Monday, March 2, 2026

พรอมิส อยู่เคียงข้างชาวร็อกทุกก้าวเดิน ในงาน “ไทยประกันชีวิต presents genie fest g27”

พรอมิส ผู้ให้บริการสินเชื่อจากประเทศญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมากว่า 20 ปี ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน “ไทยประกันชีวิต presents genie fest g27” เทศกาลดนตรีร็อกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปีในโอกาสครบรอบ 27 ปีของ genie records โดยพรอมิสได้ถ่ายทอดแนวคิด “เคียงข้างคุณทุกก้าวเดิน” ผ่านพื้นที่กิจกรรมภายใต้คอนเซ็ปต์ “สวรรค์ของชาวร็อก”

การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการแสดงตัวตนของแบรนด์ในงานขนาดใหญ่ แต่คือการออกแบบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ผู้ร่วมงานตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง

ตั้งแต่ก้าวแรกของการเดินทาง พรอมิส จัดรถสองแถวรับ–ส่งฟรี เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ร่วมงานเดินทางเข้า–ออกพื้นที่จัดงานได้อย่างราบรื่น เพราะความสนุกควรเริ่มต้นด้วยความสบายใจ

ภายในงาน บูธพรอมิส เปิดพื้นที่ “ชาร์จแบตไว 20 นาที กับ 20 ปี PROMISE” ให้ผู้ร่วมงานได้ชาร์จพลังอุปกรณ์สื่อสาร เพื่อไม่พลาดทุกช่วงเวลาสำคัญบนเวที ตอกย้ำภาพการอยู่เคียงข้างที่เข้าใจไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่

พร้อมกันนั้น ยังมีกิจกรรมแจกไอศกรีมและพัดดีไซน์พิเศษ เพื่อเติมความสดชื่นท่ามกลางบรรยากาศคอนเสิร์ตกลางแจ้ง รายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้สะท้อนแนวคิดของแบรนด์ที่มองว่าการดูแลไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่เสมอไป แต่อยู่ที่ความใส่ใจในจังหวะที่เหมาะสม

ภาพรวมของกิจกรรมสะท้อนแนวคิดของแบรนด์ที่มอง “การอยู่เคียงข้าง” ในมิติที่กว้างกว่าเรื่องการเงิน ตั้งแต่การเดินทาง การพักเติมพลัง ไปจนถึงช่วงเวลาที่ผู้ร่วมงานกำลังสร้างความทรงจำของตัวเอง เพราะ พรอมิส เคียงข้างคุณทุกก้าวเดิน ตั้งแต่ก้าวแรกของการเดินทาง ระหว่างช่วงเวลาแห่งความสนุก จนถึงก้าวสุดท้ายก่อนเดินทางกลับ

ในฐานะผู้ให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคล พรอมิส ยังคงยืนหยัดด้วยมาตรฐานการดำเนินงาน ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์กว่า 20 ปีในประเทศไทย พร้อมสร้างการรับรู้แบรนด์ผ่านกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับผู้บริโภคอย่างเป็นธรรมชาติ

เพราะการอยู่เคียงข้าง ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในวันที่ต้องการความช่วยเหลือทางการเงินเท่านั้น แต่เกิดขึ้นในทุกช่วงเวลาที่สำคัญของชีวิต

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการสินเชื่อส่วนบุคคลได้ที่  https://www.promise.co.th/

เทคโนโลยีช่วยวัดและลด Carbon Footprint ได้อย่างไร



ปัจจุบันประเด็นความยั่งยืนและเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในองค์กรนั้น ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป การจัดการปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการดำเนินงาน หรือ Carbon Footprint  กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ประสิทธิภาพการทำงาน และความน่าเชื่อถือขององค์กรในสายตาลูกค้าและนักลงทุน รายงานจาก World Economic Forum (WEF) ระบุว่า การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมหลักได้สูงสุดประมาณ 20% ภายในปี 2050 โดยเฉพาะในสามอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนในระดับสูง ได้แก่ ภาคพลังงาน การขนส่ง และการผลิตวัสดุอุตสาหกรรม
1 วันนี้ OPEN-TEC ศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี (Tech Knowledge Sharing Platform) ภายใต้การดูแลของ TCC TECHNOLOGY GROUP จะพาทุกท่านร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ ทำความเข้าใจ และเรียนรู้แนวทางการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการ Carbon Footprint อย่างมีประสิทธิภาพ

