Thursday, August 20, 2026

บริดจสโตนได้รับเลือกในฐานะพันธมิตรด้านยางรถยนต์.ให้ ‘Lamborghini Fenomeno Roadster’ ซูเปอร์คาร์เปิดประทุนทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ลัมโบร์กินี

Bridgestone ผู้นำระดับโลกด้านยางพรีเมียมและโซลูชั่นการเดินทางอย่างยั่งยืน ได้รับเลือกเป็นพันธมิตรด้านเทคนิคอย่างเป็นทางการและผู้จัดหายางรถยนต์แต่เพียงผู้เดียวสำหรับซูเปอร์คาร์เปิดประทุนทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ลัมโบร์กินีรุ่น Lamborghini Fenomeno Roadster* ถือเป็นความร่วมมือครั้งล่าสุดระหว่าง Lamborghini และผู้พัฒนายางรถยนต์แต่เพียงผู้เดียวอย่าง Bridgestone โดยซูเปอร์คาร์รุ่นนี้ได้รับการติดตั้งยาง BRIDGESTONE POTENZA ที่ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะ เพื่อส่งมอบสมรรถนะในการขับขี่อย่างสูงสุดทั้งบนถนนและในสนามแข่งอย่างเต็มประสิทธิภาพ

Fenomeno Roadster เป็น Lamborghini รุ่นเปิดประทุนที่มีความพิเศษและทรงพลังที่สุดเท่าที่ลัมโบร์กินีเคยผลิตมา โดยมีแผนผลิตเพียง 15 คันเท่านั้น และแต่ละคันมาพร้อมระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าไฮบริดประสิทธิภาพสูง V12 มอบกำลังเครื่องทั้งระบบรวมสูงถึง 1,080 แรงม้า ได้รับการติดตั้งด้วยยางรถยนต์ BRIDGESTONE POTENZA SPORT ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับรถสปอร์ตสมรรถะสูงพิเศษ (Ultra-High Performance) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของซูเปอร์คาร์ในรุ่นนี้สำหรับการขับขี่จริงบนท้องถนน โดยผสานสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมเมื่อใช้ความเร็วสูง เข้ากับการตอบสนองของพวงมาลัยที่ดีเยี่ยมและความแม่นยำในการควบคุม

ซูเปอร์คาร์รุ่น ‘Lamborghini Fenomeno Roadster’ ได้รับการติดตั้งด้วยยางรถยนต์ BRIDGESTONE POTENZA SPORT

โดย BRIDGESTONE POTENZA SPORT เป็นยางรถยนต์สมรรถะสูงที่ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษ โดยผสานประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านมอเตอร์สปอร์ตที่บริดจสโตนสั่งสมมาอย่างยาวนาน เข้ากับคุณสมบัติการยึดเกาะถนนที่ยอดเยี่ยมเพื่อถ่ายทอดสมรรถนะการขับขี่ของ Fenomeno Roadster บนท้องถนนและสนามแข่งได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ยังได้ผ่านการรับรองให้สามารถใช้งานบนถนนสาธารณะได้อย่างสมบูรณ์

คุณ Adrien Thormann ผู้อำนวยการฝ่ายยางรถยนต์สำหรับกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ Bridgestone EMEA กล่าวว่าในฐานะพันธมิตรผู้พัฒนาและจัดหายางรถยนต์แต่เพียงผู้เดียวสำหรับซูเปอร์คาร์ Lamborghini ทุกรุ่น บทบาทของเราคือการช่วยให้ผู้ขับขี่ Lamborghini สามารถปลดปล่อยสมรรถนะอันน่าทึ่งได้อย่างเต็มที่ ด้วยการนำประสบการณ์อันยาวนานในวงการมอเตอร์สปอร์ตของ
บริดจสโตน ผสานเข้ากับสมรรถนะอันโดดเด่นของยางสปอร์ตพรีเมียมตระกูล
POTENZA เราจึงสามารถพัฒนายางที่ตอบโจทย์รุ่น Lamborghini Fenomeno Roadster ได้อย่างลงตัวและสมบูรณ์แบบทั้งการใช้งานบนท้องถนนและในสนามแข่ง”

ยาง BRIDGESTONE POTENZA SPORT ประทับตราเครื่องหมายของ Lamborghini บนแก้มยาง เพื่อเน้นย้ำถึงการพัฒนาแบบเอ็กซ์คลูซีฟระหว่าง Lamborghini และ Bridgestone สำหรับ Lamborghini Fenomeno Roadster

Bridgestone ได้พัฒนายาง BRIDGESTONE POTENZA SPORT ซึ่งเป็นยางรถยนต์ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ โดยมีขนาด 265/30 ZRF21 (สำหรับล้อหน้า) และขนาด 355/25 ZRF22 (สำหรับล้อหลัง) ถ่ายทอดสมรรถนะการขับขี่อย่างเต็มประสิทธิภาพบนสนามแข่ง มีให้เลือกสำหรับการใช้งานทั้งขนาด 20 และ 21 นิ้ว มาพร้อมกับเทคโนโลยี Run Flat (RFT) เอกสิทธิ์เฉพาะของ Bridgestone ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถไปได้แม้เกิดยางรั่ว และสามารถขับต่อไปได้อย่างปลอดภัยในระยะทางสูงสุดถึง 80 กม. ที่ความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม. แม้แรงดันลมยางจะลดลงจนเป็นศูนย์¹

ยาง BRIDGESTONE POTENZA SPORT ดังกล่าวประทับตราเครื่องหมายของ Lamborghini บนแก้มยาง เพื่อเน้นย้ำถึงการพัฒนาแบบเอ็กซ์คลูซีฟระหว่าง Lamborghini และ Bridgestone สำหรับ Lamborghini Fenomeno Roadster โดยได้รับการพัฒนาและผลิตในประเทศอิตาลีด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง Virtual Tyre Development (VTD) ของ Bridgestone ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของบริดจสโตนที่ช่วยเพิ่มทั้งประสิทธิภาพและความยั่งยืนในกระบวนการพัฒนายางรถยนต์

