Wednesday, November 4, 2026

นครฝูโจวจัดสัมมนาพิเศษ ต้อนรับรางวัลเซี่ยงไฮ้ ประจำปี 2569 ผลักดันการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน


นครฝูโจวทางตะวันออกของจีน ได้มีการจัดงานสัมมนาพิเศษเนื่องในโอกาสการประชุมรางวัลการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนระดับโลก หรือรางวัลเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Award) ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

การจัดงานในครั้งนี้มีขึ้นในธีม "Transforming Cities for Sustainable Urban Development - Voices of Shanghai Award Cities" (ยกระดับเมืองเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน: เสียงสะท้อนจากเมืองเครือข่ายรางวัลเซี่ยงไฮ้) โดยเป็นความร่วมมือระหว่างโครงการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งสหประชาชาติ (UN-Habitat) และคณะกรรมการบริหารการเคหะและการพัฒนาเมือง-ชนบท นครเซี่ยงไฮ้

รางวัลการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนระดับโลก หรือรางวัลเซี่ยงไฮ้ เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างโครงการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งสหประชาชาติกับจีน โดยในรอบการประกาศรางวัลครั้งที่ 4 นี้ มี 5 เมืองที่สามารถคว้ารางวัลเซี่ยงไฮ้ไปครอง ได้แก่ กรุงแอดดิสอาบาบา ประเทศเอธิโอเปีย, เมืองจิ่งเต๋อเจิ้น ประเทศจีน, นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี, เมืองซานเตียโกเดกาลิ ประเทศโคลอมเบีย และเมืองคาโตวีตเซ ประเทศโปแลนด์

ในโอกาสนี้ คณะผู้แทนจากทั้ง 5 เมือง พร้อมด้วยเมืองปาลู ประเทศอินโดนีเซีย ได้ร่วมเปิดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติในระดับท้องถิ่นตลอดจนความร่วมมือในระดับสากล โดยแชร์ประสบการณ์ตรงในเรื่องนโยบายเชิงนวัตกรรม การฟื้นฟูเมืองอย่างทั่วถึงทุกภาคส่วน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลง และระบบบริหารจัดการเมืองที่มีประสิทธิภาพ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการยกระดับเมือง

งานเสวนาครั้งนี้สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ข้อที่ 11 โดยเฉพาะเป้าหมายย่อย 11.a ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วยนายกเทศมนตรีจากเมืองที่ได้รับรางวัลและเมืองที่ผ่านเข้ารอบชิงรางวัลเซี่ยงไฮ้ ครั้งที่ 4 พร้อมด้วยคณะผู้เชี่ยวชาญระดับสากล คณะผู้แทนจากสำนักงานใหญ่และสำนักงานภูมิภาคของโครงการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งสหประชาชาติ เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกระทรวงการเคหะและการพัฒนาเมือง-ชนบทของจีน คณะผู้แทนจากนครเซี่ยงไฮ้ ตลอดจนตัวแทนจากสถาบันอุดมศึกษาและองค์กรวิจัย

นอกจากนี้ เวทีเสวนาดังกล่าวยังเน้นย้ำบทบาทของรางวัลเซี่ยงไฮ้ ในฐานะแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเรียนรู้ร่วมกันระหว่างเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก พร้อมทั้งร่วมกันแสวงหาแนวทางถอดบทเรียนจากแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ นำไปสู่การลงมือปฏิบัติจริง เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองในอนาคตให้มีความปลอดภัย ครอบคลุมทุกภาคส่วน พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และยั่งยืน

2026 Shanghai Award Special Session Held in East China's Fuzhou


On November 1, a special session for the 4th Cycle of the Global Award for Sustainable Development in Cities (Shanghai Award) was held in east China's Fuzhou City.

Themed "Transforming Cities for Sustainable Urban Development - Voices of Shanghai Award Cities," the event was jointly organized by UN-Habitat and the Shanghai Municipal Commission of Housing, Urban-Rural Development and Management.

The Global Award for Sustainable Development in Cities (Shanghai Award) is jointly established by UN-Habitat and China. The five cities that won the 4th cycle of the Shanghai Award are Addis Ababa, Ethiopia; Jingdezhen, China; Istanbul, Tuerkiye; Santiago de Cali, Colombia; and Katowice, Poland.

At the forum, representatives from the five cities and Palu of Indonesia discussed local practices and global cooperation. They exchanged views on innovative policies, inclusive urban regeneration, resilient infrastructure and effective urban governance, sharing practical experience in urban transformation.

The forum closely aligned with Sustainable Development Goal 11, in particular Target 11.a. Participants included mayors of shortlisted and winning cities of the 4th cycle of the Shanghai Award, international jury experts, representatives from UN-Habitat headquarters and its regional offices, officials from China's Ministry of Housing and Urban-Rural Development, delegates from Shanghai, and representatives of universities and research institutions.

The forum also underscored the Shanghai Award's role as a platform for international experience exchange and peer mutual learning. It explored ways to help cities translate the recognized practices into concrete action, jointly moving toward a safe, inclusive, resilient and sustainable urban future.

Tuesday, November 3, 2026

เซี่ยงไฮ้เปิดเวทีประชุมระบบนิเวศข้อมูลโลก มุ่งขับเคลื่อนความร่วมมือดิจิทัลระหว่างประเทศ พร้อมส่งเสริมการบูรณาการข้อมูลและ AI

 การประชุมระบบนิเวศข้อมูลโลก ประจำปี 2569

เวทีหลักของการประชุมระบบนิเวศข้อมูลโลก ประจำปี 2569 (Global Data Ecosystem Conference 2026) จัดขึ้น ณ นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน โดยมีผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมและผู้นำภาคธุรกิจเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความร่วมมือด้านดิจิทัลระหว่างประเทศ ตลอดจนการบูรณาการเทคโนโลยีข้อมูลเข้ากับปัญญาประดิษฐ์ (AI)

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด "Data Intelligence Connecting the World" หรือ "อัจฉริยภาพแห่งข้อมูลเชื่อมโยงโลก" พร้อมเปิดตัวโครงการริเริ่มใหม่ ๆ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมการนำเทคโนโลยีข้อมูลมาประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

ในพิธีเปิดการประชุม สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งประเทศจีน (CMA) ได้เปิดตัวโครงการสำคัญ 2 โครงการ ได้แก่ ศูนย์เซี่ยงไฮ้เพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลระบบโลกในระดับนานาชาติ (Shanghai Node for International Exchange of Earth System Data) และพื้นที่แบ่งปันข้อมูลสาธารณะที่เชื่อถือได้สำหรับอุตสาหกรรมอุตุนิยมวิทยา (Trusted Data Space for the Meteorological Industry) โดยคาดว่าโครงการทั้งสองจะมีส่วนช่วยส่งเสริมการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ และสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลให้เติบโตอย่างมีคุณภาพสูงต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งคณะทำงานภายใต้คณะกรรมการเฉพาะทางด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในภาคการเดินเรือและการค้าขององค์การข้อมูลโลก (World Data Organization) อย่างเป็นทางการ โดยมุ่งใช้ประโยชน์จากศักยภาพและจุดแข็งของนครเซี่ยงไฮ้ในฐานะศูนย์กลางการขนส่งทางเรือและการค้า เพื่อสนับสนุนการยกระดับการบริหารจัดการท่าเรือและการดำเนินงานด้านการค้าให้มีความทันสมัยและชาญฉลาดยิ่งขึ้น

ซ่ง เซียนหรง (Song Xianrong) ผู้อำนวยการแผนกความร่วมมือด้านธรรมาภิบาลข้อมูลระหว่างประเทศ สังกัดสำนักงานข้อมูลแห่งชาติ (National Data Administration) และอู่ เจี้ยนสยง (Wu Jianxiong) ประธานกรรมการ บริษัท เซี่ยงไฮ้ ดาต้า กรุ๊ป (Shanghai Data Group) ได้เข้าร่วมพิธีเปิดตัวคณะทำงานดังกล่าว

ที่ประชุมยังได้เปิดตัวโครงการความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างจีนกับคาซัคสถานอย่างเป็นทางการ โดยทั้งสองประเทศจะร่วมมือกันในหลายด้าน อาทิ การศึกษาวิจัยอุตสาหกรรมเศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลข้ามพรมแดนร่วมกัน การก่อสร้างเมืองอัจฉริยะ และการพัฒนาตลาดปัจจัยข้อมูล (Data Factor Market) เพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากข้อมูลในฐานะปัจจัยการผลิตทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดพิธีมอบรางวัลสำหรับการแข่งขัน Data Elements x Competition 2026 รอบภูมิภาคเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นการแข่งขันระดับชาติที่มุ่งส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากข้อมูลในฐานะปัจจัยการผลิต เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ โดยการแข่งขันในรอบเซี่ยงไฮ้ครอบคลุม 20 สาขาหลัก อาทิ บริการด้านอุตุนิยมวิทยา การผลิต บริการทางการเงิน การพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการลดการปล่อยคาร์บอน ตลอดจนบริการด้านสุขภาพ โดยมีทีมที่ได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 143 ทีม ซึ่งโครงการที่ได้รับรางวัลจะได้รับการสนับสนุนให้ต่อยอดผลงานจากการแข่งขันไปสู่การประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมจริงต่อไป

สถาบันวิจัยการพัฒนาข้อมูลแห่งชาติ (National Data Development Research Institute) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยภายใต้สำนักงานข้อมูลแห่งชาติของจีน ร่วมกับบริษัทชั้นนำหลายแห่งในห่วงโซ่อุตสาหกรรม เปิดตัวโครงการส่งเสริมความร่วมมือในระบบนิเวศอุตสาหกรรมโทเคน (Token Industry Ecosystem Synergy) โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันการพัฒนามาตรฐาน หลักเกณฑ์การประเมิน และแนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีโทเคนในทางปฏิบัติ ตลอดจนพัฒนาแนวทางใหม่ในการวัดมูลค่า กำหนดราคา และหมุนเวียนแลกเปลี่ยนข้อมูล โดยใช้ AI Token เป็นหน่วยในการวัดและคำนวณ ในยุคของโมเดลปัญญาประดิษฐ์ขนาดใหญ่ (Large AI Models)

