Monday, July 27, 2026

เตรียมเปิดเวทีอาหารทะเลยั่งยืนที่ใหญ่สุดในเอเชีย "The Sustainable Seafood Summit 2026" วันที่ 21-23 ตุลาคมนี้ ต้อนรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียคนสำคัญเดินทางร่วมงานด้วยตนเอง

บริษัท ซีฟู้ด เลกาซี่ จำกัด (Seafood Legacy Co., Ltd.) ร่วมกับ นิกเกอิ อีเอสจี (Nikkei ESG) เตรียมจัดการประชุม "The Sustainable Seafood Summit 2026 (TSSS2026)" ซึ่งเป็นงานระดับเรือธงสำหรับอุตสาหกรรมอาหารทะเลทั่วโลก โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 ถึง 23 ตุลาคม 2569 นี้


TSSS2026 เป็นหนึ่งในงานประชุมด้านอาหารทะเลยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยจะเป็นเวทีรวมตัวของภาคส่วนสำคัญระดับนานาชาติ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกล่าสุด พร้อมเร่งยกระดับภาคการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2558 งาน TSSS ได้ทำหน้าที่เชื่อมโยงทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ นักวิจัย นักลงทุน องค์กรภาคประชาสังคม (CSO) ตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ ที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารทะเลให้เติบโตอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับธรรมชาติ


ปัจจุบัน อุตสาหกรรมอาหารทะเลกำลังเผชิญกับความท้าทายที่หนักหน่วงยิ่งขึ้น ทั้งปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU Fishing) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งปัญหาเหล่านี้กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศทางทะเล ห่วงโซ่อุปทาน และความมั่นคงทางอาหารของโลก


ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนี้ ความเชื่อมั่นได้กลายเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่สำคัญ โดยความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทานและความร่วมมือระหว่างกันถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างระบบอาหารทะเลที่มีความยืดหยุ่น ซึ่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกในฐานะแหล่งรวมตลาดอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีโอกาสสำคัญในการก้าวขึ้นเป็นผู้ขับเคลื่อนแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในระดับสากล


สำหรับการจัดงาน TSSS2026 ครั้งนี้มาในหัวข้อ "Resonating Actions, Expanding Impact" (ผนึกกำลังขับเคลื่อน ขยายผลลัพธ์สู่วงกว้าง) โดยรวมพลังภาคธุรกิจ ชาวประมง นักวิจัย ผู้กำหนดนโยบาย และองค์กรภาคประชาสังคมจากทั่วโลก เพื่อร่วมกันสำรวจหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่นำไปปฏิบัติได้จริง เพื่อช่วยเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี


ทั้งนี้ งาน TSSS2026 เปิดรับผู้สนใจจากทุกภาคส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนคลื่นลูกใหม่ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอาหารทะเลไปสู่ความยั่งยืนร่วมกัน


รูปภาพ 1: https://cdn.kyodonewsprwire.jp/prwfile/release/M108348/202607092287/_prw_PI1fl_XAgIPW92.png


ตัวอย่างหัวข้อการสัมมนา (เบื้องต้น)

- การสร้างความยั่งยืนให้แก่การประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำขนาดเล็กในเอเชียตะวันออก

- การเงินเพื่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล (Blue Finance) เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอาหารทะเลที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ

- พิธีมอบรางวัลอาหารทะเลยั่งยืนแห่งญี่ปุ่น ครั้งที่ 7 (JSSA 2026)


รายชื่อวิทยากร (เบื้องต้น)

- เรย์ ดีรานี (Ray Dhirani) หัวหน้าฝ่ายเข้าถึงตลาดทุน สภาผู้ดูแลทางทะเล (Marine Stewardship Council) และสภาผู้ดูแลการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (Aquaculture Stewardship Council)

- ซ่งหลิน หวัง (Songlin Wang) ผู้ก่อตั้งและประธาน สมาคมอนุรักษ์ทางทะเลชิงเต่า (Qingdao Marine Conservation Society)

- ดิก โจนส์ (Dick Jones) ผู้อำนวยการบริหาร สภาซูชิแห่งสถาบันการประมงแห่งชาติ (National Fisheries Institute Sushi Council)

- มาซารุ อิเคมิ (Masaru Ikemi) กรรมการผู้แทน ประธาน และซีอีโอ บริษัท อูมิออส คอร์ปอเรชัน (UMIOS Corporation)


วันและเวลา: วันพุธที่ 21 ตุลาคม - วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2569

*มีงานเลี้ยงสร้างเครือข่ายธุรกิจในวันแรก โดยต้องลงทะเบียนล่วงหน้า

สถานที่: พอร์ต ฮอลล์ (PORT HALL) โครงการโตเกียว พอร์ตซิตี้ ทาเกชิบะ (Tokyo Portcity Takeshiba)

ที่อยู่: ชั้น 1 อาคารสำนักงานโตเกียว พอร์ตซิตี้ ทาเกชิบะ เลขที่ 1-7-1 ไคกัน เขตมินาโตะ กรุงโตเกียว

รูปแบบการจัดงาน: การประชุมในสถานที่จริง ระยะเวลา 3 วันเต็ม

ค่าเข้างาน: ไม่มีค่าใช้จ่าย

ภาษา: มีล่ามภาษาอังกฤษ-ญี่ปุ่น ให้บริการทุกหัวข้อการประชุม

ช่องทางลงทะเบียนและรายละเอียดเพิ่มเติม: https://sustainableseafoodnow.com/2026/en/


ภาพยนตร์โปรโมต: https://www.youtube.com/watch?v=UnkmfeI6qMs


เกี่ยวกับบริษัท ซีฟู้ด เลกาซี่ จำกัด: https://kyodonewsprwire.jp/attach/202607092287-O1-7MQ7Tsqs.pdf


เกี่ยวกับ นิกเกอิ อีเอสจี: https://kyodonewsprwire.jp/attach/202607092287-O2-84D7oRk0.pdf


ที่มา: บริษัท ซีฟู้ด เลกาซี่ จำกัด

Asia's Largest Sustainable Seafood Event "The Sustainable Seafood Summit 2026" to Be Held from October 21 to 23, with Key Stakeholders Attending in Person

Seafood Legacy Co., Ltd. and Nikkei ESG will host "The Sustainable Seafood Summit 2026 (TSSS2026)," a flagship event for the global seafood industry, from October 21 to October 23, 2026.

As one of Asia's largest sustainable seafood events, TSSS2026 brings together key international stakeholders to share the latest insights and accelerate sustainable fisheries and aquaculture. Since 2015, TSSS has united businesses, governments, researchers, investors, CSOs, and other stakeholders committed to advancing a sustainable, nature-positive seafood industry.

Today, the seafood sector faces growing challenges, including climate change, geopolitical uncertainty, IUU (illegal, unreported, unregulated) fishing, biodiversity loss, and human rights risks. These issues threaten marine ecosystems, supply chains, and global food security.

In this changing landscape, trust has become a key competitive advantage. Supply chain transparency and collaboration are essential to building resilient seafood systems. East Asia, home to some of the world's largest seafood markets, has the opportunity to become a global driver of sustainable solutions.

The theme of TSSS2026 is "Resonating Actions, Expanding Impact." Through collaboration among businesses, fishers, researchers, policymakers, and CSOs worldwide, the event will explore practical solutions that accelerate positive change.

TSSS2026 is open to anyone interested in co-creating the next wave of transformation for sustainable seafood.

Image1: https://cdn.kyodonewsprwire.jp/prwfile/release/M108348/202607092287/_prw_PI1fl_XAgIPW92.png

Sample Sessions (Tentative)
- Building Sustainable Small-Scale Fisheries and Aquaculture in East Asia
- Blue Finance for a Nature-Positive Seafood Industry
- 7th Japan Sustainable Seafood Award (JSSA 2026) Ceremony

Speakers (Tentative)
- Ray Dhirani, Head of Capital Markets Outreach, Marine Stewardship Council & Aquaculture Stewardship Council
- Songlin Wang, Founder and President, Qingdao Marine Conservation Society
- Dick Jones, Executive Director, National Fisheries Institute Sushi Council
- Masaru Ikemi , Representative Director, President &CEO, UMIOS Corporation

Date & Time: Wednesday, October 21-Friday, October 23, 2026
*Networking Reception on Day 1; pre-registration required
Venue: Tokyo Portcity Takeshiba, PORT HALL
Address: 1F Tokyo Portcity Takeshiba Office Tower, 1-7-1 Kaigan, Minato-ku, Tokyo
Format: 3-day in-person event
Admission: Free
Language: Simultaneous English-Japanese interpretation for all sessions
Registration & Details: https://sustainableseafoodnow.com/2026/en/

Promotional movie: https://www.youtube.com/watch?v=UnkmfeI6qMs

About Seafood Legacy Co., Ltd.: https://kyodonewsprwire.jp/attach/202607092287-O1-7MQ7Tsqs.pdf

About Nikkei ESG: https://kyodonewsprwire.jp/attach/202607092287-O2-84D7oRk0.pdf

สถาบันเทคโนโลยีฮาร์บินร่วมเป็นเจ้าภาพการประชุมนานาชาติว่าด้วยภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 2 พร้อมเปิดตัวโครงการริเริ่มภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ


สถาบันเทคโนโลยีฮาร์บิน


การประชุมนานาชาติว่าด้วยภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ (International Conference on Climate Leadership) ครั้งที่ 2 จัดขึ้น ณ เมืองฮาร์บิน ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 18-20 กรกฎาคม 2569 โดยมีคณะบริหารธุรกิจของสถาบันเทคโนโลยีฮาร์บิน (Harbin Institute of Technology: HIT), สถาบันการก่อสร้างอย่างยั่งยืน เดอะ บาร์ตเลตต์ (The Bartlett School of Sustainable Construction) แห่งมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน (UCL) และสมาคมเศรษฐกิจจีนประจำสหราชอาณาจักรและยุโรป (Chinese Economic Association UK/Europe) เป็นเจ้าภาพร่วม การประชุมครั้งนี้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการกว่า 300 คน จากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย 111 แห่ง ครอบคลุม 23 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก พร้อมด้วยผู้แทนจากองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ภาคธุรกิจ และวารสารวิชาการชั้นนำ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุดและแนวปฏิบัติระดับโลกด้านภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ พร้อมร่วมผลักดันองค์ความรู้และแนวทางของจีนเพื่อสนับสนุนการกำกับดูแลสภาพภูมิอากาศในระดับโลก นอกจากนี้ โครงการริเริ่มภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ (The Climate Leadership Initiative) ที่ร่วมกันนำเสนอโดยสถาบันเทคโนโลยีฮาร์บินและ UNDP ยังได้มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในการประชุมครั้งนี้


