Friday, August 14, 2026

หนานซาศูนย์กลางการค้าข้ามพรมแดน ผนึกกำลังเชื่อมโลก พลิกโฉมระบบนิเวศการค้าระดับโลกในพื้นที่ GBA


 คลัสเตอร์อุตสาหกรรมการค้าข้ามพรมแดนระดับโลก

การประชุมระบบนิเวศคลัสเตอร์อุตสาหกรรมการค้าข้ามพรมแดนระดับโลก (Global Cross-Border Trade Industrial Cluster Ecosystem Conference) ภายใต้แนวคิด "Converging Trade in Nansha, Connecting the Globe" (หนานซาศูนย์กลางการค้าข้ามพรมแดน ผนึกกำลังเชื่อมโลก) ได้มีขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ณ ศูนย์การประชุมและนิทรรศการนานาชาติเขตหนานซา นครกว่างโจว โดยมีบริษัทและองค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรม อาทิ กูเกิล (Google), ไมเดีย (Midea), ท่าเรือกว่างโจว (Guangzhou Port) และเอชเอสบีซี (HSBC) พร้อมผู้แทนจากภาคธุรกิจกว่า 1,000 คนเข้าร่วมงาน ภายในงานมีการประกาศจัดตั้งคลัสเตอร์อุตสาหกรรมการค้าข้ามพรมแดนระดับโลกอย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดตัวแพลตฟอร์มบริการแบบครบวงจรสำหรับระบบนิเวศการค้าข้ามพรมแดน รวมถึงเปิดตัวศูนย์บริการและแลกเปลี่ยนโทเคนกวางตุ้ง นอกจากนี้ ยังมีการลงนามในโครงการความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์หลายโครงการ ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของเขตหนานซา จากศูนย์กระจายสินค้าสู่ศูนย์กลางระบบนิเวศการค้าข้ามพรมแดนที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยหนานซาใช้ประโยชน์จากแนวคิด "ผนึกกำลัง 5 มิติ" (ทั้งในด้านท่าเรือขนส่ง ท่าอากาศยาน ศูนย์กลางการเงิน ศูนย์รวมบุคลากร และศูนย์ข้อมูล) เพื่อให้บริการหลัก 8 ด้าน ได้แก่ ศุลกากร การจัดเก็บภาษี การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ การจัดหาเงินทุน คลังสินค้า การรับรอง การค้า และโลจิสติกส์ เพื่อสร้างระบบการค้าครบวงจรในรูปแบบ "ซื้อทั่วโลก ขายทั่วโลก และเชื่อมโยงทั่วโลก" พร้อมสร้างต้นแบบการดำเนินยุทธศาสตร์วงจรคู่ขนาน ในเขตเศรษฐกิจพิเศษอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area หรือ GBA)

ปลดล็อกข้อจำกัดทางการเงิน: ทลายอุปสรรคในการแลกเปลี่ยนเงินตราและจัดหาเงินทุนข้ามพรมแดน

เขตหนานซาได้รับการสนับสนุนจาก "มาตรการทางการเงิน 30 ประการสำหรับหนานซา" ในระดับชาติ จึงสามารถพัฒนาระบบสนับสนุนทางการเงินข้ามพรมแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีบริษัทข้ามชาติ 8 แห่งจัดตั้งพูลเงินทุน (Cash Pool) เพื่อบริหารเงินสดข้ามพรมแดนทั้งในรูปเงินหยวนและเงินตราต่างประเทศ และมีบริษัทมากกว่า 10,000 แห่งเปิดบัญชี FT (Free Trade) นอกจากนี้ ยังมี mBridge (Multiple Central Bank Digital Currency Bridge หรือ โครงการเชื่อมโยงสกุลเงินดิจิทัลระหว่างธนาคารกลาง) เพื่อช่วยให้เงินทุนข้ามพรมแดนถึงปลายทางได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที ขณะเดียวกัน เอชเอสบีซีได้จัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมระดับโลกในเขตหนานซา โดยใช้ประโยชน์จากบัญชี FT, การชำระเงินหยวนข้ามพรมแดน และช่องทางด่วนสำหรับการยื่นเอกสารการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ (ODI) เพื่อสนับสนุนกลยุทธ์การขยายธุรกิจสู่ตลาดโลกขององค์กรต่าง ๆ

ส่วนแพลตฟอร์มการค้าระหว่างประเทศ ซีเอส อินเทลลิเจนซ์ (CS Intelligence) อาศัยเทคโนโลยีบล็อกเชน ในการรวมข้อมูลศุลกากร การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และภาษีเข้าด้วยกัน ทำให้หลายฝ่ายแบ่งปันข้อมูลและตรวจสอบย้อนกลับได้ ปัจจุบัน แพลตฟอร์มดังกล่าวให้บริการแก่บริษัทการค้าต่างประเทศกว่า 5,000 แห่ง และธนาคารกว่า 30 แห่ง โดยมียอดการชำระเงินผ่านระบบออนไลน์สูงกว่า 1.70 แสนล้านหยวน และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการประสานงานได้ถึง 60% ภายในงานประชุมครั้งนี้ บริษัทต่าง ๆ ได้ลงนามในข้อตกลงเพื่อเชื่อมโยงช่องทางการชำระเงินข้ามพรมแดนเข้าด้วยกัน ขณะเดียวกัน สำนักงานพาณิชย์หนานซาได้ร่วมมือกับบรรษัทประกันสินเชื่อและการส่งออกแห่งประเทศจีน (China Export & Credit Insurance Corporation หรือ Sinosure) ดำเนินโครงการประกันสินเชื่อเพื่อการส่งออก เพื่อช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการเรียกเก็บเงินในต่างประเทศ และสร้างหลักประกันความมั่นคงทางการเงินที่แข็งแกร่งสำหรับบริษัทที่ขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ

การคุ้มครองการปฏิบัติตามกฎระเบียบตลอดวงจรธุรกิจ: สนับสนุนแบรนด์รุกขยายตลาดโลกอย่างจริงจัง

การปฏิบัติตามกฎระเบียบถือเป็นปัจจัยพื้นฐานต่อการดำรงอยู่ของธุรกิจที่ขยายกิจการสู่ต่างประเทศ ศูนย์บริการแบบครบวงจรสำหรับวิสาหกิจจีนที่ออกไปลงทุนและดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ หรือ "Going Global" Comprehensive Service Center for Chinese Enterprises ซึ่งร่วมกันจัดตั้งโดยหน่วยงานในระดับประเทศ มณฑล และเทศบาล ได้เข้ามาจัดตั้งในหนานซา เพื่อให้บริการแบบครบวงจรตลอดทุกช่วงของการลงทุน ครอบคลุมตั้งแต่ก่อนการลงทุน ระหว่างการลงทุน ไปจนถึงหลังการลงทุน ในส่วนบริการออฟไลน์ มีช่องบริการเฉพาะทาง 10 ช่อง ให้บริการแบบเบ็ดเสร็จด้านการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ ภาษี และกฎหมาย ขณะที่ช่องทางออนไลน์มีมินิโปรแกรมให้คำปรึกษารองรับประเทศต่าง ๆ และจองบริการ ปัจจุบัน ศูนย์ฯ ให้บริการบริษัทต่าง ๆ ไปแล้วกว่า 2,700 แห่ง และจัดกิจกรรมส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศไปแล้วประมาณ 100 ครั้ง

