Friday, September 4, 2026

เวสป้าฉลองครบรอบ 80 ปีครั้งยิ่งใหญ่! เปิดตัว VESPA 80TH คอลเลกชันสุดพิเศษ บน 3 รุ่นสุดฮิต ที่มาทั้ง Limited Edition และ Special Edition


เวสป้าตอกย้ำตำนานสกู๊ตเตอร์ตัวจริงจากอิตาลี ปลดล็อกหน้าประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ ร่วมฉลองครบรอบ 80 ปีอย่างยิ่งใหญ่กับ “VESPA 80TH” นำโดย GTS 300 ในแบบ Limited Edition และยิ่ง Exclusive กับ GTS Limited Edition Touring เพียง 20 คัน ในประเทศไทย พร้อมสองรุ่นยอดฮิตดีไซน์พิเศษอย่าง Sprint 80th และ Primavera 80th

บริษัท วีพีพีดับเบิลยู ซัพพลายส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถสกู๊ตเตอร์เวสป้าอย่างเป็นทางการในประเทศไทย พร้อมแล้วที่จะพาเวสปิสตี้ชาวไทยร่วมเดินทางสู่ห้วงเวลาแห่งความภาคภูมิใจในวาระครบรอบ 80 ปี ของสกู๊ตเตอร์ที่เป็นดั่งอิสรภาพและไลฟ์สไตล์ของผู้คนทั่วโลก และยังเป็นปีที่ 15 ของบริษัท เวสปิอาริโอ จำกัด ที่อยู่คู่กับพี่น้องชาวไทยมาอย่างยาวนานอีกด้วย ตลอดการเดินทางกว่าหลายทศวรรษที่ผ่านมาเวสป้าได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเป็นที่รักของผู้คนมาตลอด ด้วยเรื่องราวแห่งความผูกพันและเอกลักษณ์ที่ใครก็เลียนแบบไม่ได้ แม้จะผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนานขนาดไหนแต่เวสป้าก็ยังคงขับเคลื่อนไลฟ์สไตล์ของผู้คนมาจนถึงปัจจุบัน และพร้อมที่จะสร้างโมเมนต์แห่งความประทับใจครั้งยิ่งใหญ่ด้วยกันอีกครั้ง กับคอลเลกชันพิเศษ Vespa 80th 

โดยความพิเศษของ Collection นี้ คือการหยิบเอาแรงบันดาลใจจากดีไซน์ของ Vespa 98 สกู๊ตเตอร์รุ่นแรกของโลกที่ยื่นจดสิทธิบัตรในปี 1946 มาถ่ายทอดใหม่โดยเล่าผ่านดีไซน์ในส่วนต่าง ๆ อย่างชัดเจนทั้ง

  • สีพิเศษ VERDE PASTELLO แรงบันดาลใจจากสีเขียวเริ่มต้นของเวสป้าซึ่งเป็นตัวแทนของความหวังและการเริ่มต้นใหม่ในยุคหลังสงคราม สะท้อนผ่านการเดินทางของแบรนด์ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา นำมาดีไซน์ครอบคลุมรายละเอียดชิ้นส่วนต่าง ๆ ได้อย่างกลมกลืนรอบคันรถ
  • ล้อแม็กดีไซน์ใหม่ ที่ได้รับอิทธิพลมาจากล้อเหล็กปั๊มขึ้นรูปในอดีต ตกแต่งขอบล้อจากเทคนิค Diamond Cut ด้วยข้อความ ‘Est. 1946’ เพื่อเป็นการคารวะแด่ต้นกำเนิดกว่า 80 ปี
  • เพลเหล็กและดีไซน์เลข 80 ประจำรุ่นที่ช่วยเน้นย้ำถึงปีแห่งการเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบนี้
  • Side Grid ข้างตัวรถ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากช่องระบายความร้อนของเวสป้าในยุคแรก

คอลเลกชันเฉลิมฉลอง 80 ปีนี้ ได้ถูกรังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถันผ่านตัวตนของสกู๊ตเตอร์ยอดนิยมถึง 3 รุ่นด้วยกัน เพื่อตอบโจทย์ทุกสไตล์การขับขี่ที่แตกต่างกันได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น

GTS 80th Limited Edition

ที่สุดแห่งคลาสสิกเหนือระดับ พี่ใหญ่ที่ผสานความสปอร์ตและความคลาสสิกไว้อย่างไร้ที่ติ ในแบบของ SuperTech ขนาด 300 ซีซี อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยไม่ว่าจะเป็นหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว มาพร้อมระบบกุญแจอัจฉริยะ Keyless พร้อมโดดเด่นด้วยชิลด์หน้าใสที่ช่วยให้การขับขี่คล่องตัวยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้อยู่บนดีไซน์ใหม่ได้อย่างลงตัว ช่วยสะท้อนความเอ็กซ์คลูซีฟของรุ่นนี้   

GTS 80th Limited Edition Touring

เสริมความพิเศษด้วยชุดของแต่งในแบบ Touring เข้าชุดกัน ทั้ง TOP BOX เฉดเดียวกับตัวรถ มาพร้อมเบาะพิงหลังเข้าคู่กัน และ Rear Rack ที่ช่วยให้ลุคของตัวรถมีความพรีเมียมมากยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้มาในรูปแบบสุด Exclusive เพียง 20 คัน ในประเทศไทยเท่านั้น

Sprint Primavera 80th Special Edition

ร่วมฉลองปีแห่งความพิเศษนี้กับสองรุ่นยอดฮิต Sprint และ Primavera บนเครื่องยนต์ขนาด 180 ซีซีใหม่ล่าสุด มาพร้อมชิลด์สั้นใสรับกับไฟหน้าทั้งสองรุ่น นี่แหละคือความโดดเด่นที่พร้อมเติมเต็มไลฟ์สไตล์แบบ Classic Sporty อย่างแท้จริง เสริมด้วยฟีเจอร์ที่ช่วยยกระดับความสะดวกสบายทั้งหน้าจอดิจิทัล LCD ไปจนถึงระบบกุญแจ Keyless System โดดเด่นด้วยงานดีไซน์ที่เน้นชิ้นส่วนตกแต่งในสไตล์ Satin Chrome เพื่อมอบลุคที่พรีเมียมและลงตัวกับสีตัวถังอย่างสมบูรณ์แบบ

พร้อมเติมลุคให้ดู Touring มากยิ่งขึ้น กับ Exclusive Pack Touring แบบจำนวนจำกัด ที่มีมาให้เลือกพร้อมกับเวสป้าเฉพาะสองรุ่นนี้ ประกอบด้วย TOP BOX และเบาะพิงหลัง ที่ดีไซน์มาอย่างลงตัวกับเฉดสีพิเศษของตัวรถ และ Rear Rack โครเมียมทรงโมเดิร์นที่เข้าได้กับทั้งสไตล์สปอร์ต หรือคลาสสิก

Vespa ประเทศไทย ยังมอบความพิเศษให้กับเจ้าของ Vespa 80th ทุกคัน กับชุด 80 Years Of Vespa ของที่ระลึกฉลองครบรอบ 80 ปี ที่ประกอบไปด้วย กระเป๋าผ้า พวงกุญแจ และอื่น ๆ ในดีไซน์เลข 80 สุดพิเศษตอกย้ำถึงปีแห่งการฉลองในครั้งนี้ ที่ชาว Vespisti พลาดไม่ได้

ร่วมฉลองความทรงจำสุดพิเศษนี้ไปกับ VESPA 80th
GTS 80th ในราคา 245,900 บาท
และ GTS 80th Limited Edition Touring เพียง 20 คัน ในราคา 265,900 บาท

SPRINT 80th Special Edition ในราคา 158,400 บาท
PRIMAVERA 80th Special Edition ในราคา 153,400 บาท

พร้อมเติมลุคให้ดู Touring มากยิ่งขึ้น กับ Exclusive Pack Touring ในราคา 13,930 บาท
(มีจำนวนจำกัด)

พร้อมสัมผัสประสบการณ์จริงและเป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูม Vespa ทั่วประเทศ

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถรุ่นใหม่ได้ที่ www.vespa.co.th

ResourceWise Launches Compass, Its New Market Intelligence Platform

New platform brings together pricing, market fundamentals, trade and plant data, analyst expertise, and AI-assisted discovery in a modern, connected experience.