Carbon Footprint คืออะไร

Carbon Footprint คือปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่เกิดจากกิจกรรมขององค์กร ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยสามารถแบ่งตามมาตรฐาน GHG Protocol2 ออกเป็น 3 ขอบเขต ได้แก่

ขอบเขต 1: การปล่อยก๊าซโดยตรงจากกิจกรรมหรือทรัพย์สินขององค์กร

ขอบเขต 2: การปล่อยก๊าซทางอ้อมจากพลังงานที่ซื้อมาใช้

ขอบเขต 3: การปล่อยก๊าซทางอ้อมจากกิจกรรมในห่วงโซ่อุปทาน

ทั้งนี้ การวัด Carbon Footprint อย่างเป็นระบบช่วยให้องค์กรเข้าใจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างรอบด้าน สามารถกำหนดเป้าหมายและแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีหลักเกณฑ์ ตลอดจนรองรับการรายงานด้าน ESG และการเปิดเผยข้อมูลต่อผู้ลงทุนและหน่วยงานกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เทคโนโลยีกับการวัด Carbon Footprint

การวัด Carbon Footprint อย่างแม่นยำ จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้อง ครอบคลุม และต่อเนื่อง เทคโนโลยีดิจิทัลจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยให้องค์กรสามารถเก็บ รวบรวม และบริหารจัดการข้อมูลด้านพลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นระบบ ซึ่ง IoT และเซ็นเซอร์นั้น นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเก็บข้อมูล โดยช่วยติดตามการใช้พลังงาน การทำงานของเครื่องจักร หรือการปล่อยก๊าซจากกระบวนการต่าง ๆ แบบอัตโนมัติและเรียลไทม์ ช่วยให้องค์กรเห็นภาพการใช้พลังงานที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละช่วงเวลา และในขั้นตอนถัดไป ข้อมูลที่ได้จากอุปกรณ์เหล่านี้จะถูกส่งต่อไปยัง Cloud และ Data Platform ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลจากหลายแหล่งไว้ในระบบเดียว ช่วยเพิ่มความสะดวกในการบริหารจัดการข้อมูล รองรับปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว และเอื้อต่อการเชื่อมต่อกับระบบ Carbon Accounting และการรายงานตามมาตรฐานสากล ขณะเดียวกัน Data Analytics และ AI มีบทบาทในการนำข้อมูลจำนวนมากมาวิเคราะห์ เพื่อช่วยให้องค์กรมองเห็นแนวโน้มการใช้พลังงาน ระบุจุดที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง หรือค้นหาโอกาสในการปรับปรุงกระบวนการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้จำเป็นต้องได้รับการออกแบบและบริหารจัดการอย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในด้านประสิทธิภาพและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวม

สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ การมีพันธมิตรด้านเทคโนโลยีที่สามารถบูรณาการระบบ IT, Cloud และ Data Platform เข้ากับการบริหารจัดการคาร์บอน ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนการขับเคลื่อนกลยุทธ์ความยั่งยืนให้เกิดขึ้นได้จริง โดยผู้ให้บริการด้าน Technology Solutions อย่าง TCC Technology มีบทบาทในการช่วยวางรากฐานระบบดิจิทัลที่มีเสถียรภาพ ปลอดภัย และพร้อมรองรับการบริหารจัดการข้อมูลคาร์บอน ตลอดจนการดำเนินงานตามเป้าหมาย ESG และ Net Zero ในระยะยาว

เทคโนโลยีกับการลด Carbon Footprint

เมื่อองค์กรมีข้อมูลด้าน Carbon Footprint ที่ชัดเจนและเชื่อถือได้แล้ว เทคโนโลยีดิจิทัลสามารถนำมาใช้เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในสามอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยคาร์บอนในระดับสูง ได้แก่ ภาคพลังงาน ภาคการขนส่ง และภาคการผลิตวัสดุอุตสาหกรรม

สำหรับ ภาคพลังงาน เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทั้งการผลิตและการใช้พลังงาน ระบบ Energy Management System ที่ใช้ข้อมูลจากเซ็นเซอร์และการวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ ช่วยปรับการทำงานของระบบพลังงานให้เหมาะสม ลดการสูญเสีย และสนับสนุนการผสานพลังงานหมุนเวียนเข้าสู่ระบบได้อย่างเป็นระบบ ในขณะที่ ภาคการขนส่ง เทคโนโลยีช่วยสนับสนุนการวางแผนและบริหารจัดการเส้นทางให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การวิเคราะห์ข้อมูลช่วยลดระยะทางที่ไม่จำเป็น และเอื้อต่อการใช้รูปแบบการขนส่งที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ ส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนลดลง รวมถึง ภาคการผลิตวัสดุอุตสาหกรรม เช่น เหล็ก ซีเมนต์ หรือเคมีภัณฑ์ เทคโนโลยีอย่าง Data Analytics และ AI ช่วยวิเคราะห์กระบวนการผลิตที่ใช้พลังงานสูง เพื่อระบุจุดที่สามารถปรับปรุง ลดการใช้พลังงาน และลดของเสีย เทคโนโลยีเหล่านี้ยังช่วยสนับสนุนการพัฒนากระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสอดคล้องกับเป้าหมายการลดคาร์บอนในระยะยาว

จากที่กล่าวไปข้างต้น เทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทสำคัญตลอดกระบวนการบริหารจัดการ Carbon Footprint ตั้งแต่การเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ ไปจนถึงการนำข้อมูลมาใช้เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การประยุกต์ใช้ IoT, Cloud, Data Analytics และ AI ช่วยให้องค์กรสามารถมองเห็นภาพการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอนอย่างชัดเจน ตัดสินใจได้บนพื้นฐานของข้อมูลจริง และปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการบริหารจัดการเทคโนโลยีอย่างเหมาะสม ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืน ESG และ Net Zero ได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนในระยะยาว

อ้างอิง

1. World Economic Forum. (2022). Digital technologies can reduce emissions by up to 20% in high-emitting industrieshttps://www.weforum.org/press/2022/05/digital-tech-can-reduce-emissions-by-up-to-20-in-high-emitting-industries/

2. Greenhouse Gas Protocol. (2015). Corporate accounting and reporting standardhttps://ghgprotocol.org/corporate-standard

How Technology Helps Measure and Reduce Carbon Footprint

Nowadays, discussions around sustainability and organizational net-zero greenhouse gas emission targets are no longer distant. Carbon Footprint management has become a key indicator of an organization’s social responsibility, operational efficiency, and credibility in the eyes of customers and investors. According to the World Economic Forum (WEF), the adoption of digital technologies could help reduce greenhouse gas emissions in major industries by up to 20% by 2050, particularly in three high-emission sectors: energy, transportation, and industrial materials manufacturing¹. Today, OPEN-TEC (Tech Knowledge Sharing Platform), powered by TCC TECHNOLOGY GROUP, will take you to explore, exchange insights, and learn how digital technologies can be effectively applied to Carbon Footprint management.

What Is Carbon Footprint?

A Carbon Footprint refers to the total amount of greenhouse gas emissions generated by an organization’s activities, both directly and indirectly. According to the GHG Protocol², emissions are classified into three scopes:

              Scope 1: Direct emissions from sources owned or controlled by the organization

              Scope 2: Indirect emissions from purchased energy

              Scope 3: Indirect emissions from activities across the value chain

Systematic Carbon Footprint measurement allows organizations to gain a comprehensive understanding of their environmental impact, set clear emission reduction targets, and develop structured action plans. It also supports ESG reporting and transparent disclosure to investors and regulatory authorities.