หนานซายังเร่งส่งเสริมการพัฒนาผู้ประกอบการระดับมาตรฐานเออีโอ (AEO หรือ Authorized Economic Operator) โดยมอบเงินรางวัล 200,000 หยวน แก่บริษัทรายใหม่ที่ได้รับการรับรอง ซึ่ง ณ เดือนมิถุนายน 2569 เขตหนานซามีบริษัท AEO รวม 91 แห่ง ขึ้นแท่นอันดับหนึ่งของนครกว่างโจว ส่วนบริการด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบแบบครบวงจรยังช่วยเสริมศักยภาพให้แก่ธุรกิจท้องถิ่นในการขยายสู่ตลาดโลก โดยผลิตภัณฑ์ของโทเซ็ด คังเหว่ย (Tozed Kangwei) ปัจจุบันเข้าถึงกว่า 80 ประเทศ ขณะที่โพนีดอตเอไอ (Pony.ai) ประสบความสำเร็จในการจดทะเบียนสองตลาดทั้งในตลาดแนสแด็ก (NASDAQ) และตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง และเทคโนโลยีชาร์จเร็วของเกรเทอร์ เบย์ เทคโนโลยี (Greater Bay Technology) ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล ช่วยเร่งการขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ นอกจากนี้ การประชุมครั้งนี้ยังได้จัดตั้งเครือข่ายบริการระดับโลกผ่านความร่วมมือกับสมาคมธุรกิจในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง เขตบริหารพิเศษมาเก๊า ยุโรปตะวันออก และภาคส่วนต่าง ๆ ภายในประเทศ ขณะที่จีเอซี อินเตอร์เนชันแนล (GAC International) ได้เปิดตัวโครงการยกระดับห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจรสำหรับการส่งออกรถยนต์ และศูนย์เร่งการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนของกูเกิล ก็จะจัดตั้งขึ้นในนครกว่างโจว โดยมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับหนานซา เพื่อสร้างแพลตฟอร์มบ่มเพาะแบรนด์ที่ต้องการโกอินเตอร์

ขับเคลื่อนด้วยรากฐานดิจิทัลอัจฉริยะ: บุกเบิกเศรษฐกิจโทเคน AI

สำหรับระบบ "ผนึกกำลัง 5 มิติ" ของหนานซานั้น ศูนย์ข้อมูล (Data Port) ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัล คอยเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างท่าเรือขนส่ง ท่าอากาศยาน ศูนย์กลางการเงิน และศูนย์รวมบุคลากร ปัจจุบันบริษัทข้ามพรมแดนในพื้นที่ได้นำพนักงานดิจิทัล หรือแรงงานปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เชื่อมโยงข้อมูลที่กระจัดกระจายตลอดกระบวนการต่าง ๆ ส่งผลให้ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานได้อย่างมีนัยสำคัญ หนานซาได้จัดตั้งรูตเซิร์ฟเวอร์ (Root Server) ระดับ IPv6 แห่งเดียวในจีนตอนใต้ พร้อมสำรองขีดความสามารถในการประมวลผลระดับ 10,000 PFLOPS และจัดตั้งศูนย์บริการแบบครบวงจรแห่งแรกของนครกว่างโจวสำหรับการถ่ายโอนข้อมูลออกนอกประเทศ ทั้งนี้ หลังจากที่เขตการค้าเสรีกวางตุ้งได้ประกาศกำหนดรายการต้องห้าม (Negative List) สำหรับการถ่ายโอนข้อมูลข้ามพรมแดนใน 2 ภาคส่วนสำคัญ หนานซาก็ได้ออกแนวทางการดำเนินงานเพื่อรองรับมาตรการดังกล่าว และนำกรณีการใช้งานทางธุรกิจกรณีแรกไปปฏิบัติได้จริง ขณะเดียวกัน ยังได้เปิดโครงการนำร่องในการประมวลผลข้อมูลนำเข้าและบริการเกม เพื่อเปิดทางให้ข้อมูลดิจิทัลข้ามพรมแดนไหลเวียนได้อย่างไหลลื่น

เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดของภาคอุตสาหกรรม ทั้งเรื่องภาระต้นทุนที่สูงและการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ซับซ้อนในการส่งโทเคน AI ไปต่างประเทศ ศูนย์บริการและแลกเปลี่ยนโทเคนกวางตุ้ง (Guangdong Token Exchange and Service Center) จึงได้ถือกำเนิดขึ้นใหม่ เพื่อชู 5 บริการหลักที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการจัดซื้อจัดจ้างด้าน AI โดยเฉพาะ พร้อมส่งแพ็กเกจบริการรุกตลาดต่างประเทศแบบเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับผู้ประกอบการทุกขนาด ทางด้านผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศจีน (CAICT) ชี้ว่า เขตหนานซาได้เปรียบอย่างมากจากการบูรณาการนโยบายข้อมูลข้ามพรมแดน เข้ากับรูปแบบการใช้งานจริงในภาคการค้าระหว่างประเทศ ส่งผลให้หนานซามีระบบนิเวศที่สมบูรณ์พร้อมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโทเคน AI และสร้างเส้นทางใหม่ที่โดดเด่นเพื่อพลิกโฉมการค้าดิจิทัล

ไม่ว่าจะเป็นการเร่งสปีดระบบโลจิสติกส์การขนส่ง การสร้างสรรค์นวัตกรรมการเงินข้ามพรมแดน การควบคุมมาตรฐานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงการวางรากฐานเทคโนโลยีอัจฉริยะรองรับระบบดิจิทัล วันนี้ระบบนิเวศการค้าข้ามพรมแดนของหนานซาได้ยกระดับอย่างก้าวกระโดด จากการเป็นเพียงศูนย์กลางคมนาคมขนส่ง สู่การเป็นศูนย์กลางเชิงสถาบันและกฎระเบียบการค้าอย่างเต็มรูปแบบ และเนื่องในโอกาสก้าวเข้าสู่ปีแรกของแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 หนานซาเตรียมเดินหน้าใช้อานิสงส์จากทำเลยุทธศาสตร์ใจกลางเขตเศรษฐกิจพิเศษอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า มุ่งยกระดับระบบนิเวศอุตสาหกรรมการค้าข้ามพรมแดนระดับโลก โดยอาศัยความเปิดกว้างและการบูรณาการเพื่อเชื่อมโยงกลยุทธ์การหมุนเวียนทางเศรษฐกิจสองทางทั้งในและต่างประเทศ พร้อมสำรวจเส้นทางใหม่ เพื่อนำความทันสมัยแบบฉบับจีนเชื่อมโยงตลาดโลก

Converging Trade in Nansha, Connecting the Globe: The Heart of the GBA Shapes a New Landscape for the Global Cross-Border Trade Ecosystem


The Global Cross-Border Trade Industrial Cluster

Recently, the Global Cross-Border Trade Industrial Cluster Ecosystem Conference, themed "Converging Trade in Nansha, Connecting the Globe," was held at the Guangzhou Nansha International Convention & Exhibition Center. Industry giants including Google, Midea, Guangzhou Port, and HSBC attended the event, drawing over 1,000 professionals. The conference officially launched the construction of the Global Cross-Border Trade Industrial Cluster and simultaneously unveiled the ecosystem service platform and the Guangdong Token Exchange and Service Center. Multiple strategic cooperation projects were signed, marking Nansha's official transition from a cargo distribution center to a full-supply-chain ecosystem hub for cross-border trade. Leveraging the "Five-Port Synergy" (integrating the Seaport, Airport, Finance Port, Talent Port, and Data Port), Nansha has consolidated eight core services: customs, taxation, foreign exchange, financing, warehousing, certification, commerce, and logistics. This establishes a closed-loop trade system to "buy globally, sell globally, and connect globally," creating a benchmark of openness for the dual circulation in the Greater Bay Area (GBA).


Unlocking Financial Bottlenecks: Resolving Pain Points in Cross-Border Exchange and Financing

Empowered by the state-level "30 Financial Measures for Nansha," the district has built a robust cross-border financial support system: eight multinational companies have established cross-border cash pools for domestic and foreign currencies, and over 10,000 enterprises have opened Free Trade (FT) accounts. Furthermore, utilizing the mBridge (Multiple Central Bank Digital Currency Bridge), cross-border funds can now arrive in seconds. HSBC has established its global training center in Nansha, leveraging FT accounts, cross-border RMB settlements, and an express lane for Overseas Direct Investment (ODI) filings to serve enterprises' global expansion strategies.

