Tuesday, September 22, 2026

ค็อกพิทต่อยอดความสำเร็จ เปิด ‘ค็อกพิท ธงชัยออโต้เซอร์วิส 2026 นครนายก (สาขา 2)’ ขยายบริการรองรับผู้ใช้รถในนครนายกและพื้นที่ใกล้เคียง


ค็อกพิท (COCKPIT) ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรภายใต้การบริหารงานโดยบริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด รุกขยายเครือข่ายสาขาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดต่อยอดความสำเร็จเปิดให้บริการ ‘ค็อกพิท ธงชัยออโต้เซอร์วิส 2026 นครนายก (สาขา2)’ ในจังหวัดนครนายก เพื่อรองรับความต้องการของผู้ใช้รถในพื้นที่และผู้ที่เดินทางท่องเที่ยวในจังหวัดนครนายกและพื้นที่ใกล้เคียง พร้อมจัดกิจกรรมเปิดสาขาใหม่อย่างเป็นทางการ ตอกย้ำการส่งมอบประสบการณ์การดูแลรถยนต์แบบครบวงจร ด้วยผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์คุณภาพสูงที่หลากหลาย พร้อมทีมช่างมืออาชีพที่มีความเชี่ยวชาญ ให้บริการและคำปรึกษาด้านรถยนต์อย่างครบครัน เพื่อรองรับการเดินทางของผู้ใช้รถทั้งในชีวิตประจำวันและการเดินทางท่องเที่ยว สร้างความมั่นใจในทุกเส้นทาง

การขยายสาขาจากแห่งแรกสู่สาขาที่ 2 ของค็อกพิท ธงชัยออโต้เซอร์วิส 2026 นครนายก ตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นและการตอบรับที่ดีจากผู้ใช้รถในจังหวัดนครนายก หลังจากสาขาแรกได้รับการสนับสนุนจากลูกค้าในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความต้องการใช้บริการดูแลรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น และโอกาสในการขยายการให้บริการให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเดินทางท่องเที่ยวในจังหวัดนครนายกและพื้นที่ใกล้เคียง

‘ค็อกพิท ธงชัยออโต้เซอร์วิส 2026 นครนายก (สาขา2)’ พร้อมเติมเต็มการให้บริการด้านรถยนต์ที่ครบวงจรด้วยผลิตภัณฑ์
ด้วยอุปกรณ์ชั้นนำคุณภาพสูงครบครัน และทีมช่างมืออาชีพ

พิกัดร้าน ‘ค็อกพิท ธงชัยออโต้เซอร์วิส 2026 นครนายก (สาขา2)’ มาที่เดียวครบ จบ ทั้งเรื่องรถและเรื่องยาง พร้อมให้บริการดูแลรถยนต์แบบครบวงจร โดยทีมช่างมืออาชีพที่มีประสบการณ์

ข้อมูลค็อกพิท ธงชัยออโต้เซอร์วิส 2026 นครนายก (สาขา2)

ที่ตั้ง: 99/1 หมู่ที่ 10 ต.พรหมณี อ.เมืองนครนายก จ.นครนายก 26000

เวลาเปิดทำการ: วันจันทร์-วันอาทิตย์ เวลา 08.00 -17.30 น.

โทรศัพท์: 037-320-552

Google Map: https://maps.app.goo.gl/kRnasc1DCzcBXJGS9

เฟซบุ๊ก: https://www.facebook.com/thongchai1994.nakhonnayok/?locale=th_TH

เกี่ยวกับบริดจสโตน ประเทศไทย:

บริดจสโตน ผู้นำระดับโลกด้านยางรถยนต์และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับยาง พร้อมนำเสนอโซลูชั่นด้านการเดินทางที่ปลอดภัยและยั่งยืน และสำหรับประเทศไทย บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด คือหนึ่งในผู้ผลิตชั้นนำในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และบริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำด้านการนำเข้า จัดจำหน่าย และทำการตลาดยางรถยนต์ภายใต้แบรนด์บริดจสโตน, ไฟร์สโตน และเดย์ตันแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย บริดจสโตนเป็นแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า ตัวแทนจำหน่าย และพันธมิตรทางธุรกิจ เรานำเสนอกลุ่มผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์พรีเมียมที่หลากหลายและโซลูชั่นขั้นสูง
ซึ่งพัฒนาจากนวัตกรรมทางเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาการเดินทาง, การใช้ชีวิต, การทำงาน และการพักผ่อนของผู้คนทั่วโลก

