Friday, February 27, 2026

AGE ปิดงบปี 2568 กำไรเติบโต 250.7 ล้านบาทฟอร์มแข็งแกร่ง เดินหน้าปรับพอร์ตสู่ธุรกิจยั่งยืน

AGE ปิดงบปี 2568 กำไรเติบโต 250.7 ล้านบาทฟอร์มแข็งแกร่ง เดินหน้าปรับพอร์ตสู่ธุรกิจยั่งยืน

บริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี จำกัด (มหาชน) หรือ AGE รายงานผลการดำเนินงาน ปี 2568 มีกำไรสุทธิ 250.7 ล้านบาท เติบโต 194% รายได้จากการขายและบริการ 15,317.8 ล้านบาท สะท้อนเสถียรภาพของธุรกิจหลัก ควบคู่การเติบโตของกลุ่มธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะ Low Emission Mobility ที่ขยายตัวต่อเนื่อง

AGE ปิดงบปี 2568 กำไรเติบโต 250.7 ล้านบาทฟอร์มแข็งแกร่ง เดินหน้าปรับพอร์ตสู่ธุรกิจยั่งยืน
นางสาวปณิตา ควรสถาพร รองกรรมการผู้จัดการ AGE เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานปี 2568 ปรับตัวดีขึ้นจากการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และการกระจายแหล่งรายได้ใน 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่
  • ธุรกิจถ่านหิน (Coal Business) รายได้ 9,386.5 ล้านบาท ปริมาณขาย 3.56 ล้านตัน สอดคล้องกับความต้องการใช้พลังงานในประเทศและต่างประเทศ
  • ธุรกิจโลจิสติกส์ (Smart Logistics) รายได้ 616.3 ล้านบาท เดินหน้าขยายฐานลูกค้าภายนอกและเพิ่มประสิทธิภาพคลังสินค้า-ท่าเรือ
  • ธุรกิจพลังงานยั่งยืน (Sustainable Energy) รายได้ 2,009.9 ล้านบาท ในปี 2569 บริษัทฯ มีแผนเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทั้งด้านการขายสินค้า และด้านระบบขนส่งสินค้า อย่างต่อเนื่อง
  • ธุรกิจ Low Emission Mobility 3,305.1 ล้านบาท เติบโตจากยอดจำหน่ายรถ EV และ Hybrid รวมถึงรายได้จากศูนย์บริการและธุรกิจเช่ารถ EV Taxi โดยปัจจุบันดำเนินธุรกิจ ดีลเลอร์รถยนต์ตลาดรถไฟฟ้าและไฮบริด จับมือ 5 พันธมิตรแบรนด์รถยนต์ และมี 11 โชว์รูม ตั้งแต่ Omoda & Jaecoo , Zeekr, GWM, Chery, และ Mitsubishi Motors
AGE ปิดงบปี 2568 กำไรเติบโต 250.7 ล้านบาทฟอร์มแข็งแกร่ง เดินหน้าปรับพอร์ตสู่ธุรกิจยั่งยืน

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2568 บริษัทฯ มีรายได้รวม 3,982.3 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 35.1 ล้านบาท สะท้อนความสำเร็จของการดำเนินธุรกิจและการขยายพอร์ตไปสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพการเติบโตสูง

โดยในปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้าปริมาณการขายถ่านหินที่ 4 ล้านตัน ตั้งเป้ารายได้รวมจากทั้ง 4 ธุรกิจหลักอยู่ที่ 17,500 ล้านบาท และตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้ให้ธุรกิจใหม่ (Non-Coal) อย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายสัดส่วน 50:50 ภายในปี 2573

คณะกรรมการบริษัท มีมติอนุมัติเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นงดจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 โดยพิจารณาจากแผนการบริหารสภาพคล่องและโครงสร้างเงินทุนของบริษัทฯ ในระยะยาว ทั้งนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างการทยอยชำระคืนหุ้นกู้ตามแผน เพื่อลดภาระดอกเบี้ยและเสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน ควบคู่กับการลงทุนเพื่อขยายธุรกิจ Low Emission Mobility ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจยุทธศาสตร์สำคัญที่มีแนวโน้มเติบโตสูง

AGE ปิดงบปี 2568 กำไรเติบโต 250.7 ล้านบาทฟอร์มแข็งแกร่ง เดินหน้าปรับพอร์ตสู่ธุรกิจยั่งยืน

บริษัทฯ กำหนดจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 ในวันที่ 24 เมษายน 2569 ผ่านรูปแบบ Physical เพื่อพิจารณาวาระสำคัญตามที่กฎหมายกำหนด

การงดจ่ายเงินปันผลในปีนี้ เป็นการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ เพื่อรักษาความยั่งยืนทางการเงิน และรองรับการเติบโตในอนาคต ซึ่งคาดว่าจะสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว

สำหรับทิศทางธุรกิจในปี 2569 นั้น นางสาวปณิตา กล่าวว่า AGE มุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพธุรกิจถ่านหิน ควบคู่การเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุน และเดินหน้าขยายธุรกิจ Low Emission Mobility และปรับปรุงกลยุทธ์การบริหารกลุ่ม Sustainable Energy อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้ายอดขายถ่านหินใกล้ระดับ 4 ล้านตัน และควบคุมอัตราส่วนหนี้สินให้อยู่ในกรอบวินัยทางการเงินที่เหมาะสม

ในระยะยาว บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้รวมปี 2573 ที่ 20,000 ล้านบาท และเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจ Non-Coal เป็น 50% เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน


อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส เผยแพร่รายงานประเมินแนวโน้มความเสี่ยง ประจำปี 2569 ระบุปัจจัยความไม่แน่นอนผลักดันให้องค์กรต้องเร่งเตรียมพร้อมรับมือ

อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส (International SOS) ผู้นำระดับโลกด้านการจัดการความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัย เผยแพร่ “รายงานประเมินแนวโน้มความเสี่ยง” (Risk Outlook) [1] ฉบับที่ 10 ประจำปี 2569 นำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่มีความสำคัญเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัยที่เปลี่ยนแปลงไปและอุบัติขึ้นใหม่ ซึ่งองค์กรต่าง ๆ และบุคลากรทั่วโลกมีแนวโน้มต้องเผชิญในปี 2569 นี้

ผลการศึกษาวิจัยบ่งชี้ว่า ความเสี่ยงและภัยคุกคามต่าง ๆ ทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีความเชื่อมโยงและทับซ้อนกันมากขึ้น ข้อค้นพบดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันที่ถาโถมเข้าสู่องค์กร ซึ่งส่งผลให้องค์กรจำเป็นต้องเร่งยกระดับการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัย เพื่อปกป้องพนักงานและรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ ทั้งนี้ ข้อสรุปสำคัญจากการศึกษาวิจัยประกอบด้วย

  • ผู้บริหารองค์กรเกือบ 6 ใน 10 คน (57%) ระบุว่า ความเสี่ยงรูปแบบใหม่ ๆ อุบัติขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่จะบริหารจัดการได้ทัน ขณะที่ 74% รู้สึกว่ามีเวลาตัดสินใจในสถานการณ์สำคัญน้อยลง และมีเพียง 35% ที่มั่นใจว่าสามารถระดมทีมงานเพื่อรับมือกับความเสี่ยงได้อย่างทันท่วงที
  • ผู้บริหาร 80% เชื่อว่าการตรวจพบความเสี่ยงอย่างทันท่วงทีทำให้มีความได้เปรียบในการรับมือ แต่มีเพียง 20% ที่มั่นใจว่าสามารถตรวจสอบและยืนยันข้อมูลความเสี่ยงได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
  • เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสำรวจ (49%) ชี้ว่า ความเสี่ยงต่าง ๆ มีความเชื่อมโยงและทับซ้อนกันมากขึ้น จึงจำเป็นต้องจัดการความเสี่ยงทั้งด้านสุขภาพและความปลอดภัยควบคู่กันไป

พร้อมกันนี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส ยังได้เผยแพร่ “แผนที่ความเสี่ยง” (Risk Map) [2] ประจำปี 2569 ซึ่งเป็นฉบับที่เปิดเผยสู่สาธารณะ เพื่อแสดงระดับความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัยในปัจจุบัน โดยในแผนที่ดังกล่าวมีการปรับเพิ่มระดับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในหลายพื้นที่อันเนื่องมาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น อิหร่าน (จากระดับปานกลางเป็นสูง) เมียนมา (จากระดับสูงเป็นสูงมาก) และไนเจอร์ (จากระดับปานกลางเป็นสูง) ส่วนในบางพื้นที่มีการปรับลดระดับความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เช่น มองโกเลีย (จากระดับปานกลางเป็นต่ำ) เนื่องจากสถานการณ์ในเมืองหลวงมีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่การตอบสนองต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติและความปลอดภัยบนท้องถนนก็ดีขึ้น ด้านอินเดียมีการปรับลดระดับความเสี่ยงด้านสุขภาพ (จากระดับผันผวนเป็นปานกลาง) เนื่องจากมีการยกระดับการดูแลรักษาผู้ป่วยตามเมืองใหญ่ให้มีมาตรฐานมากขึ้น