คุณ Christian Mastro ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของ Lamborghini กล่าวว่า สำหรับ Lamborghini แล้ว การออกแบบสมรรถนะไม่ได้ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบเพียงชิ้นเดียว แต่เป็นผลลัพธ์จากวิศวกรรมที่แม่นยำของทุกองค์ประกอบที่ทำงานร่วมกันอย่างสอดประสาน และยางรถยนต์ก็มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ด้วยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับบริดจสโตน เราสามารถนำเสนอโซลูชันที่พัฒนาขึ้นเฉพาะสำหรับรถแต่ละรุ่น เพื่อสะท้อนเอกลักษณ์ของรถและ DNA ของ Lamborghini ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และรุ่น Fenomeno Roadster เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างล่าสุดที่แสดงให้เห็นว่าเรายังคงร่วมกันเพื่อผลักดันขีดจำกัดของสมรรถนะอย่างต่อเนื่อง”

Fenomeno Roadster นับเป็นความร่วมมือครั้งล่าสุดในความสัมพันธ์อันยาวนานกว่า 6 ปีระหว่าง Lamborghini และ Bridgestone โดยเริ่มต้นจาก Lamborghini Huracán STO ในค.ศ. 2021 และต่อเนื่องมาถึงรุ่น Revuelto, Temerario, Fenomeno รวมถึงซูเปอร์คาร์รุ่นอื่น ๆ อีกหลายรุ่น ปัจจุบัน Bridgestone ได้รับเลือกให้เป็นพันธมิตรด้านยางรถยนต์แต่เพียงผู้เดียวสำหรับซูเปอร์คาร์ของ Lamborghini รวมถึงรุ่นล่าสุดที่ได้เปิดตัวในงาน Lamborghini Arena 2026 ซึ่งจัดขึ้น ณ สนามแข่งรถระดับตำนาน Imola Circuit ประเทศอิตาลี โดยในปีนี้ Bridgestone ได้เข้าร่วมในฐานะ Official Lamborghini Arena Partner ของงานดังกล่าว

*หมายเหตุ: รุ่น ‘Lamborghini Fenomeno Roadster’ ยังไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย

[1] ระยะทางที่สามารถขับต่อได้หลังจากที่ยางรั่วอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับน้ำหนักบรรทุกของรถ อุณหภูมิภายนอก และเวลาที่ระบบตรวจสอบความดันลมยาง (TPMS) ทำงาน

Bridgestone Chosen as Exclusive Tyre Partner forHistoric Lamborghini Fenomeno Roadster

Bridgestone, a global leader in premium tyres and sustainable mobility solutions, is the exclusive tyre partner to the new Lamborghini Fenomeno Roadster*. In the latest collaboration between Lamborghini and its Official Technical Partner, the supercar is fitted with two custom-engineered Bridgestone Potenza tyres that maximise its capabilities on the road and track.

The Fenomeno Roadster is the most exclusive and powerful open-top Lamborghini model ever produced, with just 15 units planned, each featuring a 1080 CV V12 hybrid powertrain. To optimise the supercar’s immense capabilities for real-world driving, Bridgestone has developed bespoke Potenza Sport ultra-high-performance tyres, combining exceptional high-speed performance with excellent steering response and precision.

The Historic Lamborghini Fenomeno Roadster supercar is fitted with BRIDGESTONE POTENZA SPORT.

The Potenza Sport fitment is paired with a bespoke new-generation semi-slick Bridgestone Potenza tyre that is engineered to deliver outstanding track-level performance. Building on Bridgestone’s extensive heritage and expertise in motorsport, this high-grip tyre unlocks the Fenomeno Roadster’s full performance potential on the track, while remaining fully homologated for public roads.

“As Lamborghini’s Official Technical Partner, and exclusive tyre supplier for its complete supercar range, our role is to help Lamborghini drivers experience phenomenal performance,” said Adrien Thormann, Director of OE Sales at Bridgestone EMEA. “Leveraging Bridgestone’s decades-long motorsports legacy and the pedigree of our iconic Potenza family, these premium tyres deliver exactly that for the immense Fenomeno Roadster – both on the road and track.”

Bridgestone fitments feature the unique Lamborghini marking on their sidewall to highlight the exclusive development

The Fenomeno Roadster’s Potenza Sport fitment is available in 265/30 ZRF21 (front) and 355/25 ZRF22 (rear) sizes; its semi-slick, track-oriented fitment is available in 20- and 21-inch sizes. Lamborghini Fenomeno Roadster drivers can choose the bespoke Potenza Sport tyre with Bridgestone’s Run-Flat Technology (RFT). RFT enables drivers to continue driving safely after a puncture for 80km at up to 80kph with 0-bar pressure.1 Both Bridgestone fitments feature the unique Lamborghini marking on their sidewall to highlight their exclusive development.

The custom Potenza fitments were developed and manufactured in Italy, applying Bridgestone’s proprietary Virtual Tyre Development (VTD) technology. VTD improves both the efficiency and sustainability of the tyre development process.

“At Lamborghini, unlocking performance is never down to one component – it’s the result of precise engineering working in harmony, and tyres play a decisive role,” said Christian Mastro, Lamborghini’s Marketing Director. “Through deep collaboration, our partnership with Bridgestone delivers bespoke solutions that fully express each vehicle’s character and the Lamborghini DNA. The Fenomeno Roadster is the latest example of how we continue to push boundaries together.”

The Fenomeno Roadster marks the latest in a long series of collaborations between Lamborghini and Bridgestone across six years of partnership. Beginning with the Huracan STO in 2021, OE collaborations between Bridgestone and Lamborghini also include the Revuelto, Temerario, Fenomeno and various other models. Today, Bridgestone is the exclusive tyre supplier for Lamborghini’s complete supercar range. Lamborghini’s latest supercar was revealed at Lamborghini Arena 2026, held at the iconic Imola Circuit. Bridgestone served as Official Lamborghini Arena Partner for this year’s event.