การประชุมครั้งนี้ได้รับเกียรติจากนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิระดับโลกเข้าร่วมเป็นวิทยากรหลักอย่างคับคั่ง ประกอบด้วยสมาชิกของราชสมาคมแห่งแคนาดา สถาบันสังคมศาสตร์แห่งออสเตรเลีย สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งยุโรป และราชสมาคมแห่งเอดินบะระ ตลอดจนบรรณาธิการบริหารของวารสารวิชาการชั้นนำระดับนานาชาติ เช่น Academy of Management Journal และ Review of Economic Studies นอกจากนี้ ยังมีผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงจากองค์กรต่าง ๆ เข้าร่วม อาทิ อดีตรองผู้อำนวยการฝ่ายความร่วมมือระดับภูมิภาคของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) สมาชิกสภาบริหารของสมาคมวิจัยพลังงานแห่งประเทศจีน และผู้ช่วยผู้แทน UNDP ประจำประเทศจีน วิทยากรเหล่านี้มีความเชี่ยวชาญในสาขาการจัดการ เศรษฐศาสตร์ และวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม โดยล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าของโลกในสาขาดังกล่าว


ขณะเดียวกัน บรรณาธิการบริหารจากวารสารวิชาการชั้นนำกว่า 10 ฉบับ ซึ่งรวมถึงวารสารในเครือ Nature Portfolio และ Cell Press ได้เข้าร่วมการประชุมสำหรับบรรณาธิการวารสาร เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางและแนวโน้มสำคัญของวงการวิชาการ นอกจากนี้ องค์กรระหว่างประเทศชั้นนำ 5 แห่ง ได้แก่ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP), โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP), องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF), สถาบันทรัพยากรโลก (WRI) และ Climate Bonds Initiative (CBI) ได้เข้าร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพรียง โดย UNDP เป็นองค์กรแรกที่จัดการประชุมคู่ขนานของตนเองภายในงาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับและอิทธิพลของการประชุมนี้ในเวทีนานาชาติ


ภายในการประชุมมีการเปิดตัวโครงการริเริ่มภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ โดยมีเป้าหมายเพื่อเน้นย้ำบทบาทของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และภาคธุรกิจ ในการเชื่อมโยงนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านสภาพภูมิอากาศ แนวปฏิบัติทางธุรกิจ และการกำหนดนโยบายด้านการกำกับดูแลเข้าด้วยกัน โครงการดังกล่าวยังส่งเสริมให้มีการกระชับความร่วมมือระหว่างคณะบริหารธุรกิจ คณะวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันวิจัย และภาคธุรกิจ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของสถาบันเทคโนโลยีฮาร์บินในการใช้ประโยชน์จากจุดแข็งด้านสหวิทยาการของมหาวิทยาลัย เพื่อสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยของจีนก้าวจากการเป็นผู้มีส่วนร่วม สู่การเป็นผู้นำในการกำกับดูแลสภาพภูมิอากาศในระดับโลก


ในฐานะมหาวิทยาลัยชั้นนำที่บูรณาการความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการบริหารธุรกิจเข้าด้วยกัน สถาบันเทคโนโลยีฮาร์บินได้สร้างเวทีความร่วมมือระดับนานาชาติที่เปิดกว้างสำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการทำงานร่วมกัน ตั้งแต่การรวบรวมนักวิชาการชั้นนำจากทั่วโลก ไปจนถึงการเปิดตัวโครงการริเริ่มภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า มหาวิทยาลัยของจีนไม่เพียงมีบทบาทในฐานะผู้มีส่วนร่วมเท่านั้น แต่ยังสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้กำหนดวาระและผู้ขับเคลื่อนการกำกับดูแลสภาพภูมิอากาศในระดับโลกได้อีกด้วย และด้วยวิสัยทัศน์ที่เปิดกว้าง สถาบันวิศวกรรมศาสตร์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับศตวรรษแห่งนี้ ยังคงเดินหน้านำเสนอองค์ความรู้และแนวทางของจีน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับโลกต่อไป


ที่มา: สถาบันเทคโนโลยีฮาร์บิน

HIT co-hosts 2nd International Conference on Climate Leadership, launching the Climate Leadership Initiative


 Harbin Institute of Technology

The 2nd International Conference on Climate Leadership was held in Harbin, the Summer Capital, from July 18 to 20, 2026. Co-hosted by the Business School, Harbin Institute of Technology, the Bartlett School of Sustainable Construction, UCL, and the Chinese Economic Association UK/Europe, the conference gathered over 300 experts and scholars from 111 universities and research institutions across 23 countries and regions. Together with representatives from international organisations including the United Nations Development Programme (UNDP), businesses, and leading academic journals, participants explored cutting-edge developments and global practices in climate leadership, contributing Chinese wisdom and solutions to global climate governance. The Climate Leadership Initiative , jointly proposed by HIT and UNDP, was officially launched at the conference.

The conference featured a world-class academic lineup, with keynote speakers including fellows of the Royal Society of Canada, the Academy of the Social Sciences in Australia, the European Academy of Sciences, and the Royal Society of Edinburgh, as well as editors-in-chief of leading journals including Academy of Management Journal and Review of Economic Studies . Distinguished experts also included a former Deputy Director of the Regional Cooperation Division, the United Nations Environment Programme (UNEP), an Executive Council Member of China Energy Research Society, and an assistant resident representative of UNDP in China. Covering management, economics, and environmental science, the speakers represented the global frontier in the field.

Meanwhile, editors-in-chief from more than 10 leading journals, including Nature Portfolio and Cell Press journals, gathered at the Journal Editors Session to discuss frontier trends. Five international organisations - UNDP, UNEP, WWF, WRI, and CBI - participated extensively, with UNDP firstly organizing its dedicated joint session, highlighting the conference's international influence.

The conference jointly launched The Climate Leadership Initiative , highlighting the role of science, technology, and business disciplines in connecting climate technology innovation, business practices, and governance decision-making. It calls for stronger collaboration among business schools, science and engineering faculties, research institutions, and enterprises, marking HIT's significant step in leveraging its unique disciplinary strengths to help Chinese universities shift from participants to leaders in global climate governance.

As a leading university integrating science, technology, and business education, HIT has built an international platform for collaboration. From convening global scholars to launching the initiative, HIT has demonstrated through concrete actions that Chinese universities can serve not only as participants, but also as agenda setters and drivers in global climate governance. With an open mindset, this century-old engineering powerhouse is contributing Chinese solutions to global sustainable development.

Source: Harbin Institute of Technology

ทีมแลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์ ประเทศไทย รับถ้วยรางวัลพระราชทานในกิจกรรมวิ่งการกุศล "Bangkok Double Bridge Half Marathon for Red Cross 2026"

ทีมงานและผู้สำเร็จหลักสูตรรวม 174 คน ร่วมใจกันสนับสนุนสภากาชาดไทย ผ่านการเข้าร่วมการแข่งขันเป็นทีมและการสร้างคุณประโยชน์ต่อสังคม



ทีมงาน ผู้นำโปรแกรม และผู้สำเร็จหลักสูตรจากแลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์ ประเทศไทย (Landmark Worldwide Thailand ) รวม 174 คน ได้เข้าร่วมกิจกรรมวิ่งการกุศล Bangkok Double Bridge Half Marathon for Red Cross 2026 เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในนามทีมแลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์ เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมของสภากาชาดไทย

ทีมแลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์ ร่วมฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับงานนี้ โดยส่งตัวแทนเข้าร่วมการแข่งขันครบทั้ง 4 ระยะ ได้แก่ 2 กิโลเมตร (36 คน ), 7 กิโลเมตร (51 คน ), 10 กิโลเมตร (54 คน ) และฮาล์ฟมาราธอน 21 กิโลเมตร (33 คน ) นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนยังบริจาคเงินส่วนตัวเพื่อสนับสนุนสภากาชาดไทย รวมเป็นเงินบริจาคทั้งสิ้น 141,600 บาทโดยประมาณ

การแข่งขันครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นและเส้นชัย ณ หอประชุมกองทัพเรือ กรุงเทพมหานคร โดยเส้นทางวิ่งทอดผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาอันเป็นจุดเด่นสำคัญ รวมถึงสถานที่ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันโดดเด่นของกรุงเทพฯ ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมเลือกแข่งขันได้หลายระยะทาง ส่งผลให้มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมหลายพันคนมารวมพลังกันสนับสนุนสภากาชาดไทย

ด้วยพลังความร่วมมือและการร่วมบริจาค ทีมแลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์ จึงได้รับถ้วยพระราชทานในพิธีมอบรางวัลภายหลังเสร็จสิ้นการแข่งขัน โดยรางวัลดังกล่าวมอบให้แก่ทีมที่มีจำนวนผู้เข้าร่วมการแข่งขันมากที่สุด

ในงานวิ่งครั้งนี้ สมาชิกทีมสวมเสื้อที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ โดยด้านหน้าพิมพ์ข้อความ "RUN for Transformation" และด้านหลังพิมพ์ข้อความ " อย่าแพ้เสียงในหัว " เพื่อสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของแลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์ ในการสร้างความเปลี่ยนแปลง สร้างความเป็นไปได้ใหม่ และให้พลังผู้คนได้สร้างผลลัพธ์ในชีวิตที่ให้แรงบันดาลใจและไปเหนือกว่าสิ่งที่คาดเดาได้

จากความตั้งใจของทีมงานและสมาชิกในชุมชนแลนด์มาร์คที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน เพื่อเสริมสร้างสุขภาพของตนเองควบคู่ไปกับการสนับสนุนกิจกรรมการกุศล ได้ก่อให้เกิดเป็นทีมผู้เข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 174 คน ที่ร่วมใจกันเตรียมความพร้อม ฝึกซ้อม และลงแข่งขันไปด้วยกัน สำหรับผู้เข้าร่วมหลายคน กิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างนิสัยใหม่ ๆ กระชับความสัมพันธ์ และทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม

"นี่คือช่วงเวลาแห่งความภาคภูมิใจของพวกเราทุกคน" จี๊ป ตั้งกิตติสุวรรณ ผู้นำแลนด์มาร์คฟอรั่ม ประเทศไทย กล่าว "วันนี้ ผู้สำเร็จหลักสูตรจากแลนด์มาร์คได้มารวมตัวกันเพื่อร่วมงานวิ่ง Bangkok Double Bridge Half Marathon for Red Cross 2026 เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลถ้วยพระราชทาน และภาคภูมิใจที่สุดกับคุณค่าของรางวัลนี้ ที่สะท้อนถึงการร่วมแรงร่วมใจกันด้วยเป้าหมายเดียวกันในการสนับสนุนสภากาชาดไทย นับเป็นภาพสะท้อนความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างชัดเจน"

เกี่ยวกับแลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์ :
แลนด์มาร์คนำเสนอหลักสูตรต่าง ๆ ในกว่า 20 ภาษา ครอบคลุมกว่า 124 ประเทศทั่วโลก โดยมีผู้เข้าร่วมแลนด์มาร์คฟอรั่มแล้วกว่า 3.5 ล้านคน และก่อให้เกิดโครงการเพื่อสังคมกว่า 250,000 โครงการทั่วโลก ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของแลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์

Landmark Worldwide Thai Team Receives Royal Trophy Recognition at Bangkok Double Bridge Half Marathon for Red Cross 2026

174 Staff Members and Graduates Come Together to Support the Thailand Red Cross Through Team Participation and Community Contribution



A team of 174 staff members, program leaders, and graduates from Landmark Worldwide's Thailand Center participated in the Bangkok Double Bridge Half Marathon for Red Cross 2026 on July 5, coming together as the Landmark Worldwide Team to support the humanitarian efforts of the Thai Red Cross Society.

The Landmark Worldwide Team trained together in preparation for the race and competed across all four race distances: the 2K (36 runners), 7K (51 runners), 10K (54 runners), and the 21K Half Marathon (33 runners). Each participant also made a personal contribution to the Thai Red Cross Society. The team's combined contributions totaled approximately ฿141,600 Thai Baht ($3,400 USD).

Starting and finishing at the Royal Thai Navy Convention Hall in Bangkok, the event brought runners across the iconic Chao Phraya River and through Bangkok's historic and cultural landmarks. With multiple race distances, the event united thousands of participants in support of the Thai Red Cross Society.

In recognition of its participation and collective contribution, the Landmark Worldwide Team was awarded the Royal Trophy, presented during a special trophy ceremony following the event. The award recognizes the participating team with the largest number of participants.

Team members wore specially designed shirts featuring the message "RUN for Transformation" on the front and "Don't let your little voice take over" on the back, reflecting Landmark Worldwide's commitment to transformation, possibility, and empowering individuals to create outcomes in their lives that are inspiring and not predictable.

What began months earlier as a commitment among staff and community members to support both personal well-being and a charitable cause grew into a team of 174 participants preparing, training, and running together. For many, the event became an opportunity to build new habits, strengthen relationships, and contribute to something larger than themselves.

"This is a proud moment for all of us," said Jeep Thangkittisuwan, Landmark Forum Leader in Thailand. "Today, Landmark graduates came together to participate in the Bangkok Double Bridge Half Marathon for Red Cross 2026. While receiving the Royal Trophy is a great honor, what makes me proudest is what it represents - a community united around a shared purpose, coming together as one to support the Thai Red Cross Society. This is what oneness looks like in action."

About Landmark Worldwide:
Landmark offers its programs in more than 20 languages and over 124 countries worldwide. More than 3.5 million people have participated in The Landmark Forum, generating over 250,000 community projects around the globe. For more information, visit their website.

บริดจสโตนคว้ารางวัล “Marketeer No.1 Brand Thailand 2026”ครองความแข็งแกร่งของแบรนด์อันดับ 1 ในใจผู้บริโภคทั่วประเทศต่อเนื่อง 15 ปีซ้อน

บริดจสโตนคว้ารางวัล “แบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ของประเทศไทยประจำปี พ.ศ. 2569” หรือ “Marketeer No.1 Brand Thailand 2026” ประเภทยางรถยนต์ ครองอันดับหนึ่งในใจผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 ซึ่งเป็นรางวัลทรงเกียรติจากการจัดทำวิจัยและสํารวจความนิยมจากผู้บริโภคทั่วประเทศ สะท้อนภาพลักษณ์ความแข็งแกร่งของแบรนด์บริดจสโตนที่สามารถครองใจผู้บริโภคได้อย่างยาวนาน โดยคุณยูสุเกะ โคซามิ ผู้จัดการส่วนงานวางแผนธุรกิจ บริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เข้ารับรางวัลอันทรงเกียรติจากคุณเพิ่มพล โพธิ์เพิ่มเหม บรรณาธิการและผู้ก่อตั้งนิตยสาร Marketeer ณ ห้องฉัตราบอลรูม โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ

คุณยูสุเกะ โคซามิ ผู้จัดการส่วนงานวางแผนธุรกิจ บริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การได้รับรางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand ต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 สะท้อนถึงความไว้วางใจที่ผู้บริโภคชาวไทยมีต่อบริดจสโตนมาอย่างยาวนาน เราขอขอบคุณลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ พนักงาน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกท่าน ที่มอบความเชื่อมั่นและให้การสนับสนุนเรามาอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลาเกือบ 60 ปี บริดจสโตนมีความภาคภูมิใจที่ได้เติบโตเคียงข้างสังคมไทย ภายใต้พันธกิจ ‘รับใช้สังคมด้วยคุณภาพที่เหนือกว่า’  เราจะยังคงมุ่งมั่นส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงและบริการที่เชื่อถือได้ เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคชาวไทย ล่าสุดเราได้เปิดตัว BRIDGESTONE POTENZA SPORT EVO ยางสปอร์ตพรีเมียมรุ่นใหม่ ที่ได้รับการพัฒนาสำหรับทั้งรถยนต์สมรรถนะสูงและรถยนต์ไฟฟ้า (EV Ready) สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการนำเสนอโซลูชันด้านการเดินทางที่ล้ำสมัย ปลอดภัย และสร้างความมั่นใจในทุกการขับขี่ นอกเหนือจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริดจสโตนจะเดินหน้ายกระดับประสบการณ์ของลูกค้าอย่างต่อเนื่องผ่านเครือข่ายศูนย์บริการ COCKPIT ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อส่งมอบบริการด้านยานยนต์ที่ได้มาตรฐาน เชื่อถือได้ และครบวงจร รางวัลอันทรงเกียรตินี้เป็นแรงบันดาลใจให้เรามุ่งมั่นสร้างคุณค่าให้แก่ผู้บริโภคชาวไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมร่วมขับเคลื่อนสังคมแห่งการเดินทางที่ปลอดภัยและยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไป เพราะทุกการเดินทางเริ่มต้นจากความไว้วางใจ และเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ร่วมเดินทางเคียงข้างผู้บริโภคชาวไทยต่อไปอีกยาวนาน”

รางวัล “แบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ของประเทศไทย ประจำปี พ.ศ. 2569” หรือ “Marketeer No.1 Brand Thailand 2026”จัดขึ้นโดยนิตยสาร Marketeer อ้างอิงจากผลการวิจัยและสำรวจของบริษัท มาร์เก็ตติ้ง มูฟ จำกัด ผู้ให้บริการด้านงานวิจัยและที่ปรึกษาทางธุรกิจ สำรวจแบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ของประเทศไทย ประจำปี พ.ศ. 2569 รวมทั้งสิ้น 123 กลุ่มผลิตภัณฑ์ โดยผ่านกลุ่มตัวอย่างกว่า 6,500 คน

ทั้งนี้ สำหรับลูกค้าที่สนใจผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ BRIDGESTONE สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและเลือกใช้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ของค็อกพิทได้ที่

เกี่ยวกับบริดจสโตน ประเทศไทย:

บริดจสโตน ผู้นำระดับโลกด้านยางรถยนต์และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับยาง พร้อมนำเสนอโซลูชั่นด้านการเดินทางที่ปลอดภัยและยั่งยืน และสำหรับประเทศไทย บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด คือหนึ่งในผู้ผลิตชั้นนำในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และบริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำด้านการนำเข้า จัดจำหน่าย และทำการตลาดยางรถยนต์ภายใต้แบรนด์บริดจสโตน, ไฟร์สโตน และเดย์ตันแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย บริดจสโตนเป็นแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า ตัวแทนจำหน่าย และพันธมิตรทางธุรกิจ เรานำเสนอกลุ่มผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์พรีเมียมที่หลากหลายและโซลูชั่นขั้นสูง ซึ่งพัฒนาจากนวัตกรรมทางเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาการเดินทาง, การใช้ชีวิต, การทำงาน และการพักผ่อนของผู้คนทั่วโลก

Bridgestone Receives the “Marketeer No.1 Brand Thailand 2026” Award, Winning the No.1 Brand for 15th Consecutive Years

Bridgestone received the “Marketeer No.1 Brand Thailand 2026” award in the car tire category, reflecting a strong brand by winning consumers’ hearts for 15th consecutive years, according to results from the nationwide consumer opinion research and survey. In this regard, Mr. Yusuke Kosami, Division Manager of Business Planning Division, Bridgestone Sales (Thailand) Co., Ltd. received the prestigious award from Mr. Permpol Popermhem, Editor and Founder of Marketeer Magazine, at Chadra Ballroom, Siam Kempinski Hotel, Bangkok.

Mr. Yusuke Kosami, Division Manager of Business Planning Division, Bridgestone Sales (Thailand) Co., Ltd. addressed that “Winning the Marketeer No.1 Brand Thailand Award for the 15th consecutive year is a reflection of the trust that Thai consumers have placed in Bridgestone over many years. We sincerely thank our customers, business partners, employees, and all stakeholders for their continued trust and support. For nearly six decades, Bridgestone has been proud to grow together with Thailand. Guided by our mission of ‘Serving Society with Superior Quality,’ we will continue to deliver high-quality products and trusted services that meet the evolving needs of Thai consumers. Recently, we introduced the new BRIDGESTONE POTENZA SPORT EVO, our latest premium sports tire designed for both ultra-high-performance vehicles and electric vehicles (EV Ready). The launch reflects our commitment to providing advanced mobility solutions that combine safety, outstanding performance, and driving confidence. Beyond our products, we will continue to enhance customer experiences through our nationwide COCKPIT service network, providing reliable and comprehensive automotive services across Thailand. This prestigious recognition inspires us to continue creating greater value for Thai consumers while contributing to a safer and more sustainable mobility society for future generations. Every journey begins with trust, and we look forward to continuing that journey together with Thai consumers for many years to come.”