ผู้เชี่ยวชาญร่วมวิเคราะห์แนวโน้มใหม่ในอุตสาหกรรม

ในเวทีประชุมหลัก ซุน เซิงลี่ (Sun Shengli) สมาชิกสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งประเทศจีน (Chinese Academy of Sciences) ได้กล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อสถาปัตยกรรมดาต้าเซ็นเตอร์เฉพาะทางและระบบนิเวศที่ยั่งยืน พร้อมนำเสนอแนวทางสนับสนุนการทำเหมืองข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ และการนำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ

ตัวแทนจากคาซัคสถานได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์และแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ซึ่งช่วยเปิดมุมมองใหม่และส่งเสริมความร่วมมือด้านดิจิทัลระหว่างจีนกับคาซัคสถาน ขณะที่โจ ไวน์แมน (Joe Weinman) ผู้ก่อตั้งสถาบันระหว่างประเทศเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (International Institute for Future Industries) และผู้บุกเบิกด้านเศรษฐศาสตร์ AI ได้นำเสนอการวิเคราะห์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงและการพลิกโฉมภาคอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

วินเซนโซ อากวาโร (Vincenzo Aquaro) หัวหน้าสาขารัฐบาลดิจิทัล ภายใต้กองกิจการสถาบันสาธารณะและรัฐบาลดิจิทัล สำนักงานกิจการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ (UN DESA) ได้มุ่งเน้นการนำเสนอประเด็นสำคัญเกี่ยวกับยุคของ AI Agent พร้อมแบ่งปันผลงานวิจัยและความก้าวหน้าล่าสุดเกี่ยวกับการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลในระดับโลก

อู่ เจี้ยนสยง ประธานกรรมการ บริษัท เซี่ยงไฮ้ ดาต้า กรุ๊ป กล่าวว่า บริษัทมุ่งมั่นที่จะพัฒนาแพลตฟอร์มความร่วมมือและการสื่อสารที่เปิดกว้าง เอื้อต่อการแบ่งปัน และสร้างประโยชน์ร่วมกัน พร้อมมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการปฏิรูปการใช้ข้อมูลในฐานะปัจจัยการผลิต ตลอดจนผนึกกำลังกับพันธมิตรในภาคอุตสาหกรรมเพื่อส่งเสริมการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรข้อมูลแบบบูรณาการ

เปิดตัวนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม

ภายในงานประชุมครั้งนี้ มีการเปิดตัวระบบห่วงโซ่การรับรองคาร์บอนฟุตพรินต์สำหรับวัสดุรีไซเคิล ซึ่งนำศักยภาพของเทคโนโลยีข้อมูลมาประยุกต์ใช้ เพื่อรองรับการตรวจสอบย้อนกลับและการบริหารจัดการวัสดุรีไซเคิลตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจหมุนเวียน พร้อมส่งเสริมการดำเนินงานให้ได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น

ภายในงานยังมีการเปิดตัวแพลตฟอร์ม UniTrust ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มด้านการกำกับดูแลและสร้างความน่าเชื่อถือสำหรับ AI Agent ที่พัฒนาโดยศูนย์รับรองอิเล็กทรอนิกส์แห่งเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Electronic Certificate Authority Center) โดยมีเป้าหมายในการวางรากฐานด้านความน่าเชื่อถือทางดิจิทัล เพื่อรองรับการแลกเปลี่ยนและหมุนเวียนปัจจัยข้อมูลให้เป็นไปอย่างปลอดภัยและเชื่อถือได้

ขณะเดียวกัน ภายในงานยังมีการเผยแพร่ชุดข้อมูลคุณภาพสูงชุดแรกจาก AIsaisi ซึ่งเป็นชุมชนเปิดแบบครบวงจรที่มุ่งสนับสนุนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ด้วยเทคโนโลยี AI โดยชุดข้อมูลดังกล่าวได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นทรัพยากรสำคัญในการสนับสนุนงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมขั้นสูง

นอกจากนี้ สถาบันวิจัยการพัฒนาข้อมูลแห่งชาติ, บริษัท เซี่ยงไฮ้ ดาต้า กรุ๊ป และสถาบันวิจัยข้อมูลแห่งเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Data Research Institute) ยังได้ร่วมกันเผยแพร่ผลงานวิจัยชุดใหม่ ซึ่งนำเสนอแนวทางการพัฒนาและบูรณาการเทคโนโลยีบล็อกเชน ข้อมูล และ AI เพื่อส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

Global Data Ecosystem Conference in Shanghai Hears About Int'l Digital Cooperation, Data-AI Integration

 The Global Data Ecosystem Conference 2026

The main forum of the Global Data Ecosystem Conference 2026 was held in Shanghai today, with industry experts and business leaders discussing international digital collaboration and the integration of data and artificial intelligence.

Under the theme of "Data Intelligence Connecting the World," the conference also unveiled new initiatives, and discussed efforts to boost the practical use of data technologies across various industries.

During the opening ceremony, the China Meteorological Administration introduced two key initiatives: The Shanghai Node for International Exchange of Earth System Data and Trusted Data Space for the Meteorological Industry. These achievements are expected to empower smart city development and support the high-quality growth of the digital economy.

In addition, the Working Group for the World Data Organization Maritime and Trade Digitization Specialized Committee was officially established. Building on Shanghai's strengths in shipping and trade, the group is expected to support the smart upgrading of port and trade operations.

Song Xianrong, director of the International Data Governance Cooperation Department of the National Data Administration, and Wu Jianxiong, chairman of Shanghai Data Group, attended the launch ceremony.

The conference also officially launched the China-Kazakhstan Industrial Cooperation in Digital Economy initiative through which the two countries will collaborate in areas including digital economy industry research, co-development of cross-border digital infrastructure, smart city construction, and the development of data factor markets.

Moreover, the conference held an awards ceremony for the Shanghai regional leg of the 2026 Data Elements ? Competition (a national contest aimed at unlocking the multiplier effect of data as a production factor). The event in Shanghai covered 20 major categories, including meteorological services, manufacturing, financial services, green and low-carbon development, and healthcare, with 143 teams receiving awards. The winning projects will be supported in moving from the competition stage into real-world industrial applications.

The Token Industry Ecosystem Synergy Initiative was also unveiled by the National Data Development Research Institute, a research institute directly under China's National Data Administration, and several leading companies across the industry chain. The initiative aims to advance the development of standards, evaluation, and practical application scenarios for the "token" sector, while forging new pathways for measuring, pricing, and circulating data - with the AI token as the unit of account - in the era of large AI models.

Experts Discuss Emerging Industry Trends

At the main forum, Sun Shengli, a member of the Chinese Academy of Sciences, delivered a speech on specialized data center architecture and sustainable ecology as well as the underlying support path for scientific data mining and utilization.

A representative from Kazakhstan shared the country's experience in developing the digital economy, opening up new perspectives for digital cooperation with China. Joe Weinman, founder of the International Institute for Future Industries and a pioneer in AI economics, analyzed industry transformation driven by data.

Vincenzo Aquaro, Chief of Digital Government Branch in UN DESA's Division for Public Institutions and Digital Government, focused on the era of AI agents and shared cutting-edge research on the global development of digital government.

Wu Jianxiong, chairman of Shanghai Data Group, said the firm will build an open, shared and mutually beneficial platform for communication, engage deeply in the reform of data as a factor of production, and work alongside industry partners to foster the coordinated development of data resources.

Technological and Industrial Innovations Unveiled

During the forum, a carbon footprint certification chain for recyclable materials was launched. By leveraging data capabilities, this system enables end-to-end traceability and management of recyclable materials, empowering the circular economy to scale up and standardize.

UniTrust, a trusted governance platform for AI agents developed by the Shanghai Electronic Certificate Authority Center, was also unveiled. The platform is intended to establish a foundational layer of digital trust to ensure the secure and reliable circulation of data factors.

In addition, the first batch of high-quality datasets from AIsaisi, a one-stop open community for AI-driven scientific research, was released, providing data resources to support cutting-edge scientific research and innovation.

The National Data Development Research Institute, Shanghai Data Group, and Shanghai Data Research Institute also jointly released a series of research findings on the integrated development of blockchain, data, and AI.

ไชน่า อีสเทิร์น แอร์ไลน์ส เพิ่มความถี่เที่ยวบิน พร้อมยกระดับบริการชั้นหนึ่งและชั้นธุรกิจ รับตารางบินฤดูหนาว

 ไชน่า อีสเทิร์น แอร์ไลน์ส (CEAir)

ไชน่า อีสเทิร์น แอร์ไลน์ส (China Eastern Airlines หรือ CEAir) ประกาศเพิ่มความถี่เที่ยวบินในเส้นทางระหว่างประเทศและระดับภูมิภาค พร้อมยกระดับบริการสำหรับผู้โดยสารชั้นหนึ่งและชั้นธุรกิจ รองรับตารางบินประจำฤดูหนาว ปี 2569-2570 ซึ่งเริ่มเปิดฉากอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา

สำหรับการปรับตารางบินในครั้งนี้ สายการบินฯ พร้อมให้บริการเส้นทางระหว่างประเทศและระดับภูมิภาครวมกว่า 180 เส้นทาง ครอบคลุมกว่า 40 ประเทศและเขตปกครองทั่วโลก โดยให้บริการเฉลี่ยวันละกว่า 430 เที่ยวบิน

สายการบินฯ ยังเตรียมกลับมาเปิดให้บริการเส้นทางบินตรงระหว่างแอดิเลดกับเซี่ยงไฮ้ เพิ่มความถี่เที่ยวบินในเส้นทางบัวโนสไอเรส-โอกแลนด์-เซี่ยงไฮ้ รวมถึงเสริมเที่ยวบินตามฤดูกาลเชื่อมโยงซิดนีย์ เมลเบิร์น และบริสเบน สู่เซี่ยงไฮ้

ขณะเดียวกัน ไชน่า อีสเทิร์น แอร์ไลน์ส เตรียมเพิ่มเที่ยวบินในเส้นทางบินสู่เซี่ยงไฮ้ที่เชื่อมต่อกับแฟรงก์เฟิร์ต ลอนดอน และแวนคูเวอร์ ส่วนเส้นทางบินระหว่างประเทศที่เปิดให้บริการใหม่หรือกลับมาทำการบินอีกครั้งในช่วงตารางบินฤดูร้อนปี 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงเส้นทางดับลิน สตอกโฮล์ม และทบิลิซี สู่เซี่ยงไฮ้ จะยังคงเปิดให้บริการตลอดฤดูหนาวนี้

นอกจากนี้ สายการบินฯ ยังเตรียมเพิ่มความถี่เที่ยวบินในเส้นทางเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางเชื่อมต่อเซี่ยงไฮ้สู่บาหลี สิงคโปร์ และกัวลาลัมเปอร์ รวมถึงเส้นทางคุนหมิงสู่กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ โดยในหลายเส้นทางบินหลัก เช่น เส้นทางเซี่ยงไฮ้สู่สิงคโปร์ กรุงเทพฯ และโซล เส้นทางคุนหมิง-กรุงเทพฯ และชิงเต่า-โซล จะให้บริการด้วยความถี่สูงเพื่อรองรับความต้องการเดินทางอย่างครอบคลุม

และเพื่อมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับยิ่งขึ้นระหว่างรอขึ้นเครื่องและเปลี่ยนเที่ยวบิน ไชน่า อีสเทิร์น แอร์ไลน์ส ได้ปรับโฉมพื้นที่ห้องรับรองพิเศษที่บริหารจัดการเอง ณ ท่าอากาศยานหลักในนครเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง และซีอาน โดยจัดสรรพื้นที่เฉพาะสำหรับผู้โดยสารชั้นหนึ่งและชั้นธุรกิจ พร้อมเพิ่มจำนวนที่นั่งรองรับอีกกว่า 400 ที่นั่ง

พร้อมกันนี้ ห้องรับรองพิเศษยังได้เพิ่มความหลากหลายให้อาหารและเครื่องดื่ม โดยเสิร์ฟเครื่องดื่ม ขนมปัง ของหวาน และของว่างประจำฤดูกาล เช่นเดียวกับ "MU Noodles" เมนูซิกเนเจอร์ที่ชูรสชาติสไตล์ท้องถิ่นอย่างลงตัว

สำหรับผู้โดยสารชั้นหนึ่งและชั้นธุรกิจที่ตรงตามเงื่อนไข สามารถใช้บริการรับ-ส่งสนามบินได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ในหลายเมืองใหญ่ทั่วเอเชีย ยุโรป อเมริกา แอฟริกา และโอเชียเนีย พร้อมรับสิทธิประโยชน์สุดพิเศษและบริการดูแลลูกค้าออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน CEAir เวอร์ชันผู้โดยสารระหว่างประเทศ รวมถึงบริการสายด่วนดูแลผู้โดยสารระดับพรีเมียมโดยเฉพาะ

ไชน่า อีสเทิร์น แอร์ไลน์ส ยังได้รังสรรค์เมนูอาหารบนเที่ยวบินรูปแบบใหม่ที่เลือกใช้วัตถุดิบระดับพรีเมียม เพื่อมอบบริการแก่ผู้โดยสารชั้นหนึ่งและชั้นธุรกิจใน 12 เส้นทางบินระยะไกลระหว่างประเทศที่เดินทางออกจากเซี่ยงไฮ้ สู่จุดหมายปลายทางยอดนิยม อาทิ นิวยอร์ก ปารีส และลอนดอน พร้อมกันนี้ สายการบินฯ ยังได้ยกระดับไลน์เครื่องดื่มบนเครื่อง โดยนำเมนูซิกเนเจอร์อย่าง "MU Tea" มาต่อยอด นำเสนอเครื่องดื่มคอลเลกชันใหม่ ทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟ ชาสปาร์กลิง และเครื่องดื่มสูตรพิเศษที่คิดค้นขึ้นโดยเฉพาะ ยิ่งไปกว่านั้น ผู้โดยสารชั้นหนึ่งและชั้นธุรกิจบนเครื่องบินลำกว้างทุกลำของสายการบินฯ ยังสามารถใช้งาน Wi-Fi ความเร็วสูงบนเที่ยวบินได้ฟรีตลอดการเดินทาง

บริษัท: ไชน่า อีสเทิร์น แอร์ไลน์ส

เว็บไซต์: http://www.ceair.com/

ผู้ติดต่อ: Caowei

อีเมล: ceapr@ceair.com

เมือง: เซี่ยงไฮ้

China Eastern Airlines Increases Flight Frequencies, Upgrades First and Business Class Services for Winter Season


 China Eastern Airlines (CEAir)

China Eastern Airlines (CEAir) will boost flight frequencies on international and regional routes and upgrade services for first and business class passengers during the 2026-2027 winter season, which began on October 25.

The airline will operate more than 180 international and regional routes covering over 40 countries and regions, with an average of more than 430 flights scheduled daily.

It will resume flights between Adelaide and Shanghai, increase flight frequencies on the Buenos Aires-Auckland-Shanghai route, and add seasonal flights on routes linking Sydney, Melbourne, and Brisbane with Shanghai.

More flights will be added on routes linking Frankfurt, London, and Vancouver with Shanghai. International routes launched or resumed during the 2026 summer season, including the routes connecting Dublin, Stockholm, and Tbilisi with Shanghai, will continue operating through the winter season.

The airline will also increase flight frequencies on Asian routes, such as the routes linking Bali, Singapore, and Kuala Lumpur with Shanghai, as well as the routes connecting Bangkok and Chiang Mai with Kunming. Many routes, including those linking Singapore, Bangkok, and Seoul with Shanghai, the route between Bangkok and Kunming, and the Seoul-Qingdao route, will operate at high frequencies.

To better meet the needs of passengers awaiting flights and making connections, CEAir has reconfigured some of its self-operated VIP lounges in Shanghai, Beijing, and Xi'an, creating dedicated spaces for first and business class passengers and adding more than 400 seats.

The lounges have also added seasonal drinks, bread, desserts, and snacks, alongside MU Noodles, a signature dish featuring local flavors, to their food and beverage offerings.

Eligible first and business class passengers can book complimentary airport transfer services in many cities across Europe, Asia, the Americas, Africa, and Oceania, and access exclusive benefits and online customer service through CEAir's international app. A dedicated customer service line is also available for them.

CEAir has introduced new in-flight meals featuring premium ingredients for first and business class passengers on 12 international long-haul routes departing Shanghai for New York, Paris, and London, among other destinations. Building on its signature MU Tea, it has rolled out a refreshed lineup of onboard beverages, including alcoholic drinks, coffee, sparkling tea, and specially crafted beverages. All CEAir wide-body aircraft offer complimentary high-speed in-flight Wi-Fi for first and business class passengers.

Company: China Eastern Airlines

Website: http://www.ceair.com/

Contact: Caowei

Email: ceapr@ceair.com

City: Shanghai

วิกฤตเศรษฐกิจไม่ใช่ทางตัน: OMUSUBI™ เปิดตัวไมโครแฟรนไชส์ข้าวปั้นญี่ปุ่น พร้อมโปรโมชั่น “ลดค่าแฟรนไชส์สูงสุด 50%” จำกัด 100 สาขาแรกทั่วประเทศ


OMUSUBI™ ภายใต้การนำของ คุณมาลี คาริเบะ (Malee Karibe) จัดโปรโมชั่นลดค่าสัญญาแฟรนไชส์เริ่มต้นเพียง 14,500 บาท (ปกติ 29,000 บาท) และไม่เก็บค่ารอยัลตี้รายเดือนตลอดอายุสัญญา สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจของตนเอง

บริษัท คาริเบะ (ประเทศไทย) จำกัด (KARIBE THAILAND) ผู้ดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์โอนิกิริทำมือสไตล์ญี่ปุ่นระดับพรีเมียม OMUSUBI™ ภายใต้การบริหารงานของ คุณมาลี คาริเบะ (Malee Karibe) บุตรสาวผู้นำหมู่บ้านชนเผ่าอาข่า ประกาศเปิดตัวโมเดลธุรกิจไมโครแฟรนไชส์อย่างเป็นทางการ พร้อมมอบส่วนลดค่าสัญญาพิเศษสูงสุดถึง 50% สำหรับ 100 สาขาแรก เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจเริ่มต้นธุรกิจขนาดเล็กทั่วประเทศ

ท่ามกลางรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงเป็นประวัติการณ์ และความไม่แน่นอนทางการเงิน คุณมาลี คาริเบะ ได้สะท้อนมุมมองจากจิตวิญญาณแห่งขุนเขาว่า:

“ดิฉันเติบโตมาในหมู่บ้านอาข่าที่ห่างไกล แม้ไม่มีไฟฟ้าใช้ แต่พวกเราไม่เคยยอมแพ้ต่อความยากลำบาก เพราะเรารู้จักคุณค่าของเมล็ดข้าวและพลังของการพึ่งพาตนเอง ในยามที่พี่น้องคนไทยกำลังเผชิญมรสุมเศรษฐกิจ สิ่งที่ทุกคนต้องการไม่ใช่คำปลอบโยน แต่คือ ‘เครื่องมือทำมาหากินที่ทำได้จริง’ OMUSUBI™ จึงขอมอบโอกาสนี้ เพื่อให้ผู้ที่พร้อมลงมือทำมีทางเลือกในการสร้างรายได้ด้วยตนเอง”

ด้วยโครงสร้างหน่วยธุรกิจ (Unit Economics) ที่ออกแบบมาอย่างเข้มงวด แฟรนไชส์ OMUSUBI™ กำหนดนโยบาย ปลอดค่ารอยัลตี้รายเดือน (0% Monthly Royalty) ตลอดอายุสัญญา และควบคุมต้นทุนอาหาร (COGS) ให้อยู่ในเกณฑ์เป้าหมาย 25-33% ของราคาขาย ทั้งนี้ ผลประกอบการของแต่ละสาขาขึ้นอยู่กับทำเล ยอดขาย และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ซึ่งบริษัทไม่สามารถรับประกันได้

แพ็กเกจเริ่มต้น
(Starter Package)
ต้นทุนวัตถุดิบควบคุม
(Target COGS)
ระยะคืนทุน
(Payback)
29,000 ฿
รวมคีออสก์ + อุปกรณ์ + วัตถุดิบชุดแรก
(ไม่รวมค่าเช่า ค่าแรง และค่าดำเนินงาน)
~ 30 %
เฉลี่ย 25-33% (อัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 70%)
ของราคาขาย (เป้าหมาย)
ขึ้นอยู่กับทำเลและยอดขาย
ดูตัวอย่างการคำนวณและสมมติฐาน
ในเอกสารเปิดเผยข้อมูลแฟรนไชส์