*Remark: The new Lamborghini Fenomeno Roadster is not currently available for commercial sale in Thailand. 

1 Driving distance after a puncture may vary depending on vehicle load, outside temperature, and when the TPMS is triggered.

Monday, August 17, 2026

AGE โชว์ผลงาน Q2/69 แข็งแกร่ง เร่งต่อยอด ถ่านหิน-EV หนุนการเติบโตระยะยาว

บริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี จำกัด (มหาชน) หรือ “AGE” รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 มีรายได้รวมจากการดำเนินงานที่ 4,935 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 53 จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 23 จากปีก่อน มีกำไรในส่วนของบริษัทใหญ่ที่ 134 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 31 จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 27 จากปีก่อน สะท้อนการเติบโตของผลการดำเนินงาน ขณะที่ผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนของปี 2569 มีรายได้รวมจากการดำเนินงานที่ 8,170 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากปีก่อน และมีกำไรในส่วนของบริษัทใหญ่ที่ 237 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 59 จากปีก่อน พร้อมเดินหน้าขยายรายได้ธุรกิจถ่านหินและรายได้ธุรกิจรถยนต์อีวี เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

นางสาวปณิตา ควรสถาพร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี จำกัด (มหาชน) หรือ “AGE” เปิดเผยว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 เติบโตจากไตรมาสก่อน ทั้งรายได้รวม และกำไรในส่วนของบริษัทใหญ่ โดยปีนี้ยังคงมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ ในการบริหารจัดการ และการบริหารต้นทุนอย่างต่อเนี่อง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางภาวะเศรษกิจโลกที่ยังคงมีความไม่แน่นอน และผันผวน ขณะเดียวกัน บริษัทฯยังคงเดินหน้า ผลักดันการเติบโตของรายได้ในธุรกิจถ่านหิน ควบคู่ไปกับการขยายพอร์ตธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพ ซึ่งปัจจุบันครอบคลุม 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ Smart Logistics, Sustainable Energy และ Low Emission Mobility

ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 บริษัทฯ มีรายได้จาก 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่

1. ธุรกิจถ่านหิน (Coal Business) มีรายได้ 3,232 ล้านบาท และมีปริมาณการขายถ่านหินในไตรมาสนี้ที่ 1 ล้านตัน โดยบริษัทฯ ยังคงเดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ และการบริหารต้นทุนอย่างต่อเนี่อง โดยตั้งเป้าปริมาณขายถ่านหินทั้งปีที่ 4 ล้านตัน

2. ธุรกิจ Smart Logistics มีรายได้ 124 ล้านบาท เดินหน้าขยายฐานลูกค้าภายนอกกลุ่ม พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการคลังสินค้า ท่าเรือ และการขนส่ง เพื่อรองรับงานการให้บริการขนส่งสินค้าเกษตร และสินค้าอุตสาหกรรม

3. ธุรกิจ Sustainable Energy มีรายได้ 251 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ทั้งด้านการขาย การขนส่ง และการบริหารต้นทุน ควบคู่กับการสร้างโอกาสทางธุรกิจในกลุ่มพลังงานทางเลือก

4. ธุรกิจ Low Emission Mobility มีรายได้ 1,329 ล้านบาท เติบโตจากธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์อีวี และ ไฮบริด รวมถึงศูนย์บริการและธุรกิจเช่ารถ EV Taxi โดย บริษัท AGE Auto Gallery (AAG) ซึ่งปัจจุบันเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์หลากหลายแบรนด์ ได้แก่ OMODA & JAECOO, CHERY, ZEEKR, GWM และ MITSUBISHI MOTORS พร้อมตั้งเป้ารายได้ของ AAG ในปี 2569 ที่ 4,200 ล้านบาท และ ตั้งเป้ายอดจำหน่ายรถยนต์ EV และ Hybrid ที่ 4,000 คัน

“ในปี 2569 AGE ยังคงตั้งเป้าหมาย ในการผลักดันการเติบโตของรายได้ในธุรกิจหลัก และการขยายธุรกิจใหม่ รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการต้นทุน และรักษาความสามารถในการแข่งขัน มองว่าธุรกิจ Low Emission Mobility เป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโตและจะเข้ามาสนับสนุนการเติบโตของรายได้ ของกลุ่มบริษัทในระยะยาว” นางสาวปณิตา กล่าว

ด้านโครงการ “Jump+” บริษัทฯ ยังคงดำเนินงานตามแผนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ และลดต้นทุน โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 มีการเช่าเครื่องจักรหนักพลังงานไฟฟ้า ซึ่งสามารถลดค่าเชื้อเพลิงได้ประมาณ 0.5 ล้านบาท ขณะที่การติดตั้ง Solar Cell บริเวณโกดัง 2

สามารถลดค่าไฟฟ้าได้ประมาณ 0.48 ล้านบาท รวมช่วยลดต้นทุนได้ประมาณ 0.98 ล้านบาท ในช่วงครึ่งปีแรก สอดคล้องกับเป้าหมายของโครงการในการลดต้นทุนพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในระยะยาว โดย AGE มีเป้าหมายลดค่าเชื้อเพลิงจากเครื่องจักรหนักพลังงานไฟฟ้า และลดค่าไฟฟ้าจาก Solar Cell อย่างต่อเนื่องในปี 2569–2571

สำหรับทิศทางธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง AGE ยังคงมุ่งขยายธุรกิจทั้งในกลุ่ม Coal และ Low Emission Mobility ควบคู่กับการบริหารต้นทุนและการลงทุนอย่างรอบคอบ เพื่อสร้างการเติบโตที่มีคุณภาพ โดยบริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้รวมในปี 2569 ที่ 17,500 ล้านบาท และเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจ Green เพื่อมาเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร และมีเป้าหมายสัดส่วนรายได้ 50:50 ภายในปี 2573

Friday, August 14, 2026

หนานซาศูนย์กลางการค้าข้ามพรมแดน ผนึกกำลังเชื่อมโลก พลิกโฉมระบบนิเวศการค้าระดับโลกในพื้นที่ GBA