Using blockchain technology as a trust base, the CS Intelligence international trade platform has integrated customs, foreign exchange, and tax data to enable multi-party data sharing and traceability. It has served over 5,000 foreign trade enterprises and more than 30 banks, with online settlements exceeding RMB 170 billion, boosting collaboration efficiency by 60%. At the conference, enterprises signed agreements to integrate cross-border payment links. Meanwhile, the Nansha Commerce Bureau partnered with Sinosure (China Export & Credit Insurance Corporation) to implement export credit insurance, hedging against overseas collection risks and building a solid financial security barrier for companies expanding abroad.

Full-Lifecycle Compliance Safeguards: Assisting Brands in Deepening Global Market Presence

Compliance is the bottom line for the survival of enterprises expanding overseas. The "Going Global" Comprehensive Service Center for Chinese Enterprises -- co-built at the national, provincial, and municipal levels -- has settled in Nansha, providing a full-lifecycle service system covering pre-investment, mid-investment, and post-investment stages. Offline, 10 specialized windows offer one-stop services for foreign-related investment, taxation, and legal affairs; online, a mini-program provides country-specific consulting and service reservations. To date, it has served over 2,700 enterprises and hosted around 100 specialized events on outbound investment.

Nansha is also stepping up the cultivation of AEO (Authorized Economic Operator) enterprises, offering a RMB 200,000 reward to newly certified companies. As of June 2026, the district is home to 91 AEO enterprises, ranking first in Guangzhou. Comprehensive compliance services continue to empower local enterprises going global: Tozed Kangwei's products now reach over 80 countries; Pony.ai has achieved a dual listing on NASDAQ and the Hong Kong Stock Exchange; and Greater Bay Technology's fast-charging technology has obtained international certification, accelerating its overseas market expansion. The conference also established a global service network by partnering with business associations across Hong Kong SAR, Macao SAR, Eastern Europe, and various domestic sectors. GAC International launched a full-supply-chain upgrade project for automobile exports, while the Google's Cross-Border E-Commerce Acceleration Center will be established in Guangzhou with deep ties to Nansha, building an incubation platform for global-facing brands.

Empowered by a Digital-Intelligent Foundation: Pioneering the AI Token Economy

Within Nansha's "Five-Port Synergy" system, the Data Port acts as the digital hub, breaking down data silos among the Seaport, Airport, Finance Port, and Talent Port. Local cross-border enterprises are utilizing digital employees (AI workers) to bridge data gaps across multiple processes, achieving significant cost reductions and efficiency gains. Nansha has built South China's only IPv6 root server, secured 10,000-PFLOPS-level computing power reserves, and established Guangzhou's first comprehensive service center for outbound data transfer. Following the Guangdong Free Trade Zone's implementation of negative lists for cross-border data transfer in two major sectors, Nansha has rolled out supporting implementation guidelines and landed its first business case. Simultaneously, it has opened pilot programs for the processing of imported data and gaming services, clearing the channels for cross-border digital flows.

To address industry challenges such as the high costs and compliance difficulties associated with the overseas expansion of AI tokens, the newly unveiled Guangdong Token Exchange and Service Center has built five core services around AI procurement demands, launching exclusive overseas expansion service packages for enterprises of all sizes. Experts from the China Academy of Information and Communications Technology (CAICT) noted that Nansha, combining the advantages of cross-border data policies and massive foreign trade application scenarios, possesses a complete ecosystem to develop the AI Token Economy and is poised to forge a unique path for digital trade development.

From accelerating port logistics and innovating cross-border finance to ensuring full-chain compliance and providing underlying digital and intelligent support, Nansha's cross-border trade ecosystem has successfully upgraded from a physical hub to an institutional and rules-based hub. As the opening year of the 15th Five-Year Plan period begins, Nansha, leveraging its core location in the Greater Bay Area, continues to refine its global cross-border trade industrial ecosystem. Through openness and integration, it connects the domestic and international dual circulation, exploring a brand-new path for Chinese modernization to interface with the global market.

Sun PhuQuoc Airways เปิดบินตรงกรุงเทพฯ–ฟูก๊วก สายการบินฟูลเซอร์วิสสัญชาติเวียดนามรายแรกในเส้นทางนี้

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 Sun PhuQuoc Airways (SPA) เปิดให้บริการเที่ยวบินตรงระหว่างกรุงเทพฯและฟูก๊วกอย่างเป็นทางการ นับเป็นสายการบินฟูลเซอร์วิสสัญชาติเวียดนามรายแรกที่ให้บริการในเส้นทางนี้ และเป็นเส้นทางระหว่างประเทศลำดับที่ 6 ของสายการบิน ช่วยเสริมการเชื่อมต่อระหว่างฟูก๊วกกับศูนย์กลางการท่องเที่ยวและการบินที่สำคัญของภูมิภาค

เที่ยวบิน 9G702 ออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เวลา 13.10 น. และเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติฟูก๊วก เวลา 14.30 น. ส่วนเที่ยวบินขากลับ 9G701 ออกจากฟูก๊วก เวลา 10.35 น. และเดินทางถึงกรุงเทพฯ เวลา 11.55 น. เส้นทางนี้ให้บริการวันละ 1 เที่ยวบินไป-กลับ ใช้เวลาบินตรงเพียง 1 ชั่วโมง 20 นาที เชื่อมสองจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวชั้นนำของภูมิภาคเข้าด้วยกัน

การเปิดเส้นทางของ SPA ไม่เพียงเพิ่มทางเลือกในการเดินทางให้แก่ผู้โดยสาร แต่ยังนำเสนอมาตรฐานใหม่ด้านบริการและประสบการณ์การบิน Sun PhuQuoc Airways นำแนวคิด “Resort in the Sky” มาใช้ทั่วทั้งเครือข่าย พร้อมเดินหน้ายกระดับบริการสู่มาตรฐานระดับ 5 ดาวสากล เพื่อให้ทุกการเดินทางเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การพักผ่อน

ประสบการณ์การเดินทางเริ่มตั้งแต่ห้องรับรอง Sun Executive Lounge และห้องโดยสารรุ่นใหม่ที่มาพร้อมกลิ่นหอม La Festa อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษสำหรับโรงแรมระดับ 5 ดาว La Festa Phu Quoc, Curio Collection by Hilton ไปจนถึงระบบความบันเทิงไร้สายบนเที่ยวบิน บริการสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่อง อาหารตามประเภทบัตรโดยสาร และการบริการบนเที่ยวบินที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางที่ผ่อนคลายและราบรื่นแก่ผู้โดยสาร

เพื่อฉลองการเปิดเส้นทางใหม่ SPA มอบค่าโดยสารเที่ยวเดียวราคาพิเศษ รวมภาษีและค่าธรรมเนียมแล้ว เริ่มต้น 2,250 บาท* สำหรับเส้นทางกรุงเทพฯ–ฟูก๊วก ระหว่างวันที่ 1–31 สิงหาคม 2569 นอกจากนี้ ผู้โดยสารที่เดินทางไปฟูก๊วกยังได้รับบัตรโดยสารกระเช้าลอยฟ้า Sun World Hon Thom ฟรี* สิทธิ์ใช้ช่องทางพิเศษด้วย WOW Pass และส่วนลดสูงสุด 30%* สำหรับบริการที่พัก ร้านอาหาร สปา และความบันเทิงภายในเครือ Sun Group

Sun Signature โปรแกรมสมาชิกของ Sun Group ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าให้กับทุกการเดินทาง สมาชิกสามารถสะสมคะแนนจากทุกเที่ยวบิน เพื่อนำไปแลกรับบัตรโดยสารรางวัล บริการสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่อง การเลือกที่นั่ง และสิทธิประโยชน์อีกมากมายภายในเครือ Sun Group ขณะที่สมาชิก 2 ระดับสูงสุดยังได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการชำระเงินทั่วโลกผ่านบัตร Visa Co-branded ที่ออกโดยธนาคาร NCB

กรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในศูนย์กลางการบินสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เส้นทางใหม่นี้จึงมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมฟูก๊วกกับนักท่องเที่ยวต่างชาติจากหลากหลายตลาดมากขึ้น จากข้อมูลของท่าอากาศยานนานาชาติฟูก๊วก เส้นทางบินระหว่างกรุงเทพฯ และฟูก๊วกมีผู้โดยสารรวมเกือบ 159,000 คนในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้น 57% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงความต้องการเดินทางระหว่างสองจุดหมายปลายทางที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ตัวแทนจาก Sun PhuQuoc Airways กล่าวว่า “ผู้โดยสารในเส้นทางกรุงเทพฯ เป็นกลุ่มที่เดินทางระหว่างประเทศค่อนข้างบ่อย และมีความคาดหวังสูงทั้งด้านความตรงต่อเวลาและคุณภาพการบริการ ด้วยบริการแบบฟูลเซอร์วิส เรามุ่งนำเสนอทางเลือกใหม่ให้แก่ผู้โดยสาร พร้อมสนับสนุนการเดินทางทั้งสองทิศทางระหว่างเวียดนามและไทย ผ่านหนึ่งในศูนย์กลางการบินที่คึกคักที่สุดของภูมิภาค”

ภายในเวลาเพียงกว่า 4 เดือนนับจากการเปิดเส้นทางระหว่างประเทศเส้นทางแรก Sun PhuQuoc Airways ได้ขยายเครือข่ายครอบคลุมไทเป โซล ฮ่องกง เฉิงตู สิงคโปร์ และกรุงเทพฯ โดยในระยะต่อไป สายการบินมีแผนขยายเครือข่ายไปยังกัวลาลัมเปอร์ อินเดีย ญี่ปุ่น รัสเซีย และคาซัคสถาน

เบื้องหลังแผนการขยายเครือข่ายดังกล่าวคือการลงทุนเพิ่มขนาดฝูงบิน โดยสายการบินตั้งเป้ามีอากาศยานรวม 32 ลำภายในปี 2569 และเตรียมนำเครื่องบินลำตัวกว้าง Airbus A330 เข้าประจำการตั้งแต่เดือนกันยายน ขีดความสามารถที่เพิ่มขึ้นจะเป็นรากฐานสำคัญให้ Sun PhuQuoc Airways เดินหน้ายกระดับคุณภาพบริการสู่มาตรฐานระดับ 5 ดาวสากล พร้อมขยายการเชื่อมต่อระหว่างฟูก๊วกกับตลาดต่างประเทศให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

*ข้อกำหนดและเงื่อนไขเป็นไปตามที่สายการบินกำหนด

Sun PhuQuoc Airways Launches Vietnam’s First Full-Service Airline Connecting Bangkok and Phu Quoc

On 8 August 2026, Sun PhuQuoc Airways (SPA) officially launched its direct service between Bangkok and Phu Quoc, becoming the first Vietnamese full-service airline to operate the route. As the airline’s sixth international route, the new service further strengthens connectivity between Phu Quoc and the region’s key tourism and aviation hubs.

Flight 9G702 departs Suvarnabhumi International Airport in Bangkok at 1:10 PM and arrives at Phu Quoc International Airport at 2:30 PM. The return flight, 9G701, departs Phu Quoc at 10:35 AM and lands in Bangkok at 11:55 AM. The route operates one daily round-trip service, reducing travel time between two of the region’s leading tourism destinations to just one hour and 20 minutes by direct flight.

SPA’s entry into the market not only provides passengers with an additional travel option but also introduces a new standard of service and passenger experience on the route. Across its network, Sun PhuQuoc Airways is developing its “Resort in the Sky” model, progressively enhancing its services in line with international five-star standards so that every journey becomes part of the holiday experience.

From the Sun Executive Lounge and next-generation passenger cabins featuring La Festa’s signature fragrance—exclusively created for the five-star La Festa Phu Quoc, Curio Collection by Hilton—to wireless in-flight entertainment, checked baggage, meals tailored to each fare class and refined onboard service, every touchpoint has been carefully designed to provide passengers with a relaxing and seamless travel experience.

To celebrate the launch, SPA is offering promotional one-way fares all-inclusive from THB 2,250 on the Bangkok–Phu Quoc route from 1 to 31 August 2026. Passengers travelling to Phu Quoc will also receive complimentary tickets for the Sun World Hon Thom Cable Car, priority access with WOW Pass and discounts of up to 30% on accommodation, dining, spa and entertainment services across the Sun Group ecosystem.

The value of each journey is further enhanced through Sun Signature, Sun Group’s loyalty program. Members can earn points from every flight and redeem them for reward tickets, checked baggage, seat selection and a wide range of privileges across the Sun Group ecosystem. Members of the program’s two highest tiers can also access global payment benefits through co-branded Visa cards issued by NCB.

As one of Southeast Asia’s largest aviation gateways, Bangkok is expected to create new opportunities for Phu Quoc to attract a more diverse range of international visitors. According to data from Phu Quoc International Airport, air services connecting Bangkok and Phu Quoc recorded nearly 159,000 passenger movements during the first seven months of 2026, representing a 57% increase compared with the same period last year. The figures reflect the continued growth in travel demand between the two destinations

A representative of Sun PhuQuoc Airways said: “Passengers travelling on the Bangkok route tend to fly internationally more frequently and have high expectations for punctuality and service quality. Through our full-service model, we aim to offer passengers a new travel option while contributing to the growth of two-way passenger traffic between Vietnam and Thailand through one of the region’s most dynamic aviation hubs.” 

Just over four months after launching its first international route, Sun PhuQuoc Airways has expanded its presence to Taipei, Seoul, Hong Kong, Chengdu, Singapore and Bangkok. Looking ahead, the airline plans to further expand its network to Kuala Lumpur, India, Japan, Russia and Kazakhstan.

Supporting this expansion is the airline’s fleet investment roadmap, which aims to increase its fleet to 32 aircraft in 2026 and introduce wide-body Airbus A330 aircraft into service from September. The additional operating capacity will provide a strong foundation for Sun PhuQuoc Airways to continue enhancing its service quality in line with international five-star standards, while further expanding Phu Quoc’s connectivity with international markets.

Thursday, August 13, 2026

วิทยาลัยอาชีวศึกษาชลประทานซานตง ปิดโครงการฝึกอบรมวิชาชีพรุ่นที่ 6 ณ วิทยาลัยปาน-ม่อ ประเทศลาว มุ่งพัฒนาบุคลากรท้องถิ่นตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา โครงการฝึกอบรมวิชาชีพในต่างประเทศ รุ่นที่ 6 ณ วิทยาลัยปาน-ม่อ (Ban-Mo College) ประเทศลาว ซึ่งจัดโดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาชลประทานซานตง (Shandong Water Conservancy Vocational College) ได้ปิดโครงการอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ นับตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการเมื่อเดือนมกราคม 2568 ทางวิทยาลัยฯ ได้จัดการฝึกอบรมในประเทศลาวอย่างต่อเนื่องรวม 6 ครั้ง โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะและความเชี่ยวชาญ เพื่อรองรับการพัฒนาอย่างมีคุณภาพสูงของบริษัทจีนที่ดำเนินงานในประเทศลาว และนับเป็นก้าวสำคัญของวิทยาลัยฯ ในการขยายความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาในระดับนานาชาติ

วิทยาลัยปาน-ม่อ ประเทศลาว ถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จครั้งสำคัญของวิทยาลัยฯ ในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ "การจัดการศึกษาเพื่อตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม" และ "การขยายการดำเนินงานด้านการศึกษาในต่างประเทศควบคู่กับการขยายธุรกิจของภาคเอกชน" โดยวิทยาลัยฯ ได้ร่วมมือกับศูนย์พัฒนาบุคลากรอุตสาหกรรมโลหะนอกกลุ่มเหล็ก (Nonferrous Metals Industry Talent Center) บริษัท เอเชีย-โพแทช อินเตอร์เนชันแนล (ลาว) จำกัด (Asia-Potash International (Laos) Co., Ltd.) และวิทยาลัยเทคนิคคำม่วน (Khammouane Technical College) ประเทศลาว โดยทั้งสี่ฝ่ายได้ร่วมกันจัดตั้งแพลตฟอร์มความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากร เพื่อพัฒนาทักษะของบุคลากรในท้องถิ่นให้สอดคล้องกับความต้องการของบริษัทด้านอุตสาหกรรมและเหมืองแร่จากต่างประเทศที่ดำเนินงานในประเทศลาว

วิทยาลัยฯ ยึดมั่นในหลักการ "การเรียนการสอนตามสถานการณ์จริงและการฝึกอบรมที่มุ่งเน้นการปฏิบัติงาน" โดยจัดตั้งห้องเรียนภายในพื้นที่ปฏิบัติงานของเหมืองแร่ เพื่อจัดการเรียนการสอนภาคปฏิบัติสำหรับตำแหน่งงานสำคัญที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน อาทิ ช่างไฟฟ้า ช่างยนต์ และช่างซ่อมบำรุงเครื่องจักร จนถึงปัจจุบัน มีพนักงานชาวลาวเข้ารับการฝึกอบรมทักษะวิชาชีพแล้ว 1,800 คน และมีบุคลากรจำนวน 252 คนผ่านการประเมินทักษะวิชาชีพในระดับเบื้องต้นและระดับกลาง นอกจากนี้ วิทยาลัยฯ ยังให้ความช่วยเหลือแก่บริษัทต่าง ๆ ในการจัดสัมภาษณ์งานผ่านระบบออนไลน์รวม 174 ครั้ง พร้อมสนับสนุนการจัดหางานให้แก่บุคลากรท้องถิ่นที่มีทักษะความเชี่ยวชาญสูงจำนวน 14 คน โครงการดังกล่าวมีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาค่าใช้จ่ายในการจ้างบุคลากรจากต่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง ตลอดจนแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรด้านเทคนิคในท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังช่วยสนับสนุนการดำเนินงานและการขยายธุรกิจของบริษัทจีนในต่างประเทศให้เป็นไปอย่างมั่นคง

วิทยาลัยฯ ยังได้บูรณาการการเรียนการสอนภาษาจีนเข้ากับการพัฒนาทักษะวิชาชีพ พร้อมนำรูปแบบการฝึกอบรมร่วม "1+1+1" มาใช้ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาของจีน สถาบันการศึกษาของลาว และวิสาหกิจจีนที่ดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ โดยได้จัดทำระบบการพัฒนาบุคลากรแบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การฝึกอบรม การรับรองทักษะ การจ้างงาน ไปจนถึงการศึกษาต่อ ความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคธุรกิจดังกล่าว นับเป็นต้นแบบใหม่สำหรับการขยายการอาชีวศึกษาไปยังต่างประเทศ ซึ่งมีศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้และขยายผลในวงกว้างต่อไป

ในอนาคต วิทยาลัยฯ จะยังคงมุ่งพัฒนาบุคลากรท้องถิ่นที่มีทักษะและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อรองรับการขยายธุรกิจของวิสาหกิจจีนในตลาดโลก พร้อมทั้งยกระดับชื่อเสียงของการอาชีวศึกษามณฑลซานตงให้เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมากยิ่งขึ้น

Shandong Water Conservancy Vocational College Concludes Sixth Training Program at Lao Ban-Mo College

On Aug. 8, the sixth overseas vocational training program at the Ban-Mo College in Laos, hosted by Shandong Water Conservancy Vocational College, concluded. Since the project's inception in January 2025, the college has completed six consecutive on-site training missions in Laos. These efforts have provided robust talent support for the high-quality development of Chinese enterprises operating in the country, marking a milestone in the college's initiative to expand its vocational education globally.

The Lao Ban-Mo College stands as a significant achievement of the college's implementation of the "industry-led education" and "overseas expansion alongside enterprises" strategy. Through a collaborative partnership with the Nonferrous Metals Industry Talent Center, Asia-Potash International (Laos) Co., Ltd., and Khammouane Technical College in Laos, the four parties have jointly established this platform. By aligning with the localized talent demands of overseas industrial and mining enterprises, the program delivers targeted skill cultivation.

Adhering to the principle of "scenario-based teaching and job-oriented training," the college establishes classrooms within mining workshops, providing hands-on instruction for critical, in-demand roles such as electricians, auto mechanics, and equipment maintenance technicians. To date, vocational skills training has been delivered to 1,800 Lao employees and preliminary and intermediate vocational skill assessments have been conducted for 252 individuals. Furthermore, the college has assisted enterprises in conducting 174 online interviews, placing 14 highly skilled local talents into job positions. This initiative has effectively alleviated the high costs of expatriate staffing and the shortage of local technical expertise, providing tangible support for the stable production and expansion of Chinese enterprises overseas.

The college has also integrated the instruction of Chinese language and vocational skills and implemented a "1+1+1" joint training pathway, which involves Chinese educational institutions, Lao educational institutions, and Chinese enterprises operating overseas. A full-chain talent development system that encompasses training, certification, employment, and further education has been established. Through school-enterprise collaboration, a replicable and scalable new model for exporting vocational education has been formed.

Looking ahead, the college will continue to cultivate localized and specialized skilled talents for Chinese enterprises expanding globally, further enhancing the international reputation of Shandong's vocational education brand.

Tuesday, August 11, 2026

TCCtech ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านนวัตกรรม Property ก้าวสู่ปีที่ 4 ของ TCC PropTech COMMUNITY

เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด (TCCtech) ได้จัดงาน PROPTECH INTELLIGENCE 2026 ซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ของการเป็นเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และผลักดันการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ โดยได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้เข้าร่วมงานจากทุกภาคส่วนภายใต้กลุ่ม TCC

ภายในงาน ผู้เข้าร่วมได้ร่วมสำรวจทิศทางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ในยุคดิจิทัล ผ่านประเด็นสำคัญที่กำลังเป็นแรงขับเคลื่อนธุรกิจ ได้แก่ AI, ESG, Data Intelligence และ Smart Operations พร้อมทั้งรับฟังมุมมองและวิสัยทัศน์จากผู้นำในอุตสาหกรรมผ่านเวที Opening Keynote, Executive Panel และ Real-World Case Studies ที่ถ่ายทอดประสบการณ์จริงขององค์กรซึ่งประสบความสำเร็จในการนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาประยุกต์ใช้เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ  

นอกจากนี้ งานยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ต่อยอดสู่ Business Opportunities with PropTech Data & Insights พร้อมนำเสนอแนวทาง Strategic Action ที่ช่วยเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นแผนปฏิบัติที่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนบทบาทของข้อมูลในฐานะเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต

TCCtech Reinforces Leadership in Property Innovation, Marking the Fourth Year of the TCC PropTech Community

Recently, T.C.C. Technology Co., Ltd. (TCCtech) held PROPTECH INTELLIGENCE 2026, marking its fourth year as a platform for knowledge exchange, collaboration, and promoting the application of technology to drive transformation in the real estate industry. The event has continued to gain strong support from our customers, business partners, and participants from all business units under TCC conglomerate. 

During the event, participants explored the direction of change in the real estate industry in the digital era through key topics driving the business, including AI, ESG, Data Intelligence, and Smart Operations. They also gained insights and visions from industry leaders through the Opening Keynote, Executive Panel, and Real-World Case Studies, which shared the real experiences of organizations that have successfully applied technology and data to drive their businesses. 

In addition, the event provided participants with opportunities to further develop Business Opportunities with PropTech Data & Insights while presenting Strategic Action approaches that help transform data into actionable plans capable of delivering tangible business outcomes. This reflected the role of data as a key tool in driving growth and enhancing the competitiveness of the real estate industry in the future. 

Monday, August 10, 2026

Yili จัดเวทีความยั่งยืนในการประชุมอุตสาหกรรมนมโลก ร่วมเปิดบทใหม่สู่การพัฒนาอุตสาหกรรมนมหลังปี 2573


 Yili Group

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา Yili Group เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมด้านความยั่งยืน (Sustainability Forum) ในการประชุมอุตสาหกรรมนมโลก (World Dairy Industry Conference) ประจำปี 2569 ณ เมืองฮูฮอต ประเทศจีน ภายใต้แนวคิด "เชื่อมโยงคุณค่าตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม สร้างสรรค์อนาคตสีเขียว" โดยมีแขกผู้มีเกียรติจากทั้งในประเทศและต่างประเทศกว่า 200 คนเข้าร่วมงาน ประกอบด้วยผู้บริหารองค์กรระหว่างประเทศชั้นนำ ตลอดจนผู้แทนจากบริษัทแถวหน้าในห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมนม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนและเปิดบทใหม่ของการพัฒนาอุตสาหกรรมนมโลกอย่างยั่งยืนหลังปี 2573 ซึ่งเป็นปีเป้าหมายของวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ

ในพิธีเปิดการประชุมอุตสาหกรรมนมโลกเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม สหพันธ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารนานาชาติ (IUFoST) ได้มอบป้ายประกาศเกียรติคุณและรางวัลที่ระลึกเพื่อยกย่องเมืองฮูฮอตในฐานะ "World Dairy Capital" หรือ เมืองหลวงแห่งอุตสาหกรรมนมโลก โดยในโอกาสนี้ Pan Gang ประธานกรรมการและประธานบริหาร Yili Group ได้เข้าร่วมพิธีในฐานะตัวแทนเพียงหนึ่งเดียวจากภาคอุตสาหกรรมนมระดับโลก ทั้งนี้ นับตั้งแต่เมืองฮูฮอตได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองหลวงแห่งอุตสาหกรรมนมของจีนในปี 2548 จนก้าวขึ้นสู่การเป็นเมืองหลวงแห่งอุตสาหกรรมนมโลกในปี 2569 Yili มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าครั้งประวัติศาสตร์ดังกล่าว โดยเฉพาะในด้านความยั่งยืน Yili ได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม พร้อมนำเสนอแนวทางด้านความยั่งยืนที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้และต่อยอดได้ในภาคอุตสาหกรรมนมของจีน ตลอดจนมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างอัตลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมของเมืองฮูฮอตอย่างต่อเนื่อง

Yili เป็นผู้บุกเบิกแนวทาง "Dual Footprint" ซึ่งครอบคลุมทั้ง Carbon Footprint และ Water Footprint เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนและลดการใช้น้ำตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม โดยเปลี่ยนแนวคิดให้เป็นแนวทางที่สามารถนำไปปฏิบัติและวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรมในทุกขั้นตอน นอกจากนี้ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่การดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ Yili ยังเป็นผู้นำในการจัดตั้งพันธมิตรระดับโลกสองกลุ่ม ได้แก่ Zero Carbon Alliance และ Low Water Footprint Initiative Alliance อีกทั้งยังร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ เช่น Tencent และ Lenovo ในการเปิดตัวโครงการ Sustainable Social Value Collaborative เพื่อบุกเบิกการบูรณาการคุณค่าทางสังคม คุณค่าทางธุรกิจ และคุณค่าด้านเงินทุน พร้อมส่งเสริมแนวคิดการสร้างสรรค์ร่วมกัน การได้รับประโยชน์ร่วมกัน และการแบ่งปันผลลัพธ์ร่วมกัน ทั้งนี้ ณ สิ้นปี 2568 แนวทางลดการปล่อยคาร์บอนของ Yili ได้รับการนำเสนอเป็นกรณีศึกษาในรายงานความก้าวหน้าของจีนในการดำเนินการตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนปี 2573 (ฉบับปี 2568) ซึ่งจัดทำโดยศูนย์ความรู้เพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (CIKD)

ในการประชุมครั้งนี้ แขกผู้มีเกียรติหลายท่านจากองค์กรระหว่างประเทศชั้นนำได้ร่วมกล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมนมโลกอย่างยั่งยืนในอนาคต โดย Dominik Wisser เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านนโยบายปศุสัตว์ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กล่าวว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมนมโลกมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางอาหารและการจัดหาโภชนาการ อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมนมกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความไม่สมดุลด้านการพัฒนา ซึ่งการรับมือกับความท้าทายเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความเป็นผู้นำจากบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมนม และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมนมที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำ โดย FAO จะยังคงส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความร่วมมือทางเทคนิค เพื่อสนับสนุนประเทศต่าง ๆ ในการบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนของอุตสาหกรรมนม

ความสำเร็จในการจัดประชุมครั้งนี้ช่วยสร้างฉันทามติในวงกว้าง พร้อมกำหนดแนวทางที่ชัดเจนสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมนมโลกอย่างยั่งยืนหลังปี 2573 อีกทั้งยังสะท้อนให้ประชาคมโลกเห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่และผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของอุตสาหกรรมนมจีนในการร่วมกันขับเคลื่อนสู่อนาคตที่ดียิ่งขึ้น โดยมี Yili เป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนถึงความสำเร็จดังกล่าว

ที่มา: Yili Group

Yili Hosts Sustainability Forum at the World Dairy Industry Conference, Together Embarking on a New Journey for Post-2030 Dairy Development


 Yili Group

On August 2, the Sustainability Forum of the 2026 World Dairy Industry Conference, hosted by Yili Group, took place in Hohhot. Under the theme of Connecting Industrial Value, Creating a Green Future, the event brought together over 200 domestic and international guests. Attendees included heads of leading international organizations and representatives of top enterprises across the dairy value chain, all gathered to write a new chapter for the sustainable development of the global dairy industry in the post-2030 era.

At the opening ceremony of the 2026 World Dairy Industry Conference on August 1, the International Union of Food Science and Technology (IUFoST) presented Hohhot with a plaque and a commemorative award designating it the World Dairy Capital. Pan Gang, Chairman and President of Yili Group, attended the ceremony as the sole representative of the global dairy industry. From Hohhot being named Dairy Capital of China in 2005 to becoming the World Dairy Capital in 2026, Yili has played a pivotal role in this historic leap. In terms of sustainability, Yili has stepped up as an industry chain leader, continuously providing replicable and adaptable sustainable solutions for China's dairy sector while reinforcing the city's green identity.

Yili has pioneered a dual footprint approach - targeting both carbon and water footprints - for full-chain emissions reduction, translating decarbonization from a concept into measurable and actionable steps at every stage. To drive green transformation across upstream and downstream operations, Yili spearheaded the establishment of two global alliances: the Zero Carbon Alliance and the Low Water Footprint Initiative Alliance. In addition, Yili has joined hands with enterprises including Tencent and Lenovo to launch the Sustainable Social Value Collaborative, an initiative that pioneers the integration of social, commercial, and capital value, and advocates the philosophy of co-creation, mutual benefit, and shared gains. At the end of 2025, Yili's decarbonization practices were featured as an innovative case in China's Progress Report on Implementation of the 2030 Agenda for Sustainable Development (2025), compiled by the Center for International Knowledge on Development.

At the forum, several distinguished guests from leading international organizations delivered speeches on the future sustainable development of the global dairy industry. Dominik Wisser, Senior Livestock Policy Officer at the Food and Agriculture Organization of the United Nations (FAO), pointed out that the development of the global dairy industry is essential for food security and nutrition supply. The sector is facing multiple challenges, including rising demand, climate change, and uneven development. Addressing these requires leadership from top dairy companies and collaboration across the entire value chain to chart a low-carbon path. Wisser added that the FAO will continue to facilitate experience-sharing and technical cooperation to help countries achieve their dairy sustainability goals.

The successful convening of the forum has built broad consensus and set out a clear roadmap for sustainable dairy development in the post-2030 era. It has also showcased to the global community the firm commitment and tangible achievements of China's dairy industry - exemplified by Yili - in creating a better future together.

Source: Yili Group

Friday, August 7, 2026

‘ค็อกพิท ศรีอรุณการยาง ยโสธร’ เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ เอาใจชาวยโสธรและพื้นที่ใกล้เคียง มอบโปรยางสุดคุ้มฉลองเปิดสาขาใหม่

ค็อกพิท (COCKPIT) ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรฟาสต์ฟิต ภายใต้การบริหารงานของบริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ฉลองเปิดสาขาใหม่‘ค็อกพิท ศรีอรุณการยาง ยโสธร (สาขาน้ำคำใหญ่)’ พร้อมโปรโมชันจัดเต็ม ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2569 เมื่อลูกค้าซื้อยางรถยนต์ BRIDGESTONE และ FIRESTONE (เฉพาะรุ่นที่ร่วมรายการ) รับส่วนลดสูงสุด 10% พร้อมรับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 1,000 บาท เมื่อซื้อยางรถยนต์ BRIDGESTONE และ FIRESTONE (เฉพาะรุ่นที่ร่วมรายการ)

นอกจากนี้ ยังรับสิทธิพิเศษเมื่อซื้อยาง DAYTON (เฉพาะรุ่นที่ร่วมรายการ) 3 เส้น แถมฟรี 1 เส้น โดยการเปิดสาขาใหม่ครั้งนี้เพื่อรองรับความต้องการของผู้ใช้รถยนต์ในจังหวัดยโสธรและพื้นที่ใกล้เคียงได้ใช้บริการอย่างครอบคลุมและสามารถเข้าถึงบริการดูแลรักษารถยนต์ได้อย่างสะดวกและครบวงจรด้วยทีมช่างมืออาชีพและมากประสบการณ์ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าในทุกการเดินทาง

พิเศษสุด! โปรโมชันฉลองเปิดสาขาใหม่ เฉพาะที่หน้าร้านเท่านั้น ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม –
31
สิงหาคม 2569 สิทธิ์มีจำนวนจำกัด (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด*)

  • ซื้อยางรถยนต์ BRIDGESTONE และ FIRESTONE (เฉพาะรุ่นที่ร่วมรายการ) รับส่วนลดสูงสุด 10% 
  • รับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 1,000 บาท สำหรับยางรถยนต์ BRIDGESTONE และ FIRESTONE (เฉพาะรุ่นที่ร่วมรายการ)
  • รับสิทธิพิเศษซื้อ 3 เส้น แถมฟรี 1 เส้น เมื่อซื้อยางรถยนต์ DAYTON (เฉพาะรุ่นที่ร่วมรายการ)

*หมายเหตุ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ค็อกพิท ศรีอรุณการยาง ยโสธร (สาขาน้ำคำใหญ่)

พิกัดร้าน ‘ค็อกพิท ศรีอรุณการยาง ยโสธร (สาขาน้ำคำใหญ่)’ มาที่เดียวครบ จบ ทั้งเรื่องรถและเรื่องยาง พร้อมให้บริการดูแลรถยนต์แบบครบวงจร โดยทีมช่างมืออาชีพ เพื่อความมั่นใจในทุกการเดินทาง

ข้อมูลค็อกพิท ศรีอรุณการยาง ยโสธร (สาขาน้ำคำใหญ่)

ที่ตั้ง: 355 หมู่ที่ 12 ตำบลน้ำคำใหญ่ อำเภอเมืองยโสธร จ.ยโสธร 35000

เวลาเปิดทำการ: วันจันทร์ – วันเสาร์ เวลา 8.00 – 18.00 น. (หยุดทุกวันอาทิตย์)

โทรศัพท์: 088-583-3609

เฟซบุ๊ก: https://www.facebook.com/Sriarunkarnyang

Google Map: https://maps.app.goo.gl/YKPRpdrdRAqR33qU8

เกี่ยวกับบริดจสโตน ประเทศไทย:

บริดจสโตน ผู้นำระดับโลกด้านยางรถยนต์และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับยาง พร้อมนำเสนอโซลูชั่นด้านการเดินทางที่ปลอดภัยและยั่งยืน และสำหรับประเทศไทย บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด คือหนึ่งในผู้ผลิตชั้นนำในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และบริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำด้านการนำเข้า จัดจำหน่าย และทำการตลาดยางรถยนต์ภายใต้แบรนด์บริดจสโตน, ไฟร์สโตน และเดย์ตันแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย บริดจสโตนเป็นแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า ตัวแทนจำหน่าย และพันธมิตรทางธุรกิจ เรานำเสนอกลุ่มผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์พรีเมียมที่หลากหลายและโซลูชั่นขั้นสูง
ซึ่งพัฒนาจากนวัตกรรมทางเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาการเดินทาง, การใช้ชีวิต, การทำงาน และการพักผ่อนของผู้คนทั่วโลก

เกี่ยวกับ ค็อกพิท

ค็อกพิท (Cockpit) ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรที่พร้อมให้บริการที่หลากหลาย อาทิ บริการเปลี่ยนยางรถยนต์ น้ำมันเครื่อง เบรก โช้คอัพ แบตเตอรี่ และการบำรุงรักษารถยนต์ตามระยะทาง ด้วยสินค้าคุณภาพสูงที่คัดสรรจากผู้ผลิตชั้นนำ และบริการมาตรฐานจากทีมช่างผู้ชำนาญ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัยด้วยการให้บริการด้วยความุ่งมั่น คำนึงถึงความปลอดภัย ใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อนำเสนอสินค้าและบริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า ที่ครอบคลุมพื้นที่ถึง 258 สาขาทั่วประเทศ* (ข้อมูล ณ เดือนกรกฎาคม 2569)

‘COCKPIT Sri Arun Karnyang Yasothon’ Officially Opens, Celebrating the Grand Opening with Exclusive Tire Promotions

COCKPIT, a Fast-Fit One-Stop Auto Care Center under the operation of Bridgestone Sales (Thailand) Co., Ltd., proudly announces the official opening of its new branch, ‘COCKPIT Sri Arun Karnyang Yasothon (Nam Kham Yai Branch)’. To celebrate the grand opening, the branch is offering exclusive promotional deals from July 24 to August 31, 2026. Customers purchasing participating BRIDGESTONE and FIRESTONE will receive up to 10% off, plus an additional discount of up to THB 1,000 on participating BRIDGESTONE and FIRESTONE tire models.

In addition, customers purchasing participating DAYTON tire models can enjoy a special Buy 3, Get 1 Free offer. The new branch aims to better serve customers in Yasothon Province and surrounding areas by providing convenient access to comprehensive automotive maintenance and tire services. Supported by a team of experienced and professional technicians, COCKPIT is committed to delivering premium-quality automotive service and helping customers drive with confidence on every journey.

Special offers to celebrate the new branch opening, available only at COCKPIT Sri Arun Karnyang Yasothon (Nam Kham Yai Branch) from July 24 to August 31, 2026. Limited offers available. (Terms and conditions apply.)

  • Receive up to 10% off participating BRIDGESTONE and FIRESTONE tire models.
  • Enjoy an additional discount of up to THB 1,000 on participating BRIDGESTONE and FIRESTONE tire models.
  • Purchase 3 participating DAYTON tires and get 1 tire free.

*Remark: For more information, please contact COCKPIT Sri Arun Karnyang Yasothon (Nam Kham Yai Branch)

Visit COCKPIT Sri Arun Karnyang Yasothon (Nam Kham Yai Branch).  The one-stop destination for comprehensive automotive and tire services, giving you confidence on every journey.

COCKPIT Sri Arun Karnyang Yasothon (Nam Kham Yai Branch) Information

Location: 355 Moo 12, Nam Kham Yai Subdistrict, Mueang Yasothon District, Yasothon 35000, Thailand

Opening Hours: Monday – Saturday at 8.00 AM – 6.00 PM

Contact number: 088-583-3609

Facebook: https://www.facebook.com/Sriarunkarnyang

Google Map: https://maps.app.goo.gl/YKPRpdrdRAqR33qU8

About Bridgestone in Thailand:      
Bridgestone is a global leader in tires and rubber building on its expertise to provide solutions for safe and sustainable mobility. In Thailand, Thai Bridgestone Co., Ltd. (TBSC) is a leading manufacturer in the Thai automotive industry, while Bridgestone Sales (Thailand) Co., Ltd. (BSTL) is the exclusive importer & distributor, and supervises the marketing strategy for Bridgestone, Firestone and Dayton branded tires in Thailand. Bridgestone is a brand trusted by its customers, dealers and business partners. Bridgestone offers a diverse product portfolio of premium tires and advanced solutions backed by innovative technologies, improving the way people around the world move, live, work and play.    

About COCKPIT:  

COCKPIT, One Stop Auto Care Center, offers a variety of vehicle maintenance services from tires, motor oils, brakes, suspensions, batteries, and scheduled maintenances. All parts and consumables are of the highest quality from leading manufacturers and are performed by highly trained and qualified technicians using modern tools and equipment. Our mission is the commitment to serve with emphasis on safety in every detail, to offer the best products and services to customers. There are 258 COCKPIT stores nationwide* (as of July 2026). 

Thursday, August 6, 2026

อีซี่มันนี่ ผนึกภาครัฐและเครือข่ายพันธมิตร เดินหน้าโครงการ “แว่นบุญ” ครั้งที่ 2 มอบแว่นสายตาแก่ประชาชน 600 คน ขยายโอกาสการมองเห็นสู่ชุมชนไทย

อีซี่มันนี่ กรุ๊ป เดินหน้าสานต่อพันธกิจด้านการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ผ่านโครงการเพื่อสังคม “แว่นบุญ” ครั้งที่ 2 โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ พร้อมผนึกกำลังเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคม ได้แก่ แว่นท็อปเจริญ, CU20 (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่น 20) และเหล่ากาชาดจังหวัดนครปฐม ร่วมตรวจวัดสายตาและส่งมอบแว่นสายตาให้แก่ประชาชนและเยาวชนรวม 600 คน ระหว่างวันที่ 3–4 สิงหาคม 2569 ณ ศาลากองอำนวยการ องค์พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม

กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนแนวคิดของอีซี่มันนี่ในการสร้าง “โอกาส” ให้กับผู้คนในหลายมิติ ไม่เพียงผ่านการเข้าถึงบริการทางการเงิน แต่ยังรวมถึงการสนับสนุนคุณภาพชีวิตในด้านที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะบริษัทเชื่อว่าการสร้างโอกาสที่ยั่งยืน เริ่มต้นจากการเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานที่ช่วยให้ผู้คนใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ

โครงการ “แว่นบุญ” ครั้งที่ 2 ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากการจัดกิจกรรมครั้งแรก พร้อมยกระดับความร่วมมือด้วยการขยายเครือข่ายพันธมิตรให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการตรวจวัดสายตาและแว่นสายตาที่มีคุณภาพ โดยในปีนี้ อีซี่มันนี่ แว่นท็อปเจริญ และ CU20 ได้ร่วมกันคัดเลือกผู้ได้รับแว่นสายตาจำนวน 300 คน จาก 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มเปราะบางในชุมชนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กลุ่มผู้สูงอายุอายุ 55 ปีขึ้นไป และนักเรียนในพื้นที่จังหวัดนครปฐม

ขณะเดียวกัน เหล่ากาชาดจังหวัดนครปฐม ได้ร่วมคัดเลือกผู้รับแว่นสายตาเพิ่มเติมอีก 300 คน จากโครงการ “แว่นตาเพื่อน้อง” ทำให้โครงการ “แว่นบุญ” ครั้งที่ 2 สามารถส่งมอบแว่นสายตาให้ แก่ประชาชน และเยาวชนรวมทั้งสิ้น 600 คน ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นการขยายโครงการสู่ต่างจังหวัดเป็นครั้งแรก สะท้อนพลัง ความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการยกระดับการเข้าถึงการดูแลสายตาของประชาชน

นายสิทธิวิชญ์ ตั้งธนาเกียรติ ประธานกรรมการบริหาร อีซี่มันนี่ กรุ๊ป กล่าวว่า “เราดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคม โครงการแว่นบุญ ถือเป็นหนึ่งในภารกิจหลักด้านสังคมที่อีซี่มันนี่ กรุ๊ป มุ่งมั่นเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนโครงการอย่างต่อเนื่องด้วยความเชื่อมั่นว่า “โอกาสในการมองเห็น คือจุดเริ่มต้นของทุกความเป็นไปได้ในชีวิต” ซึ่งการมีสายตาที่ดีไม่เพียงแต่ เป็นรากฐานสำคัญ แต่ยังเป็นปัจจัยพื้นฐานในการต่อยอดโอกาสทางการศึกษา การประกอบอาชีพ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

สำหรับจังหวัดนครปฐม ได้รับเลือกให้เป็นพื้นที่นำร่องแห่งแรกในการขยายโครงการนี้สู่ภูมิภาค โดยอีซี่มันนี่มีแผนต่อยอดโครงการไปยังอีก 2 จังหวัดภายในปีนี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการดูแลสายตาและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างทั่วถึง และเราจะยังคงเดินหน้าสร้างความร่วมมือในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งต่อคุณค่าและสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคมไทยในระยะยาว

จากความสำเร็จครั้งแรก อีซี่มันนี่ กรุ๊ป จึงได้ต่อยอดและยกระดับโครงการแว่นบุญ ครั้งที่ 2 ให้ครอบคลุม พื้นที่และเข้าถึงชุมชนมากยิ่งขึ้น โดยจัดกิจกรรมลงพื้นที่ตรวจวัดสายตาจำนวน 2 วัน ได้แก่วันที่ 3 และ 4 สิงหาคม 2569 ตั้งเป้าหมายให้บริการวันละ 300 คน รวม 600 คน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ”

ด้าน นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า “การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่นับเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องดำเนินควบคู่กับการพัฒนาเมืองและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง หรือผู้ด้วยโอกาสจำนวนมากที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ รวมถึงกลุ่มน้องนักเรียนที่ถือว่าเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต ซึ่งหากได้รับบริการจัดหาแว่นตาที่มีคุณภาพ ก็จะทำให้กลุ่มเป้าหมายเหล่านี้มีสุขภาพสายตาที่ดีขึ้น มีกำลังใจในการเรียนและพัฒนา คุณภาพชีวิตของตนเองให้ดีขึ้น การจัดกิจกรรมตรวจวัดสายตาและจัดหาแว่นตาถือเป็นความร่วมมือที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง”

โครงการ “แว่นบุญ” เป็นหนึ่งในกิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของอีซี่มันนี่ ที่มุ่งสร้างคุณค่าร่วมกับสังคมผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยบริษัทเชื่อว่าการเข้าถึงโอกาสพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นโอกาสทางการเงินหรือโอกาสในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ล้วนเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสังคมที่เข้มแข็ง และพร้อมเดินหน้าสร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้กับสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง

เกี่ยวกับอีซี่มันนี่

อีซี่มันนี่ เป็นผู้นำธุรกิจสินเชื่อทางเลือกของไทย ปัจจุบันมี 100 สาขาทั่วประเทศ ให้บริการสินเชื่อที่มีหลักประกัน (Asset-backed Financing) ครอบคลุมทองคำ เครื่องประดับ และทรัพย์สินมีค่าอื่น ๆ

อีซี่มันนี่มุ่งมั่นที่จะเป็น “โซลูชันทางการเงินที่ชาญฉลาดและเข้าถึงได้” โปร่งใส ยุติธรรม และทันสมัยเพื่อช่วยให้คนไทยทุกกลุ่มสามารถเปลี่ยนสินทรัพย์ให้เป็นโอกาสทางการเงินได้อย่างมั่นใจ www.easymoney.co.th