Monday, March 2, 2026

พรอมิส อยู่เคียงข้างชาวร็อกทุกก้าวเดิน ในงาน “ไทยประกันชีวิต presents genie fest g27”

พรอมิส ผู้ให้บริการสินเชื่อจากประเทศญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมากว่า 20 ปี ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน “ไทยประกันชีวิต presents genie fest g27” เทศกาลดนตรีร็อกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปีในโอกาสครบรอบ 27 ปีของ genie records โดยพรอมิสได้ถ่ายทอดแนวคิด “เคียงข้างคุณทุกก้าวเดิน” ผ่านพื้นที่กิจกรรมภายใต้คอนเซ็ปต์ “สวรรค์ของชาวร็อก”

การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการแสดงตัวตนของแบรนด์ในงานขนาดใหญ่ แต่คือการออกแบบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ผู้ร่วมงานตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง

ตั้งแต่ก้าวแรกของการเดินทาง พรอมิส จัดรถสองแถวรับ–ส่งฟรี เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ร่วมงานเดินทางเข้า–ออกพื้นที่จัดงานได้อย่างราบรื่น เพราะความสนุกควรเริ่มต้นด้วยความสบายใจ

ภายในงาน บูธพรอมิส เปิดพื้นที่ “ชาร์จแบตไว 20 นาที กับ 20 ปี PROMISE” ให้ผู้ร่วมงานได้ชาร์จพลังอุปกรณ์สื่อสาร เพื่อไม่พลาดทุกช่วงเวลาสำคัญบนเวที ตอกย้ำภาพการอยู่เคียงข้างที่เข้าใจไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่

พร้อมกันนั้น ยังมีกิจกรรมแจกไอศกรีมและพัดดีไซน์พิเศษ เพื่อเติมความสดชื่นท่ามกลางบรรยากาศคอนเสิร์ตกลางแจ้ง รายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้สะท้อนแนวคิดของแบรนด์ที่มองว่าการดูแลไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่เสมอไป แต่อยู่ที่ความใส่ใจในจังหวะที่เหมาะสม

ภาพรวมของกิจกรรมสะท้อนแนวคิดของแบรนด์ที่มอง “การอยู่เคียงข้าง” ในมิติที่กว้างกว่าเรื่องการเงิน ตั้งแต่การเดินทาง การพักเติมพลัง ไปจนถึงช่วงเวลาที่ผู้ร่วมงานกำลังสร้างความทรงจำของตัวเอง เพราะ พรอมิส เคียงข้างคุณทุกก้าวเดิน ตั้งแต่ก้าวแรกของการเดินทาง ระหว่างช่วงเวลาแห่งความสนุก จนถึงก้าวสุดท้ายก่อนเดินทางกลับ

ในฐานะผู้ให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคล พรอมิส ยังคงยืนหยัดด้วยมาตรฐานการดำเนินงาน ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์กว่า 20 ปีในประเทศไทย พร้อมสร้างการรับรู้แบรนด์ผ่านกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับผู้บริโภคอย่างเป็นธรรมชาติ

เพราะการอยู่เคียงข้าง ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในวันที่ต้องการความช่วยเหลือทางการเงินเท่านั้น แต่เกิดขึ้นในทุกช่วงเวลาที่สำคัญของชีวิต

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการสินเชื่อส่วนบุคคลได้ที่  https://www.promise.co.th/

เทคโนโลยีช่วยวัดและลด Carbon Footprint ได้อย่างไร



ปัจจุบันประเด็นความยั่งยืนและเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในองค์กรนั้น ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป การจัดการปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการดำเนินงาน หรือ Carbon Footprint  กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ประสิทธิภาพการทำงาน และความน่าเชื่อถือขององค์กรในสายตาลูกค้าและนักลงทุน รายงานจาก World Economic Forum (WEF) ระบุว่า การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมหลักได้สูงสุดประมาณ 20% ภายในปี 2050 โดยเฉพาะในสามอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนในระดับสูง ได้แก่ ภาคพลังงาน การขนส่ง และการผลิตวัสดุอุตสาหกรรม
1 วันนี้ OPEN-TEC ศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี (Tech Knowledge Sharing Platform) ภายใต้การดูแลของ TCC TECHNOLOGY GROUP จะพาทุกท่านร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ ทำความเข้าใจ และเรียนรู้แนวทางการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการ Carbon Footprint อย่างมีประสิทธิภาพ

Carbon Footprint คืออะไร

Carbon Footprint คือปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่เกิดจากกิจกรรมขององค์กร ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยสามารถแบ่งตามมาตรฐาน GHG Protocol2 ออกเป็น 3 ขอบเขต ได้แก่

ขอบเขต 1: การปล่อยก๊าซโดยตรงจากกิจกรรมหรือทรัพย์สินขององค์กร

ขอบเขต 2: การปล่อยก๊าซทางอ้อมจากพลังงานที่ซื้อมาใช้

ขอบเขต 3: การปล่อยก๊าซทางอ้อมจากกิจกรรมในห่วงโซ่อุปทาน

ทั้งนี้ การวัด Carbon Footprint อย่างเป็นระบบช่วยให้องค์กรเข้าใจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างรอบด้าน สามารถกำหนดเป้าหมายและแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีหลักเกณฑ์ ตลอดจนรองรับการรายงานด้าน ESG และการเปิดเผยข้อมูลต่อผู้ลงทุนและหน่วยงานกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เทคโนโลยีกับการวัด Carbon Footprint

การวัด Carbon Footprint อย่างแม่นยำ จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้อง ครอบคลุม และต่อเนื่อง เทคโนโลยีดิจิทัลจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยให้องค์กรสามารถเก็บ รวบรวม และบริหารจัดการข้อมูลด้านพลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นระบบ ซึ่ง IoT และเซ็นเซอร์นั้น นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเก็บข้อมูล โดยช่วยติดตามการใช้พลังงาน การทำงานของเครื่องจักร หรือการปล่อยก๊าซจากกระบวนการต่าง ๆ แบบอัตโนมัติและเรียลไทม์ ช่วยให้องค์กรเห็นภาพการใช้พลังงานที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละช่วงเวลา และในขั้นตอนถัดไป ข้อมูลที่ได้จากอุปกรณ์เหล่านี้จะถูกส่งต่อไปยัง Cloud และ Data Platform ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลจากหลายแหล่งไว้ในระบบเดียว ช่วยเพิ่มความสะดวกในการบริหารจัดการข้อมูล รองรับปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว และเอื้อต่อการเชื่อมต่อกับระบบ Carbon Accounting และการรายงานตามมาตรฐานสากล ขณะเดียวกัน Data Analytics และ AI มีบทบาทในการนำข้อมูลจำนวนมากมาวิเคราะห์ เพื่อช่วยให้องค์กรมองเห็นแนวโน้มการใช้พลังงาน ระบุจุดที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง หรือค้นหาโอกาสในการปรับปรุงกระบวนการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้จำเป็นต้องได้รับการออกแบบและบริหารจัดการอย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในด้านประสิทธิภาพและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวม

สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ การมีพันธมิตรด้านเทคโนโลยีที่สามารถบูรณาการระบบ IT, Cloud และ Data Platform เข้ากับการบริหารจัดการคาร์บอน ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนการขับเคลื่อนกลยุทธ์ความยั่งยืนให้เกิดขึ้นได้จริง โดยผู้ให้บริการด้าน Technology Solutions อย่าง TCC Technology มีบทบาทในการช่วยวางรากฐานระบบดิจิทัลที่มีเสถียรภาพ ปลอดภัย และพร้อมรองรับการบริหารจัดการข้อมูลคาร์บอน ตลอดจนการดำเนินงานตามเป้าหมาย ESG และ Net Zero ในระยะยาว

เทคโนโลยีกับการลด Carbon Footprint

เมื่อองค์กรมีข้อมูลด้าน Carbon Footprint ที่ชัดเจนและเชื่อถือได้แล้ว เทคโนโลยีดิจิทัลสามารถนำมาใช้เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในสามอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยคาร์บอนในระดับสูง ได้แก่ ภาคพลังงาน ภาคการขนส่ง และภาคการผลิตวัสดุอุตสาหกรรม

สำหรับ ภาคพลังงาน เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทั้งการผลิตและการใช้พลังงาน ระบบ Energy Management System ที่ใช้ข้อมูลจากเซ็นเซอร์และการวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ ช่วยปรับการทำงานของระบบพลังงานให้เหมาะสม ลดการสูญเสีย และสนับสนุนการผสานพลังงานหมุนเวียนเข้าสู่ระบบได้อย่างเป็นระบบ ในขณะที่ ภาคการขนส่ง เทคโนโลยีช่วยสนับสนุนการวางแผนและบริหารจัดการเส้นทางให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การวิเคราะห์ข้อมูลช่วยลดระยะทางที่ไม่จำเป็น และเอื้อต่อการใช้รูปแบบการขนส่งที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ ส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนลดลง รวมถึง ภาคการผลิตวัสดุอุตสาหกรรม เช่น เหล็ก ซีเมนต์ หรือเคมีภัณฑ์ เทคโนโลยีอย่าง Data Analytics และ AI ช่วยวิเคราะห์กระบวนการผลิตที่ใช้พลังงานสูง เพื่อระบุจุดที่สามารถปรับปรุง ลดการใช้พลังงาน และลดของเสีย เทคโนโลยีเหล่านี้ยังช่วยสนับสนุนการพัฒนากระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสอดคล้องกับเป้าหมายการลดคาร์บอนในระยะยาว

จากที่กล่าวไปข้างต้น เทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทสำคัญตลอดกระบวนการบริหารจัดการ Carbon Footprint ตั้งแต่การเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ ไปจนถึงการนำข้อมูลมาใช้เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การประยุกต์ใช้ IoT, Cloud, Data Analytics และ AI ช่วยให้องค์กรสามารถมองเห็นภาพการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอนอย่างชัดเจน ตัดสินใจได้บนพื้นฐานของข้อมูลจริง และปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการบริหารจัดการเทคโนโลยีอย่างเหมาะสม ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืน ESG และ Net Zero ได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนในระยะยาว

อ้างอิง

1. World Economic Forum. (2022). Digital technologies can reduce emissions by up to 20% in high-emitting industrieshttps://www.weforum.org/press/2022/05/digital-tech-can-reduce-emissions-by-up-to-20-in-high-emitting-industries/

2. Greenhouse Gas Protocol. (2015). Corporate accounting and reporting standardhttps://ghgprotocol.org/corporate-standard

How Technology Helps Measure and Reduce Carbon Footprint

Nowadays, discussions around sustainability and organizational net-zero greenhouse gas emission targets are no longer distant. Carbon Footprint management has become a key indicator of an organization’s social responsibility, operational efficiency, and credibility in the eyes of customers and investors. According to the World Economic Forum (WEF), the adoption of digital technologies could help reduce greenhouse gas emissions in major industries by up to 20% by 2050, particularly in three high-emission sectors: energy, transportation, and industrial materials manufacturing¹. Today, OPEN-TEC (Tech Knowledge Sharing Platform), powered by TCC TECHNOLOGY GROUP, will take you to explore, exchange insights, and learn how digital technologies can be effectively applied to Carbon Footprint management.

What Is Carbon Footprint?

A Carbon Footprint refers to the total amount of greenhouse gas emissions generated by an organization’s activities, both directly and indirectly. According to the GHG Protocol², emissions are classified into three scopes:

              Scope 1: Direct emissions from sources owned or controlled by the organization

              Scope 2: Indirect emissions from purchased energy

              Scope 3: Indirect emissions from activities across the value chain

Systematic Carbon Footprint measurement allows organizations to gain a comprehensive understanding of their environmental impact, set clear emission reduction targets, and develop structured action plans. It also supports ESG reporting and transparent disclosure to investors and regulatory authorities.

Technology and Carbon Footprint Measurement

Accurate Carbon Footprint measurement relies on data that is accurate, comprehensive, and continuously updated. Digital technologies therefore play a crucial role in enabling organizations to collect, consolidate, and manage energy consumption and greenhouse gas emission data in a structured manner. IoT devices and sensors serve as the foundation of data collection by automatically monitoring energy usage, machine performance, and emissions from various processes in real time. This provides organizations with clear visibility into actual energy consumption patterns. The collected data is then transmitted to Cloud and Data Platforms, which function as centralized systems for consolidating and storing data from multiple sources. These platforms improve data management efficiency, support long-term scalability, and enable seamless integration with Carbon Accounting systems and international reporting standards. In addition, Data Analytics and AI help analyze large volumes of data to identify energy consumption trends, detect high-emission areas, and uncover opportunities for process optimization. However, to fully realize their benefits, these technologies must be properly designed and managed to maximize efficiency and overall environmental impact.

For large organizations, partnering with technology providers that can integrate IT systems, Cloud, and Data Platforms into carbon management strategies is a critical success factor. Technology solution providers such as TCC Technology play a key role in building stable, secure digital foundations that support carbon data management and long-term ESG and Net Zero goals.

Technology and Carbon Footprint Reduction

Once organizations have reliable and transparent Carbon Footprint data, digital technologies can be leveraged to effectively reduce greenhouse gas emissions, especially in high-emission sectors such as energy, transportation, and industrial materials manufacturing.

In the energy sector, digital technologies improve efficiency across both energy production and consumption. Energy Management Systems, powered by sensor data and real-time analytics, help optimize system operations, reduce energy losses, and support the systematic integration of renewable energy sources. In the transportation sector, digital solutions enable more efficient route planning and logistics management. Data analytics help minimize unnecessary travel distances and encourage the use of lower-carbon transportation modes, leading to reduced emissions across logistics and supply chains. In industrial materials manufacturing, such as steel, cement, and chemical production, technologies like Data Analytics and AI analyze energy-intensive processes to identify opportunities for improvement, reduce energy consumption, and minimize waste. These technologies also support the development of more efficient production processes aligned with long-term carbon reduction objectives.

Digital technologies play a critical role throughout the entire Carbon Footprint management lifecycle, from systematic data collection and analysis to applying insights that drive emission reductions. The adoption of IoT, Cloud, Data Analytics, and AI enable organizations to gain clear visibility into energy use and carbon emissions, make data-driven decisions, and continuously improve operational efficiency. At the same time, robust digital infrastructure and effective technology governance are essential enablers that allow organizations to advance their ESG and Net Zero goals in a sustainable and long-term manner.

References

1. World Economic Forum. (2022). Digital technologies can reduce emissions by up to 20% in high-emitting industrieshttps://www.weforum.org/press/2022/05/digital-tech-can-reduce-emissions-by-up-to-20-in-high-emitting-industries/

2. Greenhouse Gas Protocol. (2015). Corporate accounting and reporting standardhttps://ghgprotocol.org/corporate-standard

ก้าวแห่งความภูมิใจ “โครงการกตัญญู” ส่งมอบครุภัณฑ์ทางการศึกษา มูลค่ากว่า 15 ล้านบาท สู่ 455 โรงเรียนทั่วประเทศ

 

เครือ SSUP Group เดินหน้าสานต่อ โครงการกตัญญู ลงพื้นที่ส่งมอบครุภัณฑ์ทางการศึกษาให้กับโรงเรียนระดับประถมและมัธยมศึกษาของรัฐครบ 455 โรงเรียนทั่วประเทศ รวมมูลค่าการสนับสนุนทั้งสิ้นกว่า 15 ล้านบาท ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่นี้เกิดขึ้นได้จากพลังการสนับสนุนของลูกค้าทุกท่านที่ร่วมกันอุดหนุนสินค้าและบอกต่อโครงการดีๆ นี้

โครงการกตัญญู นำ 30% ของยอดซื้อสินค้า ส่งมอบเป็นครุภัณฑ์การเรียนการสอนให้แก่โรงเรียนประถมและมัธยมศึกษาของรัฐทุกตำบลทั่วประเทศ โดยผู้ซื้อสามารถเลือกโรงเรียนที่ต้องการสนับสนุนได้ด้วยตนเอง ซึ่งครุภัณฑ์ที่ส่งมอบ ครอบคลุมความต้องการด้านการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล ได้แก่ คอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ (Printer) ครุภัณฑ์การเรียนการสอนด้านกีฬา ด้านดนตรี และด้านวิทยาศาสตร์ รวมถึงทุนการศึกษาสำหรับครูและนักเรียน อุปกรณ์เหล่านี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญให้น้องๆ ได้เข้าถึงแหล่งข้อมูล ค้นคว้าหาความรู้ และพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างไร้ขีดจำกัด

เครือ SSUP Group มีความเชื่อมั่นเสมอมาว่า “การศึกษา” คือความมั่นคงของชาติ และครอบครัว เป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาคน พัฒนาประเทศชาติ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการตอบแทนแผ่นดินเกิดและสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้สังคม จึงเป็นที่มาของการก่อตั้ง “โครงการกตัญญู” เพื่อส่งมอบโอกาส ยกระดับคุณภาพชีวิต และสนับสนุนการศึกษาให้กับเยาวชนไทย

“โครงการกตัญญู” ไม่ได้เป็นเพียงแค่การมอบโอกาสทางการศึกษา แต่คือความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะปลูกฝังจิตสำนึกของการเป็นผู้ให้ ภาพรอยยิ้มของน้องๆ นักเรียนและคณะครูที่ได้รับมอบอุปกรณ์ คือสิ่งยืนยันว่า ความมุ่งมั่นของพวกเราในการเป็น “ผู้ให้” ได้ช่วยเปิดโลกการเรียนรู้และยกระดับคุณภาพการศึกษาให้กับเยาวชนไทยได้อย่างแท้จริง พร้อมตอกย้ำว่าสังคมไทยยังเต็มไปด้วยความเกื้อกูลกัน พลังเล็กๆ ของทุกคน เมื่อรวมกันสามารถสร้างโอกาสที่ยิ่งใหญ่ได้เสมอ

ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมภาคภูมิใจกับความสำเร็จในครั้งนี้ และเป็นกระบอกเสียงในการประชาสัมพันธ์โครงการดีๆ นี้ต่อไป มาร่วมกันส่งต่อความหวัง สร้างรอยยิ้ม และเป็นลมใต้ปีกที่ช่วยสนับสนุนให้เด็กไทยได้ก้าวเดินตามความฝัน ด้วยสินค้าภายใต้ โครงการกตัญญู” ที่พร้อมตอบโจทย์ในทุกความต้องการ ไม่ว่าจะซื้อไปใช้เอง ก็ได้รับสินค้าคุณภาพมาตรฐานสากลในราคาสุดคุ้ม ซื้อเป็นของฝากให้ญาติพี่น้อง ก็เป็นของขวัญที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย หรือซื้อไปจำหน่ายต่อ ก็คุ้มค่าต่อยอดรายได้ และที่สำคัญหากท่านเลือกซื้อไปทำบุญ ท่านจะได้รับอานิสงส์แห่งบุญถึง 2 ต่อ คือได้ทำบุญด้วยสิ่งของเครื่องใช้ที่มีประโยชน์ และยังได้ร่วมสมทบทุนสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กไทยอีกด้วย

ทุกท่านที่สนใจสินค้าโครงการกตัญญู สามารถหาซื้อสินค้าได้ที่ร้านค้าในเครือ SSUP Group ทุกสาขาทั่วประเทศ (แบรนด์ Oriental Princess, Cute Press, Lalil และ Cos marché) หรือสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ที่ www.katanyu.com

ติดตามความเคลื่อนไหว ข่าวสารกิจกรรมต่างๆ และร่วมสนับสนุนโครงการกตัญญู สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่:

Friday, February 27, 2026

AGE ปิดงบปี 2568 กำไรเติบโต 250.7 ล้านบาทฟอร์มแข็งแกร่ง เดินหน้าปรับพอร์ตสู่ธุรกิจยั่งยืน

AGE ปิดงบปี 2568 กำไรเติบโต 250.7 ล้านบาทฟอร์มแข็งแกร่ง เดินหน้าปรับพอร์ตสู่ธุรกิจยั่งยืน

บริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี จำกัด (มหาชน) หรือ AGE รายงานผลการดำเนินงาน ปี 2568 มีกำไรสุทธิ 250.7 ล้านบาท เติบโต 194% รายได้จากการขายและบริการ 15,317.8 ล้านบาท สะท้อนเสถียรภาพของธุรกิจหลัก ควบคู่การเติบโตของกลุ่มธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะ Low Emission Mobility ที่ขยายตัวต่อเนื่อง

AGE ปิดงบปี 2568 กำไรเติบโต 250.7 ล้านบาทฟอร์มแข็งแกร่ง เดินหน้าปรับพอร์ตสู่ธุรกิจยั่งยืน
นางสาวปณิตา ควรสถาพร รองกรรมการผู้จัดการ AGE เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานปี 2568 ปรับตัวดีขึ้นจากการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และการกระจายแหล่งรายได้ใน 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่
  • ธุรกิจถ่านหิน (Coal Business) รายได้ 9,386.5 ล้านบาท ปริมาณขาย 3.56 ล้านตัน สอดคล้องกับความต้องการใช้พลังงานในประเทศและต่างประเทศ
  • ธุรกิจโลจิสติกส์ (Smart Logistics) รายได้ 616.3 ล้านบาท เดินหน้าขยายฐานลูกค้าภายนอกและเพิ่มประสิทธิภาพคลังสินค้า-ท่าเรือ
  • ธุรกิจพลังงานยั่งยืน (Sustainable Energy) รายได้ 2,009.9 ล้านบาท ในปี 2569 บริษัทฯ มีแผนเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทั้งด้านการขายสินค้า และด้านระบบขนส่งสินค้า อย่างต่อเนื่อง
  • ธุรกิจ Low Emission Mobility 3,305.1 ล้านบาท เติบโตจากยอดจำหน่ายรถ EV และ Hybrid รวมถึงรายได้จากศูนย์บริการและธุรกิจเช่ารถ EV Taxi โดยปัจจุบันดำเนินธุรกิจ ดีลเลอร์รถยนต์ตลาดรถไฟฟ้าและไฮบริด จับมือ 5 พันธมิตรแบรนด์รถยนต์ และมี 11 โชว์รูม ตั้งแต่ Omoda & Jaecoo , Zeekr, GWM, Chery, และ Mitsubishi Motors
AGE ปิดงบปี 2568 กำไรเติบโต 250.7 ล้านบาทฟอร์มแข็งแกร่ง เดินหน้าปรับพอร์ตสู่ธุรกิจยั่งยืน

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2568 บริษัทฯ มีรายได้รวม 3,982.3 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 35.1 ล้านบาท สะท้อนความสำเร็จของการดำเนินธุรกิจและการขยายพอร์ตไปสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพการเติบโตสูง

โดยในปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้าปริมาณการขายถ่านหินที่ 4 ล้านตัน ตั้งเป้ารายได้รวมจากทั้ง 4 ธุรกิจหลักอยู่ที่ 17,500 ล้านบาท และตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้ให้ธุรกิจใหม่ (Non-Coal) อย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายสัดส่วน 50:50 ภายในปี 2573

คณะกรรมการบริษัท มีมติอนุมัติเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นงดจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 โดยพิจารณาจากแผนการบริหารสภาพคล่องและโครงสร้างเงินทุนของบริษัทฯ ในระยะยาว ทั้งนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างการทยอยชำระคืนหุ้นกู้ตามแผน เพื่อลดภาระดอกเบี้ยและเสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน ควบคู่กับการลงทุนเพื่อขยายธุรกิจ Low Emission Mobility ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจยุทธศาสตร์สำคัญที่มีแนวโน้มเติบโตสูง

AGE ปิดงบปี 2568 กำไรเติบโต 250.7 ล้านบาทฟอร์มแข็งแกร่ง เดินหน้าปรับพอร์ตสู่ธุรกิจยั่งยืน

บริษัทฯ กำหนดจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 ในวันที่ 24 เมษายน 2569 ผ่านรูปแบบ Physical เพื่อพิจารณาวาระสำคัญตามที่กฎหมายกำหนด

การงดจ่ายเงินปันผลในปีนี้ เป็นการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ เพื่อรักษาความยั่งยืนทางการเงิน และรองรับการเติบโตในอนาคต ซึ่งคาดว่าจะสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว

สำหรับทิศทางธุรกิจในปี 2569 นั้น นางสาวปณิตา กล่าวว่า AGE มุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพธุรกิจถ่านหิน ควบคู่การเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุน และเดินหน้าขยายธุรกิจ Low Emission Mobility และปรับปรุงกลยุทธ์การบริหารกลุ่ม Sustainable Energy อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้ายอดขายถ่านหินใกล้ระดับ 4 ล้านตัน และควบคุมอัตราส่วนหนี้สินให้อยู่ในกรอบวินัยทางการเงินที่เหมาะสม

ในระยะยาว บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้รวมปี 2573 ที่ 20,000 ล้านบาท และเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจ Non-Coal เป็น 50% เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน


อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส เผยแพร่รายงานประเมินแนวโน้มความเสี่ยง ประจำปี 2569 ระบุปัจจัยความไม่แน่นอนผลักดันให้องค์กรต้องเร่งเตรียมพร้อมรับมือ

อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส (International SOS) ผู้นำระดับโลกด้านการจัดการความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัย เผยแพร่ “รายงานประเมินแนวโน้มความเสี่ยง” (Risk Outlook) [1] ฉบับที่ 10 ประจำปี 2569 นำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่มีความสำคัญเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัยที่เปลี่ยนแปลงไปและอุบัติขึ้นใหม่ ซึ่งองค์กรต่าง ๆ และบุคลากรทั่วโลกมีแนวโน้มต้องเผชิญในปี 2569 นี้

ผลการศึกษาวิจัยบ่งชี้ว่า ความเสี่ยงและภัยคุกคามต่าง ๆ ทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีความเชื่อมโยงและทับซ้อนกันมากขึ้น ข้อค้นพบดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันที่ถาโถมเข้าสู่องค์กร ซึ่งส่งผลให้องค์กรจำเป็นต้องเร่งยกระดับการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัย เพื่อปกป้องพนักงานและรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ ทั้งนี้ ข้อสรุปสำคัญจากการศึกษาวิจัยประกอบด้วย

  • ผู้บริหารองค์กรเกือบ 6 ใน 10 คน (57%) ระบุว่า ความเสี่ยงรูปแบบใหม่ ๆ อุบัติขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่จะบริหารจัดการได้ทัน ขณะที่ 74% รู้สึกว่ามีเวลาตัดสินใจในสถานการณ์สำคัญน้อยลง และมีเพียง 35% ที่มั่นใจว่าสามารถระดมทีมงานเพื่อรับมือกับความเสี่ยงได้อย่างทันท่วงที
  • ผู้บริหาร 80% เชื่อว่าการตรวจพบความเสี่ยงอย่างทันท่วงทีทำให้มีความได้เปรียบในการรับมือ แต่มีเพียง 20% ที่มั่นใจว่าสามารถตรวจสอบและยืนยันข้อมูลความเสี่ยงได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
  • เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสำรวจ (49%) ชี้ว่า ความเสี่ยงต่าง ๆ มีความเชื่อมโยงและทับซ้อนกันมากขึ้น จึงจำเป็นต้องจัดการความเสี่ยงทั้งด้านสุขภาพและความปลอดภัยควบคู่กันไป

พร้อมกันนี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส ยังได้เผยแพร่ “แผนที่ความเสี่ยง” (Risk Map) [2] ประจำปี 2569 ซึ่งเป็นฉบับที่เปิดเผยสู่สาธารณะ เพื่อแสดงระดับความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัยในปัจจุบัน โดยในแผนที่ดังกล่าวมีการปรับเพิ่มระดับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในหลายพื้นที่อันเนื่องมาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น อิหร่าน (จากระดับปานกลางเป็นสูง) เมียนมา (จากระดับสูงเป็นสูงมาก) และไนเจอร์ (จากระดับปานกลางเป็นสูง) ส่วนในบางพื้นที่มีการปรับลดระดับความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เช่น มองโกเลีย (จากระดับปานกลางเป็นต่ำ) เนื่องจากสถานการณ์ในเมืองหลวงมีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่การตอบสนองต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติและความปลอดภัยบนท้องถนนก็ดีขึ้น ด้านอินเดียมีการปรับลดระดับความเสี่ยงด้านสุขภาพ (จากระดับผันผวนเป็นปานกลาง) เนื่องจากมีการยกระดับการดูแลรักษาผู้ป่วยตามเมืองใหญ่ให้มีมาตรฐานมากขึ้น

อาร์โนด์ ส์ซิเย่ (Arnaud Vaissié) ผู้ร่วมก่อตั้ง ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส กล่าวว่า “เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2569 องค์กรต่าง ๆ ต้องเผชิญกับภูมิทัศน์ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ทั้งยังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยจากธรรมชาติ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น หรือการแบ่งขั้วทางการเมือง ล้วนสร้างแรงกดดันต่อการดำเนินธุรกิจและส่งผลกระทบต่อพนักงาน นอกจากนี้ ข้อมูลที่ผิดและข้อมูลที่บิดเบือนยังบ่อนทำลายความเชื่อมั่นภายในองค์กร ในขณะที่องค์กรต้องให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของพนักงานมากขึ้นในยุคที่ทุนมนุษย์มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ไม่ได้แยกออกจากกันอย่างเป็นเอกเทศอีกต่อไป หากแต่เชื่อมโยงกัน มีพัฒนาการ และท้าทายแม้กระทั่งแผนการที่รัดกุมที่สุด ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ การเตรียมความพร้อมจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นรากฐานสำคัญของความเชื่อมั่น ความต่อเนื่องทางธุรกิจ และการเติบโตต่อไปในอนาคต

ศักยภาพในการคาดการณ์และตัดสินใจอย่างเด็ดขาดคือสิ่งที่ช่วยให้องค์กรสามารถปกป้องบุคลากรและรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจได้ ไม่ว่าจะดำเนินการที่ใดและภายใต้สถานการณ์ใดก็ตาม อย่างไรก็ดี การเตรียมความพร้อมไม่อาจยึดติดอยู่กับการตั้งรับเฉย ๆ ได้อีกต่อไป แต่ต้องมีการวางกลยุทธ์อย่างชาญฉลาด มีความยืดหยุ่น และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายขีดความสามารถ โดยช่วยตรวจจับความเสี่ยงแบบเรียลไทม์และช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทดแทนการใช้วิจารณญาณของมนุษย์ได้ การผสมผสานระหว่างการวิเคราะห์ขั้นสูงของระบบกับความเชี่ยวชาญของมนุษย์จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนความซับซ้อนให้เป็นความชัดเจน และเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้กลายเป็นการคาดการณ์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง”

ผลการศึกษาวิจัยยังบ่งชี้ว่า ความไม่แน่นอนกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยองค์กร 66% ระบุว่า ความไม่แน่นอนได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างเด่นชัดในช่วงปีที่ผ่านมา ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากความไร้เสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งผู้ตอบแบบสำรวจ 47% ยกให้เป็นปัจจัยหลัก รองลงมาคืออาชญากรรมไซเบอร์ อย่างไรก็ตาม ภัยคุกคามทางดิจิทัลในรูปแบบอื่นกลับถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริง โดยมีผู้ตอบแบบสำรวจเพียง 14% ที่มองว่า การเผยแพร่ข้อมูลที่ผิด (misinformation) และข้อมูลที่บิดเบือน (disinformation) เป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักที่ก่อให้เกิดความไม่แน่นอน ทั้งที่ภัยคุกคามดังกล่าวมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นและมีศักยภาพสูงในการรบกวนการดำเนินงาน ตลอดจนบั่นทอนความเชื่อมั่นภายในองค์กรอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะเดียวกัน การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ยังคงอยู่ในระดับต่ำอย่างชัดเจน โดยแม้ว่าเทคโนโลยี AI จะได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง แต่มีองค์กรเพียง 6% เท่านั้นที่มองว่า AI มีความจำเป็นต่อการจัดการความเสี่ยง สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรจำนวนมากพลาดโอกาสในการใช้ประโยชน์จากศักยภาพของเทคโนโลยีดังกล่าว

สเวเต โคเนสกา (Cvete Koneska) ผู้อำนวยการฝ่ายความปลอดภัยระดับโลกของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส กล่าวว่า “องค์กรสามารถยกระดับศักยภาพในการคาดการณ์และปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้ โดยความคล่องตัวและการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกที่ทันท่วงทีเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนในปัจจุบัน”

อย่างไรก็ตาม ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบด้านสุขภาพและความปลอดภัยของบุคลากรภายในองค์กรจำนวนเกือบ 80% คาดการณ์ว่างบประมาณขององค์กรในด้านสุขภาพและความปลอดภัยมีแนวโน้มทรงตัวหรือลดลง ซึ่งอาจจำกัดขีดความสามารถขององค์กรในการจัดการความเสี่ยงได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน แม้มีข้อมูลบ่งชี้ว่าภาระจากปัญหาสุขภาพจิตยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีการประเมินว่าประชากรกว่า 1,000 ล้านคนทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิต [3] แต่มีผู้ตอบแบบสำรวจเพียง 17% เท่านั้นที่จัดให้ประเด็นนี้เป็นหนึ่งในความกังวลสูงสุดสามอันดับแรกขององค์กร

ดร.ไอรีน ไล (Dr. Irene Lai) ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ระดับโลกของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส กล่าวว่า “การมองข้ามเรื่องสุขภาพ ย่อมเท่ากับมองข้ามคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ข้อมูลจากการให้บริการแก่ลูกค้าของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส แสดงให้เห็นว่า ภาวะวิตกกังวลและความเครียดเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่ลูกค้าต้องการความช่วยเหลือจากเรามากที่สุด นอกจากนั้นยังมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้ยารักษา ซึ่งมักทำให้การเดินทางของพนักงานยุ่งยากมากขึ้น ปัจจุบัน ความเสี่ยงด้านสุขภาพแทบไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเป็นเอกเทศอีกต่อไป โดยภัยจากสภาพอากาศสุดขั้ว ความท้าทายด้านสุขภาพจิต และอันตรายจากโรคติดเชื้อ มักทับซ้อนและเชื่อมโยงกับวิกฤตด้านความปลอดภัย ด้วยเหตุนี้ องค์กรจำเป็นต้องบูรณาการการวางแผนด้านสุขภาพและความปลอดภัยเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถปกป้องบุคลากรได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ”

About the International SOS Group of Companies; 40 Years of Saving Lives

The International SOS Group of Companies is in the business of protecting and saving lives. Wherever you are, we deliver customized security risk management, health and wellbeing solutions to fuel your growth and productivity. In the event of a security incident, epidemic, extreme weather or any other business-disrupting event, we provide an immediate response, giving you and your workforce peace of mind. We uniquely combine industry-leading technology with expertise in security, medical and logistics to deliver prevention programs that offer real-time, actionable insights and on-the-ground support.

Founded in 1985, the International SOS Group has been saving lives for 40 years. Headquartered in London and Singapore, we are trusted by over 9,000 organizations. This includes the majority of the Fortune Global 500, as well as mid-size enterprises, governments, educational institutions, and NGOs. Nearly 13,000 global experts stand with you to provide support and assistance from over 1,200 locations in 90 countries, over 110 languages, 24/7, 365 days a year.

We help protect your people and your organization, as well as support your compliance reporting needs. By partnering with us, your organization can fulfil its Duty of Care responsibilities and fortify its business continuity.
 
To strengthen your resilience, we are at your fingertips; internationalsos.com.

[1] รายงานประเมินแนวโน้มความเสี่ยง ประจำปี 2569 (Risk Outlook 2026) ผสานข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญและฐานข้อมูลที่เป็นกรรมสิทธิ์ของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส เข้ากับผลการสำรวจแนวโน้มความยืดหยุ่นทางธุรกิจ (Business Resilience Trends) ซึ่งเก็บข้อมูลจากผู้บริหารระดับสูงจำนวน 830 คน ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบด้านสุขภาพ สุขภาวะ และ/หรือความปลอดภัยของบุคลากรภายในองค์กร ทั้งนี้ การเก็บข้อมูลภาคสนามและการวิเคราะห์ข้อมูลดำเนินการโดยบริษัท เอคโค รีเสิร์ช (Echo Research) ในเดือนสิงหาคมและกันยายน 2568  

[2] แผนที่ความเสี่ยง ประจำปี 2569 (Risk Map 2026) เป็นฉบับที่เผยแพร่สู่สาธารณะ และได้รับการอัปเดตทุกปี โดยอ้างอิงข้อมูลจากแผนที่ความเสี่ยงฉบับเต็มที่เป็นกรรมสิทธิ์ของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส ซึ่งเผยแพร่เฉพาะสำหรับลูกค้าเท่านั้น และได้รับการอัปเดตอย่างต่อเนื่องตามข้อมูลเชิงลึกด้านความเสี่ยงล่าสุด พร้อมนำเสนอรายละเอียดเจาะลึก รวมถึงการจัดระดับความเสี่ยงในระดับเมือง

[3] ประชากรกว่าหนึ่งพันล้านคนทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิต จึงจำเป็นต้องขยายบริการเพื่อรับมือกับปัญหานี้อย่างเร่งด่วน

International SOS Risk Outlook 2026: Uncertainty shaping the pace of preparedness

International SOS today unveiled its 10th annual Risk Outlook report [1], providing critical insights into the evolving and emerging security and health risk challenges facing organisations and their workforces in 2026.

The research confirms the continuous and rapid increase and convergence of risks and threats. In parallel, it highlights that this is placing heavy demand on the pace of preparedness required to protect employees and operations. Key findings include:

  • Nearly six in ten leaders (57%) reported that new risks are emerging faster than they can manage. 74% said that the window for critical decision-making is shrinking and only 35% are confident they can mobilise teams rapidly.
  • Although 80% believe that detecting risks quickly provides an advantage, only 20% reported that they feel confident in verifying risk information at pace.
  • Nearly half (49%) note that risks are increasingly interconnected and converging, requiring joint security and medical responses.
Concurrently, International SOS has released its open-access Risk Map [2], which reflects today’s medical and security risk ratings. Several security ratings have been increased due to geopolitical tensions, including Iran (Medium to High), Myanmar (High to Extreme) and Niger (Medium to High).  Mongolia has seen a reduction in its security risk rating, from Medium to Low, due to stability in the capital and improvements in natural disaster response and road safety. The medical risk rating for India has changed from variable to medium, due to the standard of care available in major cities.

Arnaud Vaissié, Co-Founder, Chairman and CEO of International SOS, “As we enter 2026, organisations face a landscape defined not only by complexity but by the accelerating pace of change. Geopolitical shifts, natural hazards, rising costs, and polarisation strain operations and impact employees. Misinformation and disinformation erode trust. Mental health concerns intensify as human capital becomes ever more critical. Risks no longer arrive in isolation; they converge, evolve, and challenge even the most robust plans. In this environment, preparedness is essential – the foundation for confidence, continuity, and growth.

The ability to anticipate and act decisively is what enables businesses to protect their people and sustain productivity, wherever they operate and whatever the circumstances. Preparedness can no longer be static. It must be intelligent, dynamic, and continuous. Artificial Intelligence has become a critical force multiplier, enabling real-time risk detection and faster decision-making. Technology alone cannot replace judgment. The integration of advanced analytics with deep human expertise is what delivers clarity from complexity and transforms uncertainty into actionable foresight.”

Uncertainty is rising sharply, with 66% of organisations saying it has grown significantly in the past year. Geopolitical instability is the top driver, cited by 47% of respondents. Cybercrime ranks second, yet other digital threats are being underestimated: only 14% of respondents identified misinformation and disinformation as significant sources of uncertainty, despite their growing potential to disrupt operations and erode trust.

At the same time, technology that could help mitigate these challenges is seemingly low. Despite widespread attention on artificial intelligence, just 6% of organisations view AI as important for risk management, suggesting missed opportunities to harness its capabilities.

Cvete Koneska, Global Security Director, International SOS, said: “Businesses can improve their ability to anticipate and adapt to change. Agility and access to timely intelligence are now essential for resilience.”

Nearly 80% of security and health specialists anticipate static or decreasing budgets, potentially blocking the ability to manage risks at pace.

Although data shows the burden of mental health issues continues to trend upwards, with over one billion people estimated to be living with mental health conditions [3], it only rates in the top three concerns for 17% of those surveyed.

“Forgetting health means forgetting the human. International SOS case data indicates anxiety and stress are the most common mental health conditions requiring our assistance, with medication issues often complicating travel. Health risks rarely occur in isolation anymore. Extreme weather, mental health challenges, and infectious disease threats often overlap with security crises. Organisations must integrate medical and security planning to protect their people effectively.” Dr Irene Lai, Global Medical Director, International SOS commented.

About the International SOS Group of Companies; 40 Years of Saving Lives

The International SOS Group of Companies is in the business of protecting and saving lives. Wherever you are, we deliver customized security risk management, health and wellbeing solutions to fuel your growth and productivity. In the event of a security incident, epidemic, extreme weather or any other business-disrupting event, we provide an immediate response, giving you and your workforce peace of mind. We uniquely combine industry-leading technology with expertise in security, medical and logistics to deliver prevention programs that offer real-time, actionable insights and on-the-ground support.

Founded in 1985, the International SOS Group has been saving lives for 40 years. Headquartered in London and Singapore, we are trusted by over 9,000 organizations. This includes the majority of the Fortune Global 500, as well as mid-size enterprises, governments, educational institutions, and NGOs. Nearly 13,000 global experts stand with you to provide support and assistance from over 1,200 locations in 90 countries, over 110 languages, 24/7, 365 days a year.

We help protect your people and your organization, as well as support your compliance reporting needs. By partnering with us, your organization can fulfil its Duty of Care responsibilities and fortify its business continuity.
 
To strengthen your resilience, we are at your fingertips; internationalsos.com.

[1] The 2026 Risk Outlook combines International SOS expert insights and proprietary data with the findings from the Business Resilience Trends survey of 830 senior decision makers responsible for the health, wellbeing and/or security of people in their organizations. The fieldwork and analysis were carried out by Echo Research in August and September 2025

[2] Risk Map 2026 is an annually updated representation of International SOS’ proprietary risk map, which is available exclusively to International SOS clients. International SOS’ risk map for clients is continuously updated based on the latest risk insights and provides granular details, including city-level ratings.

[3] Over a billion people living with mental health conditions – services require urgent scale-up