ResourceWise today announced the launch of ResourceWise Compass™, its new market intelligence platform, together with ResourceWise IQ™, that enables users to explore ResourceWise intelligence through natural language questions.

Compass launches first with ResourceWise’s chemicals market intelligence, bringing together the deep expertise and market intelligence of Tecnon OrbiChem and Chemical Intelligence, previously delivered through OrbiChem360® and ChemEdge360®. The platform builds on that foundation, enhancing the way customers explore pricing, market fundamentals, trade, plant data, expert analysis, and market developments.

The platform is designed to make it easier and faster for chemical market professionals to explore related market signals, investigate changing conditions, and access the data, analysis, and expert insight relevant to their decisions.

“Our customers need immediate access to high-quality data to make critical business decisions,” said Pete Stewart, President and CEO of ResourceWise. “Compass brings together world-class human-driven intelligence carefully contextualized across dynamic global market. With connected supply, demand, production, trade, and pricing data, Compass gives customers a clearer view of what is shaping market direction and business risk, so they can make more informed commercial and strategic decisions.”

The launch marks the next stage in ResourceWise's broader strategy to modernize the delivery of its market intelligence. Compass is being built as a common platform for ResourceWise intelligence across the markets it serves, beginning with chemicals and expanding over time across the company's other verticals. 


 

ResourceWise Compass platform vision: connecting ResourceWise Intelligence™ across markets through a modern, unified delivery experience.

 

 

Understand What Is Driving the Market

Price movement is only one signal. To fully understand market direction, chemical market professionals need visibility into production, capacity, demand, trade, and the developments influencing those fundamentals.

Compass gives users a faster way to investigate those factors, add expert insights, and build a clearer view of current and emerging market conditions.

Users can explore the market from multiple angles, including:

      Track pricing and market direction with chemical pricing intelligence, historical trends, forecasts, analyst commentary, and filterable, exportable data views

      Understand the production landscape with plant-level information, global capacity, producer trends, and announced projects

      Follow global trade patterns through import and export flows, trading partners, historical trends, and geographic flow visualization

      Evaluate supply-demand fundamentals using demand trends, production, capacity, utilization, supply balances, and trade positions

      Add expert market context through analysis and commentary from ResourceWise chemical industry experts

      Explore intelligence more intuitively with ResourceWise IQ™ using natural-language questions to surface relevant ResourceWise data and analysis

“ResourceWise has built deep proprietary datasets and industry expertise across the markets we serve,” said Peter Coutu, Chief Operating Officer at ResourceWise. “Compass gives us a modern foundation for delivering that market intelligence and insight in a way that is easier to navigate, analyze, and apply. It also gives us a scalable platform for expanding both the depth of our market coverage and the ways customers can use ResourceWise Intelligence over time.”

Following the initial chemical market launch, ResourceWise plans to bring additional ResourceWise markets onto Compass, including forest products, pulp and paper, and low-carbon fuels as development progresses.

To learn more about ResourceWise Compass, visit www.resourcewise.com/platforms/compass .


 

ResourceWise Compass brings chemical pricing, market trends, expert intelligence, and AI-assisted discovery together in a modern, interactive platform.

About ResourceWise

ResourceWise provides price reporting, market intelligence, analytics, and strategic consulting across the chemicals, forest products, pulp and paper, and low-carbon fuels industries. The company combines proprietary data, industry expertise, and analytical tools to help customers understand complex, changing markets and make better-informed business decisions.

For more information, visit www.resourcewise.com .

Wednesday, September 2, 2026

เปิดฉากนิทรรศการศิลปะน้ำเต้าเหลียวหนิง "โชคดีมีสุข สถิตทั่วขุนเขาและสายน้ำ" ณ พิพิธภัณฑ์อุตสาหกรรมแห


 ฝ่ายประชาสัมพันธ์ คณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำเขตเถี่ยซี เมืองเสิ่นหยาง

นิทรรศการศิลปะน้ำเต้าเหลียวหนิง ในธีม "Fortune and Prosperity Across Mountains and Seas" (โชคดีมีสุข สถิตทั่วขุนเขาและสายน้ำ) ได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ พิพิธภัณฑ์อุตสาหกรรมแห่งประเทศจีน (Industrial Museum of China) โดยมีกำหนดจัดแสดงไปจนถึงวันที่ 23 กันยายนนี้ งานดังกล่าวจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างพิพิธภัณฑ์ฯ และสมาคมวรรณศิลป์และศิลปะพื้นบ้านมณฑลเหลียวหนิง พร้อมทั้งได้สมาคมวรรณศิลป์และศิลปะพื้นบ้านเมืองเถี่ยหลิงเข้ามารับหน้าที่ดำเนินการจัดงาน นิทรรศการในครั้งนี้ได้นำบรรยากาศอันเป็นเอกลักษณ์ของพิพิธภัณฑ์อุตสาหกรรมมาใช้เป็นฉากหลัง เพื่อสะท้อนความสำเร็จของมณฑลเหลียวหนิงในการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (ICH) ที่เกี่ยวข้องกับน้ำเต้า ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการศึกษาศิลปะ และการสร้างสรรค์หัตถศิลป์ทรงคุณค่า

ในวัฒนธรรมจีนนั้น น้ำเต้าถือเป็นสัญลักษณ์มงคลดั้งเดิมที่สะท้อนถึงความปรารถนาของผู้คน ทั้งในด้านโชคลาภ สุขภาพที่แข็งแรง ความปลอดภัย ร่มเย็นในครอบครัว และความเจริญรุ่งเรือง นิทรรศการในครั้งนี้ได้รวบรวมผลงานอันประณีตงดงาม 230 ชิ้น ซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคนิคอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเดินลายด้วยความร้อน การแกะสลัก การเขียนสี เครื่องทองสลักลาย (Filigree Inlay) การลงสีซ้อนชั้น และการดุนนูน ผลงานที่นำมาจัดแสดงนั้นหยั่งรากลึกในแก่นแท้ของงานฝีมือโบราณและวัฒนธรรมพื้นบ้าน ทั้งยังเปิดรับสุนทรียศาสตร์และการออกแบบสมัยใหม่ โดยผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับศิลปะร่วมสมัยได้อย่างลงตัว สะท้อนให้เห็นพลังชีวิตอันเด่นชัดของงานหัตถศิลป์พื้นบ้านมณฑลเหลียวหนิง ที่ยึดมั่นในขนบเดิมควบคู่ไปกับการเปิดรับนวัตกรรมใหม่ ๆ

นิทรรศการนี้มีไฮไลต์อยู่ที่การนำเสนอความสำเร็จของมณฑลเหลียวหนิง ในการส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษาในสถานศึกษา โดยฉีกกรอบรูปแบบการจัดแสดงแบบเดิมที่เน้นเฉพาะผลงานระดับปรมาจารย์ มาเป็นการเปิดพื้นที่ที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสาธารณชน และสนับสนุนการสืบทอดทักษะฝีมือจากรุ่นสู่รุ่น นิทรรศการนี้ได้รวบรวมศิลปินไว้อย่างหลากหลาย โดยนำเสนอตั้งแต่ผลงานระดับชั้นครูของผู้สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมระดับมณฑล ซึ่งผลงานที่จัดแสดงมีความหลากหลายทางสไตล์ และสะท้อนให้เห็นผลลัพธ์อันเป็นรูปธรรมของมณฑลเหลียวหนิง ในการขับเคลื่อนสุนทรียศึกษาด้านมรดกทางวัฒนธรรม ให้กลายเป็นกิจกรรมปกติและเข้าถึงประชาชนในวงกว้าง

