Tuesday, September 29, 2026

มาห์เลเดินหน้าขยายการผลิตพลังงานหมุนเวียนในไทย

การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ณ โรงงานมาห์เล สยาม ฟิลเตอร์ ซิสเต็มส์

  • มาห์เลเริ่มดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา ขนาดติดตั้ง 1 MWp ณ โรงงานจังหวัดสมุทรปราการ
  • คาดว่าจะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้ปีละประมาณ 1,100 MWh หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 14% ของความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดของโรงงาน
  • ช่วยลดการปล่อยก๊าซ CO₂ ได้ประมาณ 540 ตันต่อปี
  • พร้อมสนับสนุนเป้าหมายของกลุ่มบริษัทในการลดคาร์บอน Scope 1 และ 2 ลงให้ได้ 65% ภายในปี 2573

มาห์เล (MAHLE) ก้าวหน้าไปอีกขั้นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานที่โรงงานผลิตในจังหวัดสมุทรปราการ ด้วยการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ (PV) ประกอบด้วยแผงโซลาร์เซลล์จำนวน 1,639 แผง ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 1 เมกะวัตต์พีค (MWp) โดยคาดว่าระบบดังกล่าวจะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้ราว 1,100 เมกะวัตต์ชั่วโมง (MWh) ซึ่งจะรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าต่อปีของโรงงานแห่งนี้ได้ราว 14% และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ได้สูงสุดถึงปีละ 540 ตัน ทั้งนี้ โครงการโซลาร์รูฟท็อปถือเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนแผนงาน CO₂ Roadmap ของกลุ่มบริษัทมาห์เล ซึ่งตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงจากการดำเนินงาน (Scope 1) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงานที่ซื้อมา เช่น ไฟฟ้า ไอน้ำ ความร้อน และความเย็น (Scope 2) ให้ได้ 65% ภายในปี พ.ศ. 2573

โรงงานสมุทรปราการเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของมาห์เลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และล่าสุดทางโรงงานได้ริเริ่มติดตั้งระบบผลิตพลังงานหมุนเวียนภายในพื้นที่โรงงานเป็นครั้งแรก โดยนายเซโฮ อี (Zeho I) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการและรองประธานบริหาร บริษัท มาห์เล สยาม ฟิลเตอร์ ซิสเต็มส์ จำกัด กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “การผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนใช้เองภายในโรงงาน นอกจากจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นในการดำเนินงานระยะยาวของเราด้วย” พร้อมกับเสริมว่า “พนักงานของเราภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงาน และสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร”

บริษัท มาห์เล สยาม ฟิลเตอร์ ซิสเต็มส์ จำกัด ในจังหวัดสมุทรปราการ เป็นฐานการผลิตที่มีบทบาทมายาวนานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ถูกพัฒนาขึ้นในรูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement: PPA) ทำให้มาห์เลในประเทศไทยสามารถใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนภายในโรงงานได้โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้น ทั้งยังช่วยรักษาเสถียรภาพต้นทุนพลังงานในระยะยาว และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นเจ้าของระบบในอนาคตอย่างค่อยเป็นค่อยไป

โครงการนี้แสดงให้เห็นว่าฐานการผลิตระดับภูมิภาคสามารถมีส่วนร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของกลุ่มมาห์เล โดยการเดินหน้าแผนงานด้านความยั่งยืนให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่นั้นช่วยให้บริษัทลดการปล่อยคาร์บอนในเครือข่ายการผลิตทั่วโลกได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การผลิตพลังงานหมุนเวียนถือเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของกลยุทธ์การลดคาร์บอนของมาห์เล ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การจัดหาไฟฟ้าสีเขียว และการดำเนินมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในพื้นที่ดำเนินงานแต่ละแห่งทั่วโลก


นายเซโฮ อี (Zeho I) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการและรองประธานบริหาร บริษัท มาห์เล สยาม ฟิลเตอร์ ซิสเต็มส์ จำกัด

บริษัท มาห์เล สยาม ฟิลเตอร์ ซิสเต็มส์ จำกัด ในจังหวัดสมุทรปราการ เป็นฐานการผลิตที่มีบทบาทมาอย่างยาวนานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2524 บนพื้นที่รวม 47,300 ตารางเมตร และมีพนักงาน 377 คน รองรับการผลิตชิ้นส่วนหลากหลายประเภทสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ได้แก่ ออยล์คูลเลอร์และออยล์วอร์มเมอร์อะลูมิเนียม, ไส้กรองน้ำมันเครื่อง, ฝาครอบฝาสูบ และหม้อกรองอากาศ โดยให้บริการลูกค้าทั้งในประเทศไทยและตลาดต่างประเทศ โรงงานแห่งนี้จึงมีบทบาทสำคัญในเครือข่ายการผลิตระดับโลกของมาห์เล พร้อมทั้งร่วมขับเคลื่อนความพยายามของบริษัทในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงาน และเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างยั่งยืน


