Monday, May 18, 2026

4 ปัจจัยสำคัญเตรียมความพร้อมด้าน AI ยกระดับธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา AI กลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของการขับเคลื่อนธุรกิจ องค์กรจำนวนมากเริ่มมองหาโอกาสในการนำ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า และสนับสนุนการตัดสินใจให้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้หลายองค์กรจะเริ่มทดลองใช้ AI แล้ว แต่ไม่น้อยเช่นกันที่หลายโครงการยังคงอยู่ในช่วงทดลองใช้งาน หรืออยู่ในขั้นพิสูจน์แนวคิด และยังไม่สามารถขยายผลไปสู่การใช้งานจริงในระดับองค์กรได้ ในหลายกรณี สิ่งที่เป็นข้อจำกัดไม่ได้อยู่ที่การเลือกเทคโนโลยี แต่อยู่ที่ความพร้อมขององค์กรในการนำ AI ไปเชื่อมกับระบบ ข้อมูล และกระบวนการทำงานที่มีอยู่เดิม วันนี้ OPEN-TEC ศูนย์รวมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี (Tech Knowledge Sharing Platform) ภายใต้การดูแลของ TCC TECHNOLOGY GROUP จะพาทุกท่านไปร่วมค้นหาแนวทางเพื่อตอบคำถามสำคัญว่า องค์กรของท่านมีความพร้อมที่จะนำ AI ไปสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจแล้วหรือยัง

AI ที่สร้างผลลัพธ์ได้จริง ต้องเริ่มจากรากฐานที่พร้อม

การนำ AI ไปใช้ในระดับองค์กรแตกต่างจากการทดลองใช้เครื่องมือทั่วไปอย่างชัดเจน เพราะเมื่อเข้าสู่การใช้งานจริง AI จะต้องทำงานร่วมกับข้อมูลภายใน ระบบธุรกิจ กระบวนการปฏิบัติงาน และข้อกำหนดด้านความปลอดภัยขององค์กร หากรากฐานเหล่านี้ยังไม่พร้อม แม้เทคโนโลยีจะมีศักยภาพสูงเพียงใด ผลลัพธ์ทางธุรกิจก็อาจไม่เกิดขึ้นตามที่คาดหวัง ดังนั้น การเริ่มต้นใช้งาน AI ให้เกิดผลลัพธ์จริง มักเริ่มต้นจากตอบคำถามการประเมินความพร้อมใน 4 ด้านสำคัญต่อไปนี้

1. ข้อมูลพร้อมมากน้อยแค่ไหนสำหรับการใช้งาน AI

ข้อมูลคือหัวใจสำคัญของ AI ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ การทำงานอัตโนมัติ หรือการประยุกต์ใช้ Generative AI คุณภาพของผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับคุณภาพของข้อมูลโดยตรง หลายองค์กรมีข้อมูลจำนวนมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าข้อมูลเหล่านั้นพร้อมใช้งานเสมอไป ความท้าทายที่พบได้บ่อยคือข้อมูลกระจัดกระจายอยู่ในหลายระบบ อยู่ในรูปแบบที่แตกต่างกัน หรือยังไม่มีมาตรฐานร่วมกัน ทำให้การเชื่อมโยงข้อมูลและนำไปใช้จริงทำได้ยากกว่าที่คาด ดังนั้น คำถามหลักที่เราควรร่วมกันหาคำตอบคือ ข้อมูลสำคัญขององค์กรอยู่ที่ใด สามารถเข้าถึงได้สะดวกหรือไม่ ข้อมูลมีความครบถ้วน ถูกต้อง และเป็นปัจจุบันเพียงใด รวมถึงมีโครงสร้างที่พร้อมต่อการวิเคราะห์หรือยัง

ในขณะเดียวกัน หลายองค์กรพบว่าความท้าทายของการทำ AI ไม่ได้อยู่ที่การเริ่มต้นสร้างแบบจำลอง แต่อยู่ที่การเตรียมข้อมูลให้พร้อมสำหรับการใช้งานจริงมากกว่า องค์กรเหล่านี้สามารถใช้ประโยชน์จากบริการด้านข้อมูลของ TCC Technology ที่สามารถเข้ามาช่วยวางรากฐานได้ตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อข้อมูลจากหลายแหล่ง การจัดระเบียบข้อมูลให้พร้อมใช้งาน การวางแพลตฟอร์มข้อมูลกลาง และการออกแบบสถาปัตยกรรมข้อมูลที่รองรับการวิเคราะห์ในระดับองค์กร เมื่อข้อมูลมีโครงสร้างที่ชัดเจน การพัฒนา AI ก็สามารถเดินหน้าได้เร็วขึ้น และลดภาระในการปรับแก้ระบบในระยะยาว

2. โครงสร้างพื้นฐานรองรับการทำงานของ AI หรือไม่

ภาระงานของ AI มีลักษณะแตกต่างจากระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแบบดั้งเดิม ทั้งในด้านปริมาณข้อมูล การประมวลผล และความยืดหยุ่นในการขยายระบบ ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก การประมวลผลแบบทันที หรือการใช้งานที่ต้องการการตอบสนองอย่างรวดเร็ว ล้วนต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับได้ทั้งด้านประมวลผล การจัดเก็บข้อมูล ระบบเครือข่าย และความสามารถในการขยายตัวในอนาคต องค์กรจึงควรประเมินว่าโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ในปัจจุบันสามารถรองรับภาระงานที่เพิ่มขึ้นได้มากน้อยเพียงใด มีความยืดหยุ่นเพียงพอสำหรับการเติบโตในระยะยาวหรือไม่ รวมถึงสามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อมีการขยายระบบ ดังนั้น การวางสถาปัตยกรรมที่เหมาะสมตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นระบบคลาวด์ ระบบผสมผสาน หรือโครงสร้างพื้นฐานเฉพาะทาง จะช่วยให้องค์กรสามารถขยายการใช้งาน AI ไปสู่ระดับปฏิบัติการจริงได้ง่ายขึ้นในระยะยาว

3. มีกรอบกำกับดูแลและความปลอดภัยที่ชัดเจนแล้วหรือยัง

เมื่อ AI เริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องกับข้อมูลภายในองค์กร เรื่องของการกำกับดูแลและความปลอดภัยจะกลายเป็นประเด็นสำคัญทันที ความท้าทายที่หลายองค์กรกำลังเผชิญคือสามารถเริ่มทดลองใช้ AI ได้อย่างรวดเร็ว แต่ยังไม่มีกรอบการใช้งานที่ชัดเจน ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงในด้านการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต การใช้ข้อมูลผิดวัตถุประสงค์ หรือประเด็นด้านข้อกำหนดและการปฏิบัติตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง สิ่งที่ควรกำหนดตั้งแต่เริ่มต้นคือ ใครเป็นเจ้าของข้อมูล ใครสามารถเข้าถึงข้อมูลแต่ละประเภทได้บ้าง ข้อมูลประเภทใดสามารถนำไปใช้กับ AI ได้ และมีระบบตรวจสอบย้อนหลังหรือไม่ การมีกรอบกำกับดูแลที่เหมาะสมไม่ได้ทำให้นวัตกรรมเดินช้าลง แต่ช่วยให้องค์กรสามารถขยายการใช้งาน AI ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนมากขึ้น หนึ่งในตัวอย่างบริการด้านความมั่นคงปลอดภัยของ TCC Technology มีบทบาทสำคัญในการช่วยองค์กรวางแนวทางการปกป้องข้อมูล ตั้งแต่การกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล การออกแบบมาตรการป้องกันข้อมูลสำคัญ การเฝ้าระวังความเสี่ยง ไปจนถึงการเสริมความพร้อมด้านการกำกับดูแลและการปฏิบัติตามข้อกำหนดต่าง ๆ เพื่อให้องค์กรสามารถนำ AI ไปใช้ได้อย่างมั่นใจมากขึ้นในสภาพแวดล้อมจริง

4. ทีมงานและกระบวนการพร้อมขับเคลื่อนหรือไม่

หากต้องการให้การใช้ AI เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจจริง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างทุกฝ่าย ตั้งแต่ฝ่ายบริหาร ฝ่ายปฏิบัติการ และฝ่ายเทคโนโลยี หลายครั้งที่โครงการไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ ไม่ได้เกิดจากข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี แต่เกิดจากการขาดเป้าหมายร่วมกัน หรือไม่มีตัวชี้วัดที่สะท้อนผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม องค์กรจึงควรพิจารณาว่าการใช้งาน AI ที่เลือกนั้นตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจจริงหรือไม่ มีผู้รับผิดชอบหลักที่สามารถขับเคลื่อนโครงการได้หรือไม่ และทีมงานเข้าใจว่ากระบวนการทำงานจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เมื่อบุคลากรและกระบวนการมีความพร้อม AI จะไม่ใช่เพียงโครงการทดลอง แต่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานจริงในองค์กร

ปูแนวทางรากฐานที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

แนวทางที่มักสร้างผลลัพธ์ได้ดี คือการเริ่มต้นจากกรณีใช้งานที่สามารถสร้างคุณค่าทางธุรกิจได้ในระยะเวลาที่เหมาะสม เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภายในองค์กร การยกระดับประสบการณ์ลูกค้า หรือการสนับสนุนการตัดสินใจจากข้อมูล เมื่อเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนแล้ว จึงค่อยต่อยอดด้วยการวางโครงสร้างข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน และแนวทางกำกับดูแลที่รองรับการขยายตัวในระดับองค์กร นี่คือแนวทางที่หลายองค์กรใช้ในการเปลี่ยน AI จากโครงการทดลองให้กลายเป็นความสามารถทางธุรกิจที่ใช้งานได้จริง และเป็นแนวทางเดียวกับที่ TCC Technology เข้าไปสนับสนุนลูกค้า เพื่อให้การใช้งาน AI สามารถขยายผลได้อย่างยั่งยืน

AI กำลังกลายเป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อนธุรกิจยุคใหม่ เมื่อองค์ประกอบแต่ละส่วนทำงานร่วมกันได้อย่างเหมาะสม องค์กรจะไม่เพียงแค่เริ่มใช้ AI แต่จะสามารถเปลี่ยน AI ให้กลายเป็นกลไกสำคัญที่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องและช่วยยกระดับธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

4 Key Factors for AI Readiness to Drive Sustainable Business Growth

Over the past few years, AI has become one of the key drivers of business transformation. Many organizations are exploring opportunities to use AI to improve operational efficiency, enhance customer experiences, and support faster and more accurate decision-making. However, while many organizations have already started experimenting with AI, a large number of projects remain stuck in pilot phases or proof-of-concept stages and have yet to scale into enterprise-wide implementation. In many cases, the limitation is not the choice of technology itself, but rather the organization’s readiness to integrate AI with its existing systems, data, and workflows. Today, OPEN-TEC (Tech Knowledge Sharing Platform), powered by TCC TECHNOLOGY GROUP, will take you to explore an important question: Is your organization truly ready to use AI to generate real business outcomes?

AI That Delivers Real Results Starts with a Strong Foundation

Implementing AI at the enterprise level is fundamentally different from simply experimenting with general-purpose tools. In real-world deployment, AI must work seamlessly with internal data, business systems, operational processes, and organizational security requirements. If these foundations are not ready, even the most advanced technology may fail to deliver the expected business value. As a result, successful AI adoption often begins with assessing organizational readiness across four key areas.

1. How Ready Is Your Data for AI?

Data is at the core of AI. Whether it is predictive analytics, automation, or Generative AI applications, the quality of the outcomes depends directly on the quality of the data. Many organizations possess large volumes of data, but that does not necessarily mean the data is ready for use. Common challenges include fragmented data spread across multiple systems, inconsistent formats, and the absence of shared standards, all of which make integration and practical usage more difficult than expected. Organizations should first consider where their critical data is stored, whether it is easily accessible, how complete and accurate it is, and whether it is properly structured for analysis.

At the same time, many organizations discover that the biggest challenge in AI initiatives is not building models, but preparing data for real-world use. TCC Technology helps organizations establish strong data foundations from the start, including integrating data from multiple sources, organizing data for usability, implementing centralized data platforms, and designing enterprise-ready data architectures. When data structures are clearly defined, AI development can progress more quickly while reducing long-term system maintenance and adjustment costs.

2. Can Your Infrastructure Support AI Workloads?

AI workloads differ significantly from traditional IT systems in terms of data volume, processing requirements, and scalability. Whether handling large-scale analytics, real-time processing, or applications requiring rapid response times, organizations need infrastructure capable of supporting computing power, storage, networking, and future scalability. Organizations should evaluate whether their current infrastructure can handle increasing workloads, whether it is flexible enough to support long-term growth, and whether costs can be managed efficiently as systems expand. Designing the right architecture from the beginning, whether cloud-based, hybrid, or specialized infrastructure, can significantly ease the transition from AI experimentation to enterprise-scale operations over the long term.

3. Do You Have Clear Governance and Security Frameworks?

As AI becomes increasingly connected to internal organizational data, governance and security immediately become critical concerns. Many organizations are able to quickly experiment with AI but lack clear usage frameworks, creating risks such as unauthorized data access, misuse of data, and compliance-related issues. From the outset, organizations should clearly define who owns the data, who has access to different types of information, which data can be used with AI systems, and whether monitoring and audit systems are in place. Strong governance frameworks do not slow innovation down. Instead, they enable organizations to scale AI adoption more securely and sustainably. TCC Technology’s cybersecurity services, for example, help organizations establish data protection strategies, including access control policies, protection measures for critical information, risk monitoring systems, and compliance readiness, enabling organizations to deploy AI more confidently in real operational environments.

4. Are Your Teams and Processes Ready to Drive AI Adoption?

For AI initiatives to generate meaningful business outcomes, collaboration across leadership, operations, and technology teams is essential. Many projects fail to move forward not because of technological limitations, but because organizations lack shared objectives or measurable business-focused success metrics. Organizations should consider whether the selected AI use cases truly address business needs, whether there are accountable project leaders to drive initiatives, and whether teams understand how workflows and processes will evolve.

When people and processes are fully prepared, AI stops being just an experimental project and becomes an integral part of everyday business operations.

Building a Strong Foundation for Sustainable AI Success

The most effective approach is often to begin with use cases that can generate business value within a reasonable timeframe, such as improving operational efficiency, enhancing customer experiences, or supporting data-driven decision-making. Once tangible results become visible, organizations can then expand by building scalable data structures, infrastructure, and governance frameworks that support enterprise-wide growth. This is the approach many organizations use to transform AI from a pilot initiative into a real business capability. It is also the same approach through which TCC Technology supports its customers so that AI adoption can scale sustainably.

AI is rapidly becoming a core driver of modern business transformation. When these elements work together effectively, organizations can do more than simply start using AI—they can turn AI into a key engine for delivering continuous business value.

Yili Group รายงานผลประกอบการปี 2568 รายได้และกำไรเติบโตแข็งแกร่ง พร้อมทำสถิติรายได้พุ่งขึ้นกว่า 500 เท่าในรอบ 30 ปี นับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา Yili Group ได้เผยแพร่รายงานผลประกอบการประจำปีงบการเงิน 2568 และประจำไตรมาส 1 ปีงบการเงิน 2569 ซึ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยในปี 2568 บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 115,931 ล้านหยวน และมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทแม่ 11,565 ล้านหยวน เพิ่มขึ้น 36.82% จากปีก่อนหน้า สะท้อนการเติบโตอย่างแข็งแกร่งทั้งรายได้และกำไร หรือ "dual growth" ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจผลิตภัณฑ์นมครบวงจร นอกจากนี้ ในไตรมาส 1 ปี 2569 ทั้งรายได้และกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทแม่ต่างทำสถิติสูงสุดระดับใหม่เช่นกัน



ในปี 2568 ธุรกิจทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ของ Yili ยังคงครองความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยธุรกิจหลักอย่างผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่มยังคงรักษาตำแหน่งอันดับหนึ่งของตลาดได้อย่างแข็งแกร่ง พร้อมขยายความได้เปรียบด้านส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นอีก ขณะที่ในไตรมาส 1 ปี 2569 Yili ยังคงเป็นผู้นำที่สามารถสร้างการเติบโตได้ท่ามกลางภาวะตลาดที่ท้าทาย โดยแบรนด์หลักอย่าง Satine และ AMBPOMIAL ยังคงครองตำแหน่งอันดับหนึ่งในตลาดได้อย่างมั่นคงเช่นเดิม

 

ขณะเดียวกัน ธุรกิจนมผงถือเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตสำคัญลำดับที่สองของ Yili ด้วยยอดขายนมผงโดยรวมที่ยังคงครองอันดับหนึ่งในตลาดจีนอย่างมั่นคงในปี 2568 ยิ่งไปกว่านั้น ผลิตภัณฑ์นมผงสำหรับทารกยังสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการก้าวขึ้นครองส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่งในประเทศจีนได้เป็นครั้งแรก ขณะที่ธุรกิจโภชนาการสำหรับทารกมีรายได้เติบโตในอัตราเลขสองหลัก นอกจากนี้ ธุรกิจไอศกรีมยังคงรักษาการเติบโตในระดับเลขสองหลัก โดยมีรายได้เข้าใกล้ระดับ 10,000 ล้านหยวน และครองความเป็นผู้นำอุตสาหกรรมยาวนานถึง 31 ปีติดต่อกัน

 

นอกเหนือจากความแข็งแกร่งในตลาดภายในประเทศแล้ว ธุรกิจต่างประเทศของ Yili ยังขยายตัวอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยในปี 2568 รายได้จากต่างประเทศของธุรกิจไอศกรีม ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์หลักในต่างประเทศ เติบโต 10.2% ขณะที่รายได้จากต่างประเทศของผลิตภัณฑ์นมแพะสำหรับทารกพุ่งสูงถึง 50.7% นอกจากนี้ ฐานการผลิตของ Yili ในประเทศนิวซีแลนด์และเนเธอร์แลนด์ยังคงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และส่วนผสมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านการแปรรูปขั้นสูงในระยะยาว ขณะเดียวกัน Yili ยังสร้างเครือข่ายการจัดจำหน่ายระหว่างประเทศหลายระดับ ซึ่งช่วยเสริมสร้างการเข้าถึงตลาดและขีดความสามารถด้านการแข่งขันในภูมิภาคสำคัญทั่วโลก ครอบคลุมทั้งอเมริกาเหนือ ยุโรป โอเชียเนีย และตะวันออกกลาง ปัจจุบัน Yili มีฐานการผลิตรวม 77 แห่งทั่วโลก และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในกว่า 80 ประเทศและภูมิภาค

 

ในฐานะผู้นำของอุตสาหกรรม Yili ไม่เพียงสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่องเท่านั้น หากยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว โดยบริษัทสามารถบรรลุจุดสูงสุดของการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ตั้งแต่ปี 2555 และตั้งเป้าบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนตลอดทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรมภายในปี 2593 จนถึงปัจจุบัน Yili ได้จัดตั้ง "โรงงานสีเขียว" ระดับประเทศรวม 45 แห่ง รวมถึงทุ่งหญ้าปลอดคาร์บอน 1 แห่ง และทุ่งหญ้าคาร์บอนต่ำอีก 4 แห่ง นอกจากนี้ บริษัทยังดำเนินโครงการเพื่อสังคมหลายโครงการภายใต้แนวคิด "Yili Homeland Initiative" อาทิ โครงการอนุรักษ์ช้างเอเชีย และโครงการปลูกต้นฮาโลไซลอน (Haloxylon) เพื่อร่วมส่งเสริมการอนุรักษ์ระบบนิเวศอย่างยั่งยืน

 

ปีนี้ถือเป็นวาระครบรอบ 30 ปีที่ Yili เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ตลอดระยะเวลาสามทศวรรษที่ผ่านมา Yili ได้เติบโตจากโรงงานท้องถิ่นขนาดเล็ก สู่บริษัทผลิตภัณฑ์นมอันดับหนึ่งของเอเชีย และก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นสำคัญของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นมระดับโลก โดยในช่วงเวลาดังกล่าว บริษัทมีรายได้เติบโตกว่า 500 เท่า กำไรเพิ่มขึ้นกว่า 700 เท่า และมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดขยายตัวเกือบ 400 เท่า

 

ในอนาคต บริษัทจะยังคงยึดมั่นในแนวคิดหลัก "ผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง" ดังที่ Pan Gang ประธานกรรมการของ Yili Group ให้ความสำคัญมาโดยตลอด โดยจะเดินหน้าตามเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ระยะยาว ทุ่มเทให้กับการผลิตนมคุณภาพสูง ตลอดจนส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้บริโภคหลายร้อยล้านครัวเรือนทั่วโลก

Yili Group Reports FY2025 Dual Growth in Revenue and Profit, Marking 500-Fold Revenue Surge in 30 Years Since Its Listing

On April 29, 2026, Yili Group released its FY2025 Annual Report and FY2026 Q1 Report, delivering record-high performance. In 2025, the company posted total revenue of RMB 115.931 billion, and net profit attributable to owners of the parent of RMB 11.565 billion, up 36.82% year-on-year. As a comprehensive dairy enterprise, Yili achieved "dual growth" in both revenue and profit. In the first quarter of 2026, the company's revenue and adjusted net profit attributable to owners of the parent both hit new highs.



In 2025, Yili's operations across all categories continued to lead the industry. The core liquid milk segment firmly maintained its No. 1 position with an expanding lead. In Q1 2026, it took the lead in achieving positive growth despite market headwinds. Notably, leading sub-category brands like Satine and AMBPOMIAL continued to spearhead the industry, firmly maintaining their No. 1 positions.


Serving as the second growth engine, the company's overall milk powder sales firmly ranked first in the Chinese market in 2025. Infant formula achieved a historic breakthrough by capturing the No. 1 market share in China. Meanwhile, the infant nutrition business recorded double-digit revenue growth. Furthermore, the ice cream segment achieved double-digit growth with revenue approaching RMB 10 billion, leading the industry for 31 consecutive years.


While achieving multiple breakthroughs in its domestic business, Yili's overseas operations also experienced rapid growth. In 2025, overseas revenue for the ice cream segment - a major category abroad - grew by 10.2%, while overseas revenue for infant goat milk formula surged by 50.7%. Yili's production bases in New Zealand and the Netherlands continued to advance their high-value-added product and ingredient strategies, continuously building differentiated advantages in advanced processing. Yili has also constructed a multi-tiered international sales network, further enhancing its market presence and competitiveness in global markets such as North America, Europe, Oceania, and the Middle East. Currently, Yili has established 77 production bases globally, with products sold to over 80 countries and regions.


As an industry leader, Yili not only achieves steady growth in business performance but also focuses on a sustainable future. Yili reached its carbon emissions peak in 2012 and has committed to achieving carbon neutrality across its entire industrial chain by 2050. To date, Yili has built 45 national-level "Green Factories," one carbon-neutral pasture, and four low-carbon pastures. It has also launched various public welfare programs under the "Yili Homeland Initiative," such as protecting Asian elephants and planting Haloxylon trees.


This year marks the 30th anniversary of Yili's listing. Over the past three decades, Yili has grown from a small local factory to Asia's No.1 dairy enterprise and a key player in the global dairy industry's first tier, with its revenue surging over 500-fold, profit soaring over 700-fold, and market capitalization rising nearly 400-fold.


Looking ahead, guided by the core philosophy of "consumer-centricity" emphasized by Pan Gang, Chairman of Yili Group, Yili will anchor its long-term strategic goals, dedicate itself to producing high-quality milk, and safeguard the health and well-being of hundreds of millions of families.

Friday, May 15, 2026

Empowering International Commercial Arbitration: Guangzhou Arbitration Commission Opens Global Appli

 Guangzhou Arbitration Commission

Recently, the Guangzhou Arbitration Commission (GZAC) opens global applications for its panel of arbitrators, seeking professionals with cross-border alternative dispute resolution (ADR) experience in fields including, but not limited to, law, international trade, and commerce.

The application process is conducted entirely online through the official application platform at https://zcyselect.gziac.cn , with applications open until June 15, 2026. Priority will be given to professionals with extensive experience in legal and commercial affairs, maritime and admiralty matters, science and technology, and ADR. The Commission is particularly interested in candidates with qualifications to practice in multiple jurisdictions, recognized professional standing, substantial experience in cross-border arbitral proceedings, and proficiency in at least one of the following languages: English, French, Spanish, Arabic, Russian, or Italian. Pursuant to the Regulations on the Construction of Guangzhou International Commercial Arbitration Center , which took effect in May 2026, the GZAC will establish an internationally competitive remuneration system for arbitrators, providing overseas arbitrators with market-oriented compensation aligned with their professional expertise and contributions.

According to the 2025 International Arbitration Survey, Guangzhou was ranked among the world's most preferred seats of arbitration, while the GZAC arbitration rule was recognized as among the world's most widely used arbitration rules. To date, the Commission has handled cases involving parties from 67 countries and jurisdictions, covering international trade, cross-border investment, intellectual property, and maritime and commercial disputes. Its arbitral awards have been recognized and enforced by courts in multiple jurisdictions, including the United States and Malaysia.

The Decision-Making Body of the GZAC comprises members from six jurisdictions, bringing together prominent legal practitioners and experts from representative civil law and common law jurisdictions, Belt and Road partner countries, BRICS member states, the Hong Kong SAR, and the Chinese mainland. Its executive body is led by Professor Mark Feldman, an American expert, marking the first appointment of a foreign national to lead the executive body of a Chinese arbitration institution.

The GZAC achieved full online operation of the entire arbitration process. Its recommended standards for online arbitration - a world first - have been endorsed by 102 overseas arbitration institutions and organizations. Furthermore, the Commission has established the APEC Online Dispute Resolution Platform (APEC ODR Platform) and launched the London Hearing Centre at the International Dispute Resolution Centre (IDRC) in the UK. This initiative pioneers a landmark arbitration model, as demonstrated by its inaugural case: with Guangzhou as the seat of arbitration, and London as the hearing venue, the entire proceedings were conducted online.

In 2025, the GZAC accepted a record-breaking caseload of 27,000 filings, representing a total amount in dispute of RMB 92.1 billion. Notably, the Commission's international docket comprised 877 foreign-related cases with an aggregate value of RMB 12.3 billion. With overseas arbitrators empanelled in 610 of these proceedings, the GZAC continues to solidify its position as China's premier seat for international disputes by volume of foreign-related cases.

Source: Guangzhou Arbitration Commission

คณะกรรมการอนุญาโตตุลาการกว่างโจวเปิดรับสมัครอนุญาโตตุลาการจากทั่วโลก มุ่งขับเคลื่อนการระงับข้อพิพาทไร้พรมแดน

คณะกรรมการอนุญาโตตุลาการกว่างโจว

คณะกรรมการอนุญาโตตุลาการกว่างโจว (GZAC) ประกาศรับสมัครผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกเมื่อไม่นานมานี้ เพื่อเข้าร่วมเป็นอนุญาโตตุลาการของทางสถาบัน โดยมุ่งเฟ้นหาบุคลากรที่มีประสบการณ์ด้านการระงับข้อพิพาททางเลือก (ADR) ข้ามพรมแดน ในสาขาต่าง ๆ เช่น กฎหมาย การค้าระหว่างประเทศ และพาณิชยการ

ผู้สนใจสามารถสมัครผ่านระบบออนไลน์ได้ที่แพลตฟอร์มอย่างเป็นทางการ https://zcyselect.gziac.cn จนถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ทั้งนี้ สถาบันฯ จะเน้นพิจารณาผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สูงด้านกฎหมายและกิจการพาณิชย์ กิจการทางทะเลและพาณิชยนาวี วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงเทคนิค ADR ตลอดจนผู้ที่มีคุณสมบัติปฏิบัติวิชาชีพในหลายเขตอำนาจศาล เป็นที่ยอมรับในวิชาชีพ มีประสบการณ์พิจารณาคดีอนุญาโตตุลาการข้ามพรมแดนอย่างกว้างขวาง และเชี่ยวชาญภาษาใดภาษาหนึ่ง ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน อาหรับ รัสเซีย หรืออิตาลี นอกจากนี้ ตามระเบียบว่าด้วยการก่อตั้งศูนย์อนุญาโตตุลาการพาณิชย์ระหว่างประเทศกว่างโจว (Regulations on the Construction of Guangzhou International Commercial Arbitration Center) ซึ่งมีผลบังคับใช้ในเดือนพฤษภาคม 2569 ทาง GZAC จะจัดตั้งระบบค่าตอบแทนตามมาตรฐานสากล เพื่อให้ค่าตอบแทนอนุญาโตตุลาการชาวต่างชาติเป็นไปตามกลไกตลาด สอดคล้องกับความเชี่ยวชาญและคุณูปการที่มีต่อสถาบัน

รายงานการสำรวจอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ประจำปี 2568 ระบุว่า กว่างโจวเป็นหนึ่งในสถานที่พิจารณาอนุญาโตตุลาการที่ได้รับความนิยมสูงสุดของโลก ขณะที่กฎอนุญาโตตุลาการของ GZAC ก็ได้รับการยอมรับว่ามีการนำไปใช้แพร่หลายเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ปัจจุบันคณะกรรมการฯ ได้พิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับคู่กรณีจาก 67 ประเทศและเขตอำนาจศาล ครอบคลุมทั้งการค้าระหว่างประเทศ การลงทุนข้ามพรมแดน ทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนข้อพิพาททางพาณิชย์และทางทะเล โดยคำชี้ขาดของสถาบันฯ ได้รับการยอมรับและบังคับใช้โดยศาลในหลายเขตอำนาจศาล รวมถึงสหรัฐอเมริกาและมาเลเซีย

องค์กรผู้มีอำนาจตัดสินใจของ GZAC ประกอบด้วยสมาชิกจาก 6 เขตอำนาจศาล ซึ่งเป็นการรวมตัวของนักกฎหมายและผู้เชี่ยวชาญชั้นนำจากทั้งระบบกฎหมายซีวิลลอว์และระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ รวมถึงประเทศพันธมิตรตามโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road), กลุ่มประเทศ BRICS, เขตปกครองพิเศษฮ่องกง และจีนแผ่นดินใหญ่ โดยมีศาสตราจารย์ มาร์ก เฟลด์แมน (Mark Feldman) ผู้เชี่ยวชาญชาวอเมริกัน เป็นผู้นำคณะผู้บริหาร ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่สถาบันอนุญาโตตุลาการในจีนแต่งตั้งชาวต่างชาติให้ดำรงตำแหน่งผู้นำคณะผู้บริหาร

GZAC ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนกระบวนการอนุญาโตตุลาการให้เป็นระบบออนไลน์เต็มรูปแบบ โดยมาตรฐานการอนุญาโตตุลาการออนไลน์ของสถาบันฯ ซึ่งเป็นแห่งแรกของโลก ได้รับการรับรองจากสถาบันและองค์กรอนุญาโตตุลาการต่างประเทศถึง 102 แห่ง นอกจากนี้ ยังได้สร้างสรรค์แพลตฟอร์มระงับข้อพิพาทออนไลน์เอเปค (APEC ODR Platform) และเปิดศูนย์พิจารณาคดีลอนดอน (London Hearing Centre) ณ ศูนย์การระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศ (IDRC) ในสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นการบุกเบิกโมเดลการอนุญาโตตุลาการที่ล้ำสมัย ดังเห็นได้จากคดีนำร่องที่กำหนดให้กว่างโจวเป็นสถานที่พิจารณาอนุญาโตตุลาการตามกฎหมาย และใช้ลอนดอนเป็นสถานที่พิจารณาคดี แต่ดำเนินกระบวนพิจารณาทั้งหมดผ่านระบบออนไลน์

ในปี 2568 GZAC มีจำนวนคดีที่ยื่นคำร้องสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 27,000 คดี มูลค่าข้อพิพาทรวม 9.21 หมื่นล้านหยวน โดยในจำนวนนี้เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ 877 คดี มูลค่ารวม 1.23 หมื่นล้านหยวน และมีอนุญาโตตุลาการต่างประเทศเข้าร่วมพิจารณาคดีถึง 610 คดี ด้วยผลงานนี้ GZAC จึงตอกย้ำจุดยืนในการเป็นสถานที่พิจารณาข้อพิพาทระหว่างประเทศอันดับหนึ่งของจีนเมื่อวัดจากปริมาณคดีต่างประเทศ

ที่มา: คณะกรรมการอนุญาโตตุลาการกว่างโจว

เมืองไป่เซ่อจัดกิจกรรมสานสัมพันธ์ ใช้มิติทางวัฒนธรรมหลอมรวมพรมแดนกว่างซี-เวียดนาม ชูมิตรภาพอันดีระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน

 ฝ่ายประชาสัมพันธ์เมืองไป่เซ่อ

เมืองไป่เซ่อในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน มีพื้นที่เทือกเขาและผืนน้ำที่เชื่อมต่อเป็นหนึ่งเดียว ทั้งยังมีมรดกทางวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีที่ถักทอร่วมกันอย่างแนบแน่นกับประเทศเวียดนาม ส่งผลให้เมืองไป่เซ่อกลายเป็นประตูบานสำคัญในการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน และการกระชับความสัมพันธ์ฉันมิตรในฐานะเพื่อนบ้านตามแนวชายแดนจีน-เวียดนาม โดยในช่วงเทศกาล Guangxi March 3rd - Bagui Carnival ประจำปี 2569 ที่จัดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ฝ่ายประชาสัมพันธ์เมืองไป่เซ่อได้อาศัยความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่เป็นพื้นที่ชายแดน จัดกิจกรรมข้ามพรมแดนที่หลากหลายอย่างพิถีพิถัน ครอบคลุมทั้งด้านกีฬา มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (ICH) การส่งเสริมการอ่านและวิถีพื้นบ้าน ด้วยกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่หลากหลายนี้ เมืองไป่เซ่อได้ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันทางวัฒนธรรมและสร้างความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนในพื้นที่ชายแดนให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น พร้อมทั้งยกระดับภาพลักษณ์ของพื้นที่ชายแดนในฐานะต้นแบบแห่งมิตรภาพอันดีระหว่างจีน-เวียดนาม และผลักดันการหลอมรวมทางวัฒนธรรมข้ามพรมแดนให้โดดเด่นยิ่งขึ้น

ใช้กีฬาเป็นสื่อกลาง: ถักทอสายใยเชื่อมใจสองฝั่งพรมแดน

เมื่อวันที่ 23 เมษายน การแข่งขันฟุตบอลกระชับมิตรบุคลากรชายแดนจีน-เวียดนาม ได้เปิดฉากขึ้น ณ อำเภอหน่าโป เมืองไป่เซ่อ โดยมีทีมจากจังหวัดชายแดนของเวียดนามและเหล่านักกีฬาจากอำเภอชายแดนของจีนมาร่วมลงสนามประชันแข้งและแลกเปลี่ยนทักษะ ซึ่งการแข่งขันที่เปี่ยมด้วยมิตรภาพนี้ได้ช่วยสร้างความเข้าใจและกระชับความสัมพันธ์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 25 เมษายน ยังได้มีการจัดการแข่งขันบาสเกตบอลมิตรภาพจีน-เวียดนาม ณ โรงยิมเนเซียมเมืองจิ้งซี อีกด้วย

ซีรีส์กิจกรรมกีฬาระหว่างประเทศชุดนี้ ซึ่งเน้นทั้งการแข่งขันและการมีส่วนร่วมของมวลชน ไม่เพียงแต่จะช่วยเติมเต็มวิถีชีวิตทางวัฒนธรรมและกีฬาให้แก่ผู้อยู่อาศัยตามแนวชายแดน รวมถึงส่งเสริมการสร้างเสริมสุขภาพของประชาชนเท่านั้น แต่ยังอาศัยพลังแห่งความเปิดกว้างของกีฬามาเป็นเครื่องมือทลายกำแพงทางภูมิศาสตร์ เพื่อหลอมรวมความผูกพันฉันเพื่อนบ้านระหว่างชาวจีนกับชาวเวียดนามตามแนวชายแดนให้เป็นปึกแผ่นยิ่งขึ้น

สืบสานเสน่ห์มรดกภูมิปัญญา: สะท้อนอัตลักษณ์พื้นบ้าน เชื่อมตำนานสองแผ่นดิน

เมื่อวันที่ 23 เมษายน งานแลกเปลี่ยนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมพื้นบ้านจีน-เวียดนาม ในหัวข้อ Southern Melody, Resonance Across Two Nations ได้มีขึ้น ณ เมืองจิ้งซี โดยเป็นการรวมตัวของศิลปินชั้นยอดจากจิ้งซี เต๋อเป่า และหน่าโป พร้อมด้วยคณะนักแสดงจ่าหลิญ (Tr? L?nh) จากจังหวัดกาวบั่ง ประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นการนำสุดยอดศิลปะพื้นบ้านของทั้งสองประเทศมาจัดแสดงร่วมกัน

บนเวทีมีการสลับหมุนเวียนกันขึ้นแสดงของงิ้วจ้วงแดนใต้และการขับร้องลำนำจ้วงมัวหลุน ควบคู่ไปกับการสาธิตงานฝีมือการทอผ้ายกจ้วงอันวิจิตรบรรจง และการแสดงพื้นบ้านชายแดนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยศิลปินจากทั้งจีนและเวียดนามได้ร่วมกันถ่ายทอดเสน่ห์ของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ซึ่งรากเหง้าทางประเพณีที่มีร่วมกันนี้ได้ทลายกำแพงของพรมแดนประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงการแลกเปลี่ยนระดับประชาชนและการอยู่ร่วมกันทางวัฒนธรรมตามแนวชายแดนจีน-เวียดนามอย่างเป็นรูปธรรมและมีชีวิตชีวา

อวลกลิ่นอายปัญญาข้ามพรมแดน: บ่มเพาะมิตรภาพเยาวชนจีน-เวียดนามผ่านการอ่าน

เมื่อวันที่ 25 เมษายน ได้มีการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนในธีม Books Link China and Vietnam, Youth Share the Joy of Reading ณ ร้านหนังสือด่านพรมแดนเมืองจิ้งซี ภายในงานนี้ กว่างซี พับลิชชิง แอนด์ มีเดีย กรุ๊ป (Guangxi Publishing & Media Group) ได้มอบป้ายแต่งตั้งให้สถานที่แห่งนี้เป็น "จุดร่วมอ่านหนังสือ จีน-เวียดนาม" อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นการสร้างแพลตฟอร์มถาวรแห่งใหม่เพื่อขับเคลื่อนการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมจีน-เวียดนาม ในเมืองไป่เซ่อ และวางรากฐานอันมั่นคงเพื่อรองรับการสื่อสารทางวัฒนธรรมข้ามพรมแดนในระยะยาว

ในงานนี้ เหล่านักเขียนและนักวิชาการทางวัฒนธรรมจากทั้งจีนและเวียดนาม ได้มารวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะและแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์วรรณกรรม ขณะที่ตัวแทนเยาวชนจากทั้งสองประเทศต่างร่วมกันแนะนำผลงานวรรณกรรมท้องถิ่นที่โดดเด่นให้แก่กันและกัน กิจกรรมดังกล่าวได้ใช้หนังสือเป็นสายใยและใช้ตัวอักษรเป็นสะพานเชื่อม เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความคิดทางวัฒนธรรมและสร้างจิตสำนึกของเยาวชนทั้งสองฟากฝั่งพรมแดน

ท่วงทำนองแห่งมิตรภาพ: ขับขานบทเพลงเยาวชน เชื่อมใจสองฝั่งพรมแดน

เมื่อค่ำวันที่ 25 เมษายน มหกรรมคอนเสิร์ตเพลงพื้นบ้านร่วมสมัยเยาวชนจีน-เวียดนาม "March 3rd" ได้เปิดฉากขึ้น ณ เมืองเก่าจิ้งซี โดยนักร้องเยาวชนจากทั้งสองประเทศได้ร่วมกันขับขานบทเพลงที่หยั่งรากลึกในวัฒนธรรมพื้นบ้านอันทรงคุณค่าของทั้งสองชาติ ผสมผสานกลิ่นอายดนตรีพื้นเมืองเข้ากับดนตรีป๊อปสมัยใหม่ได้อย่างสร้างสรรค์ จนเกิดเป็นผลงานเพลงที่มีเอกลักษณ์ทางชาติพันธุ์แต่ยังคงความร่วมสมัยไว้อย่างน่าประทับใจ

ท่วงทำนองอันไพเราะเหล่านี้ได้ก้าวข้ามขุนเขาและท้องทะเล เพื่อเชื่อมโยงดวงใจเข้าด้วยกัน สะท้อนให้เห็นมิตรภาพอันจริงใจที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นระหว่างเยาวชนจีนและเวียดนาม ทั้งยังเป็นการเติมพลังใหม่ ๆ ให้กับวัฒนธรรมพื้นบ้านตามแนวชายแดนอีกด้วย

รื่นเริงวิถีพื้นบ้าน: แต้มสีสันความสุข เชื่อมโยงสายใยชาวชายแดน

เมื่อวันที่ 26 เมษายน ได้มีการจัดกิจกรรมวัฒนธรรม กีฬา และวิถีพื้นบ้าน "March 3rd" ของชาวชายแดนจีน-เวียดนาม ขึ้น ณ แหล่งท่องเที่ยวเอ้อเฉวียน เมืองจิ้งซี โดยบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคักของประเพณีท้องถิ่น มีทั้งการอวดโฉมชุดประจำชาติพันธุ์และการขับร้องเพลงพื้นบ้านลำตัดข้ามพรมแดน ซึ่งสะท้อนถึงความงดงามของการหลอมรวมทางวัฒนธรรมตามแนวชายแดนได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ การแสดงพื้นบ้านอันเป็นเอกลักษณ์อย่างการโยนลูกบอลปักและระบำคนแคระทุ่ง ยังช่วยถ่ายทอดเสน่ห์ของวัฒนธรรมจ้วงแบบดั้งเดิมเช่นกัน

ในโซนกิจกรรมสาธิตมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมและอาหารพื้นเมืองนั้น ชาวชายแดนทั้งจากฝั่งจีนและเวียดนามได้ร่วมกันทำลูกบอลปัก เรียนรู้งานฝีมือผ้ามัดย้อม และลิ้มรสข้าวเหนียวห้าสีร่วมกัน ซึ่งประสบการณ์ที่ได้สัมผัสและมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดนี้เอง ที่ช่วยทลายกำแพงและขยับความสัมพันธ์ของประชาชนทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น

นานากิจกรรมแลกเปลี่ยนข้ามพรมแดนของเมืองไป่เซ่อในครั้งนี้ ครอบคลุมทั้งมิติด้านกีฬา มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม วรรณกรรม ดนตรี และวิถีชีวิตพื้นบ้าน ซึ่งความหลากหลายและเนื้อหาที่เข้มข้นนี้ได้สร้างรูปแบบการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนตามแนวชายแดนจีน-เวียดนามที่ครบรส มีมิติ และกลายเป็นโมเดลต้นแบบของการเชื่อมสัมพันธ์อย่างเป็นรูปธรรม

ในอนาคตข้างหน้า เมืองไป่เซ่อจะยังคงนำจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้งและทรัพยากรทางวัฒนธรรมมาต่อยอด เพื่อขยายผลการแลกเปลี่ยนข้ามพรมแดนให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น พร้อมมุ่งมั่นปั้นแบรนด์กิจกรรมวัฒนธรรมชายแดนที่เป็นเอกลักษณ์ และจัดกิจกรรมวัฒนธรรม กีฬา และวิถีพื้นบ้านอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระชับมิตรภาพเพื่อนบ้านอันดีระหว่างจีน-เวียดนามให้มั่นคง พร้อมร่วมเขียนบันทึกหน้าใหม่ของการอยู่ร่วมกันทางวัฒนธรรม การเชื่อมใจถึงกัน และความร่วมมือที่ก้าวไปข้างหน้าร่วมกันอย่างยั่งยืนตลอดแนวพรมแดนของทั้งสองประเทศ

ที่มา: ฝ่ายประชาสัมพันธ์เมืองไป่เซ่อ