 คลัสเตอร์อุตสาหกรรมการค้าข้ามพรมแดนระดับโลก

การประชุมระบบนิเวศคลัสเตอร์อุตสาหกรรมการค้าข้ามพรมแดนระดับโลก (Global Cross-Border Trade Industrial Cluster Ecosystem Conference) ภายใต้แนวคิด "Converging Trade in Nansha, Connecting the Globe" (หนานซาศูนย์กลางการค้าข้ามพรมแดน ผนึกกำลังเชื่อมโลก) ได้มีขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ณ ศูนย์การประชุมและนิทรรศการนานาชาติเขตหนานซา นครกว่างโจว โดยมีบริษัทและองค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรม อาทิ กูเกิล (Google), ไมเดีย (Midea), ท่าเรือกว่างโจว (Guangzhou Port) และเอชเอสบีซี (HSBC) พร้อมผู้แทนจากภาคธุรกิจกว่า 1,000 คนเข้าร่วมงาน ภายในงานมีการประกาศจัดตั้งคลัสเตอร์อุตสาหกรรมการค้าข้ามพรมแดนระดับโลกอย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดตัวแพลตฟอร์มบริการแบบครบวงจรสำหรับระบบนิเวศการค้าข้ามพรมแดน รวมถึงเปิดตัวศูนย์บริการและแลกเปลี่ยนโทเคนกวางตุ้ง นอกจากนี้ ยังมีการลงนามในโครงการความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์หลายโครงการ ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของเขตหนานซา จากศูนย์กระจายสินค้าสู่ศูนย์กลางระบบนิเวศการค้าข้ามพรมแดนที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยหนานซาใช้ประโยชน์จากแนวคิด "ผนึกกำลัง 5 มิติ" (ทั้งในด้านท่าเรือขนส่ง ท่าอากาศยาน ศูนย์กลางการเงิน ศูนย์รวมบุคลากร และศูนย์ข้อมูล) เพื่อให้บริการหลัก 8 ด้าน ได้แก่ ศุลกากร การจัดเก็บภาษี การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ การจัดหาเงินทุน คลังสินค้า การรับรอง การค้า และโลจิสติกส์ เพื่อสร้างระบบการค้าครบวงจรในรูปแบบ "ซื้อทั่วโลก ขายทั่วโลก และเชื่อมโยงทั่วโลก" พร้อมสร้างต้นแบบการดำเนินยุทธศาสตร์วงจรคู่ขนาน ในเขตเศรษฐกิจพิเศษอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area หรือ GBA)

ปลดล็อกข้อจำกัดทางการเงิน: ทลายอุปสรรคในการแลกเปลี่ยนเงินตราและจัดหาเงินทุนข้ามพรมแดน

เขตหนานซาได้รับการสนับสนุนจาก "มาตรการทางการเงิน 30 ประการสำหรับหนานซา" ในระดับชาติ จึงสามารถพัฒนาระบบสนับสนุนทางการเงินข้ามพรมแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีบริษัทข้ามชาติ 8 แห่งจัดตั้งพูลเงินทุน (Cash Pool) เพื่อบริหารเงินสดข้ามพรมแดนทั้งในรูปเงินหยวนและเงินตราต่างประเทศ และมีบริษัทมากกว่า 10,000 แห่งเปิดบัญชี FT (Free Trade) นอกจากนี้ ยังมี mBridge (Multiple Central Bank Digital Currency Bridge หรือ โครงการเชื่อมโยงสกุลเงินดิจิทัลระหว่างธนาคารกลาง) เพื่อช่วยให้เงินทุนข้ามพรมแดนถึงปลายทางได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที ขณะเดียวกัน เอชเอสบีซีได้จัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมระดับโลกในเขตหนานซา โดยใช้ประโยชน์จากบัญชี FT, การชำระเงินหยวนข้ามพรมแดน และช่องทางด่วนสำหรับการยื่นเอกสารการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ (ODI) เพื่อสนับสนุนกลยุทธ์การขยายธุรกิจสู่ตลาดโลกขององค์กรต่าง ๆ

ส่วนแพลตฟอร์มการค้าระหว่างประเทศ ซีเอส อินเทลลิเจนซ์ (CS Intelligence) อาศัยเทคโนโลยีบล็อกเชน ในการรวมข้อมูลศุลกากร การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และภาษีเข้าด้วยกัน ทำให้หลายฝ่ายแบ่งปันข้อมูลและตรวจสอบย้อนกลับได้ ปัจจุบัน แพลตฟอร์มดังกล่าวให้บริการแก่บริษัทการค้าต่างประเทศกว่า 5,000 แห่ง และธนาคารกว่า 30 แห่ง โดยมียอดการชำระเงินผ่านระบบออนไลน์สูงกว่า 1.70 แสนล้านหยวน และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการประสานงานได้ถึง 60% ภายในงานประชุมครั้งนี้ บริษัทต่าง ๆ ได้ลงนามในข้อตกลงเพื่อเชื่อมโยงช่องทางการชำระเงินข้ามพรมแดนเข้าด้วยกัน ขณะเดียวกัน สำนักงานพาณิชย์หนานซาได้ร่วมมือกับบรรษัทประกันสินเชื่อและการส่งออกแห่งประเทศจีน (China Export & Credit Insurance Corporation หรือ Sinosure) ดำเนินโครงการประกันสินเชื่อเพื่อการส่งออก เพื่อช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการเรียกเก็บเงินในต่างประเทศ และสร้างหลักประกันความมั่นคงทางการเงินที่แข็งแกร่งสำหรับบริษัทที่ขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ

การคุ้มครองการปฏิบัติตามกฎระเบียบตลอดวงจรธุรกิจ: สนับสนุนแบรนด์รุกขยายตลาดโลกอย่างจริงจัง