MAHLE expands renewable energy generation in Thailand

การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ณ โรงงานมาห์เล สยาม ฟิลเตอร์ ซิสเต็มส์

  • MAHLE commissions new 1 MWp rooftop solar installation at its Samut Prakan facility in Thailand
  • Installation is expected to generate around 1,100 MWh of renewable electricity annually, covering approximately 14 percent of the plant’s electricity demand
  • Helps to avoid around 540 tons of CO₂ emissions per year
  • Supports MAHLE Group’s target to reduce Scope 1 and 2 CO₂ emissions by 65% by 2030

MAHLE has taken another step in reducing operational emissions at its production facility in Samut Prakan, Thailand. The plant now operates a photovoltaic (PV) system comprising 1,639 solar panels with an installed capacity of 1 megawatt-peak (MWp). The installation is expected to supply approximately 14 percent of the facility’s annual electricity demand, generating around 1,100 MWh of renewable electricity and avoiding up to 540 tons of CO₂ emissions each year. This solar rooftop project supports MAHLE Group’s CO₂ Roadmap, which targets a 65 percent reduction in direct greenhouse gas emissions from operations (Scope 1) and indirect emissions associated with purchased electricity, steam, heating and cooling (Scope 2) by 2030.

As one of the key manufacturing locations in Southeast Asia, the MAHLE Samut Prakan plant has established on-site renewable energy generation capacity for the first time. “Generating renewable electricity directly at our site helps us to reduce emissions while strengthening the long-term resilience of our operations,” said Zeho I, Chief Operating Officer and Executive Vice President of MAHLE Siam Filter Systems. “Our associates take great pride in contributing to a reduction of operational emissions and supporting our sustainability goals.”

MAHLE Siam Filter Systems in Samut Prakan is an established manufacturing location in Southeast Asia.

The solar project has been developed under a Power Purchase Agreement (PPA) model. This enables MAHLE in Thailand to utilize renewable electricity on site without upfront capital investment while ensuring long-term energy cost stability and supporting a gradual transition toward future system ownership.

The project demonstrates how regional manufacturing sites can contribute to MAHLE Group’s transformation efforts. By implementing locally tailored sustainability initiatives, the company continues to advance the decarbonization of its worldwide production network. Renewable energy generation forms one of the key pillars of the decarbonization strategy of MAHLE, alongside energy efficiency improvements, green electricity sourcing and site-specific emission reduction measures across its global operations.

Zeho I, Chief Operating Officer and Executive Vice President of MAHLE Siam Filter Systems.

MAHLE Siam Filter Systems in Samut Prakan is an established manufacturing location in Southeast Asia. Founded in 1981, the plant covers a total area of 47,300 square meters and employs 377 associates. The facility manufactures a range of products for the automotive industry, including aluminum oil coolers and oil warmers, oil filters, cylinder head covers, and air cleaners. Serving customers in Thailand and international markets, the site plays an important role in the global MAHLE production network and contributes to the company’s efforts to reduce operational emissions and increase the use of renewable energy.

นครหนานหนิงปิดฉากการแข่งขันนวัตกรรมและความเป็นผู้ประกอบการ ผลักดันผลงานสู่การต่อยอดเชิงพาณิชย์



การแข่งขันนวัตกรรมและความเป็นผู้ประกอบการสำหรับผู้มีความสามารถจากต่างประเทศ นครหนานหนิง ประเทศจีน ครั้งที่ 9 ประจำปี 2569 (9th China-Nanning Overseas Talent Innovation and Entrepreneurship Competition 2026) รอบชิงชนะเลิศ ณ นครหนานหนิง ได้ปิดฉากลงเมื่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา โดยเป็นส่วนหนึ่งของมหกรรมการแข่งขัน "AI Empowering Industries Super League"

การแข่งขันในปีนี้แบ่งออกเป็น 4 สาขาหลัก ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI), ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ยุคใหม่และวัสดุขั้นสูงที่ใช้โลหะสำคัญ, พลังงานใหม่ การผลิตอุปกรณ์ระดับไฮเอนด์ และเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ (low-altitude economy) รวมถึงชีวการแพทย์และการดูแลสุขภาพ นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มสาขาพิเศษ ASEAN AI โดยมุ่งตอบโจทย์ความต้องการใช้งานจริงของภาคธุรกิจ นิคมอุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมในท้องถิ่น

สำนักประชาสัมพันธ์เทศบาลนครหนานหนิงระบุว่า มีการส่งโครงการด้านนวัตกรรมและความเป็นผู้ประกอบการเข้าร่วมแข่งขันรวมทั้งสิ้น 824 โครงการ โดยมี 581 โครงการผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติอย่างเป็นทางการ ขณะที่โครงการที่เกี่ยวข้องกับ AI มีสัดส่วนสูงถึง 33.9% ของโครงการทั้งหมด

ทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันประกอบด้วยนักวิจัยและผู้ประกอบการจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก อาทิ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหนานหยาง และมหาวิทยาลัยฮ่องกง

การแข่งขันได้เชื่อมโยงกับศูนย์กลางนวัตกรรมสำคัญ อาทิ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเซินเจิ้น รวมถึงปารีส สิงคโปร์ และกรุงเทพฯ สอดคล้องกับรูปแบบการพัฒนาที่เริ่มต้นจากการวิจัยและพัฒนาในปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเขตอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area) ก่อนบูรณาการองค์ความรู้และเทคโนโลยีในกว่างซี (นครหนานหนิง) และนำไปประยุกต์ใช้ในอาเซียน

ในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ทีมนักพัฒนานวัตกรรม 50 ทีมได้นำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการตัดสิน ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคจากบริษัทชั้นนำ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านนิคมอุตสาหกรรม ตลอดจนนักลงทุนในธุรกิจเงินร่วมลงทุนมากประสบการณ์

โครงการที่เข้าร่วมการแข่งขันได้รับการประเมินในหลากหลายมิติ ตั้งแต่นวัตกรรมทางเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญของทีม ความสอดคล้องกับภาคอุตสาหกรรม ศักยภาพทางการตลาด แนวโน้มการเติบโต ไปจนถึงผลกระทบต่อสังคม โดยหลายโครงการแสดงให้เห็นว่ามีศักยภาพสูงในการนำไปพัฒนาเชิงอุตสาหกรรมและปรับใช้ในนครหนานหนิง ตลอดจนสามารถนำไปต่อยอดและสร้างโอกาสทางธุรกิจในตลาดอาเซียน

สำหรับรางวัลในการแข่งขันครั้งนี้แบ่งออกเป็นรางวัลที่หนึ่ง 6 รางวัล รางวัลที่สอง 10 รางวัล รางวัลที่สาม 14 รางวัล รางวัลความเป็นเลิศ 20 รางวัล และรางวัลศักยภาพความร่วมมืออาเซียน (ASEAN Cooperation Potential Award) จำนวน 5 รางวัล

นอกจากนี้ นครหนานหนิงยังได้จัดเตรียมมาตรการสนับสนุนหลากหลายรูปแบบ เพื่อช่วยผลักดันโครงการที่ได้รับรางวัลจากเวทีการแข่งขันไปสู่การต่อยอดเชิงพาณิชย์

โครงการที่ได้รับรางวัลที่หนึ่งและเข้ามาจัดตั้งฐานการดำเนินงานในนครหนานหนิง มีสิทธิได้รับการบรรจุเข้าสู่แผนหย่งเจียง (Yongjiang Plan) ที่มีเป้าหมายดึงดูดผู้มีความสามารถ พร้อมรับเงินทุนสนับสนุนพิเศษสูงสุด 5 ล้านหยวน ส่วนโครงการที่ได้รับรางวัลที่สองและสาม และเข้ามาจัดตั้งฐานการดำเนินงานในนครหนานหนิง สามารถยื่นขอรับเงินทุนสนับสนุนด้านการวิจัยและความเป็นผู้ประกอบการได้ไม่น้อยกว่า 150,000 หยวน

นอกจากนี้ โครงการที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ยังสามารถเข้าถึงมาตรการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ อาทิ พื้นที่ดำเนินงานภายในนิคมอุตสาหกรรม บริการให้คำปรึกษาด้านความเป็นผู้ประกอบการ บริการด้านการลงทุนและการจัดหาแหล่งเงินทุน การสนับสนุนด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี ตลอดจนการสนับสนุนด้านที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีความสามารถ

ในระหว่างการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ยังมีการจัดกิจกรรมจับคู่ทางธุรกิจ เปิดโอกาสให้ทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันได้พบปะโดยตรงกับนิคมอุตสาหกรรม บริษัทชั้นนำ ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ และสถาบันด้านการลงทุนในนครหนานหนิง เพื่อหารือและแสวงหาโอกาสในการสร้างความร่วมมือระหว่างกัน

สำนักประชาสัมพันธ์เทศบาลนครหนานหนิงระบุเพิ่มเติมว่า นครหนานหนิงจะเดินหน้าให้การสนับสนุนทีมที่ได้รับรางวัลอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการจับคู่ทางธุรกิจ การบ่มเพาะและพัฒนาโครงการ รวมถึงการผลักดันนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ตลอดจนขยายความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศในส่วนของเทคโนโลยีและผู้มีความสามารถ พร้อมสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้แก่นักนวัตกรรมจากทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

9th China-Nanning Overseas Talent Innovation and Entrepreneurship Competition Concludes



The final of the 9th China-Nanning Overseas Talent Innovation and Entrepreneurship Competition 2026 concluded in Nanning on Sept. 22 as part of the AI Empowering Industries Super League.

This year's competition featured four core tracks covering artificial intelligence; next-generation electronic information and advanced materials based on critical metals; new energy, high-end equipment manufacturing and the low-altitude economy; and biomedicine and healthcare. A dedicated ASEAN AI track was also introduced, with a strong focus on the practical needs of enterprises, industrial parks and local industries.

The Publicity Department of Nanning City noted that a total of 824 innovation and entrepreneurship projects were submitted, with 581 passing the official eligibility review. AI-related projects accounted for more than 33.9 percent of the total.

Participating teams included researchers and entrepreneurs from leading universities around the world, including Harvard University, the University of Cambridge, the University of Oxford, the National University of Singapore, Nanyang Technological University and the University of Hong Kong.

The competition reached major innovation hubs including Beijing, Shanghai and Shenzhen, as well as Paris, Singapore and Bangkok, aligning with the development model of "R&D in Beijing, Shanghai and the Greater Bay Area, integration in Guangxi (Nanning), and application in ASEAN."

At the final, 50 leading innovation teams competed before a judging panel made up of university and research institute experts, technical leaders from major companies, experienced venture capital investors and industrial park specialists.

Projects were assessed across multiple dimensions, including technological innovation, team expertise, industrial relevance, market potential, growth prospects and social impact. Many of the entries showed strong potential for industrialization and localization in Nanning, while also targeting opportunities in ASEAN markets.

The competition awarded six first prizes, 10 second prizes, 14 third prizes, 20 excellence awards and five ASEAN Cooperation Potential Awards.

Nanning is also offering a range of support measures to help winning projects move from competition to commercialization.

First-prize projects that establish operations in Nanning may be directly included in the city's Yongjiang Plan for leading talent teams and receive up to 5 million yuan in special funding. Second- and third-prize projects that settle in the city may apply for no less than 150,000 yuan in research and entrepreneurship funding.

Qualified projects can also access support including workspace in industrial parks, entrepreneurship mentoring, investment and financing services, technology transfer assistance and housing support for talent.

An industry matchmaking session was held alongside the final, giving participating teams opportunities to meet directly with industrial parks, key enterprises, incubators and investment institutions in Nanning to explore potential cooperation.

The Nanning Publicity Department added that Nanning will continue to support follow-up matchmaking, project incubation and policy implementation for the winning teams, while expanding international exchanges in technology and talent and creating more opportunities for innovators from around the world.

Monday, September 28, 2026

ยูเนี่ยนเพย์ ชูพลัง AI ยกระดับนวัตกรรมการเงิน เชื่อมโยงเศรษฐกิจดิจิทัลจีน-อาเซียน ในงาน CAEXPO ครั้งที่ 23

เมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา งานแสดงสินค้าจีน-อาเซียน (China-ASEAN Expo หรือ CAEXPO) ครั้งที่ 23 ได้เปิดฉากขึ้น ณ นครหนานหนิง เมืองเอกของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ในโอกาสนี้ ตง จวินเฟิง (Dong Junfeng) ประธานของไชน่า ยูเนี่ยนเพย์ (China UnionPay) และยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (UnionPay International) ได้เข้าร่วมงาน พร้อมร่วมการประชุมว่าด้วยความร่วมมือและการพัฒนาทางการเงินจีน-อาเซียน (China-ASEAN Financial Cooperation and Development Forum)

