Wednesday, May 20, 2026

LANCÔME เร่งขับเคลื่อนการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์: ชูศาสตร์แห่ง Skin Longevity เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างระบบนิเวศความงามอันล้ำหน้า ร่วมกับพันธมิตร TIMELINE® ผู้นำด้าน Biotech Longevity จากสวิตเซอร์แลนด์ ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม MITOPURE®

Lancôme ตอกย้ำความเป็นผู้นำในแวดวงวิทยาศาสตร์แห่งอายุยืน (Longevity Science) โดยกำหนดศาสตร์แห่งอายุยืนเป็นแกนกลางของกลยุทธ์นวัตกรรม ประสานความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับบริษัทไบโอเทคที่ล้ำสมัยที่สุดในโลก สร้างนิยามใหม่แก่มาตรฐานอุตสาหกรรม และสนับสนุนวิสัยทัศน์ความงามเชิงรุก (Proactive Beauty) ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ ก้าวสู่อีกขั้นที่ไกลยิ่งกว่าการมอบผิวที่ดูอ่อนเยาว์ ด้วยการเสริมสร้างพลังชีวิตของผิวอย่างแท้จริงในเชิงชีววิทยา ในฐานะแบรนด์เรือธงในแผนกผลิตภัณฑ์ความงามชั้นสูง ของลอรีอัล กรุ๊ป (L’Oréal Groupe) วันนี้ Lancôme  บุกเบิกศักราชใหม่แห่งความงามที่ยั่งยืนผ่านการผนึกกำลังกับ Timeline® ผู้นำด้านไบโอเทคศาสตร์แห่งอายุยืนจากสวิตเซอร์แลนด์

การผนึกกำลังระหว่าง Lancôme กับ Timeline®: จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในด้านพลังงานระดับเซลล์

ในปี 2567 ลอรีอัล กรุ๊ป บริษัทความงามอันดับหนึ่งของโลกเริ่มต้นการนำ หัวข้อด้านความงามเข้ามาเป็นบทสนทนาสำคัญในแวดวงศาสตร์อายุยืนระดับโลกด้วยการลงทุนใน Timeline® บริษัทไบโอเทคจากสวิตเซอร์แลนด์ที่บุกเบิกวิทยาศาสตร์แห่งอายุยืน ก่อนจะเปิดตัวนวัตกรรม ศาสตร์แห่งการดูแลสุขภาพเพื่อชีวิตที่ยืนยาวแบบบูรณาการเอกสิทธิ์เฉพาะของลอรีอัล (L’Oréal Longevity Integrative ScienceTM) ในปี 2568  การร่วมมือครั้งนี้มุ่งเน้นความเชี่ยวชาญใน Mitopure® โมเลกุลเอกสิทธิ์เฉพาะที่รับรองด้วยงานวิจัยและพัฒนามูลค่ากว่า 50 ล้านดอลลาร์ และการค้นคว้าอันยาวนานถึง 15 ปี  Mitopure® คือสารยูโรลิธิน เอ (Urolithin A) ในรูปแบบความบริสุทธิ์สูง ซึ่งเป็นโพสต์ไบโอติก (Postbiotic) ที่พิสูจน์ทางคลินิกแล้วว่าช่วยฟื้นฟูพลังงานให้แก่ไมโตคอนเดรีย (Mitochondria) ซึ่งเป็นเสมือนโรงไฟฟ้าของเซลล์ ผ่านกระบวนการผลัดเซลล์ใหม่หรือที่เรียกว่าไมโตฟาจี (Mitophagy)  ความร่วมมือนี้จะเป็นการปูทางสู่สกินแคร์ไลน์ใหม่ของ Lancôme ที่ผสมผสาน Mitopure® เข้ากับสารประกอบเอกสิทธิ์ของแบรนด์ เพื่อยืดอายุความอ่อนเยาว์ของผิวพรรณด้วยผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้จริงทางคลินิก  ผลิตภัณฑ์แต่ละรุ่นออกแบบมาเพื่อจัดการกับสัญญาณแห่งวัยในระดับชีวภาพ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการนำ Mitopure® มาใช้ในระดับสากลผ่านแบรนด์ความงามระดับโลก

“สำหรับ Lancôme ศาสตร์แห่งอายุยืนยาว (Longevity) คือพรมแดนแห่งความก้าวหน้าที่พลิกโฉมวงการ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของรูปลักษณ์ภายนอก เรากำลังกำหนดนิยามของวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ที่ความงามเป็นเรื่องการจัดการเชิงรุก ใช้การถอดรหัสกลไกทางชีววิทยาซึ่งเป็นสาเหตุหลักของผิวร่วงโรยตามวัย  การผนึกกำลังเชิงลึกกับนวัตกรด้านไบโอเทคที่ก้าวหน้าที่สุดในโลกอย่าง Timeline® และการประยุกต์ใช้โมเลกุล Mitopure® ช่วยขับเคลื่อนภารกิจของเราในการบุกเบิกโซลูชันที่มีประสิทธิภาพสูงสุด  เป้าหมายของเราคือการเสนอมุมมองใหม่ในด้านอายุขัยของผิว ใช้วิทยาศาสตร์ชั้นสูงเพื่อคืนพลังชีวิตแก่ผิวในระดับเซลล์ และนำเสนอมุมมองใหม่ต่อวิถีความงามให้ผู้หญิงทั่วโลกได้เห็น”  — Vania Lacascade, Global Brand President ของ Lancôme

“การร่วมมือกับ Lancôme ถือเป็นบทใหม่ที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่งสำหรับ Timeline® และเป็นการสานต่อความเชื่อของเราในการใช้แนวทางพหุมิติเพื่อมอบนิยามใหม่แก่การเปลี่ยนแปลงของวัย  การผนึกกำลังครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยให้โมเลกุล Mitopure® เข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น และจะทำให้คุณประโยชน์ขั้นสูงเพื่อผิวพรรณกลายเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าที่เคย” — Chris Rinsch, ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานของ Timeline®