ผู้เข้าชมงานจำนวนมากต่างเอ่ยเป็นเสียงเดียวกันว่า การได้สัมผัสศิลปะน้ำเต้าแบบดั้งเดิม ท่ามกลางบรรยากาศฉากหลังของพิพิธภัณฑ์อุตสาหกรรม มอบสัมผัสแห่งความกลมกลืนอย่างลงตัวระหว่างความเก่าและความใหม่ อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้คนได้สัมผัสความรุ่มรวยและความหลากหลายของมรดกทางวัฒนธรรมในมณฑลเหลียวหนิงได้อย่างใกล้ชิด ด้านเจ้าหน้าที่ประจำพิพิธภัณฑ์ฯ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งในภารกิจอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ โดยได้สร้างสรรค์แบรนด์เทศกาลวัฒนธรรมอย่าง "อุตสาหกรรม + ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน" พร้อมทั้งเดินหน้าจัดกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงมรดกทางวัฒนธรรม ตลาดนัดวัฒนธรรม และนิทรรศการงานหัตถศิลป์ ซึ่งล้วนได้รับเสียงชื่นชมอย่างกว้างขวางจากสาธารณชน

นิทรรศการนี้ทำหน้าที่เป็นทั้งเวทีโชว์ความสำเร็จอันรอบด้านของมณฑลเหลียวหนิง ในด้านงานหัตถศิลป์น้ำเต้าซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ และยังเป็นแนวปฏิบัติอันเป็นรูปธรรมในการเติมเต็มชีวิตทางวัฒนธรรมของประชาชน ควบคู่ไปกับการส่งเสริมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวให้ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น สำหรับทิศทางในอนาคตนั้น ทางพิพิธภัณฑ์จะยังคงเดินหน้าจัดนิทรรศการและกิจกรรมแบบมีส่วนร่วมในธีมมรดกทางวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งยกระดับการสร้างแบรนด์ "อุตสาหกรรม + ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน" ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อให้มรดกทางอุตสาหกรรมและวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมสามารถดำรงอยู่และเจริญรุ่งเรืองไปพร้อมกันได้ อันเป็นการปลุกชีวิตชีวาทางวัฒนธรรมครั้งใหม่ให้รุ่งเรืองในยุคปัจจุบัน

"Fortune and Prosperity Across Mountains and Seas" - Liaoning Gourd Art Exhibition Opens at Industrial Museum of China


Publicity Department of the CPC Tiexi District Committee, Shenyang

Recently, the "Fortune and Prosperity Across Mountains and Seas" - Liaoning Gourd Art Exhibition was officially inaugurated at the Industrial Museum of China and will run through September 23. Co-sponsored by the museum and the Liaoning Folk Literature and Art Association, and organized by the Tieling Folk Literature and Art Association, the exhibition leverages the museum's distinctive industrial setting to present Liaoning's achievements in gourd-related intangible cultural heritage (ICH) inheritance, aesthetic education, and craftsmanship innovation.

As a traditional symbol of good fortune in Chinese culture, the gourd embodies the people's hopes for good fortune, health and safety, family harmony, and prosperity. This exhibition features 230 exquisite works crafted with a diverse range of techniques, including pyrography, carving, color painting, filigree inlay, color layering, and embossing. Rooted in the essence of ancient craftsmanship and folk culture, the exhibited works also embrace modern aesthetics and design, blending traditional craftsmanship with contemporary art. Together, they vividly showcase the dynamic vitality of Liaoning's folk crafts, which uphold tradition while embracing innovation.

The exhibition's main highlight is its showcase of Liaoning's achievements in integrating ICH into school education. The exhibition breaks away from the traditional master-only display model, offering an inclusive platform that encourages public engagement and fosters intergenerational skill transmission. The exhibition brings together a wide spectrum of artists, featuring masterpieces by established provincial-level ICH inheritors. The works on display, diverse in style, vividly showcase the tangible results of Liaoning's efforts to make ICH aesthetic education a regular practice and widely accessible.

Many visitors have expressed that experiencing traditional gourd art against the backdrop of an industrial museum offers a harmonious blend of old and new, allowing them to directly appreciate Liaoning's rich and diverse cultural heritage. According to relevant officials from the museum, the venue has been deeply engaged in ICH preservation efforts, building the "Industry + Folklore" cultural festival brand, and hosting regular events such as ICH performances, cultural bazaars, and craft exhibitions, all of which have won wide public acclaim.

This exhibition serves both as a comprehensive showcase of Liaoning's achievements in gourd-related ICH craftsmanship and as a vivid practice of enriching public cultural life while fostering closer integration between culture and tourism. Looking ahead, the museum will continue to launch ICH-themed exhibitions and interactive activities, intensifying efforts to build its signature "Industry + Folklore" brand, so that industrial heritage and traditional culture can come together and flourish, bringing renewed cultural vitality to the new era.

“จากเนื้อเยื่อไขมันสุนัขสู่เซลล์สร้างอินซูลิน” นักวิจัยสัตวแพทย์ จุฬาฯ สร้างความหวังใหม่ในการรักษาโรคเบาหวานในสัตว์เลี้ยง



เมื่อพูดถึงโรคเบาหวาน หลายคนคงนึกถึงโรคที่เกิดขึ้นในมนุษย์เท่านั้น แต่ความจริงแล้ว โรคนี้พบได้ในสุนัขและแมวเช่นกัน และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของทั้งสัตว์และเจ้าของอย่างที่หลายคนไม่คาดคิด

ในสุนัข โรคเบาหวานมีลักษณะคล้ายกับเบาหวานชนิดที่ 1 ในคน นั่นคือเบตาเซลล์ในตับอ่อนซึ่งทำหน้าที่สร้างอินซูลินถูกทำลายหรือสูญเสียการทำงาน ส่งผลให้ร่างกายขาดอินซูลินอย่างรุนแรง ส่วนในแมวจะคล้ายกับเบาหวานชนิดที่ 2 ในคน คือเกิดภาวะดื้ออินซูลิน หรือตับอ่อนหลั่งอินซูลินได้ไม่เพียงพอ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ

งานวิจัยทางสัตวแพทย์รายงานว่าโรคเบาหวานพบได้ในสุนัขและแมวป่วยประมาณ 1 ใน 300 ตัว ที่เข้ารับการรักษา โดยตัวเลขจะแตกต่างกันไปตามกลุ่มประชากรและภูมิภาค แม้ดูไม่มากนัก แต่โรคเบาหวานในสัตว์เลี้ยงสร้างภาระให้กับทั้งสัตว์ป่วยและเจ้าของอย่างมีนัยสำคัญ ทุกวันนี้ สุนัขที่ป่วยจำเป็นต้องฉีดอินซูลินทุกวันตลอดชีวิต และนี่คือโจทย์ที่ทีมนักวิจัยจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งใจจะแก้ปัญหามาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ด้วยองค์ความรู้ด้านสเต็มเซลล์และเวชศาสตร์ฟื้นฟูสัตว์ ซึ่งล่าสุด ทีมวิจัยก็ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีสเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อไขมันสุนัข เพื่อรักษาโรคเบาหวานในสุนัขและแมวแบบหายขาด

รศ.น.สพ.ดร.เจนภพ สว่างเมฆ
ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมสเต็มเซลล์และชีววิศวกรรมทางสัตวแพทย์ (VSCBIC)
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ไบโออิงค์ จำกัด
ดร.ศรัณยู อุ่นทวี
นักวิจัยหลังปริญญาเอก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ

จุดเริ่มต้นของงานวิจัย “CANINE FAT-DERIVED BETA CELLS

หลังจากสั่งสมประสบการณ์วิจัยด้านสเต็มเซลล์และชีววิศวกรรมจากประเทศสหรัฐอเมริกา รศ.น.สพ.ดร.เจนภพ สว่างเมฆ ได้ก่อตั้งศูนย์นวัตกรรมสเต็มเซลล์และชีววิศวกรรมทางสัตวแพทย์ (Veterinary Stem Cell and Bioengineering Innovation Center หรือ VSCBIC) ขึ้นที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ในปี 2556 ซึ่งหนึ่งในโครงการที่ศูนย์ฯ ตั้งต้นวิจัยและให้ความสำคัญคือ โรคในสัตว์เลี้ยงที่ไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ โดยเฉพาะโรคเบาหวานในสุนัขที่ต้องรักษาไปตลอดชีวิต

ทำไมเราต้องยอมรับแค่การประคับประคอง ทั้งที่ความรู้ด้านสเต็มเซลล์และวิศวกรรมชีวการแพทย์อาจเปิดประตูสู่การรักษาแบบหายขาดได้จริง” รศ.น.สพ.ดร.เจนภพ กล่าวถึงแนวคิดเริ่มต้นของโครงการวิจัย Canine Fat-Derived Beta Cells ที่ตั้งเป้าพลิกโฉมการรักษาโรคเบาหวานในสุนัขจาก “การรักษาตลอดชีวิต” สู่ “การรักษาที่หายขาด”

เราพัฒนากระบวนการรักษาโรคโดยใช้องค์ความรู้ เทคโนโลยีด้านสเต็มเซลล์ วิศวกรรมเนื้อเยื่อ และพันธุวิศวกรรมเข้ามาประกอบกัน

ห้องปฏิบัติการ Veterinary Pharmacology and Stem Cell Research คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ

ทำไมต้องเป็นเนื้อเยื่อไขมันของสุนัข

การเลือกแหล่งของเซลล์ต้นกำเนิดเป็นหัวใจสำคัญของงานวิจัยนี้ ทีมวิจัยใช้เวลากว่า 5-6 ปีในการเปรียบเทียบเซลล์จากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นไขกระดูก เนื้อเยื่อช่องปาก หรือเนื้อเยื่อไขมัน ก่อนสรุปได้ว่า “เนื้อเยื่อไขมัน” คือคำตอบที่ดีที่สุดในเชิงปฏิบัติ

ดร.ศรัณยู อุ่นทวี นักวิจัยในทีม อธิบายถึงข้อดีของเซลล์ต้นกำเนิดจากเนื้อเยื่อไขมัน หรือ MSCs (Mesenchymal Stem Cells) ว่ามีข้อได้เปรียบเมื่อเทียบกับไขกระดูกและสายสะดืออย่างชัดเจน เนื่องจากเนื้อเยื่อไขมันสามารถเก็บได้ง่าย มีความปลอดภัยสูง และที่สำคัญคือมีปริมาณเซลล์มากกว่าเซลล์จากไขกระดูกถึง 500 เท่า อีกทั้งยังสามารถเก็บได้ระหว่างการผ่าตัดทำหมันตามปกติ ซึ่งจะทำให้เจ้าของสัตว์สามารถเข้าถึงได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงเกินไป

สเต็มเซลล์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพียงเนื้อเยื่อไขมันเล็กน้อยที่เก็บได้ระหว่างการผ่าตัด ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการรักษาที่เปลี่ยนชีวิตสุนัขได้” ดร.ศรัณยู กล่าว

การก่อตัวของ IPC organoids จาก cAD-MSCs

เปลี่ยนเซลล์เนื้อเยื่อไขมันให้กลายเป็น “เซลล์สร้างอินซูลิน” ได้อย่างไร

เบตาเซลล์คือเซลล์ที่อยู่ในตับอ่อน มีหน้าที่หลักในการสร้างอินซูลินเพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือด ในสุนัขที่เป็นเบาหวาน เบตาเซลล์เหล่านี้ถูกทำลายหรือสูญเสียการทำงานไป ดังนั้น เป้าหมายของทีมวิจัยจึงคือการสร้างเบตาเซลล์ทดแทนขึ้นมาจากเซลล์ต้นกำเนิดที่สกัดจากเนื้อเยื่อไขมัน

หลักการฟังดูเรียบง่าย แต่ซับซ้อนอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ ทีมวิจัยใช้แนวคิด “เลียนแบบธรรมชาติ” นั่นคือเลียนแบบกระบวนการที่เกิดขึ้นในช่วงพัฒนาตัวอ่อน ที่เซลล์ต้นกำเนิดค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นอวัยวะต่าง ๆ ทีละขั้นตอน เปรียบได้กับการ “สอนให้เซลล์เรียนรู้บทบาทใหม่”

กระบวนการนี้ใช้ 2 กลไกหลัก กลไกแรกคือการปรับโปรแกรมเซลล์ (Reprogramming) ด้วยการถ่ายโอนยีนที่ควบคุมการพัฒนาของเบตาเซลล์เข้าสู่เซลล์ต้นกำเนิดโดยตรง กลไกที่สองคือการควบคุมสภาพแวดล้อมของเซลล์ โดยเติมสารชีวโมเลกุลกระตุ้นเป็นลำดับขั้น เพื่อนำพาเซลล์ให้เปลี่ยนรูปร่างและหน้าที่ไปตามที่ต้องการ ทีมวิจัยผสานทั้งสองกลไกเข้าด้วยกันเพื่อให้ได้เซลล์ที่มีทั้งคุณภาพและปริมาณสูงที่สุด ผลที่ได้คือเซลล์ที่สามารถหลั่งอินซูลินได้ใกล้เคียงกับตับอ่อนตามธรรมชาติ และยังตรวจพบการหลั่งกลูคากอน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเซลล์ที่สร้างขึ้นมีลักษณะครบถ้วนตามโครงสร้างของเกาะตับอ่อน (Islets of Langerhans) นอกจากนี้ยังมีศักยภาพในการลดระดับน้ำตาลในเลือดของสัตว์ทดลองได้จริง

การวิเคราะห์การผลิตฮอร์โมนตับอ่อนใน IPCs ด้วยกล้อง CLSM

จากการรักษาตลอดชีวิต สู่ความหวังของการรักษาแบบหายขาด

การปลูกถ่ายเซลล์สร้างอินซูลินเข้าไปในร่างกายสัตว์ เพื่อให้เซลล์เหล่านั้นทำหน้าที่แทนเบตาเซลล์ที่สูญหายไปนั้น ไม่ได้เป็นแนวคิดที่ไกลเกินฝัน แม้ในมนุษย์ ก็มีหลักฐานจากต่างประเทศที่ยืนยันว่า ในการปลูกถ่ายเบตาเซลล์จากผู้บริจาคให้กับผู้ป่วยเบาหวาน พบว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถหยุดการฉีดอินซูลินได้นานเป็นปี และสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ

เราตั้งเป้าว่าหากเราสร้างเซลล์สังเคราะห์อินซูลินแล้วได้ผลดี ก็จะมีการปลูกถ่ายเข้าไปในสัตว์เลี้ยง แล้วให้เซลล์ตัวนี้ทำหน้าที่แทนเบตาเซลล์ตามธรรมชาติที่สูญหายไป”  รศ.น.สพ.ดร.เจนภพ กล่าวพร้อมเผยถึงผลการทดลองกับสัตว์ทดลองว่า ผลการทดลองเป็นที่น่าพอใจ ระดับน้ำตาลในเลือดดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และความปลอดภัยอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ นับเป็นก้าวสำคัญที่พิสูจน์ให้เห็นว่าแนวคิดนี้เป็นไปได้จริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎี”

เวชศาสตร์ฟื้นฟูกับอนาคตของการรักษาโรคในสัตว์เลี้ยง

การเติบโตของเวชศาสตร์ฟื้นฟูและการตื่นตัวของสังคมเกี่ยวกับศาสตร์นี้ ทำให้ทีมวิจัยต้องรับมือกับความท้าทายถึง 2 ด้านในเวลาเดียวกัน ด้านแรกคือการพัฒนาเซลล์ที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และเสถียรหลังการปลูกถ่าย ด้านที่สองคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม ด้วยการพิสูจน์ว่างานวิจัยนี้ยึดมั่นในมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างเคร่งครัด เพื่อให้แน่ใจว่า “ของจริงต้องได้ผลดีและปลอดภัยที่สุด”

ปัจจุบัน การโฆษณาสเต็มเซลล์เกินจริงมีแพร่หลายอยู่ในท้องตลาด ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันทั้งประสิทธิภาพและความปลอดภัย” รศ.น.สพ.ดร.เจนภพ สะท้อนข้อห่วงใย สิ่งที่เราให้ความสำคัญและต้องการคือ การให้ความรู้แก่สังคมว่า stem cell therapy ไม่ใช่ยาวิเศษสำหรับทุกโรค ต้องมีวิจารณญาณในการเลือก และรู้ว่าข้อมูลที่ได้รับนั้น เป็นคำโฆษณาที่จริงหรือไม่จริง”

รศ.น.สพ.ดร.เจนภพ กล่าวเพิ่มเติมว่าหากวันที่เบาหวานสามารถรักษาได้ด้วยเซลล์บำบัดมาถึง ทีมวิจัยก็ไม่ได้มองว่านั่นคือเส้นชัย แต่คือจุดเริ่มต้นของบทถัดไป เพราะองค์ความรู้และกระบวนการทั้งหมดที่สั่งสมสามารถนำไปต่อยอดกับทุกโรคที่เกิดจากความเสื่อมของอวัยวะได้ ไม่ว่าจะเป็นโรคตา กระดูก ตับ หรือไต โดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่

ยิ่งกว่านั้น องค์ความรู้บางส่วนยังสามารถแลกเปลี่ยนระหว่างวงการสัตวแพทย์และวงการแพทย์สำหรับมนุษย์ได้ เนื่องจากบางโมเดลสัตว์ทดลองสามารถแสดงผลการรักษาได้ดีกว่าโมเดลที่ใช้ในงานวิจัยทางการแพทย์ของคน ทำให้เทคโนโลยีบางส่วนสามารถนำข้ามไปใช้ได้โดยตรง

การดำเนินงานวิจัยปัจจุบันของทีม

ผ่านมา 8 ปีนับตั้งแต่เริ่มต้น งานวิจัยประสบความสำเร็จในสัตว์ทดลองแล้ว ขณะนี้ทีมกำลังเดินหน้าสู่ระยะถัดไปอย่างเต็มตัว

“ทีมของเรากำลังขยายสเกลการผลิตเบตาเซลล์ให้ถึงระดับ Pilot Scale โดยนำเทคโนโลยี Microfluidics เข้ามาช่วยในการผลิตกลุ่มเบตาเซลล์ในระดับเป็นล้านกลุ่มเซลล์ เพราะในทางปฏิบัตินั้น การปลูกถ่ายต้องการเบตาเซลล์ในปริมาณมาก แข็งแรง ทำงานได้ และมีชีวิตยืนยาวหลังการปลูกถ่าย” ดร.ศรัณยู กล่าว

นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังพัฒนาแนวทางเสริมอีกหนึ่งด้านคือ Exosome Therapy ซึ่งเป็นการใช้สารที่หลั่งออกมาจากเซลล์ต้นกำเนิดเพื่อช่วยฟื้นฟูตับอ่อนที่เสียหาย ผลการทดลองพบว่าตับอ่อนที่เสียหายสามารถฟื้นตัวกลับมาได้หลังได้รับ Exosome ซึ่งเป็นผลที่ดีกว่าที่คาดไว้

รศ.น.สพ.ดร.เจนภพ กล่าวว่า ในอนาคตขั้นต่อไป เราจะขยายสเกลการผลิตและเริ่มศึกษาในสัตว์ที่เป็นเป้าหมายจริง” ทางทีมวิจัยคาดว่าอีกประมาณ 2-3 ปี จะสามารถเริ่มทดสอบในสุนัขที่เป็นเบาหวานจริง ๆ และเปิดให้บริการได้ในเวลาไม่นานหลังจากนั้น

ความหวังใหม่ของสัตว์เลี้ยงและวงการสัตวแพทย์ไทย

จากห้องแล็บเล็ก ๆ เมื่อ 13 ปีก่อน สู่ทีมวิจัยที่เติบโต มีบริษัท Spin-off และอนุสิทธิบัตรกว่า 6 เรื่อง วันนี้ VSCBIC พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่างานวิจัยไทยสามารถสร้างเทคโนโลยีที่โลกต้องการได้

“เราอยากจะเป็นที่พึ่งของสังคมในการสร้างองค์ความรู้หรือเทคโนโลยีที่สังคมพึ่งพิงได้อย่างแท้จริง” รศ.น.สพ.ดร.เจนภพ กล่าว

ดร.ศรัณยู เสริมว่า “ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านสัตว์เลี้ยงของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน Exosome Therapy ซึ่งถือเป็นแนวหน้าของประเทศไทยในขณะนี้ ความภูมิใจนั้นมาจากการได้เห็นงานวิจัยเดินหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงในชีวิตของสัตว์เลี้ยงและเจ้าของ”

รศ.น.สพ.ดร.เจนภพ กล่าวทิ้งท้ายว่า

ปัจจุบัน ทีมวิจัยยังเปิดรับนักวิทยาศาสตร์และสัตวแพทย์รุ่นใหม่ที่สนใจร่วมงานวิจัย หรือพัฒนาตัวเองในด้านการแพทย์ฟื้นฟู เพราะชุมชนวิจัยด้านนี้กำลังเติบโตและต้องการพลังจากคนรุ่นใหม่ที่มีความมุ่งมั่น สำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยง หากสัตว์เลี้ยงป่วยด้วยโรคที่รักษายาก เวชศาสตร์ฟื้นฟู หรือ Regenerative Medicine อาจเป็นคำตอบในอนาคตอันใกล้

ติดตามข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับเวชศาสตร์ฟื้นฟูและเทคโนโลยีสเต็มเซลล์สัตว์ ได้ที่

อ่านบทความฉบับสมบูรณ์ที่ https://www.chula.ac.th/highlight/410776/

“จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศไทยติดต่อกันเป็นปีที่ 17 (ตั้งแต่ปี 2552) จากการประกาศผล QS World University Rankings 2026 ล่าสุด โดยจุฬาฯ ติดอันดับที่ 221 ของโลก และคว้าตำแหน่ง Top 100 ของโลกใน 2 ตัวชี้วัดสำคัญ ได้แก่ ความอภิมหาภูมิใจ/ชื่อเสียงทางวิชาการ (Academic Reputation) ในอันดับที่ 89 และผลลัพธ์การจ้างงานของนิสิตเก่า (Employment Outcomes) ในอันดับที่ 64


“From Canine Fat Tissue to Insulin-Producing Cells”: Chula Veterinary Researchers Offer New Hope for Diabetes Treatment in Pets



While diabetes is commonly associated with humans, the disease also affects dogs and cats. Its impact on the quality of life of both pets and their owners is often greater than many people realize.

In dogs, diabetes is similar to Type 1 diabetes in humans, in which the beta cells in the pancreas that produce insulin are destroyed or lose their function, resulting in a severe insulin deficiency. In cats, the disease is more similar to Type 2 diabetes, in which insulin resistance develops or the pancreas produces insufficient insulin, leading to abnormally high blood sugar levels.  

Veterinary studies have reported that diabetes is found in approximately one in every 300 dogs and cats receiving treatment, although the rate varies among populations and regions. While the number may seem relatively small, diabetes places a significant burden on both affected animals and their owners. Today, dogs with diabetes require daily insulin injections for the rest of their lives. This is the challenge that a research team from the Faculty of Veterinary Science, Chulalongkorn University, has been working to address over the past decade. Drawing on its expertise in stem cells and regenerative veterinary medicine, the team has pursued new approaches to treating diabetes in companion animals. Most recently, the team succeeded in developing stem cell technology from canine adipose (fat) tissue that may pave the way toward a lasting treatment for diabetes in dogs and cats.

Assoc. Prof. Dr. Chenphop Sawangmake, DVM,
Director, Veterinary Stem Cell and Bioengineering Innovation Center (VSCBIC),
Faculty of Veterinary Science, Chulalongkorn University, and Chief Executive Officer and Co-founder of BioInk Co., Ltd.

How the “Canine Fat-Derived Beta Cells” Research Began 

After gaining extensive research experience in stem cells and bioengineering in the United States, Assoc. Prof. Chenphop Sawangmake, DVM, PhD, established the Veterinary Stem Cell and Bioengineering Innovation Center (VSCBIC) at the Faculty of Veterinary Science, Chulalongkorn University, in 2013. Among the center’s early research priorities were diseases in companion animals that have no cure, particularly canine diabetes, which requires lifelong treatment. 

“Why should we settle for managing the disease when advances in stem cell science and biomedical engineering may open the door to a genuine cure?” said Assoc. Prof. Chenphop, recalling the idea that inspired the Canine Fat-Derived Beta Cells research project, which aims to transform the treatment of canine diabetes from lifelong management to a cure. 

“We developed a treatment approach by integrating expertise in stem cell technology, tissue engineering, and genetic engineering.”

Veterinary Pharmacology and Stem Cell Research Laboratory, Faculty of Veterinary Science, Chulalongkorn University

Why Canine Adipose Tissue? 

Selecting the right source of stem cells was a critical part of the research. The team spent five to six years comparing cells derived from various sources, including bone marrow, oral tissue, and adipose (fat) tissue, before concluding that adipose tissue offered the most practical solution. 

Dr. Sarunyu Ontawee
Post-doctoral Researcher, Faculty of Veterinary Medicine, Chulalongkorn University

Dr. Saranyou Oontawee, a member of the research team, explained that mesenchymal stem cells (MSCs) derived from adipose tissue offer several advantages over those obtained from bone marrow or umbilical cord tissue. Adipose tissue is easy to collect, highly safe, and, most importantly, yields far greater numbers of stem cells—up to 500 times more than bone marrow. In addition, the tissue can be collected during routine spay or neuter procedures, making the technology more accessible to pet owners without excessive costs. 

“Stem cell therapy is no longer out of reach. A small amount of adipose tissue collected during a routine surgical procedure could become the starting point for a treatment that transforms a dog’s life.” – Dr. Saranyou Oontawee

Formation of IPC organoids from cAD-MSCs

How Can Adipose Tissue Cells Be Turned into Insulin-Producing Cells? 

Beta cells are found in the pancreas and play a key role in producing insulin to regulate blood sugar levels. In dogs with diabetes, these cells are destroyed or lose their function. The research team’s goal, therefore, was to create replacement beta cells from stem cells isolated from adipose tissue. 

While the concept sounds straightforward, putting it into practice is highly complex. The researchers adopted a “nature-inspired” approach, mimicking the processes that occur during embryonic development, when stem cells gradually differentiate into various organs through a series of developmental stages. In essence, the team sought to “teach” the cells to take on a new role. 

The process relies on two main mechanisms. The first is cellular reprogramming, in which genes that control beta-cell development are introduced directly into stem cells. The second involves controlling the cellular environment by adding a sequence of stimulating biomolecules to carry the cells to their desired shape and function. The research team combined the two mechanisms to obtain the highest quality and quantity of cells.   

Analysis of pancreatic hormone production in insulin-producing cells (IPCs) using confocal laser scanning microscopy (CLSM).

The resulting cells were capable of secreting insulin at levels comparable to those of the natural pancreas. The researchers also detected glucagon secretion, suggesting that the engineered cells possessed the complete cellular characteristics of pancreatic islets (Islets of Langerhans). In addition, the cells demonstrated the ability to lower blood sugar levels in animal models.

From a Lifetime of Treatment to the Hope of a Cure 

The concept of transplanting insulin-producing cells to replace lost beta cells in animals is no longer just a distant dream. Evidence from international studies has shown that donor beta-cell transplantation can allow some people with diabetes to remain free from insulin injections for years and lead normal lives.

“If these insulin-producing cells continue to show promising results, our goal is to transplant them to replace the beta cells lost to diabetes in companion animals, restoring the body’s ability to produce insulin naturally.” – Assoc. Prof. Chenphop

He also shared the results of the team’s animal studies. “The findings have been encouraging. Blood sugar levels improved significantly, and the treatment remained within acceptable safety limits. This marks an important step forward, demonstrating that the concept can work in practice and not just in theory.” 

Regenerative Medicine and the Future of Disease Treatment in Companion Animals 

As regenerative medicine continues to advance and gain wider public attention, the research team faces two challenges simultaneously. The first is developing cells that are effective, safe, and stable after transplantation. The second is building public trust by demonstrating that the research adheres to rigorous scientific standards, ensuring that any treatment brought into practice is both effective and safe. 

“Today, exaggerated claims about stem cell therapies are widespread in the marketplace, despite the lack of scientific evidence supporting their effectiveness and safety,” said Assoc. Prof. Chenphop. “One of our priorities is to help the public understand that stem cell therapy is not a miracle cure for every disease. People need to make informed decisions and critically evaluate whether the information they receive is supported by credible evidence.” 

Assoc. Prof. Chenphop added that even if cell-based therapy for diabetes eventually becomes a reality, the team would not see it as the end goal but rather the beginning of the next phase. The knowledge and techniques developed through this research could be applied to a wide range of diseases caused by organ degeneration, including disorders of the eye, bone, liver, and kidney, without having to start from scratch. 

Moreover, some of this knowledge can be shared between veterinary and human medicine. In certain cases, animal models may provide insights that are difficult to obtain through conventional models used in human medical research, allowing some technologies and approaches to be translated directly between the two fields. 

The Team’s Current Research Progress 

Eight years after the project began, the research has successfully demonstrated its potential in animal models. The team is now moving full speed ahead into the next phase of development. 

“Our team is currently scaling up beta-cell production to the pilot scale, using microfluidics technology to generate millions of beta-cell clusters,” said Dr. Saranyou Oontawee. “In practice, transplantation requires large numbers of beta cells that are robust, functional, and capable of surviving long-term after transplantation,” said Dr. Saranyou. 

The team is also pursuing a complementary approach through exosome therapy, which uses substances secreted by stem cells to help repair damaged pancreatic tissue. The results have shown that damaged pancreases can recover following exosome treatment, with outcomes that exceeded the researchers’ expectations. 

Assoc. Prof. Chenphop added: “Our next step is to further expand production capacity and begin studies in the target animal population.” The team expects that within the next two to three years, it will be able to begin testing the therapy in dogs with diabetes and make the treatment available not long thereafter. 

A New Hope for Companion Animals and Veterinary Medicine in Thailand 

From a small laboratory established 13 years ago to a growing research center with a spin-off company and more than six petty patents, VSCBIC has demonstrated that Thai research can create technologies with global relevance. 

“Our goal is to serve society by generating knowledge and developing technologies that people can truly rely on,” said Assoc. Prof. Chenphop. 

Dr. Saranyou added, “As part of the effort to advance companion animal health technologies in Thailand—particularly Exosome Therapy, an area in which Thailand is currently at the forefront. What gives us the greatest sense of pride is seeing our research translate into meaningful improvements in the lives of pets and their owners.” 

In closing, Assoc. Prof. Chenphop noted that the team continues to welcome young scientists and veterinarians who are interested in joining its research efforts or pursuing careers in regenerative medicine. The field is rapidly growing and needs the energy and commitment of the next generation of researchers. For pet owners whose animals suffer from conditions that are difficult to treat, regenerative medicine may offer new possibilities in the not-too-distant future. 

For more information on regenerative medicine and animal stem cell technology, visit the research team

Continue reading a full article on the website: https://www.chula.ac.th/en/highlight/421557/

Chulalongkorn University has been ranked Thailand’s No. 1 university for the 17th consecutive year (since 2009) in the newly released QS World University Rankings 2026. The university is ranked 221st in the world and places among the world’s Top 100 in two key indicators: Academic Reputation (89th) and Employment Outcomes (64th).

มาห์เล เปิดตัว 5 นวัตกรรมครั้งแรกของโลก ที่งาน Automechanika 2026


  • ครั้งแรกของโลก 1: MAHLE Workshop Portal หัวใจของระบบนิเวศดิจิทัลสำหรับอู่ซ่อมรถยนต์
  • ครั้งแรกของโลก 2: MAHLE Climate Expert แนวคิดใหม่ที่มุ่งยกระดับการมองเห็นและความเชี่ยวชาญของอู่ซ่อมรถยนต์ในสายตาลูกค้า
  • ครั้งแรกของโลก 3: ArcticPRO® เครื่องให้บริการระบบปรับอากาศเจนเนอเรชันใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพและความสะดวกในการใช้งาน
  • ครั้งแรกของโลก 4: MAHLE Mobile Service บริการอู่ซ่อมรถเคลื่อนที่ พร้อมให้บริการนอกสถานที่ตามความต้องการของลูกค้า
  • ครั้งแรกของโลก 5: CareMetix® Natural ไส้กรองอากาศที่ใช้ขนแกะธรรมชาติ ช่วยปรับปรุงคุณภาพอากาศภายในห้องโดยสาร

มาห์เล ไลฟ์ไซเคิล แอนด์ โมบิลิตี้ (MAHLE Lifecycle and Mobility) เตรียมจัดแสดงผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ 5 รายการเป็นครั้งแรกของโลกในงาน Automechanika Frankfurt 2026 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้สโลแกน “Your Growth. Our Expertise.” (การเติบโตของคุณ คือความเชี่ยวชาญของเรา) โดยนวัตกรรมเหล่านี้จะช่วยเสริมระบบนิเวศดิจิทัลของมาห์เลให้แข็งแกร่งขึ้น ด้วยการเชื่อมโยงอะไหล่ ระบบตรวจวิเคราะห์ เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ทันสมัย ตลอดจนโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อรองรับการทำงานและการเติบโตของอู่ซ่อมรถยนต์และตัวแทนจำหน่าย หัวใจสำคัญของระบบนิเวศนี้คือ MAHLE Workshop Portal แพลตฟอร์มที่รวบรวมข้อมูลทางเทคนิค ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ฟังก์ชันการทำงานที่ขับเคลื่อนด้วย AI และบริการดิจิทัลต่าง ๆ แบบครบวงจรในที่เดียว และในอนาคต แพลตฟอร์มนี้จะสมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วยแนวคิด “MAHLE Climate Expert” ซึ่งจะช่วยให้อู่ซ่อมรถยนต์อิสระสามารถขยายความเชี่ยวชาญด้านระบบปรับอากาศและการจัดการความร้อน พร้อมยกระดับการมองเห็นและการเข้าถึงตลาด ตลอดจนสร้างรายได้อย่างยั่งยืนจากลูกค้ารายใหม่ ๆ นอกจากนี้ มาห์เลยังเตรียมเปิดตัวเครื่องให้บริการระบบปรับอากาศ ArcticPRO® เจนเนอเรชันใหม่ ที่ได้รับการออกแบบและพัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมด เพื่อให้บริการด้านระบบปรับอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งรองรับเทคโนโลยีแห่งอนาคต ส่วนนวัตกรรมอีกสองรายการที่เตรียมเปิดตัวครั้งแรกของโลกที่งานนี้ ได้แก่ MAHLE Mobile Service บริการอู่ซ่อมรถเคลื่อนที่ที่พร้อมออกไปให้บริการถึงสถานที่ของลูกค้าได้อย่างยืดหยุ่น และ CareMetix® Natural ไส้กรองอากาศในห้องโดยสารที่ใช้ขนแกะเป็นวัสดุกรอง ช่วยให้การกรองอากาศมีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ มหกรรม Automechanika Frankfurt 2026 เป็นงานแสดงสินค้าชั้นนำสำหรับภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ ธุรกิจอู่ซ่อมรถ และตลาดอะไหล่ทดแทน จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8–12 กันยายน 2569 ณ เมืองแฟรงก์เฟิร์ต อัม ไมน์ ประเทศเยอรมนี โดยมาห์เล ไลฟ์ไซเคิล แอนด์ โมบิลิตี้ จะร่วมจัดแสดงนวัตกรรมภายในฮอลล์ 9 ครอบคลุมพื้นที่ราว 400 ตารางเมตร

ฟิลิปป์ กรอสเซ ไคลมันน์ (Philipp Grosse Kleimann) สมาชิกคณะกรรมการบริหารของมาห์เล และหัวหน้าหน่วยธุรกิจมาห์เล ไลฟ์ไซเคิล แอนด์ โมบิลิตี้ กล่าวว่า “ระบบนิเวศสำหรับอู่ซ่อมรถยนต์รูปแบบใหม่ของเราได้รับการออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านจากอู่ซ่อมรถแบบดั้งเดิมในปัจจุบัน สู่การเป็นศูนย์บริการยานยนต์ดิจิทัลแห่งอนาคต” พร้อมกล่าวเสริมว่า “เราพร้อมสนับสนุนตัวแทนจำหน่ายและอู่ซ่อมรถยนต์ด้วยเครื่องมือที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ตามสโลแกน ‘Your Growth. Our Expertise.’ ของงานแสดงสินค้าในปีนี้”

1. ครั้งแรกของโลกกับ MAHLE Workshop Portal เชื่อมโยงความรู้ บริการ และการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญ

มาห์เลเปิดตัวแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับผู้ที่ทำงานในอู่ซ่อมรถยนต์เป็นครั้งแรก โดยรวบรวมข้อมูล การฝึกอบรม บริการ และความรู้จากผู้เชี่ยวชาญของมาห์เลไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อรองรับการใช้งานของช่างเทคนิค ที่ปรึกษาด้านงานบริการ และเจ้าของอู่ซ่อมรถยนต์ องค์ประกอบหลักของ Workshop Portal คือระบบแจ้งปัญหาที่ผสานรวมอยู่ในแพลตฟอร์ม ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถส่งคำถามที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงานประจำวันในอู่ซ่อมรถไปยังผู้เชี่ยวชาญของมาห์เลได้โดยตรง ทำให้อู่ซ่อมสามารถรับคำแนะนำและความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการตรวจวิเคราะห์และการซ่อมบำรุงรถยนต์ แพลตฟอร์มดังกล่าวยังรวบรวมเอกสารทางเทคนิค การสัมมนาออนไลน์ ข่าวสารและความเคลื่อนไหวในอุตสาหกรรม ตลอดจนสื่อการตลาดไว้ในที่เดียวกัน เสริมทัพด้วยผู้ช่วย AI อย่าง MIA (MAHLE Intelligent Assistant) ซึ่งคอยสนับสนุนผู้ใช้งานในการค้นคว้าข้อมูลและค้นหาผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ ยังมีโปรแกรมสะสมคะแนนจากการเข้าร่วมกิจกรรมฝึกอบรม การใช้งานพอร์ทัล และการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ ด้วยการออกแบบที่รองรับทุกอุปกรณ์ ทำให้ MAHLE Workshop Portal ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างไร้รอยต่อ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป

2. ครั้งแรกของโลกกับ MAHLE Climate Expert” แนวคิดใหม่สำหรับอู่ซ่อมรถยนต์

มาห์เลเดินหน้าขยายบริการสำหรับอู่ซ่อมรถอิสระด้วยแนวคิด “MAHLE Climate Expert” ซึ่งผสานความเชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์มาตรฐานผู้ผลิตรถยนต์ (Original Equipment) เครื่องมือและอุปกรณ์สำหรับอู่ซ่อมรถที่ทันสมัย องค์ความรู้ด้านเทคนิค ตลอดจนกิจกรรมการตลาดที่ออกแบบอย่างตรงกลุ่มเป้าหมาย โดยทั้งหมดนี้รวมอยู่ในแพ็กเกจบริการที่ครอบคลุม เป้าหมายคือเพื่อยกระดับอู่ซ่อมที่เข้าร่วมโครงการให้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านระบบปรับอากาศและการจัดการความร้อน อู่ซ่อมที่เข้าร่วมจะได้รับประโยชน์จากภาพลักษณ์แบรนด์ที่เป็นมืออาชีพ กิจกรรมการตลาดที่ปรับให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย และช่องทางออนไลน์สำหรับอู่ซ่อมแต่ละรายซึ่งเปิดให้ลูกค้าสามารถจองบริการกับอู่ซ่อมรายนั้น ๆ ได้โดยตรง นอกจากนี้ การทำแคมเปญดิจิทัลและการตลาดผ่านเครื่องมือค้นหา (Search Engine Marketing) ยังช่วยเพิ่มการมองเห็นอู่ซ่อมรถบนโลกออนไลน์และดึงดูดลูกค้ารายใหม่ให้เข้ามาใช้บริการ ขณะเดียวกัน การจัดโปรแกรมฝึกอบรมอย่างสม่ำเสมอยังช่วยให้อู่ซ่อมสามารถขยายความเชี่ยวชาญ พร้อมเปิดโอกาสในการสร้างรายได้เพิ่มเติมจากบริการใหม่ ๆ

3. ครั้งแรกของโลกกับเครื่องให้บริการระบบปรับอากาศ ArcticPRO® เจนเนอเรชันใหม่

ในงาน Automechanika 2026 มาห์เลจะเผยโฉมเครื่องให้บริการระบบปรับอากาศ ArcticPRO® เจนเนอเรชันใหม่ ซึ่งได้รับการออกแบบและพัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมด เพื่อตอบสนองความต้องการของอู่ซ่อมยุคใหม่โดยเฉพาะ ด้วยการผสานรวมประสิทธิภาพการทำงาน ความสะดวกในการใช้งาน และการรองรับเทคโนโลยีแห่งอนาคต เครื่องมีสมรรถนะ 4 ระดับให้สามารถเลือกใช้งานได้เหมาะสมกับขนาดของอู่ซ่อมและความต้องการด้านการบริการที่แตกต่างกัน

ArcticPRO® รุ่นใหม่รองรับสารทำความเย็น R134a, R1234yf, R444A และ R456A พร้อมขั้นตอนการให้บริการอัตโนมัติเต็มรูปแบบที่มี AI เป็นผู้ช่วย เครื่องรุ่นใหม่นี้มาพร้อมหน้าจอสัมผัสหลายขนาด ขนาดใหญ่สุดอยู่ที่ 10 นิ้ว คำแนะนำการใช้งานที่เข้าใจง่าย รวมถึงคู่มือในรูปแบบเสียงและวิดีโอที่ติดตั้งมาในตัว ช่วยให้ช่างเทคนิคทำงานได้ง่ายขึ้น และลดระยะเวลาในการฝึกอบรมลงได้อย่างมาก นอกจากนี้ คุณสมบัติการเชื่อมต่อและการอัปเดตซอฟต์แวร์อัตโนมัติยังช่วยให้มั่นใจได้ว่าตัวเครื่องจะทำงานด้วยซอฟต์แวร์เวอร์ชันล่าสุดอยู่เสมอ

4. ครั้งแรกของโลกกับบริการซ่อมบำรุงเคลื่อนที่ MAHLE Mobile Repair Service พร้อมส่งตรงถึงลูกค้า

MAHLE Mobile Repair Service นำอู่ซ่อมรถไปให้บริการถึงสถานที่ของลูกค้าโดยตรง โดยในอนาคต อู่ซ่อมจะสามารถให้บริการบำรุงรักษาและซ่อมแซมรถยนต์นอกสถานที่ได้หลากหลายรายการ ผ่านรถบริการที่ได้รับการติดตั้งอุปกรณ์เฉพาะทางอย่างครบครัน พร้อมด้วยบริการครอบคลุมตั้งแต่การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง บริการระบบเบรก การตรวจสภาพรถ งานตรวจวิเคราะห์ การอัปเดตซอฟต์แวร์ การเปลี่ยนแบตเตอรี่สตาร์ท งานซ่อมระบบไฟฟ้าเบื้องต้น บริการระบบปรับอากาศ ไปจนถึงการตรวจวิเคราะห์แบตเตอรี่แรงดันสูง แนวคิดบริการรูปแบบใหม่จากมาห์เลนี้จะช่วยให้อู่ซ่อมรถยนต์สามารถพัฒนาโมเดลธุรกิจและเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ ได้

5. ครั้งแรกของโลกกับไส้กรองอากาศในห้องโดยสาร CareMetix® Natural โดดเด่นด้วยการใช้ขนแกะธรรมชาติ

ไส้กรองอากาศในห้องโดยสาร CareMetix® Natural เป็นผลิตภัณฑ์ล่าสุดในกลุ่มผลิตภัณฑ์ CareMetix® ที่ช่วยปรับปรุงคุณภาพอากาศภายในห้องโดยสารควบคู่ไปกับการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ

นับเป็นครั้งแรกที่มาห์เลนำขนแกะมาเป็นส่วนประกอบของวัสดุกรอง ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์โดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพการกรอง ไส้กรองสามารถดักจับอนุภาคและมลพิษในอากาศได้อย่างมั่นใจ พร้อมช่วยลดสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ส่งผลให้อากาศภายในห้องโดยสารสะอาด ทั้งยังช่วยขจัดกลิ่นรบกวน

นอกจากนี้ CareMetix® Natural ยังลดการใช้วัสดุที่อาจก่อให้เกิดไมโครพลาสติก โดยได้รับการออกแบบให้มีอายุการใช้งานยาวนานและคงประสิทธิภาพการกรองได้อย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นอีกทางเลือกที่ตอบโจทย์ด้านความยั่งยืนสำหรับทั้งอู่ซ่อมและเจ้าของรถยนต์

“การนำขนแกะมาใช้เป็นส่วนประกอบของไส้กรองอากาศในห้องโดยสารรุ่นใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงวิธีการที่มาห์เลนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในแต่ละวัน CareMetix® Natural ช่วยให้ผู้ขับขี่และโดยสารยานพาหนะรู้สึกสบายและมีสุขภาวะที่ดีขึ้น” ฟิลิปป์ โกรสส์ ไคลมันน์ กล่าวทิ้งท้าย