อาร์โนด์ ส์ซิเย่ (Arnaud Vaissié) ผู้ร่วมก่อตั้ง ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส กล่าวว่า “เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2569 องค์กรต่าง ๆ ต้องเผชิญกับภูมิทัศน์ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ทั้งยังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยจากธรรมชาติ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น หรือการแบ่งขั้วทางการเมือง ล้วนสร้างแรงกดดันต่อการดำเนินธุรกิจและส่งผลกระทบต่อพนักงาน นอกจากนี้ ข้อมูลที่ผิดและข้อมูลที่บิดเบือนยังบ่อนทำลายความเชื่อมั่นภายในองค์กร ในขณะที่องค์กรต้องให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของพนักงานมากขึ้นในยุคที่ทุนมนุษย์มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ไม่ได้แยกออกจากกันอย่างเป็นเอกเทศอีกต่อไป หากแต่เชื่อมโยงกัน มีพัฒนาการ และท้าทายแม้กระทั่งแผนการที่รัดกุมที่สุด ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ การเตรียมความพร้อมจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นรากฐานสำคัญของความเชื่อมั่น ความต่อเนื่องทางธุรกิจ และการเติบโตต่อไปในอนาคต

ศักยภาพในการคาดการณ์และตัดสินใจอย่างเด็ดขาดคือสิ่งที่ช่วยให้องค์กรสามารถปกป้องบุคลากรและรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจได้ ไม่ว่าจะดำเนินการที่ใดและภายใต้สถานการณ์ใดก็ตาม อย่างไรก็ดี การเตรียมความพร้อมไม่อาจยึดติดอยู่กับการตั้งรับเฉย ๆ ได้อีกต่อไป แต่ต้องมีการวางกลยุทธ์อย่างชาญฉลาด มีความยืดหยุ่น และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายขีดความสามารถ โดยช่วยตรวจจับความเสี่ยงแบบเรียลไทม์และช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทดแทนการใช้วิจารณญาณของมนุษย์ได้ การผสมผสานระหว่างการวิเคราะห์ขั้นสูงของระบบกับความเชี่ยวชาญของมนุษย์จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนความซับซ้อนให้เป็นความชัดเจน และเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้กลายเป็นการคาดการณ์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง”

ผลการศึกษาวิจัยยังบ่งชี้ว่า ความไม่แน่นอนกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยองค์กร 66% ระบุว่า ความไม่แน่นอนได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างเด่นชัดในช่วงปีที่ผ่านมา ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากความไร้เสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งผู้ตอบแบบสำรวจ 47% ยกให้เป็นปัจจัยหลัก รองลงมาคืออาชญากรรมไซเบอร์ อย่างไรก็ตาม ภัยคุกคามทางดิจิทัลในรูปแบบอื่นกลับถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริง โดยมีผู้ตอบแบบสำรวจเพียง 14% ที่มองว่า การเผยแพร่ข้อมูลที่ผิด (misinformation) และข้อมูลที่บิดเบือน (disinformation) เป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักที่ก่อให้เกิดความไม่แน่นอน ทั้งที่ภัยคุกคามดังกล่าวมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นและมีศักยภาพสูงในการรบกวนการดำเนินงาน ตลอดจนบั่นทอนความเชื่อมั่นภายในองค์กรอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะเดียวกัน การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ยังคงอยู่ในระดับต่ำอย่างชัดเจน โดยแม้ว่าเทคโนโลยี AI จะได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง แต่มีองค์กรเพียง 6% เท่านั้นที่มองว่า AI มีความจำเป็นต่อการจัดการความเสี่ยง สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรจำนวนมากพลาดโอกาสในการใช้ประโยชน์จากศักยภาพของเทคโนโลยีดังกล่าว

สเวเต โคเนสกา (Cvete Koneska) ผู้อำนวยการฝ่ายความปลอดภัยระดับโลกของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส กล่าวว่า “องค์กรสามารถยกระดับศักยภาพในการคาดการณ์และปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้ โดยความคล่องตัวและการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกที่ทันท่วงทีเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนในปัจจุบัน”

อย่างไรก็ตาม ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบด้านสุขภาพและความปลอดภัยของบุคลากรภายในองค์กรจำนวนเกือบ 80% คาดการณ์ว่างบประมาณขององค์กรในด้านสุขภาพและความปลอดภัยมีแนวโน้มทรงตัวหรือลดลง ซึ่งอาจจำกัดขีดความสามารถขององค์กรในการจัดการความเสี่ยงได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน แม้มีข้อมูลบ่งชี้ว่าภาระจากปัญหาสุขภาพจิตยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีการประเมินว่าประชากรกว่า 1,000 ล้านคนทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิต [3] แต่มีผู้ตอบแบบสำรวจเพียง 17% เท่านั้นที่จัดให้ประเด็นนี้เป็นหนึ่งในความกังวลสูงสุดสามอันดับแรกขององค์กร

ดร.ไอรีน ไล (Dr. Irene Lai) ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ระดับโลกของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส กล่าวว่า “การมองข้ามเรื่องสุขภาพ ย่อมเท่ากับมองข้ามคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ข้อมูลจากการให้บริการแก่ลูกค้าของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส แสดงให้เห็นว่า ภาวะวิตกกังวลและความเครียดเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่ลูกค้าต้องการความช่วยเหลือจากเรามากที่สุด นอกจากนั้นยังมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้ยารักษา ซึ่งมักทำให้การเดินทางของพนักงานยุ่งยากมากขึ้น ปัจจุบัน ความเสี่ยงด้านสุขภาพแทบไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเป็นเอกเทศอีกต่อไป โดยภัยจากสภาพอากาศสุดขั้ว ความท้าทายด้านสุขภาพจิต และอันตรายจากโรคติดเชื้อ มักทับซ้อนและเชื่อมโยงกับวิกฤตด้านความปลอดภัย ด้วยเหตุนี้ องค์กรจำเป็นต้องบูรณาการการวางแผนด้านสุขภาพและความปลอดภัยเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถปกป้องบุคลากรได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ”

About the International SOS Group of Companies; 40 Years of Saving Lives

The International SOS Group of Companies is in the business of protecting and saving lives. Wherever you are, we deliver customized security risk management, health and wellbeing solutions to fuel your growth and productivity. In the event of a security incident, epidemic, extreme weather or any other business-disrupting event, we provide an immediate response, giving you and your workforce peace of mind. We uniquely combine industry-leading technology with expertise in security, medical and logistics to deliver prevention programs that offer real-time, actionable insights and on-the-ground support.

Founded in 1985, the International SOS Group has been saving lives for 40 years. Headquartered in London and Singapore, we are trusted by over 9,000 organizations. This includes the majority of the Fortune Global 500, as well as mid-size enterprises, governments, educational institutions, and NGOs. Nearly 13,000 global experts stand with you to provide support and assistance from over 1,200 locations in 90 countries, over 110 languages, 24/7, 365 days a year.

We help protect your people and your organization, as well as support your compliance reporting needs. By partnering with us, your organization can fulfil its Duty of Care responsibilities and fortify its business continuity.
 
To strengthen your resilience, we are at your fingertips; internationalsos.com.

[1] รายงานประเมินแนวโน้มความเสี่ยง ประจำปี 2569 (Risk Outlook 2026) ผสานข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญและฐานข้อมูลที่เป็นกรรมสิทธิ์ของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส เข้ากับผลการสำรวจแนวโน้มความยืดหยุ่นทางธุรกิจ (Business Resilience Trends) ซึ่งเก็บข้อมูลจากผู้บริหารระดับสูงจำนวน 830 คน ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบด้านสุขภาพ สุขภาวะ และ/หรือความปลอดภัยของบุคลากรภายในองค์กร ทั้งนี้ การเก็บข้อมูลภาคสนามและการวิเคราะห์ข้อมูลดำเนินการโดยบริษัท เอคโค รีเสิร์ช (Echo Research) ในเดือนสิงหาคมและกันยายน 2568  

[2] แผนที่ความเสี่ยง ประจำปี 2569 (Risk Map 2026) เป็นฉบับที่เผยแพร่สู่สาธารณะ และได้รับการอัปเดตทุกปี โดยอ้างอิงข้อมูลจากแผนที่ความเสี่ยงฉบับเต็มที่เป็นกรรมสิทธิ์ของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส ซึ่งเผยแพร่เฉพาะสำหรับลูกค้าเท่านั้น และได้รับการอัปเดตอย่างต่อเนื่องตามข้อมูลเชิงลึกด้านความเสี่ยงล่าสุด พร้อมนำเสนอรายละเอียดเจาะลึก รวมถึงการจัดระดับความเสี่ยงในระดับเมือง

[3] ประชากรกว่าหนึ่งพันล้านคนทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิต จึงจำเป็นต้องขยายบริการเพื่อรับมือกับปัญหานี้อย่างเร่งด่วน

International SOS Risk Outlook 2026: Uncertainty shaping the pace of preparedness

International SOS today unveiled its 10th annual Risk Outlook report [1], providing critical insights into the evolving and emerging security and health risk challenges facing organisations and their workforces in 2026.

The research confirms the continuous and rapid increase and convergence of risks and threats. In parallel, it highlights that this is placing heavy demand on the pace of preparedness required to protect employees and operations. Key findings include:

  • Nearly six in ten leaders (57%) reported that new risks are emerging faster than they can manage. 74% said that the window for critical decision-making is shrinking and only 35% are confident they can mobilise teams rapidly.
  • Although 80% believe that detecting risks quickly provides an advantage, only 20% reported that they feel confident in verifying risk information at pace.
  • Nearly half (49%) note that risks are increasingly interconnected and converging, requiring joint security and medical responses.
Concurrently, International SOS has released its open-access Risk Map [2], which reflects today’s medical and security risk ratings. Several security ratings have been increased due to geopolitical tensions, including Iran (Medium to High), Myanmar (High to Extreme) and Niger (Medium to High).  Mongolia has seen a reduction in its security risk rating, from Medium to Low, due to stability in the capital and improvements in natural disaster response and road safety. The medical risk rating for India has changed from variable to medium, due to the standard of care available in major cities.

