Tuesday, July 7, 2026

เอ็นเอ็กซ์ โลจิสติคส์ ประเทศไทย เข้าร่วมการทดสอบสาธิตเดินรถไฟข้ามพรมแดนไทย-ลาว โดยบริษัทรถไฟขนส่งสินค้าญี่ปุ่น

- ตรวจสอบความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของบริการขนส่งทางรถไฟข้ามพรมแดนรูปแบบใหม่ผ่านการดำเนินงานจริง -

บริษัท นิปปอน เอ็กซ์เพรส โลจิสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (ต่อจากนี้จะเรียกว่า "เอ็นเอ็กซ์ โลจิสติคส์ ประเทศไทย") ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม นิปปอน เอ็กซ์เพรส โฮลดิงส์ อิงค์ (NIPPON EXPRESS HOLDINGS, INC.) ได้เข้าร่วมการทดสอบสาธิตเดินรถไฟข้ามพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับลาว ซึ่งดำเนินการโดยบริษัทรถไฟขนส่งสินค้าญี่ปุ่น (Japan Freight Railway Company ต่อจากนี้จะเรียกว่า "JR Freight") โดยพิธีปล่อยขบวนรถไฟจัดขึ้น ณ สถานีชลบุรี ประเทศไทย เมื่อวันอังคารที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา

ภูมิหลัง

ท่ามกลางการขยายตัวของคลัสเตอร์อุตสาหกรรมการผลิต และการไหลเวียนของกิจกรรมโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้นระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เดินหน้าพัฒนาเครือข่ายการขนส่งระหว่างประเทศที่มีความมั่นคงและมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานการผลิตหลักของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีบทบาทสำคัญในเครือข่ายโลจิสติกส์ระดับภูมิภาค ได้มีการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งที่เชื่อมโยงเขตอุตสาหกรรม ท่าเรือ และพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านรถไฟก็เร่งตัวขึ้นผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น การพัฒนาทางคู่ การขยายเส้นทาง และการพัฒนาสถานีขนส่งสินค้า ซึ่งก่อให้เกิดความคาดหวังมากขึ้นว่า การขนส่งสินค้าทางรถไฟจะเป็นรูปแบบการขนส่งที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งเพิ่มทางเลือกการขนส่งให้มีความหลากหลายมากขึ้น

ขณะเดียวกัน การขนส่งสินค้าทางรถไฟในประเทศไทยยังไม่ถือว่าเป็นตัวเลือกการขนส่งที่เป็นมิตรกับผู้ส่งสินค้าอย่างเต็มที่ เนื่องจากความซับซ้อนของขั้นตอนและกฎระเบียบในการดำเนินงาน โดยเฉพาะสำหรับบริษัทญี่ปุ่น อุปสรรคในทางปฏิบัติยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้มีความจำเป็นต้องตรวจสอบด้วยการดำเนินงานจริง และส่งเสริมความคิดริเริ่มต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์

ด้วยเหตุนี้ เอ็นเอ็กซ์ โลจิสติคส์ ประเทศไทย จึงเข้าร่วมการทดสอบสาธิตครั้งนี้ เพื่อร่วมมือกับ JR Freight ในการศึกษาธุรกิจการขนส่งสินค้าทางรถไฟในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ภาพรวมของการทดสอบสาธิต

ในการสาธิตขนส่งสินค้าทางรถไฟระหว่างไทย-ลาว ซึ่งดำเนินการโดย JR Freight ได้มีการใช้ขบวนรถไฟขนส่งสินค้าประจำของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในการขนส่งแบบไป-กลับ ระหว่างสถานีชลบุรีในประเทศไทย กับสถานีท่าบกท่านาแล้งในประเทศลาว โดยใช้ตู้คอนเทนเนอร์ที่จัดเตรียมโดยผู้ให้บริการขนส่งสินค้าของญี่ปุ่นสามราย หนึ่งในนั้นคือตู้คอนเทนเนอร์ของเอ็นเอ็กซ์ กรุ๊ป ซึ่งบรรทุกพาเลทเหล็กจำนวน 16 พาเลท พร้อมติดตั้งอุปกรณ์บันทึกข้อมูล (data logger*) เพื่อใช้เก็บข้อมูลระหว่างการขนส่ง เช่น ระดับแรงสั่นสะเทือน เป็นต้น

* อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับวัดข้อมูลสภาพแวดล้อมและค่าทางกายภาพต่าง ๆ โดยอัตโนมัติผ่านเซนเซอร์ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น แรงดันไฟฟ้า ความดัน และแรงกระแทก โดยสามารถบันทึกและจัดเก็บข้อมูลได้อย่างต่อเนื่องในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

การขนส่งโดยใช้ตู้คอนเทนเนอร์ของเอ็นเอ็กซ์ กรุ๊ป

- เส้นทาง: สถานีชลบุรี ประเทศไทย - สถานีท่าบกท่านาแล้ง ประเทศลาว

- ระยะทางการขนส่ง: ประมาณ 650 กิโลเมตร

- รายละเอียดการขนส่ง: การขนส่งสาธิตแบบไป-กลับ โดยใช้ตู้คอนเทนเนอร์ของเอ็นเอ็กซ์ กรุ๊ป

- สินค้าที่บรรทุก: พาเลทเหล็ก 16 พาเลท พร้อมติดตั้งอุปกรณ์บันทึกข้อมูล

- รายการตรวจสอบหลัก: การผ่านพิธีการศุลกากร คุณภาพการขนส่ง แรงสั่นสะเทือน ระยะเวลาในการขนส่ง ต้นทุนการขนส่ง เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางรถไฟ และรูปแบบการดำเนินงาน

เอ็นเอ็กซ์ กรุ๊ป ยังคงมุ่งมั่นที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าด้วยการให้บริการด้านโลจิสติกส์ที่มีคุณภาพสูง และส่งเสริมแนวคิดริเริ่มที่มุ่งสู่การสร้างสังคมที่ยั่งยืน

เกี่ยวกับเอ็นเอ็กซ์ กรุ๊ป: https://drive.google.com/file/d/1mbvBL6C8THZNrR5LREgGeafNkEdaAmV-/view?usp=drive_link

เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของเอ็นเอ็กซ์ กรุ๊ป: https://www.nipponexpress.com/

บัญชีลิงด์อินอย่างเป็นทางการของเอ็นเอ็กซ์ กรุ๊ป: https://www.linkedin.com/company/nippon-express-group/

ที่มา: นิปปอน เอ็กซ์เพรส โฮลดิงส์ อิงค์

NX Logistics Thailand Participates in JR Freight's Thailand-Laos Cross-border Rail Demonstration Test

- Verifying Commercial Viability of New Cross-border Rail Logistics Service through Actual Operations -

Nippon Express Logistics (Thailand) Co., Ltd. (hereinafter "NX Logistics Thailand"), a group company of NIPPON EXPRESS HOLDINGS, INC., has participated in a cross-border rail demonstration test between Thailand and Laos being conducted by Japan Freight Railway Company (hereinafter "JR Freight"), and a departure ceremony took place at Chonburi Station in Thailand on Tuesday, June 16.

Background

Against a backdrop of expanding manufacturing clusters and increasingly active logistics flows with neighboring countries, Southeast Asia has been moving ahead with the development of stable and efficient international transportation networks. Thailand in particular plays a central role in the region's broader logistics network as one of Southeast Asia's leading manufacturing bases, and has been enhancing transport infrastructure linking industrial zones, ports and border areas. In recent years, investment in rail infrastructure has also been accelerating through projects such as double-tracking, route extensions and freight station development, heightening expectations for rail freight transport as a transportation mode that can help reduce environmental impact while diversifying transport options.

At the same time, rail freight transport in Thailand has not yet become fully established as a user-friendly transportation option for shippers due to the complexity of procedures and operational rules. For Japanese companies in particular, practical hurdles remain high, making it important to conduct verification through actual operations and promote initiatives toward commercialization.

Against this backdrop, NX Logistics Thailand participated in this demonstration transport to cooperate with JR Freight in its study of freight rail transport business in Southeast Asia.

Overview of the demonstration test

In this Thailand-Laos rail freight demonstration transport conducted by JR Freight, a regular freight train operated by the State Railway of Thailand (SRT) was used to conduct round-trip transportation between Chonburi Station in Thailand and Thanaleng Dry Port Station in Laos, using containers arranged by three Japanese forwarders, including one NX Group-owned container. The NX Group-owned container was loaded with 16 steel pallets fitted with data loggers*, enabling the acquisition of data such as vibration levels during transport.

* An electronic measuring device that automatically measures various environmental data and physical quantities, such as temperature, humidity, voltage, pressure and shock, through sensors and continuously records and stores them over a certain period

Transportation using the NX Group-owned container

- Route: Chonburi Station, Thailand - Thanaleng Dry Port Station, Laos

- Transport distance: Approximately 650 km

- Transport details: Round-trip demonstration transport using an NX Group-owned container

- Cargo loaded: 16 steel pallets fitted with data loggers

- Main verification items: Customs clearance, transport quality, vibration, lead time, transport costs, rail-related documentation and operational schemes

The NX Group remains committed to meeting customers' needs by providing high-quality logistics services and promoting initiatives aimed at realizing a sustainable society.

About the NX Group: https://drive.google.com/file/d/1mbvBL6C8THZNrR5LREgGeafNkEdaAmV-/view?usp=drive_link

NX Group official website: https://www.nipponexpress.com/

NX Group's official LinkedIn account: https://www.linkedin.com/company/nippon-express-group/

Source: NIPPON EXPRESS HOLDINGS, INC.

เปิดฉากนิทรรศการสมบัติชาติสุดยิ่งใหญ่ ชูเทคโนโลยีดิจิทัลเปิดประสบการณ์ชมโบราณวัตถุในมิติใหม่

 งานประชุมวัฒนธรรมราชวงศ์หมิง ประจำปี 2569

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา นิทรรศการสำคัญในธีม "World Heritage Splendor, Cultural Renaissance - Ming Dynasty Cultural Relics" (วิจิตรตระการตามรดกโลก พลิกฟื้นวัฒนธรรมรุ่งเรือง - โบราณวัตถุแห่งราชวงศ์หมิง) ได้เปิดประตูต้อนรับสาธารณชนให้เข้าชมอย่างเป็นทางการแล้ว นิทรรศการนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นไฮไลต์ส่วนหนึ่งของงานประชุมวัฒนธรรมราชวงศ์หมิง (Ming Dynasty Culture Forum) ประจำปี 2569 ณ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวสุสานหลวงราชวงศ์หมิง และอาคารจัดแสดงนิทรรศการ หมายเลข 1 บริเวณโบราณสถานสุสานติ้งหลิง โดยมีกำหนดจัดแสดงเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม ถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ปูทางสู่การยกระดับคุณค่าทางวัฒนธรรมในงานประชุมครั้งนี้

นิทรรศการในครั้งนี้เป็นการผนึกกำลังข้ามภูมิภาคของ 6 สถาบันทางวัฒนธรรมและพิพิธภัณฑ์ชั้นนำ ได้แก่ พิพิธภัณฑ์พระราชวัง พิพิธภัณฑ์นครปักกิ่ง สุสานบรรพชนราชวงศ์หมิง สุสานหลวงราชวงศ์หมิง สุสานหมิงเสี้ยวหลิง และสุสานเสี่ยนหลิง โดยร่วมมือกับคลังโบราณวัตถุจากสุสานติ้งหลิง เพื่อขนทัพโบราณวัตถุชิ้นเอกแห่งราชวงศ์หมิงมาจัดแสดงรวมกันกว่า 70 ชุด สำหรับไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดอยู่ที่โซน "Five Crowns United" (เบญจมงกุฎ) ซึ่งเป็นการโคจรมาพบกันของมงกุฎหลวงทั้ง 5 องค์ที่ขุดค้นพบจากสุสานติ้งหลิง โดยจัดแสดงองค์จริงควบคู่ไปกับเทคโนโลยีบูรณะด้วยระบบดิจิทัล ชุบชีวิตความวิจิตรตระการตาของฉลองพระองค์และระบบราชพิธีของจักรพรรดิราชวงศ์หมิงให้กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง นอกจากนี้ยังมีโซน "Five Mausoleums" (5 สุสานหลวง) ที่รวบรวมโบราณวัตถุชิ้นเด่นและนิทรรศการภาพจากสุสานจักรพรรดิแห่งต่าง ๆ ทั่วประเทศจีน มาร่วมเปิดมุมมองให้เห็นเอกภาพและความหลากหลายของวัฒนธรรมราชพิธีในยุคราชวงศ์หมิงครบทุกมิติ

