Friday, February 6, 2026

"Black Soil Premium" Lands at Three Major International Airports


 Department of Agriculture and Rural Affairs of Heilongjiang Province

Riding the wave of the Spring Festival travel rush, the "Black Soil Premium" brand, a provincial-level high-quality agricultural brand developed by the Department of Agriculture and Rural Affairs of Heilongjiang Province, has recently made a high-profile appearance at three major international airports in Shanghai, Guangzhou and Shenzhen, greeting travelers from home and abroad.

In the run-up to the Spring Festival, the brand was prominently displayed at key locations across the three airports. According to the Department of Agriculture and Rural Affairs of Heilongjiang Province, airport digital screens in these major aviation hubs will carry the "Black Soil Premium" brand over the next six months and beyond.

Through multi-location, high-frequency and three-dimensional communication, the campaign aims to continuously enhance the brand's visibility and influence.

Heilongjiang province has ranked first nationwide in grain output for 16 consecutive years, with one out of every nine bowls of rice consumed in China coming from the province. Produced on the cold-region black soil, "Black Soil Premium" features carefully selected green and organic agricultural products. The brand is committed to delivering agricultural products that are "the finest, the greenest, the most flavorful and the safest" to consumers across the country.

Leveraging the massive daily passenger flow and the concentration of high-end business travelers at the three international airports, "Black Soil Premium" has achieved cross-regional, high-density exposure. This has further enhanced nationwide awareness and brand reputation of Heilongjiang's high-quality agricultural products, playing a positive role in advancing agricultural brand development and promoting the alignment between production and sales.

Source: Department of Agriculture and Rural Affairs of Heilongjiang Province

มณฑลเฮยหลงเจียงโปรโมตแบรนด์สินค้าเกษตรคุณภาพสูง "Black Soil Premium" ณ สนามบินนานาชาติหลัก 3 แห่งของจีน



 สำนักเกษตรและกิจการชนบทมณฑลเฮยหลงเจียง

เนื่องในเทศกาลตรุษจีนที่มีการเดินทางอย่างคึกคัก แบรนด์สินค้าเกษตรคุณภาพสูง "Black Soil Premium" ที่พัฒนาโดยสำนักเกษตรและกิจการชนบทมณฑลเฮยหลงเจียง ได้จัดแคมเปญประชาสัมพันธ์อย่างโดดเด่น ณ ท่าอากาศยานนานาชาติหลักสามแห่ง ได้แก่ เซี่ยงไฮ้ กว่างโจว และเซินเจิ้น ดึงดูดความสนใจของนักเดินทางทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ก่อนการมาถึงของเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นเทศกาลสำคัญที่สุดของจีน แบรนด์ "Black Soil Premium" ได้ปรากฏอย่างโดดเด่นตามจุดสำคัญต่าง ๆ ทั่วสนามบินทั้งสามแห่ง โดยสำนักเกษตรและกิจการชนบทมณฑลเฮยหลงเจียงเปิดเผยว่า จอดิจิทัลในศูนย์กลางการบินหลักเหล่านี้จะเผยแพร่และประชาสัมพันธ์แบรนด์ "Black Soil Premium" ตลอดช่วง 6 เดือนข้างหน้า และต่อเนื่องในระยะยาว

แคมเปญโฆษณานี้ใช้กลยุทธ์การสื่อสารแบบหลายพื้นที่ ความถี่สูง และครอบคลุมหลายมิติ โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างการรับรู้ การมองเห็น และอิทธิพลของแบรนด์อย่างต่อเนื่อง

มณฑลเฮยหลงเจียงครองตำแหน่งผู้ผลิตธัญพืชอันดับหนึ่งของประเทศจีนต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 โดยข้าวที่บริโภคในประเทศจีนทุก 9 ถ้วย จะมี 1 ถ้วยมาจากมณฑลเฮยหลงเจียง ขณะที่สินค้าเกษตรแบรนด์ "Black Soil Premium" เป็นผลผลิตที่ปลูกบนผืนดินดำในเขตภูมิอากาศหนาวเย็น ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน เน้นการผลิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและออร์แกนิก เพี่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่ "คุณภาพดีที่สุด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สุด รสชาติดีที่สุด และปลอดภัยที่สุด" ให้แก่ผู้บริโภคทั่วประเทศ

ท่าอากาศยานนานาชาติทั้งสามแห่งรองรับผู้โดยสารจำนวนมหาศาลในแต่ละวัน และเป็นศูนย์รวมของนักธุรกิจระดับมืออาชีพจำนวนมาก ส่งผลให้แบรนด์ "Black Soil Premium" ได้รับการเผยแพร่สู่สายตาผู้คนมากมายจากหลากหลายภูมิภาค ช่วยยกระดับการรับรู้และเสริมสร้างชื่อเสียงของสินค้าเกษตรคุณภาพสูงจากมณฑลเฮยหลงเจียงในระดับประเทศ อีกทั้งยังมีบทบาทเชิงบวกต่อการพัฒนาแบรนด์สินค้าเกษตร และช่วยส่งเสริมให้การผลิตสินค้าสอดคล้องกับความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง


ที่มา: สำนักเกษตรและกิจการชนบทมณฑลเฮยหลงเจียง

Thursday, February 5, 2026

EGCO Group รับสมัครเยาวชนหัวใจกรีน ร่วมถอดรหัสป่าต้นน้ำอินทนนท์ กับ “ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า” รุ่นที่ 62

บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือEGCO Group และมูลนิธิไทยรักษ์ป่า องค์กรสาธารณกุศลซึ่งก่อตั้งและสนับสนุนการดำเนินงานโดย EGCO Group ร่วมกับอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ชวนเยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าจากทั่วประเทศ มาร่วมภารกิจไขรหัสลับของธรรมชาติ ผ่านการสัมผัสป่าต้นน้ำด้วยตนเอง กับ “ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า รุ่นที่ 62” ภายใต้แนวคิด “Nature Decoded: ถอดรหัสป่าต้นน้ำอินทนนท์” ระหว่างวันที่ 21 – 27 มีนาคม 2569 ณ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อปลูกจิตสำนึกรักษ์ธรรมชาติและส่งเสริมการดำเนินชีวิตที่อยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เยาวชนหัวใจกรีนที่สนใจ สามารถส่งผลงานเป็น “เรียงความ” หรือ “คลิปวิดีโอสั้น” เพื่อสมัครร่วมค่ายเยาวชนฯ ได้ตั้งแต่วันนี้ – 23 กุมภาพันธ์ 2569


นายธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO Group เปิดเผยว่า “EGCO Group มุ่งปลูกจิตสำนึก การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในใจเยาวชน ซึ่งเป็นวัยต้นทางแห่งการเรียนรู้และเป็นอนาคตของชาติ ตามความเชื่อขององค์กรที่ว่า “ต้นทางดี จะก่อกำเนิดผลลัพธ์ปลายทางที่ดี” ผ่านการจัดโครงการค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่าต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2540 รวมระยะเวลากว่า 28 ปี สร้างเครือข่ายเยาวชนรักษ์ป่าไปแล้ว 61 รุ่น จำนวนกว่า 3,600 คน สำหรับปี 2569 บริษัทได้จัดค่ายเยาวชนฯ เป็นรุ่นที่ 62 เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้และสัมผัสกับธรรมชาติด้วยตนเอง ณ ดอยอินทนนท์ ป่าต้นน้ำที่สูงที่สุดของประเทศ ซึ่งยังคงความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพทั้งด้านพืชพรรณ สัตว์ป่า และระบบนิเวศเฉพาะถิ่น ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เยาวชนเข้าใจถึงคุณค่าของป่าต้นน้ำที่เชื่อมโยงกับการดำรงชีวิตประจำวัน จนเกิดจิตสำนึกรักษ์ธรรมชาติและมีพฤติกรรมที่เป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต”

“ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า รุ่นที่ 62” จะนำเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกจากทุกภูมิภาค จำนวน 70 คน เดินทางด้วยรถไฟจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ กรุงเทพฯ ไปใช้ชีวิตแบบชาวค่ายที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเวลา 7 วัน 6 คืน เยาวชนจะได้ร่วมทำกิจกรรมการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบผ่านประสบการณ์ตรงในห้องเรียนธรรมชาติ ทั้งการเดินในเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปานที่มีความหลากหลายด้านภูมิประเทศ ธรณีวิทยา และพืชพรรณ พร้อมสำรวจระบบนิเวศป่าพรุน้ำจืดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในเส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกาและเส้นทางศึกษาธรรมชาติยอดดอย เรียนรู้ระบบนิเวศในป่า 6 คนโอบ รวมถึงได้สร้างมิตรภาพกับเพื่อนใหม่ทั่วประเทศ โดย EGCO Group จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายตลอดการจัดกิจกรรม (ยกเว้นค่าเดินทางไป-กลับของเยาวชนระหว่างที่พักและสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์)

เยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าที่สนใจ สามารถสมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ภายในเวลา 12.00 น. ผ่าน 2 วิธีการ ได้แก่ การส่ง “เรียงความเขียนด้วยลายมือ” 1 หน้ากระดาษ A4 หรือการบันทึก “คลิปวิดีโอสั้น” ไม่เกิน 2 นาที (เลือกวิธีการใดวิธีการหนึ่ง) ในหัวข้อ “ธรรมชาติ และตัวฉัน สัมพันธ์กันอย่างไร” โดยกรอกใบสมัครได้ที่ https://forms.gle/U3EmCuCSwPe1viGw5 หรือสแกน QR Code ด้านล่าง

ทั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่าเพิ่มเติมทางเฟซบุ๊ก “มูลนิธิไทยรักษ์ป่า” https://www.facebook.com/thairakpaofficial โดย EGCO Group จะประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกทั้ง 70 คน ในวันที่ 9 มีนาคม 2569 ทางเฟซบุ๊ก “มูลนิธิไทยรักษ์ป่า” 

เจาะลึกนวดแผนไทย – ศาสตร์ด้านการแพทย์แผนไทยที่ยังคงอยู่ในทุกยุคสมัย

การนวดแผนไทย หรือที่รู้จักกันอีกชื่อคือการนวดแผนโบราณ เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นและเป็นส่วนหนึ่งของศาสตร์การแพทย์แผนไทยที่สืบทอดต่อกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นวิธีการอย่างหนึ่งเพื่อดูแล รักษา รวมถึงบรรเทาอาการต่าง ๆ ให้ดียิ่งขึ้น

ประวัติและที่มาของนวดแผนไทย

 ศาสตราจารย์ ดร.สถิรกร พงศ์พานิช จากวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  สันนิษฐานว่า จุดเริ่มต้นมาจากวิชาแพทย์ของท่านชีวโกมารภัจจ์ แพทย์หลวงของพระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งคาดว่าได้รับการถ่ายทอดวิชานี้จากประเทศอินเดียพร้อมกับการเผยแพร่พุทธศาสนาและประเพณีวัฒนธรรมเข้ามาสู่ประเทศไทย และยังคงสืบทอดต่อ ๆ กันมาในหลายร้อยปี ซึ่งก็มีการปรับเปลี่ยนวิธีการนวดต่าง ๆ จนกลายมาเป็น “นวดแผนไทย” ที่มีการเรียนการสอนและปฏิบัติกันอยู่ในทุกวันนี้

การนวดแผนโบราณ เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นและเป็นส่วนหนึ่งของศาสตร์การแพทย์แผนไทยที่สืบทอดต่อกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

โดยพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดและมีการพูดถึงการนวดแผนไทย คือ ศิลาจารึกในสมัยสุโขทัยของพ่อขุนรามคำแหง ขุดพบเจอที่โบราณสถานวัดป่ามะม่วง และในสมัยกรุงศรีอยุธยาก็มีหลักฐานจากจดหมายเหตุของราชทูตลาลูแบร์ ประเทศฝรั่งเศส ที่ได้บันทึกเรื่องหมอนวดไทยในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชว่า ในกรุงสยามนั้นถ้าใครป่วยไข้ลงก็เริ่มให้ยืดเส้นยืดสาย โดยให้ผู้มีความรู้ความชำนาญทางด้านนี้ขึ้นไปใช้เท้าเหยียบ และกล่าวกันว่าหญิงมีครรภ์มักใช้ให้เด็กเหยียบเพื่อให้คลอดบุตรง่ายไม่พักเจ็บปวดมาก (ตามความเชื่อสมัยนั้น)”

ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ มีหลักฐานจากกฎหมายตราสามดวงใน “นาพลเรือน” มีการกล่าวถึงการแบ่งส่วนราชการด้านการแพทย์ให้กรมหมอนวด และเมื่อเกิดเหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยาให้พม่าถึงสองครั้ง ทำให้ตำรานวดบางส่วนถูกทำลายและเสียหายไป แต่ก็ยังมีหมอกลางบ้านและหมอพระที่อยู่ตามหัวเมืองเป็นจำนวนมาก จึงสามารถมาร่วมระดมความรู้กลับคืนมา

ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ทรงโปรดเกล้าให้ปฏิสังขรณ์วัดโพธิ์ อีกทั้งมีการรวบรวมตำรานวดขึ้นอีกครั้ง และมีการปั้นรูปปั้นฤๅษีดัดตน รวมถึงจารึกตำราไว้ตามศาลารายรอบอุโบสถ ต่อมาสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ได้มีการจัดตั้งวิทยาลัยแพทย์ไทยแห่งแรก คือ วิทยาลัยแพทย์แผนโบราณวัดโพธิ์ และโปรดให้มีการนำมาจารึกลงบนศิลาและประดับไว้ให้ประชาชนได้อ่าน ได้ศึกษาที่วัดโพธิ์จนถึงปัจจุบัน

ศ.ดร.สถิรกรกล่าวว่า “ปัจจุบันเรื่อง Thai Wellness คือ อแนวความคิดที่นำเอาแพทย์แผนไทยมาใช้บำบัดดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ผสมผสานทั้งแพทย์แผนไทย นวดไทย รวมถึงการใช้สมุนไพรไทยมาใช้ ได้ผลจริงตามหลักวิทยาศาสตร์ นี้ยังช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและป้องกันโรค การรักษาองค์รวมอย่างไทยช่วยทำให้คนมีสุขภาพที่ดีขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรัง ส่งผลให้มีอายุยืนยาว การนวดไทยทำให้เราผ่อนคลาย พอเราผ่อนคลายก็สามารถลดความเครียด ความเครียดทำให้คนอายุสั้น ยิ่งนวดเยอะจะทำให้เราผ่อนคลาย มีอายุยืนยาวนาน Thai Wellness ไม่เพียงส่งเสริมสุขภาวะ แต่ยังเป็นโอกาสกระตุ้นเศรษฐกิจชาติด้วย Soft Power ดังที่เราเห็นชาวต่างชาติจำนวนมากสนใจรับบริการนวดไทย เข้ารับการฝึกอบรมการนวดไทยและในต่างประเทศ”

ประเภทของการนวดแผนไทย

การนวดแผนไทย คือ ศาสตร์การแพทย์แผนไทยอย่างหนึ่งที่ช่วยในการบำบัดและรักษาโรคต่างๆ ซึ่งในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ก็มีการแบ่งประเภทการนวดแผนไทยไว้ออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

การนวดแผนไทยแบ่งเป็น การนวดแบบราชสำนัก และการนวดแบบเชลยศักดิ์
  1. การนวดแบบราชสำนัก
    เป็นการนวดให้กับเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ หรือผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ที่อยู่ในวังอย่างพระมหากษัตริย์ เป็นต้น การนวดประเภทนี้จึงออกแบบให้มีความสุภาพ โดยจะใช้เพียงนิ้วมือและมือเท่านั้นในการนวดสัมผัสกับผู้นวด ซึ่งวิธีการนวดจะถูกถ่ายทอดจากช่างนวดหลวง หรือหมอหลวงไปยังผู้มารับหน้าที่คนต่อ ๆ ไปที่ได้ทำงานอยู่ในรั้วในวังเป็นหมอหลวง
  2. การนวดแบบเชลยศักดิ์
    เป็นการนวดแบบทั่วไป หรือนวดแบบชาวบ้าน ซึ่งการนวดประเภทนี้สามารถใช้มือ เท้า ศอก เข่า ได้หมด โดยการเรียนนวดจะได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษส่งต่อ ๆ กันมา และใคร ๆ ก็สามารถเรียนได้ ซึ่งในปัจจุบันมีการเรียนการสอนอยู่ที่วัดโพธิ์ วัดสามพระยา และวัดปรินายก เป็นต้น

ความแตกต่างของการนวดแบบราชสำนัก และการนวดแบบเชลยศักดิ์ สามารถสรุปสั้นๆ ได้ดังนี้

  • การนวดแบบราชสำนัก จะมีความพิถีพิถัน เน้นการรักษาเฉพาะโรคที่ซับซ้อนกว่า และต้องมีความรู้ความเข้าใจในศาสตร์การนวดอย่างลึกซึ้ง
  • การนวดแบบเชลยศักดิ์ เป็นการนวดที่แพร่หลายในหมู่ประชาชนทั่วไป เน้นการนวดเพื่อผ่อนคลาย หรือรักษาอาการเมื่อยล้าตามร่างกาย เช่น การตึงตามข้อ หรืออาการปวดเมื่อย

เปรียบเทียบ นวดแผนไทย นวดอโรม่า และนวดสวีดิช ต่างกันอย่างไร

FAQ : การนวดแต่ละแบบคืออะไร

  • การนวดแผนไทย : หรือ “นวดแผนโบราณ” เป็นการใช้ศาสตร์บำบัดและรักษาโรคแขนงหนึ่งของการแพทย์แผนไทย สามารถรักษาอาการต่าง ๆ
  • การนวดอโรม่า : เป็นศาสตร์การนวดที่มุ่งเน้นการใช้น้ำมันหอมระเหยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการนวด เพื่อสร้างความผ่อนคลายให้กับร่างกาย เป็นที่นิยมมากในหมู่สาว ๆ เพราะน้ำมันที่ใช้นวดจะช่วยให้ความชุ่มชื่น และผิวพรรณดีขึ้น
  • การนวดสวีดิช : เป็นศาสตร์การนวดของฝั่งตะวันตก ถือว่าเป็นการนวดสปาที่ได้รับความนิยมทั่วโลก โดยเป็นการนวดเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อชั้นบน และลดอาการเจ็บปวดของกล้ามเนื้อ

FAQ : เทคนิคการนวด

  • การนวดแผนไทย : ใช้ทั้งมือ แขน ศอก เข่า และเท้าในการนวด เน้นการกด การคลึง การบีบ การดัด การดึง และการประคบ
  • การนวดอโรม่า : ใช้ฝ่ามือในการนวด ไม่เน้นการลงน้ำหนัก แต่เน้นให้รู้สึกสบายตัว ผ่อนคลาย ลดความอ่อนเพลียและการตึงของกล้ามเนื้อ
  • การนวดสวีดิช : ใช้นิ้วมือในการนวดและรีดเส้น เน้นการลูบ การบีบ การเคาะ การกด และการเขย่า

FAQ : เหมาะกับใคร

  • การนวดแผนไทย : ผู้ที่มีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามร่างกายต่าง ๆ หรือผู้ที่มีอาการออฟฟิศซินโดรม
  • การนวดอโรม่า : ผู้ที่รู้สึกว่ากล้ามเนื้ออ่อนล้า และผู้ที่อยากผ่อนคลายความเครียด รวมไปถึงสาว ๆ ที่อยากบำรุงผิวพรรณให้ดูชุ่มชื่น อิ่มน้ำ ผิวสวย
  • การนวดสวีดิช : ผู้ที่ไม่ชอบการนวดแบบหนักหน่วง และผู้ที่ทำงานด้วยท่าเดิม ๆ ซ้ำ ๆ เช่น ยืน นั่ง หรืองานที่จำเป็นต้องเดินทั้งวัน โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการออฟฟิศซินโดรม

ประโยชน์และข้อดีของการนวดแผนไทย

  1. ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น กระตุ้นระบบน้ำเหลืองให้ไหลเวียนได้ดี อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างการทำงานของอวัยวะและสร้างภูมิคุ้มกันได้อีกด้วย
  2. ช่วยผ่อนคลายและลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณที่ใช้งานหนัก เช่น ข้อต่อ เส้นเอ็น รวมถึงลดอาการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อด้วย
  3. ช่วยบรรเทาความเครียด ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย จิตใจสงบ นอนหลับสบาย และลดอาการปวดหัวได้
  4. ช่วยลดอาการเส้นเลือดขอด ริดสีดวงทวาร อาการบวมตามตัวและอาการปวดหลัง หรือปวดเอวได้
  5. ช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า พร้อมทำกิจกรรมต่าง ๆ

ข้อควรระวังและข้อห้ามในการนวดแผนไทย

  1. ผู้ที่เพิ่งรับประทานอาหารหรือยังรู้สึกอิ่มอยู่
  2. เด็ก ผู้สูงอายุ และหญิงตั้งครรภ์ ควรปรึกษาและได้รับการยืนยันจากแพทย์ก่อนนวดเสมอ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบที่อาจตามมา
  3. ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เป็นต้น
  4. ผู้ที่มีบาดแผลเปิด แผลเรื้อรัง แผลไหม้ หรือแผลที่ยังไม่หายดี
  5. ผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนขั้นรุนแรง มีภาวะข้อต่อหลวม มีการแตกหักของกระดูก หรือเพิ่งได้รับการผ่าตัดกระดูกมาไม่นาน
  6. ผู้ป่วยโรคมะเร็งหรือผู้ที่มีเนื้องอกในร่างกาย โดยหลีกเลี่ยงการนวดกดจุด และต้องได้รับการยืนยันจากแพทย์ก่อนนวดเสมอ เพื่อไม่ให้มีผลกระทบที่ตามมา

สรุปเนื้อหา

การนวดแผนไทยนั้นถือเป็นภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยที่สืบทอดต่อกันมาหลายร้อยปี เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยในการบำบัด ฟื้นฟู และรักษาโรคต่าง ๆ ให้ดียิ่งขึ้น และนอกจากที่ช่วยในเรื่องของสุขภาพแล้ว ก็ยังช่วยด้านจิตใจ ให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย ลดความตึงเครียด และสดชื่นอีกด้วย ซึ่งก่อนที่จะนวดแผนไทยก็ควรศึกษาและตรวจสภาพร่างกายตัวเองก่อนนวดว่าเรานวดได้หรือไม่ เพื่อเลี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

อ่านบทความฉบับสมบูรณ์ที่ https://www.chula.ac.th/highlight/271753/

Thai Massage Revealed: Ancient Medical Science That Stands the Test of Time

 

Thai massage, a cornerstone of traditional Thai medicine, is increasingly being recognized as both a therapeutic practice and a form of preventive healthcare, with growing relevance to global wellness and longevity trends. Rooted in centuries-old local wisdom, Thai massage integrates physical therapy, holistic diagnosis, and cultural heritage, positioning it as both a medical discipline and a form of Thai soft power.

Historical records trace Thai massage back to ancient medical knowledge associated with Jīvaka Komarabhacca, the physician to India’s King Bimbisara, with techniques believed to have reached Thailand alongside Buddhism. Evidence of its practice appears in Sukhothai-era stone inscriptions and later accounts by French envoy Simon de la Loubère during the Ayutthaya period. Despite the loss of many manuscripts during wars, community healers and temple physicians played a crucial role in preserving and restoring this knowledge. Formal revitalization occurred during the Rattanakosin era, when kings commissioned the compilation and public display of massage texts and established Wat Pho as a center of traditional medical education.

Thai massage is traditionally divided into two main styles: the Royal Court style and the Commoner or Folk style. The Royal Court style, once reserved for nobility, emphasizes precision and restraint, using only hands and fingers. The Folk style, widely practiced today, allows the use of hands, elbows, knees, and feet, and focuses on relaxation and relief from common muscle and joint ailments. Both styles are now taught in formal institutions and temples.

Distinct from aromatherapy and Swedish massage, Thai massage combines acupressure, stretching, and assisted movement, often incorporating herbal compresses. Its reported benefits include improved circulation, reduced muscle stiffness, stress relief, better sleep quality, and enhanced overall vitality. Practitioners also emphasize its role in disease prevention, as many clients seek treatment before experiencing pain.

According to Prof. Dr. Sathirakorn Pongpanich of the College of Public Health Sciences, Chulalongkorn University, Thai wellness draws on a holistic understanding of the body rooted in nature-based diagnosis. Modern research has helped standardize herbal remedies and massage practices, allowing them to meet international medical and safety standards. In countries such as Canada, Thai massage is increasingly recognized as a legitimate therapeutic service, with insurance coverage available when provided by licensed practitioners.

Beyond health benefits, Thai massage is gaining attention as an economic and cultural asset, attracting international students, wellness tourists, and global recognition.

Continue reading a full article on the website: https://www.chula.ac.th/en/highlight/279514/

Wednesday, February 4, 2026

เซี่ยงไฮ้จัดแคมเปญ "Visit Shanghai: Super Spring Festival" เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวมุมมองใหม่ สัมผัสมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ต้อนรับเทศกาลตรุษจีน

สำนักวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้

เพื่อต้อนรับเทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึง นครเซี่ยงไฮ้ได้เปิดตัวแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทั่วเมืองอย่างเป็นทางการ ภายใต้ชื่อ "Visit Shanghai: Super Spring Festival" เพื่อเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง แคมเปญนี้จัดขึ้นต่อเนื่องจากการแข่งขันจัดทำคู่มือท่องเที่ยว "Discover Shanghai" ซึ่งจัดโดยสำนักวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นความสนใจของประชาชนต่อการท่องเที่ยวและมรดกทางวัฒนธรรมของเมือง ตลอดจนผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับวิถีชีวิตในเมือง ฟื้นฟูบรรยากาศเทศกาล และนำเสนอแนวทางใหม่ในการสำรวจรากเหง้าทางวัฒนธรรมของนครเซี่ยงไฮ้

สวนอวี้หยวน (Yuyuan Garden) หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของเซี่ยงไฮ้ในช่วงเทศกาลตรุษจีน ทำหน้าที่เป็นเวทีหลักของแคมเปญนี้ ด้วยการรวบรวมกิจกรรมเกี่ยวกับมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเกือบ 100 โครงการมาไว้ด้วยกัน พร้อมแบรนด์ท้องถิ่นเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงจำนวนมาก นักท่องเที่ยวสามารถเพลิดเพลินกับการแสดงหลากหลายรูปแบบ อาทิ การแสดงระบำโคมไฟ และการแสดงศิลปะการต่อสู้หย่งชุน พร้อมชมการสาธิตชงชาโดยผู้เชี่ยวชาญ และลิ้มลองชาสูตรดั้งเดิม นอกจากนี้ การผสมผสานวัฒนธรรมดั้งเดิมกับวัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่ยังช่วยสร้างประสบการณ์ที่น่าสนใจ ซึ่งสะท้อนถึงความเปิดกว้างและความมีชีวิตชีวาของนครเซี่ยงไฮ้ได้อย่างเด่นชัด

นอกเหนือจากสวนอวี้หยวนแล้ว นครเซี่ยงไฮ้ยังจัดกิจกรรมเกี่ยวกับมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเนื่องในเทศกาลตรุษจีนอีกมากมาย ภายใต้หัวข้อ "Savoring the Warmth of Everyday Life" ครอบคลุมทั่วเมือง ทั้งในย่านการค้า ย่านประวัติศาสตร์ และย่านชานเมือง

ในย่านการค้าบริเวณวัดจิงอัน (Jing'an Temple) มีการเปิดตลาดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม สาธิตการทำกำยานแบบโบราณและการผูกปมกระดุมจีน ขณะที่สินค้าแบรนด์ท้องถิ่นเก่าแก่ในเครือบริษัท Shanghai Sugar, Cigarettes and Wine (Group) นำเสนอรสชาติดั้งเดิมของท้องถิ่นให้นักท่องเที่ยวได้ลิ้มลอง ด้านบรรดาร้านอาหารชื่อดัง เช่น หวังเจียชา (Wangjiasha) ได้นำเสนอเมนูอาหารประจำเทศกาลตรุษจีนอย่างครึกครื้น ขณะที่เมืองโบราณหนานเซียง (Nanxiang Ancient Town) และถนนมู่ถงหยางโร่ว (Mutong Yangrou Street) ในย่านซงเจียง ที่มีชื่อเสียงในการปรุงอาหารจากแกะ ก็เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสประสบการณ์อาหารที่ผสานวัตถุดิบท้องถิ่นเข้ากับฝีมือการปรุงอาหารแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงโคมไฟขนาดใหญ่ในสวนอวี้หยวน และย่านหงโข่วจินเฉา 8 (Hongkou Jinchao 8 Alley) พร้อมด้วยการประกวดภาพถ่ายตามหัวข้อที่กำหนด และยังมีเส้นทางท่องเที่ยวที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี ทั้งหมดนี้ล้วนมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวยามค่ำคืนที่น่าประทับใจ

การจัดเวิร์กช็อปในชุมชนได้นำมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมมาหลอมรวมเข้ากับวิถีชีวิตประจำวันอย่างกลมกลืน โดยในเขตหวงผู่ มีการสอนผูกปมกระดุมจีน การผสมกำยาน และการเย็บถุงเครื่องหอม เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจได้เรียนรู้โดยตรงจากช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญ ถ่ายทอดทักษะที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานสู่ผลงานสร้างสรรค์ส่วนบุคคล นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมการพิมพ์ภาพด้วยแม่พิมพ์ไม้ เวิร์กช็อปดูแลสุขภาพสำหรับเยาวชน และการเขียนพู่กันจีนเพื่อมอบคำอวยพรเทศกาลตรุษจีน ช่วยให้ประชาชนได้มีส่วมร่วมมากขึ้น พร้อมส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในวงกว้าง

เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้าถึงประสบการณ์เหล่านี้อย่างทั่วถึง นครเซี่ยงไฮ้ได้มีมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ 60 แห่งพร้อมมอบส่วนลดค่าเข้าชมครึ่งราคา ขณะที่แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ "Hu Xiaoyou" ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวหลายร้อยรายการ ครอบคลุมทั้งกิจกรรมการสัมผัสมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม การเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ และการล่องเรือเพื่อพักผ่อน นอกจากนี้ ยังมีการจัดเส้นทางเดินชมมรดกทางวัฒนธรรมที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี เชื่อมโยงแหล่งวัฒนธรรมสำคัญ สถาปัตยกรรมทางประวัติศาสตร์ และเวิร์กช็อปต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อเปิดมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของนครเซี่ยงไฮ้ ในฐานะเมืองที่ผสานรากเหง้าดั้งเดิมเข้ากับความทันสมัยได้อย่างกลมกลืน

เซี่ยงไฮ้ มหานครเปี่ยมชีวิตชีวา รุ่มรวยด้วยวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ จะใช้มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเป็นสะพานเชื่อมระหว่างประเพณีดั้งเดิมกับวิถีชีวิตร่วมสมัย พร้อมเชิญชวนนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาร่วมสัมผัสบรรยากาศเทศกาลตรุษจีนในแบบฉบับเซี่ยงไฮ้ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ที่มา: สำนักวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้

"Visit Shanghai: Super Spring Festival" - Discover New Travel Experiences Through Intangible Cultural Heritage

 Shanghai Municipal Administration of Culture and Tourism

As the Chinese New Year approaches, Shanghai has officially launched "Visit Shanghai: Super Spring Festival," a citywide cultural tourism campaign featuring immersive intangible cultural heritage (ICH) experiences. Taking place on the heel of the "Discover Shanghai" travel guide competition, which is organized by Shanghai Municipal Administration of Culture and Tourism, the initiative aims at renewing public interest in the city's tourism and heritage, integrating traditional craftsmanship into urban life, revitalizing festive traditions and offering fresh ways to explore Shanghai's cultural roots.

Yuyuan Garden, one of Shanghai's most popular attractions during the Spring Festival, serves as the main venue, bringing together nearly 100 ICH projects alongside many time-honored local brands. Visitors can enjoy performances like rolling lantern dances and Wing Chun martial arts, observe tea-making demonstrations by ICH masters, and sample heritage tea blends. Besides, crossovers between heritage arts and youth culture create engaging experiences, reflecting Shanghai's inclusive and dynamic character.

Beyond Yuyuan Garden, a series of Spring Festival ICH-themed activities have been rolled out citywide under the theme "Savoring the Warmth of Everyday Life."  They can be found across the city's commercial districts, historic neighborhoods and suburban towns.

In the Jing'an Temple commercial area, ICH markets showcase traditional incense-making and knot buttons, while specialty products from long-established local brands affiliated with the Shanghai Sugar, Cigarettes and Wine (Group) offer visitors a taste of traditional local flavors. Renowned eateries such as Wangjiasha host festive culinary events, while hands-on food experiences in Nanxiang Ancient Town and Songjiang's Mutong Yangrou Street, famous for its traditional lamb dishes, blend local produce with traditional craftsmanship. Meanwhile, large-scale lantern displays at Yuyuan Garden and Hongkou Jinchao 8 Alley, along with themed photography competitions and curated sightseeing routes, provide immersive nighttime experiences.

Community-based workshops bring ICH into daily life. In Huangpu District, hands-on classes in knot-button making, traditional incense blending and sachet sewing allow families to learn directly from master artisans, transforming heritage skills into personal creations. Other programs, including woodblock printmaking, youth wellness workshops and calligraphy sessions offering handwritten Spring Festival couplets, broaden public participation and foster cultural exchange.

To make such experiences more accessible, Shanghai has also introduced some tourism incentives. During the Spring Festival, 60 major attractions will offer half-price admission, while the official "Hu Xiaoyou" platform features hundreds of themed tourism products including ICH experiences, science education tours and leisure cruises. Curated heritage walking routes connect cultural landmarks, historic architecture and workshops, offering deeper insight into Shanghai's distinctive blend of tradition and modernity.

A vibrant cosmopolis rich in culture and creativity, Shanghai will use intangible cultural heritage as a bridge between tradition and contemporary life, which invite travelers worldwide to experience the festival in a uniquely Shanghai way.

Source: Shanghai Municipal Administration of Culture and Tourism