Arnaud Vaissié, Co-Founder, Chairman and CEO of International SOS, “As we enter 2026, organisations face a landscape defined not only by complexity but by the accelerating pace of change. Geopolitical shifts, natural hazards, rising costs, and polarisation strain operations and impact employees. Misinformation and disinformation erode trust. Mental health concerns intensify as human capital becomes ever more critical. Risks no longer arrive in isolation; they converge, evolve, and challenge even the most robust plans. In this environment, preparedness is essential – the foundation for confidence, continuity, and growth.

The ability to anticipate and act decisively is what enables businesses to protect their people and sustain productivity, wherever they operate and whatever the circumstances. Preparedness can no longer be static. It must be intelligent, dynamic, and continuous. Artificial Intelligence has become a critical force multiplier, enabling real-time risk detection and faster decision-making. Technology alone cannot replace judgment. The integration of advanced analytics with deep human expertise is what delivers clarity from complexity and transforms uncertainty into actionable foresight.”

Uncertainty is rising sharply, with 66% of organisations saying it has grown significantly in the past year. Geopolitical instability is the top driver, cited by 47% of respondents. Cybercrime ranks second, yet other digital threats are being underestimated: only 14% of respondents identified misinformation and disinformation as significant sources of uncertainty, despite their growing potential to disrupt operations and erode trust.

At the same time, technology that could help mitigate these challenges is seemingly low. Despite widespread attention on artificial intelligence, just 6% of organisations view AI as important for risk management, suggesting missed opportunities to harness its capabilities.

Cvete Koneska, Global Security Director, International SOS, said: “Businesses can improve their ability to anticipate and adapt to change. Agility and access to timely intelligence are now essential for resilience.”

Nearly 80% of security and health specialists anticipate static or decreasing budgets, potentially blocking the ability to manage risks at pace.

Although data shows the burden of mental health issues continues to trend upwards, with over one billion people estimated to be living with mental health conditions [3], it only rates in the top three concerns for 17% of those surveyed.

“Forgetting health means forgetting the human. International SOS case data indicates anxiety and stress are the most common mental health conditions requiring our assistance, with medication issues often complicating travel. Health risks rarely occur in isolation anymore. Extreme weather, mental health challenges, and infectious disease threats often overlap with security crises. Organisations must integrate medical and security planning to protect their people effectively.” Dr Irene Lai, Global Medical Director, International SOS commented.

About the International SOS Group of Companies; 40 Years of Saving Lives

The International SOS Group of Companies is in the business of protecting and saving lives. Wherever you are, we deliver customized security risk management, health and wellbeing solutions to fuel your growth and productivity. In the event of a security incident, epidemic, extreme weather or any other business-disrupting event, we provide an immediate response, giving you and your workforce peace of mind. We uniquely combine industry-leading technology with expertise in security, medical and logistics to deliver prevention programs that offer real-time, actionable insights and on-the-ground support.

Founded in 1985, the International SOS Group has been saving lives for 40 years. Headquartered in London and Singapore, we are trusted by over 9,000 organizations. This includes the majority of the Fortune Global 500, as well as mid-size enterprises, governments, educational institutions, and NGOs. Nearly 13,000 global experts stand with you to provide support and assistance from over 1,200 locations in 90 countries, over 110 languages, 24/7, 365 days a year.

We help protect your people and your organization, as well as support your compliance reporting needs. By partnering with us, your organization can fulfil its Duty of Care responsibilities and fortify its business continuity.
 
To strengthen your resilience, we are at your fingertips; internationalsos.com.

[1] The 2026 Risk Outlook combines International SOS expert insights and proprietary data with the findings from the Business Resilience Trends survey of 830 senior decision makers responsible for the health, wellbeing and/or security of people in their organizations. The fieldwork and analysis were carried out by Echo Research in August and September 2025

[2] Risk Map 2026 is an annually updated representation of International SOS’ proprietary risk map, which is available exclusively to International SOS clients. International SOS’ risk map for clients is continuously updated based on the latest risk insights and provides granular details, including city-level ratings.

[3] Over a billion people living with mental health conditions – services require urgent scale-up

โพลีพลาสติกส์พัฒนาวัสดุ PLASTRON(R) LFT เกรดใหม่ ผสมเม็ดพลาสติกรีไซเคิลจากพลาสติกที่ใช้งานแล้ว

 บริษัท โพลีพลาสติกส์ จำกัด

บริษัท โพลีพลาสติกส์ จำกัด (Polyplastics Co., Ltd.) ผู้นำระดับโลกด้านเทอร์โมพลาสติกวิศวกรรม ได้ประกาศเปิดตัววัสดุเทอร์โมพลาสติกเสริมใยยาว (LFT) แบรนด์ PLASTRON(R) เกรดใหม่ ซึ่งมีส่วนผสมของพลาสติกโพลีโพรพิลีน (PP) รีไซเคิลจากพลาสติกที่ใช้งานแล้ว (PCR) โดยวัสดุใหม่ทั้ง 2 เกรดที่อยู่ในช่วงการพัฒนานี้ มีคุณสมบัติทางกลเทียบเท่ากับวัสดุใหม่ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการผลิตผลิตภัณฑ์ตัวอย่างและอยู่ระหว่างการประเมินประสิทธิภาพ

รูปภาพ: https://cdn.kyodonewsprwire.jp/prwfile/release/M100475/202602184262/_prw_PI1fl_vxqX677M.jpg

โพลีพลาสติกส์มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาโซลูชันวัสดุเพื่อความยั่งยืน โดยผลิตภัณฑ์เกรดใหม่ล่าสุดอย่าง PLASTRON(R) RSG20011 และ RSG20013 ชูจุดเด่นด้วยส่วนผสมของพลาสติก PCR มากกว่า 30% พร้อมเสริมความแข็งแรงด้วยใยแก้วในสัดส่วน 30% ถึง 40% วัสดุที่พัฒนาขึ้นใหม่นี้ยังคงให้สมรรถนะทางกลที่ยอดเยี่ยม ทั้งความแข็งแกร่งและความทนทานต่อแรงกระแทกในระดับดีเยี่ยม เทียบเท่าผลิตภัณฑ์ทางการค้าที่บริษัทฯ ผลิตขึ้นจากวัสดุใหม่

การนำวัสดุ PCR จากการจัดเก็บในตลาดกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ในผลิตภัณฑ์เกรดพัฒนาใหม่นี้ มีส่วนสำคัญในการช่วยลดค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (PCF) โดยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ลงได้กว่า 20% เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากวัสดุใหม่ ทั้งนี้ ค่า PCF ดังกล่าวคำนวณตามมาตรฐานพิธีสารว่าด้วยก๊าซเรือนกระจก (GHG Protocol) และ ISO 14067 โดยใช้ข้อมูลการดำเนินงานในช่วงเวลาที่กำหนด ประกอบกับค่าอ้างอิงจากฐานข้อมูลที่น่าเชื่อถือ อย่างไรก็ดี ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่ค่าที่มีการรับรอง

โพลีพลาสติกส์มีแผนที่จะเดินหน้าขยายไลน์อัปผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบรีไซเคิล รวมถึงการนำวัสดุเสริมแรงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเส้นใยเซลลูโลสมาใช้ โดยความมุ่งมั่นเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อตอบโจทย์ความต้องการใช้งานที่หลากหลายยิ่งขึ้น พร้อมทั้งร่วมขับเคลื่อนการสร้างสรรค์อนาคตที่ยั่งยืนกว่าเดิม

โพลีพลาสติกส์จะขยายไลน์อัปผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมทั้งกลุ่มที่ใช้วัสดุรีไซเคิลและเส้นใยเซลลูโลส เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับขีดความสามารถในการตอบสนองความต้องการอันหลากหลายของลูกค้า

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: https://www.polyplastics.com/global/s/ourapproach/a5nRB000002F4N7YAK/231?language=en_US

เกี่ยวกับโพลีพลาสติกส์
บริษัท โพลีพลาสติกส์ จำกัด คือผู้นำระดับโลกด้านการพัฒนาและการผลิตเทอร์โมพลาสติกวิศวกรรม กลุ่มผลิตภัณฑ์ของบริษัทประกอบด้วยพลาสติก POM, PBT, PPS, LCP, PET, COC และ LFT โดยบริษัทครองส่วนแบ่งตลาดพลาสติก POM, LCP และ COC มากที่สุดในโลก บริษัทสั่งสมประสบการณ์ยาวนานกว่า 60 ปี โดยได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายการวิจัยและพัฒนาที่แข็งแกร่งระดับโลก ตลอดจนทรัพยากรการผลิตและการขายที่เพียบพร้อม จึงสามารถสร้างสรรค์โซลูชันที่ก้าวล้ำเพื่อรองรับตลาดทั่วโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

PLASTRON(R) เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของบริษัท โพลีพลาสติกส์ จำกัด ในประเทศญี่ปุ่นและประเทศอื่น ๆ

ที่มา: บริษัท โพลีพลาสติกส์ จำกัด

Polyplastics Develops New PLASTRON(R) LFT Grades with Post-consumer Recycled Content

 Polyplastics Co., Ltd.

Polyplastics Co., Ltd., a global leader in engineering thermoplastics, has announced the development of new PLASTRON(R) long-fiber thermoplastic (LFT) grades made of post-consumer recycled (PCR) polypropylene (PP) content. The two new developmental grades, which deliver mechanical properties equivalent to virgin material products, are undergoing sample production and evaluation.