เกี่ยวกับ ค็อกพิท

ค็อกพิท (Cockpit) ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรที่พร้อมให้บริการที่หลากหลาย อาทิ บริการเปลี่ยนยางรถยนต์ น้ำมันเครื่อง เบรก โช้คอัพ แบตเตอรี่ และการบำรุงรักษารถยนต์ตามระยะทาง ด้วยสินค้าคุณภาพสูงที่คัดสรรจากผู้ผลิตชั้นนำ และบริการมาตรฐานจากทีมช่างผู้ชำนาญ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัยด้วยการให้บริการด้วยความุ่งมั่น คำนึงถึงความปลอดภัย ใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อนำเสนอสินค้าและบริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า ที่ครอบคลุมพื้นที่ถึง 258 สาขาทั่วประเทศ* (ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2569)

COCKPIT Builds on Its Success with the Opening of ‘COCKPIT Thongchai Auto Service 2026 Nakhon Nayok (Branch 2),’ Expanding One-Stop Automotive and Tire Services in Nakhon Nayok and Nearby Areas


COCKPIT, a one-stop automotive service center operated by Bridgestone Sales (Thailand) Co., Ltd., continues to expand its branch network. COCKPIT builds on its success with the opening of ‘COCKPIT Thongchai Auto Service 2026 Nakhon Nayok (Branch 2)’, responding to the needs of car enthusiasts as well as visitors traveling to Nakhon Nayok and nearby areas. An official opening event was also held to celebrate the new branch and reaffirm COCKPIT’s commitment to delivering a comprehensive automotive care experience, featuring a wide range of high-quality products and equipment, supported by a team of experienced professional technicians who provide comprehensive automotive services and expert advice. The branch is designed to support motorists in their everyday driving as well as leisure and travel journeys, providing confidence on every road.

The expansion from the first branch to the second branch of COCKPIT Thongchai Auto Service 2026 Nakhon Nayok underscores the trust and positive response from car enthusiasts in Nakhon Nayok, following continued support from local customers for the first branch. This reflects the growing demand for automotive care services and the opportunity to further expand service coverage, catering to both everyday driving and travel needs in Nakhon Nayok and nearby areas.

 ‘COCKPIT Thongchai Auto Service 2026 Nakhon Nayok (Branch 2)’ is ready to provide comprehensive automotive services, equipped with a full range of high-quality, premium products and supported by professional technicians.

‘COCKPIT Thongchai Auto Service 2026 Nakhon Nayok (Branch 2)’ — your one-stop destination for automotive care and tires. Enjoy comprehensive vehicle care services delivered by experienced professional technicians.

COCKPIT Thongchai Auto Service 2026 Nakhon Nayok (Branch 2) Information:

Address: 99/1 Moo 10, Phrommani Subdistrict, Mueang Nakhon Nayok District,

Nakhon Nayok 26000, Thailand

Opening Hours: Monday–Sunday, 8:00-17:30 hrs.

Tel.: 037-320-552

Google Maps: https://maps.app.goo.gl/kRnasc1DCzcBXJGS9

Facebook: https://www.facebook.com/thongchai1994.nakhonnayok/?locale=th_TH

About Bridgestone in Thailand:      
Bridgestone is a global leader in tires and rubber building on its expertise to provide solutions for safe and sustainable mobility. In Thailand, Thai Bridgestone Co., Ltd. (TBSC) is a leading manufacturer in the Thai automotive industry, while Bridgestone Sales (Thailand) Co., Ltd. (BSTL) is the exclusive importer & distributor, and supervises the marketing strategy for Bridgestone, Firestone and Dayton branded tires in Thailand. Bridgestone is a brand trusted by its customers, dealers and business partners. Bridgestone offers a diverse product portfolio of premium tires and advanced solutions backed by innovative technologies, improving the way people around the world move, live, work and play.    

About COCKPIT:  

COCKPIT, One Stop Auto Care Center, offers a variety of vehicle maintenance services from tires, motor oils, brakes, suspensions, batteries, and scheduled maintenances. All parts and consumables are of the highest quality from leading manufacturers and are performed by highly trained and qualified technicians using modern tools and equipment. Our mission is the commitment to serve with emphasis on safety in every detail, to offer the best products and services to customers. There are 258 COCKPIT stores nationwide* (as of August 2026). 

การประชุมว่าด้วยการเรียนรู้ร่วมกันและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการเกษตร ครั้งที่ 4 "จากนาขั้นบันไดจื่อเชว่เจี๋ย สู่เวทีโลก" จัดขึ้นที่เมืองโหลวตี้ มณฑลหูหนาน

ผู้กำหนดนโยบาย นักวิจัย และผู้นำภาคอุตสาหกรรมกว่า 300 คน ได้มารวมตัวกันในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางขุนเขาอันเขียวขจีของอำเภอซินหัว เมืองโหลวตี้ มณฑลหูหนาน เพื่อร่วมพิธีเปิดการประชุมว่าด้วยการเรียนรู้ร่วมกันและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการเกษตร ครั้งที่ 4 "จากนาขั้นบันไดจื่อเชว่เจี๋ย สู่เวทีโลก" (4th "From Ziquejie Terraces To The World" Global Farming Culture Exchange and Mutual Learning Conference) ซึ่งจัดขึ้นควบคู่กับการประชุมวิชาการว่าด้วยมรดกทางวัฒนธรรมการเกษตรแห่งเอเชียตะวันออก ครั้งที่ 10 (10th East Asian Agricultural Cultural Heritage Symposium)