The “Marketeer No.1 Brand Thailand 2026” was organized by Marketeer magazine, based on research and survey conducted by Marketing Move Co., Ltd., a provider of research and business consultancy services to survey the popularity of various types of products and services of Thai consumers in 2026. The nationwide survey covered 123 product categories and gathered responses from more than 6,500 consumers across Thailand to identify the most preferred brands for Thai consumers.

For customers interested in BRIDGESTONE tires, products and services are also available through COCKPIT’s official online channels below;

About Bridgestone in Thailand:      

Bridgestone is a global leader in tires and rubber building on its expertise to provide solutions for safe and sustainable mobility. In Thailand, Thai Bridgestone Co., Ltd. (TBSC) is a leading manufacturer in the Thai automotive industry, while Bridgestone Sales (Thailand) Co., Ltd. (BSTL) is the exclusive importer & distributor, and supervises the marketing strategy for Bridgestone, Firestone and Dayton branded tires in Thailand. Bridgestone is a brand trusted by its customers, dealers and business partners. Bridgestone offers a diverse product portfolio of premium tires and advanced solutions backed by innovative technologies, improving the way people around the world move, live, work and play.  

Friday, July 24, 2026

Chengdu's Magnetic Appeal Through the Lens of APEC Digital Week


 The Chengdu Municipal People's Government

From July 16 to 29, the 2026 Asia-Pacific Economic Cooperation (APEC) Digital and AI Ministerial Meeting, alongside other events of the Digital Week, is held in Chengdu, Sichuan Province. The event serves not only as an important platform for advancing exchanges and cooperation in the digital and AI fields across the Asia-Pacific region, but also as a window into Chengdu's innovative vitality.

According to the Chengdu Municipal People's Government, the organizer of the event, the Digital Week features a range of activities centered around four pillars: AI innovation, the showcase of industrial achievements, the promotion of Tianfu culture, and economic and trade cooperation. These efforts aim to leverage the meeting's momentum to boost high-quality growth in Chengdu's manufacturing and digital economy, and to further polish its calling card as a digital, intelligent, and international city.

Why Chengdu? The answer lies in the strategic imperative of extending the Asia-Pacific digital economy's footprint westward.

For years, digital cooperation in the Asia-Pacific region has been heavily skewed toward developed coastal areas. The fact that the meeting is being held in China's inland heartland for the first time marks a major step forward in the regional cooperation landscape. Leveraging the national "Eastern Data, Western Computing" project, Chengdu has developed secure, resilient digital infrastructure, equipping the city with the capacity for high-level multilateral dialogue. This geographical shift from a "coastal frontier" to an "inland hub" offers new coordinates and greater room for cooperation, fostering balanced development and shared digital benefits across the Asia-Pacific.

Chengdu also offers an ideal window into China's innovative vitality in the digital sector.

For a long time, global perceptions of western China have been largely confined to its natural resources, while its rapidly rising innovation capabilities received little attention. In 2025, Chengdu's industrial enterprises above designated size racked up 1.79 trillion yuan in operating revenue. The city has fostered two trillion-yuan industrial clusters in electronic information and equipment manufacturing, along with 11 key industrial chains, each with an output value exceeding 100 billion yuan, including artificial intelligence and aerospace. It has built more than 80,000 5G base stations and established a multi-tier computing infrastructure system that integrates "supercomputing, intelligent computing, general-purpose computing, and edge computing", bringing its total computing capacity to over 20,000P. Meanwhile, the core AI industry in Chengdu has surpassed 150 billion yuan in scale, growing by approximately 39% year on year. The city has also been ranked among the top-tier "leading cities" in the China City AI Index Report.

Driven by electronic information, AI, and digital cultural and creative industries, the added value of Chengdu's core digital economy sectors now accounts for more than 15% of the city's GDP. The Chengdu-produced animated feature Ne Zha 2 has set a new box office record in Chinese film history, topping 10 billion yuan in ticket sales and emerging as a benchmark for science-industry integration in Chengdu's digital cultural and creative industries.

The capacity to turn digital and intelligent technologies into tangible productivity gains represents precisely the kind of "certainty" that the global economy urgently needs amid its ongoing recovery. For Asia-Pacific economies, Chengdu offers more than market opportunities, but rather a systematic solution for applying technologies and validating scenarios.

On top of that, Chengdu's distinctive cultural charm and open, inclusive urban character bring a human touch to what might otherwise be a cold technical exchange. With its dual-airport hub connecting the city to the world and its innovation ecosystem embracing the globe, Chengdu is putting the principle of opening-up and cooperation into practice. Through concrete actions, the city is presenting a Chengdu approach to connecting the world in the digital age.

Located in southwest China, Chengdu is a major economic, cultural, and transportation hub for the western region. With a history spanning more than 2,300 years, the city is renowned worldwide for its Dujiangyan Irrigation System, giant pandas, and cuisine. Home to a permanent population of over 21 million, Chengdu is served by two 4F-class international airports that connect it with destinations across the globe. Here, ancient temples stand alongside financial sci-tech districts, where tradition and modernity coexist in harmony. It is a city that captivates visitors so deeply that they simply never want to leave.

Source: The Chengdu Municipal People's Government

สัปดาห์ดิจิทัลเอเปคชูศักยภาพเฉิงตู สะท้อนเสน่ห์ดึงดูดและพลังแห่งนวัตกรรม


 รัฐบาลประชาชนเทศบาลนครเฉิงตู

การประชุมรัฐมนตรีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชียแปซิฟิก หรือ เอเปค (APEC) ประจำปี 2569 พร้อมด้วยกิจกรรมต่าง ๆ ในช่วงสัปดาห์ดิจิทัล กำลังมีขึ้น ณ นครเฉิงตู มณฑลเสฉวน ระหว่างวันที่ 16 ถึง 29 กรกฎาคมนี้ โดยงานนี้นอกจากจะเป็นเวทีสำคัญในการขับเคลื่อนการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกแล้ว ยังเป็นเสมือนหน้าต่างที่สะท้อนนวัตกรรมและความมีชีวิตชีวาของนครเฉิงตูได้อย่างเด่นชัด

รัฐบาลประชาชนเทศบาลนครเฉิงตู ในฐานะผู้จัดงาน เปิดเผยว่า สัปดาห์ดิจิทัลครั้งนี้อัดแน่นด้วยกิจกรรมหลากรูปแบบ ครอบคลุม 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ การนำเสนอความสำเร็จในภาคอุตสาหกรรม การเผยแพร่วัฒนธรรมเทียนฟู่ ตลอดจนความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า โดยมีเป้าหมายเพื่อต่อยอดแรงขับเคลื่อนจากการประชุม ในการผลักดันภาคอุตสาหกรรมการผลิตและเศรษฐกิจดิจิทัลของนครเฉิงตูให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ พร้อมทั้งยกระดับภาพลักษณ์เด่นของเมืองนี้ในฐานะมหานครดิจิทัล อัจฉริยะ และมีความเป็นสากล

ทำไมต้องเป็นนครเฉิงตู คำตอบสำคัญอยู่ที่ยุทธศาสตร์ในการขยายอาณาเขตเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมุ่งสู่พื้นที่ทางตะวันตก

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ความร่วมมือทางดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมักกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ชายฝั่งที่พัฒนาแล้วเป็นหลัก ดังนั้น การที่การประชุมนี้จัดขึ้น ณ พื้นที่ตอนในใจกลางแผ่นดินใหญ่ของจีนเป็นครั้งแรก จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ความร่วมมือระดับภูมิภาค นครเฉิงตูนำโครงการระดับชาติอย่าง "ข้อมูลตะวันออก ประมวลผลตะวันตก" มาต่อยอด ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีความมั่นคงและยืดหยุ่นสูง พร้อมรองรับเวทีเจรจาพหุภาคีระดับสูงอย่างเต็มศักยภาพ การขยับย้ายหมุดหมายทางภูมิศาสตร์จาก "เมืองหน้าด่านชายฝั่ง" สู่การเป็น "ศูนย์กลางพื้นที่ตอนใน" ในครั้งนี้ ได้เปิดมิติใหม่และขยายพื้นที่ความร่วมมือให้กว้างขวางยิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างสมดุล พร้อมแบ่งปันผลประโยชน์ทางดิจิทัลร่วมกันอย่างทั่วถึงทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

นอกจากนี้ นครเฉิงตูยังเป็นเสมือนหน้าต่างบานสำคัญ ที่สะท้อนพลังแห่งนวัตกรรมในภาคดิจิทัลของจีนได้อย่างเด่นชัด

ที่ผ่านมา สังคมโลกมักมีภาพจำต่อพื้นที่ทางตะวันตกของจีนเพียงในมิติของทรัพยากรธรรมชาติ ขณะที่ศักยภาพด้านนวัตกรรมที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วกลับได้รับความสนใจเพียงเล็กน้อย ทว่าในปี 2568 ภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของนครเฉิงตู สามารถกวาดรายได้จากการดำเนินงานรวมสูงถึง 1.79 ล้านล้านหยวน ปัจจุบัน นครเฉิงตูได้บ่มเพาะกลุ่มอุตสาหกรรมระดับล้านล้านหยวนขึ้นมาถึง 2 กลุ่ม ได้แก่ อุตสาหกรรมสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ พร้อมทั้งผลักดันห่วงโซ่อุตสาหกรรมหลักอีก 11 สาย ให้มีมูลค่าการผลิตทะลุ 1 แสนล้านหยวน ซึ่งครอบคลุมถึงอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีการบินและอวกาศ นอกจากนี้ นครเฉิงตูยังได้ติดตั้งสถานีฐาน 5G ไปแล้วมากกว่า 80,000 แห่ง และวางระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลแบบครบวงจรหลายระดับ ที่ผสานรวมทั้ง "การประมวลผลสมรรถนะสูง การประมวลผลอัจฉริยะ การประมวลผลทั่วไป และการประมวลผลแบบเอดจ์" ส่งผลให้มีสมรรถนะการประมวลผลรวมสูงกว่า 20,000P ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรม AI แกนหลักของนครเฉิงตูก็มีมูลค่าทะลุหลัก 1.5 แสนล้านหยวน โดยมีอัตราการเติบโตเมื่อเทียบรายปีสูงถึงประมาณ 39% พร้อมก้าวขึ้นสู่การเป็นหนึ่งใน "เมืองผู้นำ" จากการจัดอันดับในรายงานดัชนีการพัฒนา AI ระดับเมืองของประเทศจีนอีกด้วย