Image: https://cdn.kyodonewsprwire.jp/prwfile/release/M100475/202602184262/_prw_PI1fl_vxqX677M.jpg

As part of Polyplastics' commitment to advancing sustainable material solutions, these new grades -- PLASTRON(R) RSG20011 and RSG20013 -- feature more than 30% PCR content combined with 30% to 40% glass fiber reinforcement. The newly developed grades offer mechanical performance -- such as high rigidity and excellent impact strength -- equivalent to the company's commercial products made of virgin raw materials.

By utilizing PCR materials collected from the market, the newly developed grades contribute to reducing the product carbon footprint (PCF). Compared with products made from virgin raw materials, these grades achieve a reduction of more than 20% in carbon footprint. The PCF values shown above were calculated based on the GHG Protocol and ISO 14067, using operational data over a defined period along with reference values from reliable databases. These figures are not guaranteed values.

Polyplastics will further expand its lineup of products that utilize recycled raw materials, as well as those incorporating environmentally friendly reinforcement materials such as cellulose fibers. Through these efforts, the company aims to meet an even broader range of application needs and contribute to a more sustainable future.

Polyplastics will further expand its product lineup to include products utilizing recycled materials and cellulose fibers. This will help reduce environmental impact and enhance the ability to meet customers' diverse needs.

For more information, visit: https://www.polyplastics.com/global/s/ourapproach/a5nRB000002F4N7YAK/231?language=en_US

About Polyplastics
Polyplastics Co., Ltd. is a global leader in the development and production of engineering thermoplastics. The company's product portfolio includes POM, PBT, PPS, LCP, PET, COC, and LFT, with global-leading market share for POM, LCP, and COC. With more than 60 years of experience, the company is backed by a strong global network of R&D, production, and sales resources capable of creating advanced solutions for an ever-changing global marketplace.

PLASTRON(R) is a registered trademark of Polyplastics Co., Ltd. in Japan and other countries.

Source: Polyplastics Co., Ltd.

Thursday, February 26, 2026

นครฝูโจวรุกโปรโมตการท่องเที่ยว เปิดตัววิดีโอฉลองตรุษจีนสุดอลังการ "Welcome to Fuzhou For A Happy Chinese New Year"

นครฝูโจวได้เปิดบ้านต้อนรับนักท่องเที่ยวในเทศกาลตรุษจีนอย่างอบอุ่น ชูจุดเด่นทั้งความงดงามของมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ แลนด์มาร์กการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ยอดนิยม ไปจนถึงความหลากหลายของกิจกรรมเฉลิมฉลองและการแสดงพื้นบ้านที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา พร้อมมอบ "แพ็กเกจส่งความสุข" เพื่อเป็นของขวัญแก่ผู้มาเยือน ทั้งบริการระบบขนส่งสาธารณะฟรี และแจกคูปองกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยกว่าหลายล้านใบ



เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการเข้าสู่ปีมะเมีย นครฝูโจวได้เปิดตัววิดีโอประชาสัมพันธ์ระดับโลก "Welcome to Fuzhou For A Happy Chinese New Year" อย่างเป็นทางการ ผ่านช่องทางสื่อต่างประเทศในช่วงเทศกาลตรุษจีน แคมเปญดังกล่าวได้สร้างความฮือฮาด้วยการเผยแพร่บนจอภาพยักษ์ ณ ไทม์สแควร์ นครนิวยอร์ก โดยได้ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาสัมผัสเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ตามแนวทาง "72 วิถีการใช้ชีวิตทันสมัยในแบบฉบับฝูเจี้ยน"


ที่มา: ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำเมืองฝูโจว

Fuzhou Debuted Global Video Campaign "Welcome to Fuzhou For A Happy Chinese New Year"

From the festive beauty of intangible cultural heritage, to the popularity of red tourism landmarks, the diversity of celebration activities, and the vibrancy of folk performances, Fuzhou welcomed the Chinese New Year with open arms, and offered a festive "Blessing Package" that included free public transit and millions in consumer vouchers.



To celebrate the Year of the Horse, the city has officially launched its global promotional video "Welcome to Fuzhou For A Happy Chinese New Year" via multiple international channels during the Spring Festival. The campaign, which was even displayed on the iconic screen of New York's Times Square, has attracted global visitors to Fuzhou to discover the unique charm of the "72 Ways to Live Modern Fujian Life".


Source: The Publicity Department of the CPC Fuzhou Municipal Committee

Shanghai records growing tourist arrivals, spending during Spring Festival holiday

 


Shanghai Municipal Administration of Culture and Tourism

During the nine-day Year of the Horse Spring Festival holiday, Shanghai launched more than 2,570 featured cultural and tourism activities to promote travel to the bustling city, fueling a robust boom in Spring Festival cultural and tourism consumption as both visitor numbers and consumption in the cultural and tourism market saw steady growth.

Big data from Shanghai Municipal Administration of Culture and Tourism shows the city received a total of 21.6721 million visitor arrivals, an 8.36% year-on-year increase. Total tourism consumption reached 25.614 billion yuan, surging 20.90% from the previous year.

The average room occupancy rate of local hotels and guesthouses rose to 50.60%, up 3.10 percentage points year-on-year.

The promotion campaign leveraged the outcomes of the first high-level competition to introduce Shanghai's tourism and integrated the city's cultural, tourism, commerce, sports and exhibition resources.

Product innovation and transformation drove Shanghai's Spring Festival cultural and tourism development this year, spawning a new trend of spending the Chinese New Year in the city.

Shanghai's cultural and tourism authorities rolled out over 130 in-depth Spring Festival tour routes under three themes, which became bestsellers on OTAs via live-stream sales on major platforms. Inbound tourists from niche markets like Greece and Slovenia doubled, experiencing the unique charm of Jiangnan and Shanghai culture immersively.

Shanghai also created premium IPs such as the themed tour routes. With joint efforts of multiple departments, 353 themed activities were launched on the "Hu Xiaoyou" smart travel service platform. At the same time, science popularization and industrial tourism also gained traction, making Shanghai the top choice for enjoying the Spring Festival elsewhere besides the hometown.

Key cultural and commercial landmarks, including West Bund GATE M, Panlong Ancient Town and Zhangyuan Garden, held Spring Festival fairs and garden parties, creating new urban Chinese New Year rituals. For the first time, Shanghai hosted large-scale concerts during the holiday, with Richie Jen's and Capper's concerts drawing numerous fans from across the country.

The blend of Shanghai-style Chinese New Year vibes and trendy Chinese cultural elements boosted the festive folk atmosphere in the city. Centering on experiencing the vibe of ordinary life, Shanghai launched a city-wide lantern show campaign. The lantern shows at Yuyuan Garden and the Inlet lit up the city's nights with stunning light displays.

Intangible cultural heritage fairs and master chefs' kitchens were set up in urban cultural and tourism complexes and suburban ancient towns. Some high-end hotels have integrated intangible cultural heritage into one-stop stays that integrate accommodation, dining, and travel experiences. Local traditional delicacies such as Shanghai cuisine and Nanxiang steamed buns offered visitors authentic Chinese New Year flavors.

Looking forward, Shanghai will further integrate cultural and tourism resources, pursue continuous product innovation, boost the upgrading of cultural and tourism consumption, and let more people feel the hospitality and vitality of Shanghai's cultural and tourism industry.

Source: Shanghai Municipal Administration of Culture and Tourism

เซี่ยงไฮ้เผยยอดนักท่องเที่ยว-เม็ดเงินสะพัดช่วงตรุษจีน โชว์ศักยภาพเติบโตอย่างแข็งแกร่ง


 สำนักวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้


นครเซี่ยงไฮ้เปิดเผยความสำเร็จในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีมะเมีย ซึ่งเป็นวันหยุดยาวต่อเนื่อง 9 วัน โดยได้มีการจัดกิจกรรมไฮไลต์ด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวรวมกว่า 2,570 รายการ เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในมหานครอันคึกคักแห่งนี้ ส่งผลให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในภาควัฒนธรรมและการท่องเที่ยวช่วงตรุษจีนอย่างมีนัยสำคัญ โดยทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวและยอดการบริโภคในตลาดวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวต่างขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลบิ๊กดาต้าจากสำนักวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้พบว่า มียอดนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามายังนครเซี่ยงไฮ้มากถึง 21.6721 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8.36% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยอดการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวโดยรวมขยับสูงขึ้นไปแตะ 2.5614 หมื่นล้านหยวน หรือพุ่งสูงขึ้นถึง 20.90% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

อัตราการเข้าพักเฉลี่ยของโรงแรมและบ้านพักในพื้นที่ขยับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 50.60% หรือเพิ่มขึ้น 3.10 จุดเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า

ความสำเร็จของแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดการแข่งขันประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวนครเซี่ยงไฮ้ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยมีการบูรณาการทรัพยากรของเมืองในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านวัฒนธรรม การท่องเที่ยว การค้า กีฬา และการจัดนิทรรศการ เข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ การสร้างสรรค์นวัตกรรมและยกระดับผลิตภัณฑ์ด้านการท่องเที่ยว ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยพลิกโฉมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวช่วงตรุษจีนของเซี่ยงไฮ้ในปีนี้ จนเกิดเป็นเทรนด์ใหม่ที่ดึงดูดให้ผู้คนหันมาเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่จีนภายในตัวเมืองเซี่ยงไฮ้อย่างคึกคัก

ทางหน่วยงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของนครเซี่ยงไฮ้ ได้เปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวเจาะลึกช่วงเทศกาลตรุษจีนกว่า 130 เส้นทาง ภายใต้ 3 คอนเซปต์หลัก ซึ่งกลายเป็นแพ็กเกจยอดนิยมบนแพลตฟอร์มจองการท่องเที่ยวออนไลน์ (OTA) ผ่านการจัดกิจกรรมไลฟ์สดบนแพลตฟอร์มชั้นนำต่าง ๆ ขณะที่นักท่องเที่ยวจากตลาดเฉพาะกลุ่ม เช่น กรีซและสโลวีเนีย มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึงเท่าตัว โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวเหล่านี้ได้สัมผัสเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของเจียงหนานและวัฒนธรรมเซี่ยงไฮ้อย่างลึกซึ้ง

