Thursday, February 28, 2019

เอทีพี มีเดีย เปิดประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอด “เอทีพี คัพ” การแข่งขันเทนนิสชายรายการใหม่และรายการแรกของฤดูกาล


          เอทีพี ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลกีฬาเทนนิสอาชีพชาย ร่วมกับ เอทีพี มีเดีย (ดูแลด้านการขาย กิจการกระจายเสียงและการเผยแพร่ทั่วโลกของเอทีพี ทัวร์) ประกาศจัดการประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดการแข่งขันรายการ เอทีพี คัพ ในวันจันทร์ที่ 4 มีนาคม 2562

          (รูปภาพ: https://mma.prnewswire.com/media/827724/ATP_Cup.jpg )

          การแข่งขันรายการเอทีพี คัพ ซึ่งจะเปิดตัวในเดือนมกราคม 2563 เป็นทัวร์นาเมนต์ที่นำผู้เล่นที่ดีที่สุดของโลกมากกว่า 60 คนจาก 24 ชาติ มาร่วมกันแข่งขันประจำปีในประเภททีม เพื่อสมสมคะแนนจัดอันดับของเอทีพีสูงสุดถึง 750 คะแนน และชิงเงินรางวัลจำนวน 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การแข่งขันรายการนี้ถูกวางให้เป็นทัวร์นาเมนต์เปิดฤดูกาลการแข่งขันเทนนิสอาชีพชาย และจะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงการแข่งขัน ออสเตรเลียน โอเพ่น ซึ่งเป็นแกรนด์สแลมรายการแรกของปี การแข่งขันเอทีพี คัพ ครั้งแรกนี้จะจัดขึ้นที่ประเทศออสเตรเลียในวันศุกร์ที่ 3 มกราคม ถึงวันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม 2563 ณ สนามแข่งขันใน 3 เมือง ได้แก่ ซิดนีย์ บริสเบน และอีกแห่งซึ่งจะประกาศให้ทราบต่อไป รวมการแข่งขันทั้งสิ้น 129 แมตช์ ตลอดระยะเวลา 10 วัน

          การแข่งขันเอทีพี คัพ ซึ่งจัดร่วมกับสมาคมเทนนิสออสเตรเลีย จะแบ่งชาติต่าง ๆ ออกเป็น 6 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ชาติ เพื่อเฟ้นหา 8 ทีมจากการแข่งขันแบบพบกันหมด ไปชิงชัยกันต่อในรอบแพ้คัดออก จนเหลือผู้ชนะเพียง 1 ทีม โดยในแต่ละทีมจะมีผู้เล่นได้สูงสุด 5 คน และแต่ละคะแนนจะประกอบด้วยการแข่งขันประเภทเดี่ยว 2 แมตช์ และประเภทคู่ 1 แมตช์

          คริส เคอร์โมด ประธานกรรมการบริหารและประธานของเอทีพี กล่าวว่า "เอทีพี คัพ เป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ใหม่ของเราในการขับเคลื่อนความสำเร็จของกีฬาเทนนิส และการเข้าถึงแฟน ๆ ทั่วโลก การเริ่มต้นฤดูกาลอย่างยิ่งใหญ่นับเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง และนี่เองเป็นที่มาของการรวบรวมเหล่าผู้เล่นฝีมือดีที่สุดของโลกมาไว้ในรายการประเภททีมที่น่าตื่นเต้นนี้ ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดทั้งสำหรับตัวผู้เล่น แฟนกีฬา และสื่อมวลชน การแข่งขันเอทีพี คัพ มอบโอกาสที่ยอดเยี่ยมให้แก่สื่อมวลชนในการเผยแพร่ความตื่นเต้นของเทนนิสระดับโลกสู่สายตาผู้ชมนับล้านคนทั่วโลก"

          การแข่งขันรายการใหม่เอี่ยมนี้ได้รับแรงสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากบรรดานักเทนนิสเอทีพี โดยโนวัค ยอโควิช นักเทนนิสมือ 1 ของโลก และประธานสภานักเทนนิสเอทีพี กล่าวว่า "ผมชอบที่การแข่งขันนี้มีเอทีพีเป็นเจ้าของ ซึ่งหมายถึงการที่ผู้เล่นเป็นเจ้าของ และผมชอบที่มีการเก็บคะแนนจัดอันดับด้วย ถือเป็นการเปิดฤดูกาลได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุด ที่ผ่านมากว่า 90% เป็นรายการประเภทเดี่ยว เราไม่ค่อยเห็นการแข่งขันแบบทีมมากเท่าไรนัก"

          โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ แชมป์แกรนด์สแลม 20 สมัย กล่าวเสริมว่า "ผมคิดว่าบางครั้งผู้เล่นอาจรู้สึกโดดเดี่ยวบ้างเมื่อลงแข่งขัน แน่นอนว่าเรามีทีมที่ดี แต่การได้ร่วมเล่นภายในทีมเดียวกับผู้เล่นคนอื่น ๆ ถือเป็นเรื่องที่สนุกมาก และผมคิดว่าการแข่งขันรายการนี้จะต้องประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก"

          จอห์น อิสเนอร์ มืออันดับ 9 ของโลก และสมาชิกสภานักเทนนิสเอทีพี กล่าวว่า "คุณจะได้ลงเล่นให้ประเทศของคุณ ซึ่งถือเป็นเกียรติประวัติอันสูงสุด" ขณะที่เคอิ นิชิโคริ มืออันดับ 6 ของโลก เสริมว่า "ผมคิดว่าเป็นเรื่องดีที่ทีมและประเทศต่าง ๆ ได้มารวมกัน และทุกคนก็มีความสุขที่ได้เล่นเพื่อประเทศของตนเอง"

          สำหรับคอนเทนต์การแข่งขันเพื่อถ่ายทอดไปยังนานาประเทศนั้น จะอยู่ภายใต้การผลิตของเอทีพี มีเดีย ร่วมกับสมาคมเทนนิสออสเตรเลีย ในฐานะเจ้าภาพ หรือ Host Broadcaster ซึ่งไม่เพียงร่วมกันผลิต World Feed เพื่อแสดงช็อตการแข่งขันที่ดีที่สุดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการผนึกกำลังเพื่อช่วยให้บรรดาสถานีโทรทัศน์หรือผู้แพร่ภาพออกอากาศสามารถรายงานการแข่งขันทุกแมตช์ผ่านฟีดประจำแต่ละคอร์ท (ประกอบด้วยภาพกราฟฟิกและการบรรยายภาษาอังกฤษ) ตลอดจนการแถลงข่าว คอนเทนต์เฉพาะโซเชียลมีเดีย และอื่น ๆ อีกมากมาย

          ผู้เสนอราคาประมูลจะได้รับความยืดหยุ่นในการประมูลแพ็กเกจลิขสิทธิ์ที่ตรงกับข้อกำหนดการแพร่ภาพออกอากาศของตนเอง (อาทิ การประมูลแบบพื้นที่เดียวหรือหลายพื้นที่ และลิขสิทธิ์สำหรับช่องทีวีปกติ สื่อดิจิทัล โอทีที และวีโอดี) พร้อมด้วยสัญญาขั้นต่ำ 3 ปี โดยเอทีพี มีเดีย จะเป็นผู้ดูแลการประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดการแข่งขันทั่วโลก

          มาร์ค เว็บสเตอร์ ซีอีโอของเอทีพี มีเดีย กล่าวว่า "เอทีพี มีเดีย มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำลิขสิทธิ์ถ่ายทอดการแข่งขันรายการใหม่ที่น่าตื่นเต้นนี้มาสู่ตลาด ช่วงเวลาในการจัดการแข่งขันของเอทีพี คัพ จะทำให้บรรดาสถานีโทรทัศน์ แพลตฟอร์มและผู้แพร่ภาพออกอากาศ ได้ร่วมเปิดฤดูกาลเอทีพี ทัวร์ในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ด้วยการถ่ายทอดการแข่งขันประเภททีม อันจะนำมาซึ่งความคึกคักที่แตกต่างออกไปจากทัวร์นาเมนต์อื่น ๆ โดยมีเอทีพี มีเดีย เป็นตัวกลางเป็นครั้งแรก เอทีพี มีเดีย มีความมุ่งมั่นที่จะทำให้การแข่งขัน เอทีพี คัพ คงคุณภาพการผลิตไว้ได้เช่นเดียวกับทุกทัวร์นาเมนต์ที่ทางองค์กรเป็นตัวแทน ด้วยการนำเสนอรายงานข่าวและภาพข่าวการแข่งขันคุณภาพเยี่ยมยอดไปสู่นานาประเทศ ผ่านการร่วมงานกับสมาคมเทนนิสออสเตรเลีย ในฐานะ Host Brodcaster"

          เครก ไทลีย์ ซีอีโอสมาคมเทนนิสออสเตรเลีย กล่าวว่า "เรารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่จะได้เริ่มต้นปฏิทินกีฬาและบันเทิงระดับโลกในออสเตรเลีย ด้วยทัวร์นาเมนต์ เอทีพี คัพ ในเดือนมกราคม ปีหน้า การที่เหล่านักเทนนิสชายฝีมือดีที่สุดในโลกมารวมตัวกันเพื่อเป็นตัวแทนของประเทศตนเองในการแข่งขันรายการใหม่นี้ ถือเป็นการเปิดฤดูกาลที่เยี่ยมยอดของวงการเทนนิส"

          ผู้ที่สนใจประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดการแข่งขัน จะต้องยื่นแบบฟอร์มอย่างเป็นทางการภายในวันที่ 18 เมษายน 2562 โดยทางเอทีพี มีเดีย คาดว่าจะทำการตัดสินจากข้อเสนอประมูลที่ได้รับภายในวันที่ 29 เมษายน 2562

          ผู้ที่สนใจยื่นแบบฟอร์มแสดงความจำนง กรุณาติดต่อเอทีพี มีเดีย ผ่านคุณ Gabrielle Guedj (ผู้อำนวยการฝ่ายขายลิขสิทธิ์เพื่อการค้า) (Gabrielle.Guedj@atpmedia.tv) (Director of Commercial Rights Sales) (Gabrielle.Guedj@atpmedia.tv) และ Tom Bullock (General Counsel) (Tom.Bullock@atpmedia.tv) ภายใต้หัวเรื่อง "ATP MEDIA ATP CUP BID"

          เกี่ยวกับ เอทีพี
          เอทีพี คือหน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันเทนนิสอาชีพชาย ได้แก่ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์, เอทีพี ชาลเลนเจอร์ ทัวร์ และ เอทีพี แชมเปียนส์ ทัวร์ โดยเอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ประกอบด้วยการแข่งขัน 64 รายการใน 31 ประเทศ ถือเป็นสังเวียนที่นักกีฬาเทนนิสชายที่มีฝีมือที่สุดได้มาประชันกันบนสนามที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในโลก ผู้เล่นจากออสเตรเลีย ยุโรป อเมริกา และเอเชียที่เป็นดาวเด่นในการแข่งขันเอทีพี เวิลด์ ทัวร์ 2018 จะต้องขับเคี่ยวกันเพื่อชิงตำแหน่งอันทรงเกียรติ และสะสมคะแนนจัดอันดับในศึกเอทีพี เวิลด์ ทัวร์ มาสเตอร์ส 1000, 500 และ 250 รวมถึงรายการแกรนด์สแลมต่าง ๆ (ไม่ใช่รายการเอทีพี) โดยนักเทนนิสชายเดี่ยวเพียง 8 คน และชายคู่ 8 ทีมทีทำผลงานดี่ที่สุดตลอดฤดูกาล จะได้ผ่านเข้าร่วมการแข่งขันรายการสุดท้ายของปี ได้แก่ นิตโต้ เอทีพี ไฟนอลส์ ซึ่งจะจัดขึ้นที่ The O2 ในกรุงลอนดอน และจะมีการสวมมงกุฎให้แก่อันดับ 1 ของรายการ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ 2018 อย่างเป็นทางการ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.ATPWorldTour.com

