Thursday, October 22, 2026

RISO เปิดตัวเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทความเร็วสูงรุ่นใหม่ ComColor GN Series พิมพ์ได้สูงสุด 180 หน้าต่อนาที

 ริโซ่ คากากุ คอร์ปอเรชั่น

- เทคโนโลยีหมึกพิกเมนต์สูตรน้ำมันแบบไม่ใช้ความร้อนกรรมสิทธิ์ของบริษัท ผสานประสิทธิภาพการผลิตงานพิมพ์ในระดับสูงเข้ากับการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับงานพิมพ์ปริมาณมาก -

ริโซ่ คากากุ คอร์ปอเรชั่น (RISO KAGAKU CORPORATION) หรือ ริโซ่ (RISO) ประกาศเปิดตัว ComColor GN Series ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทสีความเร็วสูงพิเศษรุ่นล่าสุด โดยได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับงานพิมพ์ประเภทเอกสารธุรกรรม (เช่น ใบแจ้งหนี้) คู่มือ และเอกสารที่ต้องบรรจุลงซองจดหมาย โดยมีอุปกรณ์เสริมให้เลือกติดตั้งได้ตามความต้องการ ผลิตภัณฑ์ซีรีส์นี้ผสานเทคโนโลยีหมึกพิกเมนต์สูตรน้ำมันแบบไม่ใช้ความร้อนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของริโซ่ เข้ากับประสิทธิภาพการผลิตงานพิมพ์ในระดับสูง เพื่อเพิ่มผลิตภาพโดยไม่ลดทอนคุณภาพหรือความยั่งยืน

โลโก้: https://cdn.kyodonewsprwire.jp/prwfile/release/M100290/202610097635/_prw_PI1fl_f01zIUmB.jpg

รูปภาพ: https://cdn.kyodonewsprwire.jp/prwfile/release/M100290/202610097635/_prw_PI2fl_BF3A59LG.jpg

1. ประสิทธิภาพการผลิตงานพิมพ์ในระดับสูงและเทคโนโลยีการพิมพ์อิงค์เจ็ทแบบไม่ใช้ความร้อน
เครื่องพิมพ์รุ่นเรือธง ComColor GN9830 สามารถพิมพ์งานหน้าเดียวด้วยความเร็ว 180 หน้าต่อนาที (*) ซึ่งเป็นความเร็วระดับต้น ๆ ของโลก หัวพิมพ์แบบติดตั้งอยู่กับที่และเรียงตามแนวป้อนกระดาษ ช่วยให้ป้อนกระดาษได้อย่างราบรื่นและต่อเนื่อง นอกจากนี้ การปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการเริ่มต้นทำงาน การทำความสะอาด และการกลับมาทำงานหลังโหมดพักเครื่อง ประกอบกับการสแกนความเร็วสูงที่เป็นตัวเลือกเสริม ยังช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการพิมพ์ได้อย่างมีนัยสำคัญ

เครื่องพิมพ์ซีรีส์นี้ใช้หมึกพิกเมนต์สูตรน้ำมันกรรมสิทธิ์ของบริษัท พร้อมกระบวนการพิมพ์แบบไม่ใช้ความร้อน ซึ่งแตกต่างจากเครื่องพิมพ์เลเซอร์ที่ใช้ความร้อนและแรงกดในกระบวนการพิมพ์ ช่วยให้กระดาษไม่ม้วนงอและเรียบ ส่งผลให้การพิมพ์สองหน้ามีความสม่ำเสมอ และรองรับกระบวนการหลังการพิมพ์ได้อย่างราบรื่น ซึ่งรวมถึงการจัดเรียงอัตโนมัติ การเย็บกระดาษ และการเข้าเล่ม

2. คุณภาพสีคมชัดสดใสและรองรับวัสดุพิมพ์หลากหลายขึ้น
หมึกพิมพ์สูตรใหม่และหัวพิมพ์ขั้นสูงช่วยขยายขอบเขตสีและเพิ่มความเข้มของสี ทำให้ได้งานพิมพ์ที่มีสีสันสดใส ส่วนการป้อนกระดาษอย่างสม่ำเสมอและการลงหมึกอย่างแม่นยำยิ่งขึ้นทำให้ได้ผลงานพิมพ์ระดับมืออาชีพ ด้วยภาพที่คมชัดยิ่งขึ้น บาร์โค้ดที่คมกริบ และตัวอักษรที่มีรายละเอียดชัดเจนบนกระดาษหลากหลายประเภท รวมถึงซองจดหมายและโปสการ์ด

3. การออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
กระบวนการพิมพ์แบบไม่ใช้ความร้อนช่วยลดการใช้พลังงานรายสัปดาห์ (TEC value) ส่งผลให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ตัวเครื่องพิมพ์หลักยังใช้พลาสติกเรซินรีไซเคิลในสัดส่วน 15% เพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ โดยผู้ใช้สามารถตรวจสอบการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยประมาณได้โดยตรงผ่านหน้าจอสัมผัสสีของเครื่องพิมพ์

ศึกษาละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ComColor GN Series ได้ที่หน้าผลิตภัณฑ์ของริโซ่: https://www.riso.co.jp/english/product/comcolor/gn/index.html

หมายเหตุเกี่ยวกับข้อมูลผลิตภัณฑ์:
ชื่อผลิตภัณฑ์ ข้อมูลจำเพาะ และกำหนดการวางจำหน่ายอาจแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศหรือภูมิภาค โปรดติดต่อสำนักงานขายหรือตัวแทนจำหน่ายของริโซ่ในพื้นที่ เพื่อสอบถามข้อมูลจำเพาะโดยละเอียดและการวางจำหน่ายในแต่ละภูมิภาค

(*) สำหรับรุ่น ComColor GN9830 ภายใต้เงื่อนไขการป้อนกระดาษขนาด A4 ตามแนวยาว การพิมพ์หน้าเดียวแบบต่อเนื่องด้วยการตั้งค่าความเข้มมาตรฐาน และการใช้ถาดรับกระดาษแบบคว่ำหน้าลง โดยอ้างอิงจากเครื่องพิมพ์สีสำหรับสำนักงานที่ใช้กระดาษแผ่นตัดสำเร็จรูปซึ่งมีวางจำหน่าย ณ เดือนเมษายน 2569 (แหล่งข้อมูล: Data Supply Inc.)

เกี่ยวกับ ริโซ่ คากากุ คอร์ปอเรชั่น
ริโซ่ คากากุ คอร์ปอเรชั่น ก่อตั้งขึ้นในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2489 โดยเริ่มต้นจากธุรกิจเครื่องอัดสำเนาด้วยกระดาษไข (Mimeograph) และได้พัฒนาหมึกพิมพ์หลังจากนั้นไม่นาน ริโซ่ยึดถือนโยบายการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเน้น "การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างแท้จริง" และได้พัฒนาจากผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์สำนักงานมาเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์การพิมพ์ชั้นนำ โดยมีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทั้งเครื่องพิมพ์สำเนาดิจิทัล RISO และเครื่องพิมพ์โปรดักชัน VALEZUS ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัทมีการใช้งานอย่างแพร่หลายในกว่า 190 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก ทั้งนี้ ริโซ่ได้ฉลองครบรอบ 80 ปีการก่อตั้งบริษัทเมื่อเดือนกันยายน 2569 ที่ผ่านมา

โปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ:
เว็บไซต์องค์กร: https://www.riso.co.jp/english
เว็บไซต์สากล: https://www.riso.com

ที่มา: ริโซ่ คากากุ คอร์ปอเรชั่น

RISO Launches New ComColor GN Series: High-speed Inkjet Printers Delivering up to 180 ppm

 RISO KAGAKU CORPORATION

- Proprietary Heatless, Oil-based Pigment Ink Technology Combines High Productivity with Eco-friendly Engineering for High-volume Printing -

RISO KAGAKU CORPORATION ("RISO") has announced the launch of the ComColor GN Series, its latest lineup of ultra-high-speed full-color inkjet printers. Tailored for transactional documents (e.g., invoices), manuals, and enveloped mailings via modular options, the series combines RISO's heatless, oil-based pigment ink technology with robust production capabilities to elevate productivity without compromising quality or sustainability.

Logo: https://cdn.kyodonewsprwire.jp/prwfile/release/M100290/202610097635/_prw_PI1fl_f01zIUmB.jpg

Image: https://cdn.kyodonewsprwire.jp/prwfile/release/M100290/202610097635/_prw_PI2fl_BF3A59LG.jpg

1. High Productivity and Heatless Inkjet Technology
The flagship ComColor GN9830 delivers a world-leading simplex print speed of 180 ppm(*). Stationary, in-line printheads ensure smooth, continuous feeding. Optimized startup, cleaning, and sleep recovery, paired with optional high-speed scanning, significantly accelerate print workflows.

Using proprietary oil-based pigment ink, the series features a heatless printing process. Unlike laser printers applying heat and pressure, it prevents paper curling to keep sheets flat. This ensures stable duplex printing and enables seamless post-processing, including automatic sorting, stapling, and booklet binding.

2. Vibrant Quality and Enhanced Media Handling
Newly formulated ink and advanced printheads expand the color gamut and density for vibrant reproduction. Improved transport stability and precise ink placement ensure professional output with sharper images, crisp barcodes, and fine text across various paper types, including envelopes and postcards.