Technology and Carbon Footprint Measurement

Accurate Carbon Footprint measurement relies on data that is accurate, comprehensive, and continuously updated. Digital technologies therefore play a crucial role in enabling organizations to collect, consolidate, and manage energy consumption and greenhouse gas emission data in a structured manner. IoT devices and sensors serve as the foundation of data collection by automatically monitoring energy usage, machine performance, and emissions from various processes in real time. This provides organizations with clear visibility into actual energy consumption patterns. The collected data is then transmitted to Cloud and Data Platforms, which function as centralized systems for consolidating and storing data from multiple sources. These platforms improve data management efficiency, support long-term scalability, and enable seamless integration with Carbon Accounting systems and international reporting standards. In addition, Data Analytics and AI help analyze large volumes of data to identify energy consumption trends, detect high-emission areas, and uncover opportunities for process optimization. However, to fully realize their benefits, these technologies must be properly designed and managed to maximize efficiency and overall environmental impact.

For large organizations, partnering with technology providers that can integrate IT systems, Cloud, and Data Platforms into carbon management strategies is a critical success factor. Technology solution providers such as TCC Technology play a key role in building stable, secure digital foundations that support carbon data management and long-term ESG and Net Zero goals.

Technology and Carbon Footprint Reduction

Once organizations have reliable and transparent Carbon Footprint data, digital technologies can be leveraged to effectively reduce greenhouse gas emissions, especially in high-emission sectors such as energy, transportation, and industrial materials manufacturing.

In the energy sector, digital technologies improve efficiency across both energy production and consumption. Energy Management Systems, powered by sensor data and real-time analytics, help optimize system operations, reduce energy losses, and support the systematic integration of renewable energy sources. In the transportation sector, digital solutions enable more efficient route planning and logistics management. Data analytics help minimize unnecessary travel distances and encourage the use of lower-carbon transportation modes, leading to reduced emissions across logistics and supply chains. In industrial materials manufacturing, such as steel, cement, and chemical production, technologies like Data Analytics and AI analyze energy-intensive processes to identify opportunities for improvement, reduce energy consumption, and minimize waste. These technologies also support the development of more efficient production processes aligned with long-term carbon reduction objectives.

Digital technologies play a critical role throughout the entire Carbon Footprint management lifecycle, from systematic data collection and analysis to applying insights that drive emission reductions. The adoption of IoT, Cloud, Data Analytics, and AI enable organizations to gain clear visibility into energy use and carbon emissions, make data-driven decisions, and continuously improve operational efficiency. At the same time, robust digital infrastructure and effective technology governance are essential enablers that allow organizations to advance their ESG and Net Zero goals in a sustainable and long-term manner.

References

1. World Economic Forum. (2022). Digital technologies can reduce emissions by up to 20% in high-emitting industrieshttps://www.weforum.org/press/2022/05/digital-tech-can-reduce-emissions-by-up-to-20-in-high-emitting-industries/

2. Greenhouse Gas Protocol. (2015). Corporate accounting and reporting standardhttps://ghgprotocol.org/corporate-standard

ก้าวแห่งความภูมิใจ “โครงการกตัญญู” ส่งมอบครุภัณฑ์ทางการศึกษา มูลค่ากว่า 15 ล้านบาท สู่ 455 โรงเรียนทั่วประเทศ

 

เครือ SSUP Group เดินหน้าสานต่อ โครงการกตัญญู ลงพื้นที่ส่งมอบครุภัณฑ์ทางการศึกษาให้กับโรงเรียนระดับประถมและมัธยมศึกษาของรัฐครบ 455 โรงเรียนทั่วประเทศ รวมมูลค่าการสนับสนุนทั้งสิ้นกว่า 15 ล้านบาท ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่นี้เกิดขึ้นได้จากพลังการสนับสนุนของลูกค้าทุกท่านที่ร่วมกันอุดหนุนสินค้าและบอกต่อโครงการดีๆ นี้

โครงการกตัญญู นำ 30% ของยอดซื้อสินค้า ส่งมอบเป็นครุภัณฑ์การเรียนการสอนให้แก่โรงเรียนประถมและมัธยมศึกษาของรัฐทุกตำบลทั่วประเทศ โดยผู้ซื้อสามารถเลือกโรงเรียนที่ต้องการสนับสนุนได้ด้วยตนเอง ซึ่งครุภัณฑ์ที่ส่งมอบ ครอบคลุมความต้องการด้านการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล ได้แก่ คอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ (Printer) ครุภัณฑ์การเรียนการสอนด้านกีฬา ด้านดนตรี และด้านวิทยาศาสตร์ รวมถึงทุนการศึกษาสำหรับครูและนักเรียน อุปกรณ์เหล่านี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญให้น้องๆ ได้เข้าถึงแหล่งข้อมูล ค้นคว้าหาความรู้ และพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างไร้ขีดจำกัด

เครือ SSUP Group มีความเชื่อมั่นเสมอมาว่า “การศึกษา” คือความมั่นคงของชาติ และครอบครัว เป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาคน พัฒนาประเทศชาติ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการตอบแทนแผ่นดินเกิดและสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้สังคม จึงเป็นที่มาของการก่อตั้ง “โครงการกตัญญู” เพื่อส่งมอบโอกาส ยกระดับคุณภาพชีวิต และสนับสนุนการศึกษาให้กับเยาวชนไทย

“โครงการกตัญญู” ไม่ได้เป็นเพียงแค่การมอบโอกาสทางการศึกษา แต่คือความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะปลูกฝังจิตสำนึกของการเป็นผู้ให้ ภาพรอยยิ้มของน้องๆ นักเรียนและคณะครูที่ได้รับมอบอุปกรณ์ คือสิ่งยืนยันว่า ความมุ่งมั่นของพวกเราในการเป็น “ผู้ให้” ได้ช่วยเปิดโลกการเรียนรู้และยกระดับคุณภาพการศึกษาให้กับเยาวชนไทยได้อย่างแท้จริง พร้อมตอกย้ำว่าสังคมไทยยังเต็มไปด้วยความเกื้อกูลกัน พลังเล็กๆ ของทุกคน เมื่อรวมกันสามารถสร้างโอกาสที่ยิ่งใหญ่ได้เสมอ

ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมภาคภูมิใจกับความสำเร็จในครั้งนี้ และเป็นกระบอกเสียงในการประชาสัมพันธ์โครงการดีๆ นี้ต่อไป มาร่วมกันส่งต่อความหวัง สร้างรอยยิ้ม และเป็นลมใต้ปีกที่ช่วยสนับสนุนให้เด็กไทยได้ก้าวเดินตามความฝัน ด้วยสินค้าภายใต้ โครงการกตัญญู” ที่พร้อมตอบโจทย์ในทุกความต้องการ ไม่ว่าจะซื้อไปใช้เอง ก็ได้รับสินค้าคุณภาพมาตรฐานสากลในราคาสุดคุ้ม ซื้อเป็นของฝากให้ญาติพี่น้อง ก็เป็นของขวัญที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย หรือซื้อไปจำหน่ายต่อ ก็คุ้มค่าต่อยอดรายได้ และที่สำคัญหากท่านเลือกซื้อไปทำบุญ ท่านจะได้รับอานิสงส์แห่งบุญถึง 2 ต่อ คือได้ทำบุญด้วยสิ่งของเครื่องใช้ที่มีประโยชน์ และยังได้ร่วมสมทบทุนสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กไทยอีกด้วย

ทุกท่านที่สนใจสินค้าโครงการกตัญญู สามารถหาซื้อสินค้าได้ที่ร้านค้าในเครือ SSUP Group ทุกสาขาทั่วประเทศ (แบรนด์ Oriental Princess, Cute Press, Lalil และ Cos marché) หรือสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ที่ www.katanyu.com

ติดตามความเคลื่อนไหว ข่าวสารกิจกรรมต่างๆ และร่วมสนับสนุนโครงการกตัญญู สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: