Wednesday, November 4, 2026

นครฝูโจวจัดสัมมนาพิเศษ ต้อนรับรางวัลเซี่ยงไฮ้ ประจำปี 2569 ผลักดันการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน


นครฝูโจวทางตะวันออกของจีน ได้มีการจัดงานสัมมนาพิเศษเนื่องในโอกาสการประชุมรางวัลการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนระดับโลก หรือรางวัลเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Award) ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

การจัดงานในครั้งนี้มีขึ้นในธีม "Transforming Cities for Sustainable Urban Development - Voices of Shanghai Award Cities" (ยกระดับเมืองเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน: เสียงสะท้อนจากเมืองเครือข่ายรางวัลเซี่ยงไฮ้) โดยเป็นความร่วมมือระหว่างโครงการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งสหประชาชาติ (UN-Habitat) และคณะกรรมการบริหารการเคหะและการพัฒนาเมือง-ชนบท นครเซี่ยงไฮ้

รางวัลการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนระดับโลก หรือรางวัลเซี่ยงไฮ้ เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างโครงการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งสหประชาชาติกับจีน โดยในรอบการประกาศรางวัลครั้งที่ 4 นี้ มี 5 เมืองที่สามารถคว้ารางวัลเซี่ยงไฮ้ไปครอง ได้แก่ กรุงแอดดิสอาบาบา ประเทศเอธิโอเปีย, เมืองจิ่งเต๋อเจิ้น ประเทศจีน, นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี, เมืองซานเตียโกเดกาลิ ประเทศโคลอมเบีย และเมืองคาโตวีตเซ ประเทศโปแลนด์

ในโอกาสนี้ คณะผู้แทนจากทั้ง 5 เมือง พร้อมด้วยเมืองปาลู ประเทศอินโดนีเซีย ได้ร่วมเปิดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติในระดับท้องถิ่นตลอดจนความร่วมมือในระดับสากล โดยแชร์ประสบการณ์ตรงในเรื่องนโยบายเชิงนวัตกรรม การฟื้นฟูเมืองอย่างทั่วถึงทุกภาคส่วน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลง และระบบบริหารจัดการเมืองที่มีประสิทธิภาพ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการยกระดับเมือง

งานเสวนาครั้งนี้สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ข้อที่ 11 โดยเฉพาะเป้าหมายย่อย 11.a ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วยนายกเทศมนตรีจากเมืองที่ได้รับรางวัลและเมืองที่ผ่านเข้ารอบชิงรางวัลเซี่ยงไฮ้ ครั้งที่ 4 พร้อมด้วยคณะผู้เชี่ยวชาญระดับสากล คณะผู้แทนจากสำนักงานใหญ่และสำนักงานภูมิภาคของโครงการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งสหประชาชาติ เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกระทรวงการเคหะและการพัฒนาเมือง-ชนบทของจีน คณะผู้แทนจากนครเซี่ยงไฮ้ ตลอดจนตัวแทนจากสถาบันอุดมศึกษาและองค์กรวิจัย

นอกจากนี้ เวทีเสวนาดังกล่าวยังเน้นย้ำบทบาทของรางวัลเซี่ยงไฮ้ ในฐานะแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเรียนรู้ร่วมกันระหว่างเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก พร้อมทั้งร่วมกันแสวงหาแนวทางถอดบทเรียนจากแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ นำไปสู่การลงมือปฏิบัติจริง เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองในอนาคตให้มีความปลอดภัย ครอบคลุมทุกภาคส่วน พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และยั่งยืน

2026 Shanghai Award Special Session Held in East China's Fuzhou


On November 1, a special session for the 4th Cycle of the Global Award for Sustainable Development in Cities (Shanghai Award) was held in east China's Fuzhou City.

Themed "Transforming Cities for Sustainable Urban Development - Voices of Shanghai Award Cities," the event was jointly organized by UN-Habitat and the Shanghai Municipal Commission of Housing, Urban-Rural Development and Management.

The Global Award for Sustainable Development in Cities (Shanghai Award) is jointly established by UN-Habitat and China. The five cities that won the 4th cycle of the Shanghai Award are Addis Ababa, Ethiopia; Jingdezhen, China; Istanbul, Tuerkiye; Santiago de Cali, Colombia; and Katowice, Poland.

At the forum, representatives from the five cities and Palu of Indonesia discussed local practices and global cooperation. They exchanged views on innovative policies, inclusive urban regeneration, resilient infrastructure and effective urban governance, sharing practical experience in urban transformation.

The forum closely aligned with Sustainable Development Goal 11, in particular Target 11.a. Participants included mayors of shortlisted and winning cities of the 4th cycle of the Shanghai Award, international jury experts, representatives from UN-Habitat headquarters and its regional offices, officials from China's Ministry of Housing and Urban-Rural Development, delegates from Shanghai, and representatives of universities and research institutions.

The forum also underscored the Shanghai Award's role as a platform for international experience exchange and peer mutual learning. It explored ways to help cities translate the recognized practices into concrete action, jointly moving toward a safe, inclusive, resilient and sustainable urban future.

Tuesday, November 3, 2026

เซี่ยงไฮ้เปิดเวทีประชุมระบบนิเวศข้อมูลโลก มุ่งขับเคลื่อนความร่วมมือดิจิทัลระหว่างประเทศ พร้อมส่งเสริมการบูรณาการข้อมูลและ AI

 การประชุมระบบนิเวศข้อมูลโลก ประจำปี 2569

เวทีหลักของการประชุมระบบนิเวศข้อมูลโลก ประจำปี 2569 (Global Data Ecosystem Conference 2026) จัดขึ้น ณ นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน โดยมีผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมและผู้นำภาคธุรกิจเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความร่วมมือด้านดิจิทัลระหว่างประเทศ ตลอดจนการบูรณาการเทคโนโลยีข้อมูลเข้ากับปัญญาประดิษฐ์ (AI)

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด "Data Intelligence Connecting the World" หรือ "อัจฉริยภาพแห่งข้อมูลเชื่อมโยงโลก" พร้อมเปิดตัวโครงการริเริ่มใหม่ ๆ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมการนำเทคโนโลยีข้อมูลมาประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

ในพิธีเปิดการประชุม สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งประเทศจีน (CMA) ได้เปิดตัวโครงการสำคัญ 2 โครงการ ได้แก่ ศูนย์เซี่ยงไฮ้เพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลระบบโลกในระดับนานาชาติ (Shanghai Node for International Exchange of Earth System Data) และพื้นที่แบ่งปันข้อมูลสาธารณะที่เชื่อถือได้สำหรับอุตสาหกรรมอุตุนิยมวิทยา (Trusted Data Space for the Meteorological Industry) โดยคาดว่าโครงการทั้งสองจะมีส่วนช่วยส่งเสริมการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ และสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลให้เติบโตอย่างมีคุณภาพสูงต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งคณะทำงานภายใต้คณะกรรมการเฉพาะทางด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในภาคการเดินเรือและการค้าขององค์การข้อมูลโลก (World Data Organization) อย่างเป็นทางการ โดยมุ่งใช้ประโยชน์จากศักยภาพและจุดแข็งของนครเซี่ยงไฮ้ในฐานะศูนย์กลางการขนส่งทางเรือและการค้า เพื่อสนับสนุนการยกระดับการบริหารจัดการท่าเรือและการดำเนินงานด้านการค้าให้มีความทันสมัยและชาญฉลาดยิ่งขึ้น

ซ่ง เซียนหรง (Song Xianrong) ผู้อำนวยการแผนกความร่วมมือด้านธรรมาภิบาลข้อมูลระหว่างประเทศ สังกัดสำนักงานข้อมูลแห่งชาติ (National Data Administration) และอู่ เจี้ยนสยง (Wu Jianxiong) ประธานกรรมการ บริษัท เซี่ยงไฮ้ ดาต้า กรุ๊ป (Shanghai Data Group) ได้เข้าร่วมพิธีเปิดตัวคณะทำงานดังกล่าว

ที่ประชุมยังได้เปิดตัวโครงการความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างจีนกับคาซัคสถานอย่างเป็นทางการ โดยทั้งสองประเทศจะร่วมมือกันในหลายด้าน อาทิ การศึกษาวิจัยอุตสาหกรรมเศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลข้ามพรมแดนร่วมกัน การก่อสร้างเมืองอัจฉริยะ และการพัฒนาตลาดปัจจัยข้อมูล (Data Factor Market) เพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากข้อมูลในฐานะปัจจัยการผลิตทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดพิธีมอบรางวัลสำหรับการแข่งขัน Data Elements x Competition 2026 รอบภูมิภาคเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นการแข่งขันระดับชาติที่มุ่งส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากข้อมูลในฐานะปัจจัยการผลิต เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ โดยการแข่งขันในรอบเซี่ยงไฮ้ครอบคลุม 20 สาขาหลัก อาทิ บริการด้านอุตุนิยมวิทยา การผลิต บริการทางการเงิน การพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการลดการปล่อยคาร์บอน ตลอดจนบริการด้านสุขภาพ โดยมีทีมที่ได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 143 ทีม ซึ่งโครงการที่ได้รับรางวัลจะได้รับการสนับสนุนให้ต่อยอดผลงานจากการแข่งขันไปสู่การประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมจริงต่อไป

สถาบันวิจัยการพัฒนาข้อมูลแห่งชาติ (National Data Development Research Institute) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยภายใต้สำนักงานข้อมูลแห่งชาติของจีน ร่วมกับบริษัทชั้นนำหลายแห่งในห่วงโซ่อุตสาหกรรม เปิดตัวโครงการส่งเสริมความร่วมมือในระบบนิเวศอุตสาหกรรมโทเคน (Token Industry Ecosystem Synergy) โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันการพัฒนามาตรฐาน หลักเกณฑ์การประเมิน และแนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีโทเคนในทางปฏิบัติ ตลอดจนพัฒนาแนวทางใหม่ในการวัดมูลค่า กำหนดราคา และหมุนเวียนแลกเปลี่ยนข้อมูล โดยใช้ AI Token เป็นหน่วยในการวัดและคำนวณ ในยุคของโมเดลปัญญาประดิษฐ์ขนาดใหญ่ (Large AI Models)

