Friday, May 15, 2026

Empowering International Commercial Arbitration: Guangzhou Arbitration Commission Opens Global Appli

 Guangzhou Arbitration Commission

Recently, the Guangzhou Arbitration Commission (GZAC) opens global applications for its panel of arbitrators, seeking professionals with cross-border alternative dispute resolution (ADR) experience in fields including, but not limited to, law, international trade, and commerce.

The application process is conducted entirely online through the official application platform at https://zcyselect.gziac.cn , with applications open until June 15, 2026. Priority will be given to professionals with extensive experience in legal and commercial affairs, maritime and admiralty matters, science and technology, and ADR. The Commission is particularly interested in candidates with qualifications to practice in multiple jurisdictions, recognized professional standing, substantial experience in cross-border arbitral proceedings, and proficiency in at least one of the following languages: English, French, Spanish, Arabic, Russian, or Italian. Pursuant to the Regulations on the Construction of Guangzhou International Commercial Arbitration Center , which took effect in May 2026, the GZAC will establish an internationally competitive remuneration system for arbitrators, providing overseas arbitrators with market-oriented compensation aligned with their professional expertise and contributions.

According to the 2025 International Arbitration Survey, Guangzhou was ranked among the world's most preferred seats of arbitration, while the GZAC arbitration rule was recognized as among the world's most widely used arbitration rules. To date, the Commission has handled cases involving parties from 67 countries and jurisdictions, covering international trade, cross-border investment, intellectual property, and maritime and commercial disputes. Its arbitral awards have been recognized and enforced by courts in multiple jurisdictions, including the United States and Malaysia.

The Decision-Making Body of the GZAC comprises members from six jurisdictions, bringing together prominent legal practitioners and experts from representative civil law and common law jurisdictions, Belt and Road partner countries, BRICS member states, the Hong Kong SAR, and the Chinese mainland. Its executive body is led by Professor Mark Feldman, an American expert, marking the first appointment of a foreign national to lead the executive body of a Chinese arbitration institution.

The GZAC achieved full online operation of the entire arbitration process. Its recommended standards for online arbitration - a world first - have been endorsed by 102 overseas arbitration institutions and organizations. Furthermore, the Commission has established the APEC Online Dispute Resolution Platform (APEC ODR Platform) and launched the London Hearing Centre at the International Dispute Resolution Centre (IDRC) in the UK. This initiative pioneers a landmark arbitration model, as demonstrated by its inaugural case: with Guangzhou as the seat of arbitration, and London as the hearing venue, the entire proceedings were conducted online.

In 2025, the GZAC accepted a record-breaking caseload of 27,000 filings, representing a total amount in dispute of RMB 92.1 billion. Notably, the Commission's international docket comprised 877 foreign-related cases with an aggregate value of RMB 12.3 billion. With overseas arbitrators empanelled in 610 of these proceedings, the GZAC continues to solidify its position as China's premier seat for international disputes by volume of foreign-related cases.

Source: Guangzhou Arbitration Commission

คณะกรรมการอนุญาโตตุลาการกว่างโจวเปิดรับสมัครอนุญาโตตุลาการจากทั่วโลก มุ่งขับเคลื่อนการระงับข้อพิพาทไร้พรมแดน

คณะกรรมการอนุญาโตตุลาการกว่างโจว

คณะกรรมการอนุญาโตตุลาการกว่างโจว (GZAC) ประกาศรับสมัครผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกเมื่อไม่นานมานี้ เพื่อเข้าร่วมเป็นอนุญาโตตุลาการของทางสถาบัน โดยมุ่งเฟ้นหาบุคลากรที่มีประสบการณ์ด้านการระงับข้อพิพาททางเลือก (ADR) ข้ามพรมแดน ในสาขาต่าง ๆ เช่น กฎหมาย การค้าระหว่างประเทศ และพาณิชยการ

ผู้สนใจสามารถสมัครผ่านระบบออนไลน์ได้ที่แพลตฟอร์มอย่างเป็นทางการ https://zcyselect.gziac.cn จนถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ทั้งนี้ สถาบันฯ จะเน้นพิจารณาผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สูงด้านกฎหมายและกิจการพาณิชย์ กิจการทางทะเลและพาณิชยนาวี วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงเทคนิค ADR ตลอดจนผู้ที่มีคุณสมบัติปฏิบัติวิชาชีพในหลายเขตอำนาจศาล เป็นที่ยอมรับในวิชาชีพ มีประสบการณ์พิจารณาคดีอนุญาโตตุลาการข้ามพรมแดนอย่างกว้างขวาง และเชี่ยวชาญภาษาใดภาษาหนึ่ง ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน อาหรับ รัสเซีย หรืออิตาลี นอกจากนี้ ตามระเบียบว่าด้วยการก่อตั้งศูนย์อนุญาโตตุลาการพาณิชย์ระหว่างประเทศกว่างโจว (Regulations on the Construction of Guangzhou International Commercial Arbitration Center) ซึ่งมีผลบังคับใช้ในเดือนพฤษภาคม 2569 ทาง GZAC จะจัดตั้งระบบค่าตอบแทนตามมาตรฐานสากล เพื่อให้ค่าตอบแทนอนุญาโตตุลาการชาวต่างชาติเป็นไปตามกลไกตลาด สอดคล้องกับความเชี่ยวชาญและคุณูปการที่มีต่อสถาบัน

รายงานการสำรวจอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ประจำปี 2568 ระบุว่า กว่างโจวเป็นหนึ่งในสถานที่พิจารณาอนุญาโตตุลาการที่ได้รับความนิยมสูงสุดของโลก ขณะที่กฎอนุญาโตตุลาการของ GZAC ก็ได้รับการยอมรับว่ามีการนำไปใช้แพร่หลายเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ปัจจุบันคณะกรรมการฯ ได้พิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับคู่กรณีจาก 67 ประเทศและเขตอำนาจศาล ครอบคลุมทั้งการค้าระหว่างประเทศ การลงทุนข้ามพรมแดน ทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนข้อพิพาททางพาณิชย์และทางทะเล โดยคำชี้ขาดของสถาบันฯ ได้รับการยอมรับและบังคับใช้โดยศาลในหลายเขตอำนาจศาล รวมถึงสหรัฐอเมริกาและมาเลเซีย

องค์กรผู้มีอำนาจตัดสินใจของ GZAC ประกอบด้วยสมาชิกจาก 6 เขตอำนาจศาล ซึ่งเป็นการรวมตัวของนักกฎหมายและผู้เชี่ยวชาญชั้นนำจากทั้งระบบกฎหมายซีวิลลอว์และระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ รวมถึงประเทศพันธมิตรตามโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road), กลุ่มประเทศ BRICS, เขตปกครองพิเศษฮ่องกง และจีนแผ่นดินใหญ่ โดยมีศาสตราจารย์ มาร์ก เฟลด์แมน (Mark Feldman) ผู้เชี่ยวชาญชาวอเมริกัน เป็นผู้นำคณะผู้บริหาร ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่สถาบันอนุญาโตตุลาการในจีนแต่งตั้งชาวต่างชาติให้ดำรงตำแหน่งผู้นำคณะผู้บริหาร

GZAC ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนกระบวนการอนุญาโตตุลาการให้เป็นระบบออนไลน์เต็มรูปแบบ โดยมาตรฐานการอนุญาโตตุลาการออนไลน์ของสถาบันฯ ซึ่งเป็นแห่งแรกของโลก ได้รับการรับรองจากสถาบันและองค์กรอนุญาโตตุลาการต่างประเทศถึง 102 แห่ง นอกจากนี้ ยังได้สร้างสรรค์แพลตฟอร์มระงับข้อพิพาทออนไลน์เอเปค (APEC ODR Platform) และเปิดศูนย์พิจารณาคดีลอนดอน (London Hearing Centre) ณ ศูนย์การระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศ (IDRC) ในสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นการบุกเบิกโมเดลการอนุญาโตตุลาการที่ล้ำสมัย ดังเห็นได้จากคดีนำร่องที่กำหนดให้กว่างโจวเป็นสถานที่พิจารณาอนุญาโตตุลาการตามกฎหมาย และใช้ลอนดอนเป็นสถานที่พิจารณาคดี แต่ดำเนินกระบวนพิจารณาทั้งหมดผ่านระบบออนไลน์

ในปี 2568 GZAC มีจำนวนคดีที่ยื่นคำร้องสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 27,000 คดี มูลค่าข้อพิพาทรวม 9.21 หมื่นล้านหยวน โดยในจำนวนนี้เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ 877 คดี มูลค่ารวม 1.23 หมื่นล้านหยวน และมีอนุญาโตตุลาการต่างประเทศเข้าร่วมพิจารณาคดีถึง 610 คดี ด้วยผลงานนี้ GZAC จึงตอกย้ำจุดยืนในการเป็นสถานที่พิจารณาข้อพิพาทระหว่างประเทศอันดับหนึ่งของจีนเมื่อวัดจากปริมาณคดีต่างประเทศ

ที่มา: คณะกรรมการอนุญาโตตุลาการกว่างโจว

เมืองไป่เซ่อจัดกิจกรรมสานสัมพันธ์ ใช้มิติทางวัฒนธรรมหลอมรวมพรมแดนกว่างซี-เวียดนาม ชูมิตรภาพอันดีระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน

 ฝ่ายประชาสัมพันธ์เมืองไป่เซ่อ

เมืองไป่เซ่อในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน มีพื้นที่เทือกเขาและผืนน้ำที่เชื่อมต่อเป็นหนึ่งเดียว ทั้งยังมีมรดกทางวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีที่ถักทอร่วมกันอย่างแนบแน่นกับประเทศเวียดนาม ส่งผลให้เมืองไป่เซ่อกลายเป็นประตูบานสำคัญในการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน และการกระชับความสัมพันธ์ฉันมิตรในฐานะเพื่อนบ้านตามแนวชายแดนจีน-เวียดนาม โดยในช่วงเทศกาล Guangxi March 3rd - Bagui Carnival ประจำปี 2569 ที่จัดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ฝ่ายประชาสัมพันธ์เมืองไป่เซ่อได้อาศัยความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่เป็นพื้นที่ชายแดน จัดกิจกรรมข้ามพรมแดนที่หลากหลายอย่างพิถีพิถัน ครอบคลุมทั้งด้านกีฬา มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (ICH) การส่งเสริมการอ่านและวิถีพื้นบ้าน ด้วยกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่หลากหลายนี้ เมืองไป่เซ่อได้ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันทางวัฒนธรรมและสร้างความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนในพื้นที่ชายแดนให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น พร้อมทั้งยกระดับภาพลักษณ์ของพื้นที่ชายแดนในฐานะต้นแบบแห่งมิตรภาพอันดีระหว่างจีน-เวียดนาม และผลักดันการหลอมรวมทางวัฒนธรรมข้ามพรมแดนให้โดดเด่นยิ่งขึ้น

ใช้กีฬาเป็นสื่อกลาง: ถักทอสายใยเชื่อมใจสองฝั่งพรมแดน

เมื่อวันที่ 23 เมษายน การแข่งขันฟุตบอลกระชับมิตรบุคลากรชายแดนจีน-เวียดนาม ได้เปิดฉากขึ้น ณ อำเภอหน่าโป เมืองไป่เซ่อ โดยมีทีมจากจังหวัดชายแดนของเวียดนามและเหล่านักกีฬาจากอำเภอชายแดนของจีนมาร่วมลงสนามประชันแข้งและแลกเปลี่ยนทักษะ ซึ่งการแข่งขันที่เปี่ยมด้วยมิตรภาพนี้ได้ช่วยสร้างความเข้าใจและกระชับความสัมพันธ์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 25 เมษายน ยังได้มีการจัดการแข่งขันบาสเกตบอลมิตรภาพจีน-เวียดนาม ณ โรงยิมเนเซียมเมืองจิ้งซี อีกด้วย

ซีรีส์กิจกรรมกีฬาระหว่างประเทศชุดนี้ ซึ่งเน้นทั้งการแข่งขันและการมีส่วนร่วมของมวลชน ไม่เพียงแต่จะช่วยเติมเต็มวิถีชีวิตทางวัฒนธรรมและกีฬาให้แก่ผู้อยู่อาศัยตามแนวชายแดน รวมถึงส่งเสริมการสร้างเสริมสุขภาพของประชาชนเท่านั้น แต่ยังอาศัยพลังแห่งความเปิดกว้างของกีฬามาเป็นเครื่องมือทลายกำแพงทางภูมิศาสตร์ เพื่อหลอมรวมความผูกพันฉันเพื่อนบ้านระหว่างชาวจีนกับชาวเวียดนามตามแนวชายแดนให้เป็นปึกแผ่นยิ่งขึ้น

สืบสานเสน่ห์มรดกภูมิปัญญา: สะท้อนอัตลักษณ์พื้นบ้าน เชื่อมตำนานสองแผ่นดิน

เมื่อวันที่ 23 เมษายน งานแลกเปลี่ยนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมพื้นบ้านจีน-เวียดนาม ในหัวข้อ Southern Melody, Resonance Across Two Nations ได้มีขึ้น ณ เมืองจิ้งซี โดยเป็นการรวมตัวของศิลปินชั้นยอดจากจิ้งซี เต๋อเป่า และหน่าโป พร้อมด้วยคณะนักแสดงจ่าหลิญ (Tr? L?nh) จากจังหวัดกาวบั่ง ประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นการนำสุดยอดศิลปะพื้นบ้านของทั้งสองประเทศมาจัดแสดงร่วมกัน

บนเวทีมีการสลับหมุนเวียนกันขึ้นแสดงของงิ้วจ้วงแดนใต้และการขับร้องลำนำจ้วงมัวหลุน ควบคู่ไปกับการสาธิตงานฝีมือการทอผ้ายกจ้วงอันวิจิตรบรรจง และการแสดงพื้นบ้านชายแดนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยศิลปินจากทั้งจีนและเวียดนามได้ร่วมกันถ่ายทอดเสน่ห์ของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ซึ่งรากเหง้าทางประเพณีที่มีร่วมกันนี้ได้ทลายกำแพงของพรมแดนประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงการแลกเปลี่ยนระดับประชาชนและการอยู่ร่วมกันทางวัฒนธรรมตามแนวชายแดนจีน-เวียดนามอย่างเป็นรูปธรรมและมีชีวิตชีวา

อวลกลิ่นอายปัญญาข้ามพรมแดน: บ่มเพาะมิตรภาพเยาวชนจีน-เวียดนามผ่านการอ่าน

เมื่อวันที่ 25 เมษายน ได้มีการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนในธีม Books Link China and Vietnam, Youth Share the Joy of Reading ณ ร้านหนังสือด่านพรมแดนเมืองจิ้งซี ภายในงานนี้ กว่างซี พับลิชชิง แอนด์ มีเดีย กรุ๊ป (Guangxi Publishing & Media Group) ได้มอบป้ายแต่งตั้งให้สถานที่แห่งนี้เป็น "จุดร่วมอ่านหนังสือ จีน-เวียดนาม" อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นการสร้างแพลตฟอร์มถาวรแห่งใหม่เพื่อขับเคลื่อนการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมจีน-เวียดนาม ในเมืองไป่เซ่อ และวางรากฐานอันมั่นคงเพื่อรองรับการสื่อสารทางวัฒนธรรมข้ามพรมแดนในระยะยาว

ในงานนี้ เหล่านักเขียนและนักวิชาการทางวัฒนธรรมจากทั้งจีนและเวียดนาม ได้มารวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะและแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์วรรณกรรม ขณะที่ตัวแทนเยาวชนจากทั้งสองประเทศต่างร่วมกันแนะนำผลงานวรรณกรรมท้องถิ่นที่โดดเด่นให้แก่กันและกัน กิจกรรมดังกล่าวได้ใช้หนังสือเป็นสายใยและใช้ตัวอักษรเป็นสะพานเชื่อม เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความคิดทางวัฒนธรรมและสร้างจิตสำนึกของเยาวชนทั้งสองฟากฝั่งพรมแดน

ท่วงทำนองแห่งมิตรภาพ: ขับขานบทเพลงเยาวชน เชื่อมใจสองฝั่งพรมแดน

เมื่อค่ำวันที่ 25 เมษายน มหกรรมคอนเสิร์ตเพลงพื้นบ้านร่วมสมัยเยาวชนจีน-เวียดนาม "March 3rd" ได้เปิดฉากขึ้น ณ เมืองเก่าจิ้งซี โดยนักร้องเยาวชนจากทั้งสองประเทศได้ร่วมกันขับขานบทเพลงที่หยั่งรากลึกในวัฒนธรรมพื้นบ้านอันทรงคุณค่าของทั้งสองชาติ ผสมผสานกลิ่นอายดนตรีพื้นเมืองเข้ากับดนตรีป๊อปสมัยใหม่ได้อย่างสร้างสรรค์ จนเกิดเป็นผลงานเพลงที่มีเอกลักษณ์ทางชาติพันธุ์แต่ยังคงความร่วมสมัยไว้อย่างน่าประทับใจ

ท่วงทำนองอันไพเราะเหล่านี้ได้ก้าวข้ามขุนเขาและท้องทะเล เพื่อเชื่อมโยงดวงใจเข้าด้วยกัน สะท้อนให้เห็นมิตรภาพอันจริงใจที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นระหว่างเยาวชนจีนและเวียดนาม ทั้งยังเป็นการเติมพลังใหม่ ๆ ให้กับวัฒนธรรมพื้นบ้านตามแนวชายแดนอีกด้วย

รื่นเริงวิถีพื้นบ้าน: แต้มสีสันความสุข เชื่อมโยงสายใยชาวชายแดน

เมื่อวันที่ 26 เมษายน ได้มีการจัดกิจกรรมวัฒนธรรม กีฬา และวิถีพื้นบ้าน "March 3rd" ของชาวชายแดนจีน-เวียดนาม ขึ้น ณ แหล่งท่องเที่ยวเอ้อเฉวียน เมืองจิ้งซี โดยบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคักของประเพณีท้องถิ่น มีทั้งการอวดโฉมชุดประจำชาติพันธุ์และการขับร้องเพลงพื้นบ้านลำตัดข้ามพรมแดน ซึ่งสะท้อนถึงความงดงามของการหลอมรวมทางวัฒนธรรมตามแนวชายแดนได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ การแสดงพื้นบ้านอันเป็นเอกลักษณ์อย่างการโยนลูกบอลปักและระบำคนแคระทุ่ง ยังช่วยถ่ายทอดเสน่ห์ของวัฒนธรรมจ้วงแบบดั้งเดิมเช่นกัน

ในโซนกิจกรรมสาธิตมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมและอาหารพื้นเมืองนั้น ชาวชายแดนทั้งจากฝั่งจีนและเวียดนามได้ร่วมกันทำลูกบอลปัก เรียนรู้งานฝีมือผ้ามัดย้อม และลิ้มรสข้าวเหนียวห้าสีร่วมกัน ซึ่งประสบการณ์ที่ได้สัมผัสและมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดนี้เอง ที่ช่วยทลายกำแพงและขยับความสัมพันธ์ของประชาชนทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น

นานากิจกรรมแลกเปลี่ยนข้ามพรมแดนของเมืองไป่เซ่อในครั้งนี้ ครอบคลุมทั้งมิติด้านกีฬา มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม วรรณกรรม ดนตรี และวิถีชีวิตพื้นบ้าน ซึ่งความหลากหลายและเนื้อหาที่เข้มข้นนี้ได้สร้างรูปแบบการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนตามแนวชายแดนจีน-เวียดนามที่ครบรส มีมิติ และกลายเป็นโมเดลต้นแบบของการเชื่อมสัมพันธ์อย่างเป็นรูปธรรม

ในอนาคตข้างหน้า เมืองไป่เซ่อจะยังคงนำจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้งและทรัพยากรทางวัฒนธรรมมาต่อยอด เพื่อขยายผลการแลกเปลี่ยนข้ามพรมแดนให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น พร้อมมุ่งมั่นปั้นแบรนด์กิจกรรมวัฒนธรรมชายแดนที่เป็นเอกลักษณ์ และจัดกิจกรรมวัฒนธรรม กีฬา และวิถีพื้นบ้านอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระชับมิตรภาพเพื่อนบ้านอันดีระหว่างจีน-เวียดนามให้มั่นคง พร้อมร่วมเขียนบันทึกหน้าใหม่ของการอยู่ร่วมกันทางวัฒนธรรม การเชื่อมใจถึงกัน และความร่วมมือที่ก้าวไปข้างหน้าร่วมกันอย่างยั่งยืนตลอดแนวพรมแดนของทั้งสองประเทศ

ที่มา: ฝ่ายประชาสัมพันธ์เมืองไป่เซ่อ

Cultural Integration Along Guangxi-Vietnam Border: Baise's Events Build a Bridge for China-Vietnam Neighborly Connectivity

 The Publicity Department of Baise City

Baise, Guangxi, located in southern China, shares contiguous mountains and rivers, intertwined cultural heritage and folk customs with Vietnam. It serves as a vital gateway for people-to-people exchanges and friendly neighborhood interactions along the China-Vietnam border. During the 2026 Guangxi March 3rd - Bagui Carnival held recently, leveraging its border geographical advantages, the Publicity Department of Baise City elaborately organized a host of cross-border events covering sports, intangible cultural heritage (ICH), reading and folk customs. Bonded by diverse cultural activities, the city deepens cultural mutual learning and people-to-people connectivity in border areas, further polishing the border brand of China-Vietnam good neighborliness and cross-border cultural integration.

Sports as a Medium: Building a Heart-to-Heart Bond Across the Border

On April 23, the China-Vietnam Border Staff Football Invitational Tournament kicked off in Napo County, Baise. Teams from Vietnamese border provinces and athletes from Chinese border counties competed and exchanged skills on the pitch, forging deeper friendship and consensus through friendly competition. On April 25, the China-Vietnam Basketball Friendly Match was held at Jingxi Gymnasium.

Integrating competitiveness and mass participation, this series of cross-border sports events not only enriches the cultural and sports life of border residents and boosts national fitness along the border, but also leverages the inclusive power of sports to break geographical barriers and consolidate the neighborly bond between Chinese and Vietnamese border dwellers.

ICH Inherits Charm: Interpreting Shared Folk Traditions of Two Nations

On April 23, the China-Vietnam Folk ICH Exchange Gala Southern Melody, Resonance Across Two Nations took place in Jingxi. The gala gathered artistic elites from Jingxi, Debao and Napo, as well as the Tr? L?nh Art Troupe from Vietnam's Cao Bang Province, bringing together premium folk art resources of both countries.

On stage, Southern Zhuang Opera and Zhuang Molun Ballads were performed in succession, accompanied by live demonstrations of exquisite Zhuang brocade craftsmanship and authentic border folk performances. Artists from China and Vietnam performed together, showcasing the glamour of intangible cultural heritage. The shared folk traditions transcend national boundaries, presenting a vivid practice of people-to-people communication and cultural coexistence along the China-Vietnam border.

Scholarly Fragrance Spreads Far: Nurturing Cross-border Youth Friendship

On April 25, the themed exchange event Books Link China and Vietnam, Youth Share the Joy of Reading was held at Jingxi National Gate Bookstore. At the event, Guangxi Publishing & Media Group awarded the plaque of "China-Vietnam Joint Reading Site" to the venue, marking a new permanent platform for regular China-Vietnam cultural exchanges in Baise and laying a solid foundation for long-term cross-border cultural interaction.

Chinese and Vietnamese writers and cultural guests gathered to share ideas and insights on literary creation. Youth representatives from both countries recommended outstanding local literary works to each other. With books as the link and words as the bridge, the event promotes exchanges of cultural ideas and joint engagement among young people across the border.

Melodies Convey Affection: Singing the Youth Friendship Along the Border

On the evening of April 25, the China-Vietnam Youth "March 3rd" New Folk Song Concert opened at Jingxi Splendid Ancient Town. Young singers from both countries took the stage together. Rooted in the profound traditional folk culture of the two nations, they innovatively blended ancient border folk songs with modern pop music, presenting musical works featuring ethnic charm and contemporary vibes.

The melodious tunes transcend mountains and seas to connect hearts, vividly interpreting the time-honored sincere friendship between Chinese and Vietnamese youth and endowing border folk culture with brand-new vitality.

Folk Customs Gather Together: Painting a Scene of Shared Joy for Border Dwellers

On April 26, the China-Vietnam Border Dwellers "March 3rd" Cultural, Sports and Folk Customs Event was held at Jingxi Equan Scenic Area. The venue was immersed in strong folk atmosphere. Ethnic costume shows and cross-border folk song antiphonal singing fully displayed the beauty of cultural integration along the China-Vietnam border. Featured folk performances such as throwing embroidered balls and field dwarf dances showcased the unique charm of traditional Zhuang culture.

At the ICH experience and specialty food exhibition areas, Chinese and Vietnamese border dwellers made embroidered balls together, experienced tie-dye craftsmanship and tasted five-color glutinous rice. The immersive interactive experience drew the people of the two nations closer.

Covering sports, intangible cultural heritage, literature, music and folk customs, Baise's series of cross-border exchange events feature rich levels and diverse forms, shaping a multi-layered, three-dimensional and normalized pattern of people-to-people exchanges along the China-Vietnam border.

Baise will continue to capitalize on its border location and cultural resources, further deepen cross-border people-to-people exchanges, forge distinctive border cultural exchange brands, and regularly hold cross-border cultural, sports and folk interactive activities. The city will keep consolidating China-Vietnam neighborly friendship along the border, writing a new chapter of cultural coexistence, people-to-people connectivity and win-win cooperation between the two countries across the border.

Source: The Publicity Department of Baise City

AGE เปิดงบ Q1/69 โชว์กำไร 102.4 ล้านบาท ยิ้มรับหุ้นกู้ ยอดจองล้นหลาม เดินหน้าโครงการ Jump+ ลดต้นทุนพลังงานต่อเนื่อง



บริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี จำกัด (มหาชน) หรือ AGE รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิ 102.4 ล้านบาท ซึ่งเป็นกำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ เติบโต 139.5% ขณะที่รายได้จากกลุ่มธุรกิจถ่านหิน 1,938 ล้านบาท และรายได้จากกลุ่มธุรกิจ Non-Coal 1,296 ล้านบาท คิดเป็น 40% ของรายได้รวม สะท้อนเสถียรภาพของธุรกิจหลัก ควบคู่การเติบโตของกลุ่มธุรกิจใหม่ที่มุ่งเน้นความยั่งยืน และการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

นางสาวปณิตา ควรสถาพร รองกรรมการผู้จัดการ AGE เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 ปรับตัวดีขึ้นจากการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และความสำเร็จของการขยายพอร์ตไปสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพการเติบโตสูง โดยมีการกระจายแหล่งรายได้ใน 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่

  • ธุรกิจถ่านหิน (Coal Business) รายได้ 1,938 ล้านบาท ปริมาณขาย 0.84 ล้านตัน โดยในปีนี้ยังคงมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุน
  • ธุรกิจโลจิสติกส์ (Smart Logistics) รายได้ 109 ล้านบาท เดินหน้าขยายฐานลูกค้าภายนอก พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารคลังสินค้าและท่าเรืออย่างต่อเนื่อง
  • ธุรกิจพลังงานยั่งยืน (Sustainable Energy) รายได้ 398 ล้านบาท โดยในปี 2569 บริษัทฯ เดินหน้าปรับปรุงประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการ ทั้งในส่วนการขายสินค้า ระบบขนส่ง และการใช้พลังงานภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง
  • ธุรกิจ Low Emission Mobility รายได้ 789 ล้านบาท เติบโตจากยอดจำหน่ายรถ EV และ Hybrid รวมถึงรายได้จากศูนย์บริการและธุรกิจเช่ารถ EV Taxi โดยปัจจุบันดำเนินธุรกิจดีลเลอร์รถยนต์ในตลาดรถไฟฟ้าและไฮบริด ร่วมกับ 5 พันธมิตรแบรนด์รถยนต์ และมี 11 โชว์รูม ภายใต้แบรนด์ Omoda & Jaecoo, Zeekr, GWM, Chery และ Mitsubishi Motors

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ มีรายได้รวม 3,234 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 102.4 ล้านบาท สะท้อนความสำเร็จของการดำเนินธุรกิจและการขยายพอร์ตไปสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพการเติบโตสูง

โดยในปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้าปริมาณการขายถ่านหินที่ 4 ล้านตัน ตั้งเป้ารายได้รวมจากทั้ง 4 ธุรกิจหลักอยู่ที่ 17,500 ล้านบาท และตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจใหม่ (Non-Coal) อย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายสัดส่วน 50:50 ภายในปี 2573

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 12-14 พฤษภาคมที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เปิดจองเสนอขายหุ้นกู้ 3 ชุดใหม่ อัตราดอกเบี้ย 6.85-7.00% ต่อปี เพื่อนำเงินที่ได้ไปชำระคืนเงินกู้ยืมสถาบันการเงินซึ่งเป็นวงเงินสินเชื่อระยะสั้น ที่ใช้เพื่อการนำเข้าถ่านหินของบริษัท เพื่อเป็นการเพิ่มสภาพคล่องและสนับสนุนการเติบโตในอนาคตของกลุ่มบริษัท โดยได้รับการตอบรับจากนักลงทุนอย่างล้นหลาม ส่งผลให้สามารถจำหน่ายหุ้นกู้ได้ครบตามจำนวนที่เสนอขาย สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อทิศทางการเติบโตและพื้นฐานทางธุรกิจของกลุ่มบริษัท

ในส่วนของทิศทางธุรกิจในปี 2569 นางสาวปณิตา กล่าวว่า ถึงแม้ว่าในปีนี้จะยังมีความไม่แน่นอน ทั้งจากสถานการณ์ราคาพลังงานและภาวะเศรษกิจโลก บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจอย่างมั่นคงและมีเสถียรภาพ ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุน รวมทั้งเดินหน้าขยายธุรกิจทั้งในส่วนของธุรกิจถ่านหิน และธุรกิจยานยนต์มลพิษต่ำ (Low Emission Mobility) รวมทั้งการปรับกลยุทธ์บริหารกลุ่ม Sustainable Energy อย่างต่อเนื่อง

สำหรับโครงการ “Jump+” มีการติดตั้งแผง Solar Rooftop ซึ่งได้ติดตั้งเสร็จในช่วงไตรมาส 1/69 ทำให้ในปัจจุบันบริษัทฯ มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมทั้งสิ้น 972.36 kWp อีกทั้งยังมีการทยอยเปลี่ยนเครื่องมือหนักมาใช้ระบบไฟฟ้าแทนเครื่องมือหนักที่ใช้น้ำมัน เพื่อช่วยลดต้นทุนด้านเชื้อเพลิงและสนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของกลุ่มบริษัทในระยะยาว





Thursday, May 14, 2026

“แอสเซมบลี” เปิดตัว Stagwell Search+ รุกตลาดเอเชียแปซิฟิก รับมือเทรนด์ AI พลิกโฉมพฤติกรรมการค้นหาแบรนด์

ในยุคที่ผู้บริโภคเปลี่ยนผ่านจากการค้นหาข้อมูลแบบเดิม ๆ ไปสู่ประสบการณ์การค้นหาผ่าน AI แอสเซมบลีจึงได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จากการมุ่งเน้นเพียงอันดับบนเสิร์ชเอนจิน มาเป็นการสร้างตัวตนเพื่อครองพื้นที่ในคำตอบของ AI

 

เมื่อการค้นหาในปัจจุบันขับเคลื่อนด้วย AI มากขึ้นเรื่อย ๆ และมักจบลงโดยที่ผู้ใช้งานไม่ต้องคลิกเข้าเว็บไซต์ แบรนด์ต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ใหม่ เพื่อกำหนดทิศทางว่าตนเองจะปรากฏอยู่ในคำตอบของ AI ในลักษณะใด ไม่ใช่เพียงแค่การปรากฏเป็นลิงก์เว็บไซต์เท่านั้น โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกด้านการใช้เอไอ เสิร์ช (AI Search) ซึ่งผลสำรวจพบว่าผู้ใช้งานถึง 78% มีการใช้งานเป็นประจำทุกสัปดาห์ ส่งผลให้ประสบการณ์การค้นหาด้วย AI กลายเป็นด่านแรกที่มีอิทธิพลต่อการค้นพบแบรนด์และพิจารณาเลือกซื้อ ก่อนที่ผู้ใช้งานจะเข้าชมเว็บไซต์จริงด้วยซ้ำ

 

เพื่อตอบรับกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แอสเซมบลี (Assembly) เอเจนซีสื่อสารการตลาดออมนิแชนแนลระดับโลก จึงประกาศเปิดตัว Stagwell Search+ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างเป็นทางการ โดยระบบใหม่นี้ออกแบบมาเพื่อช่วยให้แบรนด์ต่าง ๆ เข้าใจและเข้าถึงกลไกการนำเสนอข้อมูลของแบรนด์บนแพลตฟอร์มการค้นหาที่ขับเคลื่อนด้วย AI

 

การเปิดตัว Stagwell Search+ ในครั้งนี้ถือเป็นการพลิกโฉมกลยุทธ์ จากเดิมที่มองว่าการค้นหาเป็นช่องทางแยกส่วนออกไป มาเป็นการบริหารจัดการผ่านระบบนิเวศสื่อที่ครอบคลุม ทั้งสื่อที่แบรนด์ซื้อ (Paid), สื่อที่แบรนด์เป็นเจ้าของ (Owned), สื่อที่ได้รับการบอกต่อ (Earned) และสื่อที่มีการแชร์ต่อ (Shared) ซึ่งในปัจจุบัน คำตอบที่สร้างโดย AI ได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินว่าแบรนด์จะถูกมองเห็นหรือมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด ความท้าทายนี้มีความซับซ้อนอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เนื่องจากความหลากหลายของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมหลายภาษาและบริบททางวัฒนธรรม ส่งผลให้การปรากฏตัวของแบรนด์ขาดความสม่ำเสมอ แบรนด์อาจดูมีความน่าเชื่อถือในโมเดลหนึ่ง แต่กลับไม่ถูกค้นพบหรือถูกนำเสนอข้อมูลที่คลาดเคลื่อนในอีกโมเดลหนึ่ง ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงรูปแบบใหม่ของนักการตลาดที่ยังวัดผลได้ยากในทุกวันนี้

 

Stagwell Search+ พัฒนาขึ้นโดยแอสเซมบลี ด้วยความร่วมมือกับเอ็มเบอโรส (emberos) ขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการแบบเอเจนติกสำหรับการค้นหาด้วย AI ตัวแรกของอุตสาหกรรม แพลตฟอร์มนี้จะคอยตรวจสอบการปรากฏตัวของแบรนด์ผ่านโมเดลและภาษาต่าง ๆ พร้อมบริหารจัดการและวัดผลลัพธ์จากการทำคอนเทนต์ สื่อ และช่องทางดิจิทัล เพื่อเพิ่มระดับการมองเห็นให้ดียิ่งขึ้น ระบบนี้ออกแบบมาเพื่อใช้เอไอ เอเจนต์ (AI Agent) ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจของมนุษย์ แทนที่จะใช้ระบบอัตโนมัติเข้าไปแก้ไขข้อมูลบนแพลตฟอร์มโดยตรง เพื่อให้ทีมงานดำเนินกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำ ในขณะที่ยังคงรักษาคุณภาพและภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือของแบรนด์เอาไว้ได้

 

ปัจจุบัน Stagwell Search+ เชื่อมต่อเข้ากับโมเดลชั้นนำระดับโลก ทั้งโอเพนเอไอ (OpenAI) เจมิไน (Gemini) เพอร์เพล็กซิตี (Perplexity) กร็อก (Grok) และแอนโทรปิก (Anthropic) โดยมีแผนขยายการเชื่อมต่อสู่แพลตฟอร์มระดับภูมิภาคอย่างดีปซีค (DeepSeek) ภายในสิ้นปีนี้

 

ทุกวันนี้ AI เริ่มทำหน้าที่ตัดสินใจแทนแบรนด์โดยที่นักการตลาดไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ความท้าทายนี้ยิ่งซับซ้อนขึ้นด้วยปัจจัยด้านภาษาและวัฒนธรรม คุณ อี้ เอิน ไช (Yi En Chye) รองประธานฝ่ายประสบการณ์และการขับเคลื่อนการตลาดประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าว ความสำเร็จในวันนี้ไม่ได้วัดกันที่อันดับหรือจำนวนคลิกอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับว่าแบรนด์จะครองส่วนแบ่งการมองเห็นใน AI (Share of Prompt) ได้มากน้อยเพียงใด ซึ่ง Stagwell Search+ จะช่วยให้แบรนด์มองเห็นภาพรวมและควบคุมทิศทางที่จำเป็นในการแข่งขันบนโลกการค้นหายุคใหม่นี้ได้

 

เกี่ยวกับแอสเซมบลี

 

แอสเซมบลี (Assembly) เป็นเอเจนซีสื่อสารการตลาดออมนิแชนแนลระดับโลก ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อตอบโจทย์แบรนด์ที่มองหาแนวทางสมัยใหม่ในการสร้างการเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ เราได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายสแต็กเวลล์ (Stagwell) โดยเป็นแหล่งรวมข้อมูล บุคลากรระดับแถวหน้า และเทคโนโลยี ที่พร้อมปลดล็อกผลลัพธ์ที่ชาญฉลาด รวดเร็ว และประสิทธิภาพสูง จากรากฐานที่แข็งแกร่งขึ้นไป ไม่ใช่การสั่งการจากบนลงล่าง ด้วยจิตวิญญาณแห่งการเรียนรู้ การทำงานร่วมกัน และขับเคลื่อนด้วยความเปลี่ยนแปลง เราคือตัวแทนนักคิดนักสร้างที่เชื่อว่าประสบการณ์ที่ดีกว่าจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เหนือกว่า เรามองว่าตัวตนของแบรนด์และประสิทธิภาพทางการตลาดไม่ใช่เรื่องที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นสิ่งที่ต้องเดินหน้าไปด้วยกันเสมอ ดังที่เห็นได้จากสัญลักษณ์ +\ ในโลโก้ของเราที่เรียกว่า ORAD ซึ่งสะท้อนถึงวิธีคิด การสร้างสรรค์ และการส่งมอบผลลัพธ์ที่ครอบคลุมทุกระยะการเดินทางของผู้บริโภค รากฐานของแอสเซมบลีประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ สเตจ เอ็กซ์พีเรียนซ์ เอนจิน (STAGE Experience Engine) ซึ่งเป็นขุมพลังขับเคลื่อนที่เราพัฒนาขึ้นโดยเฉพาะ, กลยุทธ์การวางแผน แบรนด์ เพอร์ฟอร์แมนซ์ แพลนนิง (Brand Performance Planning หรือ BPP) ที่ต่อยอดจากขุมพลังดังกล่าว และโครงสร้างองค์กรที่ออกแบบมาเพื่อความคล่องตัว ความลึกซึ้ง และตอบสนองต่อทุกความต้องการของการตลาดยุคใหม่ องค์ประกอบเหล่านี้ช่วยให้เรายกระดับประสบการณ์ของแบรนด์ได้ดียิ่งขึ้น พร้อมพลิกโฉมวิธีการที่แบรนด์สื่อสาร มีปฏิสัมพันธ์ และเติบโตผ่านข้อมูล เทคโนโลยี สื่อ งานสร้างสรรค์ และการพาณิชย์ ทั้งนี้ แอสเซมบลีมีทีมผู้เชี่ยวชาญกว่า 3,000 คน ในสำนักงาน 44 แห่งทั่วโลก พร้อมมอบโซลูชันทางการตลาดแบบครบวงจร เพื่อพาแบรนด์ที่มีความทะเยอทะยานที่สุดในโลกไปสู่เป้าหมาย ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ assemblyglobal.com

 

เกี่ยวกับสแต็กเวลล์

 

สแต็กเวลล์ (Stagwell) คือเครือข่ายระดับโลกผู้ท้าทายอุตสาหกรรมที่กำลังเข้ามาพลิกโฉมการตลาดด้วยเทคโนโลยี AI เรามุ่งสร้างสรรค์ผลลัพธ์ที่วัดผลได้ให้กับแบรนด์ที่มีความทะเยอทะยานที่สุดในโลก โดยนำความคิดสร้างสรรค์ที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมมาผสานรวมเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัย เพื่อหลอมรวมศิลปะและศาสตร์ทางการตลาดให้เป็นหนึ่งเดียว ภายใต้การนำของกลุ่มผู้บริหารที่มีจิตวิญญาณผู้ประกอบการ ทีมผู้เชี่ยวชาญของเราในกว่า 45 ประเทศทั่วโลกต่างผนึกกำลังกันภายใต้เป้าหมายเดียว คือการขับเคลื่อนประสิทธิภาพและยกระดับความสำเร็จทางธุรกิจให้ลูกค้า ทำความรู้จักเราได้ที่ www.stagwellglobal.com

Assembly Rolls out Stagwell Search+ Across APAC as AI Reshapes Brand Discovery

As consumers turn from traditional to AI Search Experiences, Assembly shifts the focus from search rankings to securing a dominant 'share of prompt'.

As search becomes increasingly AI-led and zero-click, brands need new strategies to shape how they appear in answers, not just in links. APAC has emerged as a global leader in AI Search adoption, with 78% of users reporting weekly usage. Increasingly, AI Search Experiences shape brand discovery and consideration before users ever visit a website.

In response, global omnichannel media agency Assembly today announced the rollout of Stagwell Search+ in APAC - a new system designed to help brands understand and influence how they are represented across AI-driven search environments.

The launch marks a fundamental shift away from treating search as a standalone channel. Instead, Stagwell Search+ operates across a full ecosystem of paid, owned, earned, and shared media, where AI-generated answers determine visibility and performance. This shift is especially complex in APAC, where a fragmented landscape of large language models, spanning multiple languages and cultural contexts, creates inconsistent brand visibility. A brand may appear authoritative in one model while remaining invisible or misrepresented in another, introducing a new and largely unmeasured risk for marketers.

Built by Assembly in partnership with emberos, Stagwell Search+ is powered by the industry's first agentic operating system for AI search. The platform continuously monitors how brands appear across models and languages and orchestrates & measures the lift from actions across content, media, and digital channels to improve visibility. Rather than automating changes directly into platforms, the system is designed to guide human decision-making with AI agents - helping teams take precise, strategic action while protecting the quality and integrity of brand experiences.

Stagwell Search+ is currently integrated with leading global models from OpenAI, Gemini, Perplexity, Grok, and Anthropic with additional integrations across regional platforms such as DeepSeek planned for later this year.

"AI is already making brand decisions without marketers in the room - and in APAC, that challenge is amplified by language and cultural complexity," said Yi En Chye, VP of Experience and Activation, APAC. "Success is no longer defined by rankings or clicks, but by a brand's ability to secure share of prompt. Stagwell Search+ gives brands the visibility and control they need to compete in this new environment."

ABOUT ASSEMBLY

Assembly is a global omnichannel agency built for brands that want a more modern approach to building brands that perform. Backed by the Stagwell network, we are a literal assembly of data, talent, and technology built to unlock smarter, faster, and better-performing outcomes from the bottom up -not the top down. Curious, collaborative, and driven by change, we are an agency of builders who believe the better the experience, the better the performance. We don't see brand and performance as an either/or. For us, it's always both. The +\ symbol in our logo, known as the ORAD, represents this mindset. It's a mark of how we think, how we build, and how we deliver results across the full funnel. Assembly's foundation is built on three core elements: our purpose-built STAGE Experience Engine, the strategic product it powers-Brand Performance Planning (BPP) - and an organizational design built for speed, depth, and the demands of modern marketing. Together, they enable us to build better brand experiences that reimagine how brands connect, engage, and grow across data, tech, media, creative and commerce. With over 3,000 experts in 44 offices worldwide, Assembly delivers full-funnel solutions that help the world's most ambitious brands perform. Learn more at assemblyglobal.com .

ABOUT STAGWELL

Stagwell is the global challenger network transforming marketing through AI. We deliver scaled creative performance for the world's most ambitious brands, connecting culture-moving creativity with leading-edge technology to harmonize the art and science of marketing. Led by entrepreneurs, our specialists in 45+ countries are unified under a single purpose: to drive effectiveness and improve business results for our clients. Join us at www.stagwellglobal.com .

COCKPIT x LIQUI MOLY ร่วมจัดโครงการ “Love Your Car, Save Your World” ส่งต่อพลังรักษ์โลก ผ่านบริการล้างหัวฉีดฟรีให้รถตำรวจในชลบุรี

ค็อกพิท (COCKPIT) ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรฟาสต์ฟิตภายใต้การบริหารงานโดยบริดจสโตน ร่วมกับ ลิควิ โมลี่ (LIQUI MOLY) จัดโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อม “Love Your Car, Save Your World” มอบบริการล้างทำความสะอาดหัวฉีดดีเซลฟรีสำหรับรถตำรวจจำนวน 40 คัน ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ณ ค็อกพิท สาขาพัทยาใต้ เพื่อช่วยลดควันดำและมลพิษทางอากาศ พร้อมสนับสนุนให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ค็อกพิทได้จัดอบรมความรู้ด้านผลิตภัณฑ์แก่ทีมช่างเพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการ พร้อมกันนี้ ลิควิ โมลี่ สนับสนุนน้ำยาทำความสะอาดหัวฉีด Diesel Purge ซึ่งช่วยให้เครื่องยนต์สะอาด ลดการอุดตัน และลดปริมาณควันดำจากท่อไอเสีย ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของมลภาวะทางอากาศและฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่เมืองใหญ่ ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของค็อกพิทและลิควิ โมลี่ ในการส่งเสริมการใช้รถควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม พร้อมตอกย้ำแนวคิดที่ว่า “พลังแห่งการให้ สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนได้”

นอกจากนี้ ค็อกพิทและลิควิ โมลี่ ยังจัดแคมเปญพิเศษต่อเนื่องมอบส่วนลด 10% สำหรับผลิตภัณฑ์น้ำยาทำความสะอาดหัวฉีด ได้แก่ Super Diesel Additive สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล และ Injection Cleaner สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน ให้แก่ลูกค้าที่เข้ารับบริการ ณ ค็อกพิททั้ง 6 สาขาในจังหวัดชลบุรี ได้แก่ สาขาชลบุรี, สาขาพัทยาเหนือ, สาขาพัทยาใต้, สาขาบ่อวิน, สาขาอมตะ และสาขาแจสอมตะ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 เพื่อร่วมส่งเสริมการลดมลพิษทางอากาศ และยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่จังหวัดชลบุรีให้น่าอยู่อย่างยั่งยืน

สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมและเลือกใช้บริการดูแรถยนต์ผ่านช่องทางออนไลน์ของค็อกพิทได้ดังนี้

หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่แผนกลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 1369

เกี่ยวกับบริดจสโตน ประเทศไทย:

บริดจสโตน ผู้นำระดับโลกด้านยางรถยนต์และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับยาง พร้อมนำเสนอโซลูชั่นด้านการเดินทางที่ปลอดภัยและยั่งยืน และสำหรับประเทศไทย บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด คือหนึ่งในผู้ผลิตชั้นนำในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และบริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำด้านการนำเข้า จัดจำหน่าย และทำการตลาดยางรถยนต์ภายใต้แบรนด์บริดจสโตน, ไฟร์สโตน และเดย์ตันแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย บริดจสโตนเป็นแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า ตัวแทนจำหน่าย และพันธมิตรทางธุรกิจ เรานำเสนอกลุ่มผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์พรีเมียมที่หลากหลายและโซลูชั่นขั้นสูง ซึ่งพัฒนาจากนวัตกรรมทางเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาการเดินทาง, การใช้ชีวิต, การทำงาน และการพักผ่อนของผู้คนทั่วโลก

เกี่ยวกับ ค็อกพิท

ค็อกพิท (Cockpit) ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรที่พร้อมให้บริการที่หลากหลาย อาทิ บริการเปลี่ยนยางรถยนต์ น้ำมันเครื่อง เบรก โช้คอัพ แบตเตอรี่ และการบำรุงรักษารถยนต์ตามระยะทาง ด้วยสินค้าคุณภาพสูงที่คัดสรรจากผู้ผลิตชั้นนำ เเละบริการมาตรฐานจากทีมช่างผู้ชำนาญ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัยด้วยการให้บริการด้วยความุ่งมั่น คำนึงถึงความปลอดภัย ใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อนำเสนอสินค้าและบริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า ที่ครอบคลุมพื้นที่ถึง 259 สาขาทั่วประเทศ* (ข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2569)

COCKPIT x LIQUI MOLY Launch “Love Your Car, Save Your World” with Free Injector Cleaning for Police Vehicles in Chonburi



COCKPIT, a fast fit one-stop auto care center operated by Bridgestone, partnered with LIQUI MOLY to launch the environmental initiative “Love Your Car, Save Your World” campaign, providing free diesel injector cleaning services for 40 police vehicles in Chonburi at COCKPIT Pattaya Tai. The initiative aims to help reduce black smoke emissions and air pollution while supporting better engine performance.

COCKPIT also provided product training for its technicians to enhance service standards, while LIQUI MOLY supported the initiative with Diesel Purge, an injector cleaner, which helps keep engines clean, reduce clogging, and minimize black smoke emissions from exhaust systems, one of the causes of air pollution and PM 2.5 in urban areas. This collaboration reflects the

shared commitment of COCKPIT and LIQUI MOLY to promoting responsible vehicle use alongside environmental care, while reinforcing the belief that “The power of giving can create sustainable change.”

In addition, COCKPIT and LIQUI MOLY are offering a special 10% discount on injector cleaning products, including Super Diesel Additive for diesel engines and Injection Cleaner for gasoline

engines, for customers visiting all six COCKPIT branches in Chonburi – Chonburi, Pattaya Nuea, Pattaya Tai, Bowin, Amata, and JAS Amata, from April 28, 2026, until May 31, 2026.

The campaign aims to help reduce air pollution and promote a cleaner, more sustainable environment for the Chonburi community.

For more information and automotive services, please visit COCKPIT’s online channels below:

Or contact COCKPIT Customer Service at Tel. 1369.

About Bridgestone in Thailand:      
Bridgestone is a global leader in tires and rubber, building on its expertise to provide solutions for safe and sustainable mobility. In Thailand, Thai Bridgestone Co., Ltd. (TBSC) is a leading manufacturer in the Thai automotive industry, while Bridgestone Sales (Thailand) Co., Ltd. (BSTL) is the exclusive importer & distributor, and supervises the marketing strategy for Bridgestone, Firestone and Dayton branded tires in Thailand. Bridgestone is a brand trusted by its customers, dealers and business partners. Bridgestone offers a diverse product portfolio of premium tires and advanced solutions backed by innovative technologies, improving the way people around the world move, live, work and play.  

About COCKPIT: 
 

COCKPIT, a fast fit one stop auto care center, offers a variety of vehicle maintenance services from tires, motor oils, brakes, suspensions, batteries, and scheduled maintenance. All parts and consumables are of the highest quality, sourced from leading manufacturers and handled by highly trained and qualified technicians using modern tools and equipment. Our mission is to serve with emphasis on safety in every detail, to offer the best products and services to customers. There are 259 COCKPIT stores nationwide* (as of May 2026).

โรงพยาบาลสตรีระดับแนวหน้าของจีนฉลองครบรอบ 75 ปี เดินหน้าชูนวัตกรรมเพื่อสุขภาพแม่และเด็กทั่วโลก


 โรงพยาบาลสตรี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โรงพยาบาลสตรี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง ได้เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 75 ปีแห่งการก่อตั้ง จากจุดเริ่มต้นในการเป็นโรงพยาบาลแม่และเด็กขนาดเล็ก ๆ แห่งหนึ่งริมทะเลสาบซีหู ในเมืองหางโจว เมืองเอกของมณฑลเจ้อเจียงทางตะวันออกของจีน ปัจจุบันได้เติบโตสู่การเป็นสถาบันการแพทย์ชั้นนำที่เปิดให้บริการครอบคลุม 3 วิทยาเขต ได้แก่ หูบิน เฉียนเจียง และอวี่หาง เพื่อมอบบริการทางการแพทย์ให้แก่ผู้ป่วยทั้งในมณฑลเจ้อเจียง ทั่วประเทศจีน และในระดับสากล

ด้วยวิสัยทัศน์ที่ "หยั่งรากในเจ้อเจียง รับใช้ชาวจีน เชื่อมโยงในระดับสากล" โรงพยาบาลแห่งนี้จึงอุทิศตนเพื่อสร้างศูนย์กลางทางการแพทย์ระดับโลกด้านสุขภาพสตรีและเด็กตามแบบฉบับของจีน พร้อมขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำเสนอโซลูชันจีนที่มีประสิทธิภาพและสามารถนำไปต่อยอดได้ในระดับสากล เพื่อสุขภาวะที่ดีของสตรีและเด็กทั่วโลก

มุ่งคิดค้นนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ที่ล้ำสมัย เพื่อบุกเบิกความก้าวหน้า

ตลอด 75 ปีที่ผ่านมา โรงพยาบาลแห่งนี้ยึดถือหลักการสำคัญที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง นั่นคือการวิจัยทางการแพทย์ต้องเริ่มต้นจากความต้องการของผู้ป่วย และย้อนกลับไปสู่การรักษาผู้ป่วย

โรงพยาบาลแห่งนี้มุ่งเน้นในสาขาที่เป็นประเด็นสำคัญระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันความพิการแต่กำเนิด โรคมะเร็งนรีเวช การตั้งครรภ์ความเสี่ยงสูง สุขภาพเจริญพันธุ์ และโรคทางนรีเวชที่ซับซ้อน จนประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยผลงานวิจัยชิ้นสำคัญได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับโลกอย่างไซแอนซ์ (Science) และบีเอ็มเจ (BMJ) ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์ก็นำไปปรับใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลก

ในด้านการป้องกันความพิการแต่กำเนิดนั้น ทางโรงพยาบาลก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในระดับแนวหน้าของโลก โดยผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ากับเทคโนโลยีพหุโอมิกส์ (Multi-omics) จนประสบความสำเร็จในการทำคลอดทารกที่มีสุขภาพแข็งแรงรายแรกของจีน จากการใช้ AI ช่วยประเมินความเสี่ยงทางพันธุกรรมของตัวอ่อนเพื่อป้องกันโรคมะเร็งเต้านมที่ส่งต่อทางพันธุกรรม นับเป็นการสกัดกั้นยีนที่มีความเสี่ยงสูงได้สำเร็จตั้งแต่ก่อนการปฏิสนธิ

นอกจากนี้ ทางโรงพยาบาลยังได้พัฒนาชุดตรวจพันธุกรรมก่อนคลอด และยกระดับการตรวจคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมทารกในครรภ์จากเลือดมารดา (NIPT) ซึ่งเข้ามาอุดช่องว่างทางเทคโนโลยีของจีน พร้อมทั้งเป็นผู้นำในโครงการฐานข้อมูลโอมิกส์เชิงบูรณาการในทารกแรกเกิดแห่งประเทศจีน เพื่อสร้างฐานข้อมูลสุขภาพพื้นฐาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการศึกษาวิจัยด้านกุมารเวชศาสตร์ระดับโลก

สำหรับด้านนรีเวชมะเร็งวิทยาแบบแม่นยำ ทางโรงพยาบาลได้สร้างมาตรฐานใหม่ในการรักษา โดยเป็นผู้ริเริ่มนำสูตรการรักษาด้วยเคมีบำบัดร่วมกับภูมิคุ้มกันบำบัดมาใช้กับโรคมะเร็งรังไข่และมะเร็งปากมดลูกระยะลุกลาม ซึ่งช่วยยืดอายุขัยของผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังใช้เทคโนโลยีโอมิกส์ระดับเซลล์เดี่ยวในการสร้างระบบจำแนกประเภทโมเลกุลสำหรับมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกขึ้นใหม่ ทำให้สามารถรักษาแบบเฉพาะบุคคลได้อย่างแท้จริง ขณะที่ระเบียบวิธีการรักษาที่เป็นมาตรฐานของโรงพยาบาลฯ ในการรับมือกับการตั้งครรภ์ไข่ปลาอุกและมะเร็งเนื้อรก (Gestational Trophoblastic Disease) ก็ได้กลายเป็นต้นแบบอ้างอิงระดับประเทศในปัจจุบัน

โรงพยาบาลฯ ยังดำเนินระบบบริหารจัดการสุขภาพสตรีอย่างครอบคลุมตลอดทุกช่วงวัย ตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น วัยเจริญพันธุ์ การตั้งครรภ์ การฟื้นฟูหลังคลอด ไปจนถึงวัยหมดประจำเดือน และด้วยประสิทธิภาพของโครงการความปลอดภัยของมารดา ส่งผลให้โรงพยาบาลฯ มีอัตราความสำเร็จในการรักษาเคสคุณแม่ในภาวะวิกฤตสูงถึง 100% ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ทำให้มณฑลเจ้อเจียงเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีอัตราการเสียชีวิตของมารดาต่ำที่สุดในประเทศจีน

สร้างระบบนิเวศทางการแพทย์ระดับโลก เพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้า

นวัตกรรมที่ยั่งยืนจำเป็นต้องมีรากฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งในด้านแพลตฟอร์ม ระบบ และบุคลากร โดยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ทางโรงพยาบาลได้สร้างระบบนิเวศด้านการวิจัยและการต่อยอดองค์ความรู้ในสาขาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยาที่ล้ำสมัยและมีมาตรฐานเทียบเท่าระดับสากล

โรงพยาบาลแห่งนี้เป็นที่ตั้งแพลตฟอร์มการวิจัยระดับประเทศและระดับมณฑลมากกว่า 10 แห่ง รวมถึงห้องปฏิบัติการหลักด้านพันธุศาสตร์การเจริญพันธุ์ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยศูนย์วิจัยเหล่านี้มุ่งศึกษาประเด็นสำคัญอย่างสุขภาพเจริญพันธุ์ การป้องกันความพิการแต่กำเนิด โรคทางนรีเวชร้ายแรง ตลอดจนความปลอดภัยของมารดาและทารกแรกเกิด

นอกจากนี้ โรงพยาบาลฯ ยังเปิดให้บริการหอผู้ป่วยวิจัยที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน และคลังเก็บตัวอย่างทางชีวภาพระดับประเทศที่มีขีดความสามารถในการจัดเก็บตัวอย่างทางคลินิกได้สูงถึงหลายล้านตัวอย่าง เพื่อรองรับงานวิจัยทางการแพทย์คุณภาพสูง พร้อมด้วยระบบการวิจัยทางคลินิกแบบครบวงจร 6 ใน 1 ที่ช่วยเร่งกระบวนการเปลี่ยนผลงานวิจัยจากห้องแล็บไปสู่การรักษาจริงกับผู้ป่วยให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

เพื่อเร่งผลักดันให้นวัตกรรมเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โรงพยาบาลฯ ได้จัดตั้งพันธมิตรนวัตกรรมและการประยุกต์ใช้ทางสูตินรีเวชวิทยาแห่งมณฑลเจ้อเจียง ซึ่งเป็นการผนึกกำลังระหว่างสถาบันการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และสถานพยาบาล เพื่อเปลี่ยนผลงานวิจัยให้เป็นเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่นำมาใช้งานจริงในทางคลินิกนับสิบรายการ

ความสำเร็จที่โดดเด่นคือผลงานจากการร่วมพัฒนากับมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง ในการสร้าง "Shanyu Large Model" ซึ่งเป็นโมเดลภาษาขนาดใหญ่ระบบแรกของจีนที่ออกแบบมาเพื่อสาขาสูตินรีเวชวิทยาโดยเฉพาะ โดยเข้ามามีบทบาทสำคัญทั้งในด้านการวินิจฉัยโรค การวิเคราะห์เชิงวิชาการ และการบริหารจัดการสุขภาพส่วนบุคคล ซึ่งถือเป็นการนำปัญญาประดิษฐ์ไปใช้ในระบบการดูแลรักษาผู้ป่วยในชีวิตประจำวันอย่างเต็มตัว

นอกจากนี้ ทางโรงพยาบาลยังมุ่งบ่มเพาะบุคลากรผ่านโครงการสรรหาและพัฒนาศักยภาพอันเข้มข้น โดยให้การสนับสนุนนักวิจัยรุ่นใหม่ นักวิจัยหลังปริญญาเอก และโครงการนวัตกรรมต่าง ๆ พร้อมทั้งมีการมอบรางวัลเกียรติยศเพื่อเชิดชูวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นในความรอบคอบ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และความเมตตา จนเกิดเป็นทีมงานที่เข้มแข็งและมีศักยภาพในการทำงานสูงอย่างยั่งยืน

เปิดประตูสู่ความร่วมมือด้านสาธารณสุขระดับโลก

นวัตกรรมของโรงพยาบาลแห่งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภายในรั้วสถาบันเท่านั้น แต่ยังขยายขอบเขตออกไปอย่างกว้างขวางผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลและความร่วมมือในระดับสากล

ด้วยแพลตฟอร์มการแพทย์ทางไกลเพื่อสุขภาพแม่และเด็ก ทำให้โรงพยาบาลแห่งนี้ส่งต่อบริการทางการแพทย์คุณภาพสูงไปถึงชุมชนระดับท้องถิ่นและพื้นที่ห่างไกลได้ โดยมีโครงการสำคัญ อาทิ การเยี่ยมทารกแรกเกิดทางไกลผ่านเทคโนโลยี 5G และ VR, การตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์แบบทางไกล และการดูแลแม่และเด็กที่บ้านผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งโครงการเหล่านี้ได้กลายเป็นต้นแบบของความสำเร็จทั้งในระดับมณฑลและระดับประเทศ ทั้งนี้ การให้คำปรึกษาทางไกล การฝึกอบรมบุคลากร และระบบติดตามผลอย่างชาญฉลาด ล้วนมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับงานบริการสาธารณสุขพื้นฐานทั่วประเทศจีน

ในระดับนานาชาตินั้น โรงพยาบาลแห่งนี้ได้ร่วมมือกับสถาบันชั้นนำระดับโลกมากมาย ทั้งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ มหาวิทยาลัยเคยู เลอเฟิน (KU Leuven) และมหาวิทยาลัยโมนาช เพื่อร่วมกันวิจัยและบ่มเพาะบุคลากรผู้เชี่ยวชาญในสาขาพันธุศาสตร์การเจริญพันธุ์ เทคโนโลยีพหุโอมิกส์ระดับเซลล์เดี่ยว และวิทยาการทางการแพทย์ล้ำสมัยอื่น ๆ


ทางโรงพยาบาลยังร่วมขับเคลื่อนโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road) และสร้างความร่วมมือกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการแพทย์ จัดหลักสูตรฝึกอบรม และร่วมทำศัลยกรรมเพื่อแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญ พร้อมทั้งแบ่งปันแนวปฏิบัติอันเป็นเลิศของจีนในการป้องกันความพิการแต่กำเนิด การดูแลมารดาที่มีความเสี่ยงสูง และนรีเวชมะเร็งวิทยาให้ประเทศต่าง ๆ ทั้งในเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา

สำหรับอนาคตข้างหน้า ทางโรงพยาบาลกำลังเร่งขับเคลื่อน 6 แผนงานเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ การคุ้มครองภาวะเจริญพันธุ์ การป้องกันความพิการแต่กำเนิด ความปลอดภัยของมารดาและทารก การทำคลอดโดยยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง การยกระดับคุณภาพ และนวัตกรรมดิจิทัล โดยมีเป้าหมายเพื่อก้าวสู่การเป็นโรงพยาบาลแห่งนวัตกรรมและการวิจัยที่ยึดผู้ป่วยเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อส่งเสริมการเจริญพันธุ์ พัฒนาสุขภาพเด็ก และยกระดับมาตรฐานการดูแลสุขภาพแม่และเด็กทั่วประเทศให้ดียิ่งขึ้น

ตลอด 75 ปีแห่งความทุ่มเทและการค้นคว้า โรงพยาบาลสตรี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง ยังคงเดินหน้าตามพันธกิจในการปกป้องชีวิตและยกระดับสุขภาวะของมวลมนุษย์ โดยการเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลท้องถิ่นสู่การเป็นผู้นำระดับประเทศและพันธมิตรรายสำคัญในระดับสากลนั้น คือบทพิสูจน์ศักยภาพของจีนในการนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่มีคุณค่าและยั่งยืน เพื่อสตรีและเด็กในทุกพื้นที่

ที่มา: โรงพยาบาลสตรี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง