Wednesday, July 22, 2026

Hitachi Energy and EGAT to achieve world’s first 550 kV eco-efficient gas retrofil

World-first EconiQ retrofill at 550 kV will cut SF₆ emissions while preserving full grid performance and reliability


  • Hitachi Energy and EGAT to complete the first-ever eco‑efficient gas retrofill at the 550 kV level, setting a new benchmark for eco-efficient high‑voltage infrastructure
  • The project will eliminate ~800 kg of SF₆ and avoid 97 tonnes of CO₂‑equivalent emissions, delivering a 95% reduction in climate impact
  • Existing 550 kV gas‑insulated lines are upgraded without modifying primary equipment, minimizing operational disruption

Hitachi Energy, the global leader in electrification, in collaboration with the Electricity Generating Authority of Thailand (EGAT), will complete the world’s first 550 kilovolt (kV) application of eco-efficient EconiQ® retrofill technology on existing, inservice assets originally designed for sulfur hexafluoride (SF₆). This breakthrough project will preserve Thailand’s grid performance while delivering a measurable reduction in greenhouse gas emissions. The project is scheduled for completion in December 2026.

EGAT will upgrade 130 meters of 550 kV gas-insulated lines (GIL) at the Nan Substation using Hitachi Energy’s EconiQ high-voltage technology. The project replaces existing SF₆ with an advanced eco-efficient gas mixture without modifying or replacing any primary equipment.

ADVERTISEMENT

This upgrade enables EGAT to eliminate approximately 800 kg of SF₆, avoid 97 tonnes of CO₂-equivalent emissions and deliver a more than 95 percent reduction in CO₂-equivalent impact whilemaintaining full performance and system reliability1.

“Together with EGAT, we are delivering the world-first EconiQ retrofill at 550 kV, setting a new global benchmark,” said Wolf Mueller, CEO, Service, Hitachi Energy. “This project demonstrates how upgrading existing high‑voltage infrastructure can accelerate the path to net-zero.”

ADVERTISEMENT

“EGAT is committed to leading Thailand’s energy transition with responsibility and professionalism,” said Mr. Narin Phoawanich, Governor of EGAT. “This project supports our mission to secure a sustainable future for the nation and all Thai people.”

The EconiQ retrofill underscores EGAT’s commitment to maximizing the performance of its existing infrastructure while reducing environmental impact. This project demonstrates a practical path to reducing emissions from existing high-voltage assets while minimizing operational disruption. 

Scheduled for completion in December 2026, the project will align with Hitachi Energy’s global roadmap for SF₆-free high-voltage technologies and contribute to Thailand’s 2050 net-zero pathway.

EconiQ is Hitachi Energy’s eco-efficient portfolio designed for superior environmental performance, enabling customers around the world to advance their sustainability goals through proven, high‑impact technologies.

References:

1 Based on IPCC AR6 global warming potential values and IEC 62271-1 ed.2.1 2021-10, Section 6.16.3 IEC 62271-1.

About Hitachi Energy

Hitachi Energy is a global leader in electrification, powering the electricity era to meet the energy demands of today, and the next 25 years. As the energy arm of Hitachi Group, over three billion people depend on our pioneering, mission-critical technologies to power their daily lives. With over a century of innovation, we are addressing the most urgent energy challenge of our time: driving the evolution of the world’s energy system to ensure abundant, secure, affordable, and sustainable power for today’s generation and the next. With an unparalleled installed base in over 140 countries, we are the grid ecosystem partner across the utility, industry, data center, and transportation sectors. Headquartered in Switzerland, we employ over 56,000 people in 60 countries and generate revenues of around $20 billion USD.

https://www.hitachienergy.com
https://www.linkedin.com/company/hitachienergy
https://x.com/HitachiEnergy

About Hitachi, Ltd.

Through its Social Innovation Business (SIB) that brings together IT, OT (Operational Technology) and products, Hitachi aims to be a global leader in continuously transforming social infrastructure through digital, contributing to a harmonized society where the environment, wellbeing, and economic growth are in balance. Hitachi operates worldwide across four sectors – Digital Systems & Services, Energy, Mobility, and Connective Industries – as well as a Strategic SIB Business Unit focused on new growth areas. With Lumada at its core, Hitachi creates value by combining data, technology and domain knowledge to solve customer and social challenges. Revenues for FY2025 (ended March 31, 2026) totaled 10,586.7 billion yen, with 606 consolidated subsidiaries and approximately 290,000 employees worldwide. Visit us at https://www.hitachi.com.

Source: Hitachi Energy

ฮิตาชิ เอนเนอร์ยี่ และ กฟผ.ร่วมพัฒนาโครงการ EconiQ® Retrofill แห่งแรกของโลกที่ระดับแรงดันไฟฟ้า 550 kV พร้อมใช้งานอุปกรณ์เดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุด


โครงการ EconiQ Retrofill แห่งแรกของโลกที่ระดับแรงดันไฟฟ้า 550 กิโลโวลต์ จะช่วยลดการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF) พร้อมคงประสิทธิภาพและความเชื่อถือได้ของระบบโครงข่ายไฟฟ้าแรงสูง


  • บริษัท ฮิตาชิ เอนเนอร์ยี่ และ กฟผ. เตรียมดำเนินการปรับปรุงระบบก๊าซที่มีประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมเป็นครั้งแรกในโลกที่ระดับแรงดันไฟฟ้า 550 กิโลโวลต์ นับเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าแรงสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • โครงการดังกล่าวจะช่วยกำจัดก๊าซ SF ได้ประมาณ 800 กิโลกรัม เลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 97 ตัน ช่วยลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศได้ถึง 95%
  • ระบบสายส่งก๊าซฉนวนไฟฟ้าแรงดัน 550 กิโลโวลต์ที่มีอยู่เดิมจะได้รับการปรับปรุง โดยไม่ต้องเปลี่ยนอุปกรณ์หลัก ช่วยลดผลกระทบต่อการเดินระบบและลดการหยุดชะงักในการปฏิบัติงาน

ฮิตาชิ เอนเนอร์ยี่ ผู้นำระดับโลกด้านระบบไฟฟ้ากำลัง ร่วมกับ กฟผ. เตรียมดำเนินการโครงการ EconiQ® Retrofill แห่งแรกของโลก สำหรับระดับแรงดันไฟฟ้า 550 กิโลโวลต์ในประเทศไทย ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยนำมาประยุกต์ใช้กับอุปกรณ์ที่ใช้งานอยู่เดิม ซึ่งออกแบบมาสำหรับก๊าซ SF₆ โครงการนี้จะช่วยคงประสิทธิภาพการทำงานของระบบโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศไทย พร้อมทั้งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยโครงการมีกำหนดแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2569

กฟผ. จะดำเนินการปรับปรุงสายส่งก๊าซฉนวนไฟฟ้าแรงสูง (Gas-Insulated Lines GIL) ระดับแรงดัน 550 กิโลโวลต์ ระยะทางรวม 130 เมตร ณ สถานีไฟฟ้าแรงสูงน่าน โดยใช้เทคโนโลยีแรงดันสูง EconiQ ของฮิตาชิ เอนเนอร์ยี่ ซึ่งเป็นการทดแทนก๊าซซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF₆) ที่ใช้อยู่เดิม ด้วยก๊าซผสมที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยิ่งขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนหรือทดแทนอุปกรณ์หลักใดๆ ของระบบ การปรับปรุงครั้งนี้จะช่วยให้ กฟผ. สามารถลดการใช้ก๊าซ SF₆ ได้ประมาณ 800 กิโลกรัม เลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 97 ตัน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในรูปของ CO₂ เทียบเท่าได้มากกว่า 95% ขณะที่ยังคงประสิทธิภาพการทำงาน และความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้าอย่างครบถ้วน¹“ความร่วมมือกับ กฟผ. ในครั้งนี้ เป็นการดำเนินโครงการ EconiQ retrofill ที่ระดับแรงดัน 550 กิโลโวลต์เป็นแห่งแรกของโลก และถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในระดับสากล” วูล์ฟ มึลเลอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจบริการ บริษัท ฮิตาชิ เอนเนอร์ยี่ กล่าว “โครงการนี้สะท้อนให้เห็นถึงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าแรงสูงที่มีอยู่เดิม ทั้งยังช่วยเร่งการก้าวสู่เป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม”

“กฟผ. มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเป็นผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงาน Energy Transition และบริหารจัดการแบบมืออาชีพ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของประเทศ และคนไทยทุกคน” นรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กล่าว

โครงการ EconiQ retrofill สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ กฟผ. ในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ให้ได้สูงสุด ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงแนวทางที่เป็นรูปธรรมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากสินทรัพย์ระบบไฟฟ้าแรงสูงที่ใช้งานอยู่เดิม ซึ่งสามารถดำเนินการได้โดยมีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานและการเดินระบบน้อยที่สุด

โครงการดังกล่าวมีกำหนดแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2569 ซึ่งจะสอดคล้องกับแผนงานระดับโลกของบริษัท ฮิตาชิ เอนเนอร์ยี่ ในการพัฒนาเทคโนโลยีแรงดันไฟฟ้าแรงสูงที่ปลอดจากการใช้ก๊าซ SF₆ และมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนเส้นทางสู่เป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศไทยภายในปี พ.ศ. 2593

EconiQ คือกลุ่มผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของบริษัท ฮิตาชิ เอนเนอร์ยี่ ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อยกระดับสมรรถนะด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเหนือระดับ ช่วยให้ลูกค้าทั่วโลกสามารถขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืนของตนเองได้ ผ่านเทคโนโลยีที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพและสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรม

เอกสารอ้างอิง:

¹ อ้างอิงจากค่าศักยภาพในการก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน (Global Warming Potential GWP) ตามรายงาน IPCC Assessment Report ฉบับที่ 6 (AR6) และมาตรฐาน IEC 62271‑1 ฉบับที่ 2.1 (ตุลาคม 2021) หัวข้อที่ 6.16.3

การประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ประจำปี 2569 ผนึกกำลังข้ามพรมแดน ร่วมพัฒนานวัตกรรม AI เพื่ออนาคต

 คณะกรรมการผู้จัดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก

การประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก (World Artificial Intelligence Conference หรือ WAIC) ประจำปี 2569 ได้เปิดฉากขึ้น ณ นครเซี่ยงไฮ้ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา ควบคู่ไปกับการประชุมระดับสูงว่าด้วยธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์โลก การจัดงานในปีนี้มาในแนวคิด "AI Partnership for a Brighter Future" (ผนึกกำลังยกระดับ AI เพื่ออนาคตที่ดีกว่า) โดยได้รับความสนใจจากนานาประเทศและหลากหลายภูมิภาคเข้าร่วมงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การประชุมครั้งนี้ครอบคลุมมิติความร่วมมือข้ามพรมแดนและการนำเทคโนโลยี AI ไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม (AI+) อย่างครบวงจร พร้อมทั้งร่วมกันผลักดันแนวคิดในการพัฒนา AI ที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เพื่อเป็นประโยชน์ให้กับทุกคน

บรรยากาศในวันเปิดงานเป็นไปอย่างคึกคัก ด้วยพื้นที่จัดแสดงนวัตกรรมเทคโนโลยีขนาดใหญ่เป็นประวัติการณ์ถึง 100,000 ตารางเมตร พร้อมการเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ครั้งแรกของโลกมากกว่า 300 รายการ โดยเทรนด์สำคัญที่น่าจับตามองคือการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี AI จากโลกดิจิทัลสู่โลกกายภาพ ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ทำงานร่วมกับมนุษย์ (Collaborative Robot) ที่เข้ามาปฏิบัติงานในชีวิตจริง ระบบเอเจนต์อัจฉริยะ (AI Agent) ที่ยกระดับจากการตอบคำถามธรรมดาไปสู่การลงมือปฏิบัติงานที่ซับซ้อน ตลอดจนอุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ ที่นำ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน

สำหรับการประชุมหลักในช่วงเช้าเริ่มต้นด้วยการแสดงทัศนะจากวิทยากรระดับแถวหน้า โดยผู้ได้รับรางวัลทัวริงอย่างริชาร์ด เอส ซัตตัน (Richard S. Sutton) ได้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับ "ยุคแห่งประสบการณ์" (The Era of Experience) โดยชี้ว่าโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ในปัจจุบันยังคงพึ่งพาการเรียนรู้จากข้อมูลที่มนุษย์กำกับไว้ ไม่มีการสำรวจและเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งการได้รับข้อเสนอแนะจากปฏิสัมพันธ์ในโลกแห่งความเป็นจริงถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป จากนั้น หยิน ฉี (Yin Qi) ประธานกรรมการบริษัทสเต็ปฟัน (StepFun) และเฉียนหลี่ เทคโนโลยี (Qianli Technology) ได้ร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์เกี่ยวกับ AI Agent ที่จะเป็นขุมพลังสำคัญในการยกระดับภาคอุตสาหกรรม ผ่านระบบปฏิบัติการที่ออกแบบมาเพื่อโมเดลโดยเฉพาะ พร้อมอัปเกรดฮาร์ดแวร์ และเชื่อมโยงเครือข่ายอัจฉริยะในระดับสากล

ส่วนเวทีเสวนาโต๊ะกลมข้ามสาขาวิชาซึ่งดำเนินรายการโดยนักวิชาการ เว่ยหนาน เอ้อ (Weinan E) ได้ร่วมเจาะลึกบทบาทของเทคโนโลยี AI และควอนตัมในการพลิกโฉมโมเดลการศึกษาวิจัย โดยบรรดาผู้เชี่ยวชาญเห็นพ้องตรงกันว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เปิดกว้างในระดับสากลและการวิจัยร่วมกันข้ามพรมแดน จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีอัจฉริยะลงได้ พร้อมกำหนดกรอบจริยธรรมให้รัดกุม เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนานวัตกรรมอย่างรับผิดชอบ

ขณะที่การประชุมหลักในช่วงบ่ายได้หารือลงลึกในเรื่องเทคโนโลยีฐานราก ธรรมาภิบาล การประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรม และนวัตกรรมของคนรุ่นใหม่ โดยสองเจ้าของรางวัลทัวริงอย่าง จอห์น ฮอปครอฟต์ (John Hopcroft) และโยชัว เบนจิโอ (Yoshua Bengio) ได้ร่วมแบ่งปันมุมมองที่น่าสนใจ โดยคุณฮอปครอฟต์เน้นย้ำถึงความสำคัญของการวางกลยุทธ์พัฒนากำลังคนในเชิงรุกและการยกระดับการศึกษาระดับอุดมศึกษา ส่วนคุณเบนจิโอได้เสนอหลักการ 3 ประการ ได้แก่ การบังคับใช้มาตรการตรวจสอบความปลอดภัย การบริหารจัดการความเสี่ยงตามมาตรฐาน และการกระจายผลประโยชน์จากเทคโนโลยี AI อย่างเท่าเทียม

นอกจากนี้ เวทีเสวนาเฉพาะทางยังได้ร่วมเจาะลึกมิติต่าง ๆ ทั้งสถาปัตยกรรมประมวลผลแบบใหม่ ปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ โมเดลจำลองโลก และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์แบบฝังตัว โดยตัวแทนจากภาคเอกชนได้ร่วมนำเสนอแนวทางประยุกต์ใช้ในด้านชีวเวชศาสตร์ ภาคการผลิต และโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ ขณะเดียวกัน เวทีเสวนาของกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้ชี้ให้เห็นบทบาทสำคัญของนักวิจัยและผู้ก่อตั้งรุ่นใหม่ ในฐานะกำลังหลักที่จะเข้ามาขับเคลื่อนอนาคตของวงการ พร้อมกันนี้ยังได้มีการมอบรางวัล SAIL Award เพื่อเชิดชูเกียรติแก่โครงการ AI ที่มีความก้าวหน้าด้วย

ผลจากการบรรลุข้อตกลงร่วมกัน นำไปสู่การเปิดตัว 3 เอกสารสำคัญระดับโลก พร้อมชุดกรณีศึกษาตัวอย่าง โดย "แผนปฏิบัติการความร่วมมือและการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์" ได้กำหนดโรดแมปความร่วมมือทางเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมข้ามพรมแดน ขณะที่ "ข้อเสนอแนะว่าด้วยความไว้วางใจและการเชื่อมโยงระหว่างระบบเอเจนต์ปัญญาประดิษฐ์" มุ่งส่งเสริมระบบนิเวศ AI Agent ที่มีความเปิดกว้าง ปลอดภัย และครอบคลุม ส่วน "แผนปฏิบัติการว่าด้วยธรรมาภิบาลและจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ระหว่างประเทศ" ได้สร้างกรอบทำงานพหุภาคีเพื่อกำกับดูแล AI ในระดับสากล และปิดท้ายด้วย "ชุดกรณีศึกษา AI จากจีนเพื่อประโยชน์ของโลก ประจำปี 2569" ซึ่งนำเสนอ 10 กรณีศึกษาในการนำ AI จีนไปใช้จริง เพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าทั่วโลก นำไปสู่แนวทางที่เป็นรูปธรรมในการส่งต่อประโยชน์จากเทคโนโลยี AI สู่ทุกคน

การประชุมครั้งนี้มีขึ้นจนถึงวันที่ 20 กรกฎาคม โดยจะมีเวทีเสวนาและกิจกรรมภาคอุตสาหกรรมตามมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมขับเคลื่อนความร่วมมือข้ามพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ WAIC ขอเชิญชวนพันธมิตรทั่วโลกร่วมเปลี่ยนฉันทามติให้เกิดการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อสร้างระบบนิเวศ AI ที่มีความครอบคลุม ปลอดภัย และเป็นธรรม

ที่มา: คณะกรรมการผู้จัดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก

2026 WAIC Opened with Focus on Global AI Co-development


 World Artificial Intelligence Conference Committee

The 2026 World Artificial Intelligence Conference (WAIC), held alongside the High-level Meeting on Global AI Governance, opened in Shanghai on July 17. Under the theme "AI Partnership for a Brighter Future," the event brought together a growing number of countries and regions, covering the full spectrum of AI+ industrial and cross-border cooperation scenarios, and upholding the principle of people-centered AI for the benefit of all.

The opening day featured a record 100,000-square-meter tech exhibition with over 300 global debuts. A notable trend was AI's shift from digital to physical: collaborative robots handling real-world tasks, AI agents evolving from Q&A to complex execution, and smart devices embedding AI into daily routines.

The morning main forum opened with visionary keynotes. Turing laureate Richard S. Sutton introduced the "the era of experience," arguing that current LLMs rely on human-labeled data without independent exploration, and that real-world interaction feedback is key to advancing general intelligence. Yin Qi, chairman of StepFun and Qianli Technology, then envisioned embodied AI agents driving industrial transformation through model-native operating systems, upgraded hardware, and global intelligent networks.

An interdisciplinary roundtable, moderated by academician Weinan E, explored how AI and quantum technologies are reshaping research paradigms. Experts reached consensus that open global infrastructure and cross-border joint research can narrow the intelligence divide, while robust ethical guardrails are essential for responsible progress.

The afternoon flagship forum deepened discussions on foundational technologies, governance, industrial implementation, and youth innovation. Turing laureates John Hopcroft and Yoshua Bengio shared insights - Hopcroft urged forward-looking talent strategies and upgraded university education, while Bengio proposed three core principles: mandatory safety verification, standardized risk management, and equitable distribution of AI gains.

Specialized dialogues tackled new computing architectures, physical intelligence, world models, and embodied intelligence, with corporate speakers showcasing applications in biomedicine, manufacturing, and smart infrastructure. A youth roundtable highlighted young researchers and founders as key drivers of the industry's future. The SAIL Awards honored breakthrough AI projects.

Building on the consensus, three global documents and a case collection were released. The "AI Cooperation and Development Action Plan" set a roadmap for cross-border technological and industrial collaboration. The "The initiative on mutual trust and interconnectivity among artificial intelligence agents" advocated an open, secure and inclusive ecosystem for AI agents. The "The action plan on international artificial intelligence (AI) ethics governance" established a multilateral framework for global AI governance. The "AI from China Benefits the World (2026) Case Collection" showcased 10 real-world cases of Chinese AI empowering global development, offering concrete paths to inclusive AI benefits.

The conference runs until July 20, with follow-up forums and industrial events to advance cross-border cooperation. WAIC calls on global partners to turn consensus into action and build an inclusive, secure, and fair AI ecosystem.

Source: World Artificial Intelligence Conference Committee

อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส ชี้ “AI” ดาบสองคม สร้างทั้งโอกาสและความท้าทายในการบริหารความเสี่ยงขององค์กร

อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส (International SOS) ผู้นำระดับโลกในการจัดการความเสี่ยงด้านความปลอดภัย สุขภาพ และการดำเนินงานขององค์กร เปิดเผยผลการวิจัยล่าสุด พบว่า องค์กรต่าง ๆ มีแนวโน้มหันมาใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของข้อมูลด้านความเสี่ยงมากขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ที่ข้อมูลเท็จหรือเนื้อหาที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ยังคงส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานขององค์กรอย่างต่อเนื่อง

รายงาน Risk Outlook 2026 Pulse Check ซึ่งเป็นการสำรวจเชิงลึกในช่วงกลางปีเกี่ยวกับประเด็นที่ผู้เชี่ยวชาญด้านความเสี่ยงให้ความสำคัญมากที่สุด พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจเกือบ 60% มองว่าศักยภาพสูงสุดของ AI คือการช่วยตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของข้อมูลจากหลากหลายแหล่ง

อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยยังสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและการหลอกลวง โดยผู้ตอบแบบสำรวจมากกว่า 4 ใน 10 คน (42%) ระบุว่า องค์กรของตนเคยได้รับผลกระทบหรือยังขาดความสามารถในการประเมินผลกระทบจากข้อมูลเท็จ ข้อมูลบิดเบือน หรือข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านสุขภาพ สุขภาวะ หรือความปลอดภัย นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสำรวจยังระบุว่า ข้อมูลหรือสัญญาณเตือนที่เป็นเท็จอาจสร้างความไม่แน่นอนต่อการดำเนินงาน ขณะที่เนื้อหาที่สร้างขึ้นด้วย AI อาจเพิ่มความเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือ รวมถึงความเสี่ยงจากการหลอกลวงและการแอบอ้างตัวตนแบบเจาะจงเป้าหมาย