          เกี่ยวกับ เอทีพี มีเดีย
          เอทีพี มีเดีย ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2544 ในชื่อ เทนนิส พร็อพเพอร์ตีส์ ลิมิเต็ด โดยในฐานะที่เป็นหน่วยธุรกิจแพร่ภาพกระจายเสียงของเอทีพี ทัวร์ ทางเอทีพี มีเดีย จึงได้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการสร้างประโยชน์จากการแข่งขันเอทีพี ทัวร์ การผลิตคอนเทนต์ถ่ายทอดการแข่งขัน นิตโต้ เอทีพี ไฟนอลส์, เน็กซ์ เจ็น เอทีพี ไฟนอลส์, เอทีพี มาสเตอร์ส 1000 และการผลิตฟีดทั่วโลกสำหรับเอทีพี คัพ, เอทีพี 500 และเอทีพี 250 บางรายการ เอทีพี มีเดีย เข้าถึงและมีความเชี่ยวชาญเหนือใครในการผลิตคอนเทนต์ของการแข่งขันเทนนิสอาชีพชาย เพื่อให้บริการแพร่ภาพกระจายเสียงอย่างเต็มรูปแบบ โดยมาพร้อมกับโซลูชั่นที่ครบวงจรสำหรับบรรดาสถานีโทรทัศน์ แพลตฟอร์ม และผู้แพร่ภาพออกอากาศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการขายลิขสิทธิ์การถ่ายทอด การผลิตคอนเทนต์สำหรับหลายแพลตฟอร์ม เครือข่ายกระจายใยแก้วทั่วโลก และคลังดิจิทัลชั้นนำในตลาด ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.atpmedia.tv

          เกี่ยวกับ สมาคมเทนนิสออสเตรเลีย
          สมาคมเทนนิสออสเตรเลีย (Tennis Australia หรือ TA) ส่งเสริม และมอบโอกาสในการพัฒนาและการมีส่วนร่วมในกีฬาเทนนิสทั่วประเทศออสเตรเลีย ทางสมาคมฯ ยังรับหน้าที่จัดการแข่งขันในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับนานาชาติ ซึ่งรวมถึง ออสเตรเลียน โอเพ่น โดยเงินที่ได้ถูกนำกลับไปลงทุนในกีฬาเทนนิสทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการจัดโครงการและการส่งเสริมระดับรากหญ้า การพัฒนาผู้เล่น และการยกระดับสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับกีฬาเทนนิส

          ที่มา: เอทีพี และ เอทีพี มีเดีย

Broadcast Bidding to Begin for ATP Cup – Men’s Tennis’ New, Season-launching Tournament


          ATP, the governing body of men's professional tennis and ATP Media (the global sales, broadcast production & distribution arm of the ATP Tour) will launch the tender process for the sale of the international media rights to the ATP Cup on Monday 4th March 2019.

          (Photo: https://mma.prnewswire.com/media/827724/ATP_Cup.jpg )

          Launching in January 2020, the ATP Cup will bring together more than 60 of the world's best players from 24 nations for an annual team event - with up to 750 ATP ranking points and USD$15 million prize money at stake. The tournament has been strategically placed to kick-start the men's professional tennis season and flow seamlessly into the first Grand Slam of the year - the Australian Open. The inaugural tournament will take place in Australia from Friday 3rd January to Sunday 12th January 2020 across three cities - Sydney, Brisbane and one to be announced - and will feature 129 matches across 10 days.

          Delivered in partnership with Tennis Australia, the ATP Cup sees nations split into six groups of four, with eight teams emerging from the round-robin stage to compete in the knockout phase until only one team is left standing. There will be up to five players in each team, with ties comprising two singles matches and one doubles match.

          Chris Kermode, ATP Executive Chairman & President, said: "The ATP Cup forms a key part of our innovative strategy to really drive forward the success of our sport and engage fans across the world. It's vital to start the season with a bang, which is why we're bringing the world's best players together for this fantastic new team event - scheduled at the optimum time for players, fans and broadcasters alike. The ATP Cup provides a fantastic opportunity for broadcasters to bring the excitement of world class tennis to hundreds of millions of people across the globe."

          The inception of the new event received widespread support from ATP players. Novak Djokovic, World No.1 and President of ATP Player Council, said: "I like that it's owned by ATP - by players - and I like that we have ranking points. It's the best way to kick-start the season. Ninety plus percent of the time we are playing as individuals and we don't have too many team events."

          Roger Federer, 20-time Grand Slam champion, added: "I think the players do sometimes feel a little bit lonely on the road. Of course we have great teams, but playing within a team with other players is great fun and I think it's going to be very successful."

          John Isner, World No.9 and member of the ATP Player Council, said: "You are playing for your country, which is the greatest honour you can have." Kei Nishikori, World No.6, added: "I think it's good to have all the teams together and all countries together and everybody enjoys playing for their country."

          The international broadcast content for the tournament will be fully produced by ATP Media in conjunction with Tennis Australia as Host Broadcaster - incorporating not only a fully produced World Feed showcasing the best of the action, but also the ability for broadcasters to show the action from every match via individual court feeds (containing both graphics and English language commentary), press conferences, bespoke social media content and much more.

          Bidders will therefore be given flexibility to bid for rights packages around their specific broadcast requirements (including single or multi-territory bids, as well as rights across linear, digital, OTT and VOD) - with deals to be based around a minimum three-year contract. ATP Media will be managing the bid process for international broadcast rights.

          Mark Webster, ATP Media CEO, said: "ATP Media is absolutely delighted to be able to come to market with the international rights for such an exciting new tournament. With its position in the calendar, the ATP Cup will enable broadcasters to kick off their ATP Tour season coverage in a manner they have not had before and, for the first time via ATP Media, to deliver a team event that brings a different dynamic to other tournaments. Working together with Tennis Australia as the Host Broadcaster, ATP Media is committed to ensuring the production values which it instils across all the tournaments it represents are carried through to the ATP Cup - delivering international broadcast coverage that is of the usual market-leading quality."

          Craig Tiley, Tennis Australia CEO, said: "We are very excited to launch the global sports and entertainment calendar here in Australia with the ATP Cup next January. Having the world's best male players, all representing their countries in a brand new tournament will be a terrific kick off to the tennis year."

          Any parties interested in applying for international broadcast rights must submit their official applications by 18th April 2019, with ATP Media expecting to make a decision on the bids received on 29th April 2019.

          Any parties interested in submitting an expression of interest are invited to contact ATP Media via Gabrielle Guedj (Director of Commercial Rights Sales) (Gabrielle.Guedj@atpmedia.tv) and Tom Bullock (General Counsel) (Tom.Bullock@atpmedia.tv) under the heading "ATP MEDIA ATP CUP BID"

          About the ATP
          The ATP is the governing body of the men's professional tennis circuits - the ATP World Tour, the ATP Challenger Tour and the ATP Champions Tour. With 64 tournaments in 31 countries, the ATP World Tour showcases the finest male athletes competing in the world's most exciting venues. From Australia to Europe and the Americas to Asia, the stars of the 2018 ATP World Tour will battle for prestigious titles and ATP Rankings points at ATP World Tour Masters 1000, 500 and 250 events, as well as Grand Slams (non ATP events). At the end of the season only the world's top 8 qualified singles players and doubles teams will qualify to compete for the last title of the season at the Nitto ATP Finals. Held at The O2 in London, the event will officially crown the 2018 ATP World Tour No. 1. For more information, please visit http://www.ATPWorldTour.com.

          About ATP Media
          As the broadcast arm of the ATP Tour, ATP Media was formed in 2001 as Tennis Properties Limited; providing centralized media exploitation across the ATP Tour, host broadcast production for the Nitto ATP Finals, Next Gen ATP Finals, ATP Masters 1000s and world feed production for the ATP Cup, ATP 500s and certain ATP 250s. ATP Media has unrivalled access and expertise in the full-service broadcast production of men's professional tennis with an end to end solution for global broadcasters incorporating: rights sales, multi-platform production, a global fibre distribution network and a market leading digital archive. For more information, please visit http://www.atpmedia.tv.

          About Tennis Australia
          Tennis Australia (TA) promotes and provides tennis participation and development opportunities across the country. TA also stages local, national and international events, including the Australian Open, with all funds invested back into the sport, including grass roots programs and promotions, player development and the upgrading of tennis facilities.

          Source: ATP and ATP Media

Viettel unveils technology solutions to help boost the seafood industry's safety and legal compliance




          At the 2019 Mobile World Congress, Vietnam's largest mobile network operator Viettel Group unveiled three new technological solutions to help the seafood industry tackle the challenges that they are facing. Currently, fishermen are facing all sorts of problems in their field of work including unpredictable weather and complicated international fishing laws.

          Using its technology and creativity, Viettel aims to help these fishermen solve their problems using the S-Tracking Device, the Automatic Identification System and the HF Communication Transceiver.

          The S-Tracking Device provides users with the latest weather updates to help fishermen avoid inclement weather while sending warnings to ships that face potential danger. The vessel's real-time data will also be recorded and will be sent to its base every hour so if the vessel enters restricted areas, an alert will be sent to the crew. All warnings issued to the fishermen will be confidential.

          The Automatic Identification System, meanwhile, prevents any potential collision with a high-tech alarm system that warns the crew of any collision and border crossing alert. Using a practical and friendly user interface, the AIS system can also utilise satellite and GSM connection to provide information about the vessel and issue alerts. Should fishermen be in danger, they will be able to send a SOS signal from inside the vessel, whereas for other similar products on the market, the crew will have to stand out in the open to send a signal.

          Another device unveiled by Viettel is the HF Communication Transceiver which is equipped with a chip-based Software Defined Radio (SDR) technology along with GPS and GSM/GPRS modules. The modules allow the crew to make calls at a lower cost compared with similar products on the market that only offers satellite connection. However, should there be no reception, this state-of-the-art device will continue to operate - the vessel's coordinates will be transmitted to the base via HF or satellite waves.

          "We look forward to presenting Viettel's ability to produce short-wave transmitting devices to international customers, whereby products for fishermen are just the starting point because behind successful production of such products, Viettel has mastered lots of core technologies such as radio transceiver, data transmission encryption, security technology," says Nguyen Dinh Chien, Deputy General Director of Viettel Group.

          Viettel hopes these three technological products will first be able to help more than a million Vietnamese fishermen with their offshore and inshore duties. Moving forward, Viettel will bring these solutions to developing markets which have achieved significant telecommunications success over the past 10 years including Cambodia, Myanmar, East Timor and Tanzania to help the seafood industry enhance their safety and legal compliance.


ZTE จับมือ China Mobile Research Institute ลงนามใน MoU เพื่อร่วมกันพัฒนา O-RAN

เซินเจิ้น, จีน--27 ก.พ.--พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          ZTE Corporation (0763.HK / 000063.SZ) ผู้ให้บริการโทรคมนาคมและเทคโนโลยีโมบายอินเทอร์เน็ตสำหรับลูกค้าองค์กรและผู้บริโภครายใหญ่ของโลก ประกาศลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) กับ China Mobile Research Institute เพื่อร่วมกันพัฒนา RAN อัจฉริยะรุ่นใหม่สำหรับผู้ให้บริการ หรือ O-RAN ในงาน Mobile World Congress (MWC) 2019 ที่บาร์เซโลนา

          MoU ดังกล่าวระบุว่า ZTE จะร่วมมือกับ China Mobile Research Institute เพื่อทำการวิจัยและพัฒนาสถาปัตยกรรม อินเทอร์เฟซ และสถานการณ์จำลองของ RAN อัจฉริยะ ภายใต้กรอบการทำงานของ O-RAN

          นอกจากนี้ ZTE และ China Mobile Research Institute จะมุ่งมั่นทดสอบและตรวจสอบโซลูชั่นทางเทคนิคที่ทันสมัย ส่งเสริมการใช้งานเทคโนโลยี O-RAN พร้อมทั้งร่วมมือกันตรวจสอบเทคโนโลยี O-RAN ในสถานการณ์เฉพาะ เช่น การกระจายโหลดตามเอกลักษณ์ของคลื่นวิทยุ และการปรับบริการแบบข้ามเลเยอร์ให้เหมาะสม

          ในฐานะหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์ ZTE และ China Mobile Research Institute จะนำเสนอความสำเร็จของ O-RAN ที่พัฒนาร่วมกันในงานแสดงต่างๆ พร้อมมอบผลการค้นพบที่เกี่ยวข้องกับ O-RAN ให้แก่บรรดาองค์กรกำหนดมาตรฐานในอนาคต

          นอกจากนี้ ZTE และ China Mobile ยังร่วมกันสาธิตโซลูชั่นกระจายโหลดขุมพลัง AI ที่ใช้สถาปัตยกรรม O-RAN โดยการสาธิตมีการแสดงเทคโนโลยีการใช้เอกลักษณ์ของคลื่นวิทยุ (Radio Fingerprint) ที่สามารถคาดการณ์โหลดเครือข่ายมือถือ เพื่อยกระดับการกระจายโหลดให้เหมาะสมและแม่นยำ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้น

          คุณหวง ยวี่หง รองประธาน China Mobile Research Institute กล่าวว่า "การทำ MoU กับ ZTE จะมุ่งเน้นที่การวิจัยและพัฒนาซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ รวมถึงการตรวจสอบโซลูชั่น และการสำรวจความสามารถของเครือข่ายใหม่ในอนาคต ความร่วมมือนี้จะส่งเสริมการเติบโตของ O-RAN และเป็นการวางรากฐานเพื่อลดความซับซ้อนในการใช้งานและการบำรุงรักษาเครือข่ายไร้สาย"

          คุณไป๋ กัง รองประธานบริษัท ZTE กล่าวว่า "MoU นี้จะช่วยกระชับความร่วมมือระยะยาวระหว่าง ZTE กับ China Mobile สถาปัตยกรรมเครือข่ายอัจฉริยะและความสามารถด้านเครือข่ายอัจฉริยะแบบครบวงจรของ ZTE จะช่วยส่งเสริมการวิจัยและการใช้งานเครือข่ายแบบเปิดและเครือข่ายอัจฉริยะ สถาปัตยกรรมอัจฉริยะที่เปิดกว้างและครอบคลุมจะช่วยให้อุตสาหกรรมสามารถสร้างระบบนิเวศ รวมถึงสร้างเครือข่ายที่ยืดหยุ่นและคล่องตัวร่วมกัน เพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลายและประสิทธิภาพตามที่ต้องการในเครือข่าย 5G ในอนาคตและต่อๆไป"

          ZTE จะร่วมมือกับ China Mobile Research Institute เดินหน้าสำรวจเทคโนโลยีใหม่ๆ ในด้านปัญญาประดิษฐ์และแมชชีนเลิร์นนิ่งเพื่อรองรับการวางเครือข่ายไร้สาย และจะมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องในการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ O-RAN

          เกี่ยวกับ ZTE

          ZTE เป็นผู้ให้บริการระบบโทรคมนาคมขั้นสูง อุปกรณ์เคลื่อนที่ และโซลูชั่นเทคโนโลยีระดับองค์กร เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ผู้ให้บริการเครือข่าย ภาคธุรกิจ และหน่วยงานภาครัฐ ZTE มุ่งมั่นที่จะนำเสนอนวัตกรรมแบบบูรณาการครบวงจรให้แก่ลูกค้าตามนโยบายของบริษัท เพื่อมอบคุณค่าและความเป็นเลิศในยุคที่เทคโนโลยีโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ZTE จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงและเซินเจิ้น (รหัสหุ้นในตลาดฮ่องกง: 0763.HK / รหัสหุ้นในตลาดเซินเจิ้น: 000063.SZ) บริษัทจำหน่ายผลิตภัณฑ์และบริการให้แก่ผู้ให้บริการโทรคมนาคมกว่า 500 ราย ในกว่า 160 ประเทศ ในแต่ละปี ZTE จัดสรรเงินรายได้ 10% ให้กับการวิจัยและพัฒนา ทั้งยังมีบทบาทเป็นผู้นำในองค์กรกำหนดมาตรฐานระดับโลก ทั้งนี้ ZTE ดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม และเป็นสมาชิกของข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (UN Global Compact) สามารถรับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.zte.com.cn

          สื่อมวลชนติดต่อ:
          Margaret Ma
          ZTE Corporation
          โทร: +86 755 26775189
          อีเมล: ma.gaili@zte.com.cn

ZTE Unveils the Industry's First Commercial-Ready AI-Based 5G Slice Operation System

SHENZHEN, China--27 Feb--PRNewswire/InfoQuest

          ZTE Corporation (0763.HK / 000063.SZ), a major international provider of telecommunications, enterprise and consumer technology solutions for the mobile Internet, today unveiled the industry's first commercially ready AI-based 5G slice operation system, CloudStudio, at Mobile World Congress (MWC) 2019 in Barcelona.

          This system innovatively introduces the 3A concept: Awareness, Automation, and AI, supporting agile slice deployment, intelligent analysis and rapid self-healing. It significantly simplifies 5G network operation, improving O&M efficiency by more than 30%, and reducing cost of network construction by 20%.

          Leveraging machine learning and advanced algorithm technologies, ZTE's carrier-grade CloudStudio network slice system generates over 8,000 RCA (root cause analysis) rule repository based on ZTE's rich O&M experience of more than 400 cloudification projects around the world, while supporting online scaling and upgrading.

          ZTE's CloudStudio system implements automatic intelligent alarm filtering in accordance with time, correlation and other policies. It matches with the system RCA rule repository and quickly locates the real root cause in several minutes, greatly reducing the complexity of O&M.

          In addition, ZTE's CloudStudio carries out seamless management and dynamic resource adjustment for private cloud and public cloud. When service workload reaches its peak, CloudStudio can automatically trigger the public cloud to assign resources on demand. When services resume to the normal level, the system releases resources from the public cloud. Therefore, CloudStudio allows operators to omit the need of constructing the network in accordance with the largest service capacity, effectively saving network construction cost by 20%.

          Moreover, by means of network slicing, operators can create multiple end-to-end virtualized networks on the same physical infrastructure to provide various vertical industries with differentiated, quality-assured network services.

          As the world's leading provider of integrated communications solutions, ZTE is actively collaborating with operators and partners from vertical industries, including smart grids, industrial controls, and UAV (unmanned aerial vehicle), to promote the commercial deployment of 5G slicing. Meanwhile, ZTE enables operators to develop new business models, such as B2B and B2B2C on the basis of the traditional B2C model, creating vast opportunities pertaining to the 5G ecosystem.

          About ZTE

          ZTE is a provider of advanced telecommunications systems, mobile devices, and enterprise technology solutions to consumers, carriers, companies and public sector customers. As part of ZTE's strategy, the company is committed to providing customers with integrated end-to-end innovations to deliver excellence and value as the telecommunications and information technology sectors converge. Listed in the stock exchanges of Hong Kong and Shenzhen (H share stock code: 0763.HK / A share stock code: 000063.SZ), ZTE's products and services are sold to over 500 operators in more than 160 countries. ZTE commits 10 per cent of its annual revenue to research and development and has leadership roles in international standard-setting organizations. ZTE is committed to corporate social responsibility and is a member of the UN Global Compact. For more information, please visit www.zte.com.cn.

          Know more about SDN/NFV: sdnfv.zte.com.cn/, openlab.zte.com.cn

          Media Contacts:
          Margaret Ma
          ZTE Corporation
          Tel: +86 755 26775189
          Email: ma.gaili@zte.com.cn

Huawei Launches New Members to OceanStor Dorado All-Flash Storage Family

BARCELONA, Spain--27 Feb--PRNewswire/InfoQuest

          - Delivering Enterprise-Class Storage Efficiency and Performance for the Most Demanding Application Scenarios

          During MWC19, Huawei launched the OceanStor Dorado3000 V3 entry-level all-flash storage system and the OceanStor Dorado Non-Volatile Memory Express (NVMe) mid-range and high-end all-flash storage, with superb performance, comprehensive enterprise-class features, and high efficiency. The storage systems meet the demands of database, Virtual Desktop Infrastructure (VDI), Virtual Server Infrastructure (VSI), and other scenarios, facilitating data centers of customers in finance, manufacturing, and telecommunications sectors to step into the all-flash era.

          It is crucial for enterprises to future-proof their infrastructure by adopting the all-flash storage that meets their fast-evolving business needs. Since the launch of the OceanStor Dorado V3 all-flash storage series in 2016, Huawei's all-flash storage has experienced wide market acceptance. According to the Gartner's 2018 Q3 statistics[1], Huawei achieved the highest revenue growth rate in the global all-flash market. Huawei's OceanStor Dorado V3 mid-range and high-end all-flash storage (including OceanStor Dorado5000 V3, OceanStor Dorado6000 V3 and OceanStor Dorado18000 V3) is the industry's first to fully support the NVMe architecture. NVMe enables faster communication between Solid-State Drives (SSDs) and a host system, and offers sharp latency decreases, which brings quality data services to customers. As the fastest all-flash storage, the OceanStor Dorado mid-range and high-end all-flash storage achieves an industry-leading 0.3-millisecond latency.

          The OceanStor Dorado3000 V3 launched today leverages industry-leading FlashLink(R) technology to ensure stable performance even during peak hours. The intelligent multi-protocol interface chip supports industry-leading 32 Gbit/s FC and 100GE front-end protocols, while Huawei's intelligent Baseboard Management Controller (BMC) manages CPUs, memory, and other components in a unified manner to shorten fault recovery time from two hours to ten minutes.

          The OceanStor Dorado3000 V3 with comprehensive enterprise-class features uses global wear-leveling and Huawei's patented anti-wear leveling technologies to ensure robust SSD reliability. Its innovative RAID-TP technology tolerates simultaneous failures of three SSDs. The gateway-free active-active solution ensures 99.9999 percent availability. In addition, the Converged Data Management (CDM) solution enables cloud-enabled gateway-free Disaster Recovery (DR) and backup, as well as minute-level service recovery on the cloud. High service availability is ensured through multiple reliability protection technologies.

          The OceanStor Dorado3000 V3 also adopts industry-leading inline deduplication and compression technologies to cut the costs of energy consumption, cooling, management and maintenance, reducing overall OPEX by 65 percent. This allows customers to significantly reduce costs while deploying devices in a large scale.

          In addition, the OceanStor Dorado3000 V3 is compatible with more than 300 mainstream storage devices as well as 98 percent of IT infrastructure in the industry, without the need to change existing services. It helps achieve a smooth upgrade, simplifies O&M, and accelerates data center transformation.

          William Dong, Director of Enterprise Data Center Marketing & Solution Sales Department, Huawei Enterprise Business Group, said: "Huawei has 17 years of R&D experience in storage technologies. We have used this extensive experience to develop the entry-level OceanStor Dorado3000 V3, enabling enterprises to benefit from an all-flash platform at a low entry point without sacrificing performance and scalability. We have leveraged all-flash storage to help customers in many industries build efficient data storage capabilities and will continue to innovate to meet their ever-increasing storage requirements."

          Source 1: Gartner, Market Share, External Storage Systems, All Countries, 3Q 2018 Update

ไมโครชิพ ขอแนะนำ USB 3.1 SmartHub สำหรับการใช้งานในรถยนต์ รองรับการเชื่อมต่อกับ Type-C((TM)) เป็นรายแรกของวงการ ชูจุดเด่นส่งข้อมูลในระบบอินโฟเทนเมนต์เร็วขึ้นถึง 10 เท่า

กรุงเทพฯ--27 ก.พ.--พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          - SmartHub IC ความเร็ว 5 Gbps ตอบสนองความต้องการการเชื่อมต่อที่เพิ่มขึ้นของตลาดสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน

          เนื่องจากการอัพเดทเฟิร์มแวร์ ตลอดจนไฟล์ภาพและเสียงขนาดใหญ่ กลายเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นสำหรับระบบสาระบันเทิงภายในรถยนต์ อัตราการส่งข้อมูลที่รวดเร็วขึ้นจึงมีความจำเป็นเพื่อลดเวลาในการอัพโหลดและดาวน์โหลด ดังนั้น เพื่อเป็นการยกระดับประสบการณ์การเชื่อมต่อในรถยนต์ให้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร บริษัท ไมโครชิพ เทคโนโลยี จำกัด (NASDAQ: MCHP) จึงได้ประกาศเปิดตัว USB7002 ซึ่งเป็น SmartHub IC แบบ USB 3.1 Gen1 ที่สามารถใช้ได้กับรถยนต์ ด้วยอัตราการส่งข้อมูลที่เร็วกว่าแบบ USB 2.0 ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ถึง 10 เท่า ทั้งยังช่วยลดระยะเวลาในการจัดเรียงข้อมูล (indexing time) นอกจากนี้ เพื่อเป็นการตอบรับกับความนิยมที่เพิ่มขึ้นของ USB Type-C ในตลาดสมาร์ทโฟน และเพื่อให้สามารถรองรับการเชื่อมต่อในรถยนต์ได้ทุกรูปแบบ USB7002 SmartHub IC จึงมาพร้อมอินเทอร์เฟซสำหรับขั้วต่อ USB Type-C

          ด้วยเหตุที่ผู้ผลิตรถยนต์ยังคงไม่หยุดพัฒนาในการเพิ่มฟังก์ชันต่าง ๆ ให้กับรถยนต์ พร้อมทั้งผสานการทำงานเข้ากับแอปพลิเคชันโทรศัพท์มือถือ USB จึงต้องทำหน้าที่ส่งข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อถือได้ และด้วยความเร็วที่มากขึ้น ผู้บริโภคต่างคาดหวังว่าระบบสาระบันเทิงในรถยนต์จะต้องตอบสนองคำสั่งได้ทันทีพร้อมกันในทุกฟังก์ชัน ไม่ว่าจะเป็นการส่งข้อมูลแผนที่ ไปจนถึงการเล่นเพลงและโต้ตอบกับหน้าจอการใช้งาน USB 3.1 มีอัตราการส่งข้อมูลที่ความเร็วสูงถึง 5 Gbps ทำให้แบนด์วิดท์สูงขึ้น และสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ จึงเหมาะอย่างยิ่งกับแอปพลิเคชันหรือรูปแบบการใช้งานที่ต้องการความเร็วในระดับกิกะบิต เพื่อการสตรีมข้อมูล ดาวน์โหลดข้อมูล และการสื่อสารภายในรถที่เร็วกว่าเดิม USB7002 ยังช่วยลดเวลาดาวน์โหลดวิดีโอขนาดใหญ่ ซึ่งตอบโจทย์สำหรับรถยนต์ที่มีกล้องติดรถยนต์ความคมชัดระดับ 4K

          การชาร์จอุปกรณ์มือถือได้เร็วขึ้นเป็นคุณสมบัติหนึ่งที่ผู้บริโภคเรียกร้องต้องการ และส่งผลให้ USB Type-C ได้รับความนิยมมากขึ้นในอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟน USB7002 จึงผสมผสานข้อดีของเทคโนโลยี USB 3.1 เข้ากับความนิยมที่เพิ่มขึ้นของ USB Type-C โดย USB7002 สามารถรองรับการเชื่อมต่อโดยตรงจาก USB Type-C ผ่านอินเทอร์เฟซ Configuration Channel (CC) แบบเนทีฟ และมัลติเพล็กเซอร์แบบ 2:1 ที่รองรับคุณสมบัติการเชื่อมต่อแบบย้อนกลับของขั้วต่อ USB Type-C

          ชาร์ลส์ ฟอร์นี ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายธุรกิจ USB and Networking ของไมโครชิพ กล่าวว่า "ไมโครชิพยังคงเดินหน้าลงทุนผลิตอุปกรณ์ที่อยู่ในระดับแถวหน้าของเทคโนโลยี USB เพื่อป้อนให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การนำเสนออุปกรณ์ที่ช่วยให้สามารถชาร์จอุปกรณ์มือถือทั้งบนคอนโซลและที่นั่งเบาะหลังได้เร็วขึ้น จนมาถึงการเปิดตัวโซลูชั่น USB 3.1 ที่รองรับการเชื่อมต่อกับ USB Type-C ภายในรถยนต์เป็นรายแรกของอุตสาหกรรม และเราจะยังคงนำเสนอโซลูชั่นที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ให้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารต่อไป"

          ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อสนับสนุนการทำงานของแอปพลิเคชันช่วยเหลือผู้ขับขี่ ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นมาตรฐานที่มีอยู่ในโทรศัพท์มือถือทุกรุ่นในปัจจุบัน SmartHub ICs จึงมาพร้อมกับเทคโนโลยี FlexConnect ที่จดสิทธิบัตรแล้วของไมโครชิพ ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่การสลับการทำงานระหว่าง USB host และ USB device ได้อย่างฉับไว รวมถึงเทคโนโลยี multi-host end-point reflector ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรแล้วเช่นกัน ซึ่งจะช่วยให้ข้อมูลจาก USB สามารถสะท้อนกลับไปมาระหว่าง USB host สองตัว คุณสมบัติพื้นฐานเหล่านี้ทำให้หน้าจอแสดงผลของโทรศัพท์สามารถขึ้นไปปรากฏบนหน้าจอของรถยนต์ และตอบสนองต่อคำสั่งเสียงภายในรถได้ในขณะที่อุปกรณ์มือถือกำลังถูกชาร์จอยู่ ทำให้ผู้บริโภคสามารถใช้อุปกรณ์มือถือของตนได้อย่างง่ายดายและปลอดภัยมากขึ้นขณะขับรถ ทั้งการโทรออก รับสาย ส่งข้อความ หรือแม้แต่การค้นหาเส้นทางในขณะที่มีสมาธิจดจ่ออยู่บนถนน

          เดฟ แอตคินสัน ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ Connected Mobility Solutions ของ Molex กล่าวว่า "ผู้บริโภคต่างคาดหวังให้ระบบอินโฟเทนเมนต์ในรถยนต์ทุกวันนี้สามารถตอบสนองการสั่งการได้ทันที เราจึงใช้ประโยชน์จาก USB7002 ของไมโครชิพที่มีอัตราการส่งต่อข้อมูลรวดเร็วถึง 5 Gbps เพื่อให้มั่นใจว่าระบบมีเดียฮับในรถยนต์ของเราจะสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ"

          เครื่องมือสนับสนุนการพัฒนา

          USB7002 IC มาพร้อมกับโซลูชั่นครบครัน ประกอบไปด้วยเครื่องมือ MPLAB(R) Connect Configurator, evaluation boards พร้อมลายวงจรพิมพ์ในรูปแบบ schematics และไฟล์ gerbers เพื่อย่นเวลาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ บริการ USBCheck(TM) ของไมโครชิพยังช่วยให้ผู้ผลิตสามารถตรวจสอบแบบและเลย์เอาท์ของแผ่น PCB ก่อนที่จะส่งออกไปผลิต ซึ่งจะช่วยเร่งเวลาในการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดได้เร็วยิ่งขึ้น

          ราคาและการวางจำหน่าย

          USB7002-I/KDXVA0 ผ่านการรับรองมาตรฐาน AEC-Q100 เกรด 3 และพร้อมจำหน่ายแล้ววันนี้ ที่ราคาเริ่มต้น 4.05 ดอลลาร์ สำหรับการสั่งผลิตในปริมาณมาก

          สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อพนักงานขายหรือตัวแทนจำหน่ายทั่วโลกที่ได้รับแต่งตั้งจากไมโครชิพ หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของไมโครชิพ และสามารถซื้อผลิตภัณฑ์ที่ระบุในข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้ที่พอร์ทัลจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของไมโครชิพ หรือติดต่อพันธมิตรจัดจำหน่ายที่ได้รับอนุญาต

          แหล่งข้อมูลและภาพ

          ดูรูปภาพความละเอียดสูงได้ที่ Flickr หรือติดต่อกองบรรณาธิการ (สามารถนำไปเผยแพร่ได้ตามสะดวก) :

          เกี่ยวกับไมโครชิพ เทคโนโลยี

          บริษัท ไมโครชิพ เทคโนโลยี จำกัด เป็นผู้นำด้านการจัดหาไมโครคอนโทรลเลอร์ อุปกรณ์แอนะล็อก FPGA อุปกรณ์เชื่อมต่อ และเซมิคอนดักเตอร์จัดการพลังงาน เครื่องมือพัฒนาที่ใช้งานง่าย ตลอดจนกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุม ช่วยให้ลูกค้าสามารถสร้างสรรค์งานออกแบบได้อย่างเหมาะสม ซึ่งช่วยลดความเสี่ยง ลดต้นทุนโดยรวมของทั้งระบบ และยังช่วยลดระยะเวลาในการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด โซลูชั่นของบริษัทให้บริการลูกค้ามากกว่า 130,000 รายในตลาดอุตสาหกรรม ยานยนต์ ผู้บริโภค อวกาศและการป้องกันประเทศ การสื่อสารและการประมวลผล สำนักงานใหญ่ของไมโครชิพตั้งอยู่ที่เมืองแชนด์เลอร์ รัฐแอริโซนา บริษัทนำเสนอการสนับสนุนด้านเทคนิคที่เป็นเลิศ พร้อมกับการขนส่งและคุณภาพที่เชื่อถือได้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ของไมโครชิพที่ www.microchip.com

          หมายเหตุ : ชื่อและโลโก้ The Microchip, MPLAB และโลโก้ Microchip เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของบริษัท ไมโครชิพ เทคโนโลยี จำกัด ในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ เครื่องหมายการค้าอื่นๆ ทั้งหมดที่ระบุถึงในที่นี้ เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทที่เป็นเจ้าของ

       

Industry's First Automotive USB 3.1 SmartHub with Type-C((TM)) Support Enables 10x Faster Data Rates in Infotainment Systems

 BANGKOK--27 Feb--PRNewswire/InfoQuest

          - 5 Gbps SmartHub IC meets the increasing connectivity needs of today's smartphone market

          As firmware updates and larger media files become more prevalent in automotive entertainment consoles, faster data rates are required to reduce upload and download times. Microchip Technology Inc. (Nasdaq: MCHP) today announced an automotive-qualified USB 3.1 Gen1 SmartHub IC, offering up to 10 times faster data rates over existing USB 2.0 solutions and reducing indexing times to improve the user experience in vehicles. To support the rising adoption of USB Type-C in the smartphone market and enable universal connectivity in vehicles, the USB7002 SmartHub IC includes interfaces for USB Type-C connectors.

          As automotive manufacturers continue to add more functions to vehicles and integrate with mobile phone applications, the role of USB for reliable data transfers requires robust functionality and faster transfer speeds. Consumers expect instant responses from infotainment systems despite many functions occurring simultaneously in vehicles, from transferring mapping data to playing music and interacting with user interfaces. The 5 Gbps SuperSpeed data rates of USB 3.1 ensure higher bandwidth and maximum functionality, making it well suited for applications that require gigabit speeds for faster data streaming, data download and in-vehicle communication. The USB7002 also reduces the download time for large videos, which is ideal for vehicles that have integrated 4K dash cams.

          Consumer demand for faster mobile device charging has led to the rise of USB Type-C in the smartphone industry. The USB7002 combines the benefits of USB 3.1 technology with the rising popularity of USB Type-C. The USB7002 enables direct USB Type-C connections through native Configuration Channel (CC) pin interfaces and integrated 2:1 multiplexers that support the reversible connection feature of the USB Type-C connector.

          "Microchip continues to invest in bringing devices to market that are at the forefront of USB technology in the automotive industry," said Charles Forni, general manager of Microchip's USB and Networking business unit. "From providing faster charging for mobile devices in the car console and backseat to introducing the industry's first automotive USB 3.1 solution with USB Type-C compatibility, we continue to offer solutions that enhance the in-vehicle experience."

          To support the driver assistance applications that are now standard on all mobile handsets, the SmartHub ICs also include Microchip's patented FlexConnect technology, which provides the unique ability to dynamically swap between a USB host and USB device. The SmartHub ICs also feature patented multi-host end-point reflector technology, which enables USB data to be mirrored between two USB hosts. These fundamental features enable the graphical user interface of a phone to be displayed on the vehicle's screen and integrate with voice commands inside the car, while simultaneously charging the mobile device. This allows consumers to easily and safely use their mobile devices while driving, providing a user-friendly way to make calls, send messages and get directions while focusing on the road.

          "Consumers expect infotainment systems in today's vehicles to instantly respond without any delay," said Dave Atkinson, director of business development, connected mobility solutions, Molex. "We leveraged Microchip's USB7002 with 5 Gbps SuperSpeed data rates to ensure maximum functionality in our automotive media hub."

          Development Tools

          The USB7002 IC comes with a complete solution including the MPLAB(R) Connect Configurator hub configuration tool, evaluation boards with schematics and gerbers to reduce development time. Microchip's USBCheck(TM) services allow manufacturers to verify designs and layouts prior to sending out a PCB for manufacturing, significantly accelerating time to market for their end products.

          Pricing and Availability

          The USB7002-I/KDXVA0 is AEC-Q100 Grade 3 qualified and available now starting at $4.05 in volume production quantities.

          For additional information, contact a Microchip sales representative, authorized worldwide distributor or visit Microchip's website. To purchase products mentioned here, visit Microchip's purchasing portal or contact an authorized distributor.

          Resources

          High-res images available through Flickr or editorial contact (feel free to publish):

          About Microchip Technology

          Microchip Technology Inc. is a leading provider of microcontroller, analog, FPGA, connectivity and power management semiconductors. Its easy-to-use development tools and comprehensive product portfolio enable customers to create optimal designs which reduce risk while lowering total system cost and time to market. The company's solutions serve more than 130,000 customers across the industrial, automotive, consumer, aerospace and defense, communications and computing markets. Headquartered in Chandler, Arizona, Microchip offers outstanding technical support along with dependable delivery and quality. For more information, visit the Microchip website at www.microchip.com.

          Note: The Microchip name and logo, MPLAB and the Microchip logo, are registered trademarks of Microchip Technology Incorporated in the U.S.A. and other countries. All other trademarks mentioned herein are the property of their respective companies.

          Photo - https://photos.prnasia.com/prnh/20190218/2374196-1


HONOR เปิดตัวเทคโนโลยี Gaming+ ดันสมรรถนะกราฟิกถึงขีดสุด ในงาน MWC 2019

 บาร์เซโลนา, สเปน--28 ก.พ.--พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          Gaming+ เหนือกว่าทั้งความเร็ว คุณภาพของภาพ และความคมชัด ให้ผู้ใช้ HONOR View20 เล่นเกมมือถือได้เต็มอารมณ์

          HONOR View20 กวาดรางวัลและเสียงชื่นชมอย่างล้นหลามจากสื่อ

          HONOR แบรนด์สมาร์ทโฟนชั้นนำ ประกาศเปิดตัวเทคโนโลยี Gaming+ สุดล้ำในงาน Mobile World Congress 2019 (MWC 2019) โดย Gaming+ มาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ๆมากมาย ที่จะช่วยเพิ่มสมรรถนะ คุณภาพกราฟิก และความคมชัดของภาพในเกมมือถือที่เล่นผ่านสมาร์ทโฟน HONOR View20 พร้อมกันนี้ HONOR ได้เปิดตัวระบบนิเวศแอปพลิเคชันที่ใช้เทคโนโลยีกล้อง TOF 3D ที่จะเปิดมิติใหม่ของการใช้งานเทคโนโลยี AR

คุณจอร์จ จ้าว ประธานบริษัท HONOR ในงาน MWC 2019

          คุณจอร์จ จ้าว ประธานบริษัท HONOR กล่าวว่า "HONOR มีความยินดีที่จะประกาศว่า สมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดในตระกูล View อย่าง HONOR View20 ทำยอดขายทะลุ 1.5 ล้านเครื่องแล้ว เรากำลังเข้าใกล้เป้าหมายในการเป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนท็อป 5 ภายในสามปี เทคโนโลยีสุดล้ำอย่าง Gaming+ ได้เข้ามายกระดับสมรรถนะกราฟิกของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภครุ่นใหม่ที่แสวงหาประสบการณ์การเล่นเกมมือถือที่ดีกว่าเดิม และเมื่อผนวกรวมกับกล้อง TOF 3D แห่งอนาคตแล้ว ผู้บริโภคก็จะได้รับประสบการณ์ที่หลากหลายและยอดเยี่ยมที่สุด"

          GAMING+ ให้เกมเมอร์สนุกยิ่งขึ้น

          สมาร์ทโฟน HONOR View20 เปิดตัวทั่วโลกที่ปารีสเมื่อเดือนที่แล้ว มาพร้อม 5 คุณสมบัติที่เป็นครั้งแรกของโลก ได้แก่ กล้องหลัง 48MP, กล้องหน้า 25MP ฝังในจอ, Kirin 980 ชิปเซ็ต AI ขนาด 7 นาโนเมตร, เทคโนโลยี AI Triple-Antenna Wi-Fi และดีไซน์พื้นผิวนาโนแบบออโรร่า นอกจากนี้ เทคโนโลยี Gaming+ ยังช่วยยกระดับประสบการณ์การเล่นเกมให้ดียิ่งขึ้นด้วยการอัปเกรดระบบทั้งหมด ทั้งการยกระดับสมรรถนะของ GPU, การปรับโหลดของ GPU, การเพิ่มความคมชัดของภาพ รวมถึงระบบคาดการณ์การโหลดเทคโนโลยี AI และเมื่อผนึกกำลังกับชิปเซ็ต Kirin 980 สุดยอดสมาร์ทโฟน HONOR View20 ก็พร้อมมอบประสบการณ์การเล่นเกมมือถือที่ดีที่สุด

          เทคโนโลยี Gaming+ ช่วยให้ SoC (System on Chip) ใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นถึง 20.34%[1] ส่วนการอัปเกรดชิปเซ็ต Mali-G76 GPU บน Kirin 980 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการลำดับความสำคัญของงานและการประมวลผลแบบขนาน ซึ่งป้องกันไม่ให้เกิดคำสั่งซ้ำและ GPU ทำงานมากเกินไป พร้อมกันนั้นยังช่วยเพิ่มความเร็วในการรับส่งข้อมูลระหว่าง CPU, GPU และหน่วยความจำ นอกจากนี้ Kirin 980 GPU ยังทำงานได้อย่างแนบเนียนกับเทคโนโลยี AI frequency modulation scheduling ซึ่งสามารถคาดการณ์โหลดงานด้วยการติดตามอัตราเฟรมต่อวินาที (fps) คุณภาพของภาพ และข้อมูลนำเข้าจากทัชสกรีนแบบเรียลไทม์ พร้อมระบุจุดติดขัดที่ขัดขวางการทำงานได้อย่างอัจฉริยะ สำหรับการเล่นเกมแล้ว เทคโนโลยี AI ใหม่นี้ช่วยเพิ่มความถูกต้องแม่นยำในการคาดการณ์โหลดของแต่ละเฟรมได้กว่า 30% เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีทั่วไป และอีกหนึ่งคุณสมบัติหลักก็คือการปรับ GPU ซึ่งเข้ามาเพิ่มคุณภาพของภาพและลดการใช้พลังงาน การอัปเกรดดังกล่าวทำให้เล่นเกมความละเอียดสูงได้ด้วยความคมชัดมากขึ้น ระดับความสว่างมากขึ้น และมีสีสันมากขึ้น

Gaming+ เหนือกว่าทั้งความเร็ว คุณภาพของภาพ และความคมชัด

          เทคโนโลยี Gaming+ ทำให้สมาร์ทโฟน HONOR View20 รองรับการเล่นเกม Fortnite มาตรฐานกราฟิก Vulkan ส่งผลให้เกมเมอร์เล่นเกมได้อย่างว่องไวและลื่นไหลยิ่งขึ้น[2] นอกจากนี้ เกมมือถือยอดฮิตอย่าง QQ Speed และ Arena of Valor ยังได้รับการพัฒนาให้รองรับฟีเจอร์ความละเอียดสูงด้วย เกมเมอร์ทั้งหลายสามารถสัมผัสกับความคมชัดและรายละเอียดที่เหนือชั้นยิ่งกว่าเดิมได้แล้ววันนี้

          นอกจากนี้ กล้อง TOF 3D ของ HONOR View20 ยังสร้างมิติใหม่ของการเล่นเกมและความเป็นไปได้ใหม่ๆของการใช้งานเทคโนโลยี AR แห่งอนาคต โดยมาพร้อมความสามารถในการจับภาพเชิงลึก การจับโครงสร้างกระดูก และการจับการเคลื่อนไหวแบบเรียลไทม์ ทำให้ผู้ใช้ได้สนุกสนานไปกับฟังก์ชันอินเทอร์แอคทีฟมากมาย เช่น การสร้างภาพ 3 มิติ, การนับแคลอรีด้วยเทคโนโลยี AI, Magic AR และการเล่นเกม 3 มิติโดยใช้ท่าทางเป็นตัวควบคุม โดยมีเกม Brave Jelly เป็นเกมใหม่ล่าสุด ในอนาคต HONOR จะจับมือกับพันธมิตรรายใหม่ๆ เพื่อสร้างสรรค์ระบบนิเวศ TOF 3D แบบบูรณาการ เพื่อเปิดมิติใหม่ของการวัดระยะด้วยเทคโนโลยี AR การท่องโลกโซเชียล และการช็อปปิง

          HONOR View20 ได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลามจากสื่อ

          นับตั้งแต่เปิดตัวทั่วโลกเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา HONOR View20 ก็ได้รับการยกย่องจากผู้คร่ำหวอดในวงการและผู้บริโภคทั้งในเรื่องของดีไซน์และฟีเจอร์อันเหนือชั้น นอกจากนั้นยังได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลามจากสื่อและบรรดาผู้ทรงอิทธิพล โดยได้รับการจัดอันดับระดับ 5 ดาวจากสื่อที่ทรงเกียรติที่สุดในอุตสาหกรรม ได้แก่

          - 5 ดาวจาก Stuff - "Honor รุกเข้าสู่ตลาดรุ่นใหญ่ด้วยสมาร์ทโฟนที่น่าประทับใจที่สุดรุ่นหนึ่งในระดับเดียวกัน"
          - 5 ดาวจาก The Guardian - "สมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่มีกล้องฝังในจอ"
          - 5 ดาวจาก T3 - "โดยรวมแล้ว Honor View 20 คือสมาร์ทโฟนระดับกลางที่ดีที่สุดในตลาดในขณะนี้"
          - 5 ดาวจาก Expert Reviews - "กล้องเซลฟี่ฝังในจอและกล้องหลัง 48MP ส่งให้ Honor View 20 เป็นสมาร์ทโฟนที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดรุ่นหนึ่งในรอบหลายปี"

          HONOR View20 มียอดขายแข็งแกร่ง โดยในประเทศจีน HONOR View20 ควบสองแชมป์ (ยอดขายและรายได้จากการขาย) ในกลุ่มสมาร์ทโฟนราคา 3,000 หยวนขึ้นไปที่ขายผ่านออนไลน์ ส่วนในฝรั่งเศส เพียงสัปดาห์แรกของการเปิดตัว HONOR View20 ก็ครองแชมป์ยอดขายสูงสุดของ Amazon ในกลุ่มสมาร์ทโฟนราคา 499 ยูโรขึ้นไป นอกจากนั้นยังครองตำแหน่งสมาร์ทโฟนเรือธงขายดีที่สุดของ Senheng ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำในมาเลเซีย

          HONOR 8X สีใหม่ "Phantom Blue"

          แฟนๆในยุโรปตะวันตกจะได้สัมผัสกับ HONOR 8X สีใหม่ Phantom Blue ที่มาพร้อมบอดี้กระจกออโรร่า 2.5 มิติสะท้อนแสง ให้ความรู้สึกและภาพลักษณ์ที่เรียบหรูดูดี โดยตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมเป็นต้นไป HONOR 8X สีใหม่ Phantom Blue จะจำหน่ายผ่านทางเว็บไซต์ Fnac ในฝรั่งเศส, Amazon ในเยอรมนี, Hihonor ในสหราชอาณาจักร รวมถึงหลายเว็บไซต์ในอิตาลี (เช่น Mediaworld และ Unieuro) ทั้งนี้ นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว บริษัทได้ส่งมอบ Honor 8X ไปแล้วกว่า 10 ล้านเครื่องทั่วโลก

          เกี่ยวกับ HONOR

          HONOR คือสมาร์ทโฟนอีแบรนด์ชั้นนำที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มคนที่มีวิถีแบบดิจิทัลผ่านผลิตภัณฑ์สำหรับการใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งจะมอบประสบการณ์การใช้งานที่เหนือชั้น สร้างความจูงใจและการกระทำ ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ และผลักดันให้คนรุ่นใหม่ก้าวไปให้บรรลุความฝันได้ ด้วยแนวทางดังกล่าว HONOR สร้างความโดดเด่นด้วยการแสดงให้เห็นการก้าวออกนอกกรอบอย่างกล้าหาญของตัวเอง ทำในสิ่งที่แตกต่าง และดึงเอาขั้นตอนที่จำเป็นต่างๆ เพื่อการนำเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ล่าสุดมานำเสนอให้กับลูกค้าของเรา

          สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดูได้ที่ www.hihonor.com หรือติดตามเราทาง
          https://www.facebook.com/honorglobal/
          https://twitter.com/Honorglobal
          https://www.instagram.com/honorglobal/
          https://www.youtube.com/c/honorofficial/

          อ้างอิง
          [1] ทดสอบกับเกมมาตรฐานกราฟิก Vulkan ระดับ 60fps ในห้องปฏิบัติการของ HONOR
          [2] เกม Fortnite มาตรฐานกราฟิก Vulkan จะเล่นผ่าน HONOR View20 ได้เร็วๆนี้

          รูปภาพ - https://photos.prnasia.com/prnh/20190228/2387804-1-a
          คำบรรยายภาพ - คุณจอร์จ จ้าว ประธานบริษัท HONOR ในงาน MWC 2019

          รูปภาพ - https://photos.prnasia.com/prnh/20190228/2387804-1-b
          คำบรรยายภาพ - Gaming+ เหนือกว่าทั้งความเร็ว คุณภาพของภาพ และความคมชัด

JNA Awards พบปะนักออกแบบเครื่องประดับชาวไทยในกรุงเทพฯ

JNA Awards ร่วมมือกับสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ เพื่อสนับสนุนการเข้าร่วมงานนี้

          JNA Awards งานประกาศรางวัลอันทรงเกียรติของผู้ค้าอัญมณีและเครื่องประดับจากทั่วโลก ที่จัดขึ้นเป็นประจำที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ได้มานำเสนอและประชาสัมพันธ์การจัดงานเป็นครั้งแรกที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย เมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา เพื่อสนับสนุนการเข้าร่วมของสมาชิกอุตสาหกรรมอัญมณีไทยและเครื่องประดับให้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากการประชาสัมพันธ์งานครั้งนี้ได้ร่วมมือกับสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ จึงมีนักออกแบบเครื่องประดับจากประเทศไทยเข้าร่วมเกือบ 30 คน ซึ่งทุกคนได้รับข้อมูลและความเข้าใจในเชิงลึกถึงประโยชน์หลักของการเข้าร่วม JNA Awards

          ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมการผลิตอัญมณีและเครื่องประดับที่เป็นที่ยอมรับจากนานาชาติ เนื่องจากใช้ความประณีตและหัตถศิลป์แบบดั้งเดิมในการผลิต ซึ่งสำคัญเป็นอย่างมากต่อการพัฒนาทางการค้า ดังนั้น เพื่อให้บริษัทและบุคคลทั่วไปสนใจเข้าร่วมงานประกาศรางวัลอันทรงเกียรติมากขึ้น ทาง JNA Awards จึงได้มีการจัดงานนำเสนอและประชาสัมพันธ์ครั้งนี้

          ดร.บุญกิต จิตรงามปลั่ง นายกสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ กล่าวว่า "สมาคมฯ ยินดีที่ได้มาร่วมงาน JNA Awards การได้รับรางวัล JNA Awards ถือเป็นเกียรติสำหรับผู้ประกอบการนานาชาติ ทางสมาคมฯ มั่นใจว่าผู้ประกอบการชาวไทยจะใช้บรรทัดฐานนี้ในการพัฒนาศักยภาพต่อไป"

          Kent Wong กรรมการผู้จัดการบริษัท Chow Tai Fook Jewellery Group และ Kenneth Scarratt ประธานบริหารบริษัท DANAT ตัวแทนพันธมิตรหลักของ JNA Awards ได้มาแบ่งปันประสบการณ์ถึงประโยชน์ที่เคยได้รับหลังเข้าร่วมงาน JNA Awards และกล่าวถึง JNA Awards ว่าจะทำหน้าที่เป็นบรรทัดฐานสำหรับองค์กรผู้นำทางการค้าระดับโลกได้อย่างไร

          James Courage อดีตประธานบริหารของ Platinum Guild International และ Albert Cheng ที่ปรึกษาจาก World Gold Council ประจำภูมิภาคตะวันออก ได้มาแบ่งปันประสบการณ์ในการตัดสินรางวัลตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา และเคล็ดลับการเตรียมตัวเป็นผู้เข้าแข่งขันที่น่าประทับใจ

          ตัวแทนจากประเทศไทยที่เคยได้รับรางวัล JNA Awards ได้แก่ Li Chongjie ประธานบริหารบริษัท China Stone Co Ltd และนายปรีดา เตียสุวรรณ์ ประธานบริษัท Pranda Jewelry Public Co Ltd – PRANDA Group ได้เข้าร่วมแบ่งปันถึงประโยชน์และความเข้าใจในเชิงลึก

          นายปรีดา เตียสุวรรณ์ กล่าวว่า "ช่างฝีมือและผลิตภัณฑ์จากประเทศไทยนั้น มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก การเข้าร่วม JNA Awards จะเป็นโอกาสให้เราได้แสดงถึงศักยภาพ และประโยชน์สูงสุดที่จะได้รับนั้นจะทำให้ธุรกิจมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น"

          Li กล่าวว่าการเข้าร่วม JNA Awards ช่วยยกระดับอุตสาหกรรมและช่วยให้ไทยมีชื่อเสียงในฐานะศูนย์กลางเครื่องประดับและอัญมณีในระดับโลกมากขึ้น "เช่นเดียวกับ JNA Awards เราใช้ประโยชน์หลักของนวัตกรรมและความเป็นเลิศในทางปฏิบัติ เราภูมิใจที่ได้รางวัลติดต่อกันสี่ปีในห้าสาขา เราได้รับการยอมรับเช่นเดียวกับที่ประเทศไทยได้รับในฐานะประเทศผู้นำทางการค้า"

          Chow กล่าวเสริมว่า "เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เป็นพันธมิตรกับสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ และได้สร้างสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยซึ่งเป็นตลาดที่มีบทบาทสำคัญในการค้าระดับโลก งานหัตถศิลป์ไทยอยู่อันดับต้นๆ ของโลก นักออกแบบเครื่องประดับชาวไทยทั้งสร้างสรรค์และช่วยให้อุตสาหกรรมขับเคลื่อนไป"

          JNA Awards งานประกาศรางวัลอันทรงเกียรติ จัดขึ้นเป็นครั้งที่แปดในปี พ.ศ. 2562 โดยบริษัท UBM Asia

          โดยงานในปี พ.ศ. 2562 นี้ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรหลัก Chow Tai Fook, Shanghai Diamond Exchange และ DANAT ที่ร่วมมือกับพันธมิตรกิตติมศักดิ์ KGK Group, Shanghai Gems and Jade Exchange และ Guangdong Land Holdings Limited

          อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.JNAawards.com/ หรือติดต่อ
          ฝ่ายการตลาด JNA Awards
          UBM Asia (Hong Kong)
          โทร. +852 2516-2184
          อีเมล: marketing@jnaawards.com

ซ้ายไปขวา - นายปรีดา เตียสุวรรณ์ ประธานบริษัท Pranda Jewelry Public Co Ltd - PRANDA Group, Letitia Chow ประธาน JNA Awards และผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจกลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับ บริษัท UBM Asia, ดร.บุญกิต จิตรงามปลั่ง นายกสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ และ Li Chongjie ประธานบริหารบริษัท China Stone Co Ltd

          โลโก้ - https://photos.prnasia.com/prnh/20181024/2277935-1LOGO
          โลโก้ - https://photos.prnasia.com/prnh/20170222/8521701055LOGO

OMD คว้ารางวัล Global Media Agency of the Year 2019 จาก Adweek

ลอนดอน และ นิวยอร์ก--26 ก.พ.--พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          OMD คว้ารางวัล Global Media Agency of the Year 2019 จาก Adweek สื่อสิ่งพิมพ์ชั้นนำในแวดวงโฆษณา อันเป็นผลมาจากการที่บริษัทสามารถพลิกฟื้นธุรกิจได้อย่างน่าประทับใจ หลังจากที่เผชิญกับความท้าทายในปี 2017 จนร่วงลงสู่ท้ายตารางของการจัดอันดับโดยนักวิเคราะห์สื่อยักษ์ใหญ่หลายสำนัก บริษัทกลับมาผงาดอีกครั้งในช่วงปี 2018 จนสามารถรักษาธุรกิจมูลค่ากว่า 2.6 พันล้านดอลลาร์เอาไว้ได้

          คุณฟลอเรียน อดัมสกี ซีอีโอสากลของ OMD กล่าวว่า "เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัล Global Media Agency of the Year จาก Adweek เราไม่เพียงประสบความสำเร็จในการ Pitch มากกว่า 300 ครั้งทั่วโลกในปีที่แล้ว แต่ยังมีอัตราการรักษาลูกค้าเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่า และลูกค้าให้คะแนนเราเพิ่มขึ้น 4 ครั้งติดต่อกันตลอดปี 2018 นอกจากนี้ เรายังคงครองแชมป์เอเยนซี่ที่คว้ารางวัลมากที่สุดในงาน Cannes Lions Festival of Creativity ทั้งหมดนี้น่าอัศจรรย์ใจมาก แต่จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากความทุ่มเท พรสวรรค์ และความสามารถในการปรับตัวของทีมงาน รวมถึงความไว้วางใจที่ลูกค้าและพันธมิตรมีให้กับเรา ผมภาคภูมิใจอย่างยิ่งกับความสำเร็จของเรา และจะต่อยอดความสำเร็จนี้ในปี 2019 และปีต่อๆไป"

          บทความของ Adweek ระบุว่า ช่วงเวลาแห่งการพลิกฟื้นของ OMD เริ่มขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้บริหารสำคัญ ซึ่งรวมถึงการแต่งตั้งคุณฟลอเรียน อดัมสกี ดำรงตำแหน่งซีอีโอสากลของบริษัทในช่วงปลายปี 2017 ต่อมาก็มีการประกาศคำมั่นสัญญาใหม่และกำหนดสถานะการแข่งขันใหม่ เพื่อการตัดสินใจได้ดีขึ้นและรวดเร็วกว่าเดิม (Better Decisions, Faster)

          บทความของ Adweek ยังให้เครดิตโครงการระดับโลกมากมายของ OMD รวมถึงการเปิดตัวแพลตฟอร์มเทคโนโลยีใหม่ (Omni) และกระบวนการวางแผนสื่อ (OMD Design) ซึ่งช่วยให้บริษัทพลิกฟื้นคืนมา

          บทความดังกล่าวสรุปว่า OMD ซึ่งมีลูกค้ารายใหญ่มากมาย เช่น McDonald's, PepsiCo, Apple และ Renault Nissan Alliance ครองความยิ่งใหญ่ในเวทีโลกมาโดยตลอด และแม้ว่าจะเผชิญกับความยากลำบากในปี 2017 บริษัทก็ยังสามารถพลิกฟื้นขึ้นมาได้ และกลับมาทวงบัลลังก์ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง

          นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ ความใส่ใจ และหลักฐาน คือสิ่งที่ทำให้ OMD ตัดสินใจได้ดีขึ้นและรวดเร็วกว่าเดิมในนามของลูกค้า บริษัทมีทีมงานมากกว่า 12,000 ชีวิตในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก จึงเป็นเครือข่ายสื่อที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบัน OMD รั้งตำแหน่งเครือข่ายมีเดียเอเยนซี่ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในโลกในดัชนี Effie Effectiveness Index ทั้งนี้ OMD เป็นบริษัทเอเยนซี่ในเครือ Omnicom Media Group ซึ่งเป็นธุรกิจบริการด้านสื่อของกลุ่มบริษัท Omnicom Group, Inc. (NYSE: OMC) สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.omd.com/

          ติดต่อ: Joslyn Head, +44-(0)7866-030-979, Joslyn.head@Omd.com

JNA Awards meets with the Thai jewellers in Bangkok

HONG KONG--26 Feb--PRNewswire/InfoQuest

          Prestigious JNA Awards collaborates with Thai Gems and Jewelry Traders Association (TGJTA) to encourage participation

          The JNA Awards brought its Presentation to Bangkok, Thailand on 30 January, in its efforts to encourage wider participation among members of the Thai gems and jewellery industry. Held in cooperation with the TGJTA, the successful presentation was attended by close to 30 jewellers from Thailand -- all of whom gained valuable insights on the JNA Awards and its core values.

          Guided by a strong tradition of craftsmanship, Thailand has long been an important manufacturing hub for the international jewellery and gemstone industry, and has contributed greatly to the advancement of the trade. Therefore, the JNA Awards organised the presentation to reach out to more jewellery companies and individuals in the country to join the prestigious award programme.

          Boonkij Jitngamplang , Ph.D., President of TGJTA said, "TGJTA is very pleased to be part of the JNA Awards. Receiving the JNA Awards is a great honour for the entrepreneurs of the international gems and jewellery industry. TGJTA is confident that the Thai entrepreneurs will utilise this platform to further develop their potential."

          Kent Wong, Managing Director of Chow Tai Fook Jewellery Group and Kenneth Scarratt, CEO of DANAT, representatives from the Headline Partners of the JNA Awards headed talks on the values that have been gained by their respective organisations since joining the JNA Awards and how the JNA Awards serves as a platform for leading entities in the global jewellery and gemstone trade.

          James Courage, Former Chief Executive Officer of Platinum Guild International, and Albert Cheng, Far East Advisor of the World Gold Council, both principal judges of the JNA Awards judging panel, also talked about their judging experiences in the last seven years and shared tips on preparing an impressive entry.

          Representatives from two previous Thai Recipients of the JNA Awards, Li Chongjie, CEO of China Stone Co Ltd and Prida Tiasuwan, Chairman of Pranda Jewelry Public Co Ltd -- PRANDA Group were also present to share their insights.

          Tiasuwan expressed that "Craftsmen, gem and jewellery products from Thailand are well-known and have been highly recognised in the global market. By joining the JNA Awards, we were given an opportunity to showcase our achievements and ultimately benefitted by securing more business."

          Similarly, Li shared that joining the JNA Awards elevates industries in Thailand and helps strengthen its reputation as a global jewellery and gemstone hub. "Same as the JNA Awards, our company embraces core values of innovation, excellence and best practices. We are proud to be awarded as Recipients for four consecutive years in five different categories, it is a recognition to our company as well as Thailand as a leading country in the trade," he said.

          Chow added, "We are honoured to partner with TGJTA and connect more closely with Thailand, a market that plays an important role in the global gems and jewellery trade. Thai craftsmanship is regarded as among the top in the world, their jewellers are also innovative and help move the industry forward."

          Organised by UBM Asia, the JNA Awards is on its eighth edition in 2019. The JNA Awards is one of the most coveted awards programmes in the international jewellery and gemstone industry.

          JNA Awards 2019 is supported by Headline Partners Chow Tai Fook, the Shanghai Diamond Exchange, and DANAT, together with Honoured Partners KGK Group, Shanghai Gems and Jade Exchange, and Guangdong Land Holdings Limited.

          For more information, visit http://www.JNAawards.com/ or contact:
          JNA Awards Marketing
          UBM Asia (Hong Kong)
          +852 2516-2184
          marketing@jnaawards.com

          Photo - https://photos.prnasia.com/prnh/20190225/2384368-1
          Caption - From left to right: Prida Tiasuwan, Chairman of Pranda Jewelry Public Co Ltd - PRANDA Group, Letitia Chow, Chairperson of the JNA Awards and Director of Business Development - Jewellery Group at UBM Asia, Boonkij Jitngamplang, Ph.D. , President of Thai Gem and Jewelry Traders Association, and Li Chongjie, CEO of China Stone Co Ltd

          Logo - https://photos.prnasia.com/prnh/20181024/2277935-1LOGO
          Logo - https://photos.prnasia.com/prnh/20170222/8521701055LOGO

ZTE Announces the First 5G Flagship Smartphone at MWC 2019

BARCELONA, Spain--26 Feb--PRNewswire/InfoQuest

          The ZTE Axon 10 Pro 5G will be available in Europe and China in the first half of 2019

          ZTE Corporation (0763.HK / 000063.SZ), a major global provider of telecommunications, enterprise and consumer technology solutions for the Mobile Internet, today announced the first 5G flagship smartphone, the ZTE Axon 10 Pro 5G. In cooperation with leading global carriers, such as China Unicom, Elisa and Hutchison Drei Austria, the latest addition to ZTE's premium flagship Axon series is expected to be available in Europe and China in the first half of 2019.

          Engineered with the flagship Qualcomm(R) Snapdragon(TM) 855 Mobile Platform along with the Snapdragon X50 5G modem and an AI Performance Engine, the ZTE Axon 10 Pro 5G supports sub 6G and brings consumers an entirely new user experience, extremely fast video and gaming experiences. The Axon 10 Pro 5G also features an elegant design, faster and more concise in-display fingerprint and stunning audio, while its Axon Vision graphics optimization capabilities offer consumers incredible photos and videos.

          "Terminals are an important part of ZTE's end-to-end layout of 5G applications. Along with the commercial launch of the world's first 5G network, ZTE is pioneering the launch of the first 5G flagship smartphone, which perfectly combines 5G core technologies with the ultimate user experience," said Mr. Xu Feng, CEO of ZTE Mobile Devices. "ZTE Mobile Devices is committed to continuous consumer-centric innovations, aimed at providing valuable 5G smart experiences to consumers under comprehensive applicable scenarios, by establishing an ecosystem with 5G smart devices and IoT products."

          5G Core Technologies Deliver Faster Than Ever Experiences

          ZTE engineers addressed a wide variety of technical difficulties inherent to 5G innovations, such as the electromagnetic compatibility, antenna design, power consumption and heat dissipation in the development process of the 5G flagship. For example, ZTE used a model corresponding to total power consumption and surface temperature and successfully improved heat dissipation by applying a liquid cooling technology and composite phase-change thermal materials.

          The latest addition to ZTE's premium flagship Axon series also implements a fully self-developed, full-band antenna design to achieve full coverage of 2G/3G/4G/5G and effectively improved system performance by reducing signal interference. In addition, ZTE's Axon 10 Pro 5G smartphone applies a revolutionary slot antenna and adjustable antenna architecture solution to ensure the best RF signal by automatically identifying user usage scenarios. In addition, ZTE adopts the Smart SAR solution to intelligently reduce electromagnetic radiation and minimize damage to the human body on the basis of ensuring signals.

          Finally, the ZTE 5G flagship smartphone delivers significant gains in both size and thickness, as compared to a 4G smartphone, by adopting a large number of small components under an extremely accurate and integrated "sandwich" layout.

          AI Performance Engine Empowered by 5G

          To provide consumers with faster and smarter user experiences, ZTE's new-generation AI performance engine gives consumers the ability to multitask with confidence through the automatic adjustment of CPU, GPU, RAM and ROM using AI algorithms. Together with its powerful flagship chip, the Qualcomm(R) Snapdragon(TM) 855 Mobile Platform with the Snapdragon X50 5G modem, consumers receive a high-quality user experience on a 5G network, including faster speed, low latency and high bandwidth. In addition, ZTE's Axon 10 Pro 5G applies AI to deliver a diverse set of improved functions such as the incredible AI triple-camera, AI motion capture, AI scene recognition, AI portrait lighting adjustment, AI user behavior learning and AI everywhere.

          ZTE is deploying 5G terminal tests and is in cooperation with mainstream carriers in 8 countries around the world. ZTE Mobile Devices will continue to accelerate the commercialization process of 5G terminal cooperating with the global partners.

          About ZTE

          ZTE is a provider of advanced telecommunications systems, mobile devices, and enterprise technology solutions to consumers, carriers, companies and public sector customers. As part of ZTE's strategy, the company is committed to providing customers with integrated end-to-end innovations to deliver excellence and value as the telecommunications and information technology sectors converge. Listed in the stock exchanges of Hong Kong and Shenzhen (H share stock code: 0763.HK / A share stock code: 000063.SZ), ZTE's products and services are sold to over 500 operators in more than 160 countries. ZTE commits 10 per cent of its annual revenue to research and development and has leadership roles in international standard-setting organizations. ZTE is committed to corporate social responsibility and is a member of the UN Global Compact. For more information, please visit www.zte.com.cn.

          Media Contacts:
          Margaret Ma
          ZTE Corporation
          Tel: +86 755 26775189
          Email: ma.gaili@zte.com.cn

          Photo - https://photos.prnasia.com/prnh/20190225/2384569-1-a
          Caption - ZTE Announces the First 5G Flagship Smartphone at MWC 2019

          Photo - https://photos.prnasia.com/prnh/20190225/2384569-1-b
          Caption - ZTE Axon 10 Pro 5G

M800 Presents Ground-Breaking Asian IoT Capabilities at MWC 2019

HONG KONG--26 Feb--PRNewswire/InfoQuest

          - Smart car and smart health devices from pioneering HK tech firm on show at world's leading mobile show

          M800 Limited, Asia's leading secure communications provider for the IoT and digital era, is leading a slew of technology partners including ECARX, a Chinese technology company invested by Geely Holding Group, in showcasing its latest ground-breaking IoT and digital communications solutions from Asia at Mobile World Congress 2019 in Barcelona.

          In its fourth consecutive year of exhibiting at the world's biggest mobile show, M800 will feature mobile innovations with industry leaders from smart wearables, healthcare, transportation and the utilities sectors at its dedicated booth in Hall 8.1 -- Stand 8.1E5 within the newly rebranded Digital Planet Hall from App Planet.

          The solutions on show feature OEMs and other IoT producers from various industries who have integrated the M800 software development kit (SDK) into their products to develop state-of-the-art smart devices with highly secure and reliable communications capabilities. These devices range from the most recently-launched smart in-car ecosystem by ECARX to smart wearables for children by POMO House.

          The ECARX smart in-car ecosystem is integrated with M800 Voice SDK and directly links to their global network infrastructure. This secure and seamless integration of functions allows the device to provide a high-quality and reliable channel for global voice communications. It also reduces the cost of communication for end-users and increases the transparency of their communication behavior. The smart in-car ecosystem lets end-users safely and reliably contact anyone at anytime while driving. At the same time, emergency support can be instantly requested and is always reachable through the device's communications capabilities.

          Global management consulting firm, McKinsey & Company estimates that IoT has the potential to hit USD 11 trillion in economic value by 2025.[1] Much of this will be driven by China and Asia as innovations are emerging from this region at an accelerating pace to meet this future demand. The spotlight on Asia's cutting-edge communications technology is growing and M800 is leading the mission to innovate and deliver critical communications functions for today's and tomorrow's IoT and smart city applications.

          Validating its IoT leadership, M800 was recently awarded the 2018 China IoT Application Innovation Award at the Smart City Application Innovation Forum in China.

          M800 will also showcase a heart monitoring device by one of its Hong Kong technology partners, BISA, that provides real-time notifications and heartbeat data for patients and doctors. This product is primed to extend the benefits of top communication capabilities to end-users with heart issues globally.

          Delivered through the all-encompassing M800 Communication SDK Suite, the device relays the user's physical data immediately and safely to designated medical officials and provides a platform for both sides to discuss and communicate via instant messages anytime, anywhere.

          Between all of the featured IoT devices that will be highlighted by M800, booth attendees will be shown the full portfolio of the M800 SDK Suite's communication capabilities, namely the Voice, Instant Messaging, Group Call and VerificationSDKs.

          In addition, M800 will also be displaying its White-label Communication App, Toll-free, SMS solution, and liveConnect.

          liveConnect is the M800 cloud-based customer support platform which is instantly deployable for any existing website and app. Once embedded it can deliver instant message and facilitate voice calls, both on-net and off-net, allowing businesses to collaborate with customers anywhere, anytime and on any device. It also features toll-free integration allowing businesses with pre-existing toll-free numbers to consolidate their communication resources into a seamless support experience.

          These examples are the perfect demonstration of the M800 mission to bring innovation through its own solutions as well as partnering to enhance other leading applications and platforms with its market-leading secure communications technology.

          Visit the M800 Limited booth at MWC 2019:
          Hall 8.1 -- Digital Planet Stand 8.1E51

          [1] https://www.mckinsey.com/industries/semiconductors/our-insights/whats-new-with-the-internet-of-things

          About M800 Limited

          M800 is a leading global CPaaS provider which is recognized for offering reliable communication solutions through its globally distributed network infrastructure. Providing the highest security and reliability in the industry, the award-winning company offers carrier-grade communication solutions for enterprise and businesses. These include communication SDKs for Internet of Things (IoT) and apps, an integrated communication platform for customer service (liveConnect), and a white-label communication app for businesses looking to improve their internal and external communication securely. The company has over 500 enterprise clients globally, across different industries including Fortune 500 companies.

          About ECARX (China) Intelligence Technology

          ECARX is a technology company under the Geely Holding Group and is focused on developing smart and connected vehicle technology. Founded in 2016, it now has over 1,500 employees spread across sites in China and Sweden creating car systems for Geely Auto, Lynk & Co, and PROTON cars. The company is at the cutting edge of taking Geely cars into the digital and ultimately self-driving future. They develop a digital cockpit system which merges infotainment, connectivity integration, and vehicle management together with big data and cloud platforms along with analyzing user experience to continuously improve their smart car ecosystem.

          About POMO House

          Pomo House International Pte. [Singapore] is one of the world's top leading brands of child loss prevention smart watch. The DFA award winning company also offer other innovative IoT solutions for modern family and school to protect their children's safety as well as enhancing child development. The company has expanded its businesses to over than 10 countries including North America, South America, Europe and Asia including Top leading mobile operator brands all over the world.

          Media contacts:

          M800 Limited
          Vian Tan
          Phone: +852 3472 1751
          Email: viantan@m800.com


ZTE Unveils the Blade V10 Smartphone, Featuring 32MP AI 'Smart Selfie' Technology and Octa-Core Processor

BARCELONA, Spain--26 Feb--PRNewswire/InfoQuest

          The Blade V10 Series will be available in Europe, Latin America and China

          ZTE Corporation (0763.HK / 000063.SZ), a major global provider of telecommunications, enterprise and consumer technology solutions for the Mobile Internet, today announced the new ZTE Blade V10 smartphone, featuring a 32MP AI 'smart selfie' camera, waterdrop screen and octa-core processor. At the same time, ZTE also announced the Blade V10 Vita, which will capture the hearts of young people by its high price/performance ratio and innovative experience. The Blade V10 will enter into the China and Europe markets in March and the Latin America market in April.

          32MP AI 'Smart Selfie' Camera

          A key feature of the new Blade V10 is its 32MP photo-sensitive enhanced front camera, and advanced AI 'smart selfie' technology. AI technology is used to adjust and perfect selfies taken with the high megapixel camera to create high quality photos, without losing details in a backlit or low-lit environment. Also, as the successor of the previous Blade V9 lowlight camera, the new generation produces lowlight images that are clearer and softer.

          The ZTE Blade V10 applies AI scene recognition technology and can identify 300+ scenes in preview mode to intelligently adapt corresponding camera technology and capture the best shots. It is also equipped with a 16MP AI dual-camera to further enhance moments captured in low light.

          Curved Design and Waterdrop Screen

          The ZTE Blade V10 has an extremely compact, unique curved design. Featuring a waterdrop notch screen with an ultra-narrow margin and hidden sensors, the device is easy to control in one hand. Through a porcelain multi-layer stacking process and high-precision molds, it achieves a ceramic-like feel. Its small body also offers a broader, more immersive view by applying the 6.3" full density screen with 90.3% screen ratio, 2280*1080 FHD+, 400PPI.

          Octa-core Processor and AI Acceleration Engine

          The ZTE Blade V10 will be equipped with the latest Android P system, adapt MiFavor9.0 UI, and a superior octa-core powerful processor, which will provide consumers a more user-friendly, unimpeded experience. Additionally, a new generation AI acceleration engine optimizes the user experience, providing diverse AI functions including AI voice assistant, AI face recognition, AI image recognition, AI game assistant, and AI smart power saving.

          Platform: Octa-core 2.1GHz
          OS: Android P
          Size: 158*75.8*7.8mm
          Display: 6.3' FHD + waterdrop notch
          Camera: Main camera: 16M AF + 5MFF; Front camera: 32MFF
          Battery: 3200mAh(Typical),3100 mAh (Rated)
          Interface: USB Type C, 3.5mm Earphone Port, Micro SD slot (4FF+4FF/T)
          Memory: 3GB +32GB / 4GB+64 GB
          Colour: Black, Blue, Green
          Features: GPS, WiFi 2.4G/5G 802.11 a/b/g/n/ac, BT 4.2, Accelerometer, Proximity,
Ambient Light, Gyroscope, Compass, Fingerprint, VoLTE

          About ZTE

          ZTE is a provider of advanced telecommunications systems, mobile devices, and enterprise technology solutions to consumers, carriers, companies and public sector customers. As part of ZTE's strategy, the company is committed to providing customers with integrated end-to-end innovations to deliver excellence and value as the telecommunications and information technology sectors converge. Listed in the stock exchanges of Hong Kong and Shenzhen (H share stock code: 0763.HK / A share stock code: 000063.SZ), ZTE's products and services are sold to over 500 operators in more than 160 countries. ZTE commits 10 per cent of its annual revenue to research and development and has leadership roles in international standard-setting organizations. ZTE is committed to corporate social responsibility and is a member of the UN Global Compact. For more information, please visit www.zte.com.cn.

          Media Contacts:
          Margaret Ma
          ZTE Corporation
          Tel: +86 755 26775189
          Email: ma.gaili@zte.com.cn

          Photo - https://photos.prnasia.com/prnh/20190225/2384574-1

ZTE, Wind Tre and Open Fiber Conduct the First 5G Video Call across the Mediterranean Sea

SHENZHEN, China--26 Feb--PRNewswire/InfoQuest

          ZTE Corporation (0763.HK / 000063.SZ), a major international provider of telecommunications, enterprise and consumer technology solutions for the Mobile Internet, today announced that it has completed a video call on a 5G smartphone in collaboration with Wind Tre and Open Fiber. The demonstration, which complies with the 3GPP R15 standard, fully showcases ZTE's leadership as an international provider of technology solutions in telecommunications for businesses and mobile Internet consumers.

          Based on the 5G pilot network in L'Aquila, the video call adopts ZTE's end-to-end 5G solutions, including RAN, core network, carrier and device. By means of two ZTE 5G smartphones, the video call was successfully made from Barcelona where Mobile World Congress is underway to L'Aquila, the city home of the Center for Research and Innovation on the 5G of ZTE. Consequently, ZTE's MWC booth in Barcelona presents the live streaming of the video content.

          As strategic partners, ZTE, Wind Tre and Open Fiber have been conducting the 5G experiment of MISE in partnership with the University of L'Aquila, scheduled from 2018 to 2020. During this time frame, ZTE, Wind Tre and Open Fiber have jointly developed the first pre-commercial 5G network in Europe. In addition, at ZTE Wireless User Congress and 5G Summit, held in L'Aquila on November 15, 2018, ZTE and its partners carried out a 5G demonstration of HD UAVs and live streaming Panorama VR.

          By virtue of its end-to-end technological performance, ZTE is committed to creating intelligent premium networks for operators in the 5G era. To date, ZTE has collaborated on 5G with 30 operators worldwide and has launched end-to-end 5G commercial products, fully satisfying the needs of the first wave of 5G network deployments.

          In the future, ZTE will continue to work with its partners to fully promote 5G technology and accelerate its worldwide commercialization, providing global users with advanced 5G experiences.

          About ZTE

          ZTE is a provider of advanced telecommunications systems, mobile devices, and enterprise technology solutions to consumers, carriers, companies and public sector customers. As part of ZTE's strategy, the company is committed to providing customers with integrated end-to-end innovations to deliver excellence and value as the telecommunications and information technology sectors converge. Listed in the stock exchanges of Hong Kong and Shenzhen (H share stock code: 0763.HK / A share stock code: 000063.SZ), ZTE's products and services are sold to over 500 operators in more than 160 countries. ZTE commits 10 per cent of its annual revenue to research and development and has leadership roles in international standard-setting organizations. ZTE is committed to corporate social responsibility and is a member of the UN Global Compact. For more information, please visit www.zte.com.cn.

          Media Contacts:
          Alessio De Sio
          ZTE Italia
          Tel: +39 3666824010
          Email: alessio.desio@zte.com.cn

Huawei Releases Wi-Fi 6 Forecast White Paper, Defining New Standards for High Quality Enterprise Wi-Fi

 BARCELONA, Spain--26 Feb--PRNewswire/InfoQuest

          Huawei released the Unleashing the Power of Wi-Fi, Enterprise-Grade Wi-Fi 6 Forecast 2019-2023 white paper during the Mobile World Congress (MWC2019) held in Barcelona, Spain. Based on standards, chips, terminals, devices, and applications, this report offers an objective judgment on the high-scale commercial use of Wi-Fi 6. The report also combines the opinions of industry standards organizations and industry analysts to conclude that 2019 will be the year of Wi-Fi 6, and that Wi-Fi 6 will have been deployed by 90% of enterprises by 2023. In short, Wi-Fi will be the basic network technology that supports enterprise production and service digitalization.

          According to the white paper, in the next three to five years, technologies such as 4K/8K Ultra HD Video, IoT, virtual reality (VR), augmented reality (AR), and automatic guided vehicle (AGV) will be widely used in education, enterprise, and industrial automation. The white paper highlights why Wi-Fi 6 will meet future development requirements in terms of bandwidth, latency, connection quality, transmission efficiency, and terminal power consumption management. Based on the actual application scenarios of the customer, the white paper comprehensively analyzes the readiness of the Wi-Fi 6 industry chain. The white paper states that any digital enterprise will need to leverage Wi-Fi 6 technology to build a high-quality network with high bandwidth, low latency, and high reliability - all while ensuring it remains maintenance-free.

          Wi-Fi Alliance(R) - a global authoritative Wi-Fi industry organization - redefined the naming of Wi-Fi standards in October 2018, putting forward new generational terminology and the name Wi-Fi 6.

          "The future development of the Wi-Fi industry is exciting. It is our duty, as well as our honor, to promote the development of the Wi-Fi industry together with the Wi-Fi Alliance," said Mr Steven Zhao, Campus Network Domain President, Huawei Data Communication Product Line. "The Wi-Fi network has become an important part of enterprise digital transformation. However, the current enterprise wireless networks are faced with the challenges of poor experience, complex O&M, and low security. As a member of the Wi-Fi industry, Huawei hopes to promote industry development by releasing the Unleashing the Power of Wi-Fi, Enterprise-Grade Wi-Fi 6 Forecast 2019-2023 white paper. In this way, more enterprises can use Wi-Fi 6 to build high-quality wireless networks at the earliest opportunity and support enterprises in deploying more digital and intelligent services."

          "As Wi-Fi enters its 20th year, we are excited to see broad adoption of Wi-Fi 6 which will improve the Wi-Fi user experience by enhancing performance, capacity, and coverage," said Edgar Figueroa, president and CEO, Wi-Fi Alliance. "Wi-Fi Alliance will launch Wi-Fi CERTIFIED 6(TM) in the third quarter of 2019, providing assurances that devices meet industry-agreed interoperability and security standards."

          At the press conference, Mr Zhao also shared Huawei's commercial practice in Wi-Fi 6. In 2014, Huawei participated in the formulation of this next-generation Wi-Fi standard. With its employee working as the chairman of the IEEE 802.11ax standard working group, Huawei joins hands with the team members to actively promote the standard formulation. To embrace the new Wi-Fi 6 era, Huawei is the first vendor that launched Wi-Fi 6 products for commercial use, which have been verified by Tolly Group, an international authoritative test organization. The Tolly test report proves that Huawei's Wi-Fi APs have the highest performance among Wi-Fi 6 products it has verified.

          Download the full report here:
          https://e.huawei.com/en/products/enterprise-networking/wlan/wifi-6/industry-white-paper

         

ZTE Launches Light Cloud Solution Aimed at Access-Network NFVI Deployment

SHENZHEN, China--26 Feb--PRNewswire/InfoQuest

          ZTE Corporation (0763.HK / 000063.SZ), a major international provider of telecommunications, enterprise and consumer technology solutions for the mobile Internet, today launched Light Cloud solution in conjunction with Intel at 5G Summit of Mobile World Congress 2019. Light Cloud solution introduces a viable path to the transformation of access network.

          Light Cloud is an NFVI solution that employs lightweight blade servers equipped with Intel(R) Xeon(R) D processors. By embedding the blade servers in an OLT or BRAS device and thus turning the device into a lightweight cloud infrastructure, the solution can significantly reduce equipment footprint and construction cost.

          Moreover, it enables computing and storage capabilities to be loaded onto telecom access equipment, thereby allowing the deployment and distribution of experience-sensitive services.

          With cloud functions moved to the access layer by the built-in blade servers, the solution can carry a wide range of cloud applications and services, including MEC, access CDN, vSTB and vCPE, improving the customer satisfaction with experience-sensitive services.

          In addition, the lightweight cloud infrastructure features open capabilities, allowing operators to use it by themselves or rent it out. Therefore, the infrastructure can be used to provide the access network with new capabilities.

          Light Cloud solution has been implemented in ZTE's flagship optical access platform, TITAN. On Feb 25, the first day of MWC 2019, ZTE and Intel demonstrated sports videos through a Multi-access Edge Computing (MEC) cloud powered by TITAN's Light Cloud solution.

          "ZTE, in collaboration with Intel, provides innovation in key technologies of Light Cloud solution, including image processing, service acceleration, AI learning, big data, encoding and decoding, as well as intelligent network cards," said Fang Hui, Vice President of ZTE.

          "The Intel Xeon D processor is optimized for power and space-constrained environments and it's an excellent choice for edge location. Using Intel Xeon D, ZTE's OLT design delivers strong computing capability and services at the edge of the network," said Dan Rodriguez, Vice President, Data Center Group, and General Manager, Network Compute Division, Intel. "Intel has a growing portfolio of products and technologies that brings advanced performance and intelligence from the core of the data center to the network edge. By working with partners like ZTE, together we can deliver compelling solutions to help Communication Service Providers transform their networks."

          With the technical expertise and innovation in the field of optical access, ZTE ranks first among 10G PON suppliers, and ranks second among CPE providers and optical access vendors in terms of global market share. ZTE's flagship optical access platform, TITAN, has been widely adopted in China, Italy, Brazil and Mexico.

          In addition to Light Cloud solution, ZTE and Intel also jointly released a white paper of built-in blade in OLT on February 18, 2019.

          About ZTE

          ZTE is a provider of advanced telecommunications systems, mobile devices, and enterprise technology solutions to consumers, carriers, companies and public sector customers. As part of ZTE's strategy, the company is committed to providing customers with integrated end-to-end innovations to deliver excellence and value as the telecommunications and information technology sectors converge. Listed in the stock exchanges of Hong Kong and Shenzhen (H share stock code: 0763.HK / A share stock code: 000063.SZ), ZTE's products and services are sold to over 500 operators in more than 160 countries. ZTE commits 10 per cent of its annual revenue to research and development and has leadership roles in international standard-setting organizations. ZTE is committed to corporate social responsibility and is a member of the UN Global Compact. For more information, please visit www.zte.com.cn.

          Know more about SDN/NFV: sdnfv.zte.com.cn/, openlab.zte.com.cn

          Media Contacts:
          Margaret Ma
          ZTE Corporation
          Tel: +86 755 26775189
          Email: ma.gaili@zte.com.cn