นิทรรศการนี้นำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาหลอมรวมอย่างลึกซึ้ง ทลายขีดจำกัดของการจัดแสดงโบราณวัตถุแบบเดิม ๆ โดยปลุกชีวิตประวัติศาสตร์ผ่านเทคโนโลยีการสแกน 3 มิติ, เทคโนโลยีฝาแฝดดิจิทัล, แอนิเมชันจำลองเครื่องศิราภรณ์ และระบบจอสัมผัสอินเตอร์แอคทีฟที่เปิดให้ผู้ชมสืบค้นข้อมูลโบราณวัตถุได้อย่างสนุกสนาน ช่วยสร้างความรู้สึกร่วมและดึงดูดให้ผู้เข้าชมได้ดื่มด่ำกับนิทรรศการอย่างเต็มอิ่ม นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัวสินค้าที่ระลึกเชิงสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรมควบคู่ไปกับผลงานดิจิทัลคอลเลกชัน ให้ได้เลือกซื้อทั้งในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์พร้อมกัน ยกระดับการเรียนรู้ทรัพยากรทางวัฒนธรรมจากการเป็นเพียง "วัตถุจัดแสดงในตู้กระจก" ให้กลายเป็นสิ่งที่ "มองเห็น สัมผัส และนำกลับ" ได้จริง

ที่มา: งานประชุมวัฒนธรรมราชวงศ์หมิง ประจำปี 2569

National Treasures Gather for Special Exhibition - Digital Experience Unveils New Ways to Engage with Artifacts


 The Ming Dynasty Culture Forum 2026

On July 4, the thematic exhibition "World Heritage Splendor, Cultural Renaissance - Ming Dynasty Cultural Relics" opened to the public as part of the Ming Dynasty Culture Forum 2026. Located at the Ming Tombs Visitor Center and Exhibition Hall No. 1 at the Dingling Mausoleum site, the exhibition will run for one month and serves as a major supporting cultural achievement of the forum.

This exhibition marks a cross-regional collaboration among six cultural and museum institutions: the Palace Museum, the Capital Museum, the Ming Ancestors' Mausoleum, the Ming Imperial Mausoleum, the Ming Xiaoling Mausoleum, and the Xianling Mausoleum. Together with the Dingling Mausoleum collection, the exhibition showcases over 70 sets of exquisite Ming Dynasty artifacts. The highlight of the exhibition is the "Five Crowns United" section, where five royal crowns unearthed from Dingling are displayed together through a combination of physical artifacts and digital restoration technology, recreating the grandeur of Ming imperial attire and ceremonial systems. The "Five Mausoleums" section brings together representative artifacts and visual materials from imperial mausoleums across China, offering a comprehensive presentation of the unity and diversity of Ming imperial ceremonial culture.

The exhibition deeply integrates digital technology, breaking the limits of traditional static displays. Through 3D scanning, digital twin technology, animated crown demonstrations, and interactive artifact touchscreen inquiry systems, visitors are immersed in an engaging experience. Complementary cultural and creative products, integrated with digital collectibles, are available both online and offline simultaneously, transforming cultural resources from "static display" into something that can be "seen, touched, and taken away."

Source: The Ming Dynasty Culture Forum 2026

งานประชุมวัฒนธรรมราชวงศ์หมิง ประจำปี 2569 เปิดฉากยิ่งใหญ่ ณ สุสานหลวงราชวงศ์หมิง ชูแนวคิด "วิจิตรตระการตามรดกโลก พลิกฟื้นวัฒนธรรมรุ่งเรือง"

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา งานประชุมวัฒนธรรมราชวงศ์หมิง (Ming Dynasty Culture Forum) ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด "World Heritage Splendor, Cultural Renaissance" (วิจิตรตระการตามรดกโลก พลิกฟื้นวัฒนธรรมรุ่งเรือง) ได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยวสุสานหลวงราชวงศ์หมิงในเขตฉางผิง งานนี้เป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของบุคคลระดับแถวหน้า ทั้งนักประวัติศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านมรดกทางวัฒนธรรม บุคลากรในแวดวงการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม ตลอดจนผู้ที่หลงใหลในวัฒนธรรมราชวงศ์หมิงจากทั่วประเทศ งานประชุมนี้มีขึ้นเพื่อร่วมสำรวจคุณค่าร่วมสมัยของวัฒนธรรมราชวงศ์หมิง ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ การสัมมนาทางวิชาการ นิทรรศการพิเศษ การเสวนาคู่ขนาน และการจัดแสดงด้วยนวัตกรรมดิจิทัล ทั้งยังอาศัยความได้เปรียบอันเป็นเอกลักษณ์ของเขตฉางผิง ซึ่งตั้งอยู่บนจุดตัดของเส้นทางสายวัฒนธรรมหลักทั้ง 3 สาย มาร่วมนำเสนอแนวทางใหม่ในการอนุรักษ์และต่อยอดวัฒนธรรมดั้งเดิมอันล้ำค่าของจีนให้เกิดนวัตกรรมที่สร้างสรรค์ต่อไป



งานประชุมระยะเวลา 2 วันนี้ แบ่งออกเป็น 4 ไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ พิธีเปิดงาน, การเสวนาคู่ขนาน 4 หัวข้อ, การประชุมสัมมนาทางวิชาการในวาระครบรอบ 70 ปีแห่งการขุดค้นสุสานติ้งหลิง และนิทรรศการพิเศษจัดแสดงโบราณวัตถุสมัยราชวงศ์หมิง งานนี้ผสานความลุ่มลึกทางวิชาการ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และสร้างแรงกระเพื่อมในสังคมได้อย่างลงตัว พร้อมยกระดับสู่การเป็นเวทีระดับชาติในการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมราชวงศ์หมิง ที่ทั้งมีความเป็นมืออาชีพ ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีล้ำสมัย และก้าวไกลสู่สายตาชาวโลก

พิธีเปิดสุดยิ่งใหญ่ รวมพลผู้เชี่ยวชาญระดับแถวหน้า ร่วมพลิกฟื้นวัฒนธรรมหมิง เชื่อมโยงอดีตสู่ปัจจุบัน

ณ เวลา 9:00 น. พิธีเปิดงานได้เริ่มต้นขึ้นอย่างตื่นตาตื่นใจด้วยภาพยนตร์สั้นสุดสมจริงด้วยเทคโนโลยี AI ในชื่อ "Chang Xiaoming Takes You on a Tour of Ming Culture" (ฉางเสี่ยวหมิงพาทัวร์วัฒนธรรมหมิง) โดยมีมนุษย์เสมือนจริงในรูปแบบโฮโลแกรมอย่าง "ฉางเสี่ยวหมิง" พาทุกคนข้ามมิติไปยังสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของราชวงศ์หมิง ไม่ว่าจะเป็นพระราชวังต้องห้าม เมืองก่งหัว ด่านจวียง และสุสานราชวงศ์หมิง ซึ่งการผสานโลกเสมือนและโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างแนบเนียนนี้ ได้ช่วยชุบชีวิตภาพภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ตระการตาของราชวงศ์หมิงให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ไฮไลต์สำคัญในพิธีเปิดอยู่ที่การกล่าวปาฐกถาพิเศษ 3 หัวข้อหลัก ซึ่งถือเป็นแกนกลางทางวิชาการของงานในครั้งนี้ โดยศาสตราจารย์ เหมา เพ่ยฉี (Mao Peiqi) จากมหาวิทยาลัยเหรินหมินแห่งประเทศจีน และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ประจำสมาคมศึกษาประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิงแห่งประเทศจีน ได้บรรยายในหัวข้อ "The Ming Dynasty: A Crucial Stage in the Development of a Unified Multi-Ethnic China" (ราชวงศ์หมิง: ช่วงเวลาสำคัญในการพัฒนาประเทศจีนอันเป็นปึกแผ่นของหลากหลายชาติพันธุ์) เพื่อฉายภาพให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของราชวงศ์หมิงในการวางรากฐานหลอมรวมชาติพันธุ์อันหลากหลายให้เป็นหนึ่งเดียว ขณะที่ซ่าน จี้เสียง (Shan Jixiang) ภัณฑารักษ์คนที่ 6 ของพิพิธภัณฑ์พระราชวัง ได้ร่วมถ่ายทอดในหัวข้อ "The Chinese Cultural Heritage and Cultural Confidence" (มรดกทางวัฒนธรรมของจีนและความเชื่อมั่นทางวัฒนธรรม) เพื่อเผยให้เห็นความสำคัญในยุคปัจจุบันของการอนุรักษ์วัฒนธรรมหมิงผ่านมุมมองของการปกป้องมรดก และปิดท้ายด้วยเฉิน เซียวซาน (Chen Xiaoshan) นักวิจัยจากสถาบันประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ สังกัดสถาบันวิทยาศาสตร์จีน ที่มาเจาะลึกเรื่องการแลกเปลี่ยนระหว่างจีนกับต่างประเทศในสมัยราชวงศ์หมิง โดยวิเคราะห์ผลกระทบอันลึกซึ้งของการหลั่งไหลเข้ามาของพืชผลและสินค้าจากทวีปอเมริกาที่มีต่อโครงสร้างสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมจีน

บรรยากาศภายในงานยังได้รับการร้อยเรียงอย่างสละสลวยด้วยการแสดงดนตรีประกอบบทกวีสมัยราชวงศ์หมิงเรื่อง "Song of Tomorrow" (บทเพลงแห่งวันพรุ่งนี้) ซึ่งท่วงทำนองอันไพเราะอ่อนช้อยนี้ได้ถ่ายทอดแนวคิดเชิงปรัชญาของเหล่าปัญญาชนในยุคหมิงออกมาได้อย่างลึกซึ้ง นอกจากนี้ อีกหนึ่งไฮไลต์ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้ร่วมงานคือเทคโนโลยีโฮโลแกรมอินเตอร์แอคทีฟในชุด "Chang Xiaoming: A Record of Ming Dynasty Knowledge" (ฉางเสี่ยวหมิง: บันทึกองค์ความรู้แห่งราชวงศ์หมิง) โดยมนุษย์ดิจิทัลรายนี้ได้ร่วมโต้ตอบกับโบราณวัตถุที่จัดแสดง พร้อมเปิดฉากบทสนทนาเสมือนจริงกับเหล่านักปราชญ์แห่งราชวงศ์หมิง เกิดเป็นเวทีแลกเปลี่ยนทางปัญญาครั้งสำคัญที่ก้าวข้ามกาลเวลากว่า 6 ศตวรรษ

ขณะเดียวกัน ในช่วงการเสวนา สามผู้เชี่ยวชาญผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ หลิว โจว (Lyu Zhou) จากมหาวิทยาลัยชิงหวา, ถัง เกิงเซิ่ง (Tang Gengsheng) จากสมาคมวิจัยจูหยวนจาง และหู ฮั่นเซิง (Hu Hansheng) ผู้เชี่ยวชาญด้านมรดกทางวัฒนธรรมประจำสุสานราชวงศ์หมิง ได้ร่วมเปิดประเด็นเจาะลึกแลกเปลี่ยนทัศนะเกี่ยวกับความเป็นไปได้และความจำเป็นในการพัฒนาโครงการธีมพาร์ควัฒนธรรมราชวงศ์หมิง

4 ปีแห่งความมุ่งมั่น: ฉางผิงเดินหน้ายกระดับแบรนด์เมืองวัฒนธรรมราชวงศ์หมิง

นับตั้งแต่ที่ได้เปิดตัวงานประชุมวัฒนธรรมราชวงศ์หมิงเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2565 เขตฉางผิงก็ได้เดินหน้าขับเคลื่อนแบรนด์วัฒนธรรมราชวงศ์หมิงอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน โดยจนถึงปัจจุบัน เวทีแห่งนี้ได้จัดการประชุมหลักไปแล้ว 5 ครั้ง การเสวนาคู่ขนาน 23 หัวข้อ และการสัมมนาทางวิชาการอีก 3 ครั้ง ควบคู่ไปกับการจัดนิทรรศการโบราณวัตถุในธีมพิเศษ 12 ครั้ง และกิจกรรมบรรยายในซีรีส์ "Ming Dynasty Lecture Series" อีก 36 ครั้ง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา งานนี้ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศกว่า 270 ท่านมาร่วมแชร์มุมมอง โดยมียอดผู้เข้าร่วมงานสะสมรวมกว่า 2,600 คน นอกจากนี้ ผลงานวิจัยทางวิชาการที่ตกผลึกจากการประชุมยังได้รับการรวบรวมและตีพิมพ์แล้วถึง 10 เล่ม ตอกย้ำความสำเร็จของเวทีนี้ในการก้าวสู่การเป็นแพลตฟอร์มชั้นนำระดับโลกสำหรับการศึกษาวิจัยและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมราชวงศ์หมิง

เขตฉางผิงอาศัยความได้เปรียบอันเป็นเอกลักษณ์ โดยเป็นเขตเดียวในกรุงปักกิ่งที่เป็นจุดตัดของเส้นทางสายวัฒนธรรมหลักทั้ง 3 สาย จึงได้เดินหน้าพัฒนาระบบอนุรักษ์วัฒนธรรมราชวงศ์หมิงอย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการบูรณะปฏิสังขรณ์แหล่งมรดกโลกสุสานราชวงศ์หมิง การจับมือสร้างเครือข่ายจัดนิทรรศการร่วมกับกลุ่มสุสานจักรพรรดิราชวงศ์หมิงทั่วประเทศ ไปจนถึงการสร้างแพลตฟอร์มจัดแสดงวัฒนธรรมราชวงศ์หมิงในรูปแบบดิจิทัล นอกจากนี้ การสร้างสรรค์ลิขสิทธิ์ (IP) อย่าง "ฉางเสี่ยวหมิง" และมินิโปรแกรมจัดนิทรรศการออนไลน์ ยังประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สนใจในวัฒนธรรมราชวงศ์หมิงผ่านกลยุทธ์การสื่อสารที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ขณะเดียวกัน เขตฉางผิงยังได้ยกระดับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ด้วยการเชื่อมโยงด่านจวียง น้ำพุไป่ฟู่ และสุสานราชวงศ์หมิง เข้าไว้ด้วยกันเป็นเส้นทางท่องเที่ยวสายวัฒนธรรมราชวงศ์หมิงแบบเบ็ดเสร็จ พร้อมทั้งจัดตั้งแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ ทั้งในด้านการแพทย์แผนจีน มรดกทางวัฒนธรรมดิจิทัล และการอนุรักษ์กำแพงเมืองจีน เพื่อผสานทรัพยากรทางวัฒนธรรมให้ขับเคลื่อนไปพร้อมกับการพัฒนาในภาคอุตสาหกรรม และด้วยแรงหนุนจากการรายงานข่าวอย่างเป็นระบบของสื่อรายใหญ่ ๆ ในจีน เขตฉางผิงจึงสามารถผลักดันวัฒนธรรมราชวงศ์หมิงให้ขจรขจายสู่สายตาชาวโลกได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับอนาคตข้างหน้า เขตฉางผิงพร้อมปักหมุดหมายใหม่โดยใช้เวทีงานประชุมนี้เป็นตัวขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์เชิงลึกใน 5 ทิศทางหลัก ได้แก่ การสร้างกลไกการวิจัยระยะยาวร่วมกับสมาคมศึกษาประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิงแห่งประเทศจีน เพื่อยกระดับเวทีแลกเปลี่ยนทางวิชาการ, การเร่งเดินหน้าแผนงานและการก่อสร้างโครงการธีมพาร์ควัฒนธรรมราชวงศ์หมิงเพื่อบูรณาการทรัพยากรทางวัฒนธรรมในพื้นที่สุสานหลวงฯ อย่างเป็นระบบ, การนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้อนุรักษ์มรดกให้เข้มข้นยิ่งขึ้นด้วยระบบจัดแสดงดิจิทัลและการยกระดับเทคโนโลยีตรวจเฝ้าระวังโบราณวัตถุ, การผลักดันการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมอย่างเต็มรูปแบบบนเส้นทางสายวัฒนธรรมทั้ง 3 สาย เพื่อปั้น IP การท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมหมิงที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และการขยายขีดความสามารถด้านการสื่อสารในระดับสากล เพื่อเดินหน้าถ่ายทอดเรื่องราวความรุ่งเรืองของอารยธรรมราชวงศ์หมิงสู่สายตาชาวโลก จากความมุ่งมั่นทั้งหมดนี้ เขตฉางผิงตั้งเป้าที่จะนำมรดกโลกอันล้ำค่านี้มาเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการพัฒนาเมืองอย่างมีคุณภาพ พร้อมทั้งร่วมเป็นกำลังสำคัญในการหนุนส่งกรุงปักกิ่งสู่การเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมระดับชาติ

ที่มา: งานประชุมวัฒนธรรมราชวงศ์หมิง ประจำปี 2569

"World Heritage Splendor, Cultural Renaissance", Ming Dynasty Culture Forum 2026 Opens at Ming Tombs Scenic Area

On July 4, the Ming Dynasty Culture Forum 2026, themed "World Heritage Splendor, Cultural Renaissance," officially opened at the visitor center of the Ming Tombs scenic area in Changping District. The forum brought together leading historians, cultural heritage experts, cultural tourism professionals, industry entrepreneurs, and Ming culture enthusiasts from across the country. Through academic seminars, special exhibitions, parallel forums, and digital presentations, the forum explored the contemporary value of Ming Dynasty culture. Leveraging Changping's unique position at the intersection of three major cultural belts, it offered a new answer to the question of how to preserve and innovate upon China's outstanding traditional culture.




The two-day forum featured four main sections: an opening ceremony, four parallel forums, an academic symposium commemorating the 70th anniversary of the Dingling Mausoleum excavation, and a thematic exhibition of Ming Dynasty cultural relics. The event balanced academic depth, public engagement, and communication impact, establishing itself as a national-level platform for Ming culture exchange that is professional, technologically innovative, and globally oriented.

Opening Ceremony Gathers Leading Experts, Bridging Past and Present to Celebrate Ming Culture

At 9 a.m., the opening ceremony commenced with the immersive AI short film "Chang Xiaoming Takes You on a Tour of Ming Culture," featuring the holographic virtual digital human "Chang Xiaoming" navigating through iconic Ming cultural landmarks such as the Forbidden City, Gonghua City, Juyong Pass, and the Ming Tombs. The interplay of the virtual and the real vividly sketched the grand cultural landscape of the Ming Dynasty.

At the opening ceremony, three keynote speeches formed the academic core. Professor Mao Peiqi of Renmin University of China and Honorary Advisor of the Chinese Society on Ming Dynasty History delivered a talk titled "The Ming Dynasty: A Crucial Stage in the Development of a Unified Multi-Ethnic China," clarifying the dynasty's pivotal role in forging a unified multi-ethnic nation. Shan Jixiang, the sixth curator of the Palace Museum, spoke on "The Chinese Cultural Heritage and Cultural Confidence," interpreting the contemporary significance of Ming culture preservation from the perspective of heritage protection. Research Fellow Chen Xiaoshan of the Institute for the History of Natural Sciences, Chinese Academy of Sciences, focused on Sino-foreign exchanges during the Ming Dynasty, analyzing the far-reaching impact of the introduction of American crops and goods on Chinese society, economy, and culture.

A musical performance of the Ming Dynasty poem "Song of Tomorrow" was interwoven throughout the ceremony, its graceful melody conveying the philosophical reflections of Ming literati. The interactive holographic projection "Chang Xiaoming: A Record of Ming Dynasty Knowledge" became a highlight of the event, as the digital human interacted with displayed artifacts and engaged in a virtual dialogue with Ming Dynasty sages, creating a cross-temporal intellectual exchange spanning six centuries.

During a panel discussion, three distinguished experts - Lyu Zhou of Tsinghua University, Tang Gengsheng of the Zhu Yuanzhang Research Association, and Hu Hansheng, a cultural heritage expert on the Ming Tombs - engaged in an in-depth dialogue on the feasibility and necessity of developing a Ming culture theme park.

Four Years of Dedication: Changping Continues to Elevate Its Ming Culture City Brand

Since the inaugural Ming Culture Forum in 2022, Changping has continuously cultivated its Ming culture brand for five consecutive years. To date, the forum has hosted 5 main sessions, 23 parallel forums, and 3 academic symposiums, along with 12 thematic relic exhibitions and 36 "Ming Dynasty Lecture Series" events. More than 270 experts from home and abroad have delivered speeches, with cumulative attendance exceeding 2,600 participants. The forum has produced 10 volumes of scholarly research, establishing itself as a premier global platform for Ming culture research and exchange.

Leveraging its unique position as the only district in Beijing where three cultural belts intersect, Changping has continuously improved its comprehensive Ming culture protection system. Efforts include ongoing conservation and restoration of the Ming Tombs World Heritage site, establishing collaborative exhibition mechanisms with other Ming imperial mausoleums nationwide, and building a digital Ming culture platform. The "Chang Xiaoming" IP and online exhibition mini-programs have attracted a large following of Ming culture enthusiasts through youth-oriented communication. Changping has also upgraded its cultural tourism offerings by integrating Juyong Pass, Baifu Spring, and the Ming Tombs into Ming culture touring route. Regular exchange platforms for traditional Chinese medicine, digital heritage, and Great Wall protection have been established to foster synergy between cultural resources and industrial development. Through coordinated coverage by major national media, Changping continues to promote the international dissemination of Ming culture.

Looking ahead, Changping will take this forum as a new starting point to deepen its development in five key directions: strengthening the academic exchange platform by establishing long-term research mechanisms with the Chinese Society on Ming Dynasty History; advancing the planning and implementation of the Ming culture theme park to systematically integrate cultural resources across the Ming Tombs area; deepening the application of technology in heritage protection through upgraded digital displays and artifact monitoring technologies; promoting deep integration of culture and tourism across the three cultural belts to cultivate distinctive Ming culture tourism IPs; and expanding international communication channels to continue telling the story of Ming Dynasty civilization. Through these efforts, Changping aims to empower high-quality urban development with world heritage culture and contribute sustained strength to Beijing's construction as a national cultural center.

Source: Ming Dynasty Culture Forum 2026

Friday, July 3, 2026

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคภาคกลาง จับมือ 4 พันธมิตรเปิดตัว “เที่ยวใกล้…ได้เรื่อง Food Book Story” พลิกโฉมท่องเที่ยวภาคกลาง ดึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีใช้ “อาหาร” นำทางเล่าเรื่องปลุกกระแส Gen Y-Z สู่เมืองน่าเที่ยว

 

    วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคภาคกลาง ผนึกกำลังร่วมกับ 4 พันธมิตรชั้นนำ ได้แก่ บริษัท ชิมไทย จำกัด, บริษัท อีวี ออลล์ โซลูชั่น จำกัด พร้อมด้วยพันธมิตรผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น (PTT Station) และ คาเฟ่ อเมซอน (Café Amazon) ภายใต้ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ร่วมกันเปิดตัวแคมเปญยิ่งใหญ่แห่งปี “เที่ยวใกล้…ได้เรื่อง Food Book Story” มุ่งขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) ยกระดับสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณค่า (Value-based Tourism) ผ่านนวัตกรรมดิจิทัล พลังงานสะอาดและสื่อล้ำสมัย เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่สมบูรณ์แบบและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่อย่างกลุ่ม Gen Y และ Gen Z อย่างลงตัว

นางสาวสุภาพันธุ์ จันทร์งาม ผู้อำนวยการกองตลาดภาคกลาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผย โครงการนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิดเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ “เที่ยวใกล้ สุขใจทั้งปี” โดยดึงเอาเสน่ห์ของอาหารและวิถีชีวิตท้องถิ่นมาเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงเรื่องราว (Story Connector) ปลุกกระแสคนเมืองให้เดินทางท่องเที่ยวระยะสั้น (Short-Haul) ภายใน 1-3 ชั่วโมง จากกรุงเทพฯ พร้อมขับเคลื่อนกลยุทธ์ “เที่ยวเมืองรองสู่เมืองหลัก” กระจายนักท่องเที่ยวไปยังจังหวัดนำร่อง 17 จังหวัดในเขตรับผิดชอบของ ททท. ภาคกลาง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, พระนครศรีอยุธยา, นครปฐม, ลพบุรี, สมุทรสงคราม, สมุทรสาคร, ราชบุรี, เพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, กาญจนบุรี, สิงห์บุรี, อ่างทอง, ชัยนาท, สระบุรี นนทบุรี, ปทุมธานี, สุพรรณบุรี พร้อมทั้งเหมาะสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวระยะสั้น (Short Trip) เพื่อสร้างความสมดุลของจำนวนนักท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการชุมชนอย่างสูงสุด

โดยโครงการฯ ได้รับความร่วมมือจากพันธมิตร 3 มิติสำคัญ ดังนี้:

1. มิติด้านอัตลักษณ์อาหารท้องถิ่น ผ่านมุมมอง Thai Gastronomy: บริษัท ชิมไทย จำกัด

​ผู้เชี่ยวชาญด้านการยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นและผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบไทย เข้ามารับบทบาทสำคัญในการคัดเลือกร้านอาหารคุณภาพที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์และเสน่ห์ที่แท้จริงของ “5 เส้นทางรสชาติ” (Taste Routes) เพื่อส่งเสริมเมืองน่าเที่ยว (Hidden Gem Cities) ประกอบด้วย:

  • เส้นทาง Urban Fringe & Lifestyle Route จังหวัดปทุมธานี Escape to Pathum เที่ยวใกล้กรุง สุขครบวันเดียวที่ปทุมธานี
  • เส้นทาง Hidden Tastes of Samut Songkhram จังหวัดสมุทรสงคราม สัมผัสวิถีชีวิตสายน้ำ ลิ้มรสวัตถุดิบท้องถิ่น   และเสน่ห์บ้านสวนริมคลอง
  • เส้นทาง Art & Nature Route จังหวัดกาญจนบุรี คราฟต์ฟาร์ม ธรรมชาติ และศิลปะกลางเมืองกาญจน์
  • เส้นทาง The Taste of Singburi จังหวัดสิงห์บุรี เปิดรสชาติใหม่เมืองรอง…เมื่อวัตถุดิบท้องถิ่นเล่าเรื่องราว
    ของสิงห์บุรี
  • เส้นทาง Time Travel & Taste จังหวัดนครปฐม วีถีชีวิตร่วมสมัยใกล้กรุง ละเมียดรสไทยโบราณ เสน่ห์นครปฐม

2. มิติด้าน Green Eats & Green Travel: บริษัท อีวี ออลล์ โซลูชั่น จำกัด

​ผู้ให้บริการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) ตอบรับเทรนด์การเดินทางยุคใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม สอดรับกับแนวคิดการท่องเที่ยวสีเขียว โดยเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนกิจกรรม เพื่อสร้างแรงจูงใจและขับเคลื่อนให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวด้วยพลังงานสะอาดในพื้นที่ภาคกลางอย่างแท้จริง

3. มิติแรงขับเคลื่อนสำคัญและจุดแวะพักหลักของนักเดินทาง

สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น (PTT Station) และ คาเฟ่ อเมซอน (Café Amazon) ภายใต้ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) แบรนด์ผู้นำที่เป็นจุดแวะพักหลักและมอบความสดชื่นให้กับทุกคนทั่วภูมิภาคกลาง ได้เข้ามาร่วมเป็นหนึ่งในพันธมิตรผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ ซึ่งเปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เข้ามาเติมเต็มให้แคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวระยะสั้น (Short Trip) ครั้งนี้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น โดยเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนและประชาสัมพันธ์กิจกรรมการตลาดเพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนไปด้วยกัน

ไฮไลต์กิจกรรมหลักในโครงการฯ

โครงการ เที่ยวใกล้ได้เรื่อง Food Book Story” มาพร้อมกับเครื่องมือและแคมเปญสุดพิเศษที่จะเปลี่ยนทุกการเดินทางให้สนุกและคุ้มค่ายิ่งขึ้น

  • E-Coupon “รับคูปองส่วนลดจากโครงการฯ ผู้ใช้งาน 1 ท่าน สามารถสะสมคูปองมุลค่า 50 บาท ได้สูงสุด 5 คูปอง มูลค่ารวมสูงสุด 250 บาท ตลอดอายุของโครงการ และการใช้งานสามารถใช้ได้ 1 คูปอง ต่อครั้งต่อ 1 ใบเสร็จ

หมายเหตุ: คูปองส่วนลดมีอายุการใช้งาน สิ้นสุดวันที่ 15 สิงหาคม 2569

  • Eat Your Story (Interactive Map): แผนที่อัจฉริยะบนระบบ Google Map นำทางสู่จุดเช็กอิน 5 เส้นทางรสชาติ พร้อมระบบสะสมแต้มดิจิทัล (E-Stamp) และระบบวิเคราะห์ข้อมูล (Smart Data Tracking)
  • แคมเปญยิ่งเที่ยวใกล้ยิ่งได้เรื่อง” (Distance-Based Rewards): มอบแพ็กเกจพิเศษ “Food Book Exclusive” ร่วมกับร้านค้าพันธมิตรกว่า 25 ร้าน มอบส่วนลด 5% – 10% หรือเมนูพิเศษ “Must Taste” อีกมากมาย
  • Official Content Contest: ชวนนักท่องเที่ยวร่วมสร้าง User-Generated Content (UGC) ถ่ายทอดความประทับใจผ่านดิจิทัลบุ๊กหรือวิดีโอสั้น ชิงรางวัลสุดพิเศษรวม 5 รางวัล มูลค่ารวมสูงสุด 25,000 บาท

หัวข้อการประกวด: “เที่ยวใกล้…ได้เรื่อง: My Local Story” ผ่านสื่อและช่องทางออนไลน์ของ Gourmet & Cuisine

กติกา: เพียงสร้างสรรค์คลิปสั้น TikTok/Reels หรือรีวิวดิจิทัล Facebook เพื่อบอกเล่าเรื่องราวความประทับใจผ่านเมนูอาหาร บรรยากาศและประสบการณ์ท่องเที่ยวใน 5 เส้นทางนำร่อง พร้อมคอมเมนต์ใต้โพสต์แคมเปญของสื่อออนไลน์ Gourmet & Cuisine

เกณฑ์การตัดสิน: พิจารณาจากยอดผู้เข้าชม (Views), ยอดการกดถูกใจ (Likes) และยอดการส่งต่อ (Shares) สูงสุด ผ่านแพลตฟอร์มโซเซียลมีเดียที่กำหนด พร้อมติดแฮซแท็กกิจกรรม #Foodbookstory #เที่ยวใกล้ได้เรื่อง #MyLocalStory #AmazingThailand #เที่ยวภาคกลาง #เที่ยวกลางเที่ยวใกล้เที่ยวได้เลย

ส่งผลงานเข้าประกวดได้ตั้งแต่วันที่ 3 – 31 ก.ค. 2569 คัดเลือกผู้ชนะ 5 รางวัล รวมมูลค่ารางวัลกว่า 25,000 บาท ประกาศผลผู้ชนะวันที่ 10 ส.ค. 2569

  • แคมเปญยิ่งเที่ยวใกล้ ยิ่งได้เรื่อง” (Travel & Spending Stimulus): รับคะแนนสะสมพิเศษ 2 เท่า (Double Points) เมื่อเช็กอินในจังหวัดเมืองน่าเที่ยว เพื่อสะสมคะแนนสูงสุดเป็น Top Spender 20 อันดับแรก สามารถเริ่มสะสมคะแนนได้ตั้งแต่วันนี้ 1 ก.ค. – 15 ส.ค. 2569 และ ประกาศผลวันที่ 19 ส.ค. 2569

รายชื่อ 25 ร้านค้าเข้าร่วมโครงการ เที่ยวใกล้ได้เรื่อง Food Book Story

  1. อย่างเก่าก่อน (Yang Gao Gorn) จังหวัดกรุงเทพมหานคร   โทร. 099-024-2021
  2. เดอะ วิลเลจ ฟาร์ม ทู คาเฟ่ (The Village Farm To café) จังหวัดกาญจนบุรี  โทร. 063-192-9582
  3. คีรีธารา ริเวอร์ไซด์ (Keeree Tara Riverside) จังหวัดกาญจนบุรี  โทร. 063-192-9582
  4. สำรับกับข้าว ริเวอร์ไซด์ ชัยนาท (Samrab Kabkaow Rierside Chainat) จังหวัดชัยนาท  โทร. 086-969-9924
  5. บ้านบุศยา ร้านอาหาร & รีสอร์ท (Busaya Resort & Cuisine) จังหวัดนครปฐม  โทร. 065-562-9144
  6. เลมอนมีฟาร์ม (Lemon Me Farm) จังหวัดนครปฐม  โทร. 084-767-9699
  7. ลิทเติ้ลทรี การ์เด้น (Litter Tree Garden) จังหวัดนครปฐม  โทร. 095-563-3319
  8. สวนทิพย์ (Suanthip) จังหวัด นนทบุรี  โทร. 082-366-9696
  9. ณ ปทุม คาเฟ่ (Na Pathum Cafe’) จังหวัดปทุมธานี  โทร. 086-992-2293
  10. บ้านเหนือน้ำ (Baan Nhuer Nham) จังหวัดปทุมธานี  โทร. 061-691-5963
  11. ศรีเสนาะ บูทีค (Srisanor Boutique) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  โทร. 099-695-4659
  12. ร้านอาหารชมวิวซีฟู้ด ชะอำ (CHOMVIEWSEAFOOD) จังหวัดเพชรบุรี  โทร. 081-757- 9704
  13. ครัวทอข้าว – Vela Pool (Tor Kao Cuisine) จังหวัดราชบุรี  โทร. 093-536-9355
  14. โคริ (Kori) จังหวัดลพบุรี  โทร. 089-500-3348
  15. ข้าวใหม่ปลามัน อัมพวา (Kaomaiplamun Amphawa) จังหวัดสมุทรสงคราม  โทร. 063 824 9996
  16. ตาลพวา (Tarnpawa) จังหวัดสมุทรสงคราม  โทร. 085-920-7979
  17. ภัตตาคารนิวรสทิพย์ (New Rosthip Restaurant) จังหวัดสมุทรสาคร  โทร. 081-819-1786
  18. วินน์คาเฟ่แอนด์ฟาร์มเฮ้าส์ (Wynn Cafe And Farmhouse) จังหวัดสระบุรี  โทร. 089-730-9793
  19. สวนอาหารแม่ลาปลาเผา (Maelaplapao) จังหวัดสิงห์บุรี  โทร. 080-910-8563
  20. เดอะด๊อกฟาเทอร์ (The Dogfather) จังหวัดสิงห์บุรี  โทร. 080-910-8563
  21. สวนอาหารบ้านตอไม้ (Baan Tormai) จังหวัดสุพรรณบุรี  โทร. 081-919-3935
  22. เดอะ เทอเรส (The Terrace Cafe) จังหวัดสุพรรณบุรี  โทร. 061-446-9442
  23. ร้านอาหาร บ้านไม้ริมน้ำ (Baan Mai Rim Num Restaurant) จังหวัดอยุธยา  โทร. 084-329-3333
  24. ปรางค์วิว อยุธยา (Prang View Ayutthaya) จังหวัดอยุธยา  โทร. 089-801-0138
  25. ร้านอาหารบอกต่อ (Bokk Toh Restaurant) จังหวัดอ่างทอง  โทร. 065-246-2288

โครงการเที่ยวใกล้ได้เรื่อง Food Book Story” พร้อมเปิดตัวและส่งมอบประสบการณ์ความอร่อย ออกเดินทางสู่ภาคกลางผ่านอาหาร วิถีชีวิต และวัฒนธรรมอันแท้จริง แล้วสร้าง My Local Story ในมุมมองของคุณ นักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจสามารถติดตามกิจกรรม โปรโมชันพิเศษ และร่วมสร้างเรื่องราวอาหารในแบบของคุณผ่านช่องทาง

LINE OA: @foodbookstory

Facebook: fb.com/foodbookstory

Instagram: foodbookstoryth

TikTok: @foodbookthailand

Website: www.foodbookstory.com