ความทะเยอทะยานอันน่าทึ่ง: ก้าวนำแวดวงศาสตร์แห่งอายุยืนของผิวกับ Lancôme

ศาสตร์แห่งอายุยืนของผิว (Skin Longevity) เป็นตัวแทนความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ครั้งใหญ่ที่เปิดกระบวนทัศน์ใหม่ให้กับสังคม ปัจจุบันการชะลอวัยไม่ใช่เพียงเรื่องของการปกปิดร่องรอยแห่งกาลเวลา แต่เป็นการถอดรหัสกลไกพื้นฐานทางชีววิทยาเพื่อรักษาและฟื้นฟูอายุขัยของผิว ซึ่งแน่นอนว่าความเป็นผู้นำนี้มาพร้อมกับความรับผิดชอบในการมอบความรู้แก่ผู้บริโภค และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กลุ่มผลิตภัณฑ์ผ่านวิสัยทัศน์ที่โอบรับความต่างและเปี่ยมด้วยทัศนคติเชิงบวกต่อการเปลี่ยนแปลงตามวัย

ระบบนิเวศแห่งศาสตร์อายุยืนที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

การร่วมมือกับ Timeline® ในระบบนิเวศ Longevity Integrative Science™ ของเรา คือการเติมเต็มกลยุทธ์อันล้ำหน้าที่ Lancôme ได้ริเริ่มไว้ โดยใช้เสาหลักทางเทคโนโลยีอีกสองประการ:

นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ (Absolue Longevity)

ในปี 2568 Lancôme ได้เปิดตัว Absolue Longevity The Soft Cream ซึ่งขับเคลื่อนด้วย Absolue PDRN™  ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการสร้างพลังงาน (Metabolism) เพื่ออายุขัยที่ยืนยาวของเซลล์ผิว เสริมคุณสมบัติในการย้อนรอยสัญญาณแห่งวัยที่มองเห็นได้ในทุกชั้นผิว

เทคโนโลยีความงามที่แม่นยำ (Cell BioPrint™)

ด้วยความร่วมมือกับ NanoEnTek สตาร์ทอัพจากเกาหลี Lancôme ได้พัฒนาโซลูชันวิเคราะห์ผิวแบบ “Lab-on-chip” ครั้งแรกของโลก โดยใช้โปรตีโอมิกส์และไมโครฟลูอิดิกส์ (Proteomics and Microfluidics) เพื่อวิเคราะห์โปรตีนบ่งชี้บนผิวหนัง  เทคโนโลยี Cell BioPrint™ สามารถระบุอายุทางชีวภาพของผิว จำลองทิศทางความงามและการเปลี่ยนแปลงทางวัยของผิวในอนาคต ช่วยเปลี่ยนการดูแลแบบตั้งรับเป็นการดูแลเชิงรุกตามข้อมูลจริง

สู่กระบวนทัศน์ใหม่แห่งความงาม

ด้วยการผสมผสานการวิเคราะห์ที่ล้ำสมัย สารแอคทีฟที่ล้ำหน้า และการถอดรหัสกระบวนการลึกถึงระดับเซลล์ ความก้าวหน้าครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์จาก Lancôme แต่เป็นการสร้างแนวทางดูแลผิวองค์รวมที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์และข้อมูลเพื่อความงามที่ยั่งยืน

สกินแคร์เพื่อยืดอายุความอ่อนเยาว์ของผิวไลน์ใหม่จาก Lancôme ที่มาพร้อมนวัตกรรม Mitopure® by Timeline® จะประกาศข้อมูลอย่างเป็นทางการในงานประชุมประจำปีของสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งสหรัฐอเมริกา (American Academy of Dermatology, AAD) ณ เมืองเดนเวอร์ รัฐโคโลราโด ระหว่างวันที่ 27-29 มีนาคม 2569

เกี่ยวกับ Timeline®

Timeline (ภายใต้บริษัทแม่ Amazentis) คือบริษัทวิทยาศาสตร์สุขภาพผู้บุกเบิกนวัตกรรมใหม่จากสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีความมุ่งมั่นที่จะปฏิวัติแวดวงศาสตร์อายุยืนด้วยส่วนผสมเอกสิทธิ์ Mitopure® ที่ผ่านการพิสูจน์ทางคลินิกด้วยผลลัพธ์อันน่าทึ่ง Timeline มอบแนวทางดูแลสุขภาพองค์รวมลึกถึงระดับเซลล์ รวบรวมคุณประโยชน์ของ Mitopure ไว้ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารรุ่นใหม่และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสำหรับใช้ภายนอก จากความเชี่ยวชาญกว่าทศวรรษในการวิจัยวิทยาศาสตร์ชะลอวัย Timeline มุ่งหวังที่จะขยายขีดจำกัดของอายุขัยเพื่อสร้างอนาคตที่ทุกคนสามารถมีอายุยืนยาวและมีสุขภาพดี บริษัทมีพื้นฐานด้านการศึกษาวิจัยยาวนานกว่า 15 ปีโดยนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำ การศึกษาทางคลินิกมากมาย และจดสิทธิบัตรทั่วโลกกว่า 50 ฉบับ โดยมี Nestlé Health Science และ L’Oréal ร่วมเป็นผู้ลงทุน  www.timeline.com

AMEC launches GEO Principles to bring rigour to AI-led communications measurement

New global principles and practitioner guide set out a responsible way to measure how organisations are found, interpreted and represented in AI-generated answers

AMEC, the International Association for the Measurement and Evaluation of Communication, has launched the AMEC GEO Principles and a companion resource, A Practitioner's Guide to GEO Measurement , to help communications professionals measure the growing influence of AI-led discovery, generative search and large language models.

The resources respond to a fast-changing information environment in which AI-generated summaries, conversational search and zero-click discovery are increasingly shaping how organisations, brands and issues are found, understood and trusted online.

GEO, or Generative Engine Optimisation, is increasingly used to describe how organisations appear in AI-generated answers and discovery environments. AMEC's principles are designed to help practitioners assess this responsibly, without reducing measurement to simplistic rankings, vanity metrics or opaque scores from individual tools.

The principles were developed over more than six months through AMEC Agency Group collaboration, AMEC board review, academic scrutiny, vendor and practitioner feedback, and iterative testing. The work was led by primary contributors James Crawford of PR Agency One , Mary Elizabeth Germaine of Ketchum , Ben Levine of FleishmanHillard TRUE Global Intelligence , Matt Oakley of Hotwire Global , Amber Daugherty of Big Valley Marketing and Rob Key of Converseon , with input from AMEC's Academic Advisory Group and wider AMEC members.

The resources were launched at the AMEC Global Summit in Dublin on 20 May, during a panel chaired by Rayna Grudova-de Lange, Founder and CEO of InsightHQ .

The AMEC GEO Principles set out a practical framework for measuring AI-led discovery across three connected areas: upstream reputation signals, including earned coverage, third-party commentary, reviews, expert content and owned assets; search and content readiness, including whether an organisation's digital presence is credible, accessible and structured for interpretation by search engines and AI systems; and downstream AI outputs, including how an organisation appears in AI-generated answers, citations, framing, omissions and potential reputational risk.

The principles also introduce baseline evidence requirements, including repeatable prompts, documented methods, transparent assumptions and clear limitations. They reinforce that AI outputs should be treated as directional evidence rather than absolute truth, and caution against relying on any single score, platform or tool.

James Crawford, managing director of PR Agency One and AMEC Board Director, said:

"Anyone working in PR or communication will know how quickly clients and boards have started asking how GEO and LLM outputs should be measured. There is excellent innovation taking place, but there are also uneven standards, overclaiming, vanity metrics and methodologies that are not always transparent enough.

"AMEC has a responsibility to bring discipline to that conversation. These principles give the industry a more rigorous way of looking at AI-led discovery: one that recognises its importance, but also its limits. The most useful measurement will come from triangulating evidence: the reputation signals that feed the information environment, whether organisations are technically and editorially discoverable, and what AI systems then present to users."

Johna Burke, CEO and Global Managing Director of AMEC, said:

"As AI increasingly shapes what people see, trust and act upon, the communication industry must hold itself to higher levels of transparency, evidence and accountability.

"The AMEC GEO Principles were built through global collaboration across agencies, practitioners, academics, technology leaders and AMEC's international community because no single organisation, platform or perspective can fully define or measure AI-driven discovery alone.

"This initiative reflects the collective expertise, scrutiny and commitment of professionals across regions who understand that rigorous, transparent and ethical evaluation is essential to maintaining trust in the AI era."

ENDS

For more information contact James Crawford on +44 7793 441686 or james.crawford@pragencyone.co.uk

About AMEC

AMEC is the International Association for the Measurement and Evaluation of Communication. Established in 1996, it is the global professional body for media evaluation and communications measurement, with members across agencies, in-house teams, research providers, technology companies and media intelligence businesses in more than 80 countries. AMEC is known for developing global standards and resources including the Barcelona Principles, the Integrated Evaluation Framework and the Data Quality Initiative.

About the AMEC Academic Advisory Group

AMEC's Academic Advisory Group provides academic input and expert guidance to support AMEC's work in advancing standards in communications measurement and evaluation. The group includes internationally recognised scholars and practitioners from universities and research organisations across Australia, the UK, Germany, the US, Italy, Switzerland and Norway, with expertise spanning public communication, corporate communication, public relations research, evaluation, reputation, social media, internal communication and communication management.

Members include Distinguished Professor Jim Macnamara, University of Technology Sydney; Professor Anne Gregory, University of Huddersfield; Professor Ansgar Zerfass, University of Leipzig; Professor Don Stacks, University of Miami; Dr Tina McCorkindale, Institute for Public Relations; Associate Professor Stefania

Tuesday, May 19, 2026

"ซุปเปรี้ยวไขหลี่" โดดเด่นบนเวทีประชุมสุดยอดแบรนด์โลก ตอกย้ำศักยภาพทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของเขตเฉียนตงหนาน

 สำนักงานพาณิชย์แห่งเขตปกครองตนเองชนชาติเหมียวและชนชาติต้ง เฉียนตงหนาน มณฑลกุ้ยโจว

ในงานประชุมสุดยอดแบรนด์โลกโม่กานซาน ประจำปี 2569 (2026 World Brand Moganshan Summit) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ เขตปกครองตนเองชนชาติเหมียวและชนชาติต้ง เฉียนตงหนาน ในมณฑลกุ้ยโจว ได้นำเสนออาหารขึ้นชื่อประจำท้องถิ่น "ซุปเปรี้ยวไขหลี่" (Kaili sour soup) เพื่อเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรม ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม และนำเสนอศักยภาพทางธุรกิจของภูมิภาคต่อบรรดานักลงทุนและผู้เข้าร่วมงานจากทั่วประเทศจีน

"ไม่ได้กินซุปเปรี้ยวแค่สามวัน เราก็แทบจะเดินไม่ไหวแล้ว" หยาง อวี้ฟาง รองผู้อำนวยการสำนักงานพาณิชย์แห่งเขตปกครองตนเองชนชาติเหมียวและชนชาติต้ง เฉียนตงหนาน กล่าวภายในงาน เพื่อสะท้อนถึงความนิยมและความผูกพันอันลึกซึ้งที่ผู้คนในท้องถิ่นมีต่อซุปเปรี้ยวไขหลี่

ซุปเปรี้ยวไขหลี่มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 1,000 ปี และได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในอาหารเอกลักษณ์สำคัญของมณฑลกุ้ยโจว อีกทั้งยังสะท้อนถึงวัฒนธรรมอาหารอันโดดเด่นของชนชาติเหมียวและชนชาติต้งที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การแข่งขันกีฬาพื้นบ้านของมณฑลกุ้ยโจวได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการแข่งขันฟุตบอล Village Super League และการแข่งขันบาสเกตบอล Village Basketball Association ซึ่งกลายเป็นกระแสไวรัลไปทั่วประเทศ ส่งผลให้ซุปเปรี้ยวไขหลี่ได้รับความสนใจในวงกว้าง และกลายเป็นเมนูขึ้นชื่อที่นักท่องเที่ยวต่างต้องลิ้มลองเมื่อเดินทางเยือนกุ้ยโจว ทั้งนี้ รองผู้อำนวยการสำนักงานพาณิชย์ฯ เปิดเผยว่า ห่วงโซ่อุตสาหกรรมซุปเปรี้ยวของเขตเฉียนตงหนานมีมูลค่าผลผลิตรวมสูงถึง 8.154 พันล้านหยวนในปี 2568

นอกจากนี้ ระบบนิเวศอันอุดมสมบูรณ์ของเขตเฉียนตงหนานยังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมซุปเปรี้ยว โดยพื้นที่ป่าไม้มีสัดส่วนครอบคลุมมากกว่า 70% ขณะที่คุณภาพน้ำได้รับการจัดให้อยู่ในแถวหน้าของประเทศจีนในระดับเขตปกครอง อีกทั้งยังมีแม่น้ำและลำธารมากกว่า 2,900 สาย ประกอบกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งล้วนเอื้อต่อกระบวนการหมักตามธรรมชาติ อันเป็นหัวใจสำคัญในการผลิตซุปเปรี้ยวไขหลี่คุณภาพสูง

นอกเหนือจากจุดเด่นด้านทรัพยากรธรรมชาติแล้ว การได้รับการยอมรับในระดับวัฒนธรรมยังมีส่วนสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมซุปเปรี้ยว โดยซุปเปรี้ยวไขหลี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ระดับชาติของจีน ขณะที่เมืองไขหลี่ก็ได้รับการขนานนามว่าเป็น "เมืองหลวงแห่งซุปเปรี้ยว" นอกจากนี้ เทคนิคการปรุง "ซุปปลาเปรี้ยวไขหลี่" แบบดั้งเดิม ยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติของจีนอีกด้วย

ในด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม เขตเฉียนตงหนานได้วางระบบสนับสนุนอย่างครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การคมนาคมขนส่ง วัตถุดิบ การผลิต การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนมาตรการสนับสนุนด้านนโยบาย ปัจจุบัน เขตเฉียนตงหนานมีผู้ประกอบการอุตสาหกรรมซุปเปรี้ยวรวม 60 แห่ง และสายการผลิต 117 สาย มีกำลังการผลิตต่อปีมากกว่า 290,000 ตัน ขณะเดียวกัน บริษัทชั้นนำหลายแห่ง อาทิ ไห่เทียน (Haitian) นิวโฮป (New Hope) และกว่างตง อะกรีบิสซิเนส (Guangdong Agribusiness) ต่างแสดงความสนใจในการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจกับภูมิภาคแห่งนี้

ภายในงานประชุมสุดยอดครั้งนี้ เขตเฉียนตงหนานยังได้ประกาศโครงการเงินอุดหนุนมูลค่า 2 ล้านหยวน เพื่อสนับสนุนการขยายตลาดผ่านเครือข่ายร้านอาหาร แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และการจัดแสดงนิทรรศการต่าง ๆ พร้อมกันนี้ ยังได้เปิดตัวโครงการลงทุนสำคัญ 3 โครงการ ซึ่งครอบคลุมการพัฒนาร้านอาหารซุปเปรี้ยว ระบบสายการผลิตอัจฉริยะ และประสบการณ์ผู้บริโภครูปแบบใหม่ โดยมีมูลค่าเงินลงทุนตามแผนรวมกว่า 180 ล้านหยวน

การประชุมสุดยอดครั้งนี้นับเป็นเวทีสำคัญที่ช่วยให้ซุปเปรี้ยวไขหลี่เข้าถึงตลาดที่กว้างขวางยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเสริมสร้างบทบาทและอิทธิพลของอุตสาหกรรมอาหารเฉพาะถิ่น ตลอดจนยกระดับทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของเขตเฉียนตงหนานให้มีความโดดเด่นและเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างมากยิ่งขึ้น

ที่มา: สำนักงานพาณิชย์แห่งเขตปกครองตนเองชนชาติเหมียวและชนชาติต้ง เฉียนตงหนาน มณฑลกุ้ยโจว

Kaili Sour Soup Featured at World Brand Moganshan Summit, Highlighting Qiandongnan's Growth Prospects

 Bureau of Commerce of Qiandongnan Miao and Dong Autonomous Prefecture, Guizhou Province

At the 2026 World Brand Moganshan Summit held recently, Qiandongnan Miao and Dong Autonomous Prefecture in Guizhou Province showcased its signature Kaili sour soup, promoting the region's cultural heritage, industrial development and business potential to investors and guests from across China.

"If we don't eat sour soup for three days, we'll struggle to walk,"Yang Yufang, deputy director of the Bureau of Commerce of Qiandongnan Miao and Dong Autonomous Prefecture, said at the event, highlighting the deep-rooted popularity of Kaili sour soup.

With a history of more than 1,000 years, Kaili sour soup is regarded as a signature dish of Guizhou cuisine and an important part of Miao and Dong food culture.

In recent years, the viral popularity of Guizhou's grassroots sporting events, including the Village Super League and Village Basketball Association, has helped Kaili sour soup gain nationwide attention, turning it into a must-try dish for tourists visiting the province. According to Yang, the total output value of Qiandongnan's sour soup industrial chain reached 8.154 billion yuan in 2025.

Qiandongnan's ecological environment has also provided strong support for the industry's growth. The region's forest coverage exceeds 70 percent, and its water quality ranks among the best in China at the prefecture level. More than 2,900 rivers and streams, along with a well-preserved natural environment, create ideal conditions for the natural fermentation process used in sour soup production.

Beyond natural advantages, cultural recognition has further strengthened the industry's profile. Kaili sour soup has been recognized as a national geographical indication product, while Kaili was named Capital of Sour Soup Cuisine. The traditional cooking technique for Kaili sour soup fish has also been included on China's national intangible cultural heritage list.

On the industrial side, Qiandongnan has built a full support system spanning transportation, raw materials, manufacturing, research and policy support. The prefecture now has 60 sour soup enterprises and 117 production lines with annual production capacity exceeding 290,000 tons. Major companies including Haitian, New Hope and Guangdong Agribusiness have expressed interest in cooperation.

During the summit, Qiandongnan announced a 2 million yuan subsidy program to support market expansion through restaurant chains, e-commerce and exhibitions, and promoted three investment projects related to sour soup restaurant development, intelligent production lines and new consumer experiences, with planned investment totaling more than 180 million yuan.

The summit provided an important platform for Kaili sour soup to reach broader markets, further boosting the influence of Qiandongnan's specialty food industry and cultural tourism resources.

Source: Bureau of Commerce of Qiandongnan Miao and Dong Autonomous Prefecture, Guizhou Province

Monday, May 18, 2026

4 ปัจจัยสำคัญเตรียมความพร้อมด้าน AI ยกระดับธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา AI กลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของการขับเคลื่อนธุรกิจ องค์กรจำนวนมากเริ่มมองหาโอกาสในการนำ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า และสนับสนุนการตัดสินใจให้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้หลายองค์กรจะเริ่มทดลองใช้ AI แล้ว แต่ไม่น้อยเช่นกันที่หลายโครงการยังคงอยู่ในช่วงทดลองใช้งาน หรืออยู่ในขั้นพิสูจน์แนวคิด และยังไม่สามารถขยายผลไปสู่การใช้งานจริงในระดับองค์กรได้ ในหลายกรณี สิ่งที่เป็นข้อจำกัดไม่ได้อยู่ที่การเลือกเทคโนโลยี แต่อยู่ที่ความพร้อมขององค์กรในการนำ AI ไปเชื่อมกับระบบ ข้อมูล และกระบวนการทำงานที่มีอยู่เดิม วันนี้ OPEN-TEC ศูนย์รวมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี (Tech Knowledge Sharing Platform) ภายใต้การดูแลของ TCC TECHNOLOGY GROUP จะพาทุกท่านไปร่วมค้นหาแนวทางเพื่อตอบคำถามสำคัญว่า องค์กรของท่านมีความพร้อมที่จะนำ AI ไปสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจแล้วหรือยัง

AI ที่สร้างผลลัพธ์ได้จริง ต้องเริ่มจากรากฐานที่พร้อม

การนำ AI ไปใช้ในระดับองค์กรแตกต่างจากการทดลองใช้เครื่องมือทั่วไปอย่างชัดเจน เพราะเมื่อเข้าสู่การใช้งานจริง AI จะต้องทำงานร่วมกับข้อมูลภายใน ระบบธุรกิจ กระบวนการปฏิบัติงาน และข้อกำหนดด้านความปลอดภัยขององค์กร หากรากฐานเหล่านี้ยังไม่พร้อม แม้เทคโนโลยีจะมีศักยภาพสูงเพียงใด ผลลัพธ์ทางธุรกิจก็อาจไม่เกิดขึ้นตามที่คาดหวัง ดังนั้น การเริ่มต้นใช้งาน AI ให้เกิดผลลัพธ์จริง มักเริ่มต้นจากตอบคำถามการประเมินความพร้อมใน 4 ด้านสำคัญต่อไปนี้

1. ข้อมูลพร้อมมากน้อยแค่ไหนสำหรับการใช้งาน AI

ข้อมูลคือหัวใจสำคัญของ AI ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ การทำงานอัตโนมัติ หรือการประยุกต์ใช้ Generative AI คุณภาพของผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับคุณภาพของข้อมูลโดยตรง หลายองค์กรมีข้อมูลจำนวนมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าข้อมูลเหล่านั้นพร้อมใช้งานเสมอไป ความท้าทายที่พบได้บ่อยคือข้อมูลกระจัดกระจายอยู่ในหลายระบบ อยู่ในรูปแบบที่แตกต่างกัน หรือยังไม่มีมาตรฐานร่วมกัน ทำให้การเชื่อมโยงข้อมูลและนำไปใช้จริงทำได้ยากกว่าที่คาด ดังนั้น คำถามหลักที่เราควรร่วมกันหาคำตอบคือ ข้อมูลสำคัญขององค์กรอยู่ที่ใด สามารถเข้าถึงได้สะดวกหรือไม่ ข้อมูลมีความครบถ้วน ถูกต้อง และเป็นปัจจุบันเพียงใด รวมถึงมีโครงสร้างที่พร้อมต่อการวิเคราะห์หรือยัง

ในขณะเดียวกัน หลายองค์กรพบว่าความท้าทายของการทำ AI ไม่ได้อยู่ที่การเริ่มต้นสร้างแบบจำลอง แต่อยู่ที่การเตรียมข้อมูลให้พร้อมสำหรับการใช้งานจริงมากกว่า องค์กรเหล่านี้สามารถใช้ประโยชน์จากบริการด้านข้อมูลของ TCC Technology ที่สามารถเข้ามาช่วยวางรากฐานได้ตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อข้อมูลจากหลายแหล่ง การจัดระเบียบข้อมูลให้พร้อมใช้งาน การวางแพลตฟอร์มข้อมูลกลาง และการออกแบบสถาปัตยกรรมข้อมูลที่รองรับการวิเคราะห์ในระดับองค์กร เมื่อข้อมูลมีโครงสร้างที่ชัดเจน การพัฒนา AI ก็สามารถเดินหน้าได้เร็วขึ้น และลดภาระในการปรับแก้ระบบในระยะยาว

2. โครงสร้างพื้นฐานรองรับการทำงานของ AI หรือไม่

ภาระงานของ AI มีลักษณะแตกต่างจากระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแบบดั้งเดิม ทั้งในด้านปริมาณข้อมูล การประมวลผล และความยืดหยุ่นในการขยายระบบ ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก การประมวลผลแบบทันที หรือการใช้งานที่ต้องการการตอบสนองอย่างรวดเร็ว ล้วนต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับได้ทั้งด้านประมวลผล การจัดเก็บข้อมูล ระบบเครือข่าย และความสามารถในการขยายตัวในอนาคต องค์กรจึงควรประเมินว่าโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ในปัจจุบันสามารถรองรับภาระงานที่เพิ่มขึ้นได้มากน้อยเพียงใด มีความยืดหยุ่นเพียงพอสำหรับการเติบโตในระยะยาวหรือไม่ รวมถึงสามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อมีการขยายระบบ ดังนั้น การวางสถาปัตยกรรมที่เหมาะสมตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นระบบคลาวด์ ระบบผสมผสาน หรือโครงสร้างพื้นฐานเฉพาะทาง จะช่วยให้องค์กรสามารถขยายการใช้งาน AI ไปสู่ระดับปฏิบัติการจริงได้ง่ายขึ้นในระยะยาว

3. มีกรอบกำกับดูแลและความปลอดภัยที่ชัดเจนแล้วหรือยัง

เมื่อ AI เริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องกับข้อมูลภายในองค์กร เรื่องของการกำกับดูแลและความปลอดภัยจะกลายเป็นประเด็นสำคัญทันที ความท้าทายที่หลายองค์กรกำลังเผชิญคือสามารถเริ่มทดลองใช้ AI ได้อย่างรวดเร็ว แต่ยังไม่มีกรอบการใช้งานที่ชัดเจน ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงในด้านการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต การใช้ข้อมูลผิดวัตถุประสงค์ หรือประเด็นด้านข้อกำหนดและการปฏิบัติตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง สิ่งที่ควรกำหนดตั้งแต่เริ่มต้นคือ ใครเป็นเจ้าของข้อมูล ใครสามารถเข้าถึงข้อมูลแต่ละประเภทได้บ้าง ข้อมูลประเภทใดสามารถนำไปใช้กับ AI ได้ และมีระบบตรวจสอบย้อนหลังหรือไม่ การมีกรอบกำกับดูแลที่เหมาะสมไม่ได้ทำให้นวัตกรรมเดินช้าลง แต่ช่วยให้องค์กรสามารถขยายการใช้งาน AI ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนมากขึ้น หนึ่งในตัวอย่างบริการด้านความมั่นคงปลอดภัยของ TCC Technology มีบทบาทสำคัญในการช่วยองค์กรวางแนวทางการปกป้องข้อมูล ตั้งแต่การกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล การออกแบบมาตรการป้องกันข้อมูลสำคัญ การเฝ้าระวังความเสี่ยง ไปจนถึงการเสริมความพร้อมด้านการกำกับดูแลและการปฏิบัติตามข้อกำหนดต่าง ๆ เพื่อให้องค์กรสามารถนำ AI ไปใช้ได้อย่างมั่นใจมากขึ้นในสภาพแวดล้อมจริง

4. ทีมงานและกระบวนการพร้อมขับเคลื่อนหรือไม่

หากต้องการให้การใช้ AI เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจจริง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างทุกฝ่าย ตั้งแต่ฝ่ายบริหาร ฝ่ายปฏิบัติการ และฝ่ายเทคโนโลยี หลายครั้งที่โครงการไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ ไม่ได้เกิดจากข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี แต่เกิดจากการขาดเป้าหมายร่วมกัน หรือไม่มีตัวชี้วัดที่สะท้อนผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม องค์กรจึงควรพิจารณาว่าการใช้งาน AI ที่เลือกนั้นตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจจริงหรือไม่ มีผู้รับผิดชอบหลักที่สามารถขับเคลื่อนโครงการได้หรือไม่ และทีมงานเข้าใจว่ากระบวนการทำงานจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เมื่อบุคลากรและกระบวนการมีความพร้อม AI จะไม่ใช่เพียงโครงการทดลอง แต่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานจริงในองค์กร

ปูแนวทางรากฐานที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

แนวทางที่มักสร้างผลลัพธ์ได้ดี คือการเริ่มต้นจากกรณีใช้งานที่สามารถสร้างคุณค่าทางธุรกิจได้ในระยะเวลาที่เหมาะสม เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภายในองค์กร การยกระดับประสบการณ์ลูกค้า หรือการสนับสนุนการตัดสินใจจากข้อมูล เมื่อเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนแล้ว จึงค่อยต่อยอดด้วยการวางโครงสร้างข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน และแนวทางกำกับดูแลที่รองรับการขยายตัวในระดับองค์กร นี่คือแนวทางที่หลายองค์กรใช้ในการเปลี่ยน AI จากโครงการทดลองให้กลายเป็นความสามารถทางธุรกิจที่ใช้งานได้จริง และเป็นแนวทางเดียวกับที่ TCC Technology เข้าไปสนับสนุนลูกค้า เพื่อให้การใช้งาน AI สามารถขยายผลได้อย่างยั่งยืน

AI กำลังกลายเป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อนธุรกิจยุคใหม่ เมื่อองค์ประกอบแต่ละส่วนทำงานร่วมกันได้อย่างเหมาะสม องค์กรจะไม่เพียงแค่เริ่มใช้ AI แต่จะสามารถเปลี่ยน AI ให้กลายเป็นกลไกสำคัญที่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องและช่วยยกระดับธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

4 Key Factors for AI Readiness to Drive Sustainable Business Growth

Over the past few years, AI has become one of the key drivers of business transformation. Many organizations are exploring opportunities to use AI to improve operational efficiency, enhance customer experiences, and support faster and more accurate decision-making. However, while many organizations have already started experimenting with AI, a large number of projects remain stuck in pilot phases or proof-of-concept stages and have yet to scale into enterprise-wide implementation. In many cases, the limitation is not the choice of technology itself, but rather the organization’s readiness to integrate AI with its existing systems, data, and workflows. Today, OPEN-TEC (Tech Knowledge Sharing Platform), powered by TCC TECHNOLOGY GROUP, will take you to explore an important question: Is your organization truly ready to use AI to generate real business outcomes?

AI That Delivers Real Results Starts with a Strong Foundation

Implementing AI at the enterprise level is fundamentally different from simply experimenting with general-purpose tools. In real-world deployment, AI must work seamlessly with internal data, business systems, operational processes, and organizational security requirements. If these foundations are not ready, even the most advanced technology may fail to deliver the expected business value. As a result, successful AI adoption often begins with assessing organizational readiness across four key areas.

1. How Ready Is Your Data for AI?

Data is at the core of AI. Whether it is predictive analytics, automation, or Generative AI applications, the quality of the outcomes depends directly on the quality of the data. Many organizations possess large volumes of data, but that does not necessarily mean the data is ready for use. Common challenges include fragmented data spread across multiple systems, inconsistent formats, and the absence of shared standards, all of which make integration and practical usage more difficult than expected. Organizations should first consider where their critical data is stored, whether it is easily accessible, how complete and accurate it is, and whether it is properly structured for analysis.

At the same time, many organizations discover that the biggest challenge in AI initiatives is not building models, but preparing data for real-world use. TCC Technology helps organizations establish strong data foundations from the start, including integrating data from multiple sources, organizing data for usability, implementing centralized data platforms, and designing enterprise-ready data architectures. When data structures are clearly defined, AI development can progress more quickly while reducing long-term system maintenance and adjustment costs.

2. Can Your Infrastructure Support AI Workloads?

AI workloads differ significantly from traditional IT systems in terms of data volume, processing requirements, and scalability. Whether handling large-scale analytics, real-time processing, or applications requiring rapid response times, organizations need infrastructure capable of supporting computing power, storage, networking, and future scalability. Organizations should evaluate whether their current infrastructure can handle increasing workloads, whether it is flexible enough to support long-term growth, and whether costs can be managed efficiently as systems expand. Designing the right architecture from the beginning, whether cloud-based, hybrid, or specialized infrastructure, can significantly ease the transition from AI experimentation to enterprise-scale operations over the long term.

3. Do You Have Clear Governance and Security Frameworks?

As AI becomes increasingly connected to internal organizational data, governance and security immediately become critical concerns. Many organizations are able to quickly experiment with AI but lack clear usage frameworks, creating risks such as unauthorized data access, misuse of data, and compliance-related issues. From the outset, organizations should clearly define who owns the data, who has access to different types of information, which data can be used with AI systems, and whether monitoring and audit systems are in place. Strong governance frameworks do not slow innovation down. Instead, they enable organizations to scale AI adoption more securely and sustainably. TCC Technology’s cybersecurity services, for example, help organizations establish data protection strategies, including access control policies, protection measures for critical information, risk monitoring systems, and compliance readiness, enabling organizations to deploy AI more confidently in real operational environments.

4. Are Your Teams and Processes Ready to Drive AI Adoption?

For AI initiatives to generate meaningful business outcomes, collaboration across leadership, operations, and technology teams is essential. Many projects fail to move forward not because of technological limitations, but because organizations lack shared objectives or measurable business-focused success metrics. Organizations should consider whether the selected AI use cases truly address business needs, whether there are accountable project leaders to drive initiatives, and whether teams understand how workflows and processes will evolve.

When people and processes are fully prepared, AI stops being just an experimental project and becomes an integral part of everyday business operations.

Building a Strong Foundation for Sustainable AI Success

The most effective approach is often to begin with use cases that can generate business value within a reasonable timeframe, such as improving operational efficiency, enhancing customer experiences, or supporting data-driven decision-making. Once tangible results become visible, organizations can then expand by building scalable data structures, infrastructure, and governance frameworks that support enterprise-wide growth. This is the approach many organizations use to transform AI from a pilot initiative into a real business capability. It is also the same approach through which TCC Technology supports its customers so that AI adoption can scale sustainably.

AI is rapidly becoming a core driver of modern business transformation. When these elements work together effectively, organizations can do more than simply start using AI—they can turn AI into a key engine for delivering continuous business value.

Yili Group รายงานผลประกอบการปี 2568 รายได้และกำไรเติบโตแข็งแกร่ง พร้อมทำสถิติรายได้พุ่งขึ้นกว่า 500 เท่าในรอบ 30 ปี นับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา Yili Group ได้เผยแพร่รายงานผลประกอบการประจำปีงบการเงิน 2568 และประจำไตรมาส 1 ปีงบการเงิน 2569 ซึ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยในปี 2568 บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 115,931 ล้านหยวน และมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทแม่ 11,565 ล้านหยวน เพิ่มขึ้น 36.82% จากปีก่อนหน้า สะท้อนการเติบโตอย่างแข็งแกร่งทั้งรายได้และกำไร หรือ "dual growth" ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจผลิตภัณฑ์นมครบวงจร นอกจากนี้ ในไตรมาส 1 ปี 2569 ทั้งรายได้และกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทแม่ต่างทำสถิติสูงสุดระดับใหม่เช่นกัน



ในปี 2568 ธุรกิจทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ของ Yili ยังคงครองความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยธุรกิจหลักอย่างผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่มยังคงรักษาตำแหน่งอันดับหนึ่งของตลาดได้อย่างแข็งแกร่ง พร้อมขยายความได้เปรียบด้านส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นอีก ขณะที่ในไตรมาส 1 ปี 2569 Yili ยังคงเป็นผู้นำที่สามารถสร้างการเติบโตได้ท่ามกลางภาวะตลาดที่ท้าทาย โดยแบรนด์หลักอย่าง Satine และ AMBPOMIAL ยังคงครองตำแหน่งอันดับหนึ่งในตลาดได้อย่างมั่นคงเช่นเดิม

 

ขณะเดียวกัน ธุรกิจนมผงถือเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตสำคัญลำดับที่สองของ Yili ด้วยยอดขายนมผงโดยรวมที่ยังคงครองอันดับหนึ่งในตลาดจีนอย่างมั่นคงในปี 2568 ยิ่งไปกว่านั้น ผลิตภัณฑ์นมผงสำหรับทารกยังสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการก้าวขึ้นครองส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่งในประเทศจีนได้เป็นครั้งแรก ขณะที่ธุรกิจโภชนาการสำหรับทารกมีรายได้เติบโตในอัตราเลขสองหลัก นอกจากนี้ ธุรกิจไอศกรีมยังคงรักษาการเติบโตในระดับเลขสองหลัก โดยมีรายได้เข้าใกล้ระดับ 10,000 ล้านหยวน และครองความเป็นผู้นำอุตสาหกรรมยาวนานถึง 31 ปีติดต่อกัน

 

นอกเหนือจากความแข็งแกร่งในตลาดภายในประเทศแล้ว ธุรกิจต่างประเทศของ Yili ยังขยายตัวอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยในปี 2568 รายได้จากต่างประเทศของธุรกิจไอศกรีม ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์หลักในต่างประเทศ เติบโต 10.2% ขณะที่รายได้จากต่างประเทศของผลิตภัณฑ์นมแพะสำหรับทารกพุ่งสูงถึง 50.7% นอกจากนี้ ฐานการผลิตของ Yili ในประเทศนิวซีแลนด์และเนเธอร์แลนด์ยังคงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และส่วนผสมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านการแปรรูปขั้นสูงในระยะยาว ขณะเดียวกัน Yili ยังสร้างเครือข่ายการจัดจำหน่ายระหว่างประเทศหลายระดับ ซึ่งช่วยเสริมสร้างการเข้าถึงตลาดและขีดความสามารถด้านการแข่งขันในภูมิภาคสำคัญทั่วโลก ครอบคลุมทั้งอเมริกาเหนือ ยุโรป โอเชียเนีย และตะวันออกกลาง ปัจจุบัน Yili มีฐานการผลิตรวม 77 แห่งทั่วโลก และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในกว่า 80 ประเทศและภูมิภาค

 

ในฐานะผู้นำของอุตสาหกรรม Yili ไม่เพียงสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่องเท่านั้น หากยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว โดยบริษัทสามารถบรรลุจุดสูงสุดของการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ตั้งแต่ปี 2555 และตั้งเป้าบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนตลอดทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรมภายในปี 2593 จนถึงปัจจุบัน Yili ได้จัดตั้ง "โรงงานสีเขียว" ระดับประเทศรวม 45 แห่ง รวมถึงทุ่งหญ้าปลอดคาร์บอน 1 แห่ง และทุ่งหญ้าคาร์บอนต่ำอีก 4 แห่ง นอกจากนี้ บริษัทยังดำเนินโครงการเพื่อสังคมหลายโครงการภายใต้แนวคิด "Yili Homeland Initiative" อาทิ โครงการอนุรักษ์ช้างเอเชีย และโครงการปลูกต้นฮาโลไซลอน (Haloxylon) เพื่อร่วมส่งเสริมการอนุรักษ์ระบบนิเวศอย่างยั่งยืน

 

ปีนี้ถือเป็นวาระครบรอบ 30 ปีที่ Yili เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ตลอดระยะเวลาสามทศวรรษที่ผ่านมา Yili ได้เติบโตจากโรงงานท้องถิ่นขนาดเล็ก สู่บริษัทผลิตภัณฑ์นมอันดับหนึ่งของเอเชีย และก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นสำคัญของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นมระดับโลก โดยในช่วงเวลาดังกล่าว บริษัทมีรายได้เติบโตกว่า 500 เท่า กำไรเพิ่มขึ้นกว่า 700 เท่า และมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดขยายตัวเกือบ 400 เท่า

 

ในอนาคต บริษัทจะยังคงยึดมั่นในแนวคิดหลัก "ผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง" ดังที่ Pan Gang ประธานกรรมการของ Yili Group ให้ความสำคัญมาโดยตลอด โดยจะเดินหน้าตามเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ระยะยาว ทุ่มเทให้กับการผลิตนมคุณภาพสูง ตลอดจนส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้บริโภคหลายร้อยล้านครัวเรือนทั่วโลก