ผู้เชี่ยวชาญร่วมวิเคราะห์แนวโน้มใหม่ในอุตสาหกรรม

ในเวทีประชุมหลัก ซุน เซิงลี่ (Sun Shengli) สมาชิกสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งประเทศจีน (Chinese Academy of Sciences) ได้กล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อสถาปัตยกรรมดาต้าเซ็นเตอร์เฉพาะทางและระบบนิเวศที่ยั่งยืน พร้อมนำเสนอแนวทางสนับสนุนการทำเหมืองข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ และการนำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ

ตัวแทนจากคาซัคสถานได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์และแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ซึ่งช่วยเปิดมุมมองใหม่และส่งเสริมความร่วมมือด้านดิจิทัลระหว่างจีนกับคาซัคสถาน ขณะที่โจ ไวน์แมน (Joe Weinman) ผู้ก่อตั้งสถาบันระหว่างประเทศเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (International Institute for Future Industries) และผู้บุกเบิกด้านเศรษฐศาสตร์ AI ได้นำเสนอการวิเคราะห์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงและการพลิกโฉมภาคอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

วินเซนโซ อากวาโร (Vincenzo Aquaro) หัวหน้าสาขารัฐบาลดิจิทัล ภายใต้กองกิจการสถาบันสาธารณะและรัฐบาลดิจิทัล สำนักงานกิจการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ (UN DESA) ได้มุ่งเน้นการนำเสนอประเด็นสำคัญเกี่ยวกับยุคของ AI Agent พร้อมแบ่งปันผลงานวิจัยและความก้าวหน้าล่าสุดเกี่ยวกับการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลในระดับโลก

อู่ เจี้ยนสยง ประธานกรรมการ บริษัท เซี่ยงไฮ้ ดาต้า กรุ๊ป กล่าวว่า บริษัทมุ่งมั่นที่จะพัฒนาแพลตฟอร์มความร่วมมือและการสื่อสารที่เปิดกว้าง เอื้อต่อการแบ่งปัน และสร้างประโยชน์ร่วมกัน พร้อมมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการปฏิรูปการใช้ข้อมูลในฐานะปัจจัยการผลิต ตลอดจนผนึกกำลังกับพันธมิตรในภาคอุตสาหกรรมเพื่อส่งเสริมการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรข้อมูลแบบบูรณาการ

เปิดตัวนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม

ภายในงานประชุมครั้งนี้ มีการเปิดตัวระบบห่วงโซ่การรับรองคาร์บอนฟุตพรินต์สำหรับวัสดุรีไซเคิล ซึ่งนำศักยภาพของเทคโนโลยีข้อมูลมาประยุกต์ใช้ เพื่อรองรับการตรวจสอบย้อนกลับและการบริหารจัดการวัสดุรีไซเคิลตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจหมุนเวียน พร้อมส่งเสริมการดำเนินงานให้ได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น

ภายในงานยังมีการเปิดตัวแพลตฟอร์ม UniTrust ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มด้านการกำกับดูแลและสร้างความน่าเชื่อถือสำหรับ AI Agent ที่พัฒนาโดยศูนย์รับรองอิเล็กทรอนิกส์แห่งเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Electronic Certificate Authority Center) โดยมีเป้าหมายในการวางรากฐานด้านความน่าเชื่อถือทางดิจิทัล เพื่อรองรับการแลกเปลี่ยนและหมุนเวียนปัจจัยข้อมูลให้เป็นไปอย่างปลอดภัยและเชื่อถือได้

ขณะเดียวกัน ภายในงานยังมีการเผยแพร่ชุดข้อมูลคุณภาพสูงชุดแรกจาก AIsaisi ซึ่งเป็นชุมชนเปิดแบบครบวงจรที่มุ่งสนับสนุนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ด้วยเทคโนโลยี AI โดยชุดข้อมูลดังกล่าวได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นทรัพยากรสำคัญในการสนับสนุนงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมขั้นสูง

นอกจากนี้ สถาบันวิจัยการพัฒนาข้อมูลแห่งชาติ, บริษัท เซี่ยงไฮ้ ดาต้า กรุ๊ป และสถาบันวิจัยข้อมูลแห่งเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Data Research Institute) ยังได้ร่วมกันเผยแพร่ผลงานวิจัยชุดใหม่ ซึ่งนำเสนอแนวทางการพัฒนาและบูรณาการเทคโนโลยีบล็อกเชน ข้อมูล และ AI เพื่อส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

Global Data Ecosystem Conference in Shanghai Hears About Int'l Digital Cooperation, Data-AI Integration

 The Global Data Ecosystem Conference 2026

The main forum of the Global Data Ecosystem Conference 2026 was held in Shanghai today, with industry experts and business leaders discussing international digital collaboration and the integration of data and artificial intelligence.

Under the theme of "Data Intelligence Connecting the World," the conference also unveiled new initiatives, and discussed efforts to boost the practical use of data technologies across various industries.

During the opening ceremony, the China Meteorological Administration introduced two key initiatives: The Shanghai Node for International Exchange of Earth System Data and Trusted Data Space for the Meteorological Industry. These achievements are expected to empower smart city development and support the high-quality growth of the digital economy.

