Friday, July 10, 2026

งาน CIIE เปิดโอกาสทองสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดจีน ชู "ทุเรียน" สื่อกลางเชื่อมสัมพันธ์

ทุเรียนไทยสีทองเนื้อแน่นซึ่งออกเดินทางจากสวนผลไม้ในประเทศไทยสู่โต๊ะอาหารของครอบครัวชาวจีน ไม่ได้เป็นเพียงผลไม้รสหวานละมุนลิ้นที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ลิ้มลองเท่านั้น หากยังเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีนและไทยได้อย่างเด่นชัด



ตลอดระยะเวลา 13 ปีที่ผ่านมา จีนครองสถานะคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทย ขณะที่ไทยเองก็เป็นคู่ค้าสำคัญของจีนในภูมิภาคอาเซียน โดยผลไม้เมืองร้อน สินค้าประมง และสินค้าเกษตรหลากหลายชนิดของไทยได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในตลาดจีน โดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือด้านการค้าสินค้าเกษตรระหว่างสองประเทศ ทั้งนี้ นับตั้งแต่งานมหกรรมสินค้านำเข้านานาชาติจีน (China International Import Expo: CIIE) จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2561 ในฐานะเวทีระดับชาติที่เปิดกว้างทางการค้า สินค้าเกษตรคุณภาพสูงของไทยก็หลั่งไหลเข้าสู่ตลาดจีนอย่างต่อเนื่อง โดยผลไม้ไทยที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น เช่น ทุเรียนและมังคุด เข้าถึงผู้บริโภคชาวจีนมากกว่า 1.4 พันล้านคน ขณะเดียวกัน งาน CIIE ยังผลักดันให้การค้าสินค้าเกษตรระหว่างจีนและไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดดตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ซึ่งตัวเลขการค้าสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยจีนนำเข้าสินค้าเกษตรจากไทยพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งจาก 5,561 ล้านดอลลาร์ในปี 2561 สู่ระดับ 10,821 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 ขณะที่การส่งออกทุเรียนไทยสู่ตลาดจีนเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี และยังคงครองตำแหน่งผลไม้ส่งออกสำคัญของไทยสู่ตลาดจีน


งาน CIIE สร้างประโยชน์สำคัญให้แก่สินค้าเกษตรไทยใน 3 ด้าน ได้แก่ การเปิดช่องทางการเข้าถึงตลาดที่สะดวกยิ่งขึ้น การเข้าถึงตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ และการสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยเป็นเวทีที่มีประสิทธิภาพในการผลักดันทุเรียนไทยและผลไม้คุณภาพสูงของไทยสู่ตลาดโลก พร้อมเชื่อมโยงการจัดจำหน่ายตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงผู้ซื้อในจีนได้โดยตรง ซึ่งช่วยลดต้นทุนในการขยายและพัฒนาตลาด ยิ่งไปกว่านั้น คำสั่งซื้อส่งออกที่มีความต่อเนื่องยังสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรไทยจำนวนมาก เปลี่ยนผลผลิตจากสวนให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้อย่างแท้จริง

สำหรับงาน CIIE ครั้งที่ 9 มีกำหนดจัดขึ้นที่นครเซี่ยงไฮ้ ระหว่างวันที่ 5-10 พฤศจิกายน 2569 โดยขณะนี้การเตรียมงานกำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ในวันที่ 9 กรกฎาคม ได้มีการจัดงานประชาสัมพันธ์ CIIE พร้อมกิจกรรมพิเศษ "Export to China" Thailand Special Session ที่กรุงเทพฯ โดยรวบรวมผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและหอการค้าของจีนและไทย เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและเดินหน้าสนับสนุนสินค้าเกษตรไทยให้ขยายตลาดในประเทศจีนอย่างต่อเนื่อง พร้อมเสริมสร้างความร่วมมือด้านการเกษตรที่เกื้อกูลและเป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ที่มา: งานมหกรรมสินค้านำเข้านานาชาติจีน

A Little Durian Tells the Story of China-Thailand Agricultural Ties - The CIIE Opens a Golden Channel into the Chinese Market for Thai Agricultural Products

A single golden, plump Thai durian, travelling from a Thai orchard all the way to the table of a Chinese household, is not just a sweet taste on the tongue - it is the most vivid testament to China-Thailand economic and trade cooperation.



China has been Thailand's largest trading partner for 13 consecutive years, while Thailand is also an important trading partner of China within ASEAN. Thai tropical fruits, aquatic products and other goods sell well in the Chinese market, and among them, durians have become a sweet bond linking Chinese and Thai agricultural trade. Since the first China International Import Expo (CIIE) in 2018, this national-level opening-up platform has been paving the way for premium Thai agricultural products, enabling distinctive goods like durians and mangosteens to efficiently reach 1.4 billion Chinese consumers. It has driven a leapfrog increase in China-Thailand agricultural trade over the past eight years. The figures speak for themselves: China's agricultural imports from Thailand rose from $5.561 billion in 2018 to $10.821 billion in 2025, with durian exports growing year after year and consistently ranking as a core fruit category in shipments to China.

The CIIE has brought three major dividends to Thai agricultural products - smoother access channels, a vast market, and substantial returns. It has built an efficient platform for durians and other speciality fruits to make global debuts and sell through the full supply chain. Through the CIIE, Thai fruit companies can connect with Chinese buyers without the high cost of market development. Stable export orders directly benefit large numbers of Thai growers, turning harvests from the orchard into tangible economic rewards.

The 9th CIIE will take place in Shanghai from November 5 to 10, 2026. Preparations for the 9th CIIE are now progressing steadily. On July 9, the CIIE Promotional Event and "Export to China" Thailand Special Session will be held in Bangkok, bringing together authoritative voices from Chinese and Thai government and chambers of commerce. It will continue to empower Thai agricultural products to deepen their presence in the Chinese market and further strengthen mutually beneficial agricultural cooperation between the two countries.

Source: China International Import Expo

Thursday, July 9, 2026

ไทยบริดจสโตน ผนึกกำลัง นิปปอน เอ็กซ์เพรส โลจิสติกส์ (ประเทศไทย) ลงนามความร่วมมือ มุ่งขับเคลื่อนความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่คุณค่า

บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด ร่วมกับบริษัท นิปปอน เอ็กซ์เพรส โลจิสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านความยั่งยืนและกิจกรรมเพื่อสังคม เพื่อร่วมขับเคลื่อนความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่คุณค่า พร้อมสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ด้านสิ่งแวดล้อมระยะยาวของบริดจสโตนที่มุ่งสู่การใช้วัสดุที่ยั่งยืน (Sustainable Materials) ภายในปี ค.ศ. 2050 (พ.ศ. 2593) และตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้วัสดุรีไซเคิลและวัสดุหมุนเวียน (Recycled and Renewable Materials) ให้คิดเป็น 40% ของวัตถุดิบทั้งหมดที่ใช้ในการผลิตยางรถยนต์ภายในปี ค.ศ. 2030 (พ.ศ. 2573)

ความร่วมมือในครั้งนี้มุ่งเน้นที่การบริหารจัดการยางรถยนต์ที่ใช้แล้วให้เป็นไปอย่างถูกต้อง ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยครอบคลุมทั้งกระบวนการนำยางรถยนต์ที่ใช้แล้วเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกโครงยางที่มีประสิทธิภาพเพื่อนำมาผลิตเป็นยางหล่อดอกระดับพรีเมียม (Premium Retread Tire) และการจัดการยางรถยนต์ที่หมดสภาพการใช้งาน (End of Life Tire) ให้สามารถกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างเหมาะสมภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการผสานความเชี่ยวชาญของบริดจสโตนในด้านนวัตกรรมยางรถยนต์เข้ากับศักยภาพของนิปปอน เอ็กซ์เพรส โลจิสติกส์ในด้านโลจิสติกส์ระดับโลกเพื่อสร้างระบบการบริหารจัดการด้านความยั่งยืนแบบหมุนเวียนอย่างครบวงจร

โมเดลธุรกิจเพื่อความยั่งยืนของบริดจสโตนเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายด้านความเป็นกลางทางคาร์บอนและเศรษฐกิจหมุนเวียน

ความร่วมมือดังกล่าวได้สร้างประโยชน์ร่วมกันให้แก่ทั้งสององค์กรในการบริหารจัดการยางรถยนต์ที่หมดสภาพการใช้งานอย่างเหมาะสม มีความปลอดภัยต่อผู้ใช้งานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการร่วมศึกษาและพัฒนาแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน การยืดอายุและการรีไซเคิลยางรถยนต์ที่หมดสภาพการใช้งานอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังครอบคลุมถึงการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมในด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการ “B-SAFE บริดจสโตนขับขี่ปลอดภัย” เพื่อส่งเสริมความปลอดภัยบนท้องถนน รวมถึงกิจกรรมด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น “โครงการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” เพื่อร่วมสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย น่าอยู่ และยั่งยืนยิ่งขึ้น

คุณอะกิฮิโตะ อิชิอิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด เผยว่า “นี่ถืออีกหนึ่งก้าวสำคัญของทั้งสององค์กรในการต่อยอดความสัมพันธ์ทางธุรกิจสู่ความร่วมมือด้านความยั่งยืนและกิจกรรมเพื่อสังคม เนื่องจากปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการจัดการทรัพยากรเป็นเรื่องที่ไม่มีองค์กรใดสามารถขับเคลื่อนได้เพียงลำพัง บริดจสโตนเชื่อมั่นว่าการผสานกำลังร่วมกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้กับสังคม สิ่งแวดล้อม และคนรุ่นต่อไป”

คุณมาซาโตะ ทานาเบะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิปปอน เอ็กซ์เพรส โลจิสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การลงนามในบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างทั้งสององค์กร และเป็นการแสดงถึงเจตนารมณ์ร่วมกันในการส่งเสริมความยั่งยืน ตลอดจนการสร้างคุณค่าร่วมให้แก่สังคมในระยะยาว เราเชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของอีกหนึ่งบทสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทของเรา และด้วยความร่วมมือกับบริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด เรามุ่งหวังที่จะร่วมกันขับเคลื่อนกิจกรรมที่สร้างประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง พร้อมทั้งเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของชุมชนและสังคม เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไป” 

คณะผู้บริหารของบริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด และ บริษัท นิปปอน เอ็กซ์เพรส โลจิสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านความยั่งยืนและกิจกรรมเพื่อสังคม

ความร่วมมือครั้งนี้ยังได้สอดคล้องกับ “Bridgestone E8 Commitment” (พันธสัญญา E8 ของบริดจสโตน) “ด้าน Ecology (สิ่งแวดล้อม)” ที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และ “ด้าน Empowerment (พลังทางสังคม)” ที่ร่วมผลักดันและร่วมสร้างสังคมเท่าเทียมแก่ทุกคน เพื่อส่งต่อความไว้วางใจและคุณค่าอย่างยั่งยืนสู่คนรุ่นต่อไปในอนาคต ตอกย้ำบทบาทของบริดจสโตนในฐานะ “องค์กรผู้ส่งมอบโซลูชันอย่างยั่งยืน”

เกี่ยวกับบริดจสโตน ประเทศไทย:

ริดจสโตน ผู้นำระดับโลกด้านยางรถยนต์และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับยาง พร้อมนำเสนอโซลูชั่นด้านการเดินทางที่ปลอดภัยและยั่งยืน และสำหรับประเทศไทย บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด คือหนึ่งในผู้ผลิตชั้นนำในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และบริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำด้านการนำเข้า จัดจำหน่าย และทำการตลาดยางรถยนต์ภายใต้แบรนด์บริดจสโตน, ไฟร์สโตน และเดย์ตันแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย บริดจสโตนเป็นแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า ตัวแทนจำหน่าย และพันธมิตรทางธุรกิจ เรานำเสนอกลุ่มผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์พรีเมียมที่หลากหลายและโซลูชั่นขั้นสูงซึ่งพัฒนาจากนวัตกรรมทางเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาการเดินทาง, การใช้ชีวิต, การทำงาน และการพักผ่อนของผู้คนทั่วโลก 


Thai Bridgestone Joins Forces in MOU Signing Ceremony with Nippon Express Logistics (Thailand) to Drive Sustainability across the Value Chain

 

Thai Bridgestone Co., Ltd. and Nippon Express Logistics (Thailand) Co., Ltd. signed a Memorandum of Understanding (MOU) on sustainability and corporate social responsibility collaboration to drive sustainability throughout the value chain while creating tangible and positive impacts on society and the environment. This partnership reinforces Bridgestone Group’s long-term environmental vision toward achieving Sustainable Materials by 2050, with an aim to increase the proportion of recycled and renewable materials to 40% of all raw materials used in tire production by 2030. 


This collaboration focuses on the proper, safe, and environmentally responsible management of used tires. It covers the process of selecting high-quality used tire casings for production into premium retread tires, as well as the management of end-of-life tires into the recycling process under the Circular Economy principle. The initiative aims to maximize resource efficiency and minimize environmental impact by combining Bridgestone’s expertise in tire innovation with Nippon Express Logistics’ global logistics capabilities to establish a comprehensive circular sustainability management system.

Bridgestone’s Sustainable Business Model for Achieving Carbon Neutrality and a Circular Economy

This collaboration has created mutual benefits for both organizations through the proper management of end-of-life tires, ensuring safety while minimizing environmental impact. The partnership also includes joint efforts to study and develop approaches to enhance tire utilization efficiency, extend tire lifespan, and promote the sustainable recycling of end-of-life tires.

In addition, this extends to the various social contribution activities, including “B-SAFE project” to enhance driving safety skills aimed at promoting road safety awareness, as well as environmental and biodiversity conservation initiatives such as “Bridgestone Nature Conservation” project. Together, these initiatives contribute to creating a safer and more sustainable society.

Mr. Akihito Ishii, Managing Director of Thai Bridgestone Co., Ltd., addressed “This marks another important milestone for both organizations in strengthening our business relationship toward sustainability and social contribution initiatives. Climate change and resource management are challenges that no organization can solve alone. Bridgestone firmly believes that collaboration with strong partners is a key starting point in creating sustainable value for our customers, society, the environment, and future generations.”

Mr. Masato Tanabe, Managing Director of Nippon Express Logistics (Thailand) Co., Ltd., said, “The signing of this MOU marks an important milestone in our partnership. It also reflects our shared commitment to sustainability and our common aspiration to create long-term value for society. We see this initiative as the beginning of a new chapter in our partnership, and through our collaboration with Thai Bridgestone Co., Ltd., we look forward to steadily advancing meaningful initiatives. By deepening our contribution to local communities, we will continue working toward the realization of a more sustainable future for the next generation.” 

Management of Thai Bridgestone Co., Ltd. and Nippon Express Logistics (Thailand) Co., Ltd. gathered as witnesses at the signing ceremony of the Memorandum of Understanding (MOU) on sustainability and corporate social responsibility initiatives.

This collaboration aligns with the “Bridgestone E8 Commitment,” particularly “Ecology,” which emphasizes conducting business while enhancing resource efficiency and reducing environmental impact sustainably, and “Empowerment,” which aims to contribute to a society that ensures accessibility and dignity for all. Through these efforts, Bridgestone continues to deliver trust and sustainable value to future generations, reinforcing its role as a “Sustainable Solutions Company.”

About Bridgestone in Thailand:       

Bridgestone is a global leader in tires and rubber building on its expertise to provide solutions for safe and sustainable mobility. In Thailand, Thai Bridgestone Co., Ltd. (TBSC) is a leading manufacturer in the Thai automotive industry, while Bridgestone Sales (Thailand) Co., Ltd. (BSTL) is the exclusive importer & distributor, and supervises the marketing strategy for Bridgestone, Firestone and Dayton branded tires in Thailand. Bridgestone is a brand trusted by its customers, dealers and business partners. Bridgestone offers a diverse product portfolio of premium tires and advanced solutions backed by innovative technologies, improving the way people around the world move, live, work and play.    

ฮิตาชิ เอนเนอร์ยี่ ชูพลังดิจิทัล ขับเคลื่อนไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ในงาน ASEW 2026

ฮิตาชิ เอนเนอร์ยี่ ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านเทคโนโลยีพลังงานที่ยั่งยืน ด้วยการนำเสนอนวัตกรรมและโซลูชันดิจิทัลสำหรับโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ในงาน ASIA Sustainable Energy Week 2026 (ASEW 2026) มหกรรมเทคโนโลยีพลังงานและความยั่งยืนชั้นนำของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1–3 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC)

บริษัทฯ เข้าร่วมงานในฐานะ Elite Sponsor ภายใต้แนวคิด “The Next 25” พร้อมนำเสนอนวัตกรรมดิจิทัลและโซลูชันพลังงานแห่งอนาคตที่ช่วยยกระดับความมั่นคง ความยืดหยุ่น และประสิทธิภาพของระบบไฟฟ้า เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนของประเทศไทย

ภายในบูธ ฮิตาชิ เอนเนอร์ยี่ ได้นำเสนอโซลูชันและเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ EconiQ™ กลุ่มผลิตภัณฑ์อุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม, Grid-eXpand® โซลูชันเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบสถานีไฟฟ้า พร้อมยกระดับประสิทธิภาพของระบบส่งไฟฟ้า, Power Quality, หม้อแปลงไฟฟ้า, ระบบอัตโนมัติสำหรับโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Automation) ตลอดจน Service Solutions บริการครบวงจรตลอดอายุการใช้งานของระบบ (Lifecycle Services) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ยืดอายุการใช้งานของสินทรัพย์ และสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืน เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของภาคพลังงานและอุตสาหกรรม

ภายในงาน บริษัทฯ ยังได้รับเกียรติจาก ดร.วีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและแขกผู้มีเกียรติเข้าเยี่ยมชมบูธ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาระบบพลังงานแห่งอนาคตและแนวทางขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน คือการบรรยายในหัวข้อ “AI-Driven Power System and Equipment Monitoring and Maintenance” ซึ่งนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับการตรวจสอบและบำรุงรักษาอุปกรณ์ไฟฟ้า ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของระบบ ลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของการจ่ายไฟ และสนับสนุนการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะในอนาคต พร้อมแบ่งปันองค์ความรู้และแนวโน้มด้านพลังงานยั่งยืนจากผู้เชี่ยวชาญตลอดการจัดงาน

มาห์เล ผนึกความเชี่ยวชาญ อินฟินีออน พัฒนาระบบระบายความร้อนอิเล็กทรอนิกส์ประสิทธิภาพสูงสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์

  • อินฟินีออนและมาห์เลผสานความเชี่ยวชาญในโครงการความร่วมมือระยะแรกเพื่อปกป้องโมดูลสมรรถนะสูงไม่ให้เกิดความร้อนสูงเกินปกติ
  • ระบบระบายความร้อนสามารถใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ รวมถึงการควบคุมการจ่ายไฟของดาต้าเซ็นเตอร์
  • ระบบระบายความร้อนของมาห์เลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับโมดูลของอินฟินีออน เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์รุ่นก่อน ๆ
  • มาห์เลประสบความสำเร็จในการนำองค์ความรู้จากอุตสาหกรรมยานยนต์มาต่อยอดสู่ตลาดอื่น ๆ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านในระดับสูง อาจทำให้เกิดความร้อนสะสมสูงเกินปกติจนเป็นปัญหาได้ ด้วยเหตุนี้ ระบบระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นหัวใจสำคัญต่อสมรรถนะและการทำงานที่เสถียรของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ล่าสุด อินฟินีออน (Infineon) ผู้ให้บริการโซลูชันเซมิคอนดักเตอร์ และ มาห์เล (MAHLE) ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการความร้อน ได้ผสานความเชี่ยวชาญร่วมกัน


โดยมาห์เลจะจัดหาระบบระบายความร้อนที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาโมดูลสมรรถนะสูงรุ่นใหม่ล่าสุดของอินฟินีออนที่มีชื่อว่า EasyPACK™ S โมดูลดังกล่าวทำหน้าที่ควบคุมสวิตช์เกียร์ไฟฟ้าและระบบการทำงานต่าง ๆ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้หลากหลายด้าน ซึ่งรวมถึงการควบคุมแหล่งจ่ายไฟของดาต้าเซ็นเตอร์ นวัตกรรมระบายความร้อนจากมาห์เลจะช่วยให้โมดูลของอินฟินีออนทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์รุ่นก่อน ๆ ทั้งยังสามารถเพิ่มความทนทานและยืดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ได้อีกด้วย คริสเตียน คึชลิน (Christian Kuechlin) รองประธานหน่วยธุรกิจโซลูชันสำหรับภาคอุตสาหกรรมและงานเฉพาะด้านของมาห์เล กล่าวว่าความร่วมมือกับอินฟินีออนเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของมาห์เลในการนำองค์ความรู้ที่สั่งสมจากอุตสาหกรรมยานยนต์มาต่อยอดสู่การใช้งานในภาคส่วนอื่น ๆ” ทั้งนี้ การนำความเชี่ยวชาญด้านยานยนต์มาประยุกต์ใช้ในตลาดใหม่กำลังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจนอกอุตสาหกรรมยานยนต์ของมาห์เลเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

พาวเวอร์โมดูลรุ่นใหม่จากอินฟินีออนให้ความหนาแน่นของกำลังไฟฟ้าสูงในขนาดที่กะทัดรัด ขณะที่ระบบระบายความร้อนที่มาห์เลพัฒนาขึ้นนั้นมีขนาดประมาณช็อกโกแลตสองแท่งวางซ้อนกัน และถูกติดตั้งลงบนแผงวงจรโดยตรง เพื่อทำหน้าที่ระบายความร้อนออกจากโมดูลได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยใช้สารหล่อเย็น

โครงการนี้สำเร็จลุล่วงในระยะเวลาอันรวดเร็วมาก โดยใช้เวลาเพียงสี่เดือนในการผลิตและส่งมอบชิ้นงานต้นแบบชุดแรก ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการทดสอบและตรวจสอบประสิทธิภาพโดยอินฟินีออนการดำเนินงานที่คล่องตัวและมีประสิทธิภาพนี้ยืนยันได้ถึงความร่วมมือที่แข็งแกร่งของสองบริษัท รวมทั้งยังเป็นการวางรากฐานสำหรับโครงการพัฒนานวัตกรรมร่วมกันในอนาคตอีกด้วย

ทั้งนี้ ภายใต้โครงสร้างฝ่ายขายของกลุ่มบริษัท มาห์เลได้รวมกิจกรรมทางธุรกิจนอกอุตสาหกรรมยานยนต์เข้าด้วยกัน และจัดตั้งเป็นหน่วยงานใหม่ในชื่อ โซลูชันสำหรับภาคอุตสาหกรรมและงานเฉพาะด้าน (Industrial and Special Solutions) ซึ่งจะช่วยให้กลุ่มบริษัทสามารถเข้าถึงและตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มใหม่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเทคนิคการขายที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นสำคัญ ควบคู่กับความเชี่ยวชาญในการพัฒนารูปแบบการใช้งาน จะช่วยเร่งการพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์เฉพาะของลูกค้าแต่ละรายได้อย่างรวดเร็วขึ้นมาก นอกจากนี้ มาห์เลยังบูรณาการการผลิต โลจิสติกส์ การจัดซื้อ และการควบคุมคุณภาพให้เชื่อมโยงกันมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้กำลังการผลิตที่มีอยู่ ซึ่งจะช่วยรองรับการเติบโตของธุรกิจโซลูชันสำหรับภาคอุตสาหกรรมและงานเฉพาะด้านได้อย่างเต็มศักยภาพต่อไป


MAHLE develops high-performance electronic cooling unit for Infineon data center applications

 

  • Infineon and MAHLE pool their expertise on a pre-development project to protect high-performance modules against overheating
  • Cooling unit can be used, for example, for data center power supply control systems
  • MAHLE cooling unit boosts performance of Infineon module compared with its predecessors
  • MAHLE is successfully transferring its automotive expertise to other markets, driving strong growth

Where high currents flow, electronic systems can overheat. This is why effective cooling is crucial to the efficiency and performance of electronic components. Infineon, the semiconductor solutions supplier, and thermal management specialist MAHLE have pooled their expertise.


For the development of Infineon’s new high-performance EasyPACK™ S module, MAHLE is supplying a cooler tailored specifically to meet the requirements of Infineon. The module controls electric switchgear and functions and can be used, for example, to control the power supply systems of data centers. Thanks to innovative cooling from MAHLE, the performance of the Infineon module has been significantly boosted compared with its predecessors. At the same time, Infineon can improve the functional endurance and durability of its product. “Cooperation with Infineon is a further example of the way MAHLE is successfully transferring its competence developed in the automotive industry to other applications,” said Christian Kuechlin, Vice President, MAHLE Industrial and Special Solutions. MAHLE is driving strong growth in its non-automotive business by leveraging its automotive expertise.

The new power module from Infineon offers high performance density in a small space. The cooling unit developed by MAHLE, which is about the size of two chocolate bars on top of each other, is installed directly on the circuit board and effectively dissipates heat from the modules using a coolant.

The project was completed with remarkable speed. Within just four months, the first prototypes were produced and supplied. These are now in the process of testing and validation by Infineon. This dynamic performance confirms the strength of the partnership and lays the foundation for further joint innovation projects.

As part of Group Sales, MAHLE recently consolidated its non-automotive activities into a new Industrial and Special Solutions unit. This will enable the group to address new customers more effectively. A customer-focused technical sales approach, combined with application development expertise, significantly accelerates the development of tailor-made customer solutions. The areas of production, logistics, purchasing and quality are also linked more closely. This way, available plant capacity can be used more effectively for Industrial and Special Solutions business.