เซี่ยงไฮ้ยังได้สร้างสรรค์กิจกรรมระดับพรีเมียมในรูปแบบเส้นทางท่องเที่ยวตามธีมต่าง ๆ โดยอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนในการเปิดตัวกิจกรรมพิเศษรวม 353 รายการ บนแพลตฟอร์มบริการท่องเที่ยวอัจฉริยะ "Hu Xiaoyou" ขณะเดียวกัน การท่องเที่ยวเชิงวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เซี่ยงไฮ้กลายเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้น ๆ สำหรับผู้ที่มองหาแหล่งเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนนอกภูมิลำเนา

แลนด์มาร์กสำคัญทางวัฒนธรรมและย่านการค้า ไม่ว่าจะเป็นเวสต์บันด์ เกต เอ็ม (West Bund GATE M) เมืองโบราณผานหลง (Panlong) และสวนจางหยวน (Zhangyuan) ต่างพร้อมใจกันจัดเทศกาลตรุษจีนและกิจกรรมเที่ยวชมสวน จนกลายเป็นธรรมเนียมใหม่ของการฉลองปีใหม่จีนในเขตเมือง นอกจากนี้ นครเซี่ยงไฮ้ยังได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการประเดิมจัดคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ในช่วงเทศกาลเป็นครั้งแรก โดยคอนเสิร์ตของศิลปินชื่อดังอย่างเริ่น เสียนฉี (Richie Jen) และแคปเปอร์ (Capper) สามารถดึงดูดแฟนคลับจำนวนมหาศาลจากทั่วประเทศให้เดินทางมารวมตัวกันที่นี่

การผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างกลิ่นอายตรุษจีนสไตล์เซี่ยงไฮ้กับองค์ประกอบทางวัฒนธรรมจีนร่วมสมัย ช่วยยกระดับบรรยากาศงานรื่นเริงพื้นบ้านทั่วทั้งเมืองให้มีสีสันยิ่งขึ้น โดยเซี่ยงไฮ้เน้นการถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านวิถีชีวิตผู้คน ด้วยแคมเปญเทศกาลชมโคมไฟทั่วเมือง โดยเฉพาะการแสดงโคมไฟที่สวนอวี้หยวน (Yuyuan) และอินเล็ต (Inlet) ที่เนรมิตค่ำคืนของมหานครแห่งนี้ให้สว่างไสวด้วยแสงสีอันตระการตา

นอกจากนี้ ยังมีการจัดเทศกาลมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ และกิจกรรมครัวปรมาจารย์เชฟ ทั้งในศูนย์ส่งเสริมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวกลางเมือง รวมถึงย่านเมืองเก่าแถบชานเมือง ขณะที่โรงแรมหรูหลายแห่งได้นำเสนอมรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ผ่านบริการที่พักแบบครบวงจร ที่รวมทั้งประสบการณ์การพักผ่อน การรับประทานอาหาร และการท่องเที่ยวเข้าไว้ด้วยกัน พร้อมเสิร์ฟเมนูท้องถิ่นยอดนิยมอย่างอาหารสไตล์เซี่ยงไฮ้และเสี่ยวหลงเปาร้านหนานเซียง (Nanxiang) ให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสรสชาติต้นตำรับของเทศกาลตรุษจีน

สำหรับในระยะต่อไปนั้น นครเซี่ยงไฮ้ยังคงมุ่งมั่นที่จะบูรณาการทรัพยากรทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อยกระดับการบริโภคในภาควัฒนธรรมและการท่องเที่ยว และหวังให้ผู้คนจำนวนมากได้สัมผัสมิตรภาพและความมีชีวิตชีวาของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของเซี่ยงไฮ้

ที่มา: สำนักวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้

Wednesday, February 25, 2026

นครหางโจวเคาะชื่อ "ถนนฉีหาง" ยกระดับโครงข่ายคมนาคมในเขตเศรษฐกิจหยูฮัง ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

 เขตพัฒนาเศรษฐกิจหยูฮัง

เมื่อไม่นานมานี้ เทศบาลนครหางโจวได้อนุมัติชื่ออย่างเป็นทางการ สำหรับสถานีรถไฟฟ้า 5 แห่งในเส้นทางรถไฟฟ้าสาย 10 และรถไฟระหว่างเมืองสายหางโจว-เต๋อชิง (ช่วงเขตหยูฮัง) โดยในพื้นที่ใจกลางเขตพัฒนาเศรษฐกิจหยูฮังได้มีการปรับเปลี่ยนชื่อสถานี 2 แห่ง ได้แก่ สถานีเหรินเหอใต้ (Renhe South) เปลี่ยนเป็น "สถานีตงซานหยาง" (Dongshanyang) และสถานีเหรินเหอเหนือ (Renhe North) เปลี่ยนเป็น "สถานีถนนฉีหาง" (Qihang Road) ซึ่งมีความหมายอันเป็นมงคลว่า "ถนนออกเรือ" สถานีถนนฉีหางนับเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ โดยทำหน้าที่เป็นสถานีปลายทางฝั่งทิศเหนือของส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสาย 10 และเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของรถไฟระหว่างเมืองสายหางโจว-เต๋อชิง นอกจากนี้ พื้นที่โดยรอบยังแวดล้อมด้วยโครงการอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ อาทิ บีวายดี หางโจว (BYD Hangzhou) และหัวกวง แอดวานซ์ แมทีเรียลส์ (Hua Guang Advanced Materials) การกำหนดชื่อสถานีในครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการระบุพิกัดที่ตั้งที่ชัดเจน แต่ยังสะท้อนถึงสัญลักษณ์ของจุดเริ่มต้นใหม่ในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมและการพัฒนาเมืองในเขตพัฒนาเศรษฐกิจหยูฮัง ในขณะที่การก่อสร้างรถไฟฟ้าสายต่าง ๆ กำลังรุดหน้าอย่างเต็มกำลัง โครงข่ายคมนาคมในอนาคตจะสามารถเชื่อมโยงพื้นที่ใจกลางนครหางโจว เขตเศรษฐกิจหยูฮัง และอำเภอเต๋อชิง เข้าด้วยกันอย่างครอบคลุม ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้านการคมนาคมขนส่งในระดับภูมิภาคให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเคลื่อนย้ายทางอุตสาหกรรมและบุคลากรทักษะสูง

เขตหยูฮังตั้งอยู่ในนครหางโจว มณฑลเจ้อเจียง บนทำเลศักยภาพใจกลางภูมิภาคสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี โดยถือเป็นประตูสำคัญของหางโจวที่เชื่อมต่อสู่มหานครเซี่ยงไฮ้ มณฑลเจียงซู และมณฑลอันฮุย สำหรับเขตเศรษฐกิจหยูฮังซึ่งได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลมณฑลเจ้อเจียงให้เป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจระดับมณฑลนั้น ไม่เพียงแต่เป็นฐานรากทางอุตสาหกรรมหลักของเขตหยูฮังเท่านั้น แต่ยังเป็นคลัสเตอร์การผลิตอัจฉริยะที่ตั้งอยู่ใกล้กับศูนย์กลางการบริหารของนครหางโจวมากที่สุดอีกด้วย และด้วยชัยภูมิทางทิศใต้ของที่ราบหางเจียหูและมีอาณาเขตทางทิศตะวันออกติดกับคลองใหญ่ปักกิ่ง-หางโจว ส่งผลให้เขตเศรษฐกิจแห่งนี้มีความพรั่งพร้อมด้านภูมิศาสตร์และการคมนาคมขนส่ง โดยอยู่ห่างจากท่าอากาศยานนานาชาติหางโจว เซียวซาน เพียงประมาณ 50 กิโลเมตร และห่างจากสถานีรถไฟหางโจวตะวันออกและสถานีรถไฟหางโจวตะวันตกเพียง 20 กิโลเมตร นอกจากนี้ ยังมีโครงข่ายการเดินทางที่ครอบคลุม ทั้งทางพิเศษถึง 7 เส้นทาง และรถไฟฟ้าสาย 10 ที่ช่วยให้เข้าถึงพื้นที่ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

เขตนี้มุ่งพัฒนาโดยมีการผลิตอัจฉริยะเป็นแกนหลัก พร้อมขับเคลื่อน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมชั้นนำ ได้แก่ อุปกรณ์ชนิดใหม่ วัสดุชนิดใหม่ และพลังงานใหม่ ซึ่งผสานรวมเป็นระบบอุตสาหกรรมภายใต้แนวคิด "1 อัจฉริยะ 3 นวัตกรรมใหม่" นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับกลุ่มอุตสาหกรรมเฉพาะด้านอย่างวงจรรวม หุ่นยนต์ และพลังงานดิจิทัล เพื่อเดินหน้าสร้างเสริมกำลังการผลิตคุณภาพใหม่อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน เขตเศรษฐกิจแห่งนี้ประสบความสำเร็จในการสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง โดยมีองค์กรชั้นนำอย่างหนานฟาง ปั๊ม (Nanfang Pump), หัวกวง แอดวานซ์ แมทีเรียลส์ และบีวายดี หางโจว เป็นหัวหอกสำคัญในการดึงดูดเครือข่ายธุรกิจทั้งต้นน้ำและปลายน้ำให้เข้ามาขยายตัวในพื้นที่นี้อย่างต่อเนื่อง

ในด้านการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรม เขตเศรษฐกิจหยูฮังได้ผนึกกำลังกับมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง (Zhejiang University) ในการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมอุปกรณ์ไฟฟ้าขั้นสูง โดยมีหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ประจำศูนย์ฯ ผู้ทรงคุณวุฒิระดับภาคีสมาชิกสภาวิศวกรรมแห่งชาติจีนเป็นผู้นำทัพ ซึ่งที่ผ่านมาศูนย์แห่งนี้ได้ดำเนินโครงการวิจัยระดับชาติและระดับมณฑลมาแล้วมากมาย ครอบคลุมตั้งแต่นวัตกรรมระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าในยานยนต์พลังงานใหม่ ไปจนถึงระบบเซอร์โวสำหรับหุ่นยนต์อัจฉริยะ นอกจากนี้ เขตเศรษฐกิจหยูฮังยังมีพื้นที่บ่มเพาะธุรกิจ รวมกว่า 570,000 ตารางเมตร ซึ่งรวมถึงนิคมอุตสาหกรรมนวัตกรรมและการบ่มเพาะธุรกิจการผลิตอัจฉริยะระดับประเทศ เพื่อสร้างระบบสนับสนุนวิสาหกิจอย่างครบวงจร รองรับทุกระยะการเติบโตของภาคธุรกิจ

เขตเศรษฐกิจหยูฮังได้ออกชุดนโยบายสนับสนุนที่เข้มข้นและตรงจุด เพื่อดึงดูดทรัพยากรคุณภาพสูงจากทั่วโลก โดยในด้านการสนับสนุนโครงการนั้น โครงการที่เข้าเงื่อนไขจะได้รับทั้งเงินอุดหนุนด้านเครื่องจักรและทุนวิจัยและพัฒนา ขณะที่ธุรกิจภาคการผลิตที่มีสัดส่วนการลงทุนจริงจากต่างประเทศครบตามเกณฑ์ที่กำหนดจะได้รับเงินจูงใจเป็นกรณีพิเศษ นอกจากนี้ ยังมีนโยบายสนับสนุนเจาะจงกลุ่มอุตสาหกรรมที่เด่นชัดและมีประสิทธิภาพไม่แพ้กัน เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมวงจรรวมจะได้รับเงินสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการผลิตต้นแบบ ส่วนวิสาหกิจในกลุ่ม "เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ" ที่ผ่านเกณฑ์จะได้รับสิทธิประโยชน์เป็นเงินอุดหนุนค่าเช่าพื้นที่สำนักงานตามระยะเวลาที่กำหนด ขณะที่ผู้ประกอบการด้านการผลิตและวิจัยพัฒนาในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ที่มีรายได้จากธุรกิจหลักถึงเกณฑ์ขั้นต่ำต่อปี จะได้รับเงินรางวัลสนับสนุนแบบจ่ายครั้งเดียว

เขตเศรษฐกิจหยูฮังยึดมั่นในปรัชญาการพัฒนาที่ว่า "สร้างเขตด้วยสิ่งแวดล้อม พลิกโฉมด้วยเทคโนโลยี และเสริมแกร่งด้วยการผลิตอัจฉริยะ" เพื่อขับเคลื่อนการยกระดับอุตสาหกรรมและพัฒนาพื้นที่ในภูมิภาค ปัจจุบัน สิ่งอำนวยความสะดวกภายในเขตเศรษฐกิจแห่งนี้มีความพร้อมและครบครันยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการศึกษา การแพทย์ การค้า และที่พักอาศัย ครอบคลุมทั้งโรงเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาหลายแห่ง โรงพยาบาลการแพทย์แผนจีนและตะวันตกเขตหยูฮัง (อยู่ระหว่างการก่อสร้าง) ศูนย์การค้าฟางเจิ้ง พลาซา (Fangzheng Plaza) ไปจนถึงโครงการที่พักอาศัยให้เช่าสำหรับบุคลากรผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมเข้าอยู่ได้ทันที เพื่อให้การสนับสนุนอย่างรอบด้านแก่สถานประกอบการและบุคลากรที่มีศักยภาพภายในพื้นที่

ปัจจุบัน ด้วยอานิสงส์จากการยกระดับโครงข่ายคมนาคมและการพัฒนาระบบนิเวศทางอุตสาหกรรมอย่างไม่หยุดนิ่ง เขตเศรษฐกิจหยูฮังกำลังปลดปล่อยพลังแห่งการพัฒนาการผลิตอัจฉริยะอย่างเต็มพิกัด ส่งผลให้เกิดการรวมตัวของกลุ่มอุตสาหกรรม และยกระดับขีดความสามารถในการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างเห็นได้ชัด โดยในอนาคตข้างหน้านั้น เขตเศรษฐกิจแห่งนี้ยังคงมุ่งมั่นส่งเสริมการรวมกลุ่มและการพัฒนาภาคการผลิตอัจฉริยะอย่างมีคุณภาพ โดยอาศัยมาตรการเชิงรุกต่าง ๆ อาทิ การปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้เอื้ออำนวย เสริมสร้างแนวทางนโยบายให้มีความเข้มแข็ง และสร้างแพลตฟอร์มความร่วมมือที่ยั่งยืน เพื่อขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายในการเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีระดับชาติอย่างมั่นคง

ที่มา: เขตพัฒนาเศรษฐกิจหยูฮัง

Yuhang Economic Development Zone: "Qihang Road" Connects to a New Industrial Future


 Yuhang Economic Development Zone

The Hangzhou Municipal Government has recently approved the official names for five stations along Metro Line 10 and the Hangzhou-Deqing Intercity Railway (Yuhang Section). Within the core area of Yuhang Economic Development Zone, two stations have been renamed: Renhe South Station is now "Dongshanyang Station," while Renhe North Station has been designated "Qihang Road Station" (literally "Setting Sail Road"). Serving as the northern terminus of Metro Line 10's extension and a critical transfer hub for the Hangzhou-Deqing Intercity Railway, Qihang Road Station is surrounded by key industrial projects including BYD Hangzhou and Hua Guang Advanced Materials. The name not only precisely marks the geographical location but also symbolizes the area's role as a new starting point for the integrated industrial-urban development of Yuhang Economic Development Zone. With construction of the relevant lines advancing at full speed, the future network will seamlessly connect Hangzhou's main urban area, Yuhang Economic Development Zone, and Deqing County, further strengthening regional transportation advantages and injecting robust momentum into industrial and talent mobility.

Located in Hangzhou, Zhejiang Province, Yuhang District sits at the heart of the Yangtze River Delta, serving as Hangzhou's gateway to Shanghai, Jiangsu and Anhui. As a provincial-level economic development zone approved by the Zhejiang Provincial Government, Yuhang Economic Development Zone functions as the district's primary industrial platform and stands as the nearest smart manufacturing cluster to Hangzhou's administrative center. Situated at the southern end of the Hangjiahu Plain and bordering the Beijing-Hangzhou Grand Canal to the east, the zone enjoys exceptional geographical and transportation advantages: approximately 50 kilometers from Hangzhou Xiaoshan International Airport, about 20 kilometers from both Hangzhou East and Hangzhou West railway stations, and accessible via seven expressways as well as Metro Line 10.

The zone focuses on smart manufacturing as its primary development direction, emphasizing three leading industries: new equipment, new materials, and new energy - collectively forming a "One Smart, Three New" industrial system. It also concentrates on niche sectors such as integrated circuits, robotics and digital energy, continuously cultivating new quality productive forces. Currently, the zone has established industrial clusters represented by enterprises including Nanfang Pump, Huaguang Advanced Materials and BYD Hangzhou, attracting numerous upstream and downstream industry chain enterprises.

In terms of innovation ecosystem development, Yuhang Economic Development Zone has partnered with Zhejiang University to establish the Advanced Electrical Equipment Innovation Center, led by a full-time chief scientist who is an academician of the Chinese Academy of Engineering. The center has undertaken multiple national and provincial-level research projects in fields such as new energy vehicle electric drive systems and intelligent robotic servo systems. The zone also boasts over 570,000 square meters of incubation space, including the state-level incubator Smart Manufacturing Innovation and Entrepreneurship Industrial Park, creating a comprehensive cultivation system covering all stages of enterprise growth.

To attract high-quality global resources, the zone offers a series of substantial and targeted supportive policies. For project support, eligible projects receive equipment subsidies and independent R&D grants; manufacturing enterprises that accumulate actual utilized foreign investment meeting specified thresholds are awarded incentives. Industry-specific policies are equally concrete and robust: integrated circuit enterprises receive subsidies for initial tape-out costs; eligible "low-altitude economy" enterprises enjoy workspace rental subsidies for specified periods; and production-oriented and R&D enterprises in the robotics sector that achieve certain annual main business income thresholds receive one-time rewards.

Yuhang Economic Development Zone adheres to the development philosophy of "Establishing the Zone through Environment, Revitalizing the Zone through Technology, and Strengthening the Zone through Smart Manufacturing," steadily advancing regional industrial upgrading and comprehensive development. Currently, educational, medical, commercial, and residential amenities within the zone are increasingly comprehensive, including multiple primary and secondary schools, the Yuhang District Hospital of Integrated Traditional Chinese and Western Medicine (under construction), the Fangzheng Plaza commercial complex, and ready-to-move-in talent-specific rental housing, providing all-around support for enterprises and talent.

At present, leveraging continuous upgrades to its transportation network and ongoing improvements to its industrial ecosystem, Yuhang Economic Development Zone is steadily unleashing the vitality of smart manufacturing development, with industrial clustering effects and innovation-driven capabilities steadily enhancing. Moving forward, the zone will continue to promote the clustering and high-quality development of smart manufacturing industries through measures including optimizing the business environment, strengthening policy guidance, and building cooperation platforms, steadily advancing toward its goal of becoming a national-level economic and technological development zone.