งานมหกรรมในปีนี้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน 3.0 และการฉลองครบรอบ 5 ปีของการสถาปนาความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านจีน-อาเซียน พร้อมมุ่งเน้นไปที่การบูรณาการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ากับภาคเศรษฐกิจจริงอย่างลึกซึ้ง โดยยูเนี่ยนเพย์ได้อาศัยเทคโนโลยี AI และศักยภาพด้านการเชื่อมโยงเครือข่ายการชำระเงินเพื่อยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีนกับอาเซียน ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลให้เติบโตอย่างมีคุณภาพสูง

ขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจจริงด้วย AI สร้างศักยภาพใหม่ให้การเงินดิจิทัลอัจฉริยะในอาเซียน

เพื่อต่อยอดบทบาทของกว่างซีในฐานะประตูเชื่อมสู่ภูมิภาคอาเซียน ยูเนี่ยนเพย์กำลังพัฒนาศูนย์กลางนวัตกรรม "AI + การเงิน" ที่มุ่งเน้นการบูรณาการภายในกว่างซี การให้บริการแก่ภูมิภาคอาเซียน และการขยายการดำเนินงานครอบคลุมภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยความร่วมมือที่อยู่ระหว่างการดำเนินงานประกอบด้วย การพัฒนาชุดข้อมูลด้านการเงินสำหรับใช้ฝึกฝน AI ที่มุ่งเน้นตลาดอาเซียน การประเมินและทดสอบเครือข่ายแบ่งปันบริการ AI ด้านการเงินระหว่างจีนและอาเซียน ตลอดจนการร่วมจัดตั้งพันธมิตรในกว่างซีเพื่อต่อต้านการฉ้อโกงทางโทรคมนาคม

ยูเนี่ยนเพย์เดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงข้ามพรมแดน ด้วยระบบควบคุมความเสี่ยงที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งพัฒนาขึ้นภายในองค์กร โดยการนำระบบยืนยันตัวตนขั้นสูงแบบ Out-of-Band (OOB) มาใช้งาน ช่วยให้ธนาคารที่เข้าร่วมโครงการนำร่องสามารถลดอัตราการฉ้อโกงลงได้ถึง 90% เมื่อเทียบกับระดับก่อนนำระบบมาใช้งาน นอกจากนี้ ยูเนี่ยนเพย์ยังร่วมมือกับผู้ผลิตอุปกรณ์ปลายทางในต่างประเทศเพื่อยกระดับอุปกรณ์ให้มีความอัจฉริยะมากยิ่งขึ้น ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการชำระเงินข้ามพรมแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมยกระดับบริการทางการเงินข้ามพรมแดนให้สะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น

เพื่อให้สอดรับกับแนวคิดหลักของงาน พื้นที่จัดแสดงของยูเนี่ยนเพย์ได้จัดโซน Immersive Experience ที่นำเสนอการใช้งานระบบอัจฉริยะภายในรถยนต์และแว่นตาอัจฉริยะ เพื่อสาธิตศักยภาพของ Agentic Payment Open Protocol (APOP) ในการเชื่อมโยงบริการต่าง ๆ เข้ากับการชำระเงินที่ขับเคลื่อนด้วย AI แบบครบวงจร และรองรับการใช้งานในหลากหลายรูปแบบ การนำเสนอดังกล่าวแสดงถึงประสิทธิภาพของวงจรผลิตภัณฑ์ AI ด้านการเงิน ซึ่งเริ่มต้นจากการวิจัยและพัฒนาในกรุงปักกิ่ง นครเซี่ยงไฮ้ และนครกว่างโจว ก่อนบูรณาการระบบในกว่างซี และนำไปประยุกต์ใช้จริงในประเทศต่าง ๆ ทั่วภูมิภาคอาเซียน อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงคุณค่าเชิงนวัตกรรมของ AI ในการขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจจริงและยกระดับภาคการเงิน

เชื่อมโยงเครือข่ายการชำระเงินข้ามพรมแดน บูรณาการเศรษฐกิจและการค้าระดับภูมิภาค

ภายในงานปีนี้ยังมีการจัดพื้นที่สำหรับจับคู่ความต้องการด้านการจัดซื้อที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยมุ่งเน้นสามหัวข้อหลัก ได้แก่ "การจัดซื้อในจีน" "การส่งออกไปจีน" และ "การลงทุนในจีน" ขณะที่ยูเนี่ยนเพย์ยังคงเดินหน้าพัฒนาระบบบริการชำระเงินสำหรับภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงิน เพื่อยกระดับการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและการค้าในภูมิภาคให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน เครือข่ายการรับชำระเงินของยูเนี่ยนเพย์ครอบคลุม 10 ประเทศในอาเซียน โดยมีร้านค้าที่รองรับการชำระเงินผ่าน QR Code มากกว่า 38 ล้านรายทั่วภูมิภาค นอกจากนี้ ยังให้บริการรับชำระเงินแบบไร้สัมผัส (Contactless) ผ่านเครื่องรับชำระเงิน (POS) และตู้เอทีเอ็ม (ATM) รวมถึงบริการออกบัตรในประเทศต่าง ๆ อย่างครอบคลุม ในหลายประเทศอาเซียน ยูเนี่ยนเพย์ยังเดินหน้าสร้างต้นแบบการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล (G2G) โดยหนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินผ่าน QR Code ระหว่างจีนกับอินโดนีเซีย ซึ่งเปิดให้บริการเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ส่งผลให้จำนวนร้านค้าในต่างประเทศที่รองรับการชำระเงินผ่าน QR Code ของยูเนี่ยนเพย์เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 46 ล้านราย ขณะเดียวกัน ยูเนี่ยนเพย์ยังเดินหน้าผลักดันการเชื่อมโยงมาตรฐานเครือข่ายการชำระเงินและการบูรณาการระบบร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนอีกหลายประเทศ อาทิ ความร่วมมือระหว่างจีนกับเวียดนามที่กำลังมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยการบูรณาการระบบช่วยให้มาตรฐานการชำระเงินมีความสอดคล้องกัน ส่งผลให้ผู้บริโภคชาวจีนสามารถใช้วอลเล็ตของตนชำระเงินในเวียดนามได้ ขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายกำลังดำเนินการเพื่อรองรับการใช้วอลเล็ตของเวียดนามสำหรับการชำระเงินในประเทศจีนเช่นกัน

นอกเหนือจากการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินรายย่อยแล้ว ยูเนี่ยนเพย์ยังคงขยายขอบเขตการให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการจากการขยายธุรกิจข้ามพรมแดนขององค์กรและห่วงโซ่อุตสาหกรรม โดยนำแพลตฟอร์มบริการข้อมูลแบบบูรณาการสำหรับธุรกรรม B2B ข้ามพรมแดนที่พัฒนาขึ้นเอง มาใช้สร้างสรรค์โซลูชันการชำระเงินดิจิทัลเพื่อรองรับรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ อาทิ อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน รวมถึงบริการด้านเที่ยวบินและโรงแรม ตลอดจนเสริมศักยภาพให้แก่พันธมิตรในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ไปพร้อมกัน

ยกระดับบริการผู้บริโภคข้ามพรมแดน ปลดล็อกศักยภาพการจับจ่ายรูปแบบใหม่ด้วย AI

งานแสดงสินค้าในปีนี้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการยกระดับประสบการณ์การบริโภคในชีวิตประจำวัน โดยมีการจัดตั้ง "ตลาดสินค้า AI" ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อส่งเสริมการจับจ่ายข้ามพรมแดนที่ขับเคลื่อนด้วย AI ขณะเดียวกัน เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของนักธุรกิจและผู้บริโภคที่เดินทางมายังประเทศจีน ตั้งแต่การเดินทาง การชอปปิง ไปจนถึงการเดินทางออกจากประเทศ ยูเนี่ยนเพย์ได้เปิดตัวแอปพลิเคชัน Nihao China แพลตฟอร์มอัจฉริยะครบวงจรสำหรับบริการดิจิทัลข้ามพรมแดน เพื่อรองรับความต้องการของภาคธุรกิจและผู้บริโภคจากอาเซียนตลอดการเดินทาง โดย Nihao China รองรับการลงทะเบียนด้วยหมายเลขโทรศัพท์มือถือระหว่างประเทศและอีเมล พร้อมอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถชำระเงินผ่าน QR Code ของจีนได้โดยไม่จำเป็นต้องผูกบัญชีกับบัตรธนาคารของจีน นอกจากนี้ ยังมีบริการช่วยเหลือหลายภาษาถึง 27 ภาษา ครอบคลุมการใช้งานในหลากหลายกรณี อาทิ การชอปปิงข้ามพรมแดน การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การเดินทาง และการจับจ่ายในชีวิตประจำวัน ยิ่งไปกว่านั้น แอปพลิเคชันยังช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทางในการดำเนินการขอคืนภาษี โดยช่วยให้กระบวนการเป็นไปอย่างรวดเร็วและราบรื่นยิ่งขึ้น นับเป็นการเชื่อมโยงบริการด้านการชำระเงินตลอดการเดินทาง พร้อมมอบประสบการณ์ดิจิทัลอัจฉริยะแบบครบวงจรในแพลตฟอร์มเดียว

UnionPay Showcases at the 23rd China-ASEAN Expo

On September 17, the 23rd China-ASEAN Expo opened in Nanning, Guangxi. Dong Junfeng, Chairman of China UnionPay and UnionPay International, attended the event and participated in the China-ASEAN Financial Cooperation and Development Forum.

Centering on the development of the China-ASEAN Free Trade Area 3.0 and marking the fifth anniversary of the China-ASEAN Comprehensive Strategic Partnership, this year's expo focused on deepening the integration of artificial intelligence and the real economy. UnionPay leverages AI technology and connectivity to enhance the effectiveness of China-ASEAN economic and trade cooperation and drive the high-quality development of the digital ecosystem.

Driving AI - Powered Real Economy to Build New Advantages for ASEAN Digital and Intelligent Finance

Based on Guangxi's position as a gateway to the ASEAN region, UnionPay is building an "AI + finance" innovation hub characterized by integrations in Guangxi, service delivery to ASEAN, and wider reach across the Asia-Pacific. Collaborations in progress include the development of ASEAN-oriented financial corpora for AI training, the assessment and testing of the China-ASEAN financial AI service sharing network, and the co-creation of Guangxi's alliance for combating telecom fraud.

Powered by the AI-driven risk control system that it has developed in-house, UnionPay continues to strengthen cross-border risk governance. The Out-of-Band (OOB) enhanced authentication implementation has seen the fraud rate of pilot banks drop by 90% against pre-deployment levels. UnionPay is also collaborating with overseas terminal manufacturers to roll out intelligent upgrades on their devices, effectively preventing cross-border payment risks and making cross-border financial services easier to use and more secure.

Echoing the expo's highlights, the UnionPay exhibition area also featured immersive experience zones for intelligent in-vehicle systems and smart glasses, showing how the Agentic Payment Open Protocol (APOP) framework enables the end-to-end integration of services and AI-powered payment in multiple use cases. The presentations demonstrated the efficacy of the financial AI product cycle that starts with R&D in Beijing, Shanghai, and Guangzhou, integration in Guangxi, and eventually ends with application in the ASEAN nations. They also showcased AI's innovative value in powering the real economy and upgrading the financial sector.

Connecting Cross - Border Payment Rails to Drive Regional Economic and Trade Integration

This year's expo also featured a area for matching supply and demand in AI-powered procurement. Focusing on the three themes of "Procurement in China," "Export to China," and "Investment in China," UnionPay continues to refine its payment service system for ASEAN by strengthening the infrastructure for economic and trade connectivity.

UnionPay's acceptance network has expanded to ten ASEAN countries, covering over 38 million QR merchants in the region. Contactless payment acceptance at POS terminals and ATMs, as well as local card issuance, is also available extensively in these markets. In multiple ASEAN countries, UnionPay is creating benchmarks for cross-border connectivity under the government-to-government cooperation model. A prime example is the China-Indonesia QR payment linkage that went live this past June, bringing the number of UnionPay's overseas QR merchants to over 46 million. The interoperability of payment network standards and the integration of the systems involved have also been completed with many other ASEAN members. For example, the cooperation between China and Vietnam is accelerating. An integration of systems has ensured standards harmonization, allowing Chinese consumers to use their wallets in Vietnam, while work is underway to enable the acceptance of Vietnam-based wallets in China.

Building on retail payment connectivity, UnionPay continues to broaden its service offerings. To meet the needs arising from the cross-border expansion of enterprises and industrial chains, UnionPay leverages its self-developed integrated information service platform for cross-border B2B transactions to create digital payment solutions for emerging business models, such as cross-border e-commerce and flight and hotel services, empowering industry partners in the process.

Upgrading Cross - Border Consumer Services to Unlock Potential for New Use Cases of AI - Powered Purchasing

This year's expo placed a strong focus on the upgrade of everyday consumption. A first-ever "AI product marketplace" was set up that promoted cross-border AI-driven consumer purchasing. Addressing the various needs of business people and consumers visiting China during their travel cycles, which ranges from transport, shopping to the final departure from the country, UnionPay has launched the Nihao China App, an all-in-one platform of intelligent and digital cross-border services. The solution targeted the above needs of the ASEAN businesses and consumers during the expo. Supporting easy sign-up with international mobile numbers and email addresses, the Nihao China App allows users to pay via Chinese QR codes without needing to link a Chinese bank card. The app provides multilingual assistance across high-frequency use cases in 27 languages, such as cross-border shopping, cultural tourism, transit, and everyday purchases. The app also facilitates departure tax refunds by streamlining the process for travelers, closing the payment loop with an intelligent, all-inclusive service.

Thursday, September 24, 2026

วิทยาลัยเยียนไถ ผลักดันอาชีวศึกษาจีนสู่สากล ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านยานยนต์พลังงานใหม่สู่มาเลเซีย

 วิทยาลัยอาชีวศึกษาเยียนไถ

เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา วิทยาลัยอาชีวศึกษาเยียนไถ (Yantai Vocational College) ได้ส่งอาจารย์สองท่าน ได้แก่ จ้าว อวี่หู (Zhao Yuhu) และ หวัง กวงอี้ (Wang Guangyi) เดินทางไปยังสถาบันการศึกษาสองแห่งในประเทศมาเลเซีย ได้แก่ KWT Technical College และ Universiti Malaysia Perlis (UniMAP) เพื่อดำเนินโครงการฝึกอบรมให้แก่คณาจารย์ด้านเทคโนโลยียานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) เป็นระยะเวลา 15 วัน โครงการดังกล่าวต่อยอดจากความสำเร็จในการพัฒนาหลักสูตร NEV ของทางวิทยาลัยฯ ภายใต้โครงการระดับชาติ "Double High-Level" รวมถึงความร่วมมือกับ BYD Industrial College ในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับสถาบันการศึกษา โดยโครงการได้จัดการฝึกอบรมอย่างเป็นระบบให้แก่คณาจารย์จากมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยอาชีวศึกษาในมาเลเซีย ครอบคลุมเทคโนโลยีหลักสามด้านของ NEV ได้แก่ แบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า และระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ โครงการยังนำเสนอโครงสร้างหลักสูตร NEV และรูปแบบการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติของจีน นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่เป็นรูปธรรมของวิทยาลัยฯ ในการผลักดันอาชีวศึกษาจีนสู่ระดับนานาชาติ และสนับสนุนความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ

"เราเคยเข้าร่วมโครงการฝึกอบรมระยะสั้นในประเทศจีนมาแล้ว แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีทั้งประสบการณ์ตรงในภาคอุตสาหกรรมและความเชี่ยวชาญด้านอาชีวศึกษา" มูฮัมหมัด ไฮซีร์ (Mohd Haidzir) อาจารย์ผู้เข้าร่วมโครงการกล่าว พร้อมเสริมว่าโครงการดังกล่าวเป็นประสบการณ์ที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง โดยการฝึกอบรมครั้งนี้ดำเนินการภายใต้รูปแบบ "China-Malaysia Dual-Track" (แนวทางคู่ขนานจีน-มาเลเซีย) ซึ่งผสมผสานการเรียนการสอนภาคทฤษฎี การสาธิตหลักสูตร การฝึกปฏิบัติกับยานยนต์จริง และการสัมมนาในหัวข้อเฉพาะทางเข้าด้วยกัน แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยให้คณาจารย์ชาวมาเลเซียมีความเข้าใจอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับเทคโนโลยีหลักของ NEV แต่ยังช่วยถ่ายทอดมาตรฐานวิชาชีพ มาตรฐานหลักสูตร และมาตรฐานการพัฒนาบุคลากรสำหรับหลักสูตร NEV ของวิทยาลัยฯ สู่การจัดการเรียนการสอนและการฝึกอบรมอย่างเป็นรูปธรรม โครงการดังกล่าวจึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการถ่ายทอดเทคโนโลยี NEV และองค์ความรู้ด้านอาชีวศึกษาของจีนสู่มาเลเซีย พร้อมทั้งเปิดแนวทางใหม่สำหรับความร่วมมือระหว่างประเทศที่มุ่งเน้นการฝึกอบรมด้านเทคนิค เสริมด้วยความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับสถาบันการศึกษา และมุ่งมั่นในการพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากร

โครงการดังกล่าวได้เปิดแนวทางใหม่ในการส่งเสริมความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาและอุตสาหกรรมระหว่างจีนกับมาเลเซีย พร้อมเป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการแบ่งปันองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และรูปแบบการฝึกอบรมของวิทยาลัยอาชีวศึกษาจีนสู่นานาชาติ