การปฏิบัติตามกฎระเบียบถือเป็นปัจจัยพื้นฐานต่อการดำรงอยู่ของธุรกิจที่ขยายกิจการสู่ต่างประเทศ ศูนย์บริการแบบครบวงจรสำหรับวิสาหกิจจีนที่ออกไปลงทุนและดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ หรือ "Going Global" Comprehensive Service Center for Chinese Enterprises ซึ่งร่วมกันจัดตั้งโดยหน่วยงานในระดับประเทศ มณฑล และเทศบาล ได้เข้ามาจัดตั้งในหนานซา เพื่อให้บริการแบบครบวงจรตลอดทุกช่วงของการลงทุน ครอบคลุมตั้งแต่ก่อนการลงทุน ระหว่างการลงทุน ไปจนถึงหลังการลงทุน ในส่วนบริการออฟไลน์ มีช่องบริการเฉพาะทาง 10 ช่อง ให้บริการแบบเบ็ดเสร็จด้านการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ ภาษี และกฎหมาย ขณะที่ช่องทางออนไลน์มีมินิโปรแกรมให้คำปรึกษารองรับประเทศต่าง ๆ และจองบริการ ปัจจุบัน ศูนย์ฯ ให้บริการบริษัทต่าง ๆ ไปแล้วกว่า 2,700 แห่ง และจัดกิจกรรมส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศไปแล้วประมาณ 100 ครั้ง

หนานซายังเร่งส่งเสริมการพัฒนาผู้ประกอบการระดับมาตรฐานเออีโอ (AEO หรือ Authorized Economic Operator) โดยมอบเงินรางวัล 200,000 หยวน แก่บริษัทรายใหม่ที่ได้รับการรับรอง ซึ่ง ณ เดือนมิถุนายน 2569 เขตหนานซามีบริษัท AEO รวม 91 แห่ง ขึ้นแท่นอันดับหนึ่งของนครกว่างโจว ส่วนบริการด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบแบบครบวงจรยังช่วยเสริมศักยภาพให้แก่ธุรกิจท้องถิ่นในการขยายสู่ตลาดโลก โดยผลิตภัณฑ์ของโทเซ็ด คังเหว่ย (Tozed Kangwei) ปัจจุบันเข้าถึงกว่า 80 ประเทศ ขณะที่โพนีดอตเอไอ (Pony.ai) ประสบความสำเร็จในการจดทะเบียนสองตลาดทั้งในตลาดแนสแด็ก (NASDAQ) และตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง และเทคโนโลยีชาร์จเร็วของเกรเทอร์ เบย์ เทคโนโลยี (Greater Bay Technology) ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล ช่วยเร่งการขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ นอกจากนี้ การประชุมครั้งนี้ยังได้จัดตั้งเครือข่ายบริการระดับโลกผ่านความร่วมมือกับสมาคมธุรกิจในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง เขตบริหารพิเศษมาเก๊า ยุโรปตะวันออก และภาคส่วนต่าง ๆ ภายในประเทศ ขณะที่จีเอซี อินเตอร์เนชันแนล (GAC International) ได้เปิดตัวโครงการยกระดับห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจรสำหรับการส่งออกรถยนต์ และศูนย์เร่งการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนของกูเกิล ก็จะจัดตั้งขึ้นในนครกว่างโจว โดยมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับหนานซา เพื่อสร้างแพลตฟอร์มบ่มเพาะแบรนด์ที่ต้องการโกอินเตอร์

ขับเคลื่อนด้วยรากฐานดิจิทัลอัจฉริยะ: บุกเบิกเศรษฐกิจโทเคน AI

สำหรับระบบ "ผนึกกำลัง 5 มิติ" ของหนานซานั้น ศูนย์ข้อมูล (Data Port) ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัล คอยเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างท่าเรือขนส่ง ท่าอากาศยาน ศูนย์กลางการเงิน และศูนย์รวมบุคลากร ปัจจุบันบริษัทข้ามพรมแดนในพื้นที่ได้นำพนักงานดิจิทัล หรือแรงงานปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เชื่อมโยงข้อมูลที่กระจัดกระจายตลอดกระบวนการต่าง ๆ ส่งผลให้ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานได้อย่างมีนัยสำคัญ หนานซาได้จัดตั้งรูตเซิร์ฟเวอร์ (Root Server) ระดับ IPv6 แห่งเดียวในจีนตอนใต้ พร้อมสำรองขีดความสามารถในการประมวลผลระดับ 10,000 PFLOPS และจัดตั้งศูนย์บริการแบบครบวงจรแห่งแรกของนครกว่างโจวสำหรับการถ่ายโอนข้อมูลออกนอกประเทศ ทั้งนี้ หลังจากที่เขตการค้าเสรีกวางตุ้งได้ประกาศกำหนดรายการต้องห้าม (Negative List) สำหรับการถ่ายโอนข้อมูลข้ามพรมแดนใน 2 ภาคส่วนสำคัญ หนานซาก็ได้ออกแนวทางการดำเนินงานเพื่อรองรับมาตรการดังกล่าว และนำกรณีการใช้งานทางธุรกิจกรณีแรกไปปฏิบัติได้จริง ขณะเดียวกัน ยังได้เปิดโครงการนำร่องในการประมวลผลข้อมูลนำเข้าและบริการเกม เพื่อเปิดทางให้ข้อมูลดิจิทัลข้ามพรมแดนไหลเวียนได้อย่างไหลลื่น

เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดของภาคอุตสาหกรรม ทั้งเรื่องภาระต้นทุนที่สูงและการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ซับซ้อนในการส่งโทเคน AI ไปต่างประเทศ ศูนย์บริการและแลกเปลี่ยนโทเคนกวางตุ้ง (Guangdong Token Exchange and Service Center) จึงได้ถือกำเนิดขึ้นใหม่ เพื่อชู 5 บริการหลักที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการจัดซื้อจัดจ้างด้าน AI โดยเฉพาะ พร้อมส่งแพ็กเกจบริการรุกตลาดต่างประเทศแบบเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับผู้ประกอบการทุกขนาด ทางด้านผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศจีน (CAICT) ชี้ว่า เขตหนานซาได้เปรียบอย่างมากจากการบูรณาการนโยบายข้อมูลข้ามพรมแดน เข้ากับรูปแบบการใช้งานจริงในภาคการค้าระหว่างประเทศ ส่งผลให้หนานซามีระบบนิเวศที่สมบูรณ์พร้อมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโทเคน AI และสร้างเส้นทางใหม่ที่โดดเด่นเพื่อพลิกโฉมการค้าดิจิทัล