ผู้เข้าร่วมการประชุมประกอบด้วยผู้แทนจากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ผู้แทนจากพื้นที่ที่ได้รับการรับรองภายใต้ระบบมรดกทางการเกษตรโลก (GIAHS) จากหลายภูมิภาคทั่วโลก นักวิชาการชั้นนำจากมหาวิทยาลัยทั้งในประเทศจีนและต่างประเทศ ตลอดจนผู้แทนจากภาคประชาสังคมและภาคธุรกิจเอกชน

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด "เทคโนโลยีส่งเสริมมรดกทางการเกษตร คนรุ่นใหม่ร่วมสร้างสรรค์อนาคต" (Technology Empowers Agricultural Heritage, Youth Co-creates the Future) โดยมีการบรรยายพิเศษที่เจาะลึกถึงบทบาทของนวัตกรรมล้ำสมัยในการฟื้นคุณค่าและต่อยอดวิถีเกษตรกรรมดั้งเดิมที่สืบทอดมายาวนานหลายศตวรรษให้สอดรับกับโลกยุคใหม่

วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิของการประชุมประกอบด้วย เฌเรมี อึมเบียรามาจี (Jeremy Mbiaramadji) ผู้ประสานงานอาวุโสประจำสำนักเลขาธิการ GIAHS แห่ง FAO, คาซุฮิโกะ ทาเคอุจิ (Kazuhiko Takeuchi) ศาสตราจารย์ประจำ Institute for Future Initiatives แห่งมหาวิทยาลัยโตเกียว และประธานกิตติมศักดิ์ของสมาคมศึกษามรดกทางการเกษตรแห่งเอเชียตะวันออก (East Asian Agricultural Heritage Studies Association) และ อี ยุน-แจ (Lee Youn-Jae) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติปูซาน และประธานร่วมของสมาคมศึกษามรดกทางการเกษตรแห่งเอเชียตะวันออก โดยเนื้อหาการบรรยายครอบคลุมประเด็นสำคัญหลากหลายด้าน อาทิ การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ บทบาทของแหล่งมรดกทางการเกษตรในการฟื้นฟูชนบท ตลอดจนแนวทางใหม่ในการบูรณาการเกษตรกรรม วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว โดยอาศัยองค์ความรู้จากงานวิจัยล่าสุดและกรณีศึกษาจากพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วเอเชียตะวันออก

นาขั้นบันไดจื่อเชว่เจี๋ย สร้างขึ้นบนไหล่เขาเมื่อกว่าสองพันปีมาแล้ว ถือเป็นมรดกมีชีวิตที่สะท้อนการผสมผสานอารยธรรมการปลูกข้าวของจีนตอนใต้ กับวิถีการล่าสัตว์และการประมงบนพื้นที่ภูเขาของกลุ่มชาติพันธุ์เหมียวและเย้า พื้นที่แห่งนี้ถือเป็นโครงสร้างชลประทานมรดกโลกแห่งแรก ๆ ของจีน และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ภายใต้ระบบมรดกทางการเกษตรโลก อีกทั้งยังคงมีบทบาทสำคัญในการหล่อเลี้ยงชีวิตของชุมชนท้องถิ่นมาจนถึงปัจจุบัน

ในช่วงหลายปีมานี้ เมืองโหลวตี้ได้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการติดตามและอนุรักษ์นาขั้นบันไดจื่อเชว่เจี๋ย ไม่ว่าจะเป็นเซนเซอร์ Internet of Things (IoT) การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) หรือเทคโนโลยีเสมือนจริง (Virtual Reality) ขณะเดียวกัน โครงการสร้างสรรค์ต่าง ๆ ตั้งแต่ "โครงการอุปถัมภ์ผืนนา" (adopt-a-paddy) การทำนาข้าวที่สามารถติดตามกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน ไปจนถึงโครงการศึกษาวิถีเกษตรกรรมเชิงประสบการณ์ ได้ช่วยยกระดับการอนุรักษ์มรดกทางการเกษตรให้เป็นพลังขับเคลื่อนโอกาสทางเศรษฐกิจ พร้อมเชื่อมโยงชุมชนท้องถิ่นเข้ากับผู้คนจากทั่วโลกที่สนใจเรียนรู้ภูมิปัญญาการเกษตรอย่างยั่งยืนที่สั่งสมและสืบทอดมายาวนานนับพันปี

4th "From Ziquejie Terraces To The World" Global Farming Culture Exchange and Mutual Learning Conference Opens in Loudi, Hunan

More than 300 policymakers, researchers and industry leaders gathered this weekend in the lush hills of Xinhua County, Hunan Province, for the opening of the 4th "From Ziquejie Terraces To The World" Global Farming Culture Exchange and Mutual Learning Conference, held alongside the 10th East Asian Agricultural Cultural Heritage Symposium.



Attendees included representatives from the Food and Agriculture Organization (FAO) of the United Nations, delegates from Globally Important Agricultural Heritage System (GIAHS) sites worldwide, leading scholars from Chinese and foreign universities, and representatives from civil society groups and private enterprises.

Held under the banner "Technology Empowers Agricultural Heritage, Youth Co-creates the Future," the conference featured keynote addresses that explored how cutting-edge innovation can breathe new life into centuries-old farming traditions.

Featured speakers included ?Jeremy Mbiaramadji?, Senior Coordinator of the GIAHS Secretariat at FAO; ?Kazuhiko Takeuchi?, Project Professor at the University of Tokyo's Institute for Future Initiatives and Honorary Chairman of the East Asian Agricultural Heritage Studies Association; and ?Lee Youn-Jae?, Professor at Pusan National University and Co-Chairman of the East Asian Agricultural Heritage Studies Association. Their presentations spanned biodiversity conservation, the role of heritage sites in rural revitalization, and emerging models for integrating agriculture, culture and tourism - all grounded in the latest research and real-world case studies from across East Asia.

Carved into the mountainside over two millennia ago, the Ziquejie Terraces stand as a living monument to the fusion of southern China's rice-farming civilization with the mountain hunting and fishing traditions of the Miao and Yao peoples. Recognized as one of China's first World Heritage Irrigation Structures and a GIAHS-listed site, the terraces continue to sustain local communities to this day.

In recent years, Loudi City has deployed Internet of Things sensors, big data analytics and virtual reality to monitor and preserve the landscape. Innovative programs - from "adopt-a-paddy" schemes and blockchain-tracked rice farming to immersive agricultural study tours - have turned heritage conservation into a driver of economic opportunity, connecting local villages with global audiences eager to learn from millennia of sustainable farming wisdom.

เขตกังเป่ย เมืองกุ้ยกัง เร่งขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมกระดาษสมัยใหม่คุณภาพสูง มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางระดับสากล

สำนักอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศเขตกังเป่ย

ข้อมูลล่าสุดจากสำนักอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศเขตกังเป่ย เมืองกุ้ยกัง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคมถึงกรกฎาคมปีนี้ มูลค่าผลผลิตของอุตสาหกรรมกระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษของสถานประกอบการที่มีขนาดสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (above designated size) ในเขตกังเป่ย เพิ่มขึ้น 24.37% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและแนวโน้มเชิงบวกของภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ โดยเขตกังเป่ยอาศัยข้อได้เปรียบจากการตั้งอยู่บนริมฝั่งแม่น้ำซีเจียง ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำสายสำคัญสู่ตลาดอาเซียน พร้อมคว้าโอกาสสำคัญจากการพัฒนาเขตเศรษฐกิจคลองผิงลู่ (Pinglu Canal Economic Belt) เดินหน้าบ่มเพาะอุตสาหกรรมกระดาษสมัยใหม่อย่างเต็มรูปแบบ และมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับเส้นทางทางทะเล ควบคู่กับการผลักดันอุตสาหกรรมกระดาษดั้งเดิมสู่การยกระดับอย่างรอบด้าน ทั้งในด้านเทคโนโลยี ประสิทธิภาพการผลิต การพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การรวมกลุ่มอุตสาหกรรม ตลอดจนการเปิดกว้างและยกระดับคุณภาพการพัฒนา ส่งผลให้ศูนย์กลางอุตสาหกรรมกระดาษสมัยใหม่ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำซีเจียง เปิดประตูสู่อาเซียน และเชื่อมโยงตลาดทั่วโลก กำลังก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

การผลิตและการก่อสร้างในอุตสาหกรรมกระดาษของเขตกังเป่ยเดินหน้าอย่างรวดเร็วและคึกคักตั้งแต่ต้นปี ยกตัวอย่างโรงงานของบริษัท Guigang Longpai Paper Products Co., Ltd. ซึ่งเครื่องจักรกำลังเดินเครื่องเต็มกำลัง ขณะที่ผลิตภัณฑ์ของบริษัทส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง และมียอดขายเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ มูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์กระดาษสำหรับใช้ในครัวเรือนของบริษัทสูงกว่า 60 ล้านหยวน พุ่งขึ้นถึง 100.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยผลิตภัณฑ์ของบริษัทส่งออกไปยังหลายประเทศและภูมิภาค อาทิ ออสเตรเลีย แคนาดา อเมริกาใต้ และเอเชีย ขณะที่ส่วนแบ่งในตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ เขตกังเป่ยกำลังผลักดันการรวมตัวของอุตสาหกรรม ปัจจัยการผลิต และตลาดให้เชื่อมโยงสู่เส้นทางทางทะเล โดยมีนิคมอุตสาหกรรมหมุนเวียนกวางตุ้ง-กว่างซี (Guangdong-Guangxi Circular Industrial Park) เป็นแพลตฟอร์มหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนา ด้วยการวางรากฐานและส่งเสริมการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ อุตสาหกรรมกระดาษสมัยใหม่ของเขตกังเป่ยได้พัฒนาจากการผลิตแบบแยกส่วนไปสู่การวางโครงสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมแบบครบวงจร ปัจจุบัน มีการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมกระดาษสำหรับใช้ในครัวเรือนจีน-อาเซียน (China-ASEAN Household Paper Industrial Park) ซึ่งรวบรวมผู้ประกอบการด้านเยื่อกระดาษและการผลิตกระดาษจำนวน 35 ราย และก่อให้เกิดห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่ครอบคลุมตั้งแต่ "การผลิตเยื่อกระดาษ การผลิตกระดาษ ไปจนถึงการแปรรูปเชิงลึก" ผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการในนิคมฯ ได้รับการตอบรับที่ดีในตลาดภายในประเทศ พร้อมขยายการส่งออกไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกา และภูมิภาคอื่น ๆ สะท้อนให้เห็นถึงผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของการรวมกลุ่มและการพัฒนาอุตสาหกรรมในเขตกังเป่ย

เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและเติมเต็มห่วงโซ่อุตสาหกรรม พร้อมยกระดับขีดความสามารถของคลัสเตอร์อุตสาหกรรม เขตกังเป่ยได้ใช้ประโยชน์จากรากฐานทางอุตสาหกรรมและข้อได้เปรียบด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน เดินหน้าดึงดูดการลงทุนอย่างตรงเป้าหมายตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม พร้อมทั้งรับการถ่ายโอนอุตสาหกรรมคุณภาพสูงจากเขตเศรษฐกิจพิเศษอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Guangdong-Hong Kong-Macao Greater Bay Area) ในช่วงที่ผ่านมา เขตกังเป่ยได้ดึงดูดโครงการสำคัญในด้านกระดาษชนิดพิเศษระดับไฮเอนด์ การแปรรูปผลิตภัณฑ์กระดาษเชิงลึก รวมถึงการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์กระดาษที่มีมูลค่าเพิ่มสูง โดยโครงการสำคัญ อาทิ Lee & Man Paper, Lezan Phase II และ Longpai Recycled Pulp กำลังได้รับการผลักดันอย่างเต็มที่ เมื่อโครงการเหล่านี้เปิดดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบ จะช่วยยกระดับและเติมเต็มระบบอุตสาหกรรมให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น สร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้แก่การเติบโตของเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนส่งเสริมการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและยกระดับอุตสาหกรรมในภูมิภาค

เขตกังเป่ยอาศัยศักยภาพด้านการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม เพื่อสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพสูงและต้นทุนการดำเนินงานต่ำ พร้อมทรัพยากรสนับสนุนภายในนิคมฯ อาทิ เยื่อกระดาษ Guitang Pulp และระบบไอน้ำ Huadian Steam ซึ่งสถานประกอบการสามารถเข้าถึงและนำไปใช้ได้โดยตรง ช่วยให้ธุรกิจต้นน้ำและปลายน้ำเชื่อมโยงและประสานการดำเนินงานระหว่างกันได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน หน่วยงานท้องถิ่นยังได้ออกมาตรการที่ตรงเป้าหมายเพื่อช่วยลดต้นทุนด้านไอน้ำสำหรับการผลิตกระดาษและการขนส่งสินค้า ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนการผลิตและการดำเนินงาน พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

ด้วยคุณภาพของผลิตภัณฑ์และความแข็งแกร่งของแบรนด์ ผู้ประกอบการธุรกิจกระดาษในเขตกังเป่ยจึงได้เข้าร่วมงานมหกรรมจีน-อาเซียน (China-ASEAN Expo) อย่างต่อเนื่อง แบรนด์ต่าง ๆ อาทิ "Jiman" "Mandian" และ "Hetianxia" กำลังได้รับการยอมรับและมีบทบาทโดดเด่นมากขึ้น โดย Jiman Paper มีมูลค่าผลผลิตต่อปีสูงกว่า 120 ล้านหยวน ขณะเดียวกัน เขตกังเป่ยยังเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการในการขยายเครือข่ายคลังสินค้าและช่องทางการตลาดในต่างประเทศ เพื่อผลักดันผลิตภัณฑ์กระดาษคุณภาพสูงสู่ตลาดโลก พร้อมขยายโอกาสและพื้นที่การเติบโตในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

เขตกังเป่ยยังได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อลงพื้นที่เยี่ยมเยียนและให้ความช่วยเหลือสถานประกอบการอย่างสม่ำเสมอ โดยมุ่งแก้ไขปัญหาและอุปสรรคด้านการใช้ที่ดิน การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การใช้พลังงาน และการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนส่งเสริมการเติบโตของผู้ประกอบการทุกระดับอย่างเป็นขั้นเป็นตอน พร้อมแนะแนวทางให้ภาคธุรกิจรุกขยายตลาดสินค้าระดับไฮเอนด์ในประเทศ ควบคู่กับการเจาะตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดอาเซียน

A New Highland for Modern Paper Industry Rises on the Banks of the Xijiang River Gangbei District, Vigorously Promotes High-Quality Development of the Modern Paper Industry

Bureau of Industry and Information Technology, Gangbei District

According to data recently released by the Bureau of Industry and Information Technology, Gangbei District, Guigang city, Guangxi Zhuang Autonomous Region, the output value of paper manufacturing and paper products above designated size in the district increased by 24.37% year-on-year from January to July this year, demonstrating a robust and positive momentum in industrial development. Leveraging its advantages as a gateway to ASEAN along the Golden Waterway, Gangbei District is seizing major opportunities such as the construction of the Pinglu Canal Economic Belt. By deeply cultivating the modern paper industry track and focusing on the development of a marine-oriented economy, the district is driving the iterative upgrading, green efficiency, cluster agglomeration, and open quality improvement of the traditional paper industry. A modern paper industry highland, rooted in the Xijiang River, facing ASEAN, and radiating globally, is rapidly taking shape.

Since the beginning of this year, both production and construction in Gangbei District's paper industry have accelerated with remarkable vitality. Inside the production workshops of Guigang Longpai Paper Products Co., Ltd., equipment is operating at full capacity, with strong sales and production volumes reaching overseas markets. In the first half of the year, the total export value of household paper from this enterprise exceeded 60 million yuan, a year-on-year increase of 100.7%. Its products are sold to Australia, Canada, South America, Asia, and other regions and countries, with its share in the cross-border market continuing to rise.

With the Guangdong-Guangxi Circular Industrial Park as its core platform, Gangbei District is promoting the comprehensive agglomeration of industries, factors, and markets towards the sea. Through systematic cultivation, the district's modern paper industry has evolved from single-point production to a full-chain layout. The China-ASEAN Household Paper Industrial Park has been established, gathering 35 pulp and paper enterprises and constructing a complete industrial chain encompassing "pulping, papermaking, and deep processing." Products are Best-selling in the country and exported to Southeast Asia, Africa, and other regions, highlighting the growing effect of industrial clustering.

Focusing on strengthening and supplementing the industrial chain and empowering clusters, Gangbei District is leveraging its industrial foundation and circular economy advantages to implement precise investment attraction along the industrial chain. It is actively undertaking the transfer of high-quality industries from the Guangdong-Hong Kong-Macao Greater Bay Area. Key projects in high-end specialty paper, deep processing of paper products, and green environmental protection support have been introduced, with a focus on developing high-value-added paper products. Major projects such as Lee & Man Paper, Lezan Phase II, and Longpai Recycled Pulp are being fully advanced. Once these projects are fully operational, they will further improve the light industry system, activate new increments in the industrial economy, and inject strong momentum into regional industrial transformation and upgrading.

Relying on the advantages of park development, Gangbei District has built a low-cost, high-efficiency industrial ecosystem. Supporting resources within the park, such as Guitang Pulp and Huadian Steam, are directly accessible to enterprises, ensuring seamless connection and efficient linkage between upstream and downstream businesses. Local authorities have also introduced precise measures to reduce the prices of steam for papermaking and logistics transportation, achieving cost reduction and efficiency enhancement in enterprise production and operations.

With high-quality products and brand strength, local paper companies in Gangbei District frequently appear at the China-ASEAN Expo. A brand matrix including "Jiman," "Mandian," and "Hetianxia" is gradually taking shape, with Jiman Paper's annual output value exceeding 120 million yuan. Meanwhile, Gangbei District is actively guiding enterprises to lay out overseas warehousing and marketing networks, helping high-quality paper products go global and continuously expanding international development space.

Gangbei District has also established special working teams to conduct regular visits and assistance to enterprises, striving to resolve bottlenecks and difficulties in land use, financing, energy consumption, and environmental impact assessments. It is cultivating market entities of all sizes in a gradient manner and guiding enterprises to explore both the domestic high-end market and the ASEAN overseas market.

"ต่ง หมิงจู" ผู้บริหารหญิงของ GREE ได้รับรางวัล "Cool Leader" ชูโซลูชันจากจีนเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก


 กรี อิเลคทริค แอพพลายแอนซ์ แห่งเมืองจูไห่

เมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา การประชุม Global Cooling Pledge Assembly โดยกลุ่ม Cool Coalition ภายใต้โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ได้จัดขึ้น ณ ประเทศสิงคโปร์ ในโอกาสนี้ มาร์ติน เคราส์ (Martin Krause) ผู้อำนวยการฝ่ายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของ UNEP ได้มอบรางวัล "Cool Leaders" ประเภทบุคคลให้แก่ ต่ง หมิงจู (Dong Mingzhu) ประธานบริษัท กรี อิเลคทริค แอพพลายแอนซ์ (Gree Electric Appliances)

รางวัล "Cool Leaders" ครั้งปฐมฤกษ์นี้ มอบให้แก่ 2 ประเทศ และบุคคล 1 ท่าน โดยประเทศที่ได้รับรางวัลคือสิงคโปร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งมีผู้แทนเข้ารับมอบรางวัล ได้แก่ เกรซ ฟู ไห่ เยียน (Grace Fu Hai Yien) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมของสิงคโปร์ และ ชาริฟ อัล โอลามา (Sharif Al Olama) ปลัดกระทรวงด้านกิจการพลังงานและปิโตรเลียม กระทรวงพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ขณะที่ ต่ง หมิงจู เป็นบุคคลเดียวที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ นับเป็นผู้ประกอบการรายแรกและเป็นตัวแทนจากประเทศจีนเพียงคนเดียวที่ได้รับเกียรติยศดังกล่าว

"Cool Leaders" เป็นรางวัลระดับโลกที่ริเริ่มโดยกลุ่ม Cool Coalition ภายใต้ UNEP เพื่อยกย่องผู้นำที่มีบทบาทโดดเด่นในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าด้านการทำความเย็นอย่างยั่งยืน รวมถึงการเสริมสร้างขีดความสามารถในการรับมือกับภาวะอากาศร้อนจัดผ่านการดำเนินงานในหลากหลายด้าน เช่น การกำหนดนโยบาย การสนับสนุนทางการเงิน การพัฒนาแนวปฏิบัติที่สร้างสรรค์ และการดำเนินโครงการต่าง ๆ โดยการที่ ต่ง หมิงจู ได้รับรางวัลประเภทบุคคล ตอกย้ำถึงศักยภาพอันแข็งแกร่งของ GREE รวมถึงบทบาทของบริษัทในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมระบบทำความเย็นและการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายใต้การนำของผู้บริหารหญิงท่านนี้ อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่านวัตกรรมการทำความเย็นและแนวปฏิบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของจีนได้รับการยอมรับอย่างสูงในระดับสากล

ต่ง หมิงจู ได้กล่าวสุนทรพจน์ภายในงาน โดยเน้นย้ำถึงความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลกที่กำลังทวีความเร่งด่วน พร้อมชี้ให้เห็นว่า แม้การอนุรักษ์พลังงานเชิงรุกจะช่วยลดการใช้พลังงานได้ แต่ยังไม่อาจแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในภาพรวมได้ถึงต้นตอ ในขณะที่ GREE มุ่งมั่นสร้างสรรค์นวัตกรรมและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมาอย่างยาวนาน โดยเริ่มบุกเบิกการวิจัยตั้งแต่ปี 2555 เพื่อแสวงหาแนวทางในการควบคุมอุณหภูมิโดยไม่ต้องพึ่งพาพลังงานจากแหล่งพลังงานแบบดั้งเดิม (Conventional Energy) นับตั้งแต่การพัฒนาเครื่องปรับอากาศพลังงานแสงอาทิตย์รุ่นแรก จนถึงปัจจุบันที่สามารถบูรณาการพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบกักเก็บพลังงาน และระบบปรับอากาศเข้าด้วยกัน ความมุ่งมั่นและความพยายามอย่างต่อเนื่องตลอดทศวรรษที่ผ่านมาได้ทำให้แนวคิด "การทำความเย็นโดยแทบไม่ต้องเสียค่าไฟฟ้า" กลายเป็นความจริงสำหรับครัวเรือนทั่วไป

"ปัจจุบัน ท่ามกลางกระแสเรียกร้องจากทั่วโลกให้เร่งอนุรักษ์พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภาคอุตสาหกรรมการผลิตถือเป็นส่วนสำคัญที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบในเรื่องนี้ได้ ขณะที่นวัตกรรมทางเทคโนโลยีคือหนทางเดียวที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนและบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ สำหรับบริษัทของเราแล้ว นวัตกรรมคือภารกิจสำคัญสูงสุด" ต่ง หมิงจู กล่าว

มีการคาดการณ์ว่า ภายในปี 2593 จำนวนเครื่องปรับอากาศทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 5.6 พันล้านเครื่อง หรือเกือบสามเท่าของจำนวนในปัจจุบัน ขณะที่ภาวะอากาศร้อนจัดได้กลายเป็นหนึ่งในความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศที่อันตรายที่สุดและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก ภายใต้บริบทดังกล่าว การทำความเย็นอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาคเทคโนโลยี อุตสาหกรรม และตลาด ในการประชุมครั้งนี้ GREE ได้เข้าร่วม "Manufacturing Platform" อย่างเป็นทางการ ซึ่งริเริ่มโดย Cool Coalition และดำเนินงานโดย UNEP ในโอกาสนี้ GREE ในฐานะตัวแทนภาคการผลิต ได้ให้คำมั่นว่าจะเร่งเปลี่ยนผ่านสู่การใช้เครื่องปรับอากาศระบบอินเวอร์เตอร์ พร้อมเดินหน้าปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานของผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนเร่งยกเลิกการใช้สารทำความเย็นที่มีค่าศักยภาพในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อน (GWP) สูง และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีที่มีค่า GWP ต่ำเป็นพิเศษ รวมถึงมุ่งมั่นดำเนินการวิจัย พัฒนา และผลักดันการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดพลังงานและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนอย่างจริงจัง

เบื้องหลังคำมั่นสัญญาเหล่านี้ คือความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการทำความเย็นที่ยั่งยืนซึ่ง GREE สั่งสมมาอย่างยาวนาน โดยระบบเครื่องปรับอากาศพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงาน "Zero Carbon Source" ของ GREE ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องมานานกว่าทศวรรษ ด้วยสถาปัตยกรรมหลักคือระบบอินเวอร์เตอร์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์โดยตรง ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีแรกของโลก และมีประสิทธิภาพการแปลงไฟฟ้ากระแสตรง (DC) สูงถึง 99% ช่วยพลิกโฉมระบบทำความเย็นจากเดิมที่ "กินไฟมาก" สู่การเป็น "ระบบพลังงานสะอาด" ปัจจุบัน เทคโนโลยีดังกล่าวมีการนำไปใช้งานแล้วใน 35 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก โดยใช้งานอย่างแพร่หลายในประเทศกำลังพัฒนาที่มีสภาพอากาศร้อนจัดและมีแสงแดดเข้มข้น อีกทั้งยังสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพภูมิอากาศที่หลากหลายและซับซ้อนได้เป็นอย่างดี เฉพาะโครงการที่ดำเนินงานในตะวันออกกลางเพียงภูมิภาคเดียวก็ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ถึง 110,000 ตันต่อปี

ยิ่งไปกว่านั้น มาตรฐานผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศพลังงานแสงอาทิตย์ของ GREE ยังได้รับการบรรจุเข้าสู่ระบบมาตรฐาน IEC (International Electrotechnical Commission) ปัจจุบัน GREE ไม่เพียงนำเสนอผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีสู่ตลาดโลกเท่านั้น หากยังมีบทบาทสำคัญในการกำหนดมาตรฐานระดับสากล พร้อมนำเสนอโซลูชันครบวงจรที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้และขยายผลได้จริง เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์พลังงานในอาคารและการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำในระดับโลก

นับตั้งแต่การประกาศวิสัยทัศน์ "For the Clearer Sky and Greener Earth" (เพื่อท้องฟ้าที่สดใสและโลกที่สะอาดกว่าเดิม) ในปี 2555 GREE ได้ดำเนินธุรกิจโดยสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ "คาร์บอนคู่" (Dual Carbon) และนโยบายด้านการประหยัดพลังงานของจีนมาโดยตลอด พร้อมมุ่งมั่นขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการพัฒนานวัตกรรมด้านการอนุรักษ์พลังงานและลดการปล่อยคาร์บอนตลอดห่วงโซ่คุณค่า ควบคู่ไปกับการสร้างระบบนิเวศสีเขียวแบบครบวงจร ซึ่งครอบคลุมทั้งอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ระบบพลังงานอัจฉริยะ และกระบวนการผลิตอัจฉริยะที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ

การได้รับรางวัล "Cool Leaders" ที่มอบเป็นครั้งแรกนี้ ไม่เพียงแต่เป็นหมุดหมายสำคัญบนเส้นทางการพัฒนาของบริษัทเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการยกระดับมาตรฐานใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมระบบทำความเย็นของจีนบนเวทีโลก อีกทั้งยังเป็นเครื่องยืนยันถึงบทบาทเชิงรุกของจีนในการกำกับดูแลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับโลก