Tuesday, October 20, 2026

ค็อกพิทส่งต่อความห่วงใย ร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย ธงฟ้าลดค่าครองชีพ” มอบโปรโมชันสุดคุ้ม ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย พร้อมดูแลรถหลังน้ำท่วม


ค็อกพิท (COCKPIT) ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรภายใต้การบริหารงานโดยบริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ขานรับนโยบายภาครัฐภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย ธงฟ้าลดค่าครองชีพ” เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนชาวไทยในช่วงฟื้นฟูหลังสถานการณ์น้ำท่วม ในโอกาสนี้ มีตัวแทนจากบริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เข้าร่วมพิธีเปิด ซึ่งจัดขึ้น ณ ห้องประชุมบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ พร้อมให้การต้อนรับนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และคณะผู้บริหาร เยี่ยมชมบูธ COCKPIT ซึ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์และโปรโมชันพิเศษที่ร่วมสนับสนุนนโยบายภาครัฐ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลและฟื้นฟูสภาพรถให้ลูกค้ากลับมาใช้งานรถได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยอีกครั้ง ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2569 โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • บริการตรวจเช็กความปลอดภัยเบื้องต้นหลังน้ำท่วม ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย* โดยทีมช่างผู้เชี่ยวชาญ ครอบคลุม 9 รายการสำคัญ ได้แก่ ยางรถยนต์, น้ำมันเครื่องและของเหลว, แบตเตอรี่, ระบบเบรก, โช้คอัพ, ระบบไฟส่องสว่าง, ไส้กรอง, ใบปัดน้ำฝน และ สายพาน
  • ส่วนลดสูงสุด 4,000 บาท เมื่อเปลี่ยนยาง BRIDGESTONE รุ่นที่ร่วมรายการ* หรือส่วนลด 10% เมื่อเปลี่ยน ยาง FIRESTONE รุ่นที่ร่วมรายการ*
  • ชุดน้ำมันเครื่องฟรีไส้กรอง ราคาเริ่มต้นที่ 880 บาท*
  • แบตเตอรี่รถยนต์ พร้อมรับประกันนานสูงสุด 18 เดือน ราคาเริ่มต้นที่ 1,900 บาท*
โปรโมชันพิเศษเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลและฟื้นฟูสภาพรถให้ลูกค้ากลับมาใช้งานรถได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย

*หมายเหตุ:

  • เงื่อนไขของโปรโมชั่นเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด โดยลูกค้าสามารถเข้ารับบริการและเปลี่ยนยางรุ่นที่ร่วมรายการได้ที่ค็อกพิททุกสาขาทั่วประเทศ
  • สำหรับผู้ที่สนใจโปรโมชั่นดังกล่าวสามารถติดตามข้อมูล และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.cockpit.co.th หรือ www.facebook.com/CockpitTH หรือแผนกลูกค้าสัมพันธ์ โทร.1369

เกี่ยวกับบริดจสโตน ประเทศไทย:

บริดจสโตน ผู้นำระดับโลกด้านยางรถยนต์และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับยาง พร้อมนำเสนอโซลูชั่นด้านการเดินทางที่ปลอดภัยและยั่งยืน และสำหรับประเทศไทย บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด คือหนึ่งในผู้ผลิตชั้นนำในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และบริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำด้านการนำเข้า จัดจำหน่าย และทำการตลาดยางรถยนต์ภายใต้แบรนด์บริดจสโตน, ไฟร์สโตน และเดย์ตันแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย บริดจสโตนเป็นแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า ตัวแทนจำหน่าย และพันธมิตรทางธุรกิจ เรานำเสนอกลุ่มผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์พรีเมียมที่หลากหลายและโซลูชั่นขั้นสูง ซึ่งพัฒนาจากนวัตกรรมทางเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาการเดินทาง, การใช้ชีวิต, การทำงาน และการพักผ่อนของผู้คนทั่วโลก

เกี่ยวกับ ค็อกพิท

ค็อกพิท (Cockpit) ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรที่พร้อมให้บริการที่หลากหลาย อาทิ บริการเปลี่ยนยางรถยนต์ น้ำมันเครื่อง เบรก โช้คอัพ แบตเตอรี่ และการบำรุงรักษารถยนต์ตามระยะทาง ด้วยสินค้าคุณภาพสูงที่คัดสรรจากผู้ผลิตชั้นนำ และบริการมาตรฐานจากทีมช่างผู้ชำนาญ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัยด้วยการให้บริการด้วยความุ่งมั่น คำนึงถึงความปลอดภัย ใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อนำเสนอสินค้าและบริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า ที่ครอบคลุมพื้นที่ถึง 256 สาขาทั่วประเทศ* (ข้อมูล ณ เดือนตุลาคม 2569)

COCKPIT Extends the Support to Thai Consumers Under the “Thai Helps Thai: Blue Flag Cost of Living Relief” Project, Offering Special Promotions to Ease Expenses and Take Care of Vehicles After Flooding

 


COCKPIT, a Fast Fit One-Stop Auto Care Center under the operation of Bridgestone Sales (Thailand) Co., Ltd., is joining forces with the Department of Internal Trade, Ministry of Commerce, in support of the government’s project under the “Thai Helps Thai: Blue Flag Cost of Living Relief”. This government initiative aims to help ease the financial burden on Thai consumers during the post-flood recovery period. On this occasion, representatives from Bridgestone Sales (Thailand) Co., Ltd. attended the official opening ceremony, held in the Burachat Chaiyakorn Room, 4th Floor, Office of the Permanent Secretary, Ministry of Commerce. They also welcomed Mr. Poonpong Naiyanapakorn, Permanent Secretary, and the ministry’s executive team during their visit to the COCKPIT booth, where products and special promotions supporting the government initiative were showcased. As part of this effort, COCKPIT is offering special promotions to help customers reduce automotive maintenance and restoration costs, enabling them to get back on the road with confidence and safety. The promotions are available until 31 December 2026, as follows:

  • FREE Basic Vehicle Safety Inspection After Flooding* by professional technicians, covering nine key inspection items, including tires, engine oil and fluids, battery, braking system, shock absorbers, lighting system, filters, windshield wipers, and belts.
  • Discount up to THB 4,000 on selected BRIDGESTONE tires* or enjoy 10% off selected FIRESTONE tires*.
  • FREE Oil Filter with an Engine Oil Package, starting at THB 880*.
  • Car Batteries starting at THB 1,900*, with a warranty of up to 18 months.
Special promotions to help ease the cost of vehicle maintenance and restoration, enabling customers to get back on the road with confidence and safety.

*Remarks:

  • Promotions are subject to the company’s terms and conditions. Customers can access the services and purchase eligible tire models at all COCKPIT branches nationwide.
  • For more information about these promotions, please visit https://www.cockpit.co.th/ and https://www.facebook.com/CockpitTH or contact the COCKPIT Customer Relations Center at 1369.

About Bridgestone in Thailand: 

Bridgestone is a global leader in tires and rubber building on its expertise to provide solutions for safe and sustainable mobility. In Thailand, Thai Bridgestone Co., Ltd. (TBSC) is a leading manufacturer in the Thai automotive industry, while Bridgestone Sales (Thailand) Co., Ltd. (BSTL) is the exclusive importer & distributor, and supervises the marketing strategy for Bridgestone, Firestone and Dayton branded tires in Thailand. Bridgestone is a brand trusted by its customers, dealers and business partners. Bridgestone offers a diverse product portfolio of premium tires and advanced solutions backed by innovative technologies, improving the way people around the world move, live, work and play.          

About COCKPIT:  

COCKPIT, One Stop Auto Care Center, offers a variety of vehicle maintenance services from tires, motor oils, brakes, suspensions, batteries, and scheduled maintenance. All parts and consumables are of the highest quality from leading manufacturers, and all services are performed by highly trained and qualified technicians using modern tools and equipment. Our mission is the commitment to serve with emphasis on safety in every detail, to offer the best products and services to customers. There are 256 COCKPIT stores nationwide* (as of October 2026). 

“เงินเทอร์โบ” จับมือ “responsAbility” Impact Fund ระดับโลก ผ่านเงินกู้ 15 ล้านดอลลาร์ฯ เพื่อขยายสินเชื่อ สร้างโอกาสให้คนไทยที่เข้าไม่ถึงระบบธนาคาร


ชูสัญญาเงินกู้ระยะยาว 3 ปี เสริมศักยภาพการปล่อยสินเชื่อแก่ผู้เข้าไม่ถึงระบบธนาคาร พร้อมตอกย้ำก้าวสำคัญในระดับสากลด้วยแหล่งเงินทุนต่างประเทศด้าน Impact Investment สัญญาแรกของเงินเทอร์โบ

responsAbility Investments AG (“responsAbility”) Impact Asset Manager ชั้นนำจากสวิตเซอร์แลนด์ และบริษัท เงินเทอร์โบ จำกัด (มหาชน) (“เงินเทอร์โบ” หรือ SET: TURBO) ผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศความร่วมมือผ่านวงเงินสินเชื่อมูลค่า 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ระยะเวลา 3 ปี (เบิกจ่ายแล้วเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569)  ดีลนี้ถือเป็นการลงทุนครั้งแรกของ responsAbility ในเงินเทอร์โบ ซึ่งไม่เพียงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ responsAbility ในการสนับสนุนสถาบันการเงินที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในตลาดเกิดใหม่เท่านั้น แต่ยังตอกย้ำถึงธรรมาภิบาลและฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งของเงินเทอร์โบ ภายหลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา

เงินทุนก้อนนี้จะช่วยขยายการปล่อยสินเชื่อรายย่อยผ่านเครือข่ายสาขาของเงินเทอร์โบ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยที่ยังเข้าไม่ถึงบริการของธนาคารพาณิชย์ ได้เข้าถึงระบบการเงินอย่างทั่วถึง สำหรับเงินเทอร์โบ การได้รับเงินทุนระยะยาวข้ามพรมแดนจากผู้จัดการสินทรัพย์ระดับโลกครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการกระจายความเสี่ยงด้านแหล่งเงินทุน จากเดิมที่พึ่งพาธนาคารในประเทศเป็นหลัก ไปสู่การดึงดูดพันธมิตรทางการเงินระดับสากล

แม้คนไทยส่วนใหญ่จะมีบัญชีเงินฝาก แต่การเข้าถึงสินเชื่อในระบบยังคงเป็นข้อจำกัด โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานรายได้น้อย เกษตรกร และผู้ประกอบอาชีพอิสระ ที่ขาดเอกสารแสดงรายได้หรือประวัติเครดิต ทำให้ยากต่อการผ่านเกณฑ์ของธนาคารพาณิชย์ จนต้องหันไปพึ่งหนี้นอกระบบที่คิดดอกเบี้ยสูงกว่ามาก เงินเทอร์โบจึงเข้ามาเป็นหนึ่งในทางเลือกที่โปร่งใส ถูกกฎหมาย และอยู่ภายใต้การกำกับดูแล โดยเปิดให้ผู้กู้นำทรัพย์สินในชีวิตประจำวัน เช่น รถจักรยานยนต์ รถยนต์ หรือโฉนดที่ดิน มาใช้เป็นหลักประกันเพื่อเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้

เงินเทอร์โบก่อตั้งเมื่อปี 2560 เปิดสาขาแรกที่จังหวัดนนทบุรีในปี 2561 และเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันมีสาขากว่า 1,000 แห่ง ใน 54 จังหวัด ช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการได้ภายใน 20 นาที พร้อมเครือข่ายหน้าสาขาที่เปิดให้บริการ 7 วันต่อสัปดาห์ ผสานกับแอปพลิเคชันมือถือที่พัฒนาขึ้นเอง ช่วยให้บริหารต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และพิจารณาสินเชื่อได้สอดคล้องกับบริบทของคนในชุมชน

นอกจากนี้ บริษัทยังดำเนินงานตามกรอบการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending) ของธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างเคร่งครัด ทั้งการดูแลเพดานดอกเบี้ย การประเมินความสามารถในการชำระหนี้ และเกณฑ์ภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) ส่งผลให้พอร์ตสินเชื่อของเงินเทอร์โบเติบโต 11.3% (YoY) แตะระดับ 12,000 ล้านบาท (ประมาณ 360 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 การเติบโตอย่างมีวินัย คุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น และฐานทุนที่แข็งแกร่งขึ้นหลังเข้าตลาดหุ้น (IPO) ยังส่งผลให้บริษัทได้รับการจัดอันดับเครดิตองค์กรที่ระดับ “BBB-” แนวโน้ม “บวก” (Positive) จากทริสเรทติ้งอีกด้วย

Ashish Malik เจ้าหน้าที่การลงทุน ฝ่าย Financial Inclusion ของ responsAbility กล่าวว่า “เงินเทอร์โบเข้าถึงกลุ่มคนที่ธนาคารในไทยยังให้บริการได้ยาก ทั้งครัวเรือนในชนบท ผู้หญิง และผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งมีทรัพย์สินและมีรายได้เลี้ยงชีพ แต่ขาดเอกสารที่ธนาคารต้องใช้ในการพิจารณาสินเชื่อ สิ่งที่ทำให้เงินเทอร์โบโดดเด่นคือเครือข่ายสาขาที่ครอบคลุมพื้นที่ต่างจังหวัด ตลอดจนการยกระดับธรรมาภิบาลและความโปร่งใสหลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ  เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตของเงินเทอร์โบผ่านเงินทุนระยะยาว เพื่อเติมเต็มแหล่งเงินทุนร่วมกับธนาคารในประเทศ ”

นายสุธัช เรืองสุทธิภาพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เงินเทอร์โบ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ลูกค้าของเราคือเกษตรกร พ่อค้าแม่ค้าในตลาด พี่วินมอเตอร์ไซค์ และเจ้าของร้านค้าเล็ก ๆ พวกเขามีความมุ่งมั่นและมีวินัยในการชำระหนี้ สิ่งที่ขาดคือการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ ซึ่งบ่อยครั้งผลักให้ครอบครัวที่ทำงานหนักต้องไปพึ่งหนี้นอกระบบที่มีต้นทุนสูง ผู้ให้กู้แบบดั้งเดิมมองเห็นแต่ความเสี่ยง แต่เรามองเห็นศักยภาพ ด้วยการให้สินเชื่อที่อยู่ในระบบและคิดราคาอย่างเป็นธรรม เราช่วยนำผู้กู้เหล่านี้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งประวัติการชำระหนี้ที่ดีก็คือสิ่งที่พิสูจน์ความน่าเชื่อถือของพวกเขาได้ดีที่สุด  การที่ responsAbility เข้ามาร่วมลงทุนในฐานะผู้ให้กู้ด้าน Impact Investing รายแรกจากต่างประเทศ ถือเป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จของโมเดลการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและธรรมาภิบาลที่เราสร้างมาโดยตลอด อีกทั้งการได้รับวงเงินสินเชื่อระยะเวลา 3 ปีแบบไม่มีหลักประกันในครั้งนี้ แสดงถึงความเชื่อมั่นที่นักลงทุนระดับโลกมีต่อฐานะทางการเงินและการบริหารความเสี่ยงของเรา พร้อมเป็นรากฐานสำคัญให้เราเดินหน้าขยายความร่วมมือกับนักลงทุนสถาบันและผู้ให้กู้ต่างชาติต่อไป”

เกี่ยวกับเงินเทอร์โบ

บริษัท เงินเทอร์โบ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารของไทย ดำเนินธุรกิจภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET: TURBO) ก่อตั้งเมื่อปี 2560 ให้บริการสินเชื่อทะเบียนรถ สินเชื่อโฉนดที่ดิน และสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ แก่บุคคลและผู้ประกอบการรายย่อยที่ยังเข้าไม่ถึงบริการธนาคาร ผ่านสาขากว่า 1,000 แห่งใน 54 จังหวัด และช่องทางดิจิทัล รวมถึงให้บริการนายหน้าประกันภัยผ่านบริษัทย่อยที่ถือหุ้นทั้งหมด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทมีพอร์ตสินเชื่อสุทธิ 12,000 ล้านบาท และได้รับการจัดอันดับเครดิตที่ระดับ “BBB-” แนวโน้ม “บวก” จากทริสเรทติ้ง

เกี่ยวกับ responsAbility

responsAbility เป็น Impact Asset Manager ชั้นนำจากสวิตเซอร์แลนด์ ที่มีความเชี่ยวชาญเชิงลึกด้านการลงทุนในตลาดเอกชน (Private Markets) ทั่วตลาดเกิดใหม่ บริษัทให้การสนับสนุนทางการเงินทั้งในรูปแบบตราสารหนี้และตราสารทุนแก่สถาบันการเงิน กิจการ และกองทุนระดับกลาง (Mid-market Funds) โดยมุ่งสร้างผลลัพธ์เชิงบวกที่วัดผลได้ต่อผู้คนและโลก ควบคู่กับผลตอบแทนทางการเงินที่แข่งขันได้ ประเด็นด้านผลกระทบและ ESG ถูกผนวกไว้ตลอดกระบวนการลงทุน และได้รับการสนับสนุนผ่านการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 responsAbility บริหารสินทรัพย์มูลค่า 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลงทุนในราว 70 ประเทศ และทำงานร่วมกับนักลงทุนสถาบัน นักลงทุนเอกชน และภาครัฐ เพื่อนำเงินทุนไปลงทุนในวงกว้าง responsAbility ก่อตั้งเมื่อปี 2546 และได้ลงทุนเพื่อผลกระทบไปแล้วกว่า 18,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่ปี 2565 responsAbility เป็นส่วนหนึ่งของ M&G Investments ธุรกิจในเครือ M&G plc กลุ่มบริษัทด้านการออมและการลงทุนระดับโลก ที่มีขีดความสามารถด้านการบริหารสินทรัพย์และประกันภัย และมีฐานผู้ถือหุ้นสถาบันระยะยาว

ติดต่อสื่อมวลชน

  • เงินเทอร์โบ: ฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ | ir@turbo.co.th | +66 95 578 9293
  • responsAbility Investments AG: Richard Rogers | media@responsability.com | +41 44 403 2151

นครฝูโจวจัดการประชุมอุปกรณ์ทางทะเลโลก ประจำปี 2569 มุ่งผสานแนวคิดสีเขียวกับเทคโนโลยีอัจฉริยะ

 คณะกรรมการจัดการประชุมอุปกรณ์ทางทะเลโลก

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา การประชุมอุปกรณ์ทางทะเลโลก ประจำปี 2569 (World Maritime Equipment Conference 2026) ซึ่งจัดโดยรัฐบาลประชาชนมณฑลฝูเจี้ยน ได้เปิดฉากขึ้น ณ นครฝูโจว มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน และมีการจัดงานแสดงอุปกรณ์ทางทะเลนานาชาติฝูเจี้ยน ครั้งที่ 4 (4th Fujian International Maritime Equipment Expo) ควบคู่กัน ภายในงานมีผู้ประกอบการจากจีนและต่างประเทศกว่า 800 ราย ร่วมนำเสนออุปกรณ์ทางทะเลและนวัตกรรมทางเทคโนโลยีมากกว่า 7,000 รายการ

การประชุมในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด "Green, Smart and Collaborative: Navigating a Shared Blue Ocean" โดยมุ่งส่งเสริมการผสานแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับเทคโนโลยีอัจฉริยะในเชิงลึก พร้อมขับเคลื่อนการยกระดับอุตสาหกรรมทางทะเลด้วยนวัตกรรม และร่วมกันพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมทางทะเลรูปแบบใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ ทั้งยังให้ความสำคัญกับการประสานความร่วมมือตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตลอดจนการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา หน่วยงานวิจัย และภาคการประยุกต์ใช้ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมทางทะเลสู่อนาคตที่ยั่งยืนและมั่งคั่ง นอกจากนี้ การประชุมยังมุ่งพัฒนาเวทีแห่งนี้ให้เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือและการพัฒนาเศรษฐกิจทางทะเลในระดับนานาชาติ การสร้างสรรค์นวัตกรรมเทคโนโลยีทางทะเลร่วมกัน การเผยแพร่และส่งเสริมองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล ตลอดจนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างอารยธรรมทางทะเล

การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-19 ตุลาคม ภายใต้กรอบกิจกรรม "1+4+N" โดย "1" หมายถึงพิธีเปิดงาน ส่วน "4" หมายถึงกิจกรรมหลัก 4 รายการ ได้แก่ การประชุมหลักว่าด้วยอุปกรณ์ทางทะเล, การประชุมว่าด้วยความร่วมมือและการพัฒนานวัตกรรมอุตสาหกรรมเศรษฐกิจทางทะเลมณฑลฝูเจี้ยน, การประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยนวัตกรรมทางทะเลที่ยั่งยืนระหว่างจีนกับองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ประจำปี 2569 และกิจกรรมทบทวนประวัติศาสตร์การต่อเรือของฝูเจี้ยน สู่การพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเรือสมัยใหม่ ขณะที่ "N" ครอบคลุมกิจกรรมสนับสนุนและกิจกรรมคู่ขนานหลากหลายรายการ

ทั้งนี้ มณฑลกวางตุ้งได้รับเกียรติให้เป็นมณฑลเกียรติยศ (Guest Province of Honour) ขณะที่เมืองไท่โจว ในมณฑลเจียงซู และเมืองแปร์ปิญอง ประเทศฝรั่งเศส ได้รับเกียรติให้เป็นเมืองเกียรติยศ (Guest Cities of Honour) ส่วนมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เจียวทงและมหาวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ฮาร์บิน ได้รับเกียรติให้เป็นมหาวิทยาลัยเกียรติยศ (Guest Universities of Honour) ในการประชุมครั้งนี้

การประชุมอุปกรณ์ทางทะเลโลกจัดขึ้นที่นครฝูโจวมาแล้ว 3 ครั้ง โดยได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติเกือบ 3,000 คน จากกว่า 80 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก ในจำนวนนี้ประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงกว่า 70 คนจากบริษัทที่ติดอันดับ Fortune Global 500 และผู้แทนจากองค์การระหว่างประเทศกว่า 40 แห่ง ขณะที่งานแสดงอุปกรณ์ทางทะเลนานาชาติฝูเจี้ยน ซึ่งจัดขึ้นควบคู่กับการประชุม ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีทางทะเลรวมแล้วกว่า 20,000 รายการ และมีมูลค่าการซื้อขายรวมเกือบ 150,000 ล้านหยวน

World Maritime Equipment Conference 2026 opens in Fuzhou, Fujian

 Organizing Committee of the World Maritime Equipment Conference

On October 16, the World Maritime Equipment Conference 2026, hosted by the People's Government of Fujian Province, opened in Fuzhou City, Fujian Province. Held alongside the conference, the 4th Fujian International Maritime Equipment Expo attracted over 800 domestic and overseas enterprises, showcasing more than 7,000 marine equipment items and technological innovation achievements.

With the annual theme of "Green, Smart and Collaborative: Navigating a Shared Blue Ocean", this year's conference aims to promote an in-depth integration of green concepts and intelligent technologies, focus on innovation-driven upgrading of the maritime industry, jointly build a new green and intelligent maritime ecosystem, and center on high-efficiency coordination between upstream and downstream links of the industrial chain as well as close synergy among industry, academia, research, and application, thereby steering together toward a sustainable and prosperous maritime future; it is also dedicated to creating an important platform for international cooperation and development in the marine economy, collaborative innovation in marine technology, popularization and promotion of marine scientific knowledge, and exchange and mutual learning among marine civilizations.

From October 16 to 19, the conference will roll out its agenda under an overall "1+4+N" framework - where "1" represents the opening ceremony; "4" highlights four major flagship events, including the Maritime Equipment Conference Forum (Main Forum), the Fujian Marine Economy Industry Cooperation and Innovative Development Conference, the IMO-China Sustainable Maritime Innovation Workshop 2026, and A Review of Fujian Chuangzhen's Shipbuilding History and Modern Shipbuilding Industry Development; and "N" encompasses a wide array of supporting and concurrent activities.

Guangdong Province serves as the Guest Province of Honour; Taizhou in Jiangsu Province and Perpignan in France serve as the Guest Cities of Honour; Shanghai Jiao Tong University and Harbin Engineering University serve as the Guest Universities of Honour.

The World Maritime Equipment Conference has been successfully held in Fuzhou for three sessions, attracting nearly 3,000 domestic and international guests from over 80 countries and regions, including more than 70 executives from Fortune Global 500 companies and representatives from over 40 international organizations. The Maritime Equipment Expo, held alongside the conference, has cumulatively exhibited over 20,000 marine technology products, reaching a transaction volume of nearly RMB 150 billion.

เหลียงจู่ ฟอรัม ครั้งที่ 4 เปิดเวทีนานาชาติ ณ นครหางโจว เชื่อมโยงอดีตสู่อนาคตผ่านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม

 คณะกรรมการจัดการประชุมเหลียงจู่ ฟอรัม ครั้งที่ 4

ในเดือนตุลาคมนี้ แหล่งโบราณคดีเหลียงจู่ ในเขตอวี่หาง นครหางโจว ทางตะวันออกของจีน กลับมาเป็นที่จับตามองของประชาคมโลกอีกครั้ง เมื่อการประชุมเหลียงจู่ ฟอรัม (Liangzhu Forum) ครั้งที่ 4 เปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม โดยมีแขกผู้มีเกียรติจากจีนและนานาประเทศหลายร้อยคนเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและหารือเชิงลึก ภายใต้หัวข้อ "เชื่อมโยงอดีตสู่อนาคต อนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในยุคสมัยของเรา"

ปีนี้นับเป็นวาระครบรอบ 90 ปีแห่งการค้นพบแหล่งโบราณคดีเหลียงจู่ (Liangzhu Site) ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 5,000 ปีก่อน ชาวเหลียงจู่โบราณได้สร้างเมืองขนาดใหญ่ขึ้น ณ ดินแดนแห่งนี้ พร้อมทั้งหล่อหลอมอารยธรรมการทำนาข้าวอันรุ่งเรือง จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2562 ซากโบราณสถานเมืองเหลียงจู่ (Archaeological Ruins of Liangzhu City) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก นับเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สะท้อนถึงความรุ่งเรืองของอารยธรรมจีนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 5,000 ปี

ปัจจุบัน ดินแดนโบราณแห่งนี้มิได้เป็นเพียงแหล่งขุดค้นทางโบราณคดีเท่านั้น หากยังพัฒนาเป็นเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างอารยธรรม ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรมได้ทำความเข้าใจ รับฟัง และสร้างแรงบันดาลใจซึ่งกันและกัน

เหลียงจู่ ฟอรัม ซึ่งจัดขึ้นครั้งแรกในปี 2566 มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและการเสวนาด้านอารยธรรมระหว่างจีนกับประเทศพันธมิตรภายใต้ข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative) โดยต่อยอดจากความสำเร็จของการจัดงานทั้งสามครั้งที่ผ่านมา จนพัฒนาเป็นกลไกถาวรระดับชาติสำหรับการแลกเปลี่ยนและส่งเสริมความเข้าใจระหว่างอารยธรรม

ที่ผ่านมา เหลียงจู่ ฟอรัม ได้ต้อนรับผู้เข้าร่วมกว่า 1,300 คน จาก 115 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก พร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในหลากหลายด้าน อาทิ การวิจัยทางโบราณคดีร่วมกัน การจัดนิทรรศการแลกเปลี่ยนโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ ตลอดจนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคนิคด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม และในปีนี้ เวทีการแลกเปลี่ยนระดับชาติแห่งนี้ยังได้รับการบรรจุไว้ในร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีนอีกด้วย

คณะกรรมการจัดการประชุมเหลียงจู่ ฟอรัม ครั้งที่ 4 เปิดเผยว่า นอกเหนือจากพิธีเปิดและการประชุมหลักแล้ว งานในปีนี้ยังประกอบด้วยการประชุมย่อย 5 เวที และกิจกรรมสนับสนุนอีก 5 รายการ โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญด้านมรดกทางวัฒนธรรมที่ได้รับความสนใจในระดับนานาชาติ ตั้งแต่การศึกษาทางโบราณคดีเกี่ยวกับอารยธรรมยุคแรก การเสนอชื่อแหล่งมรดกเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม การส่งคืนโบราณวัตถุที่สูญหาย ไปจนถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวในแหล่งมรดกอย่างยั่งยืน

การประชุมหลักประกอบด้วยการกล่าวสุนทรพจน์สำคัญ พิธีลงนามความร่วมมือระหว่างประเทศ และการเผยแพร่ผลการศึกษาที่สำคัญจากโครงการวิจัยว่าด้วยต้นกำเนิดอารยธรรมลุ่มแม่น้ำแยงซี ขณะที่การประชุมย่อยในหัวข้อต่าง ๆ ได้เปิดเวทีให้นักวิชาการร่วมสำรวจรากเหง้าของอารยธรรมโบราณ ควบคู่ไปกับการหาแนวทางรับมือกับความท้าทายในโลกปัจจุบัน โดยประเด็นสำคัญในการหารือครอบคลุมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม การส่งคืนโบราณวัตถุที่สูญหาย ตลอดจนการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมกับการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภายในห้องประชุมเท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่กิจกรรมสนับสนุนที่หลากหลาย ซึ่งช่วยถ่ายทอดอารยธรรมโบราณให้ปรากฏเป็นรูปธรรมและเข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น โดยศิลปิน 25 คน จาก 14 ประเทศ ได้เดินทางมายังนครหางโจวเพื่อสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสถานที่จริง โดยได้เยี่ยมชมแหล่งมรดกโลกยูเนสโก อาทิ ซากโบราณสถานเมืองเหลียงจู่ ทะเลสาบซีหู และคลองใหญ่ (ต้าอวิ้นเหอ) เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวและสะท้อนการหลอมรวมของอารยธรรมต่าง ๆ ผ่านผลงานศิลปะอันทรงคุณค่า

ขณะเดียวกัน ตลาดผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ทางวัฒนธรรมเหลียงจู่ยังเปี่ยมด้วยความคึกคัก โดยมีการผสานงานหัตถศิลป์ดั้งเดิมเข้ากับนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อพัฒนาห่วงโซ่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์อย่างครบวงจร ตั้งแต่การต่อยอดทรัพยากรทางวัฒนธรรมไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์สู่ตลาด นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเสวนาสำหรับเยาวชน โดยเปิดเวทีให้เอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศจีนและผู้เชี่ยวชาญได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักเรียนนักศึกษาเกี่ยวกับคุณค่าและความสำคัญของการเรียนรู้และสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างอารยธรรมต่าง ๆ

นอกเหนือจากกิจกรรมภายในฟอรัมแล้ว ระเบียงวัฒนธรรมเหลียงจู่ (Liangzhu Cultural Corridor) ยังเป็นต้นแบบของการบูรณาการการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมให้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวันของประชาชน ท่ามกลางความท้าทายที่แหล่งมรดกโลกหลายแห่งกำลังเผชิญในการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการพัฒนา กล่าวคือ การจำกัดการเข้าถึงพื้นที่เพื่อคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมอย่างเข้มงวดอาจทำให้แหล่งมรดกกลายเป็น "เกาะทางวัฒนธรรม" ที่ถูกตัดขาดจากสังคมโดยรอบ ในทางกลับกัน การพัฒนาที่มากเกินไปก็อาจส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อโบราณสถานได้เช่นกัน

แหล่งโบราณคดีเหลียงจู่ได้ริเริ่มแนวทางการอนุรักษ์และพัฒนาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง โดยมีซากเมืองโบราณเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงแหล่งประวัติศาสตร์ เมืองโบราณ หมู่บ้าน และอุทยานสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน พร้อมต่อยอดทรัพยากรทางโบราณคดีให้เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมท้องถิ่น ซึ่งช่วยสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของครัวเรือนในชุมชน แนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาที่เกื้อหนุนกันอย่างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม การเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน

มรดกทางวัฒนธรรมของเหลียงจู่ไม่ได้เป็นเพียงโบราณวัตถุที่ถูกเก็บรักษาไว้หลังรั้วกั้น หากยังได้รับการต่อยอดให้เข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น อาทิ ลวดลายจากเครื่องหยกโบราณถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ทางวัฒนธรรม ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน (VR) ยังช่วยพาผู้เข้าชมย้อนเวลากลับไปสัมผัสบรรยากาศของเมืองโบราณเมื่อกว่า 5,000 ปีก่อนได้อย่างใกล้ชิด และที่สำคัญ การพัฒนาทางวัฒนธรรมดังกล่าวยังช่วยให้ชุมชนและชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้แหล่งโบราณคดีได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมอีกด้วย

อารยธรรมต่าง ๆ งดงามและมีสีสันยิ่งขึ้นผ่านการแลกเปลี่ยน อีกทั้งยังทวีคุณค่าผ่านการเรียนรู้และสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน การประชุมเหลียงจู่ ฟอรัม เป็นเวทีแห่งการสนทนาและแลกเปลี่ยนอย่างเท่าเทียมและเปิดกว้าง บนผืนแผ่นดินที่สั่งสมประวัติศาสตร์มายาวนานกว่า 5,000 ปี เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมจากทั่วโลกได้ย้อนรำลึกถึงรากเหง้าและต้นกำเนิดร่วมกันของมนุษยชาติ พร้อมกับแสวงหาแนวทางในการนำมรดกทางวัฒนธรรมมารับมือกับความท้าทายในยุคปัจจุบัน เพื่อสืบสานภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าที่ผ่านการสั่งสมและพิสูจน์กาลเวลามาอย่างยาวนาน ให้เป็นแสงนำทางแก่สังคมทั้งในปัจจุบันและอนาคต

4th Liangzhu Forum Opens in Hangzhou to Facilitate Global Heritage Dialogue

 The Organizing Committee of the 4th Liangzhu Forum

This golden October season once again draws global attention to Liangzhu in Yuhang, east China's Hangzhou City, as the 4th Liangzhu Forum opened on October 18, drawing hundreds of Chinese and foreign guests to conduct in-depth discussions under the theme "Bridging the Past and Future: Safeguarding Cultural Heritage for Our Times."

This year marks the 90th anniversary of the discovery of the Liangzhu Site. More than 5,000 years ago, ancient Liangzhu people built a grand city here and created a brilliant rice-farming civilization. In 2019, the Archaeological Ruins of Liangzhu City were inscribed on the World Heritage List, providing tangible evidence for China's 5,000-year-old civilization.

Today, this ancient land is far more than an archaeological excavation site. It has grown into a venue where different civilizations listen to each other and draw mutual inspiration.

Launched in 2023, the Liangzhu Forum has advanced civilizational dialogue between China and Belt and Road partner countries. Building on the achievements of its previous three sessions, it has evolved into a permanent national-level mechanism for civilizational exchanges.

It has welcomed over 1,300 guests from 115 countries and regions worldwide. It has delivered substantial cooperation outcomes including joint archaeological research, reciprocal cultural relic exhibitions, and technical exchanges on heritage conservation. This national-level dialogue platform has been incorporated into the outline of China's 15th Five-Year Plan this year.

Apart from the opening ceremony and main forum, the 4th edition features five sub-forums and five supporting events, according to the organizing committee of the forum. The agenda addresses widely-discussed global heritage topics, covering early-civilization archaeology, World Heritage nomination, technology-driven heritage conservation, restitution of lost cultural relics, and sustainable tourism for heritage sites.

The main forum will host keynote speeches, international cooperation signing ceremonies, and the release of key findings from the Yangtze-River civilization origins research. During parallel sub-forums, scholars will trace the origins of ancient civilizations while tackling real-world challenges. Discussions will focus on new-tech heritage protection, the return of lost cultural relics, and the balance between heritage conservation and tourism development.

Meaningful exchanges go beyond conference halls. A rich array of supporting activities makes ancient civilizations visible and tangible. Twenty-five artists from 14 countries have come to Hangzhou for field-inspired creation. They visit UNESCO sites including the Archaeological Ruins of Liangzhu City, West Lake and the Grand Canal, capturing encounters between civilizations through artworks.

A lively Liangzhu cultural-creativity market blends traditional craftsmanship with AI-driven innovation, forming a complete industrial chain from cultural resources to creative products. Youth dialogue sessions will also take place, where foreign ambassadors to China and experts talk with students about the value of mutual learning among civilizations.

Beyond forum activities, the Liangzhu Cultural Corridor integrates heritage protection into ordinary people's daily lives. Many World Heritage sites face a well-known dilemma: closed protection may create isolated "cultural islands", while over-development risks damaging relics.

Liangzhu has explored a viable alternative approach. Centered on the ancient city ruins, it links historical sites, ancient towns, villages and cultural-creative parks. Archaeological resources fuel local industries and raise household incomes, achieving coordinated progress among conservation, industrial growth and public wellbeing.

Cultural heritage here is not merely a specimen locked behind fences. Ancient jade-cong motifs are adapted for cultural-creative merchandise. VR technology transports visitors back to the 5,000-year-old ancient city. Villagers near the site also share the benefits brought by cultural development.

Civilizations become colorful through exchange and enriched through mutual learning. The Liangzhu Forum provides an equal and open dialogue platform rooted in this 5,000-year-old land, enabling global participants to revisit humanity's shared ancient origins and explore how cultural heritage can respond to modern-day challenges, so that time-tested civilizational wisdom can illuminate the present and the future.