3. Eco-friendly Engineering and Energy Efficiency
The heatless process lowers weekly energy consumption (TEC value) for energy-efficient operation. Incorporating 15% recycled plastic resin -- a threefold increase compared to previous models -- the main unit reduces lifecycle carbon emissions. Users can also track estimated CO2 reductions directly on the printer's color touch screen.

For more details about the ComColor GN Series, please visit RISO's product page: https://www.riso.co.jp/english/product/comcolor/gn/index.html

Note on Product Information:
Product names, specifications, and launch dates may vary by country or region. For detailed specifications and regional availability, please contact local RISO sales offices or distributors.

(*) Available on ComColor GN9830. A4 long-edge feed, simplex, continuous printing in standard density setting, and using the Face Down Tray. Based on office color printers using cut sheet commercially available as of April 2026 (Source: Data Supply Inc.)

About RISO KAGAKU CORPORATION
Founded in Tokyo, Japan, on September 2, 1946, as a mimeograph business, RISO KAGAKU CORPORATION began developing ink shortly after. Guided by its development policy of "Creating fundamentally unique products," RISO evolved from an office supply provider into a leading printing equipment manufacturer with a product lineup including RISO digital duplicators and VALEZUS production printers. Celebrating its 80th anniversary in September 2026, RISO's products and services are now widely used in over 190 countries and regions.

Please visit the official websites:
Corporate Website: https://www.riso.co.jp/english
Global Website: https://www.riso.com

Source: RISO KAGAKU CORPORATION

Conference on Zhu Xi's Philosophy and Dialogue of Global Civilisation (Fifth Kaoting Forum) opens in Nanping

 Organising Committee of the Conference on Zhu Xi's Philosophy and Dialogue of Global Civilisation

The Conference on Zhu Xi's Philosophy and Dialogue of Global Civilisation, known as the fifth Kaoting Forum was held on October 17 in Nanping, Fujian Province. Jointly organised by the Chinese Academy of Social Sciences, the International Confucian Association and the People's Government of Fujian Province, the event was themed "Comprehending Principle, Honoring Ritual, Knowledge and Action as One: Civilisational Dialogue and the Construction of Human Social Order". Nearly 200 experts and scholars from China and abroad gathered in Kaoting, the hometown of Zhu Xi, to exchange views on the intellectual insights, contemporary relevance and global significance of Zhu Xi's thought and legacy.

The conference featured four thematic forums, focusing respectively on the theoretical connections and contemporary practice of Zhu Xi studies and the "two integrations"; Chinese wisdom in global governance through the lens of Zhu Xi studies; humanistic concerns in the digital and intelligent age; and Zhu Xi's cultural heritage and the integrated development of the two sides of the Taiwan Strait. Discussions covered the contemporary interpretation of traditional thought, global governance, humanistic concerns in the digital and intelligent age, and cultural exchanges across the Taiwan Strait.

Participants agreed that the principles of governance embodied in Zhu Xi's thought resonate strongly with China's four major global initiatives and the vision of a community with a shared future for humanity. At a time of deepening globalisation and profound shifts in the international landscape, they noted that Zhu Xi's thought offers valuable insights for building a fairer and more equitable system of global governance.

That evening, Chinese and international scholars attending the forum watched Moonlight over Wuyi , a theatrical performance combining Zhu Xi's philosophy, intangible cultural heritage techniques and modern stage technology. Through a water-screen stage, imagery inspired by the landscapes of the Wuyi Mountains, and stories from Zhu Xi's life, the production portrayed his lifelong pursuit of knowledge, scholarly endeavours and dedication to teaching. Scholars attending the performance included Rentaro Sato, professor emeritus of the Faculty of Humanities and Human Sciences at Hokkaido University in Japan, who experienced first-hand how Zhu Xi's cultural legacy was brought to life through the performing arts.

เข่าถิง ฟอรัม ครั้งที่ 5 เปิดเวทีเสวนาปรัชญาจูซี ต่อยอดภูมิปัญญาดั้งเดิมสู่การประยุกต์ใช้ในยุคปัจจุบัน

 คณะกรรมการจัดการประชุมว่าด้วยหลักปรัชญาของจูซีและการเสวนาระหว่างอารยธรรมโลก

การประชุมว่าด้วยหลักปรัชญาของจูซีและการเสวนาระหว่างอารยธรรมโลก (The Conference on Zhu Xi's Philosophy and Dialogue of Global Civilization) หรือ เข่าถิง ฟอรัม ครั้งที่ 5 (The 5th Kaoting Forum) จัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2569 ณ เมืองหนานผิง มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน โดยมีสถาบันบัณฑิตสังคมศาสตร์จีน (Chinese Academy of Social Sciences) สหพันธ์ขงจื๊อนานาชาติ (International Confucian Association) และรัฐบาลประชาชนมณฑลฝูเจี้ยน ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงาน ภายใต้หัวข้อ "เข้าใจหลักการ เคารพจารีต ผสานความรู้สู่การปฏิบัติ: ขับเคลื่อนการเสวนาระหว่างอารยธรรมและสร้างระเบียบสังคมของมนุษยชาติ" โดยผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการเกือบ 200 คนจากประเทศจีนและนานาชาติได้มารวมตัวกัน ณ หมู่บ้านเข่าถิง ซึ่งเป็นบ้านเกิดของจูซี นักปรัชญาคนสำคัญของลัทธิขงจื๊อ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวคิดทางปัญญา ความร่วมสมัย และความสำคัญในระดับสากลของหลักปรัชญาและมรดกทางความคิดของจูซี

การประชุมครั้งนี้ประกอบด้วยเวทีเสวนา 4 หัวข้อหลัก ได้แก่ ความเชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีกับการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของจูซีในบริบทร่วมสมัย ภายใต้กรอบแนวคิด "การบูรณาการสองประการ", ภูมิปัญญาจีนจากหลักปรัชญาของจูซีเพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาลโลก, ข้อคำนึงด้านมนุษยธรรมและคุณค่าความเป็นมนุษย์ในยุคดิจิทัลอัจฉริยะ และการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของจูซีควบคู่กับการพัฒนาแบบบูรณาการระหว่างสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน ซึ่งหัวข้อเหล่านี้ครอบคลุมประเด็นสำคัญคือ การตีความแนวคิดดั้งเดิมให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน ธรรมาภิบาลโลก การธำรงคุณค่าความเป็นมนุษย์ในยุคดิจิทัลอัจฉริยะ ตลอดจนการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน

ผู้เข้าร่วมประชุมมีความเห็นสอดคล้องกันว่า หลักธรรมาภิบาลที่สะท้อนอยู่ในแนวคิดของจูซีมีความสอดคล้องอย่างยิ่งกับข้อริเริ่มระดับโลกที่สำคัญ 4 ประการของจีน ตลอดจนวิสัยทัศน์ในการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันของมวลมนุษยชาติ นอกจากนี้ ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ที่ทวีความเข้มข้นและการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของภูมิทัศน์ระหว่างประเทศ ผู้เข้าร่วมประชุมยังเห็นว่า แนวคิดของจูซีเป็นแหล่งองค์ความรู้และข้อคิดอันทรงคุณค่าในการพัฒนาระบบธรรมาภิบาลโลกให้มีความเป็นธรรมและเสมอภาคมากยิ่งขึ้น

ในช่วงค่ำของวันเดียวกัน นักวิชาการชาวจีนและชาวต่างชาติที่เข้าร่วมการประชุมได้รับชมการแสดงละครเวทีเรื่อง "แสงจันทร์เหนือภูเขาอู่อี๋" (Moonlight over Wuyi) ซึ่งผสานแนวคิดทางปรัชญาของจูซี ศิลปะการแสดงที่สะท้อนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม และเทคโนโลยีการแสดงสมัยใหม่ได้อย่างกลมกลืน การแสดงดังกล่าวนำเสนอเรื่องราวผ่านฉากม่านน้ำและภาพทิวทัศน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภูเขาอู่อี๋ ผสานเรื่องราวชีวิตของจูซี เพื่อถ่ายทอดเส้นทางการแสวงหาความรู้ตลอดชีวิต ความมุ่งมั่นในการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการ รวมถึงการอุทิศตนเพื่อสั่งสอนและถ่ายทอดความรู้ ทั้งนี้ หนึ่งในนักวิชาการที่ร่วมชมการแสดงครั้งนี้คือ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ เรนทาโร ซาโตะ (Rentaro Sato) จากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้สัมผัสถึงมรดกทางวัฒนธรรมและแนวคิดของจูซี ที่ได้รับการถ่ายทอดอย่างมีชีวิตชีวาผ่านศิลปะการแสดงอันงดงามและทรงคุณค่านี้

ท่องวัฒนธรรมแห่งขุนเขา พร้อมสัมผัสสีสันฤดูใบไม้ร่วง ณ หนิวโส่วซาน


 เขตท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมหนิวโส่วซาน

เมื่อฤดูใบไม้ร่วงสีทองอร่ามย่างกรายสู่เมืองจินหลิง ไอร้อนของฤดูร้อนจางหาย เปิดทางให้สายลมเย็นชื่นและท้องฟ้าโปร่งเข้ามาแทนที่ เขตท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมหนิวโส่วซานซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมือง คือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ขุนเขาและสายน้ำอันเงียบสงบแบบเซน ผสานเข้ากับมรดกวัฒนธรรมที่สืบทอดมานานนับพันปีได้อย่างลงตัว ยามกลางวัน ผู้มาเยือนจะได้เดินลัดเลาะไปตามทางคดเคี้ยวผ่านผืนป่าอันร่มรื่น ชื่นชมดอกหอมหมื่นลี้ พลางไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนทิวทัศน์ของฤดูใบไม้ร่วงที่งดงามดั่งภาพวาดค่อย ๆ ปรากฏ ทั้งเนินเขาสลับซับซ้อน สายน้ำเลี้ยวลด และกลิ่นอายเซนที่อบอวลไม่จางหาย เขาหนิวโส่วจึงเป็นจุดหมายที่สง่างามสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจพร้อมซึมซับวัฒนธรรมในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้

ทิวทัศน์ฤดูใบไม้ร่วง: งดงามแปลกตาในทุกก้าวเดิน

เมื่อเริ่มเดินขึ้นจากเชิงเขาไปตามถนนเทียนเชวี่ย ตลอดเส้นทางจะอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมหวานของดอกหอมหมื่นลี้ที่ฟุ้งกระจายทั่วทิวเขา เส้นทางนี้ผ่านพระราชวังฝอติ่ง ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ฝอติ่ง และวัดฝอติ่ง ที่ซึ่งกลิ่นหอมหมื่นลี้ลอยเคล้าไปกับสีสันฤดูใบไม้ร่วงที่แต่งแต้มป่าเขา เปลี่ยนทัศนียภาพให้ชวนหลงใหลในทุก ๆ ก้าว นอกจากนี้ ในระหว่างทาง ผู้มาเยือนยังสามารถผ่อนคลายกับกิจกรรมยอดนิยม อาทิ คลื่นเสียงบำบัดด้วยขัน (Singing Bowl) และการฝึกชี่กงปาต้วนจิ่น (Baduanjin Qigong) เพื่อสัมผัสความสงบและธรรมชาติท่ามกลางแมกไม้ ณ ที่แห่งนี่ จะเลือกนั่งนิ่ง ๆ เพื่อดื่มด่ำทัศนียภาพของขุนเขา หรือจะเดินเล่นในป่าแล้วหยุดพักตามใจปรารถนาก็ได้เช่นกัน

มรดกวัฒนธรรม: ชุมนุมวรรณกรรมบนเขาหนิวโส่ว

ในฤดูใบไม้ร่วง เขาหนิวโส่วจะกลายเป็นห้องเรียนกลางแจ้งที่ค่อย ๆ เปิดให้ผู้มาเยือนได้ละเมียดเรียนรู้ ฤดูกาลอันงดงามที่แต่งแต้มไปด้วยสีทองนึ้จะเป็นช่วงเวลาแห่ง "สัปดาห์วัฒนธรรมเขาหนิวโส่ว ? ตุนหวง" (Niushou Mountain ? Dunhuang Culture Week) โดยได้รับเกียรติจากคุณฟ่าน ไจ้เซวียน ผู้เชี่ยวชาญการบูรณะจิตรกรรมฝาผนังจากสถาบันดุนหวง ซึ่งจะมาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวความทุ่มเทและประณีตศิลป์เบื้องหลังการอนุรักษ์ภาพจิตรกรรมฝาผนังกลางทะเลทราย นอกจากนี้ ในงานเสวนา "หนิวโส่วสิบสองปาฐกถา" (Niushou Twelve Lectures) จะมีการเชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมาบรรยายอย่างสม่ำเสมอ นำโดยคุณเผิง ข่ายผิง ที่จะพาไปเจาะลึกจิตใจและอารมณ์ของคนยุคใหม่ผ่านมุมมองจิตวิทยาเชิงบวก ตลอดจนเหล่านักวิชาการด้านวรรณกรรม ประวัติศาสตร์ และปรัชญา ที่จะหมุนเวียนขึ้นเวทีเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องปรัชญาชีวิต พร้อมเล่าเกร็ดประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

ขณะเดียวกัน แสงและเงาจะช่วยเติมเสน่ห์ขุนเขาในฤดูใบไม้ร่วงให้ยิ่งน่าหลงใหล โดยเขตท่องเที่ยวได้ร่วมมือกับ 500px by Visual China จัดการประกวดภาพถ่ายซึ่งเปิดรับผลงานจากทั่วโลก ในหัวข้อ "หนึ่งภูเขา หนึ่งโลก: บันทึกหนิวโส่วผ่านแสงและเงา" (One Mountain, One World: Capturing Niushou Through Light and Shadow) ไม่ว่าจะเป็นแสงอรุณรุ่งเหนือเจดีย์ฝอติ่ง หรือบรรยากาศแห่งเซนภายใต้เงาของดอกหอมหมื่นลี้ ล้วนแล้วแต่เป็นช่วงเวลาที่ควรค่าแก่การบันทึกไว้ ขณะที่กิจกรรมแบบอิมเมอร์ซีฟในชื่อ "ตามหาฤดูใบไม้ร่วงในแดนเซนตะวันออก" (Seeking Autumn in Eastern Chan) จะจัดขึ้นตามเส้นทางโบราณบนเขา เพื่อเปิดให้ผู้เข้าร่วมได้สนุกสนานกับกิจกรรมแบบอินเทอร์แอคทีฟท่ามกลางโบราณสถาน อีกทั้งในช่วงเทศกาลฉงหยาง (Double Ninth Festival) การเดินผ่านเส้นทางเดินป่าที่เปลี่ยนสีเป็นระยะทาง 3.6 กิโลเมตร จะเปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้ไต่ระดับความสูงพร้อมชมความงดงามของฤดูใบไม้ร่วงแห่งเมืองจินหลิงได้เต็มสองตา

ท่องเที่ยวอย่างชาญฉลาด: เทคโนโลยีคู่กายตลอดการเดินทาง

เขตท่องเที่ยวให้บริการคู่มือท่องเที่ยวรูปแบบเสียงฟรีตลอดทั้งปี เพียงสแกนคิวอาร์โค้ด อีกทั้งยังมี "หนิวเสี่ยวจ้าน" (Niu Xiaochan) ไกด์นำเที่ยว AI ที่นำเทคโนโลยีโมเดลภาษาขนาดใหญ่มาร้อยเรียงเรื่องราวของจุดท่องเที่ยวแต่ละแห่งเข้าด้วยกัน ครอบคลุมสถานที่สำคัญทั้งหมด ได้แก่ สวนหน้าฝอติ่ง เส้นทางจิตวิญญาณเซนตะวันออก วัดฝอติ่ง และเจดีย์ฝอติ่ง พร้อมให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายและไม่ต้องจองล่วงหน้า

ชื่นชมมวลบุปผาหอมหมื่นลี้ เสวนาปรัชญา ไต่ความสูงชมทิวทัศน์ และสักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ในฤดูใบไม้ร่วงนี้ เขาหนิวโส่วทั้งร่าเริงและอ่อนโยน ด้วยทิวเขาเขียวขจีเป็นฉากหลัง และมรดกวัฒนธรรมพันปีเป็นจิตวิญญาณ ขุนเขาแห่งนี้เก็บงำเสน่ห์แห่งกาลเวลา และพร้อมเผยความงดงามของสายน้ำและขุนเขาในฤดูใบไม้ร้วง ขอเชิญมาสัมผัสเขาหนิวโส่วเพื่อโอบรับการนัดพบแห่งฤดูกาลที่มนุษย์และธรรมชาติอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน

Autumn Hues Over the Mountain: A Cultural Journey to Niushou Mountain


 Niushou Mountain Cultural Tourism Zone

Golden autumn descends on Jinling, as summer heat fades away and cool, crisp air fills the clear skies. Nestled in the city, the blessed land of Niushou Mountain Cultural Tourism Zone is where serene mountain-and-water zen landscapes blend seamlessly with a millennium-old cultural legacy. By day, visitors wander up the winding paths through tranquil woods, admiring osmanthus blossoms while climbing higher. Unfolding before them is a picturesque autumn scene of rolling hills, winding waters and lingering zen charm, making the mountain an elegant landmark for fall outings and cultural immersion.

Autumn Scenery: Changing Views With Every Step

Ascending along Tianque Road from the foot of the mountain, visitors are greeted by the sweet fragrance of osmanthus pervading the hills. The route passes through Buddha's Summit Square, Buddha's Summit Holy Land and Buddha's Summit Temple, where rich osmanthus scent mingles with forests dyed in autumn colors, offering ever-changing vistas at every turn. Along the hike, visitors can experience classic relaxing activities such as singing bowl sound therapy and Baduanjin qigong, embracing peace and nature amid the woods. Here, one may either sit still to take in the mountain scenery, or stroll through the forest and pause wherever the heart leads.

Cultural Legacy: Literary Gatherings at Niushou

In autumn, Niushou Mountain becomes an open-air classroom worthy of slow exploration. This golden season will see the launch of the Niushou Mountain ? Dunhuang Culture Week. Fan Zaixuan, a mural restoration expert from the Dunhuang Academy, will visit the mountain to share stories of dedication and craftsmanship behind the preservation of desert murals.The Niushou Twelve Lectures regularly host distinguished speakers: Peng Kaiping will delve into the psychology and emotions of modern people from the perspective of positive psychology. More scholars in literature, history and philosophy will take the stage later, exchanging insights on life philosophy and sharing anecdotes of history and culture.

Light and shadow add extra charm to the autumn mountain. The scenic area has partnered with 500px by Visual China to launch the "One Mountain, One World: Capturing Niushou Through Light and Shadow" Photography Competition, open to submissions worldwide. The morning glow over Buddha's Summit Pagoda and the zen spirit amid osmanthus shadows are all moments worth capturing and framing.The "Seeking Autumn in Eastern Chan" immersive activity will also unfold along the ancient mountain trails, unlocking interactive experiences among historical relics. During the Double Ninth Festival, a 3.6-kilometer hike through the layered forests allows visitors to climb high and take in the full autumn splendor of Jinling at a glance.

Smart Tour: Intelligence by Your Side

The scenic area offers year-round free audio guides accessible simply by scanning a QR code. The "Niu Xiaochan" AI tour guide is available 24/7, weaving together stories of each scenic spot with large language model technology. The service is completely free and requires no reservation, covering all key locations including Buddha's Summit Front Garden, Eastern Chan Mind Journey, Buddha's Summit Temple and Buddha's Summit Pagoda.

Admire osmanthus blooms, engage in philosophical discussions, climb to great heights, and pay homage to sacred sites. This autumn, Niushou Mountain stands vivid and gentle, with rolling green hills as its backdrop and a millennium-old cultural heritage as its soul. One mountain holds ancient charm; one autumn unfolds the beauty of rivers and mountains. This fall, step into Niushou Mountain and embrace an autumn date where humanity and nature live in perfect harmony.

Wednesday, October 21, 2026

เขตซวงหลิว เมืองเฉิงตู ตอกย้ำศักยภาพฮับการบินในแถบตอนใน ดันเมืองสู่เวทีการค้าโลก

ระหว่างวันที่ 21 ถึง 25 ตุลาคม การแข่งขันเทนนิสเยาวชนระดับโลก รายการไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ จูเนียร์ ไฟนอลส์ (ITF World Tennis Tour Junior Finals) ประจำปี 2569 ซึ่งจัดโดยรัฐบาลประชาชนเขตซวงหลิว เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน ได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการในเขตซวงหลิว โดยการรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดศึกเทนนิสดาวรุ่งระดับบิ๊กแมตช์ในพื้นที่ตอนในทางตะวันตกของจีนครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นจุดแข็งของเขตซวงหลิวในการเป็นศูนย์กลางทางการบิน มาต่อยอดยกระดับศักยภาพการแข่งขันของเมือง

เขตซวงหลิวเป็นฟันเฟืองสำคัญของวงกลมเศรษฐกิจเฉิงตู-ฉงชิ่ง โดยเร่งเฟ้นหาโมเดลใหม่ให้แก่กลุ่มเมืองในพื้นที่ตอนใน เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ พร้อมเชื่อมโยงเข้ากับห่วงโซ่คุณค่าโลกอย่างลึกซึ้ง ซึ่งถือเป็นกรณีศึกษาต้นแบบให้กับเมืองต่าง ๆ ทั่วโลกที่กำลังผลักดันการเปิดกว้างและความก้าวหน้า

ต่อยอดทราฟฟิกฮับการบิน ดันภาคอุตสาหกรรมให้เติบโต

เขตซวงหลิวมีจุดเด่นอยู่ที่ทรัพยากรศูนย์กลางการบินนานาชาติที่เข้มแข็ง โดยในปี 2568 ท่าอากาศยานนานาชาติเฉิงตู ซวงหลิว มีปริมาณผู้โดยสารหมุนเวียนราว 33.52 ล้านครั้ง และรองรับการขนส่งสินค้าและไปรษณีย์สูงถึง 736,000 ตัน อย่างไรก็ตาม ซวงหลิวไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็น "เศรษฐกิจทางผ่าน" แบบเดิม ๆ แต่มุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนปริมาณการสัญจรเหล่านี้ให้กลายเป็นการเติบโตในภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม

เขตซวงหลิวอาศัยจุดแข็งในการเป็นฮับสนามบิน โดยเชื่อมโยงแพลตฟอร์มระดับสูง อย่างเขตสาธิตเศรษฐกิจท่าอากาศยานและเขตคลังสินค้าทัณฑ์บน ทำให้ซวงหลิวสามารถวางระบบโลจิสติกส์และการค้าสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เขตซวงหลิวมียอดการนำเข้าและส่งออกรวมแตะ 7.1572 หมื่นล้านหยวน เพิ่มขึ้น 22.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตอกย้ำศักยภาพที่แข็งแกร่งในการเปิดรับการค้าการลงทุนระดับโลก ขณะเดียวกัน สำหรับบริษัทเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างไอสเปซ (iSpace) ที่ตัดสินใจเลือกซวงหลิวเป็นฐานปักหมุดขยายธุรกิจในอุตสาหกรรมอวกาศเชิงพาณิชย์ พื้นที่แห่งนี้เป็นมากกว่าศูนย์กลางขนส่งสินค้า แต่คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เชื่อมโยงงานวิจัยและพัฒนาระดับสากลกับตลาดทั่วโลก

จากคลัสเตอร์การผลิต สู่ระบบนิเวศนวัตกรรม

เพื่อไม่ให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นเพียงแค่ทางผ่าน ซวงหลิวได้เดินหน้ายุทธศาสตร์กลไกคู่ผ่านภาคการผลิตขั้นสูงควบคู่ไปกับนวัตกรรมเทคโนโลยี โดยในกลุ่มอุตสาหกรรมการบิน เขตซวงหลิวเป็นฐานที่ตั้งของบริษัทรายใหญ่ถึง 141 แห่ง ซึ่งสร้างมูลค่าการผลิตรวมทะลุ 1.374 แสนล้านหยวนในปี 2568

ส่วนในกลุ่มอุตสาหกรรมเกิดใหม่ บริษัทด้านการสื่อสารทางแสงอย่างอีออปโตลิงก์ (Eoptolink) ได้รุกปักหมุดในตลาดกำลังการประมวลผล AI เพื่อหนุนการเติบโตของห่วงโซ่อุตสาหกรรมอย่างครบวงจร โดยอีออปโตลิงก์เป็นผู้จัดหาอุปกรณ์รับส่งสัญญาณแสงให้กับยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีระดับโลกอย่างอินวิเดีย (NVIDIA) และมูลค่าตามราคาตลาดเคยพุ่งสูงเกิน 8 แสนล้านหยวน สะท้อนความสำเร็จอันโดดเด่นของอุตสาหกรรมออปโตอิเล็กทรอนิกส์ในซวงหลิวที่ก้าวสู่เวทีระดับโลก การปรับเปลี่ยนโครงสร้างจากการผลิตแบบดั้งเดิมสู่การผลิตขั้นสูง และจากการรวมกลุ่มอุตสาหกรรมสู่การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เข้มแข็ง ส่งผลให้ซวงหลิวสามารถดึงดูดและรองรับอุตสาหกรรมระดับไฮเอนด์จากทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ซวงหลิวยังได้วางกลไกต่อยอดจุดแข็งจากตลาดการค้าทั้งในและต่างประเทศที่มีมูลค่าสูงกว่า 1 แสนล้านหยวน ให้กลายเป็นการบริโภคภายในพื้นที่ โดยได้เข้ามายกระดับบริการภาคธุรกิจแบบครบวงจรตลอดวงจรชีวิตของผู้ประกอบการ ซึ่งช่วยย่นระยะเวลาการดำเนินโครงการให้เร็วขึ้นถึง 20%

จากนิคมอุตสาหกรรม สู่เมืองใหม่น่าอยู่

การปรับเปลี่ยนโครงสร้างของเขตซวงหลิวไม่ได้ยึดติดอยู่เพียงแค่ภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ยังขยายผลไปสู่การพัฒนาเมืองและคุณภาพชีวิตของประชากรอย่างสอดประสานกัน โดยเขตซวงหลิวทุ่มสร้างเมืองในสวน พร้อมฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมและระบบนิเวศ เพื่อยกระดับความน่าอยู่และคุณภาพชีวิตของชาวเมือง เขตซวงหลิวถูกสื่อหลัก ๆ ยกให้เป็นหนึ่งใน "เขตเมืองที่มีความสุขที่สุด" ในจีนติดต่อกันหลายปี ซึ่งกลายเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดบุคลากรศักยภาพสูงเข้ามาในพื้นที่ ขณะที่ยอดการย้ายเข้าของประชากรที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง คือเครื่องยืนยันถึงเสน่ห์ของเมืองและความสามารถในการรั้งคนให้อยู่ในระยะยาว

ในยุคที่การแข่งขันระหว่างเมืองบนเวทีโลกเปลี่ยนมาเป็นการประชันความพร้อมของระบบนิเวศในมิติต่าง ๆ บทเรียนจากเขตซวงหลิวได้พิสูจน์แล้วว่า เมืองแถบตอนในสามารถปลดล็อกข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ได้ด้วยการต่อยอดจุดแข็งจากการเป็นฮับสนามบิน เพื่อก้าวกระโดดจากเดิมที่เป็นเพียง "ทางผ่าน" ไปสู่การเป็น "ประตูเปิดกว้าง" และเปลี่ยนจากการปล่อยให้สัญจรไหลผ่าน ไปเป็นการสร้างมูลค่าในพื้นที่

เขตซวงหลิวคือภาพสะท้อนความสำเร็จตามยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันตกของจีนในระดับเขตเมือง ประสบการณ์ของซวงหลิวจึงไม่เพียงแต่เป็นตัวอย่างการเติบโตทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคที่มีคุณภาพสูงของจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นโมเดลต้นแบบอันทรงคุณค่าสำหรับเมืองแถบตอนในทั่วโลก ที่หวังเปิดกว้างและผนึกกำลังความร่วมมือเพื่อผลักดันการเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน