Friday, August 28, 2026

เมืองอิ๋งโข่วสืบสานมรดกเซรามิกเผาฟืน ชูศิลปะเตาเผาโบราณ รังสรรค์จากดินและไฟ

ในเมืองอิ๋งโข่ว เตาเผาจื่อเซวียนได้รับการยกย่องให้เป็น "สุดยอดเตาเผาเจิ้นแห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน" ซึ่งเป็นเตาเผาไม้แบบโบราณที่สืบทอดมาจากจิงเต๋อเจิ้น โดยเตาเผาจื่อเซวียนเคยทำหน้าที่เป็นเตาเผาของรัฐมานานนับพันปี และเป็นเตาเผาหลวงมายาวนานกว่า 4 ศตวรรษ ทั้งนี้ ย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงกลางถึงปลายราชวงศ์หมิง เตาเผานี้ได้กลายเป็นแหล่งผลิตเครื่องลายครามอันประณีต


ซิง อิ๋ง (Xing Ying) ผู้เป็นช่างฝีมือ ได้สืบทอดภูมิปัญญาการทำเครื่องปั้นดินเผาแบบดั้งเดิมจากเตาเผาเจิ้น โดยได้ทุ่มเทศึกษาและยกระดับศิลปะการทำเซรามิกเผาฟืนชูจุดเด่นผิวสัมผัสเคลือบขี้เถ้าธรรมชาติ เพื่อส่งต่อเปลวไฟแห่งเตาเผาโบราณมิให้สูญหาย ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์จากเตาเผาดังกล่าวถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยโถใส่ใบชาแบบเผาไฟฟืนมีคุณสมบัติช่วยคงความสดใหม่ ป้องกันความชื้นและแมลง พร้อมรักษาอุณหภูมิให้คงที่เพื่อกักเก็บกลิ่นหอมและป้องกันกลิ่นไม่พึงประสงค์ ขณะที่ไหปลุกชาซึ่งมีโครงสร้างเนื้อดินรูพรุนระบายอากาศได้ดี จะช่วยกระจายกลิ่นอับจากการเก็บรักษา พร้อมดึงกลิ่นหอมตามธรรมชาติของชาบ่มโบราณให้กลับมาโดดเด่นอีกครั้ง


เมื่อนำมาใช้กับกาน้ำชาและถ้วยชาที่มาจากเตาเผาเดียวกัน จะยิ่งช่วยชูรสชาติของน้ำชาให้มีความหวานนุ่มและกลมกล่อมขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ โดยเซรามิกเผาฟืนทุกชิ้นต่างรังสรรค์ขึ้นจากการหล่อหลอมของดินและไฟ ซึ่งเมื่อผ่านการดูแลรักษาและใช้งานอย่างพิถีพิถันเป็นเวลานาน ชิ้นงานจะยิ่งพัฒนาทั้งในแง่ของผิวสัมผัสและเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่ยังถือเป็นของสะสมที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามกาลเวลาอีกด้วย


ภูมิปัญญาเตาเผาเจิ้นที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น และรังสรรค์ขึ้นจากการหลอมรวมกันของดินและไฟ ได้ฟื้นฟูจนกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งในยุคปัจจุบัน

Yingkou Wood-Fired Ceramics: The Ancient Kiln Art Forged by Earth and Fire

In Yingkou, Zhixuan Kiln is hailed as the "premier Zhen Kiln in Northeast China" - a traditional wood-fired kiln of the Jingdezhen lineage. Zhixuan Kiln served as an official kiln for a millennium and as an imperial kiln for more than four centuries. As early as the mid-to-late Ming Dynasty, it had already become a major production site for exquisite blue-and-white porcelain.


Inheriting the traditional craftsmanship of the Zhen Kiln, artisan Xing Ying has devoted himself to studying and refining the art of wood-fired ceramics featuring natural ash-glaze textures, keeping the ancient kiln fire alive. The kiln's wares are crafted for practical use. Wood-fired tea canisters keep tea fresh by preventing moisture and pests while maintaining a stable temperature that preserves fragrance and inhibits unwanted odors. Tea-awakening jars, with their porous, breathable structure, help dissipate stale storage odors and revive the inherent aromas of aged tea.


When paired with teapots and cups from the same kiln, the tea delivers a naturally sweet and mellow taste. Every wood-fired ceramic piece is forged by clay and fire. Through years of care and handling, these pieces continue to evolve in texture and character, offering both practical value and considerable collectible value.


Passed down through generations and shaped by the interplay of earth and fire, the ancient craftsmanship of the Zhen Kiln has been revitalized in the modern era.

พลัมจีนเมืองอิ๋งโข่ว ผลผลิตแห่งฤดูร้อน สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของชนบทจีน

สำนักประชาสัมพันธ์ของคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำเทศบาลเมืองอิ๋งโข่ว

ท่ามกลางฤดูร้อนที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของผลไม้สุก สวนผลไม้ในเมืองอิ๋งโข่วได้ก้าวเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวพลัมจีนอย่างเต็มที่ เผยภาพความคึกคักและความอุดมสมบูรณ์ของชนบท พร้อมสะท้อนเสน่ห์ของฤดูเก็บเกี่ยวที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา

ด้วยแสงแดดที่ส่องถึงอย่างเพียงพอ ประกอบกับสภาพดินที่เอื้อต่อการเพาะปลูก เมืองอิ๋งโข่วจึงเป็นแหล่งผลิตพลัมจีน หนึ่งในผลไม้ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นที่สุดของภูมิภาคแห่งนี้ โดยในช่วงฤดูร้อน สวนผลไม้จะเขียวขจีไปด้วยพุ่มใบ ขณะที่กิ่งก้านห้อยระย้าด้วยลูกพลัมอวบอิ่ม พลัมที่เก็บสดใหม่เผยให้เห็นเนื้อสีเหลืองฉ่ำน้ำใต้เปลือกที่แต่งแต้มด้วยสีชมพู พร้อมส่งกลิ่นหอมเย้ายวนชวนลิ้มลอง

สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของแต่ละภูมิภาคล้วนหล่อหลอมให้เกิดผลผลิตที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น สำหรับเมืองอิ๋งโข่ว เอกลักษณ์ดังกล่าวสะท้อนผ่านพลัมจีนที่มีรสชาติหวานละมุน อันเป็นผลจากสภาพภูมิอากาศ ดิน และแหล่งน้ำที่เอื้อต่อการเพาะปลูกในท้องถิ่น ขณะเดียวกัน ความทุ่มเทและความขยันหมั่นเพียรของเกษตรกรยังเป็นส่วนสำคัญในการรังสรรค์ผลไม้สดใหม่หวานฉ่ำ พร้อมถ่ายทอดวิถีชีวิตชนบทในฤดูร้อนของเมืองอิ๋งโข่วได้อย่างงดงามและมีชีวิตชีวา

A Sweet Summer Harvest of Plums

Publicity Department of the CPC Yingkou Municipal Committee

In midsummer, with the fragrance of ripe fruits in the air, Yingkou's orchards enter the peak harvest season for Prunus salicina, bringing bustling scenes of abundance to the countryside.

Blessed with ample sunshine and favorable soil conditions, Yingkou produces Prunus salicina, one of the region's most distinctive fruits. In summer, the orchards are lush with foliage, while branches hang heavy with plump fruit. Freshly picked plums reveal juicy yellow flesh beneath skins tinged with a delicate blush of pink, and fill the air with a rich, enticing aroma.

A region's natural environment gives rise to its unique produce. In Yingkou, this is embodied in the Prunus salicina plum, which owes its sweet and mellow taste to the local climate, soil, and water. The hard work of farmers in the fields yields the sweetness of fresh fruit, capturing a vivid and authentic picture of rural summer life in Yingkou.

Yingkou Shanhai Plaza: A Dusk Canvas on the Bohai Coast


Publicity Department of the CPC Yingkou Municipal Committee

Located in Bayuquan District, Yingkou City, Liaoning Province, Shanhai Plaza faces the Bohai Sea and is a seaside resort where natural grandeur blends with cultural charm.

At dusk, the setting sun casts a golden glow across the sky, while the Bohai Sea is bathed in radiant hues. The sky shades gradually from orange to crimson before fading into an indigo canopy. Standing majestically in the sea at twilight, the colossal "Spanish Mackerel Princess Statue" creates a visually striking composition with the darkening horizon. By day, the beach lies open and serene, while at sunset, it unfolds as a magnificent scroll of shifting light and shadow, where the murmur of tides blends with the evening glow in a scene of boundless variety.

As the evening breeze gently sweeps in, the plaza is enveloped in the gentle, tranquil beauty of twilight. The vast sea stretches into the distance, while the sweeping shoreline unfolds with graceful tranquility. The majestic seascape and gentle twilight complement each other, offering a distinctive charm and a soothing ambiance along the coast of southern Liaoning.

From the first light of dawn to the arrival of nightfall, this coastline welcomes visitors from near and far with its ever-changing beauty.

ซานไห่ พลาซ่า จุดหมายริมทะเลโป๋ไห่แห่งเมืองอิ๋งโข่ว ผสานเสน่ห์วัฒนธรรมกับความงามแห่งธรรมชาติ


 สำนักประชาสัมพันธ์ของคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำเทศบาลเมืองอิ๋งโข่ว

ซานไห่ พลาซ่า (Shanhai Plaza) คือสถานที่พักผ่อนริมทะเลโป๋ไห่ ในเขตป้าอวี๋เชวียน เมืองอิ๋งโข่ว มณฑลเหลียวหนิง ประเทศจีน ซึ่งสะท้อนเสน่ห์ทางวัฒนธรรมที่ผสานเข้ากับความงดงามของธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน

ยามพลบค่ำ ดวงอาทิตย์ที่กำลังลับลาสาดแสงสีทองไปทั่วท้องฟ้า อาบทะเลโป๋ไห่ด้วยประกายแสงระยิบระยับ ท้องฟ้าจากสีส้มสด ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ก่อนคลี่คลุมด้วยสีครามของราตรีที่กำลังมาเยือน กลางทะเลมีรูปปั้น "เจ้าหญิงปลาแมคเคอเรลสเปน" ขนาดมหึมาตั้งตระหง่านเหนือผืนน้ำและตัดกับเส้นขอบฟ้าที่มืดลง ก่อเกิดเป็นภาพงดงามน่าประทับใจ ในยามกลางวัน ชายหาดแห่งนี้ทอดตัวกว้างไกลอย่างสงบ ทว่าเมื่ออาทิตย์ลับขอบฟ้า ที่แห่งนี้กลับเผยเสน่ห์อีกด้านผ่านการแปรเปลี่ยนของแสงและเงา เสียงคลื่นแผ่วเบาคลอเคล้าไปกับแสงสนธยา หลอมรวมเป็นทัศนียภาพอันงดงามหลากหลาย ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปไม่รู้จบตามกาลเวลา

เมื่อสายลมยามเย็นพัดแผ่วมา ซานไห่ พลาซ่า ก็อบอวลไปด้วยบรรยากาศอันเงียบสงบและงดงามของยามพลบค่ำ เบื้องหน้าคือผืนทะเลกว้างใหญ่ที่ทอดยาวสุดสายตา ขณะที่แนวชายฝั่งโอบรับไปกับผืนน้ำอย่างอ่อนโยน เผยให้เห็นความงดงามอันเงียบสงบของธรรมชาติ ทัศนียภาพอันกว้างใหญ่ของท้องทะเลผสานเข้ากับแสงอ่อนละมุนของยามสนธยาได้อย่างกลมกลืน เติมเต็มเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์และบรรยากาศอันผ่อนคลายให้แก่ชายฝั่งทางตอนใต้ของมณฑลเหลียวหนิง

ตั้งแต่แสงแรกแห่งรุ่งอรุณจวบจนราตรีคลี่คลุม ชายฝั่งแห่งนี้พร้อมต้อนรับผู้มาเยือนจากทุกสารทิศ ด้วยการร้อยเรียงความงดงามที่แปรเปลี่ยนไปในทุกช่วงเวลาอย่างไม่รู้จบ

จากข้อมูลสู่คุณค่าทางธุรกิจ: เปลี่ยนข้อมูลให้เป็นพลังขับเคลื่อนธุรกิจ

 


ในยุคที่องค์กรกำลังเดินหน้าสู่ Digital Transformation “ข้อมูล” ได้กลายเป็นทรัพยากรสำคัญในการทำความเข้าใจลูกค้า วางกลยุทธ์ และขับเคลื่อนธุรกิจ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นข้อมูลเชิงลึก (Insight)  และนำข้อมูลเชิงลึกไปสู่การตัดสินใจที่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริงเป็นเรื่องสำคัญ รายงานจาก IBM Institute for Business Value ระบุว่า มีเพียง 26% ของ Chief Data Officers (CDOs) ที่มั่นใจว่าองค์กรของตนมีความพร้อมด้านข้อมูลมากพอที่จะนำไปสร้างรายได้จาก AI1 สะท้อนให้เห็นว่า ความท้าทายขององค์กรไม่ได้อยู่ที่การ “มีข้อมูล” เพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างความพร้อมด้านข้อมูลและนำข้อมูลไปใช้ให้เกิดคุณค่าทางธุรกิจ วันนี้ OPEN-TEC ศูนย์รวมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีภายใต้การดูแลของ TCC TECHNOLOGY GROUP จึงชวนสำรวจเส้นทางจาก “ข้อมูล” สู่ “คุณค่าทางธุรกิจ” ตั้งแต่การวางรากฐานข้อมูล การวิเคราะห์ ไปจนถึงการนำ Insight ไปใช้สร้างผลลัพธ์ให้กับองค์กร

เมื่อมีข้อมูลมากขึ้น ไม่ได้แปลว่าจะใช้ข้อมูลได้ดีขึ้น

ข้อมูลขององค์กรในปัจจุบันกระจายอยู่ในหลายระบบและหลายหน่วยงาน ตั้งแต่ข้อมูลลูกค้า การขาย การตลาด ไปจนถึงการดำเนินงาน หากข้อมูลเหล่านี้ไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็อาจเกิดปัญหา Data Silos ทำให้องค์กรมองเห็นข้อมูลเพียงบางส่วน และไม่สามารถนำข้อมูลมาใช้สนับสนุนการตัดสินใจได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ งานวิจัยของ IBM Institute for Business Value ชี้ให้เห็นว่า ข้อมูลที่มีคุณภาพ ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงและ AI รวมถึงการกำกับดูแลข้อมูลอย่างเป็นระบบ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นคุณค่าทางธุรกิจได้1 ดังนั้น การสร้างคุณค่าจากข้อมูลจึงควรเริ่มจากการวาง Data Foundation ที่แข็งแรง ทั้งด้านคุณภาพข้อมูล การเชื่อมโยงข้อมูล โครงสร้างข้อมูล และ Data Governance เพื่อให้ข้อมูลมีความถูกต้อง ครบถ้วน เป็นปัจจุบัน และพร้อมสำหรับการนำไปใช้งาน เมื่อข้อมูลจากหลากหลายแหล่งสามารถเชื่อมโยงและบริหารจัดการได้อย่างเป็นระบบ องค์กรก็สามารถลดความคลาดเคลื่อนข้อมูล และทำให้ข้อมูลพร้อมสำหรับการวิเคราะห์มากยิ่งขึ้น

จาก Data สู่ Insight ที่ตอบโจทย์ธุรกิจ

ข้อมูลเพียงอย่างเดียวอาจบอกได้ว่า “เกิดอะไรขึ้น” แต่การวิเคราะห์ที่ดีควรช่วยให้องค์กรเข้าใจต่อไปว่า “ทำไมจึงเกิดขึ้น” และ “ควรทำอะไรต่อ” ตัวอย่างเช่น การนำข้อมูลการซื้อ พฤติกรรมลูกค้า ช่วงเวลา และช่องทางการขายมาวิเคราะห์ร่วมกัน อาจช่วยให้องค์กรมองเห็นกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพ แนวโน้มความต้องการ หรือโอกาสในการเพิ่มยอดขาย ขณะที่ข้อมูลด้านการดำเนินงานสามารถช่วยค้นหาจุดติดขัด ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการทำงาน จากรายงานของ McKinsey ระบุว่า หากองค์กรต้องการใช้ข้อมูลเป็นแรงขับเคลื่อนโครงการและกลยุทธ์ ข้อมูลจำเป็นต้องเข้าถึงได้ง่าย มีคุณภาพสูง และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ โดย Data Governance ที่มีประสิทธิภาพจะช่วยกำหนดหลักเกณฑ์และกระบวนการที่ทำให้ข้อมูลมีคุณสมบัติเหล่านี้2 เมื่อมีรากฐานข้อมูลที่ดี เทคโนโลยีอย่าง Business Intelligence (BI), Data Analytics, Machine Learning และ AI ก็สามารถเข้ามาช่วยเปลี่ยนข้อมูลจำนวนมากให้เป็นข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้ได้จริง

อย่างไรก็ตาม การเลือกเทคโนโลยีไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “เครื่องมือใดดีที่สุด” แต่ควรเริ่มจาก “องค์กรต้องการแก้ปัญหาอะไร และต้องการสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจแบบใด”

จาก Insight สู่ Business Value

คุณค่าที่แท้จริงของข้อมูลเกิดขึ้นเมื่อข้อมูลเชิงลึกถูกนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจและนำไปสู่การลงมือทำ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ หรือยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า การเป็น Data-Driven Organization จึงไม่ได้หมายความว่าทุกการตัดสินใจต้องพึ่งพาข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่คือการนำข้อมูลมาผสานกับประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และบริบทของธุรกิจ เพื่อให้การตัดสินใจมีความรอบด้านและสามารถวัดผลลัพธ์ได้ สำหรับองค์กรที่ต้องการวางรากฐานและต่อยอดข้อมูล TCC Technology (TCCtech) มีบริการด้าน Data Management แบบครบวงจร ตั้งแต่ Extract, Transform & Load (ETL), Data Hub สำหรับ Data Warehouse, Data Mart และ Data Lake ไปจนถึง Data Analytics & Business Intelligence เพื่อช่วยให้องค์กรจัดการ เชื่อมโยง วิเคราะห์ และนำข้อมูลไปใช้สนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างเป็นระบบ

สุดท้ายนี้ การเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นคุณค่าทางธุรกิจไม่ได้เกิดจากการมีข้อมูลมากที่สุด หรือการเลือกใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด แต่เกิดจากการเชื่อมโยง Data, Technology, People และ Business Strategy เข้าด้วยกันนั่นเอง

อ้างอิง

  1. IBM Institute for Business Value. (2025). The 2025 CDO study: The AI multiplier effect. IBM.
  2. Petzold, B., Roggendorf, M., Rowshankish, K., & Sporleder, C. (2020, June 26). Designing data governance that delivers value. McKinsey & Company.