ด้วยแรงขับเคลื่อนจากอุตสาหกรรมสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ ปัญญาประดิษฐ์ ตลอดจนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และวัฒนธรรมดิจิทัล ส่งผลให้มูลค่าเพิ่มจากภาคส่วนหลักในเศรษฐกิจดิจิทัลของนครเฉิงตู คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 15% ในผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของเฉิงตู โดยหนึ่งในผลงานอันเป็นที่ประจักษ์คือภาพยนตร์แอนิเมชันฝีมือการสร้างของนครเฉิงตูเรื่อง Ne Zha 2 (นาจา 2) ที่สามารถทุบสถิติรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของภาพยนตร์จีน ด้วยยอดขายตั๋วทะลุ 1 หมื่นล้านหยวน พร้อมก้าวขึ้นเป็นต้นแบบในการผสานวิทยาศาสตร์เข้ากับภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ดิจิทัลของเมืองนี้อย่างลงตัว

ศักยภาพในการเปลี่ยนเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัจฉริยะให้เกิดผลผลิตที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมนี้ ถือเป็น "ความแน่นอน" ที่เศรษฐกิจโลกกำลังแสวงหาอย่างเร่งด่วนท่ามกลางภาวะการฟื้นตัว และสำหรับเขตเศรษฐกิจต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นครเฉิงตูไม่ได้มอบเพียงแค่โอกาสทางตลาดเท่านั้น แต่นำเสนอโซลูชันเชิงระบบสำหรับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ตลอดจนการทดสอบและพิสูจน์การใช้งานจริงในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างครบวงจร

ยิ่งไปกว่านั้น มนตร์เสน่ห์ทางวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ ผสานกับอัตลักษณ์ของเมืองที่เปิดกว้างและพร้อมโอบรับความหลากหลาย ได้เข้ามาเติมความอบอุ่นในมิติความเป็นมนุษย์ให้กับการแลกเปลี่ยนทางเทคโนโลยีที่อาจดูแข็งกระด้าง ด้วยศักยภาพของศูนย์กลางการบินจากสองท่าอากาศยานนานาชาติที่เชื่อมโยงเมืองสู่เวทีโลก ควบคู่กับระบบนิเวศนวัตกรรมที่เปิดรับความร่วมมือระดับสากล นครเฉิงตูได้ผลักดันหลักการเปิดกว้างและความร่วมมือให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อนำเสนอแนวทางแบบเฉิงตูในการเชื่อมโยงโลกยุคดิจิทัล

นครเฉิงตูตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน ถือเป็นศูนย์กลางสำคัญด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการคมนาคมขนส่งของภูมิภาคตะวันตก ด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 2,300 ปี เมืองแห่งนี้จึงเป็นที่รู้จักโด่งดังระดับโลก ทั้งจากระบบชลประทานตูเจียงเยี่ยน ถิ่นกำเนิดแพนด้ายักษ์ และวัฒนธรรมอาหารอันเลื่องชื่อ ปัจจุบันนครเฉิงตูมีประชากรอยู่อาศัยถาวรกว่า 21 ล้านคน โดยมีท่าอากาศยานนานาชาติระดับ 4F ถึงสองแห่งคอยเชื่อมโยงการเดินทางสู่จุดหมายปลายทางทั่วโลก ณ มหานครแห่งนี้ อารามโบราณตั้งตระหง่านอยู่เคียงข้างย่านเทคโนโลยีและการเงินอันทันสมัย สะท้อนการอยู่ร่วมกันของอารยธรรมดั้งเดิมและความล้ำยุคได้อย่างกลมกลืน จนกลายเป็นเมืองที่สะกดใจผู้มาเยือนจนไม่อยากจากไป

ที่มา: รัฐบาลประชาชนเทศบาลนครเฉิงตู

ภูเขาหนิวโส่วซาน เมืองหนานจิง ชวนสัมผัสมนตร์เสน่ห์ตามแบบฉบับวิถีเซนอันสง่างาม พร้อมพาทุกคนหลบร้อนเยียวยาจิตใจ

 เขตท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมภูเขาหนิวโส่วซาน

ท่ามกลางฤดูร้อนอันร้อนระอุที่ปกคลุมทั่วเมืองหนานจิง พร้อมระลอกความร้อนที่แผ่ขยายไปตามท้องถนน เขตท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมภูเขาหนิวโส่วซานได้ผลัดเปลี่ยนความอ่อนโยนของฤดูใบไม้ผลิ สู่ความร่มรื่นของผืนป่าเขียวขจีอันอุดมสมบูรณ์และมวลเมฆที่ลอยล่องอย่างงดงาม ทัศนียภาพขุนเขาและสายน้ำตามวิถีเซนผสานรวมกับมรดกทางวัฒนธรรมอันลึกซึ้งได้อย่างลงตัว โดยยามกลางวันจะเผยทิวทัศน์อันสงบเงียบที่ช่วยเยียวยาจิตใจ ขณะที่ยามค่ำคืนจะตระการตาด้วยแสงไฟเปล่งประกายสว่างไสว มนตร์เสน่ห์คู่ขนานทั้งกลางวันและกลางคืนนี้ ได้ถักทอเป็นภาพม้วนการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา รักษาสมดุลระหว่างความเคลื่อนไหวและความสงบเงียบ ทั้งยังเชื่อมโยงอดีตเข้ากับยุคปัจจุบันได้อย่างกลมกลืน ส่งให้ภูเขาหนิวโส่วซานกลายเป็นสถานที่เร้นกายอันงดงามดั่งบทกวี สำหรับการพักผ่อนหย่อนใจและซึมซับเสน่ห์ทางวัฒนธรรมในฤดูร้อนของเมืองหนานจิง

สัมผัสธรรมชาติเยียวยาใจในผืนป่า พร้อมสุนทรียภาพทางวัฒนธรรมยามกลางวัน

ยามฤดูร้อน ทิวเขาสลับซับซ้อนอันเขียวขจีของภูเขาหนิวโส่วซานจะกลายเป็นดินแดนแห่งความร่มรื่น ที่ช่วยปลีกวิเวกออกจากความวุ่นวายของโลกภายนอก สายลมแห่งขุนเขาที่พัดผ่านแมกไม้ได้หอบนำเอากลิ่นหอมหวานจากสระบัว กลิ่นอายธรรมชาติของพฤกษานานาพันธุ์ และกลิ่นไม้จันทน์หอมอ่อน ๆ ที่ลอยมาจากอารามโบราณ มาช่วยประโลมและผ่อนคลายความว้าวุ่นในจิตใจของผู้มาเยือนได้อย่างนุ่มนวล นักท่องเที่ยวสามารถเลือกนั่งพักผ่อนริมลำธารอันสงบเงียบเพื่อปรับจิตใจให้ผ่อนคลาย หรือร่วมทำสมาธิท่ามกลางแสงแดดรำไรที่ลอดผ่านร่มไม้ นอกจากนี้ ยังสามารถร่วมพิธีบำบัดด้วยขันครวญกลางผืนป่า และกิจกรรมบำบัดด้วยคลื่นเสียงยามค่ำคืนใต้แสงดาว โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการทำสมาธิคอยดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อนำพาผู้ร่วมกิจกรรมออกเดินทางสู่การฟื้นฟูร่างกายและจิตใจอย่างอ่อนโยนท่ามกลางอ้อมกอดของธรรมชาติ

ปีนี้มีการเปิดอาคารจัดแสดงนิทรรศการทางวัฒนธรรมให้กับสาธารณชนอย่างเป็นทางการ 2 แห่งใหม่ด้วยกัน ได้แก่ พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ที่ถ่ายทอดเรื่องราวอันทรงคุณค่าตลอดพันปีไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นประวัติความเป็นมาของนิกายฉานหนิวโถ่ว มหากาพย์การเดินทางท่องโลกทางทะเลของแม่ทัพเจิ้งเหอ และชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของแม่ทัพเย่ว์เฟย ณ ภูเขาหนิวโถ่ว ขณะที่พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมพุทธศาสนาแห่งหนานจิง นำเสนอนิทรรศการพิเศษที่จัดแสดงมรดกทางวัฒนธรรมเซนอันสืบทอดในเมืองหนานจิงยาวนานกว่า 1,800 ปี นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยีแสงและเงาดิจิทัลมาเติมชีวิตชีวาให้กับงานหัตถกรรมอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ช่วยเนรมิตภูมิปัญญาโบราณที่เคยซ่อนตัวในประวัติศาสตร์ให้กลับมามีชีวิตและสัมผัสได้อย่างสมจริง ขณะเดียวกัน งานสัปดาห์วัฒนธรรมเส้นทางสายไหมทางทะเล ซึ่งจัดขึ้นในเดือนกรกฎาคม ได้รวบรวมเหล่านักวิชาการด้านวัฒนธรรมทั้งในและต่างประเทศ มาร่วมเจาะลึกประวัติศาสตร์การหลอมรวมทางวัฒนธรรมบนเส้นทางสายการค้าทางทะเลโบราณ สำหรับเยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมทัศนศึกษา จะได้สัมผัสประสบการณ์ตรงผ่านการจำลองภาพจิตรกรรมฝาผนังตุนหวง และเรียนรู้ศาสตร์แห่งหัตถกรรมตีแผ่นทองคำอันเป็นเอกลักษณ์ของเมืองหนานจิง มรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าจึงถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นประสบการณ์ที่เข้าถึงได้ง่าย พร้อมสร้างความประทับใจให้แก่ผู้มาเยือนทุกคนที่ได้ก้าวเท้าเข้าสู่ดินแดนแห่งนี้

ท่องมิติแสงเงาแห่งวิถีเซน พร้อมเปิดประสบการณ์ท่องราตรีสุดตระการตา

ยามอาทิตย์อัสดงเคลื่อนปกคลุมเหนือโดมเหมืองเก่า แสงไฟนับไม่ถ้วนที่ตำหนักอุษณิสสร (Buddha Top Palace) ก็พลันสว่างไสว เปล่งประกายระยิบระยับสะท้อนบนผิวน้ำอันเรียบสงบดั่งกระจกเงา ท่ามกลางการสอดประสานของแสงเงาที่สลับซับซ้อนระหว่างความจริงและความฝัน สถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่อลังการนี้ได้ผลัดเปลี่ยนความงดงามอันน่าเกรงขามยามกลางวัน มาสู่ความตระการตาอันละมุนอ่อนโยนและเปี่ยมด้วยมนตร์เสน่ห์ชวนฝัน นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมท่องโลกวัฒนธรรมยามค่ำคืนสุดพิเศษต้อนรับฤดูร้อนตลอดทั้งฤดูกาล โดยผู้เข้าชมสามารถถือแผนที่นำเที่ยวเดินสำรวจไปตามระเบียงทางเดินของตำหนัก พร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเหล่า NPC ที่รับบทเป็นช่างฝีมือผู้สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ และสะสมตราประทับงานหัตถกรรมตลอดเส้นทางเพื่อนำไปแลกรับของที่ระลึกเชิงสร้างสรรค์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ขณะเดียวกัน บริเวณสวนด้านหน้าตำหนักอุษณิสสรยังตระการตาด้วยการแสดงชุดพิเศษในธีมดอกบัว นำโดยเหล่าเทพธิดาดอกบัวที่มาร่ายรำนำทาง พร้อมภาพจำลองกวีและนักปราชญ์โบราณที่มาร่วมประพันธ์บทกวีริมสายน้ำ เคล้าคลอด้วยเสียงบรรเลงกู่เจิงและขลุ่ยไม้ไผ่อันไพเราะพลิ้วไหวไปตามสายน้ำ ถักทอเป็นภาพบรรยากาศค่ำคืนฤดูร้อนตามแบบฉบับจีนโบราณที่ทั้งอ่อนช้อยและงดงามดั่งบทกวี

ตลอดฤดูร้อนนี้ยังมีความบันเทิงหลากหลายรูปแบบทั้งแนวคึกคักและผ่อนคลายรอต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกท่าน โดยมีเส้นทางประดับแสงสีรอบภูเขาระยะทาง 3.6 กิโลเมตร ที่ใช้จัดกิจกรรมให้วิ่งกลางคืนกันได้สนุก ๆ ขณะเดียวกัน การแสดงดนตรีสดบนสนามหญ้าใต้แสงดาวก็พร้อมสร้างบรรยากาศปาร์ตี้กลางแจ้งอันแสนผ่อนคลาย ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นสายกิจกรรมหรือสายชิล ส่วนในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ครอบครัวจำนวนมากต่างเดินทางมารับสายลมเย็นยามค่ำคืน โดยเด็ก ๆ ได้ร่วมสัมผัสเสน่ห์งานหัตถกรรมอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ พร้อมย้อนรอยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ท่ามกลางพระราชวังที่ประดับไฟอย่างตระการตา พร้อมเสียงหัวเราะและบทสนทนาอันสดใสของเด็ก ๆ กังวานอย่างแผ่วเบาไปทั่วขุนเขา

ฤดูร้อนนี้ ภูเขาหนิวโส่วซานได้รวบรวมทุกเสน่ห์อันน่าหลงใหลช่วงกลางฤดูร้อนของเมืองหนานจิงไว้ได้อย่างครบครัน โดยยามกลางวันพร้อมมอบประสบการณ์การทำสมาธิกลางผืนป่า สำรวจเส้นทางวัฒนธรรม และกิจกรรมทัศนศึกษา ส่วนยามค่ำคืนจะเนรมิตดินแดนแห่งแสงและเงาอันตระการตา พร้อมการแสดงศิลปวัฒนธรรมจีนโบราณอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการผสานธรรมชาติบำบัดตามวิถีเซน การสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมที่มีชีวิต การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม การส่งเสริมสุนทรียศาสตร์แก่เยาวชน ตลอดจนกิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจสำหรับคนทุกวัย ขุนเขาแห่งนี้จึงใช้ทัศนียภาพทางธรรมชาติเป็นเสมือนผืนผ้าใบ และใช้มรดกทางวัฒนธรรมเป็นดั่งจิตวิญญาณ ทลายกำแพงความซับซ้อนของประวัติศาสตร์นับพันปี เพื่อถ่ายทอดสู่ผู้เดินทางทุกท่านได้อย่างอบอุ่นและมีชีวิตชีวา

ขอเชิญชวนทุกท่านหลีกหนีความวุ่นวายของการจราจรในเมืองใหญ่ มาสลัดทิ้งความว้าวุ่นใจท่ามกลางสายลมอันสดชื่น ท้องฟ้าพร่างดาว และมนตร์เสน่ห์แห่งวิถีเซนอันไร้กาลเวลา ณ ภูเขาหนิวโส่วซาน เพื่อค้นพบความสงบอันลึกซึ้งภายในจิตใจ พร้อมสัมผัสมนตร์เสน่ห์แห่งฤดูร้อนอันแสนอ่อนโยนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ณ ผืนป่าแห่งขุนเขาเมืองหนานจิง

ที่มา: เขตท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมภูเขาหนิวโส่วซาน

Elegant Zen Charm of Niushou Mountain: Discover the Most Relaxing Summer Serenity in Nanjing


 Niushou Mountain Cultural Tourism Zone

As sweltering summer heat shrouds Nanjing and hot waves surge through city streets, Niushou Mountain Cultural Tourism Zone sheds its gentle spring grace, covered in lush green woods and surrounded by leisurely sea of clouds. Its mountain-and-water Zen scenery blends harmoniously with profound cultural heritage. Tranquil healing landscapes unfold by day, while dazzling lights glow radiantly after dark. The dual charms of day and night weave a vivid cultural tourism scroll balancing dynamism and tranquility, bridging ancient and modern times, making it a poetic hidden retreat for summer leisure and cultural immersion in Nanjing.

Mountain Forest Healing & Daytime Cultural Feasts

In summer, the layered green ridges of Niushou Mountain form a cool sanctuary shut off from the hustle and bustle of the outside world. Mountain breezes drift through the woods, carrying the sweet fragrance of lotus ponds, mild scent of plants and trees, and faint sandalwood drifting from ancient temples, gently soothing restlessness deep in visitors' hearts. People may sit quietly by mountain streams to calm the mind, or meditate peacefully amid dappled forest light. Guests can also attend mountain singing bowl rituals and starry-night sound healing sessions guided by professional meditation instructors, embarking on a gentle journey of physical and mental rejuvenation amid nature.

Two brand-new cultural exhibition halls opened to the public this year. The Cultural and History Museum fully chronicles the thousand-year stories of the Niutou Chan School, Zheng He's maritime voyages, and General Yue Fei's great victory at Niutou Mountain. The Nanjing Buddhist Culture Museum presents special exhibitions showcasing 1,800 years of Zen heritage in Nanjing. Digital light and shadow technologies revitalize traditional intangible cultural heritage crafts, letting long-buried craftsmanship become tangible and immersive. The Maritime Silk Road Culture Week, held in July, brings together cultural scholars from home and abroad to explore the history of cultural integration along the ancient maritime trade route. Young students participating in study tours can copy Dunhuang murals and learn the craft of Nanjing gold foil forging. Weighty historical and cultural heritage is thus transformed into accessible daily experiences, touching every visitor who steps foot here.

Light & Shadow Zen Realm & Immersive Night Tour

As twilight drapes over the mine pit dome, countless lights of the Buddha Top Palace flicker to life, their shimmering reflections rippling across mirror-like ponds. Amid the interplay of reality and illusion, the grand architecture softens from its solemn daytime demeanor into an ethereal, gentle wonder. A limited summer-long night cultural exploration experience runs throughout the season: visitors wander the palace corridors with guide maps, chatting with live NPCs portraying intangible cultural heritage artisans. Collected craft imprints gathered along the way can be exchanged for exclusive cultural and creative souvenirs. Lotus-themed performances also take place in the front garden of the Buddha Top Palace, featuring lotus fairies leading the way and ancient literati composing poems along the waterfront. The melodious tunes of guzheng and bamboo flutes float with flowing water, painting the subtle, graceful poetic charm of a traditional Chinese summer night.

Lively, laid-back amusements also await guests this summer. The 3.6-kilometer mountain ring light-and-shadow track hosts fun night runs, while lawn starry-night live band performances create mellow outdoor parties, catering to both active and laid-back tastes. Many family groups come on weekends to embrace the evening breeze. Children get to experience intangible cultural crafts and trace historical tales amid light-adorned palaces, their light chatter echoing softly through the mountain woods.

This summer, Niushou Mountain encapsulates all the enchanting delights of midsummer in Nanjing. Days bring forest meditation, cultural exploration and elegant study tours; nights unfold light-and-shadow wonderlands and traditional Chinese performances. Blending mountain forest Zen healing, living heritage inheritance, cross-cultural exchanges, free public aesthetic education for youth, and all-age leisure experiences, the entire mountain relies on natural landscapes as its canvas and cultural heritage as its soul. It strips millennia of profound culture of its heavy barriers, presenting it to ordinary travelers in a warm, vivid manner.

Step away from the noisy urban traffic, cast off all restlessness amid Niushou Mountain's refreshing breezes, starry skies and timeless Zen charm, find lasting peace and calm within, and embrace the gentle summer magic unique to Nanjing's mountain wilderness.

Source: Niushou Mountain Cultural Tourism Zone

หน่วยธุรกิจพอลิเมอร์สมรรถนะสูงของบริษัท ไดเซล คอร์ปอเรชัน เปิดตัว DURACON (R) POM ไลน์ใหม่ ผสมวัสดุรีไซเคิล 30%

 หน่วยธุรกิจพอลิเมอร์สมรรถนะสูงของบริษัท ไดเซล คอร์ปอเรชัน

หน่วยธุรกิจพอลิเมอร์สมรรถนะสูง (HPPs) ของบริษัท ไดเซล คอร์ปอเรชัน (Daicel Corporation) หรือเดิมคือบริษัท โพลีพลาสติกส์ จำกัด (Polyplastics Co., Ltd.) ซึ่งเป็นผู้นำระดับโลกด้านพลาสติกวิศวกรรม เปิดตัว DURACON (R) POM รวม 4 เกรดใหม่ ที่มีส่วนผสมของวัสดุรีไซเคิลจากสินค้าใช้งานแล้ว (PCR) ในสัดส่วน 30% โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ PCR-POM ใหม่นี้ มีให้เลือกทั้งเกรด "มาตรฐาน, VOC ต่ำ, แบบลื่น และแบบเหนียว" ซึ่งช่วยให้ลูกค้าเลือกใช้วัสดุได้ตรงตามความต้องการของแต่ละกลุ่มงาน

รูปภาพ: https://cdn.kyodonewsprwire.jp/prwfile/release/M100475/202607152558/_prw_PI1fl_4193114y.png

วัสดุเกรดใหม่ที่พัฒนาขึ้นนี้ได้เผยโฉมเป็นครั้งแรกในงาน CHINAPLAS 2026 ณ นครเซี่ยงไฮ้ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดย PCR-POM เกรดมาตรฐานนั้น มีอัตราการไหลของเม็ดพลาสติกหลอมเหลว อยู่ที่ระดับ 9 ในขณะที่เกรดปล่อยสาร VOC ต่ำ มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ของ OEM ส่วนเกรดลื่นนั้นช่วยลดแรงเสียดทานได้อย่างโดดเด่น สำหรับเกรดเหนียวก็ยังคงประสิทธิภาพการใช้งานได้ทัดเทียมกับ POM บริสุทธิ์

นับตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา ไดเซลได้ให้บริการ Re-compounding ภายใต้แบรนด์ DURACIRCLE (R) เพื่อนำเศษพลาสติกจากโรงงานของลูกค้ากลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล โดยที่ผ่านมานั้นเน้นไปที่การรีไซเคิลขยะจากภาคอุตสาหกรรม (PIR) หรือการนำเศษวัสดุที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการผลิตกลับมาใช้ใหม่ ทว่าผลิตภัณฑ์ PCR-POM ที่อยู่ระหว่างการพัฒนานี้ จะเป็นการนำ POM ที่ผ่านการใช้งานจริงจากผู้บริโภคในตลาด นำกลับมารีไซเคิลเป็นวัตถุดิบในการผลิตอีกครั้ง

การนำวัสดุ PCR มาใช้นั้น มีปัญหาท้าทายสำคัญอยู่ที่ความไม่นิ่งของคุณสมบัติในตัววัสดุและการรักษาคุณภาพให้ได้มาตรฐานคงที่ แต่ไดเซลงัดใช้ความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาอย่างยาวนานในด้านเทคโนโลยีคอมพาวด์และระบบควบคุมคุณภาพ เพื่อให้คุณสมบัติทางกลที่สำคัญยังคงรักษาประสิทธิภาพในระดับที่เทียบเท่ากับเกรดดั้งเดิมได้ แม้จะมีส่วนผสมของวัสดุรีไซเคิลสูงถึง 30% ก็ตาม (อ้างอิงจากการทดสอบภายในบริษัทฯ)

ทั้งนี้ DURACON (R) POM มีผู้นำไปใช้อย่างแพร่หลายในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม โดยมีจุดเด่นในเรื่องความแข็งแรงทนทานทางกลสูง ความทนทานต่อการสึกหรอ คุณสมบัติลดแรงเสียดทาน ตลอดจนความเสถียรทางขนาด จึงนิยมนำไปใช้ในงานผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ เช่น เฟือง ข้อต่อ ชิ้นส่วนความละเอียดสูง และชิ้นส่วนยานยนต์

ไดเซลยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ PCR-POM ให้ตอบโจทย์ความต้องการได้หลากหลายยิ่งขึ้น

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชม: https://hpps.daicel.com/global/s/ourapproach/a5nRB000005SAUbYAO/272?language=en_US

เกี่ยวกับหน่วยธุรกิจพอลิเมอร์สมรรถนะสูงของบริษัท ไดเซล คอร์ปอเรชัน: https://kyodonewsprwire.jp/attach/202607152558-O1-06622HZp.pdf

DURACON (R) เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของบริษัท ไดเซล คอร์ปอเรชัน ในประเทศญี่ปุ่นและประเทศอื่น ๆ

ที่มา: หน่วยธุรกิจพอลิเมอร์สมรรถนะสูงของบริษัท ไดเซล คอร์ปอเรชัน

Daicel Corporation HPPs SBU Unveils New DURACON (R) POM Line with 30% Recycled Content

Daicel Corporation High Performance Polymers SBU

Daicel Corporation's High Performance Polymers (HPPs) SBU (formerly Polyplastics Co., Ltd.), a global leader in engineering plastics, has launched four new DURACON (R) POM grades containing 30% post-consumer recycled (PCR) material. This new PCR-POM offering includes "standard, low VOC, sliding, and tough" grades which enable customers to select the material that suits their applications needs.

Image: https://cdn.kyodonewsprwire.jp/prwfile/release/M100475/202607152558/_prw_PI1fl_4193114y.png

These newly developed grades were first unveiled at CHINAPLAS 2026 held in Shanghai in April. The standard PCR-POM grade offers a melt flow rate of 9 while low VOC materials meet OEM requirements. The sliding grade offers significantly better sliding properties while tough materials deliver the same performance as virgin POM grades.

Since 2023, Daicel has offered DURACIRCLE (R) re-compounding service which recycles plastic scrap collected from customer plants. While the previous focus was on post-industrial recycling (PIR) which reuses scrap generated during manufacturing, the PCR-POM currently under development utilizes POM that has been used in the market as a recycled raw material.

A major challenge in utilizing PCR materials is variability in properties and ensuring consistent quality. Leveraging its long-standing compounding expertise and quality control technologies, Daicel has confirmed that key mechanical properties remain at levels comparable to conventional grades, even with 30% recycled content (based on in-house test conditions).

DURACON (R) POM has been adopted across a wide range of industrial sectors. It features high mechanical strength/rigidity, excellent wear resistance, sliding properties, and high dimensional stability. It is widely used in applications such as gears, connectors, precision parts, and automotive components.

Daicel is undertaking further development activities with the aim of expanding its PCR-POM offering to meet a wider range of needs.

For more information, visit: https://hpps.daicel.com/global/s/ourapproach/a5nRB000005SAUbYAO/272?language=en_US

About Daicel Corporation High Performance Polymers SBU
https://kyodonewsprwire.jp/attach/202607152558-O1-06622HZp.pdf

DURACON (R) is a registered trademark of Daicel Corporation in Japan and other countries.

Source: Daicel Corporation High Performance Polymers SBU

Thursday, July 23, 2026

มาห์เลพัฒนาระบบนิเวศเพื่อธุรกิจอู่ซ่อมรถแห่งอนาคต

 

  • มาห์เล ไลฟ์ไซเคิล แอนด์ โมบิลิตี้ นำชิ้นส่วนยานยนต์ ความเชี่ยวชาญ การตรวจวิเคราะห์ และอุปกรณ์สำหรับอู่ซ่อมรถมาเชื่อมโยงเข้าด้วยกันภายในระบบนิเวศครบวงจรรูปแบบใหม่
  • MAHLE Workshop Portal จะได้รับการเปิดตัวเป็นครั้งแรกของโลกที่งาน Automechanika Frankfurt 2026
  • MAHLE Battery Workshop Support ช่วยให้การตัดสินใจซ่อมแบตเตอรี่แรงดันสูงเป็นเรื่องง่ายขึ้น
  • MAHLE Mobile Service ยกระดับการบริการแห่งอนาคต ด้วยศูนย์บริการเคลื่อนที่ที่พร้อมไปหาลูกค้าถึงที่
  • ความร่วมมือของมาห์เลกับโรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส ช่วยให้อู่ซ่อมรถสามารถทดสอบเซนเซอร์เรดาร์หลังการซ่อมได้ตามมาตรฐานเป็นครั้งแรก
  • มาห์เลตั้งเป้าขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าจาก 1,000 รายการในปัจจุบัน เป็นมากกว่า 2,000 รายการภายในปีพ.ศ. 2573
  • ใหม่! ไส้กรองอากาศในห้องโดยสาร CareMetix® Natural ที่ผสานขนแกะเข้ากับเทคโนโลยีการกรอง ช่วยปรับปรุงคุณภาพอากาศภายในห้องโดยสารได้อย่างมีนัยสำคัญ

มาห์เล ไลฟ์ไซเคิล แอนด์ โมบิลิตี้ (MAHLE Lifecycle and Mobility) สนับสนุนให้อู่ซ่อมรถยนต์อิสระก้าวข้ามจากอู่ซ่อมแบบดั้งเดิมสู่การเป็นศูนย์บริการดิจิทัลอย่างเต็มตัว โดยแผนกชิ้นส่วนอะไหล่และบริการของบริษัทผู้จัดจำหน่ายชิ้นส่วนและเทคโนโลยียานยนต์จากเมืองชตุทท์การ์ทรายนี้ กำลังพัฒนาระบบนิเวศแบบบูรณาการที่เชื่อมโยงชิ้นส่วนยานยนต์ อุปกรณ์ในอู่ซ่อม ความเชี่ยวชาญทางเทคนิค และระบบตรวจวิเคราะห์เข้าด้วยกันอย่างชาญฉลาด


หัวใจของระบบนี้คือ MAHLE Workshop Portal แพลตฟอร์มบนระบบคลาวด์ที่ทันสมัย รวบรวมข้อมูลทางเทคนิค โอกาสในการฝึกอบรม โซลูชันการซ่อมแซม และการสนับสนุนเฉพาะบุคคลไว้ในที่เดียว นอกจากนี้ยังมี MAHLE Battery Workshop Support ที่จะช่วยให้อู่ซ่อมรถตัดสินใจซ่อมแบตเตอรี่แรงดันสูงได้อย่างปลอดภัย รวดเร็ว และคุ้มค่า ส่วน MAHLE Mobile Service จะช่วยให้อู่ซ่อมรถมืออาชีพให้บริการนอกสถานที่แก่ลูกค้าทั่วไปหรือผู้ประกอบการฟลีตรถยนต์ได้โดยตรง ยิ่งไปกว่านั้น ความร่วมมือกับโรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส (Rohde & Schwarz) ยังทำให้มาห์เลสามารถเปิดตัวระบบทดสอบเซนเซอร์เรดาร์หลังการซ่อมแซมที่ได้มาตรฐานเป็นครั้งแรก ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีในตลาดอะไหล่ทดแทน ทั้งนี้ มาห์เลตั้งเป้าเติบโตผ่านการจัดหาชิ้นส่วนอะไหล่สำหรับระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า โดยมีแผนจะขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าจาก 1,000 รายการในปัจจุบัน เป็นมากกว่า 2,000 รายการภายในปี 2573 ขณะที่ล่าสุด บริษัทเตรียมเปิดตัวไส้กรองอากาศในห้องโดยสารรุ่นใหม่ CareMetix® Natural ที่ช่วยปรับปรุงคุณภาพอากาศภายในรถยนต์ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเป็นครั้งแรกของการนำเทคโนโลยีการกรองที่ยั่งยืนและประหยัดพลังงานมาผสานเข้ากับขนแกะ มาห์เลจะนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการใหม่เหล่านี้ รวมถึง Workshop Portal ภายใต้สโลแกน “Your Growth. Our Expertise.” (การเติบโตของคุณ คือความเชี่ยวชาญของเรา) ในงาน Automechanika ณ Frankfurt am Main (Hall 9) ระหว่างวันที่ 8-12 กันยายน 2569

ฟิลิปป์ กรอสเซ ไคลมันน์

“อู่ซ่อมรถแห่งอนาคตกำลังก้าวข้ามจากการเป็นเพียงร้านซ่อมรถ ไปสู่การเป็นศูนย์บริการสำหรับยานยนต์ที่เชื่อมต่อ ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า และควบคุมด้วยซอฟต์แวร์มากขึ้นเรื่อย ๆ และมาห์เลกำลังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้” ฟิลิปป์ กรอสเซ ไคลมันน์ (Philipp Grosse Kleimann) สมาชิกคณะกรรมการบริหารของมาห์เล และหัวหน้าหน่วยธุรกิจมาห์เล ไลฟ์ไซเคิล แอนด์ โมบิลิตี้ กล่าวในงาน MAHLE Media Tech Day ณ เมืองชตุทท์การ์ท “การพัฒนามาห์เล ไลฟ์ไซเคิล แอนด์ โมบิลิตี้ อย่างต่อเนื่อง จากผู้จัดหาชิ้นส่วนสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันครบวงจร คือการวางรากฐานให้อู่ซ่อมรถยนต์อิสระยังคงดำเนินธุรกิจได้อย่างแข็งแกร่งและเป็นอิสระต่อไป มาห์เลทำงานใกล้ชิดกับทั้งผู้ค้าส่งอะไหล่และอู่ซ่อมรถ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้คนจะเดินทางได้อย่างไม่สะดุด”

MAHLE Workshop Portal คือแพลตฟอร์มข้อมูลส่วนกลาง

MAHLE Workshop Portal

Workshop Portal เป็นบริการฟรีสำหรับคนทำงานในอู่ซ่อมรถทุกระดับ ตั้งแต่ช่างเทคนิค ที่ปรึกษาด้านบริการ ไปจนถึงเจ้าของอู่ ออกแบบมาเพื่อช่วยให้กลุ่มคนเหล่านี้เรียนรู้เทคโนโลยียานยนต์ใหม่ ๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และคว้าโอกาสทางธุรกิจเพิ่มเติม

หัวใจของพอร์ทัลนี้คือระบบสนับสนุนทางเทคนิคแบบเบ็ดเสร็จ ที่มาพร้อมฟีเจอร์อัจฉริยะขับเคลื่อนด้วย AI และระบบแจ้งปัญหาโดยตรง ให้อู่ซ่อมรถเข้าถึงความรู้จากผู้เชี่ยวชาญได้อย่างรวดเร็ว พร้อมรับความช่วยเหลือในการตรวจวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาการซ่อมแซม เสริมด้วยคลังความรู้ที่ครอบคลุม หลักสูตรอบรมออนไลน์ และข่าวสารล่าสุดในอุตสาหกรรม รวมถึงโปรแกรมสะสมคะแนนที่ยืดหยุ่น ผู้ใช้สามารถสะสมคะแนนได้ทั้งจากการฝึกอบรม การเข้าร่วมกิจกรรม และการซื้อสินค้า ด้วยการออกแบบที่รองรับทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป พอร์ทัลนี้จึงตอบโจทย์การทำงานประจำวันของอู่ซ่อมที่กำลังก้าวสู่ระบบดิจิทัลได้อย่างไร้รอยต่อ โดยจะเริ่มโครงการนำร่องในยุโรปและอเมริกาใต้ในช่วงฤดูร้อนนี้ ก่อนเปิดใช้งานจริงสำหรับอู่ซ่อมอิสระในเยอรมนีช่วงครึ่งปีหลัง และขยายไปทั่วโลกในลำดับถัดไป

ระบบตรวจวิเคราะห์แบตเตอรี่และความเชี่ยวชาญด้านระบบแรงดันสูง

ADVERTISEMENT

MAHLE Battery Workshop Support

ด้วย MAHLE Battery Workshop Support อู่ซ่อมรถจะสามารถประเมินแบตเตอรี่แรงดันสูงได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ ระบบสุดล้ำนี้สื่อสารกับแบตเตอรี่โดยตรงผ่านอินเทอร์เฟซ CAN (Controller Area Network) และให้ผลภายในไม่กี่นาที ไม่ว่าแบตเตอรี่จะยังติดตั้งอยู่ในรถหรือถูกถอดออกมาแล้วก็ตาม

ระบบจะระบุข้อบกพร่อง ประเมินสภาพแบตเตอรี่อย่างแม่นยำ และให้คำแนะนำที่ชัดเจนว่าควรซ่อม เปลี่ยนใหม่ หรือส่งต่อไปยังศูนย์ซ่อมเฉพาะทาง หากต้องการ มาห์เลยังพร้อมดูแลอู่ซ่อมตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การถอดแบตเตอรี่ การขนส่ง ไปจนถึงการจัดทำเอกสารที่จำเป็น ช่วยลดภาระงานให้อู่ซ่อม พร้อมเปิดทางให้เข้าถึงความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและโครงสร้างพื้นฐานจากภายนอกได้

โมเดลบริการรูปแบบใหม่

MAHLE Mobile Service

ในอนาคต รถยนต์ไม่จำเป็นต้องถูกนำมาที่อู่เสมอไป เพราะ MAHLE Mobile Service จะให้ช่างเทคนิคเดินทางไปหาลูกค้าด้วยรถบริการเคลื่อนที่ที่มีอุปกรณ์ครบครัน การขยายบริการออกนอกสถานที่เช่นนี้ช่วยลดระยะเวลาที่รถต้องจอดซ่อม เพิ่มความสะดวกให้ลูกค้า และเสริมความแข็งแกร่งให้กับตำแหน่งทางการตลาดของศูนย์บริการ

มาห์เลนำเสนอแนวคิดในการให้บริการอุปกรณ์และเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ ติดตั้งได้ทั้งในรถบริการคันใหม่หรือฟลีตรถที่อู่มีอยู่แล้ว และปรับแต่งให้ตรงกับความต้องการของอู่ซ่อมรถแต่ละแห่งได้ ขึ้นอยู่กับขอบเขตบริการที่ต้องการ อู่ซ่อมสามารถรวมบริการหลากหลายไว้ด้วยกัน เช่น เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง บริการระบบเบรก ตรวจสภาพรถ วิเคราะห์และอัปเดตซอฟต์แวร์ ซ่อมแบตเตอรี่สตาร์ทและระบบไฟฟ้าขนาดเล็ก ซ่อมกระจก บริการระบบปรับอากาศ ไปจนถึงตรวจวิเคราะห์แบตเตอรี่แรงดันสูง ซึ่งแนวคิดที่ก้าวล้ำนี้ได้เริ่มดำเนินการระยะนำร่องในยุโรปแล้ว

พันธมิตรที่แข็งแกร่งเพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่

การทดสอบการทำงานของเซนเซอร์เรดาร์และ ADAS

แม้ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) กำลังกลายเป็นมาตรฐานทั่วไป แต่ที่ผ่านมาอู่ซ่อมยังขาดโซลูชันที่เชื่อถือได้สำหรับปรับตั้งและทดสอบระบบเหล่านี้ ล่าสุดมาห์เลและโรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์สได้ร่วมกันปิดช่องว่างนี้ ด้วยการผสานระบบวิเคราะห์ MAHLE TechPRO® Digital ADAS 2.0 เข้ากับเครื่องทดสอบเรดาร์ความแม่นยำสูง RadEsT ของโรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส นับเป็นครั้งแรกที่อู่ซ่อมสามารถตรวจสอบการทำงานจริงของชิ้นส่วนเรดาร์ได้ด้วยการจำลองสถานการณ์จราจรจริง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นสามารถวัดผลได้ จัดทำเป็นเอกสารได้ และทำซ้ำได้ ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและรับประกันคุณภาพการซ่อมระดับมืออาชีพ ทั้งนี้ ระบบ MAHLE TechPRO® Digital ADAS 2.0 ที่ใช้งานอยู่แล้วก็สามารถติดตั้งอุปกรณ์เสริมนี้เพิ่มได้เช่นกัน

ขนแกะธรรมชาติช่วยปรับปรุงคุณภาพอากาศภายในห้องโดยสาร

ไส้กรองอากาศในห้องโดยสาร CareMetix® Natural

ความยั่งยืนคือหัวใจสำคัญในกลยุทธ์ของมาห์เล ไลฟ์ไซเคิล แอนด์ โมบิลิตี้ ตัวอย่างล่าสุดคือ ไส้กรองอากาศในห้องโดยสาร CareMetix® Natural ที่ผสานคุณภาพอากาศระดับสูงเข้ากับการใช้วัสดุอย่างมีประสิทธิภาพ จุดเด่นใหม่คือการใช้ขนแกะ ซึ่งช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของไส้กรองโดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพการกรอง

ไส้กรองนี้ดักจับฝุ่นละอองและสารมลพิษในอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนลดสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) และช่วยให้อากาศในห้องโดยสารสะอาด ไร้กลิ่นรบกวน อีกทั้งยังลดการใช้วัสดุที่อาจก่อให้เกิดไมโครพลาสติก ด้วยอายุการใช้งานที่ยาวนานและประสิทธิภาพการทำงานไม่ลดลง ไส้กรองนี้จึงเป็นโซลูชันที่ยั่งยืนทั้งสำหรับอู่ซ่อมรถและการขับขี่ในชีวิตประจำวัน

กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าเติบโตต่อเนื่อง

นับตั้งแต่ปี 2568 กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าในตลาดอะไหล่ทดแทน ได้เพิ่มชิ้นส่วนระบบอิเล็กทรอนิกส์กำลังที่สำคัญ เช่น เครื่องประจุไฟฟ้าในรถยนต์ และตัวกรองสัญญาณขาเข้า ซึ่งผลิตและส่งตรงจากโรงงาน OEM ของกลุ่มบริษัทเอง การเพิ่มชิ้นส่วนสำคัญ ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่องนี้เอง ทำให้มาห์เลสามารถขยายกลยุทธ์การนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการให้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการซ่อมแซมระบบส่งกำลังไฟฟ้า และการทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพของระบบชาร์จสมัยใหม่