In addition, the Working Group for the World Data Organization Maritime and Trade Digitization Specialized Committee was officially established. Building on Shanghai's strengths in shipping and trade, the group is expected to support the smart upgrading of port and trade operations.

Song Xianrong, director of the International Data Governance Cooperation Department of the National Data Administration, and Wu Jianxiong, chairman of Shanghai Data Group, attended the launch ceremony.

The conference also officially launched the China-Kazakhstan Industrial Cooperation in Digital Economy initiative through which the two countries will collaborate in areas including digital economy industry research, co-development of cross-border digital infrastructure, smart city construction, and the development of data factor markets.

Moreover, the conference held an awards ceremony for the Shanghai regional leg of the 2026 Data Elements ? Competition (a national contest aimed at unlocking the multiplier effect of data as a production factor). The event in Shanghai covered 20 major categories, including meteorological services, manufacturing, financial services, green and low-carbon development, and healthcare, with 143 teams receiving awards. The winning projects will be supported in moving from the competition stage into real-world industrial applications.

The Token Industry Ecosystem Synergy Initiative was also unveiled by the National Data Development Research Institute, a research institute directly under China's National Data Administration, and several leading companies across the industry chain. The initiative aims to advance the development of standards, evaluation, and practical application scenarios for the "token" sector, while forging new pathways for measuring, pricing, and circulating data - with the AI token as the unit of account - in the era of large AI models.

Experts Discuss Emerging Industry Trends

At the main forum, Sun Shengli, a member of the Chinese Academy of Sciences, delivered a speech on specialized data center architecture and sustainable ecology as well as the underlying support path for scientific data mining and utilization.

A representative from Kazakhstan shared the country's experience in developing the digital economy, opening up new perspectives for digital cooperation with China. Joe Weinman, founder of the International Institute for Future Industries and a pioneer in AI economics, analyzed industry transformation driven by data.

Vincenzo Aquaro, Chief of Digital Government Branch in UN DESA's Division for Public Institutions and Digital Government, focused on the era of AI agents and shared cutting-edge research on the global development of digital government.

Wu Jianxiong, chairman of Shanghai Data Group, said the firm will build an open, shared and mutually beneficial platform for communication, engage deeply in the reform of data as a factor of production, and work alongside industry partners to foster the coordinated development of data resources.

Technological and Industrial Innovations Unveiled

During the forum, a carbon footprint certification chain for recyclable materials was launched. By leveraging data capabilities, this system enables end-to-end traceability and management of recyclable materials, empowering the circular economy to scale up and standardize.

UniTrust, a trusted governance platform for AI agents developed by the Shanghai Electronic Certificate Authority Center, was also unveiled. The platform is intended to establish a foundational layer of digital trust to ensure the secure and reliable circulation of data factors.

In addition, the first batch of high-quality datasets from AIsaisi, a one-stop open community for AI-driven scientific research, was released, providing data resources to support cutting-edge scientific research and innovation.

The National Data Development Research Institute, Shanghai Data Group, and Shanghai Data Research Institute also jointly released a series of research findings on the integrated development of blockchain, data, and AI.

ไชน่า อีสเทิร์น แอร์ไลน์ส เพิ่มความถี่เที่ยวบิน พร้อมยกระดับบริการชั้นหนึ่งและชั้นธุรกิจ รับตารางบินฤดูหนาว

 ไชน่า อีสเทิร์น แอร์ไลน์ส (CEAir)

ไชน่า อีสเทิร์น แอร์ไลน์ส (China Eastern Airlines หรือ CEAir) ประกาศเพิ่มความถี่เที่ยวบินในเส้นทางระหว่างประเทศและระดับภูมิภาค พร้อมยกระดับบริการสำหรับผู้โดยสารชั้นหนึ่งและชั้นธุรกิจ รองรับตารางบินประจำฤดูหนาว ปี 2569-2570 ซึ่งเริ่มเปิดฉากอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา

สำหรับการปรับตารางบินในครั้งนี้ สายการบินฯ พร้อมให้บริการเส้นทางระหว่างประเทศและระดับภูมิภาครวมกว่า 180 เส้นทาง ครอบคลุมกว่า 40 ประเทศและเขตปกครองทั่วโลก โดยให้บริการเฉลี่ยวันละกว่า 430 เที่ยวบิน

สายการบินฯ ยังเตรียมกลับมาเปิดให้บริการเส้นทางบินตรงระหว่างแอดิเลดกับเซี่ยงไฮ้ เพิ่มความถี่เที่ยวบินในเส้นทางบัวโนสไอเรส-โอกแลนด์-เซี่ยงไฮ้ รวมถึงเสริมเที่ยวบินตามฤดูกาลเชื่อมโยงซิดนีย์ เมลเบิร์น และบริสเบน สู่เซี่ยงไฮ้

ขณะเดียวกัน ไชน่า อีสเทิร์น แอร์ไลน์ส เตรียมเพิ่มเที่ยวบินในเส้นทางบินสู่เซี่ยงไฮ้ที่เชื่อมต่อกับแฟรงก์เฟิร์ต ลอนดอน และแวนคูเวอร์ ส่วนเส้นทางบินระหว่างประเทศที่เปิดให้บริการใหม่หรือกลับมาทำการบินอีกครั้งในช่วงตารางบินฤดูร้อนปี 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงเส้นทางดับลิน สตอกโฮล์ม และทบิลิซี สู่เซี่ยงไฮ้ จะยังคงเปิดให้บริการตลอดฤดูหนาวนี้

นอกจากนี้ สายการบินฯ ยังเตรียมเพิ่มความถี่เที่ยวบินในเส้นทางเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางเชื่อมต่อเซี่ยงไฮ้สู่บาหลี สิงคโปร์ และกัวลาลัมเปอร์ รวมถึงเส้นทางคุนหมิงสู่กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ โดยในหลายเส้นทางบินหลัก เช่น เส้นทางเซี่ยงไฮ้สู่สิงคโปร์ กรุงเทพฯ และโซล เส้นทางคุนหมิง-กรุงเทพฯ และชิงเต่า-โซล จะให้บริการด้วยความถี่สูงเพื่อรองรับความต้องการเดินทางอย่างครอบคลุม

และเพื่อมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับยิ่งขึ้นระหว่างรอขึ้นเครื่องและเปลี่ยนเที่ยวบิน ไชน่า อีสเทิร์น แอร์ไลน์ส ได้ปรับโฉมพื้นที่ห้องรับรองพิเศษที่บริหารจัดการเอง ณ ท่าอากาศยานหลักในนครเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง และซีอาน โดยจัดสรรพื้นที่เฉพาะสำหรับผู้โดยสารชั้นหนึ่งและชั้นธุรกิจ พร้อมเพิ่มจำนวนที่นั่งรองรับอีกกว่า 400 ที่นั่ง

พร้อมกันนี้ ห้องรับรองพิเศษยังได้เพิ่มความหลากหลายให้อาหารและเครื่องดื่ม โดยเสิร์ฟเครื่องดื่ม ขนมปัง ของหวาน และของว่างประจำฤดูกาล เช่นเดียวกับ "MU Noodles" เมนูซิกเนเจอร์ที่ชูรสชาติสไตล์ท้องถิ่นอย่างลงตัว

สำหรับผู้โดยสารชั้นหนึ่งและชั้นธุรกิจที่ตรงตามเงื่อนไข สามารถใช้บริการรับ-ส่งสนามบินได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ในหลายเมืองใหญ่ทั่วเอเชีย ยุโรป อเมริกา แอฟริกา และโอเชียเนีย พร้อมรับสิทธิประโยชน์สุดพิเศษและบริการดูแลลูกค้าออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน CEAir เวอร์ชันผู้โดยสารระหว่างประเทศ รวมถึงบริการสายด่วนดูแลผู้โดยสารระดับพรีเมียมโดยเฉพาะ

ไชน่า อีสเทิร์น แอร์ไลน์ส ยังได้รังสรรค์เมนูอาหารบนเที่ยวบินรูปแบบใหม่ที่เลือกใช้วัตถุดิบระดับพรีเมียม เพื่อมอบบริการแก่ผู้โดยสารชั้นหนึ่งและชั้นธุรกิจใน 12 เส้นทางบินระยะไกลระหว่างประเทศที่เดินทางออกจากเซี่ยงไฮ้ สู่จุดหมายปลายทางยอดนิยม อาทิ นิวยอร์ก ปารีส และลอนดอน พร้อมกันนี้ สายการบินฯ ยังได้ยกระดับไลน์เครื่องดื่มบนเครื่อง โดยนำเมนูซิกเนเจอร์อย่าง "MU Tea" มาต่อยอด นำเสนอเครื่องดื่มคอลเลกชันใหม่ ทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟ ชาสปาร์กลิง และเครื่องดื่มสูตรพิเศษที่คิดค้นขึ้นโดยเฉพาะ ยิ่งไปกว่านั้น ผู้โดยสารชั้นหนึ่งและชั้นธุรกิจบนเครื่องบินลำกว้างทุกลำของสายการบินฯ ยังสามารถใช้งาน Wi-Fi ความเร็วสูงบนเที่ยวบินได้ฟรีตลอดการเดินทาง

บริษัท: ไชน่า อีสเทิร์น แอร์ไลน์ส

เว็บไซต์: http://www.ceair.com/

ผู้ติดต่อ: Caowei

อีเมล: ceapr@ceair.com

เมือง: เซี่ยงไฮ้

China Eastern Airlines Increases Flight Frequencies, Upgrades First and Business Class Services for Winter Season


 China Eastern Airlines (CEAir)

China Eastern Airlines (CEAir) will boost flight frequencies on international and regional routes and upgrade services for first and business class passengers during the 2026-2027 winter season, which began on October 25.

The airline will operate more than 180 international and regional routes covering over 40 countries and regions, with an average of more than 430 flights scheduled daily.

It will resume flights between Adelaide and Shanghai, increase flight frequencies on the Buenos Aires-Auckland-Shanghai route, and add seasonal flights on routes linking Sydney, Melbourne, and Brisbane with Shanghai.

More flights will be added on routes linking Frankfurt, London, and Vancouver with Shanghai. International routes launched or resumed during the 2026 summer season, including the routes connecting Dublin, Stockholm, and Tbilisi with Shanghai, will continue operating through the winter season.

The airline will also increase flight frequencies on Asian routes, such as the routes linking Bali, Singapore, and Kuala Lumpur with Shanghai, as well as the routes connecting Bangkok and Chiang Mai with Kunming. Many routes, including those linking Singapore, Bangkok, and Seoul with Shanghai, the route between Bangkok and Kunming, and the Seoul-Qingdao route, will operate at high frequencies.

To better meet the needs of passengers awaiting flights and making connections, CEAir has reconfigured some of its self-operated VIP lounges in Shanghai, Beijing, and Xi'an, creating dedicated spaces for first and business class passengers and adding more than 400 seats.

The lounges have also added seasonal drinks, bread, desserts, and snacks, alongside MU Noodles, a signature dish featuring local flavors, to their food and beverage offerings.

Eligible first and business class passengers can book complimentary airport transfer services in many cities across Europe, Asia, the Americas, Africa, and Oceania, and access exclusive benefits and online customer service through CEAir's international app. A dedicated customer service line is also available for them.

CEAir has introduced new in-flight meals featuring premium ingredients for first and business class passengers on 12 international long-haul routes departing Shanghai for New York, Paris, and London, among other destinations. Building on its signature MU Tea, it has rolled out a refreshed lineup of onboard beverages, including alcoholic drinks, coffee, sparkling tea, and specially crafted beverages. All CEAir wide-body aircraft offer complimentary high-speed in-flight Wi-Fi for first and business class passengers.

Company: China Eastern Airlines

Website: http://www.ceair.com/

Contact: Caowei

Email: ceapr@ceair.com

City: Shanghai

วิกฤตเศรษฐกิจไม่ใช่ทางตัน: OMUSUBI™ เปิดตัวไมโครแฟรนไชส์ข้าวปั้นญี่ปุ่น พร้อมโปรโมชั่น “ลดค่าแฟรนไชส์สูงสุด 50%” จำกัด 100 สาขาแรกทั่วประเทศ


OMUSUBI™ ภายใต้การนำของ คุณมาลี คาริเบะ (Malee Karibe) จัดโปรโมชั่นลดค่าสัญญาแฟรนไชส์เริ่มต้นเพียง 14,500 บาท (ปกติ 29,000 บาท) และไม่เก็บค่ารอยัลตี้รายเดือนตลอดอายุสัญญา สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจของตนเอง

บริษัท คาริเบะ (ประเทศไทย) จำกัด (KARIBE THAILAND) ผู้ดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์โอนิกิริทำมือสไตล์ญี่ปุ่นระดับพรีเมียม OMUSUBI™ ภายใต้การบริหารงานของ คุณมาลี คาริเบะ (Malee Karibe) บุตรสาวผู้นำหมู่บ้านชนเผ่าอาข่า ประกาศเปิดตัวโมเดลธุรกิจไมโครแฟรนไชส์อย่างเป็นทางการ พร้อมมอบส่วนลดค่าสัญญาพิเศษสูงสุดถึง 50% สำหรับ 100 สาขาแรก เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจเริ่มต้นธุรกิจขนาดเล็กทั่วประเทศ

ท่ามกลางรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงเป็นประวัติการณ์ และความไม่แน่นอนทางการเงิน คุณมาลี คาริเบะ ได้สะท้อนมุมมองจากจิตวิญญาณแห่งขุนเขาว่า:

“ดิฉันเติบโตมาในหมู่บ้านอาข่าที่ห่างไกล แม้ไม่มีไฟฟ้าใช้ แต่พวกเราไม่เคยยอมแพ้ต่อความยากลำบาก เพราะเรารู้จักคุณค่าของเมล็ดข้าวและพลังของการพึ่งพาตนเอง ในยามที่พี่น้องคนไทยกำลังเผชิญมรสุมเศรษฐกิจ สิ่งที่ทุกคนต้องการไม่ใช่คำปลอบโยน แต่คือ ‘เครื่องมือทำมาหากินที่ทำได้จริง’ OMUSUBI™ จึงขอมอบโอกาสนี้ เพื่อให้ผู้ที่พร้อมลงมือทำมีทางเลือกในการสร้างรายได้ด้วยตนเอง”

ด้วยโครงสร้างหน่วยธุรกิจ (Unit Economics) ที่ออกแบบมาอย่างเข้มงวด แฟรนไชส์ OMUSUBI™ กำหนดนโยบาย ปลอดค่ารอยัลตี้รายเดือน (0% Monthly Royalty) ตลอดอายุสัญญา และควบคุมต้นทุนอาหาร (COGS) ให้อยู่ในเกณฑ์เป้าหมาย 25-33% ของราคาขาย ทั้งนี้ ผลประกอบการของแต่ละสาขาขึ้นอยู่กับทำเล ยอดขาย และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ซึ่งบริษัทไม่สามารถรับประกันได้

แพ็กเกจเริ่มต้น
(Starter Package)
ต้นทุนวัตถุดิบควบคุม
(Target COGS)
ระยะคืนทุน
(Payback)
29,000 ฿
รวมคีออสก์ + อุปกรณ์ + วัตถุดิบชุดแรก
(ไม่รวมค่าเช่า ค่าแรง และค่าดำเนินงาน)
~ 30 %
เฉลี่ย 25-33% (อัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 70%)
ของราคาขาย (เป้าหมาย)
ขึ้นอยู่กับทำเลและยอดขาย
ดูตัวอย่างการคำนวณและสมมติฐาน
ในเอกสารเปิดเผยข้อมูลแฟรนไชส์

แบรนด์โอนิกิริทำมือระดับพรีเมียมสไตล์ญี่ปุ่น OMUSUBI™ ประกาศเปิดตัวโมเดลธุรกิจไมโครแฟรนไชส์ (Micro-Franchise) อย่างเป็นทางการทั่วประเทศไทย มุ่งเป้าขับเคลื่อนการเข้าถึงธุรกิจอาหารญี่ปุ่นที่มีมาตรฐาน  เพื่อตอบสนองวิถีชีวิตเร่งรีบของคนทำงานและนักเรียนในเขตเมือง

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่การลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์อาหารส่วนใหญ่ต้องใช้เงินทุนหลักแสนถึงหลักล้านบาท OMUSUBI™ ได้ออกแบบโครงสร้างหน่วยธุรกิจ (Unit Economics) โดยกำหนดนโยบาย ปลอดค่ารอยัลตี้รายเดือน (0% Monthly Royalty) ตลอดอายุสัญญา พร้อมระบบครัวกลางจัดส่งวัตถุดิบคีย์ไอพีเพื่อคงความสม่ำเสมอของรสชาติทั่วประเทศ (ผู้รับสิทธิ์สั่งซื้อวัตถุดิบหลักจากครัวกลางตามราคาและเงื่อนไขที่ระบุในเอกสารเปิดเผยข้อมูลแฟรนไชส์)

FEATURE STORY 01: HISTORICAL HERITAGE

ปาฏิหาริย์แห่งโชคชะตา: เมื่อบุตรสาวผู้นำหมู่บ้านอาข่า พบรักกับทายาทซามูไรผู้รับใช้โชกุนโทกูงาวะ

จุดกำเนิดของแบรนด์ OMUSUBI™ เริ่มต้นจากเรื่องราวความผูกพันข้ามพรมแดน: “คุณมาลี” (Malee Karibe) บุตรสาวของผู้นำหมู่บ้านชนเผ่าอาข่า บนยอดเขาสูงในจังหวัดเชียงราย ที่ยังคงสืบทอดภูมิปัญญาการดำรงชีพและวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวอาข่า

โชคชะตาได้นำพาเธอมาพบกับสามีชาวญี่ปุ่น ผู้สืบเชื้อสายจาก “ไนโต คิโยนาริ” (Naito Kiyonari) ขุนศึกซามูไรเอกผู้รับใช้ใกล้ชิดของท่านโชกุน “โทกูงาวะ อิเอยาซุ” (Tokugawa Ieyasu) ซึ่งปัจจุบันคือสวนชินจูกุเกียวเอ็น (Shinjuku Naito-machi กรุงโตเกียว) จากตำนานการควบม้าศึก และบรรพบุรุษรุ่นถัดมายังดำรงตำแหน่งโกะโชอินบัง (Goshoinban) ผู้ร่างเอกสารทางการให้แก่โชกุนในยุคปลายเอโดะ

การผสานระหว่าง “ภูมิปัญญาขุนเขาของชนเผ่าอาข่า” และ “จิตวิญญาณแห่งเกียรติยศและความประณีตของซามูไรญี่ปุ่น” จึงกลายมาเป็นอัตลักษณ์สำคัญที่ขับเคลื่อนเสน่ห์ของแบรนด์

FEATURE STORY 02: CULINARY INNOVATION

ภูมิปัญญาข้าวดอยไร้น้ำ สู่ “Rice Al Dente” เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบ

นวัตกรรมด้านรสสัมผัสของ OMUSUBI™ มีรากฐานมาจากการปลูก “ข้าวไร่” บนไหล่เขาชันของชาวอาข่า โดยไม่อาศัยแปลงนาขั้นบันได และใช้กรรมวิธีโบราณในการ “นึ่งด้วยไอน้ำบริสุทธิ์” แทนการหุงด้วยหม้อต้มน้ำ เมล็ดข้าวที่ได้จึงมีความคงรูป ไม่แฉะ และมีความหนึบแน่นอย่างเป็นเอกลักษณ์

ผู้ก่อตั้งได้นำแนวคิดนี้มาต่อยอดสู่ความทรงจำของ “ข้าวกล่องเบนโตะอุณหภูมิห้อง” ที่ชาวญี่ปุ่นคุ้นเคยมาแต่วัยเยาว์ ผ่านการศึกษาวิจัยสูตรผสมระหว่างข้าวญี่ปุ่นและข้าวกล้องพรีเมียม จนได้สัดส่วนข้าวเบลนด์พิเศษที่มอบความสุกพอดีระดับ “Rice Al Dente” ช่วยคงความนุ่มหนึบภายใยระยะเวลาจำหน่ายที่บริษัทกำหนด

FEATURE STORY 03: MARKET DISRUPTION

พลิกโฉมวงการ: เริ่มต้น 29,000 บาท ขยายโอกาสสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจข้าวปั้นสไตล์ญี่ปุ่น บนตลาดที่ฝังอยู่ใน DNA คนไทย

ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา อาหารญี่ปุ่นได้พัฒนาจากกระแสนิยมเฉพาะกลุ่ม จนกลายมาเป็นอาหารหลักในชีวิตประจำวันของประชากรไทย ทว่าอุปสรรคสำคัญของผู้ประกอบการรายย่อยคือต้นทุนการตั้งร้านอาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมที่มีมูลค่าสูง

OMUSUBI™ เข้ามาปฏิวัติข้อจำกัดดังกล่าวด้วยแพ็กเกจแฟรนไชส์ขนาดกะทัดรัด 29,000 บาท ที่ประกอบด้วยชุดคีออสก์พับเก็บได้ ป้ายแบรนด์ โคมไฟแบรนด์ อุปกรณ์ชั่งน้ำหนัก แม่พิมพ์ข้าวปั้น และวัตถุดิบตั้งต้น เพื่อให้ผู้รับสิทธิ์สามารถเปิดบริการ ณ ทำเลที่มีผู้คนสัญจรหนาแน่นได้อย่างคล่องตัว เสิร์ฟสินค้าได้ภายในเวลา 30 วินาที (ผู้รับสิทธิ์ต้องจัดหาทำเลและขอใบอนุญาตจำหน่ายอาหารที่เกี่ยวข้องเอง)

ปัจจัยเชิงกลยุทธ์ของโมเดลไมโครแฟรนไชส์ OMUSUBI™:

  • การลดทอนทักษะแรงงาน (De-skilling Operation): ข้าวผสมพิเศษและซอสปรุงรสควบคุมสัดส่วนจากส่วนกลาง สาขาเพียงดำเนินการขึ้นรูปด้วยอุปกรณ์มาตรฐาน 30 วินาทีพร้อมเสิร์ฟ
  • การดำเนินงานแบบไร้ควัน (Zero Smoke): ไม่ใช้ระบบแก๊ส ไม่ใช้น้ำปริมาณมาก และไม่ก่อควัน จึงเหมาะกับพื้นที่ในอาคารสำนักงานและสถานศึกษา (ขึ้นอยู่กับการอนุญาตของเจ้าของพื้นที่และหน่วยงานท้องถิ่น)
  • วงจรหมุนเวียนกระแสเงินสดรวดเร็ว (High Cash Turnover): มุ่งเน้นชั่วโมงเร่งด่วนช่วงเช้า (06:30 – 09:30 น.) รองรับการขายด่วนและระบบจัดส่งแบบเดลิเวอรี่
  • การบริหารจัดการความปลอดภัยด้านอาหาร (Food Safety Governance): นโยบายจำหน่ายแบบวันต่อวัน โดยสินค้าที่ไม่จำหน่ายภายในรอบขายจะไม่นำมาจำหน่ายในวันถัดไป

แคมเปญพิเศษ: ส่วนลดค่าสัญญาแฟรนไชส์ (จำกัด 100 สาขาแรก)

ลำดับสิทธิ์ (FIRST COME, FIRST SERVED)ส่วนลดค่าสัญญาพิเศษจำนวนโควตา
เฟส 1 (อันดับ 1 – 10)ลด 50%14,500 ฿จำกัด 10 สาขา
เฟส 2 (อันดับ 11 – 40)ลด 30%20,300 ฿จำกัด 30 สาขา
เฟส 3 (อันดับ 41 – 60)ลด 20%23,200 ฿จำกัด 20 สาขา
เฟส 4 (อันดับ 61 – 100)ลด 10%26,100 ฿จำกัด 40 สาขา

*หลังจากครบ 100 สาขาแรก ระบบจะปรับเข้าสู่อัตราค่าสัญญาปกติ 29,000 บาท ตามระเบียบมาตรฐานของบริษัท คาริเบะ (ประเทศไทย) จำกัด

ช่องทางติดต่อ OMUSUBI™

เกี่ยวกับ OMUSUBI™ (About OMUSUBI™):

OMUSUBI™ เป็นแบรนด์ไมโครแฟรนไชส์ข้าวปั้นญี่ปุ่นพรีเมียมในประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นเพื่อเชื่อมโยงมรดกอาหารดั้งเดิมของญี่ปุ่นเข้ากับภูมิปัญญาขุนเขาของชนเผ่าอาข่า แบรนด์มุ่งเน้นการส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยผ่านนโยบายเงินลงทุนเริ่มต้นต่ำ และไม่เก็บค่ารอยัลตี้รายเดือน พร้อมส่งมอบคุณภาพข้าวมาตรฐาน ‘Rice Al Dente’ เพื่อสร้างงานและกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจทั่วประเทศ

*สำหรับผู้สนใจลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ สามารถขอรับเอกสารเปิดเผยข้อมูลแฟรนไชส์ ศึกษาเงื่อนไข และลงทะเบียนได้ที่หน้าระบบรับสมัครแฟรนไชส์ทางการ (โปรดอ่านนโยบายความเป็นส่วนตัวก่อนกรอกข้อมูล)