Monday, February 23, 2026

อีซี่มันนี่ เดินหน้าพลังงานสะอาด ยกระดับมาตรฐานองค์กรสู่ความยั่งยืน ควบคู่เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อสังคม

อีซี่มันนี่ นำโดย คุณอัครเชษฐ ประดิษฐกุล ผู้อำนวยการสายงานบริหารอาคารและทรัพยากรกายภาพ พร้อมคณะผู้บริหารและทีมงาน เดินทางเยี่ยมชมและศึกษากระบวนการผลิตเทคโนโลยี Inverter ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ณ โรงงานของ Dahua Group เมือง Hangzhou สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 28–30 มกราคมที่ผ่านมา โดยมุ่งเรียนรู้มาตรฐานการควบคุมคุณภาพ กระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ และแนวทางการบริหารจัดการพลังงานสมัยใหม่ เพื่อนำองค์ความรู้มาพัฒนาระบบพลังงานสะอาดขององค์กร สนับสนุนพลังงานสีเขียว (Green Energy) และขับเคลื่อนธุรกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Growth)

การศึกษาดูงานครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังการประกาศนโยบายติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) ครอบคลุมทุกสาขาทั่วประเทศ โดยคณะผู้บริหารได้ศึกษาเทคโนโลยีอย่างครบวงจร ตั้งแต่แผงโซลาร์เซลล์ประสิทธิภาพสูง ระบบ Inverter อัจฉริยะ ไปจนถึงระบบบริหารจัดการพลังงาน (Energy Manage-ment System) ที่ช่วยเพิ่มเสถียรภาพการผลิตไฟฟ้า ลดการสูญเสียพลังงาน และยืดอายุการใช้งานอุปกรณ์ พร้อมทั้งเรียนรู้นวัตกรรมแผงโซลาร์เซลล์ยุคใหม่ที่ใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าและรองรับการขยายระบบในอนาคต

ในโอกาสเดียวกัน คณะผู้บริหารยังได้ศึกษานวัตกรรมด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโซลูชันดิจิทัลของ Dahua Group อาทิ ระบบวิเคราะห์ภาพอัตโนมัติ ระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะ และระบบบริหารจัดการข้อมูลแบบบูรณาการ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สอดคล้องกับการดำเนินงานภายใต้กรอบ ESG (Environmental, Social and Governance) ที่ยึดมั่นในความโปร่งใส ความคุ้มค่า และความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

TCCtech ผนึกกำลังลูกค้า สานต่อ Turn Gift to Give ปีที่ 4 สนับสนุน มจธ. ขับเคลื่อนนวัตกรรมไทย



บริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด (TCCtech) ร่วมกับกลุ่มลูกค้า สานต่อโครงการ Turn Gift To Give ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยมอบทุนสนับสนุนให้กับสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี​ (มจธ.) เพื่อส่งเสริมศักยภาพนักศึกษาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งเป็นพลังสำคัญของการพัฒนาประเทศในยุคดิจิทัล

ภายในงาน คณะผู้บริหารจาก TCC Technology กลุ่มลูกค้า และบริษัทฯ ในเครือ TCC Group ได้เยี่ยมชมนิทรรศการผลงานนักศึกษาชั้นปีที่ 1–4 พร้อมรับฟังภาพรวมการจัดการเรียนการสอนของสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) โดยนายวีรภัทร เรืองเดช Assistant Managing Director – Commercial & Strategy บริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด กล่าวว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนความตั้งใจในการสนับสนุนการพัฒนาเยาวชนของ มจธ. อย่างรอบด้าน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานของ TCCtech และถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือ เพื่อพัฒนาศักยภาพนักศึกษาและสร้างคุณค่าร่วมกันอย่างยั่งยืน ขอขอบคุณลูกค้าและพันธมิตรทุกท่านที่ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการผลักดันโครงการให้เกิดผลลัพธ์ที่มั่นคง”

TCCtech Partners with Customers to Continue “Turn Gift to Give” for the Fourth Year, Supporting KMUTT in Advancing Innovation



T.C.C. Technology Co., Ltd. (TCCtech), together with customers, has continued the Turn Gift to Give initiative for the fourth consecutive year by offering a scholarship to the Institute of Field Robotics (FIBO), King Mongkut’s University of Technology Thonburi (KMUTT). The contribution aims to enhance students’ capabilities in technology and innovation, which are key drivers of national development in the digital era.

During the visit, executives from TCC Technology, customers and TCC Group toured an exhibition showcasing projects from first- to fourth-year students and received an overview of FIBO’s academic programs. Mr. Veerapat Reungdej, Assistant Managing Director – Commercial & Strategy, TCC Technology stated, “This collaboration reflects our shared commitment to supporting the development of KMUTT students, aligned with TCCtech’s business direction. It also marks an important starting point for expanding future cooperation to further strengthen student capabilities and create sustainable shared value. TCCtech extends our appreciation to customers and partners for their continued support, which plays a vital role in advancing the initiative’s long-term impact.”

Wednesday, February 18, 2026

“สุขใจที่ได้กลืน” 52 สูตรอาหารง่าย ๆ โดยอาจารย์นักวิจัยคณะสหเวชศาสตร์ จุฬาฯ ยกระดับคุณภาพชีวิตและโภชนาการของผู้สูงอายุและผู้ที่กลืนลำบาก

จากความสำเร็จในการจัดทำ “46 เมนูอาหารฝึกกลืนตามมาตรฐานสากล IDDSI” หนังสือตำรับอาหารเล่มแรกของประเทศไทย เพื่อการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่มีภาวะเคี้ยวกลืนลำบาก ผศ.ดร.วรัญญา เตชะสุขถาวร ภาควิชาโภชนาการและการกำหนดอาหาร คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาฯ และทีมวิจัย ได้ต่อยอดงานวิจัยด้านอาหารดัดแปลงเนื้อสัมผัส (Texture-Modified Food) สู่การใช้งานจริงอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการเปิดตัวหนังสือ “สุขใจที่ได้กลืน: 52 สูตรอาหารง่ายๆ สำหรับมื้ออาหารฝึกกลืนแสนอร่อย” รวบรวมสุดยอดตำรับอาหารไทย ขนม และเครื่องดื่มที่ได้รับการพัฒนาสูตรมาอย่างพิถีพิถันจากห้องปฏิบัติการครัว เพื่อมุ่งหวังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและโภชนาการที่เหมาะสมแก่ผู้สูงอายุและผู้ที่มีภาวะกลืนลำบาก (Dysphagia) ให้สามารถรับประทานอาหารได้อย่างปลอดภัย ถูกหลักโภชนาการ และยกระดับคุณภาพชีวิตให้มีความสุขกับมื้ออาหาร

จุดเด่นของหนังสือ “สุขใจที่ได้กลืน: 52 สูตรอาหารง่ายๆ สำหรับมื้ออาหารฝึกกลืนแสนอร่อย

  • เนื้อหาในหนังสือประกอบด้วย 52 เมนูไทยยอดนิยมที่ดัดแปลงเนื้อสัมผัสได้อย่างลงตัว ลืมภาพอาหารปั่น อาหารบดที่น่าเบื่อไปได้เลย หนังสือเล่มนี้ได้ดัดแปลงเมนูโปรดของคนไทย เช่น โจ๊กต้มเลือดหมู แกงเขียวหวาน ต้มซุปไก่ กล้วยบวดชี ข้าวเหนียวมะม่วง และน้ำผลไม้ เป็นต้น ให้มีเนื้อสัมผัสที่ปลอดภัย ลดความเสี่ยงต่อการสำลัก โดยยังคงรสชาติอร่อยถูกปาก รูปลักษณ์น่ารับประทาน
  • เน้นคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน ทุกเมนูได้รับการออกแบบโภชนาการโดยทีมงานนักกำหนดอาหารวิชาชีพ ทำให้มั่นใจว่าแต่ละเมนูมีสารอาหารครบถ้วน ป้องกันภาวะขาดสารอาหาร ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะกลืนลำบาก
  • เน้นอาหารที่ทำมาจากวัตถุดิบหาได้ง่ายในท้องตลาด สูตรอาหารทุกเมนูเน้นใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไป หลีกเลี่ยงสารปรุงแต่ง ทำให้ทุกคนสามารถทำตามได้ง่าย ๆ ที่บ้าน เข้าถึงได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม
  • ปรับเนื้อสัมผัสถูกต้องตามมาตรฐานสากล IDDSI (International Dysphagia Diet Standardisation Initiative) ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานสากลในการทดสอบอาหารสำหรับผู้ที่มีภาวะกลืนลำบาก สร้างความมั่นใจในความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้บริโภค
  • รองรับผู้ใช้งาน 2 ภาษา คือ ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จากการที่เมนูอาหารไทยเป็นที่ถูกปากของชาวต่างชาติ หนังสือเล่มนี้จึงเป็นการประชาสัมพันธ์และสร้างสื่อการสอนทำอาหารไทย รวมถึงการแพทย์ไทย เพิ่มโอกาสในการดูแลผู้สูงอายุชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักในเมืองไทยมากขึ้น หนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ในการสื่อสารทางภาษาด้วยเช่นกัน

ผศ.ดร.วรัญญา กล่าวว่าหนังสือ “เมนูอาหารฝึกกลืน เล่ม 2” เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยการสำรวจระดับประเทศเกี่ยวกับการดำเนินงานอาหารดัดแปลงเนื้อสัมผัสตามกรอบแนวทาง IDDSI ในโรงพยาบาลประเทศไทย ที่ได้รับทุนอุดหนุนบางส่วนจากทุนพัฒนาอาจารย์ใหม่/นักวิจัยใหม่ กองทุนรัชดาภิเษกสมโภช จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่แค่การรวบรวมสูตรอาหาร แต่เป็นผลลัพธ์ของงานวิจัยที่ต้องการให้ผู้สูงอายุและผู้ป่วยกลืนลำบากได้กลับมามีความสุขกับการรับประทานอาหารทางปากได้อย่างปลอดภัยอีกครั้ง โดยเฉพาะอาหารไทยที่คุ้นเคย การปรับเนื้อสัมผัสตามมาตรฐาน IDDSI จะช่วยให้ผู้สูงอายุและผู้ที่มีภาวะกลืนลำบากสามารถรับประทานอาหารได้อย่างปลอดภัย ได้สารอาหารครบถ้วน และไม่รู้สึกโดดเดี่ยวจากมื้ออาหารของครอบครัวอีกต่อไป

“หนังสือเล่มนี้จึงเป็นเสมือน “คู่มือสำคัญ” สำหรับผู้ดูแลผู้สูงอายุ นักโภชนาการ และบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องการส่งมอบอาหารที่มีทั้งความอร่อย ปลอดภัย และมีคุณค่าทางโภชนาการตามหลักวิชาการอย่างแท้จริง เพื่อสร้างรอยยิ้มในมื้ออาหารด้วยเนื้อสัมผัสที่ปลอดภัย แบบสุขใจที่ได้กลืน” ผศ.ดร.วรัญญากล่าวในที่สุด

ผู้สนใจหนังสือเล่มนี้สามารถดาวน์โหลดได้ที่
https://drive.google.com/file/d/1rDSsBxb4Vd_L3kTV2PXx-Nj3M2PYqpoP/view?usp=sharing
หนังสือมีจำหน่ายที่เพจ facebook สุขใจที่ได้กลืน
https://www.facebook.com/happytoswallow/
หรือ Line @dysphagiadiet.th

อ่านบทความฉบับสมบูรณ์ที่ https://www.chula.ac.th/news/277147/

“จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยที่สร้างนวัตกรรมเพื่อสังคม และได้รับการจัดอันดับว่าเป็นมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงติด 100 อันดับแรกของโลกด้านชื่อเสียงทางวิชาการ โดย (QS) World University Rankings 2021-2022”

Chula Researchers Reimagine Thai Cuisine for People with Swallowing Disorders

Researchers at Chulalongkorn University have developed a new cookbook designed to improve nutrition, safety, and quality of life for older adults and people with swallowing difficulties, or dysphagia. Titled Happy to Swallow: 52 Simple Recipes for Delicious Dysphagia Meals, the publication adapts popular Thai dishes into texture-modified meals that are safe to swallow while remaining visually appealing and flavorful.

The cookbook is led by Assitstant Professor Dr.  Varanya Techasukthavorn, the Department of Nutrition and Dietetics, Faculty of Allied Health Sciences. It builds on the team’s earlier work, 46 IDDSI-Compliant Swallowing Practice Menus, Thailand’s first cookbook developed under the International Dysphagia Diet Standardisation Initiative (IDDSI). The new volume translates years of academic research on texture-modified foods into practical guidance for home kitchens and care settings.

The book features 52 recipes spanning familiar Thai main dishes, desserts, and beverages that have been redesigned to reduce choking risk while preserving authentic flavor and presentation. Each recipe was tested and refined in a kitchen laboratory to ensure safety, palatability, and nutritional adequacy.

Malnutrition remains a significant concern among older adults and individuals with dysphagia, many of whom avoid eating due to fear of choking or dissatisfaction with unappealing puréed foods. To address this, all recipes are developed by professional dietitians to provide balanced nutrients and adequate energy intake. The cookbook emphasizes natural, locally available ingredients and minimizes the use of additives, making it accessible to families and caregivers.

All dishes comply with IDDSI standards, a globally recognized framework used in hospitals and long-term care facilities to classify food textures and liquid thickness. The bilingual Thai-English format broadens the book’s reach to international caregivers, healthcare professionals, and foreign seniors living in Thailand.

The publication forms part of a national research project examining the implementation of IDDSI-based diets in hospitals nationwide and is partially funded by the Ratchadapisek Somphot Fund of Chulalongkorn University. Researchers say the project aims not only to improve nutrition and safety, but also to restore dignity, confidence, and enjoyment at the dining table.

Happy to Swallow is available as a free digital download and for purchase through designated online platforms, serving as a practical resource for caregivers and health professionals seeking safer, culturally familiar meals for people with swallowing difficulties.  

Contact LINE Official Account: @dysphagiadiet.th for more information.

Read the full article and download  Happy to Swallow: 52 Simple Recipes for Delicious Dysphagia Meals for free at:https://www.chula.ac.th/en/highlight/278578 

The book is available for purchase via the Happy to Swallow Facebook page.
https://www.facebook.com/happytoswallow/ 

Continue reading a full article on the website: https://www.chula.ac.th/en/highlight/278578/

“Chulalongkorn University sets the standard as a university of
innovations for society and is listed in the World’s Top 100 Universities for Academic Reputation, in the Quacquarelli Symonds (QS) World University Rankings 2021-2022.”

Monday, February 16, 2026

สมศักดิ์ศรีเจ้าตลาด MK ‘เชิดเป็ดมหามงคล’ เล่นใหญ่ฉลองตรุษจีน

หลังจากสร้างปรากฏการณ์เปลี่ยนชื่อร้าน MK เป็น ‘MongKol’ จนกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ช่วงตรุษจีนปีที่แล้ว ปีนี้ MK Restaurants กลับมาจุดกระแสความมงคลต่อเนื่องอีกครั้ง พร้อมทวงบัลลังก์เดิมในช่วงตรุษจีน ด้วยกลยุทธ์ Giant Marketing ที่จัดเต็มกว่าเดิม

ล่าสุด MK งัดกลยุทธ์ สร้างปรากฏการณ์มหึมงคล ด้วยการเชิดเป็ดเฮงยาว ครั้งแรกในโลก ปลุกกระแสความมงคลให้ยิ่งใหญ่ทั่วเมือง ด้วยขบวนเชิดเป็ดยักษ์มหามงคล ไซซ์มหึมาที่ยาวกว่า 50 เมตร จนล้นลานห้าง Central World กลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของเทศกาลตรุษจีน พร้อมแผ่ความมงคลให้ทั่วถึงทุกคนอย่างแท้จริง

มากกว่านั้นดีไซน์ขบวนเชิดเป็ดนี้ หยิบซิกเนเจอร์ของแบรนด์มาผสมผสานได้อย่างแยบยล ตั้งแต่เครื่องหัวที่ดีไซน์จากหม้อ MK หมี่หยก และถ้วยน้ำจิ้ม ไปจนถึงลวดลายเกล็ดของจาน MK ที่ประดับตามลำตัวยาว 50 เมตร ที่ไม่เพียงแค่อลังการ ยังทำให้น้ำลายสอ ชวนหิวไปในคราวเดียว

ตลอดขบวนยังเต็มไปด้วยเซอร์ไพรส์ที่กระตุ้น Engagement ทั้งจากผู้ชมในงานและในโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น ‘อั่งเป็ดมงคล’ น้ำราดเป็ดไซซ์ใหญ่กว่า 1,500 ซอง และแจก ‘อั่งเปามงคล’ รวมมูลค่า 300,000 บาท เพื่อให้ทุกคนได้อร่อยฉ่ำและเฮงทั่วถึงทุกเป็ดไหว้ไปพร้อม ๆ กัน อีกทั้งยังมีการปรากฏตัวของศิลปินรับเชิญตัวท็อป ‘ออฟโรด กันตภณ’ ที่มาร่วมแจกความฟินให้กับผู้ร่วมงานอย่างใกล้ชิด

ท่ามกลางสมรภูมิแคมเปญตรุษจีนที่ดุเดือด ปีนี้ MK สามารถขโมยซีนได้อย่างชัดเจน ด้วยบรรยากาศครึกครื้นและกระแสพูดถึงในโลกออนไลน์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการสร้างปรากฏการณ์ความมงคลและการ Take Over เทศกาลตรุษจีนได้สำเร็จต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

สำหรับใครที่อยากสัมผัสประสบการณ์ความมงคลในร้าน MK Restaurants ด้วย “เซตมังกรมงคล” ที่เสิร์ฟมาในชุดอลังการ มีให้เลือกทั้งชุดสุกี้ หมู และเนื้อ เริ่มต้นเพียง 1,099 บาท พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ! หมี่หยกยาวถึง 99 ซม. ตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ – 3 มีนาคม 2569

ตรุษจีนปีนี้ อยากได้ทั้งความอร่อยและความมงคล อย่าลืมแวะไปที่ MK Restaurants ทุกสาขา และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : MK Restaurants

Silklife นวัตกรรมนักวิจัยจุฬาฯ ยกระดับไหมไทย จากงานฝีมือสู่วัสดุการแพทย์ระดับสากล


มิติใหม่ “ไหมไทย”นักวิจัยคณะวิศวฯ จุฬาฯ พัฒนาโปรตีนไหมเป็นแพลตฟอร์มผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ตั้งแต่แผ่นแปะบรรเทาปวด เนื้อเยื่อเทียม ไปจนถึงเจลฉีดข้อ ช่วยในการรักษาผู้ป่วย ลดการพึ่งพาวัสดุนำเข้าจากต่างประเทศ และสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

ในห้วงเวลาที่อุตสาหกรรมการแพทย์ของไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่เรายังต้องพึ่งพาวัสดุนำเข้าจากต่างประเทศ ทีมนักวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพยายามค้นหาศักยภาพของวัสดุท้องถิ่น และได้ค้นพบมิติใหม่ของ “ไหมไทย” มรดกทางวัฒนธรรมที่คนไทยรู้จักดีในฐานะผ้าไหมสีทอง ที่วันนี้กำลังจะกลายเป็นวัสดุทางการแพทย์ระดับสากล เช่น “วัสดุทันตกรรม” “เจลฉีดข้อ” และ “แผ่นแปะช่วยนอนหลับ”

รองศาสตราจารย์ ดร.จุฑามาศ รัตนวราภรณ์ ประธานหลักสูตรสหสาขาวิชาวิศวกรรมชีวเวช คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ หัวหน้าทีมวิจัยโครงการ Silklife กล่าวถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้ทีมวิจัยหันมาสนใจไหมไทยว่า “เราตั้งใจที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมการแพทย์ของไทย เรามองว่าอุตสาหกรรมการแพทย์ของประเทศมีความสำคัญและเติบโตขึ้น แต่วัสดุที่นำมาใช้ผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์มักต้องพึ่งพาวัสดุจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นคอลลาเจนหรือไฮยาลูรอนิกแอซิด ในขณะที่วัสดุท้องถิ่นเกรดการแพทย์ หาได้ยาก”  

รองศาสตราจารย์ ดร.จุฑามาศ รัตนวราภรณ์ ประธานหลักสูตรสหสาขาวิชาวิศวกรรมชีวเวช
คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ หัวหน้าทีมวิจัยโครงการ Silklife

รศ.ดร.จุฑามาศ รู้จักไหมไทยเป็นอย่างดี จากที่ได้ทำวิจัยเกี่ยวกับโปรตีนไหมไทยตั้งแต่สมัยเป็นนิสิตปริญญาเอก และดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับไหมไทยมาแล้วกว่า 15 ปี ร่วมกับทีมอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ ศาสตราจารย์ ดร.ศิริพร ดำรงศักดิ์กุล และศาสตราจารย์ ดร.โศรดา กนกพานนท์

“ประเทศไทยเรามีทรัพยากรธรรมชาติและสมุนไพรที่มีมูลค่ามหาศาล การวิจัยไม่ควรจบแค่การตีพิมพ์ผลงาน แต่ควรจะถูกนำไปใช้ได้จริง ดังนั้น การทำวิจัยจึงต้องมองให้ครบทุกมิติตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ยกระดับคุณภาพโดยยึดมาตรฐานสากล ตั้งแต่แปลงหม่อนในจังหวัดราชบุรี โรงเรือนเลี้ยงหม่อน กระบวนการผลิตในโรงงานไปจนถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ใช้กับผู้ป่วย”

โครงการวิจัย Silklife จึงไม่เพียงพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรและการขึ้นทะเบียน อย. แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงให้เกษตรกรและระบบนิเวศด้วย

รองศาสตราจารย์ ดร.จุฑามาศ รัตนวราภรณ์ ประธานหลักสูตรสหสาขาวิชาวิศวกรรมชีวเวช
คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ หัวหน้าทีมวิจัยโครงการ Silklife

ไหมไทย คุณสมบัติที่ไม่เหมือนใคร

ไหมประกอบด้วยโปรตีน 2 ชนิดหลัก ได้แก่ ไฟโบรอิน ซึ่งเป็นเส้นใยไหมส่วนเดียวกับที่นำไปทำผ้าไหม และเซริซิน ที่เป็นกาวไหมซึ่งมักถูกล้างออกหรือนำไปใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง แต่ส่วนที่ทีม Silklife ให้ความสำคัญคือไฟโบรอินที่นำมาประยุกต์เป็นเนื้อเยื่อเทียมและระบบนำส่งยา

 “ไหมไทยมีคุณสมบัติเฉพาะตัวหลายประการที่โดดเด่นกว่าไหมจากต่างประเทศคือ ไหมไทยเป็นไหมชนิดเดียวในโลกที่มี รังสีเหลืองทอง” มีโครงสร้างโมเลกุลที่ไม่ชอบน้ำ ซึ่งแตกต่างจากไหมอิตาลีหรือไหมญี่ปุ่น คุณสมบัติพิเศษนี้ทำให้สามารถจับกับสารออกฤทธิ์ที่ไม่ชอบน้ำได้ดี เหมาะสำหรับการนำส่งยาบางประเภท” รศ.ดร.จุฑามาศ อธิบาย

นอกจากนี้ เส้นใยไหมยังมีความแข็งแรงซึ่งเป็นคุณสมบัติตามธรรมชาติ

“หนอนไหมสร้างโปรตีนเป็นเส้นใยเพื่อห่อหุ้มตัวเองในช่วงที่กำลังจะเปลี่ยนจากดักแด้เป็นผีเสื้อ ดังนั้นโปรตีนนี้จึงมีความแข็งแรงเป็นพิเศษเพื่อปกป้องดักแด้ คล้ายกับใยแมงมุมที่มีความเหนียวเพื่อดักจับเหยื่อ”

คุณสมบัติที่สำคัญอีกประการคือความปลอดภัยต่อร่างกาย

“ไฟโบรอินเป็นโปรตีนธรรมชาติ เมื่อย่อยสลายในร่างกาย จะกลายเป็นกรดอะมิโนที่ปลอดภัย ร่างกายสามารถกำจัดออกได้ง่าย ไม่เหลือสารตกค้างอันตราย แตกต่างจากโพลิเมอร์สังเคราะห์บางชนิด” รศ.ดร.จุฑามาศ กล่าวและอ้างอิงการทดสอบในสัตว์ทดลองทั้งหนู กระต่าย และสุนัข ที่พบว่าโปรตีนไหมมีความเป็น “Inert” (อินเนิร์ท) หรือไม่ค่อยมีปฏิกิริยากับร่างกาย (low immunogenicity) ซึ่งดีกว่าคอลลาเจนที่มักเกิดปฏิกิริยาเมื่อฝังเข้าไปในร่างกาย

ยกระดับงานวิจัยตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ

โครงการ Silklife ไม่ได้มองการวิจัยเฉพาะในห้องแล็บ แต่มองภาพรวมและผลสะเทือนที่จะเกิดขึ้นกับทั้งระบบการผลิตที่เกี่ยวข้องในโครงการวิจัย ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

รศ.ดร.จุฑามาศ เล่าว่าทีมวิจัยได้สร้างต้นแบบการเลี้ยงหนอนไหมแบบอินทรีย์บนพื้นที่ 5 ไร่ในจังหวัดราชบุรี และได้รับการรับรองมาตรฐาน มกษ. 9000 ซึ่งเป็นมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สำหรับแปลงหม่อน

“กระบวนการอินทรีย์นี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องควบคุมทุกปัจจัยตั้งแต่ดินที่ปราศจากการปนเปื้อน มีแนวกันชนล้อมรอบแปลงเพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากภายนอก การใช้ปุ๋ยอินทรีย์โดยไม่มีปุ๋ยเคมีเลย ไปจนถึงการเลือกวัสดุอุปกรณ์ที่ไม่มีสารปนเปื้อนอันตราย”

ความสำเร็จของ Silklife เกิดจากความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ตั้งแต่กรมหม่อนไหมที่เป็นพาร์ทเนอร์มาตั้งแต่เริ่มต้น สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย โรงพยาบาลและคลินิกที่ร่วมทดสอบ ศูนย์ทดสอบระดับสากล สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และภาคเอกชนที่ร่วมผลักดันสู่การผลิตเชิงพาณิชย์

งานวิจัยทรงคุณค่า สร้างมูลค่าให้เกษตรกรไทย

โครงการ Silklife ไม่ได้มุ่งแค่พัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์เท่านั้น แต่ยังมองถึงการสร้างความมั่นคงให้เกษตรกรด้วย

“โครงการนี้ส่งผลให้เกษตรกรได้รับการพัฒนาทักษะและความรู้ในการผลิตตามมาตรฐาน มีรายได้ที่มั่นคงและสูงขึ้น” รศ.ดร.จุฑามาศ กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ “ปัจจุบันมีเกษตรกรหนึ่งครัวเรือนเป็นต้นแบบในเกษตรพันธสัญญา (Contract farming) แทนที่จะขายรังไหมกิโลกรัมละ 1,000 กว่าบาท เกษตรกรที่ร่วมโครงการสามารถขายรังไหมสำหรับตลาดผลิตภัณฑ์การแพทย์ โดยได้มูลค่ากิโลกรัมละหลักหมื่นบาทได้”

มูลค่าที่เพิ่มขึ้นมาจากคุณค่าที่ใส่เข้าไปในกระบวนการ “เราอยากเห็นวันที่ประเทศไทยมีผลิตภัณฑ์เหมือนญี่ปุ่นที่เมื่อใส่กระบวนการมาตรฐานและเพิ่มมูลค่าก็สามารถขายได้ราคาสูงเช่นกัน ซึ่งการยกระดับนี้มาจากกระบวนการ มาตรฐาน และวิธีการที่เปลี่ยนไป การลงทุนในมาตรฐานสูงคุ้มค่าเพราะผลิตภัณฑ์ปลายน้ำมีมูลค่าสูง และสามารถแข่งขันกับผลิตภัณฑ์นำเข้าจากต่างประเทศได้”

วิสัยทัศน์สู่อนาคต

รศ.ดร.จุฑามาศ กล่าวถึงเป้าหมายระยะสั้นของทีม Silklife คือการผลักดันผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดให้มากที่สุด เพื่อสร้างการยอมรับและความเชื่อมั่น

“เมื่อคนเห็นผลิตภัณฑ์เยอะ ๆ การยอมรับก็จะเกิดขึ้น วันหนึ่งมันจะเป็นเหมือนคอลลาเจนที่คนมั่นใจว่าปลอดภัยและมีศักยภาพสูง”

ส่วนวิสัยทัศน์ระยะยาว รศ.ดร.จุฑามาศ หวังว่าจะมีการนำไหมไทยไปใช้ทางการแพทย์ในวงกว้างขึ้น มีนักวิจัยและภาคเอกชนให้ความสนใจมากขึ้นด้วย

“เมื่อปลายทางมีความต้องการมาก ต้นทางก็ต้องเพิ่มจำนวนขึ้นตาม ดังนั้นเกษตรกรจะผลิตได้มากขึ้น มีรายได้สูงขึ้น ที่สำคัญ ประเทศไทยจะสามารถพึ่งพาตนเองในเรื่องผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ได้ วันหนึ่งเราต้องมีผลิตภัณฑ์การแพทย์ที่เราผลิตใช้เองจากในประเทศ ไม่ใช่ว่านำเข้าทุกอย่าง ถ้ามันไม่มีตัวแรก ๆ ที่เราพึ่งตนเองได้ ก็จะไม่มีจุดเปลี่ยน”

ข้อคิดสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่

สำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ที่สนใจพัฒนานวัตกรรมจากวัสดุท้องถิ่น รศ.ดร.จุฑามาศ ให้ข้อแนะนำว่า ประเทศไทยมีทรัพยากรธรรมชาติและสมุนไพรที่มีมูลค่ามหาศาล สิ่งสำคัญคือต้องทำวิจัยอย่างจริงจัง มองให้ครบทุกมิติตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และยึดมาตรฐานสากลเป็นหลัก ซึ่งการสร้างงานวิจัยเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถพัฒนาเป็นหลายผลิตภัณฑ์จะทำให้การลงทุนคุ้มค่า เพราะแต่ละงานวิจัยใช้ทรัพยากร เงินทุน และเวลาเป็นมูลค่าหลายสิบล้านบาท

“สิ่งสำคัญที่สุดคือการวิจัยไม่ควรจบแค่การตีพิมพ์ผลงาน การที่เราเห็นงานวิจัยถูกนำไปใช้ได้จริง เกิดความร่วมมือกับเอกชน นับว่าเป็นความสำเร็จอีกขั้นหนึ่ง งานวิจัยกับการทำผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์สามารถไปด้วยกันได้” รศ.ดร.จุฑามาศ เน้นย้ำ พร้อมยกตัวอย่างว่าปัจจุบันมีหลายผลิตภัณฑ์ที่จดสิทธิบัตรแล้วทำเชิงพาณิชย์เสร็จ ก็ยังสามารถนำงานวิจัยมาเขียนเป็นบทความวิชาการตีพิมพ์ได้ การสร้างทีมวิจัยที่เข้มแข็ง มีนักวิจัยที่เป็นกำลังสำคัญ และแตกแขนงผลิตภัณฑ์ออกไป จะช่วยให้เกิดผลิตภัณฑ์จากวัสดุท้องถิ่นของประเทศได้อีกมากมาย

จากห้องแล็บในคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ สู่แปลงหม่อนในราชบุรี จากการตีพิมพ์ผลงานวิชาการนานาชาติ สู่การขึ้นทะเบียน อย. จากงานวิจัยพื้นฐาน สู่ผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้ในชีวิตจริง นี่คือตัวอย่างของการวิจัยที่ครอบคลุมทั้งมิติวิชาการ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นงานการวิจัยที่ ไม่ทิ้งต้นทาง ไม่ลืมปลายทาง” ทั้งเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมและผู้ป่วยที่รอคอยการรักษา เป็นตัวอย่างที่สะท้อนพันธกิจของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการเป็น มหาวิทยาลัยเพื่อสังคม” ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างองค์ความรู้ แต่ยังนำความรู้นั้นไปใช้เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านงานวิจัยที่มีคุณค่า มีคุณภาพ และมีความหมายต่อสังคมไทยและนานาชาติ       

สำหรับผู้ที่สนใจติดตามหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Silklife สามารถเข้าชมเว็บไซต์ www.enginelife.co.th ซึ่งเป็นสตาร์ตอัปของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านบทความฉบับสมบูรณ์ที่ https://www.chula.ac.th/highlight/279400/

“จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยที่สร้างนวัตกรรมเพื่อสังคม และได้รับการจัดอันดับว่าเป็นมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงติด 100 อันดับแรกของโลกด้านชื่อเสียงทางวิชาการ โดย (QS) World University Rankings 2021-2022”