Source: Yuhang Economic Development Zone

วิลลา ฟงแตน พรีเมียร์ ฮาเนดะ แอร์พอร์ต ชวนสัมผัสเสน่ห์แบบฉบับญี่ปุ่นแท้ ๆ จัดเต็มบริการรถลาก กิโมโน ดินเนอร์หรู ตอบโจทย์ทุกการพักผ่อน

บริษัท ซูมิโตโม ฟุโดซัง วิลลา ฟงแตน จำกัด (Sumitomo Fudosan Villa Fontaine Co., Ltd.) ในเครือซูมิโตโม เรียลตี้ แอนด์ ดีเวลลอปเมนท์ กรุ๊ป (Sumitomo Realty & Development Group) ได้เปิดตัวประสบการณ์ใหม่แบบออลอินคลูซีฟ ณ โรงแรม วิลลา ฟงแตน พรีเมียร์ ฮาเนดะ แอร์พอร์ต (Villa Fontaine Premier Haneda Airport) ซึ่งเชื่อมต่อกับสนามบินฮาเนดะ อาคารผู้โดยสาร 3 โดยตรง โดยนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 เป็นต้นไป นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับโปรแกรม "Wonderful Japan" ที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อมอบความสะดวกสบายขั้นสูงสุด ด้วยการรวมบริการต่าง ๆ เข้าไว้ในการเข้าพักเพียงครั้งเดียว


รูปภาพ: https://kyodonewsprwire.jp/release/202602134102?p=images


ลิงก์และเอกสารสำหรับสื่อมวลชน: https://kyodonewsprwire.jp/attach/202602134102-O1-oN0Owz7j.pdf


พักผ่อนอย่างไร้รอยต่อ ณ โรงแรมเชื่อมต่อสนามบิน


ฮาเนดะ แอร์พอร์ต การ์เดน คอมเพล็กซ์ (Haneda Airport Garden Complex) มอบความสะดวกสบายสูงสุดให้แก่นักเดินทาง ในฐานะจุดเชื่อมต่อหลักของการเดินทางเข้าออกประเทศญี่ปุ่น โปรแกรมนี้ผสานวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ากับสิ่งอำนวยความสะดวกอันทันสมัยของโรงแรมได้อย่างลงตัว ช่วยให้ผู้เข้าพักสามารถเปลี่ยนผ่านจากการเดินทางบนเครื่องบินสู่การพักผ่อนได้อย่างราบรื่น ตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึงจนถึงวันเดินทางกลับ แขกทุกท่านจะได้สัมผัสการต้อนรับแบบฉบับญี่ปุ่นในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย


ทางโรงแรมรวมบริการต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกันในแผนการเดินทางเดียว ทั้งการเดินทางด้วยรถส่วนตัว กิจกรรมทางวัฒนธรรม และมื้ออาหารสุดพิเศษ โดยหวังที่จะลดความยุ่งยากในการจองแยกย่อย รวมถึงขจัดอุปสรรคทางภาษา เพื่อให้แขกผู้เข้าพักโฟกัสกับการเดินทางท่องเที่ยวได้อย่างเต็มที่และสะดวกสบายยิ่งกว่าเดิม


รายละเอียดแพ็กเกจ


ที่พัก: ห้องพักระดับเอ็กเซกคิวทีฟ (Executive) ขึ้นไป

อาหารและเครื่องดื่ม: บริการอาหารเช้า อาหารค่ำ สิทธิ์เข้าใช้บริการบาร์ และเซตอาหารญี่ปุ่น (วาโชกุ) ที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน


บ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติ: สิทธิ์เข้าใช้บริการ "อิซุมิ เทนกุ โนะ ยู" (Izumi Tenku no Yu)

การดูแลสุขภาพ: บริการทรีตเมนต์ผ่อนคลาย "แอล สปา" (ELLE SPA)


บริการต้อนรับ: บริการผู้ช่วยส่วนตัวต้อนรับผู้มาเยือน ณ ล็อบบี้ขาเข้า

รถพร้อมคนขับส่วนตัว: บริการรถรับส่งส่วนตัวตลอดการเข้าพัก

สัมผัสวัฒนธรรม: กิจกรรมนั่งรถลากส่วนตัวภายในอาคาร และบริการแต่งชุดกิโมโนโดยผู้เชี่ยวชาญ


รายละเอียดแคมเปญ


เพื่อฉลองการเปิดตัว รับส่วนลดจองล่วงหน้า 20% เพียงระบุรหัสคูปอง "BL46" เมื่อจองผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569


ระยะเวลาจอง: ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 มีนาคม 2569

ระยะเวลาเข้าพัก: ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

รหัสโปรโมชัน: BL46


https://booking.hvf.jp/booking/result?code=cc1d554a-7115-4033-a7a6-c8a965997bfc&hotel_plan_codes=11323239


ข้อมูลเกี่ยวกับโรงแรม


โรงแรมแห่งนี้เชื่อมต่อกับอาคารผู้โดยสาร 3 โดยตรง โดดเด่นด้วยห้องพักวิวแม่น้ำที่มอบความสงบเป็นส่วนตัว หลีกหนีจากความวุ่นวายของสนามบิน พร้อมรองรับนักเดินทางด้วยบริการรูมเซอร์วิสตลอด 24 ชั่วโมง และตัวเลือกอาหารที่หลากหลาย เหมาะสำหรับเป็นจุดพักผ่อนที่ตอบโจทย์ความสะดวกสบายให้กับผู้เดินทาง


ข้อมูลเกี่ยวกับฮาเนดะ แอร์พอร์ต การ์เดน


ฮาเนดะ แอร์พอร์ต การ์เดน คืออาคารพาณิชย์ครบวงจรที่พร้อมเข้ามาสร้างนิยามใหม่ให้กับการสัมผัสประสบการณ์ในสนามบิน โดยเป็นที่ตั้งโรงแรมเชื่อมต่อสนามบินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น* ด้วยจำนวนห้องพักรวม 1,691 ห้อง ครบครันด้วยร้านค้าที่หลากหลาย ออนเซ็นบนชั้นดาดฟ้า และสถานีรถโดยสาร


*ข้อมูล ณ เดือน พ.ย. 2567 จากผลการศึกษาโดย บริษัท เจทีบี ทัวริซึม รีเสิร์ช แอนด์ คอนซัลติง (JTB Tourism Research & Consulting Co.)

Experience Essence of Japan: Villa Fontaine Premier Haneda Airport Launches All-inclusive Luxury Stay Featuring Rickshaws, Kimonos, and Fine Dining

Sumitomo Fudosan Villa Fontaine Co., Ltd., a member of the Sumitomo Realty & Development Group, has introduced a new all-inclusive experience at Villa Fontaine Premier Haneda Airport, directly connected to Haneda Airport Terminal 3. Starting April 2026, travelers can experience a curated "Wonderful Japan" itinerary designed to simplify travel by combining multiple services into one stay.


Images: https://kyodonewsprwire.jp/release/202602134102?p=images


Links and Media Kit: https://kyodonewsprwire.jp/attach/202602134102-O1-oN0Owz7j.pdf


A Seamless Airport Stay


As a primary entry and exit point for Japan, Haneda Airport Garden Complex provides a convenient setting for travelers. This plan combines traditional culture with modern hotel amenities, allowing guests to transition smoothly between their flight and their stay. From arrival until departure, guests can experience Japanese hospitality in a relaxed environment.


By integrating services--including private transport, cultural activities, and dining--into a single itinerary, the hotel aims to reduce the logistical effort of coordinating separate bookings and navigating language barriers. This allows guests to focus on their journey with greater ease.


Plan Inclusions


Accommodations: Stay in Executive rooms or higher categories


Dining: Daily breakfast, dinner, bar access, and selections of Washoku (Japanese) cuisine


Natural Hot Spring: Access to "Izumi Tenku no Yu" facilities


Wellness: An "ELLE SPA" treatment session


Arrival Service: Meet-and-greet at the arrival lobby


Private Chauffeur: Access to a private hire car during the stay


Cultural Experiences: Private indoor Rickshaw ride and professional Kimono styling


Campaign Overview


In conjunction with the launch, a 20% discount early-bird coupon "BL46" is available for bookings made via the official website by March 31, 2026.


Booking: Until March 31, 2026


Stay: From April 1, 2026


Promo Code: BL46


https://booking.hvf.jp/booking/result?code=cc1d554a-7115-4033-a7a6-c8a965997bfc&hotel_plan_codes=11323239


About the Hotel


Connected to Terminal 3, this hotel features river-view rooms and provides a quiet environment away from the airport's main activity. With 24-hour room service and various dining options, it offers a convenient base for travelers.


About HANEDA AIRPORT GARDEN


Haneda Airport Garden is a commercial complex that redefines the airport experience. It features Japan's largest* airport hotel with 1,691 rooms, diverse shops, a rooftop onsen, and a bus terminal.


*As of Nov. 2024, researched by JTB Tourism Research & Consulting Co.

Tuesday, February 24, 2026

เวที TEDxYouth เปิดพื้นที่ให้เยาวชนถ่ายทอดแรงบันดาลใจ ณ โรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ

TEDx เป็นเวทีระดับสากลที่มีเอกลักษณ์ โดยแนวคิดของงาน TEDxYouth มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพ ถ่ายทอดแนวคิด และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่สังคมรอบตัว เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา นักเรียนระดับชั้น Year 5 และ 6 จำนวน 17 คน ของโรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ ได้ขึ้นเวทีงาน TEDxYouth ครั้งแรกของโรงเรียนอย่างมั่นใจ นับเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจและน่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง

ภายใต้การดูแลของคุณ Siobhan Wyper (Head of the Preparatory School) และคุณ Sara Bennett (Assistant Head of Pupil Development) นักเรียนอายุระหว่าง 9–11 ปี ได้ผ่านกระบวนการค้นคว้า วิเคราะห์ และพัฒนาแนวคิดอย่างต่อเนื่องตลอดหลายเดือน ก่อนจะก้าวข้ามความกังวลและพัฒนาความมั่นใจ เพื่อถ่ายทอดมุมมองและแรงบันดาลใจของตนเอง

งาน TEDxBrighton College Bangkok Youth ภายใต้ชื่อ “Voices of the Future” สะท้อนแนวทางของโรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ ที่สนับสนุนให้นักเรียนมองอนาคตอย่างลึกซึ้งและตระหนักถึงบทบาทของตนเองในสังคม ชื่อของงานมุ่งเน้นการสร้างสังคมโลกที่ให้คุณค่ากับความหลากหลาย มีความเท่าเทียม และเปิดกว้าง เพื่อให้ทุกคนรู้สึกถึงการมีส่วนร่วม ความยุติธรรม และการยอมรับอย่างแท้จริง แม้นักเรียนจะยังอยู่ในวัยเยาว์ แต่ทุกคนต่างต้องการถ่ายทอดพันธกิจและความมุ่งมั่นในเรื่องความหลากหลาย ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วม เพื่อให้ทุกคนในชุมชนรู้สึกมีคุณค่า ได้รับการยอมรับ และสามารถเติบโตอย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จ

นักเรียนได้หยิบยกประสบการณ์ของตนเองมาถ่ายทอด ผสานกับแรงบันดาลใจจากผู้นำผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์โลก เช่น Martin Luther King Jr, Malala Yousafzai และ Nelson Mandela เพื่อนำเสนอและสะท้อนประเด็นทางสังคมที่ท้าทาย เช่น ความไม่เท่าเทียมทางเพศ การเหยียดเชื้อชาติ และการเลือกปฏิบัติ พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงคุณค่าของความเสมอภาค ความเมตตา และการสร้างความเข้าอกเข้าใจต่อผู้อื่น

โรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ ให้ความสำคัญกับคุณค่าหลัก 3 ประการ ได้แก่ ความใฝ่รู้ ความมั่นใจ และความเมตตา ซึ่งล้วนเป็นหัวใจสำคัญที่สะท้อนอยู่ในทุกการนำเสนอของนักเรียน

  • ความใฝ่รู้: ทุกแนวคิดอันทรงคุณค่าล้วนเริ่มต้นจากคำถาม นักเรียนของเราได้มองโลกด้วยความสงสัยใคร่รู้ ตั้งคำถามถึงสิ่งรอบตัว และปล่อยให้ความใฝ่รู้พาพวกเขาไปสู่การค้นพบมุมมองใหม่ที่ท้าทายความคิดเดิม พร้อมจุดประกายวิธีคิดและแรงบันดาลใจใหม่ ๆ
  • ความมั่นใจ: การยืนอยู่บนตำแหน่งยืนบนเวทีคือการแสดงออกถึงความกล้าอย่างแท้จริง ต้องอาศัยความมั่นใจในการเชื่อว่าเสียงของตนเองมีคุณค่าและแนวคิดของตนสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ โรงเรียนฯ ขอชื่นชมและให้กำลังใจกับความมั่นใจที่กำลังเติบโตในตัวนักเรียนทุกคนที่ขึ้นเวทีนี้
  • ความเมตตา: แนวคิดอันทรงคุณค่าจะงอกงามได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในสังคมที่รับฟังกันด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง การที่นักเรียนแบ่งปันความคิดเหล่านี้คือการแสดงออกถึงความเมตตา พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์และบทเรียนเพื่อให้ทุกคนก้าวไปข้างหน้าร่วมกัน

ตลอดช่วงเวลาของงาน ผู้ชมต่างประทับใจในความมั่นใจและวุฒิภาวะของนักเรียนในการถ่ายทอดแนวคิด ซึ่งไม่เพียงสร้างความซาบซึ้งใจ แต่ยังแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของเวทีอย่าง TEDxYouth ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ ระหว่างการเตรียมงาน นักเรียนหลายคนกล่าวว่าต้องการเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง และอยากมีส่วนร่วมในการสร้างโรงเรียน ชุมชน และอนาคตให้เป็นสังคมที่ทุกคนรู้สึกได้รับการยอมรับและความยุติธรรม โรงเรียนฯ รู้สึกภาคภูมิใจในตัวนักเรียนทุกคน และหวังว่าจะได้จัดกิจกรรมดี ๆ เช่นนี้ต่อเนื่องในทุกปี

Young Speakers Inspire at Brighton College’s TEDxYouth Event

The TEDx stage is iconic and the design and intent of TEDxYouth events are for young people to express great ideas that are worth spreading to inspire their local community. On Monday 19th January, 17 pupils from Years 5 and 6 at Brighton College commanded the stage for the College’s inaugural TEDxYouth event.

Led by the Head of the Preparatory School, Mrs. Siobhan Wyper and Assistant Head of Pupil Development, Mrs. Sara Bennett, the pupils aged from 9 to 11 spent the past few months undertaking research and refining their thoughts before overcoming their nerves and preparing to share their insights and perspectives.

The TEDxBrighton College Bangkok Youth event was named ‘Voices of the Future’ and at Brighton College Bangkok, pupils are encouraged to think deeply about the future and their role in it. The theme for the event was centred on striving towards a global future that celebrates diversity, is equitable and is inclusive so that everyone feels a deep sense of belonging and justice. Despite their youth, the pupil speakers wanted to showcase their mission and passion for Diversity, Equity, and Inclusion because they want to ensure every individual in their community feels truly valued and empowered to be happy and successful.

Pupils drew upon their own experiences and also referenced great visionaries in history such as Martin Luther King Jr, Malala Yousafzai and Nelson Mandela, and discussed the impact of complex social issues like gender inequality, racism, discrimination, as well as advocating the importance of equity, kindness and building empathy.

At Brighton College Bangkok, we often speak about three core values – curiosity, confidence and kindness. These values were the foundation of every presentation.

  • Curiosity: Every great idea begins with a question. Our speakers have looked at the world with wonder, asking ‘Why?’ and ‘What if?’ Their curiosity has led them to discover insights that will challenge our perspectives and spark new ways of thinking.
  • Confidence: Standing on that red dot is an act of immense courage. It takes confidence to believe that your voice deserves to be heard and that your idea can make a difference. We are here to celebrate that growing self-belief in every pupil who steps onto this stage.
  • Kindness: An idea can only flourish in a community that listens with an open heart. By sharing these ideas, our pupils are performing an act of kindness for all of us, offering their wisdom to help us grow together.

Throughout the evening, the audience was captivated and impressed by the mature manner in which pupils addressed the topics and expressed themselves. This mature approach and confidence were not only inspiring, but highlighted the importance of opportunities like TEDxYouth events. Throughout the process, pupils commented on wanting to be leaders of change, showing their commitment to making our school, community and future a more inclusive, just place. We are proud of the pupils and hope to continue this and make it an annual event.

Monday, February 23, 2026

อีซี่มันนี่ เดินหน้าพลังงานสะอาด ยกระดับมาตรฐานองค์กรสู่ความยั่งยืน ควบคู่เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อสังคม

อีซี่มันนี่ นำโดย คุณอัครเชษฐ ประดิษฐกุล ผู้อำนวยการสายงานบริหารอาคารและทรัพยากรกายภาพ พร้อมคณะผู้บริหารและทีมงาน เดินทางเยี่ยมชมและศึกษากระบวนการผลิตเทคโนโลยี Inverter ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ณ โรงงานของ Dahua Group เมือง Hangzhou สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 28–30 มกราคมที่ผ่านมา โดยมุ่งเรียนรู้มาตรฐานการควบคุมคุณภาพ กระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ และแนวทางการบริหารจัดการพลังงานสมัยใหม่ เพื่อนำองค์ความรู้มาพัฒนาระบบพลังงานสะอาดขององค์กร สนับสนุนพลังงานสีเขียว (Green Energy) และขับเคลื่อนธุรกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Growth)

การศึกษาดูงานครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังการประกาศนโยบายติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) ครอบคลุมทุกสาขาทั่วประเทศ โดยคณะผู้บริหารได้ศึกษาเทคโนโลยีอย่างครบวงจร ตั้งแต่แผงโซลาร์เซลล์ประสิทธิภาพสูง ระบบ Inverter อัจฉริยะ ไปจนถึงระบบบริหารจัดการพลังงาน (Energy Manage-ment System) ที่ช่วยเพิ่มเสถียรภาพการผลิตไฟฟ้า ลดการสูญเสียพลังงาน และยืดอายุการใช้งานอุปกรณ์ พร้อมทั้งเรียนรู้นวัตกรรมแผงโซลาร์เซลล์ยุคใหม่ที่ใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าและรองรับการขยายระบบในอนาคต

ในโอกาสเดียวกัน คณะผู้บริหารยังได้ศึกษานวัตกรรมด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโซลูชันดิจิทัลของ Dahua Group อาทิ ระบบวิเคราะห์ภาพอัตโนมัติ ระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะ และระบบบริหารจัดการข้อมูลแบบบูรณาการ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สอดคล้องกับการดำเนินงานภายใต้กรอบ ESG (Environmental, Social and Governance) ที่ยึดมั่นในความโปร่งใส ความคุ้มค่า และความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว