Monday, August 10, 2026

Yili จัดเวทีความยั่งยืนในการประชุมอุตสาหกรรมนมโลก ร่วมเปิดบทใหม่สู่การพัฒนาอุตสาหกรรมนมหลังปี 2573


 Yili Group

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา Yili Group เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมด้านความยั่งยืน (Sustainability Forum) ในการประชุมอุตสาหกรรมนมโลก (World Dairy Industry Conference) ประจำปี 2569 ณ เมืองฮูฮอต ประเทศจีน ภายใต้แนวคิด "เชื่อมโยงคุณค่าตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม สร้างสรรค์อนาคตสีเขียว" โดยมีแขกผู้มีเกียรติจากทั้งในประเทศและต่างประเทศกว่า 200 คนเข้าร่วมงาน ประกอบด้วยผู้บริหารองค์กรระหว่างประเทศชั้นนำ ตลอดจนผู้แทนจากบริษัทแถวหน้าในห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมนม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนและเปิดบทใหม่ของการพัฒนาอุตสาหกรรมนมโลกอย่างยั่งยืนหลังปี 2573 ซึ่งเป็นปีเป้าหมายของวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ

ในพิธีเปิดการประชุมอุตสาหกรรมนมโลกเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม สหพันธ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารนานาชาติ (IUFoST) ได้มอบป้ายประกาศเกียรติคุณและรางวัลที่ระลึกเพื่อยกย่องเมืองฮูฮอตในฐานะ "World Dairy Capital" หรือ เมืองหลวงแห่งอุตสาหกรรมนมโลก โดยในโอกาสนี้ Pan Gang ประธานกรรมการและประธานบริหาร Yili Group ได้เข้าร่วมพิธีในฐานะตัวแทนเพียงหนึ่งเดียวจากภาคอุตสาหกรรมนมระดับโลก ทั้งนี้ นับตั้งแต่เมืองฮูฮอตได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองหลวงแห่งอุตสาหกรรมนมของจีนในปี 2548 จนก้าวขึ้นสู่การเป็นเมืองหลวงแห่งอุตสาหกรรมนมโลกในปี 2569 Yili มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าครั้งประวัติศาสตร์ดังกล่าว โดยเฉพาะในด้านความยั่งยืน Yili ได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม พร้อมนำเสนอแนวทางด้านความยั่งยืนที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้และต่อยอดได้ในภาคอุตสาหกรรมนมของจีน ตลอดจนมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างอัตลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมของเมืองฮูฮอตอย่างต่อเนื่อง

Yili เป็นผู้บุกเบิกแนวทาง "Dual Footprint" ซึ่งครอบคลุมทั้ง Carbon Footprint และ Water Footprint เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนและลดการใช้น้ำตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม โดยเปลี่ยนแนวคิดให้เป็นแนวทางที่สามารถนำไปปฏิบัติและวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรมในทุกขั้นตอน นอกจากนี้ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่การดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ Yili ยังเป็นผู้นำในการจัดตั้งพันธมิตรระดับโลกสองกลุ่ม ได้แก่ Zero Carbon Alliance และ Low Water Footprint Initiative Alliance อีกทั้งยังร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ เช่น Tencent และ Lenovo ในการเปิดตัวโครงการ Sustainable Social Value Collaborative เพื่อบุกเบิกการบูรณาการคุณค่าทางสังคม คุณค่าทางธุรกิจ และคุณค่าด้านเงินทุน พร้อมส่งเสริมแนวคิดการสร้างสรรค์ร่วมกัน การได้รับประโยชน์ร่วมกัน และการแบ่งปันผลลัพธ์ร่วมกัน ทั้งนี้ ณ สิ้นปี 2568 แนวทางลดการปล่อยคาร์บอนของ Yili ได้รับการนำเสนอเป็นกรณีศึกษาในรายงานความก้าวหน้าของจีนในการดำเนินการตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนปี 2573 (ฉบับปี 2568) ซึ่งจัดทำโดยศูนย์ความรู้เพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (CIKD)

ในการประชุมครั้งนี้ แขกผู้มีเกียรติหลายท่านจากองค์กรระหว่างประเทศชั้นนำได้ร่วมกล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมนมโลกอย่างยั่งยืนในอนาคต โดย Dominik Wisser เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านนโยบายปศุสัตว์ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กล่าวว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมนมโลกมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางอาหารและการจัดหาโภชนาการ อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมนมกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความไม่สมดุลด้านการพัฒนา ซึ่งการรับมือกับความท้าทายเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความเป็นผู้นำจากบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมนม และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมนมที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำ โดย FAO จะยังคงส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความร่วมมือทางเทคนิค เพื่อสนับสนุนประเทศต่าง ๆ ในการบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนของอุตสาหกรรมนม

ความสำเร็จในการจัดประชุมครั้งนี้ช่วยสร้างฉันทามติในวงกว้าง พร้อมกำหนดแนวทางที่ชัดเจนสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมนมโลกอย่างยั่งยืนหลังปี 2573 อีกทั้งยังสะท้อนให้ประชาคมโลกเห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่และผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของอุตสาหกรรมนมจีนในการร่วมกันขับเคลื่อนสู่อนาคตที่ดียิ่งขึ้น โดยมี Yili เป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนถึงความสำเร็จดังกล่าว

ที่มา: Yili Group

Yili Hosts Sustainability Forum at the World Dairy Industry Conference, Together Embarking on a New Journey for Post-2030 Dairy Development


 Yili Group

On August 2, the Sustainability Forum of the 2026 World Dairy Industry Conference, hosted by Yili Group, took place in Hohhot. Under the theme of Connecting Industrial Value, Creating a Green Future, the event brought together over 200 domestic and international guests. Attendees included heads of leading international organizations and representatives of top enterprises across the dairy value chain, all gathered to write a new chapter for the sustainable development of the global dairy industry in the post-2030 era.

At the opening ceremony of the 2026 World Dairy Industry Conference on August 1, the International Union of Food Science and Technology (IUFoST) presented Hohhot with a plaque and a commemorative award designating it the World Dairy Capital. Pan Gang, Chairman and President of Yili Group, attended the ceremony as the sole representative of the global dairy industry. From Hohhot being named Dairy Capital of China in 2005 to becoming the World Dairy Capital in 2026, Yili has played a pivotal role in this historic leap. In terms of sustainability, Yili has stepped up as an industry chain leader, continuously providing replicable and adaptable sustainable solutions for China's dairy sector while reinforcing the city's green identity.

Yili has pioneered a dual footprint approach - targeting both carbon and water footprints - for full-chain emissions reduction, translating decarbonization from a concept into measurable and actionable steps at every stage. To drive green transformation across upstream and downstream operations, Yili spearheaded the establishment of two global alliances: the Zero Carbon Alliance and the Low Water Footprint Initiative Alliance. In addition, Yili has joined hands with enterprises including Tencent and Lenovo to launch the Sustainable Social Value Collaborative, an initiative that pioneers the integration of social, commercial, and capital value, and advocates the philosophy of co-creation, mutual benefit, and shared gains. At the end of 2025, Yili's decarbonization practices were featured as an innovative case in China's Progress Report on Implementation of the 2030 Agenda for Sustainable Development (2025), compiled by the Center for International Knowledge on Development.

At the forum, several distinguished guests from leading international organizations delivered speeches on the future sustainable development of the global dairy industry. Dominik Wisser, Senior Livestock Policy Officer at the Food and Agriculture Organization of the United Nations (FAO), pointed out that the development of the global dairy industry is essential for food security and nutrition supply. The sector is facing multiple challenges, including rising demand, climate change, and uneven development. Addressing these requires leadership from top dairy companies and collaboration across the entire value chain to chart a low-carbon path. Wisser added that the FAO will continue to facilitate experience-sharing and technical cooperation to help countries achieve their dairy sustainability goals.

The successful convening of the forum has built broad consensus and set out a clear roadmap for sustainable dairy development in the post-2030 era. It has also showcased to the global community the firm commitment and tangible achievements of China's dairy industry - exemplified by Yili - in creating a better future together.

Source: Yili Group

Friday, August 7, 2026

‘ค็อกพิท ศรีอรุณการยาง ยโสธร’ เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ เอาใจชาวยโสธรและพื้นที่ใกล้เคียง มอบโปรยางสุดคุ้มฉลองเปิดสาขาใหม่

ค็อกพิท (COCKPIT) ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรฟาสต์ฟิต ภายใต้การบริหารงานของบริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ฉลองเปิดสาขาใหม่‘ค็อกพิท ศรีอรุณการยาง ยโสธร (สาขาน้ำคำใหญ่)’ พร้อมโปรโมชันจัดเต็ม ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2569 เมื่อลูกค้าซื้อยางรถยนต์ BRIDGESTONE และ FIRESTONE (เฉพาะรุ่นที่ร่วมรายการ) รับส่วนลดสูงสุด 10% พร้อมรับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 1,000 บาท เมื่อซื้อยางรถยนต์ BRIDGESTONE และ FIRESTONE (เฉพาะรุ่นที่ร่วมรายการ)

นอกจากนี้ ยังรับสิทธิพิเศษเมื่อซื้อยาง DAYTON (เฉพาะรุ่นที่ร่วมรายการ) 3 เส้น แถมฟรี 1 เส้น โดยการเปิดสาขาใหม่ครั้งนี้เพื่อรองรับความต้องการของผู้ใช้รถยนต์ในจังหวัดยโสธรและพื้นที่ใกล้เคียงได้ใช้บริการอย่างครอบคลุมและสามารถเข้าถึงบริการดูแลรักษารถยนต์ได้อย่างสะดวกและครบวงจรด้วยทีมช่างมืออาชีพและมากประสบการณ์ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าในทุกการเดินทาง

พิเศษสุด! โปรโมชันฉลองเปิดสาขาใหม่ เฉพาะที่หน้าร้านเท่านั้น ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม –
31
สิงหาคม 2569 สิทธิ์มีจำนวนจำกัด (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด*)

  • ซื้อยางรถยนต์ BRIDGESTONE และ FIRESTONE (เฉพาะรุ่นที่ร่วมรายการ) รับส่วนลดสูงสุด 10% 
  • รับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 1,000 บาท สำหรับยางรถยนต์ BRIDGESTONE และ FIRESTONE (เฉพาะรุ่นที่ร่วมรายการ)
  • รับสิทธิพิเศษซื้อ 3 เส้น แถมฟรี 1 เส้น เมื่อซื้อยางรถยนต์ DAYTON (เฉพาะรุ่นที่ร่วมรายการ)

*หมายเหตุ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ค็อกพิท ศรีอรุณการยาง ยโสธร (สาขาน้ำคำใหญ่)

พิกัดร้าน ‘ค็อกพิท ศรีอรุณการยาง ยโสธร (สาขาน้ำคำใหญ่)’ มาที่เดียวครบ จบ ทั้งเรื่องรถและเรื่องยาง พร้อมให้บริการดูแลรถยนต์แบบครบวงจร โดยทีมช่างมืออาชีพ เพื่อความมั่นใจในทุกการเดินทาง

ข้อมูลค็อกพิท ศรีอรุณการยาง ยโสธร (สาขาน้ำคำใหญ่)

ที่ตั้ง: 355 หมู่ที่ 12 ตำบลน้ำคำใหญ่ อำเภอเมืองยโสธร จ.ยโสธร 35000

เวลาเปิดทำการ: วันจันทร์ – วันเสาร์ เวลา 8.00 – 18.00 น. (หยุดทุกวันอาทิตย์)

โทรศัพท์: 088-583-3609

เฟซบุ๊ก: https://www.facebook.com/Sriarunkarnyang

Google Map: https://maps.app.goo.gl/YKPRpdrdRAqR33qU8

เกี่ยวกับบริดจสโตน ประเทศไทย:

บริดจสโตน ผู้นำระดับโลกด้านยางรถยนต์และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับยาง พร้อมนำเสนอโซลูชั่นด้านการเดินทางที่ปลอดภัยและยั่งยืน และสำหรับประเทศไทย บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด คือหนึ่งในผู้ผลิตชั้นนำในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และบริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำด้านการนำเข้า จัดจำหน่าย และทำการตลาดยางรถยนต์ภายใต้แบรนด์บริดจสโตน, ไฟร์สโตน และเดย์ตันแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย บริดจสโตนเป็นแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า ตัวแทนจำหน่าย และพันธมิตรทางธุรกิจ เรานำเสนอกลุ่มผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์พรีเมียมที่หลากหลายและโซลูชั่นขั้นสูง
ซึ่งพัฒนาจากนวัตกรรมทางเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาการเดินทาง, การใช้ชีวิต, การทำงาน และการพักผ่อนของผู้คนทั่วโลก

เกี่ยวกับ ค็อกพิท

ค็อกพิท (Cockpit) ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรที่พร้อมให้บริการที่หลากหลาย อาทิ บริการเปลี่ยนยางรถยนต์ น้ำมันเครื่อง เบรก โช้คอัพ แบตเตอรี่ และการบำรุงรักษารถยนต์ตามระยะทาง ด้วยสินค้าคุณภาพสูงที่คัดสรรจากผู้ผลิตชั้นนำ และบริการมาตรฐานจากทีมช่างผู้ชำนาญ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัยด้วยการให้บริการด้วยความุ่งมั่น คำนึงถึงความปลอดภัย ใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อนำเสนอสินค้าและบริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า ที่ครอบคลุมพื้นที่ถึง 258 สาขาทั่วประเทศ* (ข้อมูล ณ เดือนกรกฎาคม 2569)

‘COCKPIT Sri Arun Karnyang Yasothon’ Officially Opens, Celebrating the Grand Opening with Exclusive Tire Promotions

COCKPIT, a Fast-Fit One-Stop Auto Care Center under the operation of Bridgestone Sales (Thailand) Co., Ltd., proudly announces the official opening of its new branch, ‘COCKPIT Sri Arun Karnyang Yasothon (Nam Kham Yai Branch)’. To celebrate the grand opening, the branch is offering exclusive promotional deals from July 24 to August 31, 2026. Customers purchasing participating BRIDGESTONE and FIRESTONE will receive up to 10% off, plus an additional discount of up to THB 1,000 on participating BRIDGESTONE and FIRESTONE tire models.

In addition, customers purchasing participating DAYTON tire models can enjoy a special Buy 3, Get 1 Free offer. The new branch aims to better serve customers in Yasothon Province and surrounding areas by providing convenient access to comprehensive automotive maintenance and tire services. Supported by a team of experienced and professional technicians, COCKPIT is committed to delivering premium-quality automotive service and helping customers drive with confidence on every journey.

Special offers to celebrate the new branch opening, available only at COCKPIT Sri Arun Karnyang Yasothon (Nam Kham Yai Branch) from July 24 to August 31, 2026. Limited offers available. (Terms and conditions apply.)

  • Receive up to 10% off participating BRIDGESTONE and FIRESTONE tire models.
  • Enjoy an additional discount of up to THB 1,000 on participating BRIDGESTONE and FIRESTONE tire models.
  • Purchase 3 participating DAYTON tires and get 1 tire free.

*Remark: For more information, please contact COCKPIT Sri Arun Karnyang Yasothon (Nam Kham Yai Branch)

Visit COCKPIT Sri Arun Karnyang Yasothon (Nam Kham Yai Branch).  The one-stop destination for comprehensive automotive and tire services, giving you confidence on every journey.

COCKPIT Sri Arun Karnyang Yasothon (Nam Kham Yai Branch) Information

Location: 355 Moo 12, Nam Kham Yai Subdistrict, Mueang Yasothon District, Yasothon 35000, Thailand

Opening Hours: Monday – Saturday at 8.00 AM – 6.00 PM

Contact number: 088-583-3609

Facebook: https://www.facebook.com/Sriarunkarnyang

Google Map: https://maps.app.goo.gl/YKPRpdrdRAqR33qU8

About Bridgestone in Thailand:      
Bridgestone is a global leader in tires and rubber building on its expertise to provide solutions for safe and sustainable mobility. In Thailand, Thai Bridgestone Co., Ltd. (TBSC) is a leading manufacturer in the Thai automotive industry, while Bridgestone Sales (Thailand) Co., Ltd. (BSTL) is the exclusive importer & distributor, and supervises the marketing strategy for Bridgestone, Firestone and Dayton branded tires in Thailand. Bridgestone is a brand trusted by its customers, dealers and business partners. Bridgestone offers a diverse product portfolio of premium tires and advanced solutions backed by innovative technologies, improving the way people around the world move, live, work and play.    

About COCKPIT:  

COCKPIT, One Stop Auto Care Center, offers a variety of vehicle maintenance services from tires, motor oils, brakes, suspensions, batteries, and scheduled maintenances. All parts and consumables are of the highest quality from leading manufacturers and are performed by highly trained and qualified technicians using modern tools and equipment. Our mission is the commitment to serve with emphasis on safety in every detail, to offer the best products and services to customers. There are 258 COCKPIT stores nationwide* (as of July 2026). 

Thursday, August 6, 2026

อีซี่มันนี่ ผนึกภาครัฐและเครือข่ายพันธมิตร เดินหน้าโครงการ “แว่นบุญ” ครั้งที่ 2 มอบแว่นสายตาแก่ประชาชน 600 คน ขยายโอกาสการมองเห็นสู่ชุมชนไทย

อีซี่มันนี่ กรุ๊ป เดินหน้าสานต่อพันธกิจด้านการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ผ่านโครงการเพื่อสังคม “แว่นบุญ” ครั้งที่ 2 โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ พร้อมผนึกกำลังเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคม ได้แก่ แว่นท็อปเจริญ, CU20 (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่น 20) และเหล่ากาชาดจังหวัดนครปฐม ร่วมตรวจวัดสายตาและส่งมอบแว่นสายตาให้แก่ประชาชนและเยาวชนรวม 600 คน ระหว่างวันที่ 3–4 สิงหาคม 2569 ณ ศาลากองอำนวยการ องค์พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม

กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนแนวคิดของอีซี่มันนี่ในการสร้าง “โอกาส” ให้กับผู้คนในหลายมิติ ไม่เพียงผ่านการเข้าถึงบริการทางการเงิน แต่ยังรวมถึงการสนับสนุนคุณภาพชีวิตในด้านที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะบริษัทเชื่อว่าการสร้างโอกาสที่ยั่งยืน เริ่มต้นจากการเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานที่ช่วยให้ผู้คนใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ

โครงการ “แว่นบุญ” ครั้งที่ 2 ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากการจัดกิจกรรมครั้งแรก พร้อมยกระดับความร่วมมือด้วยการขยายเครือข่ายพันธมิตรให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการตรวจวัดสายตาและแว่นสายตาที่มีคุณภาพ โดยในปีนี้ อีซี่มันนี่ แว่นท็อปเจริญ และ CU20 ได้ร่วมกันคัดเลือกผู้ได้รับแว่นสายตาจำนวน 300 คน จาก 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มเปราะบางในชุมชนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กลุ่มผู้สูงอายุอายุ 55 ปีขึ้นไป และนักเรียนในพื้นที่จังหวัดนครปฐม

ขณะเดียวกัน เหล่ากาชาดจังหวัดนครปฐม ได้ร่วมคัดเลือกผู้รับแว่นสายตาเพิ่มเติมอีก 300 คน จากโครงการ “แว่นตาเพื่อน้อง” ทำให้โครงการ “แว่นบุญ” ครั้งที่ 2 สามารถส่งมอบแว่นสายตาให้ แก่ประชาชน และเยาวชนรวมทั้งสิ้น 600 คน ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นการขยายโครงการสู่ต่างจังหวัดเป็นครั้งแรก สะท้อนพลัง ความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการยกระดับการเข้าถึงการดูแลสายตาของประชาชน

นายสิทธิวิชญ์ ตั้งธนาเกียรติ ประธานกรรมการบริหาร อีซี่มันนี่ กรุ๊ป กล่าวว่า “เราดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคม โครงการแว่นบุญ ถือเป็นหนึ่งในภารกิจหลักด้านสังคมที่อีซี่มันนี่ กรุ๊ป มุ่งมั่นเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนโครงการอย่างต่อเนื่องด้วยความเชื่อมั่นว่า “โอกาสในการมองเห็น คือจุดเริ่มต้นของทุกความเป็นไปได้ในชีวิต” ซึ่งการมีสายตาที่ดีไม่เพียงแต่ เป็นรากฐานสำคัญ แต่ยังเป็นปัจจัยพื้นฐานในการต่อยอดโอกาสทางการศึกษา การประกอบอาชีพ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

สำหรับจังหวัดนครปฐม ได้รับเลือกให้เป็นพื้นที่นำร่องแห่งแรกในการขยายโครงการนี้สู่ภูมิภาค โดยอีซี่มันนี่มีแผนต่อยอดโครงการไปยังอีก 2 จังหวัดภายในปีนี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการดูแลสายตาและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างทั่วถึง และเราจะยังคงเดินหน้าสร้างความร่วมมือในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งต่อคุณค่าและสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคมไทยในระยะยาว

จากความสำเร็จครั้งแรก อีซี่มันนี่ กรุ๊ป จึงได้ต่อยอดและยกระดับโครงการแว่นบุญ ครั้งที่ 2 ให้ครอบคลุม พื้นที่และเข้าถึงชุมชนมากยิ่งขึ้น โดยจัดกิจกรรมลงพื้นที่ตรวจวัดสายตาจำนวน 2 วัน ได้แก่วันที่ 3 และ 4 สิงหาคม 2569 ตั้งเป้าหมายให้บริการวันละ 300 คน รวม 600 คน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ”

ด้าน นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า “การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่นับเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องดำเนินควบคู่กับการพัฒนาเมืองและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง หรือผู้ด้วยโอกาสจำนวนมากที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ รวมถึงกลุ่มน้องนักเรียนที่ถือว่าเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต ซึ่งหากได้รับบริการจัดหาแว่นตาที่มีคุณภาพ ก็จะทำให้กลุ่มเป้าหมายเหล่านี้มีสุขภาพสายตาที่ดีขึ้น มีกำลังใจในการเรียนและพัฒนา คุณภาพชีวิตของตนเองให้ดีขึ้น การจัดกิจกรรมตรวจวัดสายตาและจัดหาแว่นตาถือเป็นความร่วมมือที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง”

โครงการ “แว่นบุญ” เป็นหนึ่งในกิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของอีซี่มันนี่ ที่มุ่งสร้างคุณค่าร่วมกับสังคมผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยบริษัทเชื่อว่าการเข้าถึงโอกาสพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นโอกาสทางการเงินหรือโอกาสในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ล้วนเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสังคมที่เข้มแข็ง และพร้อมเดินหน้าสร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้กับสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง

เกี่ยวกับอีซี่มันนี่

อีซี่มันนี่ เป็นผู้นำธุรกิจสินเชื่อทางเลือกของไทย ปัจจุบันมี 100 สาขาทั่วประเทศ ให้บริการสินเชื่อที่มีหลักประกัน (Asset-backed Financing) ครอบคลุมทองคำ เครื่องประดับ และทรัพย์สินมีค่าอื่น ๆ

อีซี่มันนี่มุ่งมั่นที่จะเป็น “โซลูชันทางการเงินที่ชาญฉลาดและเข้าถึงได้” โปร่งใส ยุติธรรม และทันสมัยเพื่อช่วยให้คนไทยทุกกลุ่มสามารถเปลี่ยนสินทรัพย์ให้เป็นโอกาสทางการเงินได้อย่างมั่นใจ www.easymoney.co.th 

Wednesday, August 5, 2026

สืบสานตำนานกุ้ยโจว สัมผัสเสน่ห์ "กุนซานจู" นาฏศิลป์พื้นเมืองระดับตำนาน ถอดรหัสประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณชนเผ่าเหมียว

 

บริษัท น่ายง หย่งคัง คัลเจอรัล ทัวริซึม อินเวสต์เมนต์ แอนด์ ดีเวลอปเมนต์ จำกัด

ลึกเข้าไปในวงโอบล้อมของขุนเขา ณ ตำบลจู๋ฉ่าง อำเภอน่ายง เมืองปี้เจี๋ย มณฑลกุ้ยโจว ยังคงมีมรดกทางวัฒนธรรมการเต้นรำอันเป็นเอกลักษณ์ของชนเผ่าเหมียว ที่ได้รับการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาอย่างยาวนาน ศิลปะการแสดงอันโดดเด่นนี้มีชื่อเรียกว่ากุนซานจู (Gunshanzhu) หรือเจ้าของฉายา "ไข่มุกแห่งที่ราบสูงกุ้ยโจว" ซึ่งทรงคุณค่าเป็นยิ่งกว่าการแสดง เพราะทำหน้าที่จดบันทึกประวัติศาสตร์การอพยพย้ายถิ่นฐาน สะท้อนภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอันรุ่มรวย และตอกย้ำจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งของชนเผ่าเหมียวไว้ได้อย่างงดงาม

ตำนานเล่าว่า ยามอพยพย้ายถิ่นฐานในอดีตกาล เส้นทางของชาวเหมียวต้องเผชิญกับเทือกเขาสูงชันและพงหนามรกร้าง เพื่อเปิดทางให้เพื่อนพ้องเดินทางผ่านพงไพร เหล่าผู้กล้าหาญจึงใช้ร่างกายของตนกลิ้งทับพงหนามอย่างไม่เกรงกลัวเพื่อถางทางให้คนในเผ่า ด้วยเหตุนี้ คนรุ่นหลังจึงได้จำลองท่วงท่าการกลิ้งตัวดังกล่าวมาต่อยอดและรังสรรค์เป็นระบำลู่เซิงอันเป็นเอกลักษณ์ เพื่อรำลึกถึงความกล้าหาญและหยาดเหงื่อแรงกายของบรรพบุรุษ โดยทุกท่วงท่าการกลิ้งตัวคือการคารวะต่อบรรพชน และทุกการกระโดดสะท้อนถึงจิตวิญญาณอันแรงกล้าของชนเผ่าเหมียว

กุนซานจูถือเป็นหนึ่งในศิลปะการเต้นรำที่ปราบเซียนและท้าทายที่สุดของชนเผ่าเหมียว ผู้แสดงจะสวมเสื้อนอกสีขาวปักลายอันประณีต และสวมหมวกขนไก่ฟ้า พร้อมบรรเลงลู่เซิงแบบ 6 ท่อ จุดที่ท้าทายที่สุดคือเสียงเพลงจะต้องพลิ้วไหวอย่างต่อเนื่อง นักเต้นจึงต้องเป่าลู่เซิงอย่างสม่ำเสมอโดยไม่สะดุด แม้ในยามที่ต้องโลดโผนด้วยท่วงท่าที่ยากและซับซ้อนก็ตาม

ในระหว่างการแสดง นักเต้นจะกลิ้งและหมุนตัวผ่านชามใส่น้ำที่วางเรียงเอาไว้ โดยต้องทรงตัวด้วยความแม่นยำอย่างน่าอัศจรรย์ พร้อมรังสรรค์ลีลาท่ารำอันตื่นตาตื่นใจ ไม่ว่าจะเป็นท่านางแอ่นบิน พีระมิดมนุษย์ หรือท่ามังกรพลิกกาย การผสานท่วงทำนอง การเคลื่อนไหว ลมหายใจ และพละกำลังเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบนี้เอง ที่หล่อหลอมให้เกิดเป็นสุนทรียศาสตร์อันเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะโบราณชนิดนี้

นับตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา กุนซานจูได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งในและต่างประเทศ จากคุณค่าทางศิลปะและนัยสำคัญทางวัฒนธรรม จนกระทั่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ระดับชาติชุดแรกของจีนอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2549

เบื้องหลังการดำรงอยู่ของศิลปะแขนงนี้ คือความทุ่มเทยาวนานหลายทศวรรษของหวัง จิงไฉ (Wang Jingcai) ผู้สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมการแสดงกุนซานจูระดับชาติ เขาได้ผสานเทคนิคกายกรรมเข้ากับท่วงท่ารำแบบดั้งเดิม จนยกระดับศิลปะพื้นบ้านจากชุมชนอันห่างไกลขึ้นสู่เวทีโลกได้สำเร็จ ยิ่งไปกว่านั้น สถานศึกษาในท้องถิ่นยังได้บรรจุวิชากุนซานจูเข้าในหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนรุ่นหลังร่วมสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมนี้ต่อไป

กุนซานจูจึงเปรียบประดุจจดหมายเหตุที่มีชีวิตและเป็นสัญลักษณ์แห่งความอดทนของชนเผ่าเหมียว ยามที่เสียงลู่เซิงกังวานขึ้นพร้อมท่วงท่าการกลิ้งและกระโดดทะยานของเหล่านักเต้น สิ่งที่ผู้ชมได้ประจักษ์แก่สายตาจึงไม่ได้มีเพียงทักษะอันน่าอัศจรรย์เท่านั้น หากแต่เป็นการได้ร่วมสัมผัสความทรงจำอันยาวนานนับพันปี มรดกทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่า ตลอดจนจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งของชนเผ่าผู้อยู่เบื้องหลัง

ที่มา: บริษัท น่ายง หย่งคัง คัลเจอรัล ทัวริซึม อินเวสต์เมนต์ แอนด์ ดีเวลอปเมนต์ จำกัด

Rolling Through History: Discover Gunshanzhu, Guizhou's Legendary Miao Dance

 

Nayong Yongkang Cultural Tourism Investment & Development Co., Ltd.

Deep in the mountains of Zhuchang Township, Nayong County, Bijie City, Guizhou Province, a unique Miao ethnic dance has been passed down for generations. Known as gunshanzhu, or the "Pearl of the Guizhou Plateau," this remarkable art form is more than a performance. It carries the memories of Miao migration, rich cultural traditions, and the enduring spirit of the Miao people.

According to legend, during the ancient migration of the Miao people, their journey was filled with rugged mountains and thorny paths. To help their people pass through the wilderness, brave Miao youths used their own bodies to roll through the thorn bushes, creating a path for their community. To honor this courage and hardship, later generations recreated these rolling movements and developed them into a unique lusheng dance. Every roll is a tribute to their ancestors. Every leap reflects the resilience of the Miao people.

Gunshanzhu is one of the most challenging forms of Miao ethnic dance. Performers wear embroidered white jackets and pheasant-feathered hats while playing six-pipe lusheng instruments. The greatest challenge is that the melody must never stop. Even while performing extremely difficult movements, dancers must continue playing the lusheng without interruption.

During performances, dancers roll and spin between bowls filled with water, balancing their bodies with remarkable precision. They perform breathtaking movements such as the Flying Swallows, Human Pyramid, and Rolling Dragon. The seamless combination of music, movement, breath, and strength creates the unique beauty of this ancient art.

Since the 1990s, gunshanzhu has earned recognition both at home and internationally for its unique artistic value and cultural significance. In 2006, it was included in the first batch of China's national intangible cultural heritage list.

Behind its preservation is the decades-long dedication of Wang Jingcai, a national-level inheritor of gunshanzhu. By incorporating acrobatic elements into the traditional dance, he helped bring this art form from remote communities to the world stage. Today, local schools have introduced gunshanzhu courses, allowing younger generations to continue this cultural legacy.

Gunshanzhu is a living historical record and a symbol of the Miao people's perseverance. When the sound of the lusheng rises and dancers begin to roll and leap, audiences witness more than extraordinary skills. They see a thousand-year-old memory, a cherished tradition, and the enduring spirit of a people.

Source: Nayong Yongkang Cultural Tourism Investment & Development Co., Ltd.