ไม่ว่าจะเป็นการเร่งสปีดระบบโลจิสติกส์การขนส่ง การสร้างสรรค์นวัตกรรมการเงินข้ามพรมแดน การควบคุมมาตรฐานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงการวางรากฐานเทคโนโลยีอัจฉริยะรองรับระบบดิจิทัล วันนี้ระบบนิเวศการค้าข้ามพรมแดนของหนานซาได้ยกระดับอย่างก้าวกระโดด จากการเป็นเพียงศูนย์กลางคมนาคมขนส่ง สู่การเป็นศูนย์กลางเชิงสถาบันและกฎระเบียบการค้าอย่างเต็มรูปแบบ และเนื่องในโอกาสก้าวเข้าสู่ปีแรกของแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 หนานซาเตรียมเดินหน้าใช้อานิสงส์จากทำเลยุทธศาสตร์ใจกลางเขตเศรษฐกิจพิเศษอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า มุ่งยกระดับระบบนิเวศอุตสาหกรรมการค้าข้ามพรมแดนระดับโลก โดยอาศัยความเปิดกว้างและการบูรณาการเพื่อเชื่อมโยงกลยุทธ์การหมุนเวียนทางเศรษฐกิจสองทางทั้งในและต่างประเทศ พร้อมสำรวจเส้นทางใหม่ เพื่อนำความทันสมัยแบบฉบับจีนเชื่อมโยงตลาดโลก

Converging Trade in Nansha, Connecting the Globe: The Heart of the GBA Shapes a New Landscape for the Global Cross-Border Trade Ecosystem


The Global Cross-Border Trade Industrial Cluster

Recently, the Global Cross-Border Trade Industrial Cluster Ecosystem Conference, themed "Converging Trade in Nansha, Connecting the Globe," was held at the Guangzhou Nansha International Convention & Exhibition Center. Industry giants including Google, Midea, Guangzhou Port, and HSBC attended the event, drawing over 1,000 professionals. The conference officially launched the construction of the Global Cross-Border Trade Industrial Cluster and simultaneously unveiled the ecosystem service platform and the Guangdong Token Exchange and Service Center. Multiple strategic cooperation projects were signed, marking Nansha's official transition from a cargo distribution center to a full-supply-chain ecosystem hub for cross-border trade. Leveraging the "Five-Port Synergy" (integrating the Seaport, Airport, Finance Port, Talent Port, and Data Port), Nansha has consolidated eight core services: customs, taxation, foreign exchange, financing, warehousing, certification, commerce, and logistics. This establishes a closed-loop trade system to "buy globally, sell globally, and connect globally," creating a benchmark of openness for the dual circulation in the Greater Bay Area (GBA).


Unlocking Financial Bottlenecks: Resolving Pain Points in Cross-Border Exchange and Financing

Empowered by the state-level "30 Financial Measures for Nansha," the district has built a robust cross-border financial support system: eight multinational companies have established cross-border cash pools for domestic and foreign currencies, and over 10,000 enterprises have opened Free Trade (FT) accounts. Furthermore, utilizing the mBridge (Multiple Central Bank Digital Currency Bridge), cross-border funds can now arrive in seconds. HSBC has established its global training center in Nansha, leveraging FT accounts, cross-border RMB settlements, and an express lane for Overseas Direct Investment (ODI) filings to serve enterprises' global expansion strategies.

Using blockchain technology as a trust base, the CS Intelligence international trade platform has integrated customs, foreign exchange, and tax data to enable multi-party data sharing and traceability. It has served over 5,000 foreign trade enterprises and more than 30 banks, with online settlements exceeding RMB 170 billion, boosting collaboration efficiency by 60%. At the conference, enterprises signed agreements to integrate cross-border payment links. Meanwhile, the Nansha Commerce Bureau partnered with Sinosure (China Export & Credit Insurance Corporation) to implement export credit insurance, hedging against overseas collection risks and building a solid financial security barrier for companies expanding abroad.

Full-Lifecycle Compliance Safeguards: Assisting Brands in Deepening Global Market Presence

Compliance is the bottom line for the survival of enterprises expanding overseas. The "Going Global" Comprehensive Service Center for Chinese Enterprises -- co-built at the national, provincial, and municipal levels -- has settled in Nansha, providing a full-lifecycle service system covering pre-investment, mid-investment, and post-investment stages. Offline, 10 specialized windows offer one-stop services for foreign-related investment, taxation, and legal affairs; online, a mini-program provides country-specific consulting and service reservations. To date, it has served over 2,700 enterprises and hosted around 100 specialized events on outbound investment.

Nansha is also stepping up the cultivation of AEO (Authorized Economic Operator) enterprises, offering a RMB 200,000 reward to newly certified companies. As of June 2026, the district is home to 91 AEO enterprises, ranking first in Guangzhou. Comprehensive compliance services continue to empower local enterprises going global: Tozed Kangwei's products now reach over 80 countries; Pony.ai has achieved a dual listing on NASDAQ and the Hong Kong Stock Exchange; and Greater Bay Technology's fast-charging technology has obtained international certification, accelerating its overseas market expansion. The conference also established a global service network by partnering with business associations across Hong Kong SAR, Macao SAR, Eastern Europe, and various domestic sectors. GAC International launched a full-supply-chain upgrade project for automobile exports, while the Google's Cross-Border E-Commerce Acceleration Center will be established in Guangzhou with deep ties to Nansha, building an incubation platform for global-facing brands.

Empowered by a Digital-Intelligent Foundation: Pioneering the AI Token Economy

Within Nansha's "Five-Port Synergy" system, the Data Port acts as the digital hub, breaking down data silos among the Seaport, Airport, Finance Port, and Talent Port. Local cross-border enterprises are utilizing digital employees (AI workers) to bridge data gaps across multiple processes, achieving significant cost reductions and efficiency gains. Nansha has built South China's only IPv6 root server, secured 10,000-PFLOPS-level computing power reserves, and established Guangzhou's first comprehensive service center for outbound data transfer. Following the Guangdong Free Trade Zone's implementation of negative lists for cross-border data transfer in two major sectors, Nansha has rolled out supporting implementation guidelines and landed its first business case. Simultaneously, it has opened pilot programs for the processing of imported data and gaming services, clearing the channels for cross-border digital flows.

To address industry challenges such as the high costs and compliance difficulties associated with the overseas expansion of AI tokens, the newly unveiled Guangdong Token Exchange and Service Center has built five core services around AI procurement demands, launching exclusive overseas expansion service packages for enterprises of all sizes. Experts from the China Academy of Information and Communications Technology (CAICT) noted that Nansha, combining the advantages of cross-border data policies and massive foreign trade application scenarios, possesses a complete ecosystem to develop the AI Token Economy and is poised to forge a unique path for digital trade development.

From accelerating port logistics and innovating cross-border finance to ensuring full-chain compliance and providing underlying digital and intelligent support, Nansha's cross-border trade ecosystem has successfully upgraded from a physical hub to an institutional and rules-based hub. As the opening year of the 15th Five-Year Plan period begins, Nansha, leveraging its core location in the Greater Bay Area, continues to refine its global cross-border trade industrial ecosystem. Through openness and integration, it connects the domestic and international dual circulation, exploring a brand-new path for Chinese modernization to interface with the global market.

Sun PhuQuoc Airways เปิดบินตรงกรุงเทพฯ–ฟูก๊วก สายการบินฟูลเซอร์วิสสัญชาติเวียดนามรายแรกในเส้นทางนี้

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 Sun PhuQuoc Airways (SPA) เปิดให้บริการเที่ยวบินตรงระหว่างกรุงเทพฯและฟูก๊วกอย่างเป็นทางการ นับเป็นสายการบินฟูลเซอร์วิสสัญชาติเวียดนามรายแรกที่ให้บริการในเส้นทางนี้ และเป็นเส้นทางระหว่างประเทศลำดับที่ 6 ของสายการบิน ช่วยเสริมการเชื่อมต่อระหว่างฟูก๊วกกับศูนย์กลางการท่องเที่ยวและการบินที่สำคัญของภูมิภาค

เที่ยวบิน 9G702 ออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เวลา 13.10 น. และเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติฟูก๊วก เวลา 14.30 น. ส่วนเที่ยวบินขากลับ 9G701 ออกจากฟูก๊วก เวลา 10.35 น. และเดินทางถึงกรุงเทพฯ เวลา 11.55 น. เส้นทางนี้ให้บริการวันละ 1 เที่ยวบินไป-กลับ ใช้เวลาบินตรงเพียง 1 ชั่วโมง 20 นาที เชื่อมสองจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวชั้นนำของภูมิภาคเข้าด้วยกัน

การเปิดเส้นทางของ SPA ไม่เพียงเพิ่มทางเลือกในการเดินทางให้แก่ผู้โดยสาร แต่ยังนำเสนอมาตรฐานใหม่ด้านบริการและประสบการณ์การบิน Sun PhuQuoc Airways นำแนวคิด “Resort in the Sky” มาใช้ทั่วทั้งเครือข่าย พร้อมเดินหน้ายกระดับบริการสู่มาตรฐานระดับ 5 ดาวสากล เพื่อให้ทุกการเดินทางเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การพักผ่อน

ประสบการณ์การเดินทางเริ่มตั้งแต่ห้องรับรอง Sun Executive Lounge และห้องโดยสารรุ่นใหม่ที่มาพร้อมกลิ่นหอม La Festa อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษสำหรับโรงแรมระดับ 5 ดาว La Festa Phu Quoc, Curio Collection by Hilton ไปจนถึงระบบความบันเทิงไร้สายบนเที่ยวบิน บริการสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่อง อาหารตามประเภทบัตรโดยสาร และการบริการบนเที่ยวบินที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางที่ผ่อนคลายและราบรื่นแก่ผู้โดยสาร

เพื่อฉลองการเปิดเส้นทางใหม่ SPA มอบค่าโดยสารเที่ยวเดียวราคาพิเศษ รวมภาษีและค่าธรรมเนียมแล้ว เริ่มต้น 2,250 บาท* สำหรับเส้นทางกรุงเทพฯ–ฟูก๊วก ระหว่างวันที่ 1–31 สิงหาคม 2569 นอกจากนี้ ผู้โดยสารที่เดินทางไปฟูก๊วกยังได้รับบัตรโดยสารกระเช้าลอยฟ้า Sun World Hon Thom ฟรี* สิทธิ์ใช้ช่องทางพิเศษด้วย WOW Pass และส่วนลดสูงสุด 30%* สำหรับบริการที่พัก ร้านอาหาร สปา และความบันเทิงภายในเครือ Sun Group

Sun Signature โปรแกรมสมาชิกของ Sun Group ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าให้กับทุกการเดินทาง สมาชิกสามารถสะสมคะแนนจากทุกเที่ยวบิน เพื่อนำไปแลกรับบัตรโดยสารรางวัล บริการสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่อง การเลือกที่นั่ง และสิทธิประโยชน์อีกมากมายภายในเครือ Sun Group ขณะที่สมาชิก 2 ระดับสูงสุดยังได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการชำระเงินทั่วโลกผ่านบัตร Visa Co-branded ที่ออกโดยธนาคาร NCB

กรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในศูนย์กลางการบินสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เส้นทางใหม่นี้จึงมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมฟูก๊วกกับนักท่องเที่ยวต่างชาติจากหลากหลายตลาดมากขึ้น จากข้อมูลของท่าอากาศยานนานาชาติฟูก๊วก เส้นทางบินระหว่างกรุงเทพฯ และฟูก๊วกมีผู้โดยสารรวมเกือบ 159,000 คนในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้น 57% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงความต้องการเดินทางระหว่างสองจุดหมายปลายทางที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ตัวแทนจาก Sun PhuQuoc Airways กล่าวว่า “ผู้โดยสารในเส้นทางกรุงเทพฯ เป็นกลุ่มที่เดินทางระหว่างประเทศค่อนข้างบ่อย และมีความคาดหวังสูงทั้งด้านความตรงต่อเวลาและคุณภาพการบริการ ด้วยบริการแบบฟูลเซอร์วิส เรามุ่งนำเสนอทางเลือกใหม่ให้แก่ผู้โดยสาร พร้อมสนับสนุนการเดินทางทั้งสองทิศทางระหว่างเวียดนามและไทย ผ่านหนึ่งในศูนย์กลางการบินที่คึกคักที่สุดของภูมิภาค”

ภายในเวลาเพียงกว่า 4 เดือนนับจากการเปิดเส้นทางระหว่างประเทศเส้นทางแรก Sun PhuQuoc Airways ได้ขยายเครือข่ายครอบคลุมไทเป โซล ฮ่องกง เฉิงตู สิงคโปร์ และกรุงเทพฯ โดยในระยะต่อไป สายการบินมีแผนขยายเครือข่ายไปยังกัวลาลัมเปอร์ อินเดีย ญี่ปุ่น รัสเซีย และคาซัคสถาน

เบื้องหลังแผนการขยายเครือข่ายดังกล่าวคือการลงทุนเพิ่มขนาดฝูงบิน โดยสายการบินตั้งเป้ามีอากาศยานรวม 32 ลำภายในปี 2569 และเตรียมนำเครื่องบินลำตัวกว้าง Airbus A330 เข้าประจำการตั้งแต่เดือนกันยายน ขีดความสามารถที่เพิ่มขึ้นจะเป็นรากฐานสำคัญให้ Sun PhuQuoc Airways เดินหน้ายกระดับคุณภาพบริการสู่มาตรฐานระดับ 5 ดาวสากล พร้อมขยายการเชื่อมต่อระหว่างฟูก๊วกกับตลาดต่างประเทศให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

*ข้อกำหนดและเงื่อนไขเป็นไปตามที่สายการบินกำหนด

Sun PhuQuoc Airways Launches Vietnam’s First Full-Service Airline Connecting Bangkok and Phu Quoc

On 8 August 2026, Sun PhuQuoc Airways (SPA) officially launched its direct service between Bangkok and Phu Quoc, becoming the first Vietnamese full-service airline to operate the route. As the airline’s sixth international route, the new service further strengthens connectivity between Phu Quoc and the region’s key tourism and aviation hubs.

Flight 9G702 departs Suvarnabhumi International Airport in Bangkok at 1:10 PM and arrives at Phu Quoc International Airport at 2:30 PM. The return flight, 9G701, departs Phu Quoc at 10:35 AM and lands in Bangkok at 11:55 AM. The route operates one daily round-trip service, reducing travel time between two of the region’s leading tourism destinations to just one hour and 20 minutes by direct flight.

SPA’s entry into the market not only provides passengers with an additional travel option but also introduces a new standard of service and passenger experience on the route. Across its network, Sun PhuQuoc Airways is developing its “Resort in the Sky” model, progressively enhancing its services in line with international five-star standards so that every journey becomes part of the holiday experience.

From the Sun Executive Lounge and next-generation passenger cabins featuring La Festa’s signature fragrance—exclusively created for the five-star La Festa Phu Quoc, Curio Collection by Hilton—to wireless in-flight entertainment, checked baggage, meals tailored to each fare class and refined onboard service, every touchpoint has been carefully designed to provide passengers with a relaxing and seamless travel experience.

To celebrate the launch, SPA is offering promotional one-way fares all-inclusive from THB 2,250 on the Bangkok–Phu Quoc route from 1 to 31 August 2026. Passengers travelling to Phu Quoc will also receive complimentary tickets for the Sun World Hon Thom Cable Car, priority access with WOW Pass and discounts of up to 30% on accommodation, dining, spa and entertainment services across the Sun Group ecosystem.

The value of each journey is further enhanced through Sun Signature, Sun Group’s loyalty program. Members can earn points from every flight and redeem them for reward tickets, checked baggage, seat selection and a wide range of privileges across the Sun Group ecosystem. Members of the program’s two highest tiers can also access global payment benefits through co-branded Visa cards issued by NCB.

As one of Southeast Asia’s largest aviation gateways, Bangkok is expected to create new opportunities for Phu Quoc to attract a more diverse range of international visitors. According to data from Phu Quoc International Airport, air services connecting Bangkok and Phu Quoc recorded nearly 159,000 passenger movements during the first seven months of 2026, representing a 57% increase compared with the same period last year. The figures reflect the continued growth in travel demand between the two destinations

A representative of Sun PhuQuoc Airways said: “Passengers travelling on the Bangkok route tend to fly internationally more frequently and have high expectations for punctuality and service quality. Through our full-service model, we aim to offer passengers a new travel option while contributing to the growth of two-way passenger traffic between Vietnam and Thailand through one of the region’s most dynamic aviation hubs.” 

Just over four months after launching its first international route, Sun PhuQuoc Airways has expanded its presence to Taipei, Seoul, Hong Kong, Chengdu, Singapore and Bangkok. Looking ahead, the airline plans to further expand its network to Kuala Lumpur, India, Japan, Russia and Kazakhstan.

Supporting this expansion is the airline’s fleet investment roadmap, which aims to increase its fleet to 32 aircraft in 2026 and introduce wide-body Airbus A330 aircraft into service from September. The additional operating capacity will provide a strong foundation for Sun PhuQuoc Airways to continue enhancing its service quality in line with international five-star standards, while further expanding Phu Quoc’s connectivity with international markets.