleagues. (2025). Stable diffusion models reveal a persisting human and AI gap in visual creativity. https://arxiv.org/abs/2511.16814

Shepherd, I. (2024, April 26). Human vs. machine: Will AI replace content creators? Forbes. https://www.forbes.com/sites/ianshepherd/2024/04/26/human-vs-machine-will-ai-replace-content-creators/