แบรนด์โอนิกิริทำมือระดับพรีเมียมสไตล์ญี่ปุ่น OMUSUBI™ ประกาศเปิดตัวโมเดลธุรกิจไมโครแฟรนไชส์ (Micro-Franchise) อย่างเป็นทางการทั่วประเทศไทย มุ่งเป้าขับเคลื่อนการเข้าถึงธุรกิจอาหารญี่ปุ่นที่มีมาตรฐาน  เพื่อตอบสนองวิถีชีวิตเร่งรีบของคนทำงานและนักเรียนในเขตเมือง

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่การลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์อาหารส่วนใหญ่ต้องใช้เงินทุนหลักแสนถึงหลักล้านบาท OMUSUBI™ ได้ออกแบบโครงสร้างหน่วยธุรกิจ (Unit Economics) โดยกำหนดนโยบาย ปลอดค่ารอยัลตี้รายเดือน (0% Monthly Royalty) ตลอดอายุสัญญา พร้อมระบบครัวกลางจัดส่งวัตถุดิบคีย์ไอพีเพื่อคงความสม่ำเสมอของรสชาติทั่วประเทศ (ผู้รับสิทธิ์สั่งซื้อวัตถุดิบหลักจากครัวกลางตามราคาและเงื่อนไขที่ระบุในเอกสารเปิดเผยข้อมูลแฟรนไชส์)

FEATURE STORY 01: HISTORICAL HERITAGE

ปาฏิหาริย์แห่งโชคชะตา: เมื่อบุตรสาวผู้นำหมู่บ้านอาข่า พบรักกับทายาทซามูไรผู้รับใช้โชกุนโทกูงาวะ

จุดกำเนิดของแบรนด์ OMUSUBI™ เริ่มต้นจากเรื่องราวความผูกพันข้ามพรมแดน: “คุณมาลี” (Malee Karibe) บุตรสาวของผู้นำหมู่บ้านชนเผ่าอาข่า บนยอดเขาสูงในจังหวัดเชียงราย ที่ยังคงสืบทอดภูมิปัญญาการดำรงชีพและวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวอาข่า

โชคชะตาได้นำพาเธอมาพบกับสามีชาวญี่ปุ่น ผู้สืบเชื้อสายจาก “ไนโต คิโยนาริ” (Naito Kiyonari) ขุนศึกซามูไรเอกผู้รับใช้ใกล้ชิดของท่านโชกุน “โทกูงาวะ อิเอยาซุ” (Tokugawa Ieyasu) ซึ่งปัจจุบันคือสวนชินจูกุเกียวเอ็น (Shinjuku Naito-machi กรุงโตเกียว) จากตำนานการควบม้าศึก และบรรพบุรุษรุ่นถัดมายังดำรงตำแหน่งโกะโชอินบัง (Goshoinban) ผู้ร่างเอกสารทางการให้แก่โชกุนในยุคปลายเอโดะ

การผสานระหว่าง “ภูมิปัญญาขุนเขาของชนเผ่าอาข่า” และ “จิตวิญญาณแห่งเกียรติยศและความประณีตของซามูไรญี่ปุ่น” จึงกลายมาเป็นอัตลักษณ์สำคัญที่ขับเคลื่อนเสน่ห์ของแบรนด์

FEATURE STORY 02: CULINARY INNOVATION

ภูมิปัญญาข้าวดอยไร้น้ำ สู่ “Rice Al Dente” เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบ

นวัตกรรมด้านรสสัมผัสของ OMUSUBI™ มีรากฐานมาจากการปลูก “ข้าวไร่” บนไหล่เขาชันของชาวอาข่า โดยไม่อาศัยแปลงนาขั้นบันได และใช้กรรมวิธีโบราณในการ “นึ่งด้วยไอน้ำบริสุทธิ์” แทนการหุงด้วยหม้อต้มน้ำ เมล็ดข้าวที่ได้จึงมีความคงรูป ไม่แฉะ และมีความหนึบแน่นอย่างเป็นเอกลักษณ์

ผู้ก่อตั้งได้นำแนวคิดนี้มาต่อยอดสู่ความทรงจำของ “ข้าวกล่องเบนโตะอุณหภูมิห้อง” ที่ชาวญี่ปุ่นคุ้นเคยมาแต่วัยเยาว์ ผ่านการศึกษาวิจัยสูตรผสมระหว่างข้าวญี่ปุ่นและข้าวกล้องพรีเมียม จนได้สัดส่วนข้าวเบลนด์พิเศษที่มอบความสุกพอดีระดับ “Rice Al Dente” ช่วยคงความนุ่มหนึบภายใยระยะเวลาจำหน่ายที่บริษัทกำหนด

FEATURE STORY 03: MARKET DISRUPTION

พลิกโฉมวงการ: เริ่มต้น 29,000 บาท ขยายโอกาสสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจข้าวปั้นสไตล์ญี่ปุ่น บนตลาดที่ฝังอยู่ใน DNA คนไทย

ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา อาหารญี่ปุ่นได้พัฒนาจากกระแสนิยมเฉพาะกลุ่ม จนกลายมาเป็นอาหารหลักในชีวิตประจำวันของประชากรไทย ทว่าอุปสรรคสำคัญของผู้ประกอบการรายย่อยคือต้นทุนการตั้งร้านอาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมที่มีมูลค่าสูง

OMUSUBI™ เข้ามาปฏิวัติข้อจำกัดดังกล่าวด้วยแพ็กเกจแฟรนไชส์ขนาดกะทัดรัด 29,000 บาท ที่ประกอบด้วยชุดคีออสก์พับเก็บได้ ป้ายแบรนด์ โคมไฟแบรนด์ อุปกรณ์ชั่งน้ำหนัก แม่พิมพ์ข้าวปั้น และวัตถุดิบตั้งต้น เพื่อให้ผู้รับสิทธิ์สามารถเปิดบริการ ณ ทำเลที่มีผู้คนสัญจรหนาแน่นได้อย่างคล่องตัว เสิร์ฟสินค้าได้ภายในเวลา 30 วินาที (ผู้รับสิทธิ์ต้องจัดหาทำเลและขอใบอนุญาตจำหน่ายอาหารที่เกี่ยวข้องเอง)

ปัจจัยเชิงกลยุทธ์ของโมเดลไมโครแฟรนไชส์ OMUSUBI™:

  • การลดทอนทักษะแรงงาน (De-skilling Operation): ข้าวผสมพิเศษและซอสปรุงรสควบคุมสัดส่วนจากส่วนกลาง สาขาเพียงดำเนินการขึ้นรูปด้วยอุปกรณ์มาตรฐาน 30 วินาทีพร้อมเสิร์ฟ
  • การดำเนินงานแบบไร้ควัน (Zero Smoke): ไม่ใช้ระบบแก๊ส ไม่ใช้น้ำปริมาณมาก และไม่ก่อควัน จึงเหมาะกับพื้นที่ในอาคารสำนักงานและสถานศึกษา (ขึ้นอยู่กับการอนุญาตของเจ้าของพื้นที่และหน่วยงานท้องถิ่น)
  • วงจรหมุนเวียนกระแสเงินสดรวดเร็ว (High Cash Turnover): มุ่งเน้นชั่วโมงเร่งด่วนช่วงเช้า (06:30 – 09:30 น.) รองรับการขายด่วนและระบบจัดส่งแบบเดลิเวอรี่
  • การบริหารจัดการความปลอดภัยด้านอาหาร (Food Safety Governance): นโยบายจำหน่ายแบบวันต่อวัน โดยสินค้าที่ไม่จำหน่ายภายในรอบขายจะไม่นำมาจำหน่ายในวันถัดไป

แคมเปญพิเศษ: ส่วนลดค่าสัญญาแฟรนไชส์ (จำกัด 100 สาขาแรก)

ลำดับสิทธิ์ (FIRST COME, FIRST SERVED)ส่วนลดค่าสัญญาพิเศษจำนวนโควตา
เฟส 1 (อันดับ 1 – 10)ลด 50%14,500 ฿จำกัด 10 สาขา
เฟส 2 (อันดับ 11 – 40)ลด 30%20,300 ฿จำกัด 30 สาขา
เฟส 3 (อันดับ 41 – 60)ลด 20%23,200 ฿จำกัด 20 สาขา
เฟส 4 (อันดับ 61 – 100)ลด 10%26,100 ฿จำกัด 40 สาขา

*หลังจากครบ 100 สาขาแรก ระบบจะปรับเข้าสู่อัตราค่าสัญญาปกติ 29,000 บาท ตามระเบียบมาตรฐานของบริษัท คาริเบะ (ประเทศไทย) จำกัด

ช่องทางติดต่อ OMUSUBI™

เกี่ยวกับ OMUSUBI™ (About OMUSUBI™):

OMUSUBI™ เป็นแบรนด์ไมโครแฟรนไชส์ข้าวปั้นญี่ปุ่นพรีเมียมในประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นเพื่อเชื่อมโยงมรดกอาหารดั้งเดิมของญี่ปุ่นเข้ากับภูมิปัญญาขุนเขาของชนเผ่าอาข่า แบรนด์มุ่งเน้นการส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยผ่านนโยบายเงินลงทุนเริ่มต้นต่ำ และไม่เก็บค่ารอยัลตี้รายเดือน พร้อมส่งมอบคุณภาพข้าวมาตรฐาน ‘Rice Al Dente’ เพื่อสร้างงานและกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจทั่วประเทศ

*สำหรับผู้สนใจลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ สามารถขอรับเอกสารเปิดเผยข้อมูลแฟรนไชส์ ศึกษาเงื่อนไข และลงทะเบียนได้ที่หน้าระบบรับสมัครแฟรนไชส์ทางการ (โปรดอ่านนโยบายความเป็นส่วนตัวก่อนกรอกข้อมูล)

Monday, November 2, 2026

ซานย่าอ้าแขนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เปิดเส้นทางบินใหม่เชื่อมเมืองชิมเคนต์ของคาซัคสถาน


 เมื่อวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา เครื่องบินโดยสารลำหนึ่งจากเมืองชิมเคนต์ ประเทศคาซัคสถาน ได้เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติซานย่าฟีนิกซ์ พร้อมผู้โดยสารจำนวน 156 คน ซึ่งหลายคนมีแผนพักผ่อนและท่องเที่ยวในเมืองซานย่าเป็นเวลาหลายวัน ก่อนที่เครื่องบินลำดังกล่าวจะออกเดินทางต่อไปยังประเทศสิงคโปร์ในคืนวันเดียวกัน

สำนักประชาสัมพันธ์ของคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำเทศบาลเมืองซานย่า เปิดเผยว่า เที่ยวบินดังกล่าวนับเป็นเที่ยวบินปฐมฤกษ์ของเส้นทางบินใหม่ ชิมเคนต์-ซานย่า-สิงคโปร์ ซึ่งให้บริการสัปดาห์ละ 2 เที่ยวบิน โดยสายการบิน SCAT Airlines ของคาซัคสถาน และเมืองซานย่าทำหน้าที่เป็นจุดแวะพักระหว่างเส้นทาง

"ฉันเพิ่งเคยมาซานย่าเป็นครั้งแรก ท้องฟ้าสีครามและอากาศอบอุ่นช่วยคลายความหนาวเย็นจากฤดูหนาวได้ทันที" ดาเรีย (Daria) นักท่องเที่ยวจากเมืองชิมเคนต์ กล่าว "เราได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นที่อาคารผู้โดยสารขาเข้าของสนามบิน เซอร์ไพรส์และประทับใจมากค่ะ" เธอมีแผนว่าจะใช้เวลาพักผ่อนและท่องเที่ยวในเมืองซานย่าเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์เต็ม

สำหรับเมืองซานย่า การเปิดเส้นทางบินใหม่นี้นับเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ โดยเมืองซานย่าอยู่ในมณฑลไห่หนาน ซึ่งอยู่ทางตอนใต้สุดของประเทศจีน และกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวของนักเดินทางจากภูมิภาคเอเชียกลาง สำนักประชาสัมพันธ์ฯ เปิดเผยว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ เมืองซานย่ามีนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเดินทางเข้ามาเยือนจำนวน 1.043 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้น 46.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มูลค่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น 66.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจุบัน เมืองซานย่ามีเส้นทางบินเชื่อมต่อกับ 3 เมืองในคาซัคสถาน ได้แก่ อัลมาตี อัสตานา และชิมเคนต์ ขณะที่มณฑลไห่หนานมีเส้นทางบินโดยสารที่เชื่อมต่อกับคาซัคสถานรวมทั้งสิ้น 5 เส้นทาง

การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศยังเป็นแรงผลักดันให้เมืองซานย่าพัฒนาบริการด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยศูนย์การค้า Sanya Joy City ได้เปิดให้บริการตู้แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 ซึ่งรองรับการแลกเปลี่ยนเงินตรา 9 สกุล รวมถึงดอลลาร์สหรัฐ ยูโร และปอนด์สเตอร์ลิง โดยใช้เวลาดำเนินการเพียงประมาณ 3 นาทีต่อรายการ นับเป็นการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว เนื่องจากในหลายประเทศ การแลกเปลี่ยนเงินตรามักต้องจองล่วงหน้าและรอรับบริการที่เคาน์เตอร์ธนาคาร ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2569 ศูนย์การค้าแห่งนี้ได้ขยายบริการชำระเงินดิจิทัลผ่าน Alipay และ Alipay+ ครอบคลุมทั่วทั้งศูนย์การค้า พร้อมติดตั้งป้ายบอกทาง 3 ภาษาทั่วทั้งห้าง และจัดเตรียมพนักงานบริการลูกค้าที่สามารถสื่อสารได้หลายภาษาเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ขณะเดียวกัน ร้านอาหารหลายแห่งยังได้จัดเตรียมเมนูภาษารัสเซียไว้ให้บริการ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ในเดือนกรกฎาคม 2569 เมืองซานย่าได้เปิดตัวโครงการ "Passport Friendly" โดยนักท่องเที่ยวที่ถือหนังสือเดินทางต่างประเทศ รวมถึงชาวฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวันที่ถือใบอนุญาตเดินทางเข้าสู่จีนแผ่นดินใหญ่ สามารถรับส่วนลดและสิทธิประโยชน์มากมายได้ที่ร้านค้าปลอดภาษี โรงแรม สถานที่ท่องเที่ยว และย่านการค้า โดยโครงการดังกล่าวจะดำเนินไปจนถึงเดือนกรกฎาคม 2570 ทั้งนี้ หน่วยงานด้านการท่องเที่ยวในท้องถิ่นคาดการณ์ว่า ตลอดปี 2569 เมืองซานย่าจะมีนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเดินทางเข้ามาเยือนมากกว่า 1.5 ล้านครั้ง

Sanya expands int'l tourism access via new fifth-freedom air route


 On October 20, a passenger aircraft from Shymkent, Kazakhstan, touched down at Sanya Phoenix International Airport. A total of 156 passengers disembarked, many of whom planned to stay in Sanya for several days. Later that night, the aircraft took off again to continue its journey to Singapore.

The Publicity Department of the CPC Sanya Municipal Committee said that this marked the inaugural flight of the new Shymkent-Sanya-Singapore route, operated by Kazakhstan's SCAT Airlines, with two flights per week. For passengers, Sanya serves as a stopover along the journey.

"This is my first visit to Sanya. The blue skies and warm weather instantly chased away the winter chill!" said Daria, a tourist from Shymkent. "We were treated to a thoughtful welcome ceremony in the arrivals hall at the airport, which was such a pleasant surprise." She plans to enjoy a week-long coastal holiday in Sanya.

For Sanya, this route brings a fresh source of inbound visitors. Located in China's southernmost province, the city is emerging as an increasingly popular destination for travelers from Central Asia. The Publicity Department noted that in the first nine months of this year, Sanya recorded 1.043 million inbound visitor arrivals, representing a year-on-year increase of 46.4 percent. Inbound tourist spending rose by 66.7 percent year on year. At present, Sanya maintains air connections with three cities in Kazakhstan: Almaty, Astana and Shymkent. Hainan Province as a whole operates five passenger air routes linking Hainan to Kazakhstan.

The growth in tourist arrivals has also driven continuous improvements to cultural and tourism services. At Sanya Joy City Shopping Mall, a currency exchange kiosk launched in April 2025 supports instant exchange of nine currencies, including the U.S. dollar, euro and British pound, with each transaction taking roughly three minutes. In many other countries, such currency exchange requires advance reservation and queuing at bank counters. In May this year, the mall rolled out full coverage of Alipay and Alipay+ digital payment services across its premises. Trilingual signage is installed throughout the mall, and multilingual customer service staff are on hand. Many restaurants now routinely provide menus in Russian.

In July this year, Sanya launched the "Passport Friendly" Initiative. Visitors holding valid foreign passports or Mainland Travel Permits for Hong Kong, Macao and Taiwan Residents are eligible for discounts and service benefits at duty-free shops, hotels, scenic spots and commercial districts. The initiative will run until July 2027. Local tourism authorities project that Sanya will record over 1.5 million inbound visitor arrivals for the full year.

เมืองฝูโจวเปิดบ้าน รับบทเป็นเจ้าภาพใหญ่ ฉลองวันเมืองโลก ปี 2569


คณะกรรมการจัดงานวันเมืองโลก

เมืองฝูโจว มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดงานวันเมืองโลก ประจำปี 2569 พร้อมพิธีมอบรางวัลการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนระดับโลก หรือรางวัลเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Award) ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม ถึง 2 พฤศจิกายน งานนี้ได้รับความร่วมมือจากเจ้าภาพอย่างกระทรวงการเคหะและการพัฒนาเมือง-ชนบทแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โครงการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งสหประชาชาติ และรัฐบาลประชาชนมณฑลฝูเจี้ยน โดยมีรัฐบาลประชาชนเมืองฝูโจว จับมือกับกรมการเคหะและการพัฒนาเมือง-ชนบทมณฑลฝูเจี้ยน เป็นผู้จัดงาน

งานนี้มาในธีม "Regenerating the City: Adequate Housing for All" (ฟื้นฟูเมือง เพื่อบ้านที่ทุกคนเข้าถึงได้) เพื่อถ่ายทอดแนวทางของจีนในการพัฒนาเมืองโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง สำหรับพิธีเปิดงานนั้นมีขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 ตุลาคม พร้อมพิธีมอบรางวัลการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนระดับโลก หรือรางวัลเซี่ยงไฮ้ ครั้งที่ 4 นอกจากนี้ ผู้แทนจากนานาประเทศได้ร่วมแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติจริงและบทเรียนความสำเร็จจากทั่วโลก ในการขับเคลื่อนวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 ของสหประชาชาติ รวมถึงวาระใหม่แห่งการพัฒนาเมือง (New Urban Agenda)

สำหรับการประชุมหลักมีขึ้นในเช้าวันที่ 1 พฤศจิกายน โดยเป็นการรวมตัวของนายกเทศมนตรี ผู้แทนจากองค์กรระหว่างประเทศ ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการทั้งในจีนและต่างประเทศรวมกว่า 100 ท่าน เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนทัศนะเกี่ยวกับเทรนด์ใหม่ ๆ ในการพัฒนาเมืองอย่างมีคุณภาพ พร้อมเปิดตัวรายงานแนวทางการพัฒนาเมืองของประเทศจีนอย่างเป็นทางการ

ภายในงานยังมีกิจกรรมสำคัญอีกหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็นการประชุมสำนักงานคณะกรรมการบริหารโครงการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งสหประชาชาติ (UN-Habitat), การประชุมแลกเปลี่ยนทางเทคนิค จีน-สหราชอาณาจักร ว่าด้วยการพัฒนาเมืองเขียวน่าอยู่และการขยายความร่วมมือสู่สากล, การประชุมความร่วมมือด้านการเคหะและการพัฒนาเมือง จีน-เกาหลีใต้, การประชุมแลกเปลี่ยนด้านอาคารเขียวและคาร์บอนต่ำ จีน-แคนาดา ตลอดจนการประชุมแลกเปลี่ยนด้านการเคหะระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่กับเขตบริหารพิเศษ (SAR) ฮ่องกง ครั้งที่ 3

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีโซนจัดแสดงแบบอินเตอร์แอคทีฟ ซึ่งเน้นเรื่องการฟื้นฟูเมืองและการพัฒนาที่อยู่อาศัยคุณภาพสูง โดยนำเสนอเทรนด์ใหม่ ๆ ระดับโลกด้านการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน แนวทางใหม่ในการฟื้นฟูและการบริหารจัดการเมืองของจีน ความมุ่งมั่นของประชาชนในการยกระดับคุณภาพชีวิต ตลอดจนทิศทางใหม่ ๆ ในการเพิ่มคุณภาพและยกระดับอุตสาหกรรมการก่อสร้าง เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ของจีนสู่ประชาคมโลก พร้อมกันนี้ แขกผู้มีเกียรติจากจีนและนานาประเทศยังร่วมสัมผัสความสำเร็จจากพื้นที่จริง ทั้งการปรับปรุงฟื้นฟูชุมชนที่อยู่อาศัยเก่า ระบบควบคุมอุทกภัยในเมือง รวมไปถึงการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ

Fuzhou to Host Global Observance of World Cities Day 2026


Organising Committee of Global Observance of World Cities Day

From 31 October to 2 November, the Global Observance of World Cities Day 2026 and the Awarding Ceremony of the 4th Cycle of the Global Award for Sustainable Development in Cities (Shanghai Award) will be held in Fuzhou, Fujian Province, China. The event is co-hosted by the Ministry of Housing and Urban-Rural Development of the People's Republic of China, the United Nations Human Settlements Programme and the People's Government of Fujian Province, and organised by the Fuzhou Municipal People's Government and the Fujian Provincial Department of Housing and Urban-Rural Development.

Under the theme "Regenerating the City: Adequate Housing for All", the event will showcase China's approach to building people-centred cities. The opening ceremony will take place on 31 October, featuring the award ceremony of the 4th Global Award for Sustainable Development in Cities (Shanghai Award). Representatives will also share practical examples and successful experiences from around the world in implementing the United Nations 2030 Agenda for Sustainable Development and the New Urban Agenda.

The main forum will be held on the morning of 1 November, bringing together more than 100 mayors, representatives of international organisations, experts and scholars from China and abroad to discuss emerging trends in high-quality urban development and launch a report on urban development in China.

A series of side events will also take place, including the Meeting of the Bureau of the Executive Board of UN-Habitat, China-UK Technical Exchange Conference on Green Livable Cities and Cooperative Going-Global, China-ROK Housing and Urban Cooperation Conference, China-Canada Exchange Conference on Green and Low-Carbon Buildings, and the 3rd Housing Exchange Conference Between Mainland and Hong Kong Special Administrative Region (SAR).

An interactive zone will also be set up at the event, focusing on urban regeneration and the development of high-quality housing. It will showcase emerging global trends in sustainable urban development, new approaches to urban regeneration and governance in China, people's aspirations for a better life, and new directions for improving quality and upgrading the construction industry. The aim is to share China's experience with the world. Chinese and international guests will be able to explore real-world examples of the renovation of old residential n

Friday, October 30, 2026

Wonderfruit ชวนสัมผัส The Fields ในรูปแบบ ‘หมู่บ้านที่มีชีวิต’ พร้อมสำรวจสิ่งที่เชื่อมโยงเราเข้าด้วยกัน


ต่อยอดการสร้างสรรค์กว่าทศวรรษด้วยแนวคิด Field Village ที่ศิลปินและผู้ร่วมงานต่างมีส่วนทำให้หมู่บ้านเติบโต เปิดจำหน่ายบัตร  3–9 พฤศจิกายนนี้

Wonderfruit (วันเดอร์ฟรุ๊ต) เทศกาลแห่งศิลปะ ดนตรี และธรรมชาติกำลังจะกลับมาอีกครั้งในปีที่ 11 โดยครั้งนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3–7 ธันวาคม 2569 ณ The Fields สยามคันทรีคลับ จังหวัดชลบุรี พร้อมแนวคิด Field Village ชวนทุกคนสัมผัส “หมู่บ้านที่มีชีวิต” ที่เกิดขึ้นจากการหลอมรวมกันของจิตใจ (Mind) ธรรมชาติ (Nature) เสียง (Sound) ซึ่งเป็นหัวใจของงานมานับตั้งแต่ปีแรก และศิลปิน ผู้รังสรรค์กิจกรรมต่างๆ ไปจนถึงผู้ร่วมงานหรือเหล่าวันเดอเรอร์ (Wonderer) จากทั้งไทยและหลากหลายประเทศนำประสบการณ์มาแบ่งปันกันที่ The Fields

ซึ่งการก้าวเข้าสู่ทศวรรษใหม่ในครั้งนี้ ก็เป็นโอกาสดีที่จะได้ชวนให้ทุกคนย้อนกลับมามองจุดเริ่มต้นและสิ่งที่เรามีร่วมกันในฐานะเพื่อนมนุษย์ โดยถ่ายทอดผ่านดนตรี ศิลปะ อาหาร ภูมิปัญญา และการกลับมาดูแลผืนป่าและคืนความสมบูรณ์ให้ธรรมชาติ เพื่อที่เราจะได้เติบโตอย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปพร้อมกันในปีต่อๆ ไป

Wonderfruit เปิดจำหน่ายบัตรรอบเดือนพฤศจิกายน ซึ่งจะเป็นการจำหน่ายบัตรล่วงหน้ารอบสุดท้าย ระหว่างวันที่ 3–9 พฤศจิกายน 2569 เริ่มตั้งแต่เวลา 16.00 น. ตามเวลาประเทศไทย หลังจากช่วงนี้บัตรจะมีขายเฉพาะที่หน้างานในราคาที่แพงขึ้นอีก

  • 5-Day Full Pass: บัตร 5 วัน สำหรับวันที่ 3–7 ธันวาคม 2569 ราคา 12,900 บาท
  • Weekend Pass: บัตร 3 วัน เข้างานได้ตั้งแต่เวลา 8.00 น. วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2569 ราคา 11,500 บาท
  • Intro Pass: สำหรับผู้ที่เข้าร่วม Wonderfruit เป็นครั้งแรก ราคา 4,500 บาท
  • Youth Pass: สำหรับผู้มีอายุ 20–24 ปี ราคา 3,900 บาท
  • Family Pass: สำหรับครอบครัว ราคาตามจำนวนผู้เข้าร่วม

ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดโปรแกรมทั้งหมดและซื้อบัตรเข้างานได้ที่ www.wonderfruit.co/tickets

ธีม Field Village มอง The Fields เป็นหมู่บ้านที่ผู้คนมาพบปะและแบ่งปันความคิด ความรู้ และประสบการณ์ เพราะเมื่อมองดี ๆ แล้ว ทุกสิ่งที่พบได้ในหมู่บ้านล้วนมีอยู่ที่ Wonderfruit ทั้งดนตรี ศิลปะ อาหาร วีถึดูแลสุขภาพทั้งกายและใจ พื้นที่สีเขียวที่ให้ร่มเงาและเป็นมุมพักผ่อน ตลอดจนผู้คนที่เข้ามาใช้เวลาร่วมกัน

พื้นที่สีเขียว

จนถึงตอนนี้ ความตั้งใจตั้งแต่ปี 2022 ก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา เมื่อทางงานได้ปลูกต้นไม้ใน The Fields ไปแล้วกว่า 100,000 ต้น แต่ละต้นต่างทำหน้าที่เป็นทั้งครัวที่มอบอาหาร เป็นแพทย์รักษาอาการเจ็บป่วยทั้งกายใจ เป็นครูให้ความรู้ และเป็นเพื่อนที่ให้ที่พักพิง

มาทำความรู้จักกับป่าทั้ง 4 ที่เป็นจุดกำเนิดและคอยหล่อเลี้ยงความคิดสร้างสรรค์ของเรากัน

Ancestral Forest ปลูกด้วยวิธีการแบบมิยาวากิ เป็นทั้งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้อยใหญ่และให้มนุษย์ได้มาใช้เวลาร่วมกัน ทั้งยังเป็นที่จัดแสดงงานศิลปะและเสียงรูปแบบต่างๆ ซึ่งยิ่งสะท้อนว่าทุกสิ่งที่กล่าวมาสามารถอยู่ร่วมกันและเติบโตไปพร้อมๆ กันได้ ขณะที่ Yang Na Forest ป่าที่เติบโตขึ้นมาจากลูกยางของต้นยางนาหรือ Mother Tree ของเรา ก็กำลังค่อยๆ เติบใหญ่อย่างแข็งขัน ซึ่งในอนาคตเราจะได้เห็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอันแสนมหัศจรรย์ที่ยอดไม้จะไม่สัมผัสโดนกัน ซึ่งสะท้อนปรัชญาว่าเราได้ให้พื้นที่ต่างคนเพื่อเติบโตได้อย่างงดงามในแบบตนเอง ทางด้าน Medicinal Plant Village ที่นอกจากจะสามารถพบสมุนไพรอันมีสรรพคุณทางยาในกระท่อมไม้ทั้ง 6 แล้ว ยังเป็นพื้นที่ให้ได้มาเรียนรู้การรักษาที่สืบทอดมาจากบรรพกาล และสวนสมรม หรือสวนแบบผสมผสานที่เป็นการรับเอาภูมิปัญญาจากภาคใต้ของไทย ด้วยการปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้ใบ และพืชพรรณอื่นๆ ไว้ในพื่นที่เดียวกันให้พวกมันได้เติบโตขึ้นเองตามธรรมชาติ

อาหาร

หมู่บ้านย่อมมีอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต แต่ขณะเดียวกันอาหารยังถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นมาจากอดีตถึงปัจจุบัน เกี่ยวกับอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของชุมชนนั้นๆ ด้วย ปีนี้ Wonderfruit ชวนสำรวจภูมิปัญญาผ่านตำรับอาหารและวิธีการปรุงหลากหลายรูปแบบ โดยเปลี่ยนโต๊ะอาหารให้เป็นพื้นที่พบปะและส่งต่อเรื่องราว ที่ Wonder Kitchen พื้นที่รับประทานอาหารที่เชฟเผยเรื่องราวของผู้คน วัตถุดิบ และที่มาของแต่ละจาน ปีนี้ใช้แนวคิด The Grounded Kitchen ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากงานวิจัยและบันทึกการลงพื้นที่เพื่อศึกษาวัฒนธรรมอาหารและวัตถุดิบในจังหวัดชลบุรีและระยองที่พัฒนาร่วมกับสำรับสำหรับไทย โดยได้เชฟจากร้านอาหารชื่อดังอย่าง Pimali Foundation, Samuay and Sons, 80/20 และ SOMSAK มาร่วมนำเสนอแนวคิดนี้ผ่านมื้ออาหารในแบบของตัวเอง

สำหรับเชฟปริญญ์ ผลสุข และคุณมิ้น–ธัญญพร จารุกิตติคุณ พร้อมทีมสำรับสำหรับไทย นำวัตถุดิบตามฤดูกาลและวิธีเตรียมอาหารแบบดั้งเดิมของภาคตะวันออกมาถ่ายทอดผ่านมื้ออาหารและเวิร์กช็อป เริ่มจากมื้อพิเศษแบบ Chef’s Table หลายคอร์สใน Samrub Burapha: Ecosystem of the East — The Dinner Experience ที่นำธรรมชาติและวัฒนธรรมอาหารภาคตะวันออกมาเล่าผ่านอาหารแต่ละจาน นอกจากนี้ ผู้ร่วมงานยังสามารถลงมือทำ “กะราง” กับข้าวพื้นบ้านจากภูมิปัญญาการถนอมเมล็ดกระบก ที่คนภาคตะวันออกใช้คลุกข้าวสวยให้หอมมัน โดยเรียนรู้กับคนท้องถิ่นในเวิร์กช็อป Flavours of Eastern Nature: Krabok & Karang และทำความรู้จักสมุนไพรจากผืนป่าภาคตะวันออกที่ให้กลิ่นรสเฉพาะตัวแก่อาหารป่าในเวิร์กช็อป The Taste of the Eastern Forest

สุขภาพกายใจ

หมู่บ้านย่อมมีภูมิปัญญาและวิธีดูแลกายใจ เหมือนกับ Wonderfruit เราได้รวบรวมผู้ฝึกปฏิบัติและวิทยากรจากทั้งไทยและนานาชาติ ที่จะมาร่วมออกแบบ Journey หรือกิจกรรมแบบมีค่าใช้จ่ายที่ถูกออกแบบขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อให้ผู้ร่วมงานได้ซึมซับ The Fields ในมิติที่ลึกล้ำเข้มข้นยิ่งกว่าเดิม ซึ่งกิจกรรมเหล่านั้นสามารถพบได้เช่นเดียวกับกิจกรรมที่ให้เข้าร่วมได้ฟรีที่ Wonderness พื้นที่แห่งความสงบที่รายล้อมด้วยธรรมชาติ ให้พักผ่อนและดูแลทั้งกายและใจ โดยปีนี้มาในแนวคิด Rooted in the Inner Axis ชวนค้นหาความสมดุลจากภายในและย้อนกลับไปสู่จุดศูนย์กลางของเราเพื่อให้เข้าใจตัวเองมากขึ้น พร้อมพิธีเปิดก่อนเริ่มกิจกรรม

สำหรับเวิร์กช็อปในปีนี้ มีการเคลื่อนไหวที่นำความเชื่อเรื่อง “ขวัญ” ของไทยมาตีความใหม่ ชวนเรียกขวัญของตนเองกลับมาให้อยู่กับเนื้อกับตัวใน Re-calling the Khwan of All Things โดย Conscious Movement Collective รวมถึงเวิร์กช็อปที่ชวนใช้จินตนาการว่าตนเองเป็นต้นไม้ ตั้งแต่เมล็ดเล็ก ๆ จนเติบใหญ่ ใน If I Were a Tree: Exploring the Self and Nature Through Movement โดยนักออกแบบท่าเต้น สอง รวินันท์ ส่วนเวิร์กช็อป Ancient Resonance: Cacao & Animal Archetype Sound Expressions โดย Kokomary & Temp. in Sept ชวนอยู่กับปัจจุบันผ่านการฟังเสียงเครื่องดนตรีเซรามิกทำมือที่ได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงโบราณ ผสานซาวด์สเคปแอมเบียนต์ร่วมสมัย และการฝึกลมหายใจ รวมถึงการฝึกโยคะด้วยท่วงท่าที่ลื่นไหลราวกับมหาสมุทร เพื่อสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างเรากับสายน้ำใน Superflow: Fluid Yoga to Honor the Oceans Inside and Out โดย Eoin Finn จาก Blissology

นอกจากนี้ ยังมีชุดกิจกรรม Dhyana ที่ชวนฝึกสติ ตระหนักรู้ และอยู่กับปัจจุบัน ผ่านเวิร์กช็อป การแสดง และคำสอนหลากหลายรูปแบบ พบกับ Tulku Ngawang Tenzin ผู้สืบทอดสายธรรมของพุทธศาสนาทิเบต ที่เดินทางมาจากประเทศอินเดียเพื่อถ่ายทอดคำสอนเรื่อง “บาร์โด” หรือสภาวะเปลี่ยนผ่านระหว่างชีวิต ความตาย และการเกิดใหม่ ชวนให้ใช้ชีวิตอย่างตระหนักรู้มากขึ้น

ดนตรี

หมู่บ้านย่อมมีสรรพเสียง ทางฝั่งดนตรีในปีนี้ยังคงนำเสนอความหลากหลายด้วยการรวบรวมศิลปินหลากหลายทั้งไทยและทั่วโลกมาพบกันทั้ง Salin มือกลองที่ผสมผสานแอฟโฟร เวิลด์บีตเข้ากับซาวด์แบบไทยๆ ผู้ไปโลดแล่นในซีนแจ๊สแคนาดาพร้อมได้แสดงใน KEXP และเทศกาลดนตรีนานาชาติมาแล้ว Rasmee Isan Soul เจ้าของเสียงร้องชวนสะกดที่หยิบเอาหมอลำมาผสมผสานกับบลูส์ และอาร์แอนด์บี รวมทั้งมนุษย์ไร้กระดูก ตู้ ดิเรก ไอคอนเบรกแดนซ์เจ้าของต้นตำรับเพลงแร็ปแบบไทยๆ ในตำนานที่จะมาสร้างความตื่นเต้นที่ The Fields เป็นครั้งแรก วง Arp Frique & the Perpetual Singers ที่ผสานเสียงร้องกอสเปลเข้ากับฟังก์และดิสโก้ Tokio Myers นักเปียโนชาวอังกฤษที่เป็นที่รู้จักจากการผสมเปียโนคลาสสิกกับดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ SILENT POETS โปรเจกต์ดนตรีแนวดั๊บและดาวน์เทมโปอันมีเอกลักษณ์จากญี่ปุ่น Jack Wyllie มือฟลุต แซ็กโซโฟน ที่ผลงานของเขาผสมผสานแอมเบียนต์ เพลงพื้นเมืองชนเผ่า อิเล็กทรอนิก้า และเพลงคลาสสิกสมัยใหม่เข้าด้วยกัน Nubya Garcia มือแซ็กโซโฟนและนักประพันธ์ที่ผสานรวมหลากหลายแนวเพลงทั้งแจ๊ส คลาสสิก ดั๊บ อาร์แอนด์บีออกมาได้อย่างกลมกล่อม Carl Stone ผู้บุกเบิกคอมพิวเตอร์มิวสิกที่นำหลากหลายเสียงที่เราคุ้นเคยมาซ้อนกันหลายมิติจนเกิดเป็นงานเพลงที่ผสมผสานป๊อปและอิเล็กทรอนิกที่คาดเดาไม่ได้ Ichiko Aoba นักร้องนักแต่งเพลงที่ถ่ายทอดบทเพลงอ่อนโยนแต่ทรงพลังทางอารมณ์ผ่านกีตาร์คลาสสิกและซินธิไซเซอร์ และ Sheherazaad ผู้ที่สร้างสรรค์แนวเพลงโฟล์กนัวร์อันโดดเด่นขึ้นมาจากการผสมผสานบทกวีฮินดี-อูร์ดู รวมทั้งความหลอนและดิบแบบกอธป๊อป

ขณะที่ Molam World จะยังคงนำเอาวัฒนธรรมอีสานมาสู่ใจกลาง The Fields แต่ปีพาคุณนี้เราจะก้าวข้ามพรมแดนเพื่อนำเสนอดนตรีพื้นบ้านจากทุกมุมโลกที่นี่ด้วย โดย Maft Sai ผู้ก่อตั้ง Zudrangma Records, Studio Lam และ Paradise Bangkok Molam International Band เป็นผู้ร่วมคัดสรรศิลปินเพื่อมาเติมเต็มเวทีนี้อีกเช่นเคย พบกับ Lorjhu’ วงจากเกาะมาดูรา ที่นำดนตรีดั้งเดิมของชาวมาดูเรซมาผสานเข้ากับซาวด์ร่วมสมัย Thee Marloes วงสามชิ้นจากสุราบายา ผู้ผสมผสานโซล แจ๊ส และป๊อปเข้ากับกลิ่นอายดนตรีแบบอินโดนีเซียอันโดดเด่น ขณะที่ Sansae วงจากเกาหลีใต้ที่พรางเส้นแบ่งระหว่างวัฒนธรรมและแนวเพลง โดยหยิบกรูฟเบสและกลองแบบร็อก มาสอดประสานด้วยทำนองไซเคเดลิกอันไพเราะของซิตาร์

และในปีนี้ Wonderfruit เชิญชวนให้ผู้จัดเทศกาลและแพลตฟอร์มดนตรีต่างๆ มาร่วมคัดสรรโปรแกรม เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองสร้างสรรค์และสนับสนุนวงการดนตรีในประเทศและภูมิภาคร่วมกัน อย่างที่เวที Ziggurat ก็ได้จับมือกับ Maho Rasop (มหรสพ) เทศกาลดนตรีนอกกระแสนานาชาติของกรุงเทพฯ โดยจะมีศิลปินไทยคุณภาพทั้ง Flure, H 3 F, YONLAPA, Supergoods และอีกมากมายขึ้นแสดง และเรายังสานต่อการสนับสนุนศิลปินอิสระในประเทศไทยผ่านโครงการ Intermission ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2015 เปิดโอกาสให้ศิลปินได้พัฒนาฝีมือและขึ้นแสดงที่เวทีเดียวกันนี้ โดยผู้ที่ได้รับคัดเลือกได้แก่ ZeitGeistS, DCNXTR, Mut Matthew, APICHIT, Nuwave Trio และ murrph.

นอกจากนี้ยังมี เทศกาลดนตรี BEATFOREST, Organik และ Rainbow Disco Club (RDC) ที่จะนำเสนอดนตรีในทิศทางใหม่ จากดนตรีแดนซ์ที่คุ้นเคยของแต่ละงาน มาเป็นแอมเบียนต์ที่เน้นบรรยากาศของเสียงและดาวน์เทมโปที่มีจังหวะช้าลง ร่วมด้วย KANGKAO (ค้างคาว) กลุ่มศิลปินไทยที่ร่วมกันขยายขอบเขตของศิลปะและดนตรี และ Bangkok Community Radio สถานีวิทยุที่เปิดพื้นที่ให้ศิลปิน นักดนตรี และดีเจในกรุงเทพฯ ได้เผยแพร่ผลงาน

สำหรับศิลปินอิเล็กทรอนิกส์​ พบกับดีเจและศิลปินไทย Chalo, Payu, NOTEP และศิลปินนานาชาติ Loyboy, Marcel Dettmann, JakoJako และอีกมากมายที่นำเสนอดนตรีอิเล็กทรอนิกส์แนวต่างๆ ในรูปแบบของตัวเอง

ภาพยนตร์

พิเศษสุดในปีนี้ได้นำเสนอแนวคิด Cinema & Sound ที่เป็นดังการโต้ตอบระหว่างภาพยนตร์และสรรพเสียง โดยมีโปรแกรม From Sound to Screen: The World of Nick Dwyer ที่ผู้กำกับชาวนิวซีแลนด์ถ่ายทอดเรื่องราวของเสียง ผู้คน และวัฒนธรรมผ่านภาพยนตร์สารคดี 3 เรื่องที่จะถูกจัดฉาย 3 คืน 3 เวที ได้แก่ “The Insect Musicians,” “A Century in Sound: Episode 4 ‘Nightingale‘” และการฉาย “Geinoh Yamashirogumi” รอบพิเศษ ที่ร่วมอำนวยการผลิตโดย Wonderfruit Films

และยังมีโปรแกรมฉายภาพยนตร์พร้อมดนตรีประกอบสด ซึ่ง Wonderfruit ร่วมพัฒนากับ ROVR แพลตฟอร์มดนตรีที่ไม่สนอัลกอริธึม และโรงภาพยนตร์เคลื่อนที่ Dhutanga Cinema โดย LERT DEPT ท่ีจะฉายภาพยนตร์โดยปิดเสียงต้นฉบับ แล้วให้ศิลปินสร้างเสียงประกอบขึ้นใหม่สด ๆ จากแผ่นเสียง ซีดี และเทปคาสเซ็ต เพื่อตีความเรื่องราวบนจอในแบบของตัวเอง พร้อมด้วย Sala Saneha (ศาลาเสน่หา) โรงภาพยนตร์อิสระที่ร่วมคัดเลือกหนังสั้นจากในไทยและภูมิภาคมาฉาย

ศิลปะ

หมู่บ้านย่อมมีศิลปะและงานฝีมือ งานศิลปะที่ Wonderfruit ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ และมีการพัฒนาขึ้นมาโดยคำนึงถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับสภาพแวดล้อม (Site-Specific Installation) พร้อมชวนให้ผู้ชมเข้าไปมีส่วนร่วมกับงาน ปีนี้พบกับ อริญชย์ รุ่งแจ้ง กับผลงาน The Circle Upside Down โครงสร้างขนาดมหึมาที่สร้างขึ้นจากไม้ โลหะ หิน เชือก และไม้ไผ่ ซึ่งได้อิทธิพลจากการเคลื่อนที่ของแสงแดดและสายลม ดุษฎี ฮันตระกูล ศิลปินที่ชวนมองสิ่งของธรรมดาในมุมใหม่ โดยเปลี่ยนรูปทรงสิ่งของในชีวิตประจำวันให้เป็นประติมากรรมทองเหลืองรมดำใน For Going Out or Gardening ชวนให้เห็นความมหัศจรรย์ในสิ่งของคุ้นตารวมถึงสิ่งต่างๆ รอบตัว พินรี สัณฑ์พิทักษ์ ศิลปินร่วมสมัยชาวไทยที่มีผลงานอยู่ในคอลเล็กชันของ Museum of Modern Art (MoMA) ในนิวยอร์ก กับ Gathering Tables Wonderfruit ที่สำรวจความสัมพันธ์ระหว่างอาหาร ศิลปะ และปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ผลงานชิ้นนี้สร้างพื้นที่สำหรับการมาพบปะ โดยเหล่า Wonderer จะได้มาทบทวนถึงความหมายของกิจวัตรอันเรียบง่ายอย่างการรวมตัว การแบ่งปัน และการแลกเปลี่ยนที่งานศิลปะหน้าตาเหมือนโต๊ะที่ทุกคนคุ้นเคย

ขณะที่ศิลปินชาวฟิลิปปินส์ Isabel และ Alfredo Aquilizan นำเสนองานประติมากรรมที่ทำหน้าที่เป็นทั้งนาฬิกาแดด และพื้นที่ให้ผู้คนมานั่งรวมตัวและชมพระอาทิตย์ตก สะท้อนแนวคิดว่าเวลาไม่มีจุดเริ่มต้นหรือสิ้นสุด แต่เป็นวัฏจักรที่เชื่อมโยงปัจจุบันเข้ากับความทรงจำในอดีตในผลงาน How Long After the Sunset Before It Gets Dark นอกจากนี้ยังมีงานศิลปะจากไม้ไผ่ที่ได้แรงบันดาลใจจากม้าหมุน ชวนให้ผู้คนเข้ามาเล่นร่วมกัน กับผลงานที่ชื่อ BamBoom! โดย Bamboo Studio Thammasat

ศิลปะยังชวนให้ตั้งคำถามกับกรอบความคิดและระบบสังคมที่สืบทอดกันมา ผ่านการแสดงและการเสวนาที่ Unconditional Space พื้นที่จัดกิจกรรมภายใต้แนวคิด Tropicality: New Beginnings ที่หยิบเรื่องราวและประวัติศาสตร์จากภูมิภาคเขตร้อนมาถ่ายทอด เพื่อเปิดมุมมองและความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ร่วมกัน พบกับ Miss Alien Trophy Wive$$$ Pageant โดย SMZW การแสดงตลกเสียดสีสุดแคมป์และแปลกประหลาด ที่สำรวจบทบาททางสังคมของชาวเควียร์ ความเป็นหญิงอันไร้ที่ติ และซอฟต์พาวเวอร์ที่แฝงมาในคราบของการยอมจำนน ขณะที่ A Storm That Took Everything โดย มนธิการ์ คำออน ผสานภาพยนตร์และการแสดงในรูปแบบของหนังกลางแปลง ชวนมองความตาย ความโศกเศร้า และการสูญเสียว่าเป็นเส้นทางสู่อิสรภาพและการเกิดใหม่

และหมู่บ้านย่อมมีผู้คน ศิลปิน นักดนตรี เชฟ และผู้ถ่ายทอดภูมิปัญญาต่างนำสิ่งที่ตนเองหลงใหลมาแบ่งปันที่ The Fields แต่สิ่งเหล่านี้จะค่อย ๆ มีความหมายขึ้นเมื่อผู้คนเข้ามารับฟัง แลกเปลี่ยน ลิ้มลอง เต้นรำ และใช้เวลาร่วมกัน เหล่าวันเดอเรอร์จึงเป็นส่วนหนึ่งของจังหวะและเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแต่ละปี ทำให้ The Fields ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ที่รวบรวมกิจกรรมไว้ด้วยกัน แต่เป็นหมู่บ้านที่ค่อย ๆ เติบโตจากประสบการณ์ที่ผู้คนนำมาแบ่งปันและสร้างร่วมกัน

ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดโปรแกรมทั้งหมดและซื้อบัตรเข้างานได้ที่ www.wonderfruit.co/tickets

เกี่ยวกับ Wonderfruit

Wonderfruit คือเทศกาลแห่งประสบการณ์ที่ศิลปะ ดนตรี อาหาร ความคิดสร้างสรรค์ และธรรมชาติ มาบรรจบกันอย่างงดงาม ท่ามกลางบรรยากาศของ The Fields, Siam Country Club พื้นที่กลางธรรมชาติที่เปลี่ยนเดือนธันวาคมของทุกปีให้กลายเป็นช่วงเวลา 5 วันแห่งแรงบันดาลใจ การค้นพบ และการเชื่อมโยงระหว่างผู้คน วัฒนธรรม และโลกใบนี้ ภายใต้การสร้างสรรค์โดย Scratch First บริษัทสัญชาติไทย Wonderfruit เติบโตจากแนวคิดเรื่อง จิตใจ (Mind) เสียง (Sound) และธรรมชาติ (Nature) สู่ประสบการณ์หลากหลายรูปแบบ Immersive ทั้งการแสดง เวิร์กช็อป งานศิลปะจัดวาง และมื้ออาหารเชิงสร้างสรรค์ที่ออกแบบมาเพื่อปลุกประสาทสัมผัส เปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้พบปะ แลกเปลี่ยน แบ่งปัน และมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับสิ่งรอบตัวในมุมใหม่ The Fields ยังเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ที่มีชีวิตตลอดทั้งปี รวบรวมนักออกแบบ สถาปนิก และช่างฝีมือมาร่วมกันสร้างงานที่เติบโตไปพร้อมธรรมชาติ ทุกพื้นที่ ทุกโครงสร้าง และทุกรายละเอียดสะท้อนความตั้งใจในการอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมอย่างเคารพ ผ่านแนวคิดการใช้ทรัพยากรหมุนเวียน (circularity) และการลดของเสีย (zero waste) ให้เหลือน้อยที่สุด ตลอดกว่าทศวรรษที่ผ่านมา Wonderfruit ได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางของผู้คนที่มองหาประสบการณ์ที่ลึกซึ้งกว่าเทศกาลทั่วไป ทั้งในแง่ความคิด ความรู้สึก และแรงบันดาลใจ พร้อมชวนทุกคนกลับไปมองชีวิต ธรรมชาติ และความสัมพันธ์รอบตัวด้วยสายตาใหม่อีกครั้ง ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.wonderfruit.co