ซีเว็ต โคเนสกา (Cvete Koneska) ผู้อำนวยการฝ่ายความปลอดภัยระดับโลกของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส กล่าวว่า

AI มีศักยภาพจริง แต่ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงจากการประเมินความพร้อมและความสามารถของเครื่องมือในปัจจุบันไว้สูงเกินไป ก็เป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญเช่นกัน แม้ว่า AI สามารถช่วยค้นหา สังเคราะห์ และจัดลำดับความสำคัญของข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว แต่การตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องยังคงเป็นภารกิจที่มีความสำคัญและมีความเสี่ยงสูง จึงจำเป็นต้องอาศัยดุลยพินิจที่รอบคอบของมนุษย์ โดยเฉพาะเมื่อการตัดสินใจอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ความปลอดภัย และความมั่นคงของบุคคล การพึ่งพา AI มากเกินไปในจุดนี้อาจเพิ่มความเสี่ยงจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และอาจทำให้การตัดสินใจที่สำคัญล่าช้า แทนที่จะช่วยยกระดับกระบวนการตัดสินใจให้ดีขึ้น ดังนั้น แนวทางที่เหมาะสมที่สุดคือ การนำ AI มาผสานเข้ากับการบริหารความเสี่ยงภายใต้การกำกับดูแลและการตัดสินใจโดยมนุษย์”

ไอรีน ไล (Irene Lai) ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ระดับโลกของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส กล่าวเสริมว่า

“การใช้ AI สร้างคลิปวิดีโอปลอม (Deepfake) ของบุคลากรทางการแพทย์ตัวจริง เพื่อเผยแพร่ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับมาตรการควบคุมการระบาดของโรคตามธรรมชาติ อาจถือเป็นสงครามชีวภาพรูปแบบใหม่ ที่สามารถนำมาใช้เป็นอาวุธผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ โดยไม่จำเป็นต้องมีการนำเชื้อชีวภาพเข้ามาเกี่ยวข้อง”

ประเด็นอื่นนอกเหนือจาก AI

ผลการวิจัยยังชี้ให้เห็นถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างในการรับมือกับความเสี่ยงขององค์กร โดยเฉพาะความชัดเจนด้านบทบาทและความรับผิดชอบ รวมถึงกระบวนการตัดสินใจ ซึ่งยังคงเป็นประเด็นที่น่ากังวล

ผลสำรวจพบว่า มีองค์กรเพียง 10% ที่ระบุว่าสามารถตอบสนองต่อความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ได้อย่าง “รวดเร็วมาก” ขณะที่ 68% เชื่อว่าสามารถตอบสนองได้ “ค่อนข้างรวดเร็ว” แต่ระดับความรวดเร็วดังกล่าวอาจยังไม่เพียงพอในสภาพแวดล้อมการดำเนินธุรกิจที่มีความผันผวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น องค์กร 1 ใน 5 (20%) ยอมรับว่า “ไม่อาจตอบสนองได้อย่างทันท่วงที”

ผลการวิจัยยังเผยให้เห็นถึงความไม่ชัดเจนในโครงสร้างการกำกับดูแลความเสี่ยงขององค์กร ดังนี้

  • 17% ระบุว่า ยังไม่เข้าใจชัดเจนว่าควรดำเนินการอย่างไรต่อเมื่อความเสี่ยงใหม่เกิดขึ้น
  • 1 ใน 4 (25%) ระบุว่า ยังขาดความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับเงื่อนไขในการส่งต่อปัญหาไปยังผู้มีอำนาจตัดสินใจเมื่อไม่สามารถรับมือได้เอง
  • มีเพียงประมาณ 20% ที่ระบุว่า เข้าใจอย่างชัดเจนว่าการตอบสนองต่อความเสี่ยงในระดับโลกและระดับท้องถิ่นมีความสอดคล้องกันอย่างไร

ช่องว่างเหล่านี้อาจนำไปสู่การทำงานซ้ำซ้อนและขาดความสอดคล้องกัน รวมถึงเพิ่มแรงกดดันต่อทีมงานและเพิ่มความเสี่ยงที่พนักงานจะเผชิญภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout) ในช่วงสถานการณ์วิกฤต

เจมส์ วู้ด (James Wood) ผู้อำนวยการฝ่ายความมั่นคงประจำภูมิภาคยุโรปเหนือของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส กล่าวว่า

“อุปสรรคสำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ที่การตระหนักถึงความเสี่ยง แต่อยู่ที่ขั้นตอนการตัดสินใจ โดยทั่วไปองค์กรมักได้รับการออกแบบโครงสร้างเพื่อรองรับความมั่นคงและมีเสถียรภาพ ไม่ใช่ความผันผวน ซึ่งส่งผลให้การดำเนินการล่าช้าในช่วงเวลาที่ความรวดเร็วมีความสำคัญสูงสุด”

อ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่ Risk Outlook Pulse Check

About the International SOS Group of Companies; 40 years of saving lives

The International SOS Group of Companies is in the business of protecting and saving lives. Wherever you are, we deliver customized security risk management, health and wellbeing solutions to fuel your growth and productivity. In the event of a security incident, epidemic, extreme weather or any other business-disrupting event, we provide an immediate response, giving you and your workforce peace of mind. We uniquely combine industry-leading technology with expertise in security, medical and logistics to deliver prevention programs that offer real-time, actionable insights and on-the-ground support.

Founded in 1985, the International SOS Group has been saving lives for 40 years. Headquartered in London & Singapore, we are trusted by over 9,000 organizations. This includes the majority of the Fortune Global 500, as well as mid-size enterprises, governments,

educational institutions, and NGOs. Nearly 13,000 global experts stand with you to provide support & assistance from over 1,200 locations in 90 countries, over 110 languages, 24/7, 365 days a year.

We help protect your people and your organization, as well as support your compliance reporting needs. By partnering with us, your organization can fulfil its Duty of Care responsibilities and fortify its business continuity.

To strengthen your resilience, we are at your fingertips; internationalsos.com.

AI’s Double-Edged Role in Managing Security, Health and Operational Risks

International SOS releases latest insights

Organisations are increasingly considering AI as a leading tool for verifying risk information, as incidents involving false or misleading content continue to impact operations, according to new research from International SOS.

The Risk Outlook 2026 Pulse Check, a mid-year deep-dive into the most pressing concerns identified by risk professionals, found that nearly 60% of respondents view the greatest potential for AI is in verifying or validating information across multiple sources.

However, the findings also highlight growing concerns around misinformation and deception. More than four in ten respondents (42%) report that their organisation has either been affected by, or lacks sufficient visibility, to determine the impact of false, misleading or unverified information related to health, wellbeing or security risks. Respondents cited fake signals creating operational uncertainty, synthetic content increasing credibility risks, and targeted deception and impersonation.

Cvete Koneska, Global Security Director at International SOS, commented,

The potential is real, but so too is the risk of overestimating the maturity of current tools. While AI can help surface, synthesise and prioritise information at speed, verification remains a high-stakes task where careful human judgement remains indispensable, particularly when decisions can impact people’s health, safety, and security. Misplaced reliance on AI at this stage can amplify misinformation risks and delay critical decisions rather than improve them. The most prudent approach is a human-led model of integrating AI into risk management.

Irene Lai, Global Medical Director at International SOS added,

AI-generated deepfakes of real health professionals stating false information on measures to contain a natural outbreak is the new frontier of biowarfare, weaponised from a computer screen, without the need for introduction of a biological agent.

Beyond AI

The findings also point to broader structural challenges in organisational risk response, with clarity of responsibility and decision-making processes emerging as significant concerns.

Only 10% of organisations say they can respond “very quickly” to new risks. While 68% believe they respond “fairly quickly”, this may not be sufficient in an increasingly volatile operating environment. One in five organisations (20%) admit they are “not quick to respond at all”.

The research also exposes uncertainty within risk governance structures:

  • 17% are unclear about what happens next when new risks emerge.
  • One-quarter (25%) are unclear about escalation triggers.
  • Only around 20% report being very clear on how global and local responses align.

These gaps can contribute to duplicated effort, inconsistent action, increased pressure on teams and a greater risk of employee burnout during crisis situations.

James Wood, Security Director, Northern Europe at International SOS, said,

The biggest barriers are not about awareness of risk, but at the point of decision. Organisations are often structured for stability, not volatility. That slows action when speed matters most.

Access the full Risk Outlook Pulse Check.

About the International SOS Group of Companies; 40 years of saving lives

The International SOS Group of Companies is in the business of protecting and saving lives. Wherever you are, we deliver customized security risk management, health and wellbeing solutions to fuel your growth and productivity. In the event of a security incident, epidemic, extreme weather or any other business-disrupting event, we provide an immediate response, giving you and your workforce peace of mind. We uniquely combine industry-leading technology with expertise in security, medical and logistics to deliver prevention programs that offer real-time, actionable insights and on-the-ground support.

Founded in 1985, the International SOS Group has been saving lives for 40 years. Headquartered in London & Singapore, we are trusted by over 9,000 organizations. This includes the majority of the Fortune Global 500, as well as mid-size enterprises, governments, educational institutions, and NGOs. Nearly 13,000 global experts stand with you to provide support & assistance from over 1,200 locations in 90 countries, over 110 languages, 24/7, 365 days a year.

We help protect your people and your organization, as well as support your compliance reporting needs. By partnering with us, your organization can fulfil its Duty of Care responsibilities and fortify its business continuity.

To strengthen your resilience, we are at your fingertips; internationalsos.com.

มาห์เล เร่งผลักดันภาคอุตสาหกรรมขนส่งทางถนนเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้า

  • เปิดตัวครั้งแรกของโลกที่งาน IAA: เรนจ์เอ็กซ์เทนเดอร์รุ่นใหม่สำหรับรถบรรทุกไฟฟ้าขนาดใหญ่ ช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์ดีเซล
  • รถบรรทุกไฟฟ้าที่ติดตั้งเรนจ์เอ็กซ์เทนเดอร์ผสานความยั่งยืนของระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าเข้ากับความยืดหยุ่นและระยะทางวิ่งแบบรถเครื่องยนต์สันดาปภายใน
  • นวัตกรรมนี้ช่วยลดต้นทุนรวมตลอดอายุการใช้งานของรถ และทำให้การลงทุนที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศในภาคการขนส่งคุ้มค่ามากขึ้น
  • รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ที่ติดตั้งเรนจ์เอ็กซ์เทนเดอร์ มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ยุโรปบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนจากกลุ่มยานพาหนะ
  • มาห์เลเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดผลิตภัณฑ์ระบบไฟฟ้าสำหรับยานยนต์เชิงพาณิชย์ในยุโรป และกำลังขยายธุรกิจร่วมกับกลุ่มผู้ผลิต OEM ของจีน
  • อาร์นด์ ฟรานซ์ ซีอีโอของมาห์เล กล่าวว่า “เราตั้งเป้าเติบโตต่อเนื่อง ด้วยเทคโนโลยีสมรรถนะสูงและผลิตภัณฑ์ระบบไฟฟ้าที่พร้อมผลิตจริง”
  • มาห์เลเตรียมนำผลิตภัณฑ์ประสิทธิภาพสูงร่วมจัดแสดงที่งาน IAA ภายใต้แนวคิด Electrified. Efficient. Economical. เพื่อชูความยั่งยืนและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในภาคการขนส่ง
  • นอกจากรถบรรทุกไฟฟ้าและไฮบริดแล้ว เชื้อเพลิงหมุนเวียนยังมีบทบาทสำคัญในการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลของภาคการขนส่งทางถนน

มาห์เล (MAHLE) ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์จากเมืองชตุทท์การ์ท กำลังเร่งเครื่องผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมขนส่งทางถนนเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้าเร็วขึ้นด้วยระบบเปลี่ยนน้ำมันเป็นพลังงานไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่ หรือเรนจ์เอ็กซ์เทนเดอร์ (Range Extender) รุ่นใหม่สำหรับรถบรรทุกไฟฟ้า (BEV) ขนาดใหญ่ เทคโนโลยีนี้จะช่วยปูทางให้ตลาดเปลี่ยนจากรถบรรทุกดีเซลซึ่งครองตลาดอยู่ในปัจจุบัน ไปสู่รถบรรทุกไฟฟ้าเต็มรูปแบบได้เร็วขึ้น รถบรรทุกไฟฟ้าที่ติดตั้ง เรนจ์เอ็กซ์เทนเดอร์จะผสานความยั่งยืนของระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าเข้ากับความยืดหยุ่นและระยะทางวิ่งแบบรถเครื่องยนต์สันดาปภายใน ช่วยให้ภาคการขนส่งทางถนนซึ่งแบกรับต้นทุนสูงอยู่แล้ว สามารถลดต้นทุนรวมการเป็นเจ้าของ (Total Cost of Ownership) ตลอดอายุการใช้งานของรถ และช่วยให้การตัดสินใจลงทุนที่เป็นมิตรกับสภาพอากาศเป็นเรื่องง่ายขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น รถไฟฟ้า BEV ที่ติดตั้งเรนจ์เอ็กซ์เทนเดอร์ยังช่วยสนับสนุนยุโรปในการบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกลุ่มยานพาหนะอีกด้วย ปัจจุบันมาห์เลเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดผลิตภัณฑ์ระบบไฟฟ้าสำหรับยานยนต์เชิงพาณิชย์ในยุโรป และกำลังขยายธุรกิจร่วมกับผู้ผลิตรถยนต์เชิงพาณิชย์ของจีนที่กำลังรุกตลาดยุโรปด้วยรถบรรทุกไฟฟ้า “เราตั้งเป้าเติบโตต่อเนื่องด้วยเทคโนโลยีสมรรถนะสูงและผลิตภัณฑ์ระบบไฟฟ้าที่พร้อมเข้าสู่สายการผลิตจริง” อาร์นด์ ฟรานซ์ (Arnd Franz) ประธานคณะกรรมการบริหารและซีอีโอของมาห์เล กล่าวในงาน Media Tech Day ที่จัดขึ้นในเมืองชตุทท์การ์ท สำหรับงาน IAA Transportation ประจำปีนี้ ซึ่งจะจัดขึ้นที่เมืองฮันโนเวอร์ ระหว่างวันที่ 15-20 กันยายน มาห์เลจะเข้าร่วมงานภายใต้แนวคิด “Electrified. Efficient. Economical.” (ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า มีประสิทธิภาพ คุ้มค่า) โดยบริษัทจะเปิดตัวเรนจ์เอ็กซ์เทนเดอร์รุ่นใหม่เป็นครั้งแรกของโลกที่งานนี้ พร้อมด้วยผลิตภัณฑ์ประสิทธิภาพสูงอื่น ๆ ที่จะช่วยเพิ่มความยั่งยืนและความคุ้มค่าในภาคการขนส่ง ทั้งนี้ นอกจากผลิตภัณฑ์สำหรับรถบรรทุกไฟฟ้าแบตเตอรี่และไฮบริดแล้ว มาห์เลจะจัดแสดงเทคโนโลยีสำหรับเชื้อเพลิงหมุนเวียนที่ช่วยลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลในภาคการขนส่งทางถนนอีกด้วย

ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าและผู้ประกอบการฟลีตรถกำลังเผชิญโจทย์ยาก คือต้องปรับธุรกิจให้เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยไม่กระทบต่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจหรือความสามารถในการแข่งขัน อุปสรรคสำคัญที่ยังฉุดรั้งการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าในภาคส่วนนี้คือโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จไฟสำหรับยานยนต์เชิงพาณิชย์ที่ยังไม่เพียงพอในหลายภูมิภาค รวมถึงระยะทางวิ่งที่จำกัดของรถบรรทุกไฟฟ้า ความยืดหยุ่นและความน่าเชื่อถือจึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของธุรกิจ “เวลาและพลังงานเป็นทรัพยากรที่มีจำกัดและมีค่ามาก โดยเฉพาะในธุรกิจขนส่งทางถนน มีเพียงผู้ประกอบการที่บริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้นที่จะอยู่รอด ด้วยผลิตภัณฑ์ระบบไฟฟ้าของมาห์เล เราช่วยให้รถบรรทุกขนาดใหญ่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยืดหยุ่นมากขึ้น พร้อมลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานไปพร้อมกัน” อาร์นด์ ฟรานซ์ กล่าว “นี่คือสิ่งที่เราจะพิสูจน์ให้ลูกค้า ผู้ผลิตรถยนต์ระดับนานาชาติ และผู้ประกอบการฟลีตรถได้เห็นในงาน IAA Transportation ปีนี้”

ดร. มาร์โก วาร์ธ

เรนจ์เอ็กซ์เทนเดอร์ ตัวช่วยเพิ่มระยะทางและความยืดหยุ่นให้ฟลีตรถ

ที่เมืองฮันโนเวอร์ มาห์เลจะเปิดตัวเรนจ์เอ็กซ์เทนเดอร์สำหรับรถบรรทุกไฟฟ้าขนาดใหญ่เป็นครั้งแรกของโลก ระบบนี้ช่วยเพิ่มระยะทางวิ่งได้อย่างยืดหยุ่นโดยไม่ต้องแลกกับคุณสมบัติด้านอื่น พร้อมมอบประสิทธิภาพการทำงานแบบไร้ขีดจำกัด เมื่อติดตั้งนวัตกรรมนี้ รถบรรทุกไฟฟ้าจะวิ่งได้ครบทุกระยะทางที่ต้องใช้งานในแต่ละวัน “เรนจ์เอ็กซ์เทนเดอร์ของเราเปรียบเหมือนระบบสำรองไฟฉุกเฉินอัจฉริยะ ที่จะทำงานในจังหวะที่เหมาะสมพอดี และช่วยเพิ่มระยะทางวิ่งได้อย่างมีนัยสำคัญ” ดร. มาร์โก วาร์ธ (Dr. Marco Warth) รองประธานฝ่ายวิจัยองค์กรและวิศวกรรมขั้นสูงของมาห์เล กล่าว

หัวใจของระบบใหม่นี้คือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแรงดันสูงประสิทธิภาพสูง ให้กำลังต่อเนื่อง 110 กิโลวัตต์ (kW) และกำลังไฟสูงสุด 130 kW ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายในขนาดกะทัดรัด ช่วยจ่ายพลังงานให้ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าได้อย่างเสถียร แม้ในเส้นทางที่ยากลำบากและบรรทุกสัมภาระเต็มพิกัด ทั้งยังปรับโครงสร้างได้ง่ายตามความต้องการด้านสมรรถนะของการใช้งานแต่ละรูปแบบ และตลาดแต่ละภูมิภาค

ด้วยระบบระบายความร้อนด้วยน้ำมันที่พัฒนาขึ้นใหม่ เครื่องกำเนิดไฟฟ้านี้จึงมีความหนาแน่นของกำลังสูงกว่า 7 kW ต่อกิโลกรัม ให้กำลังไฟสูงโดยที่น้ำหนักเบาลงและมีจุดเชื่อมต่อที่เรียบง่ายขึ้น

มาห์เลออกแบบเรนจ์เอ็กซ์เทนเดอร์รุ่นนี้ให้เป็นยูนิตอิสระที่รวมเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องยนต์สันดาปภายใน ระบบจัดการความร้อนและของเหลว ถังน้ำมัน ถัง AdBlue และระบบบำบัดไอเสียไว้ใน “กล่อง” ขนาดกะทัดรัด ซึ่งสามารถติดตั้งลงในช่องวางแบตเตอรี่มาตรฐานของรถบรรทุกไฟฟ้าได้พอดี จึงผสานเข้ากับแพลตฟอร์มรถไฟฟ้าที่มีอยู่เดิมได้อย่างไร้ปัญหา ระบบนี้จะเข้าไปแทนที่ความจุแบตเตอรี่เดิมราวหนึ่งในสาม ทำให้ติดตั้งแบตเตอรี่ขนาดเล็กลงได้ ลดน้ำหนักที่กดทับเพลาท้ายลงราว 400 กิโลกรัม และลดน้ำหนักรวมของรถลงราว 600 กิโลกรัม โดยรวมแล้ว รถบรรทุก BEV ที่ติดตั้งเรนจ์เอ็กซ์เทนเดอร์สามารถวิ่งได้ไกลกว่า 800 กิโลเมตร แบ่งเป็นระยะทางจากแบตเตอรี่ราว 400 กิโลเมตร และจากเรนจ์เอ็กซ์เทนเดอร์อีกราว 400 กิโลเมตร

ในสภาพการใช้งานจริง รถบรรทุกจะปล่อยก๊าซ CO2 น้อยลงราว 80% ระหว่างที่เรนจ์เอ็กซ์เทนเดอร์ทำงาน เมื่อเทียบกับรถบรรทุกที่ใช้ระบบขับเคลื่อนทั่วไป และหากใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในที่รองรับเชื้อเพลิงชีวภาพอยู่แล้ว (ด้วยชิ้นส่วนจากมาห์เล) ร่วมกับเชื้อเพลิงหมุนเวียน เช่น ไบโอดีเซลขั้นสูง HVO100 รถบรรทุกคันนี้แทบจะไม่ปล่อยก๊าซ CO2 เลย

ระบบจัดการความร้อนที่ครอบคลุม ทั้งการระบายความร้อนช่วงอุณหภูมิสูง 48 kW และอุณหภูมิต่ำ 15 kW ช่วยให้เรนจ์เอ็กซ์เทนเดอร์ทำงานได้อย่างมั่นคง แม้ในสภาพการใช้งานหนัก

สำหรับเครื่องยนต์สันดาปภายใน มาห์เลพัฒนาชิ้นส่วนต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงและต้นทุนดำเนินงาน เช่น ชุดเซลล์พลังงาน (Power Cell Unit หรือ PCU) รุ่นใหม่ที่ให้สมรรถนะสูงขึ้น อายุการใช้งานยาวนานขึ้น และมีประสิทธิภาพดีขึ้น รวมถึงระบบจัดการน้ำมันเครื่องรุ่นใหม่ที่รวมตัวกรองน้ำมันเครื่อง ระบบหล่อเย็นด้วยน้ำมัน วาล์วป้องกันน้ำมันล้น (Bypass valve) และฟังก์ชันเสริมอื่น ๆ ไว้ในชุดเดียว ช่วยเพิ่มทั้งประสิทธิภาพและความคุ้มค่า โดยลดต้นทุนวัสดุได้สูงสุดถึง 20% ขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ทำเสื้อสูบ อีกทั้งยังลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ได้สูงสุด 50% และลดน้ำหนักได้มากถึง 25% นอกจากนี้ยังมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานโดยรวมได้อีกทางหนึ่ง ทั้งชุด PCU และโมดูลจัดการน้ำมันเครื่องนี้ยังนำไปใช้กับระบบขับเคลื่อนประเภทอื่นได้ด้วย และจะเปิดตัวครั้งแรกในงาน IAA Transportation เช่นกัน

“เรนจ์เอ็กซ์เทนเดอร์ของเราคือกุญแจสำคัญที่ทำให้การเติบโตของตลาดรถบรรทุกไฟฟ้าไม่ต้องรอโครงสร้างพื้นฐานที่ยังพัฒนาตามไม่ทัน” มาร์โก วาร์ธ กล่าว “ต่อให้สถานีชาร์จเต็ม หรือต้องเปลี่ยนเส้นทางเพราะสภาพอากาศหรือการจราจรที่โครงสร้างพื้นฐานรองรับไม่ไหว ฟลีตรถทั่วไปอาจต้องจอดนิ่ง แต่รถบรรทุกไฟฟ้าที่มีเรนจ์เอ็กซ์เทนเดอร์จะเดินทางต่อไปได้ ทำให้ธุรกิจดำเนินต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่มีการใช้งานสูงสุด”

มอเตอร์ไฟฟ้า MCT จากมาห์เล

มอเตอร์ไฟฟ้า MCT สำหรับยานยนต์เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ไร้แร่หายาก น้ำหนักเบา ประสิทธิภาพสูงขึ้น

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่เปิดตัวครั้งแรกของโลกในงาน IAA Transportation คือ MAHLE Contactless Transmitter (MCT) มอเตอร์ไฟฟ้าที่ออกแบบมาสำหรับเพลาขับเคลื่อนไฟฟ้าของยานยนต์เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ มอเตอร์รุ่นนี้ไม่ใช้แม่เหล็กถาวร จึงไม่ต้องพึ่งแร่หายาก (Rare Earth Elements) เมื่อเทียบกับมอเตอร์ซิงโครนัสชนิดแม่เหล็กถาวร (PMSM) ที่เป็นมาตรฐานทั่วไป มอเตอร์ไฟฟ้า MCT ประหยัดแม่เหล็กแรร์เอิร์ธได้สูงสุดถึง 3 กิโลกรัมต่อคัน จึงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าได้อีกทางหนึ่ง

มอเตอร์รุ่นใหม่นี้เบากว่าเดิม 10% และให้ประสิทธิภาพสูงกว่ามอเตอร์ที่ใช้แม่เหล็กถาวรในสภาพการขับขี่จริง จุดเด่นเมื่อเทียบกับมอเตอร์แบบแม่เหล็กถาวรคือประสิทธิภาพที่สูงกว่าตลอดขอบข่ายการทำงานที่กว้างกว่ามาก ครอบคลุมสถานการณ์ขับขี่ได้หลากหลาย มอเตอร์ไฟฟ้า MCT ให้กำลังสูงสุด 370 kW แรงบิดมากกว่า 900 นิวตันเมตร (Nm) ที่ 3,900 รอบต่อนาที (rpm) และมีประสิทธิภาพในวัฏจักร VECTO ซึ่งเป็นเครื่องมือจำลองของสหภาพยุโรปสำหรับวัดประสิทธิภาพเชื้อเพลิงของรถรุ่นใหม่ อยู่ที่ราว 95%

มาห์เลเดินหน้าเคียงข้างลูกค้า พร้อมเติบโตไปกับกระแสยานยนต์ไฟฟ้า

มาห์เลก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าและการจัดการความร้อน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในบริบทนี้ ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจและทุกสาขาการใช้งาน โดยเฉพาะธุรกิจยานยนต์เชิงพาณิชย์ กลุ่มบริษัทมีชิ้นส่วนและระบบสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าครบทุกประเภท ตั้งแต่จักรยาน สกู๊ตเตอร์สองหรือสามล้อ ไปจนถึงรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถบรรทุก ในแต่ละปีมาห์เลจำหน่ายระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์เสริมราว 8 ล้านชุดให้กับลูกค้าในอุตสาหกรรมยานยนต์ ทั้งในกลุ่มการเดินทางและขนส่งอัจฉริยะ (Smart mobility) และกลุ่มอื่น ๆ และในช่วงปี 2569-2572 จะมีแพลตฟอร์มยานยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 35 แพลตฟอร์มจากผู้ผลิตรถยนต์นั่งและรถบรรทุกชั้นนำที่เปิดตัวโดยใช้เทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ของมาห์เล

ในยุโรป เทคโนโลยีของมาห์เลอยู่ในรถบรรทุกไฟฟ้าแบตเตอรี่และรถบรรทุกเซลล์เชื้อเพลิงทุกคัน บริษัทครองตำแหน่งผู้นำตลาดด้านคอมเพรสเซอร์ไฟฟ้าสำหรับสภาพอากาศ (Electric climate compressors) และติดอันดับ 1 ใน 3 ของตลาดปั๊มไฟฟ้าและพัดลมไฟฟ้า ส่วนในจีน มาห์เลกำลังร่วมมือกับผู้ผลิตรถบรรทุกทุกรายเพื่อขยายธุรกิจในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า โดยตั้งเป้าเติบโตในภาคยานยนต์เชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะในกลุ่มโมดูลจัดการความร้อน พัดลมไฟฟ้า กล่องเชื่อมต่อระบบชาร์จ แผ่นระบายความร้อนแบตเตอรี่ และมอเตอร์ลากจูง

ยานยนต์เชิงพาณิชย์ขนาดกลางและขนาดใหญ่คิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ของมาห์เล จุดแข็งของมาห์เลไม่ได้มีแค่เครือข่ายการพัฒนาและการผลิตที่ครอบคลุมทุกตลาดหลัก แต่ยังรวมถึงฐานลูกค้าที่กระจายตัวกว้างขวาง โดยร่วมมือกับลูกค้ามากกว่า 120 รายในภาคยานยนต์เชิงพาณิชย์และยานยนต์ออฟโรด และเติบโตโดดเด่นเป็นพิเศษในยุโรปและทวีปอเมริกา ขณะที่ยอดคำสั่งซื้อธุรกิจยานยนต์เชิงพาณิชย์ในครึ่งแรกของปี 2569 สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ เช่นเดียวกับธุรกิจรถยนต์นั่งส่วนบุคคล “เราคาดว่าผลิตภัณฑ์ยานยนต์เชิงพาณิชย์ของเราจะเติบโตแข็งแกร่งกว่าตลาดโดยรวมในช่วงห้าปีข้างหน้า” อาร์นด์ ฟรานซ์ กล่าว พร้อมระบุว่ามาห์เลมองเห็นศักยภาพการเติบโตสูงสุดในเอเชีย

ซีอีโอของมาห์เลยังกล่าวถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างและความไม่แน่นอนในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจยุโรปที่ยังไม่สดใส การเปลี่ยนแปลงด้านภาษีศุลกากรที่ทำให้วางแผนธุรกิจได้ยาก และอุปสงค์ที่อ่อนแอในอเมริกาเหนือ ตลอดจนแรงกดดันด้านการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากสินค้านำเข้าของจีนในยุโรป โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่

ต้องเร่งขยายการใช้เชื้อเพลิงหมุนเวียน

เครื่องยนต์สันดาปภายในยังคงเป็นระบบขับเคลื่อนหลักของยานยนต์เชิงพาณิชย์ทั่วโลก และคาดว่าสัดส่วนจะลดลงเพียงเล็กน้อย จากราว 83% ในปัจจุบัน เหลือราว 73% ภายในปี 2578 ขณะที่ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าจะเติบโตต่อเนื่องแต่ยังคงมีบทบาทรอง

อาร์นด์ ฟรานซ์

อาร์นด์ ฟรานซ์ อ้างอิงตัวเลขจากทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ว่า แม้การขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้าจะเป็นไปตามแผน แต่การปล่อยก๊าซ CO2 ของกลุ่มยานพาหนะแบบดั้งเดิมจะยังอยู่ในระดับเดียวกับปี 2553 “ดังนั้น จึงเป็นที่ชัดเจนว่านอกจากการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้าแล้ว เรายังต้องเร่งเพิ่มปริมาณเชื้อเพลิงยั่งยืน เช่น HVO100 และ Bio-LNG อย่างมหาศาลด้วย”

ในสถานการณ์นี้ มาห์เลยังคงเป็นซัพพลายเออร์ที่น่าเชื่อถือด้านชิ้นส่วนเครื่องยนต์สันดาปภายในประสิทธิภาพสูง ซึ่งช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในภาคขนส่งทางถนนได้เป็นอย่างมากเมื่อใช้ร่วมกับเชื้อเพลิงหมุนเวียน ในตลาดยานยนต์เชิงพาณิชย์ขนาดกลางและขนาดใหญ่ มาห์เลติดอันดับ 1 ใน 5 ผู้จัดหาชิ้นส่วนเครื่องยนต์สันดาปภายในในเกือบทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ส่วนในกลุ่มชุดลูกสูบ โมดูลหล่อเย็น พัดลม Visco และระบบปรับอากาศ กลุ่มบริษัทติดอันดับ 1 ใน 3 หรือเป็นผู้นำตลาด

ปัจจุบันมีเชื้อเพลิงชีวภาพในปริมาณมากพร้อมใช้งาน ซึ่งช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ทันที โดยเฉพาะกับรถที่ใช้งานอยู่แล้ว ศูนย์ชีวมวลระดับโลกของมาห์เล (MAHLE Global Biomobility Center) ในบราซิลดำเนินงานมาแล้วสองปี เพื่อพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ วัสดุชีวภาพ และการใช้งานที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันศูนย์แห่งนี้กำลังดำเนินโครงการหลากหลาย ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องยนต์เชื้อเพลิงชีวภาพและเครื่องยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงหลายประเภท (Multi-fuel engines) ไปจนถึงการพัฒนาวัสดุยั่งยืนรูปแบบใหม่ ๆ และการนำไปใช้งาน

มาห์เลยังมองว่าไฮโดรเจนและอนุพันธ์ของไฮโดรเจนเป็นกุญแจสำคัญในการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลของภาคขนส่งทางถนน บริษัทจึงพยายามผลักดันโครงการเครื่องยนต์ไฮโดรเจนที่สำคัญที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้

การใช้ไฮโดรเจนผลิตไฟฟ้าในเซลล์เชื้อเพลิงเป็นอีกเทคโนโลยีที่น่าจับตาสำหรับอนาคตของภาคยานยนต์เชิงพาณิชย์ ขณะเดียวกัน ด้วยขนาดและโครงสร้างที่มีอยู่ ภาคส่วนนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไฮโดรเจนในอนาคต มาห์เลจึงเข้าร่วมโครงการพัฒนาสำคัญหลายโครงการทั้งในยุโรปและเอเชีย ซึ่งอาร์นด์ ฟรานซ์ กล่าวว่า “อนาคตของเศรษฐกิจไฮโดรเจนจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากปราศจากยานยนต์เชิงพาณิชย์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฮโดรเจน เว้นแต่จะมีการอุดหนุนมหาศาลจากภาครัฐ ซึ่งมีความเสี่ยงสูง”  

เทคโนโลยีอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีนโยบายการเมืองที่มั่นคงและเชื่อถือได้

อาร์นด์ ฟรานซ์ ย้ำว่าความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศจะแก้ไม่ได้ด้วยเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยนโยบายการเมืองที่มั่นคงและเชื่อถือได้ควบคู่กันไป

สำหรับยุโรป ฟรานซ์เรียกร้องให้ทบทวนกฎระเบียบด้านการปล่อย CO₂ ของกลุ่มยานยนต์เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น และควรทำควบคู่ไปกับการทบทวนกฎระเบียบโครงสร้างพื้นฐานเชื้อเพลิงทางเลือก (AFIR) ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2569 โดยเป้าหมายควรทะเยอทะยานแต่ต้องสอดคล้องกับความเป็นจริงของตลาด โครงสร้างพื้นฐาน และความเป็นไปได้ทางเทคนิคมากกว่านี้ “ความหลากหลายทางเทคโนโลยีคือกุญแจสำคัญ” ฟรานซ์กล่าว “ทั้งยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ ไฮโดรเจน และเชื้อเพลิงหมุนเวียนสำหรับเครื่องยนต์สันดาปภายใน ต้องถูกนำมาใช้ร่วมกันเพื่อลดการปล่อย CO₂ และเรนจ์เอ็กซ์เทนเดอร์ก็ควรได้รับการยอมรับอย่างเป็นรูปธรรมในฐานะตัวช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้า พร้อมถูกบรรจุไว้ในกฎระเบียบต่าง ๆ ด้วย”

ฟรานซ์เรียกร้องให้มีรากฐานที่มั่นคงและเชื่อถือได้สำหรับการขยายตัวของตลาดพลังงานทุกประเภท ทั้งโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จไฟ สถานีเติมไฮโดรเจน และโซลูชันกักเก็บพลังงานที่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งล้วนเป็นเงื่อนไขพื้นฐานสำคัญเพื่อการใช้งานยานยนต์เชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เขากล่าวเสริมว่า การเปลี่ยนผ่านที่ประสบความสำเร็จต้องอาศัยความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพระหว่างกฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน แหล่งเงินทุน และนโยบายอุตสาหกรรม และยุโรปควรหันมาใช้แนวทางแบบบูรณาการอย่างจริงจังมากขึ้น

“การเปลี่ยนผ่านสู่การขนส่งที่เป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศเป็นไปได้ทั้งในเชิงเทคนิคและเชิงเศรษฐกิจ” ซีอีโอกล่าว พร้อมเสริมว่า สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ และลูกค้าร่วมมือกันอย่างเป็นระบบ “ที่มาห์เล เราพร้อมสนับสนุนความหลากหลายทางเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญด้านระบบที่ครอบคลุม เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านนี้อย่างจริงจัง รถบรรทุกแห่งอนาคตจะขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีของมาห์เล!”