Tuesday, June 30, 2026

สำนักงาน กสทช. แนะนำประชาชนสังเกต SMS หลอกลวง ลดความเสี่ยงตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ

นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เปิดเผยว่า ปัจจุบันมิจฉาชีพยังคงใช้ SMS เป็นช่องทางหลอกลวงประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยมักแอบอ้างเป็นหน่วยงานภาครัฐ ธนาคาร บริษัทขนส่ง หรือผู้ให้บริการต่าง ๆ เพื่อหลอกให้กดลิงก์ ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน หรือกรอกข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลทางการเงิน ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียทรัพย์สิน จึงขอเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังในการรับข้อความสั้น (SMS) โดยสามารถสังเกต SMS ที่อาจเป็นข้อความหลอกลวงได้ง่าย ๆ ได้แก่

  1. ตรวจสอบชื่อผู้ส่ง หากสะกดผิด ใช้อักษรแปลก หรือมีเนื้อหา หรือลิงก์ที่แนบไม่สอดคล้องกับชื่อผู้ส่ง หรือเบอร์โทรศัพท์ที่ส่งมาอาจเป็นเบอร์มือถือเป็นชื่อผู้ส่ง
  2. SMS มีคำสะกดผิด การใช้ภาษาผิดปกติ หรือเรียบเรียงไม่เป็นธรรมชาติ และมีเนื้อหาในลักษณะสร้างความความตกใจและเร่งให้ดำเนินการทันที เช่น บัญชีจะถูกระงับ ต้องยืนยันตัวตน, พัสดุตกค้าง, เปลี่ยนรหัสผ่าน, หรือกระตุ้นความอยากได้ เช่น ได้รับเงินรางวัล, กดลิงก์เพื่อรับสิทธิ์ เป็นรูปแบบที่มิจฉาชีพนิยมใช้ ต้องตรวจสอบกับหน่วยงานเจ้าของบริการโดยตรงก่อนทุกครั้ง ทั้งนี้ปัจจุบันหน่วยงานของรัฐทุกแห่งจะไม่ส่งลิงก์ถึงผู้รับทุกกรณี
  3. หลีกเลี่ยงการกดลิงก์ที่แนบมากับ SMS หากไม่มั่นใจในแหล่งที่มา เพราะอาจเป็นเว็บไซต์ปลอมที่ใช้ขโมยข้อมูล โดยสังเกตชื่อเว็บไซต์ (URL) มักจะมีการสะกดผิด หรือเติมตัวอักษรเกินมา และลิงก์จากมิจฉาชีพมักเป็น URL สั้น (Shortened Link) หรือลิงก์หลอกให้แอด LINE ปลอม
  4. บุตรหลานช่วยให้คำแนะนำผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุในครอบครัวเรื่องระมัดระวังการกดลิงก์ที่มากับ SMS โดยใช้ข้อความที่ให้เกิดความกลัว ข้อความการชิงรางวัล การชิงโชค การเป็นบุคคลโชคดีได้รับรางวัล และช่วงที่รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนผ่านโครงการต่างๆ

สำนักงาน กสทช. ขอให้ประชาชนตรวจสอบ SMS ที่ได้รับก่อนเปิดลิงก์ที่แนบมา หากได้รับ SMS ที่น่าสงสัย ไม่ควรกดลิงก์ ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล รหัสผ่าน หรือรหัส OTP และควรติดต่อสอบถามกับหน่วยงานเจ้าของบริการผ่านช่องทางทางการโดยตรง เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพและสร้างความปลอดภัยในการใช้งานบริการโทรคมนาคมของประชาชนทุกคน

การประชุมเศรษฐกิจดิจิทัลโลก ประจำปี 2569 พร้อมนำเสนอ "มหกรรมดิจิทัล" ระดับโลก ชูเทคโนโลยี AI และการกำกับดูแลดิจิทัล

 การประชุมเศรษฐกิจดิจิทัลโลก ประจำปี 2569

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้มีการแถลงข่าวว่า การประชุมเศรษฐกิจดิจิทัลโลก ประจำปี 2569 (Global Digital Economy Conference 2026 หรือ GDEC 2026) จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-5 กรกฎาคม ภายใต้แนวคิด "การสร้างเมืองที่เป็นมิตรกับดิจิทัล ความฉลาดทางดิจิทัลไร้พรมแดน" โดยมุ่งเน้นประเด็นหลักในภาคส่วนสำคัญ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การกำกับดูแลดิจิทัล และการใช้ประโยชน์จากข้อมูล การประชุมครั้งนี้จะมีผู้แทนระดับสูงเกือบ 40 คณะ และแขกผู้มีเกียรติกว่า 1,000 คนจากทั่วโลกเข้าร่วม เพื่อส่งเสริมการแบ่งปันความสำเร็จด้านนวัตกรรมดิจิทัล และเสริมสร้างความเชื่อมั่นร่วมกันด้านการกำกับดูแลดิจิทัล พร้อมทั้งนำเสนอมหกรรมดิจิทัลรูปแบบใหม่แก่ผู้เข้าร่วมจากทั่วโลก

การประชุมในปีนี้ได้รับการยกระดับสู่กรอบการดำเนินงานแบบ "1+1+N" ซึ่งประกอบด้วยพิธีเปิด 1 งาน การประชุมหลัก 1 เวที นั่นคือ การเสวนาระดับโลกว่าด้วยการสร้างเมืองที่เป็นมิตรกับดิจิทัล (Global Dialogue on Building Digital-Friendly Cities) และการประชุมเฉพาะทางในหลากหลายหัวข้อ (N Thematic Forums) พร้อมกิจกรรมต่อเนื่องที่จัดขึ้นตลอดทั้งปี

ในระหว่างการประชุมหลัก จะมีการจัดเวทีเฉพาะทางมากกว่า 50 เวที โดยมุ่งเน้นสองประเด็นหลัก ได้แก่ "การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในภาคอุตสาหกรรม" และ "AI+" เวทีเหล่านี้จะครอบคลุมประเด็นสำคัญทั่วทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่การค้าและเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างประเทศ การพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัล การพัฒนาตลาดข้อมูล การกำกับดูแลดิจิทัลระดับโลก ไปจนถึงอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยถือเป็นเวทีแลกเปลี่ยนแบบครบวงจรที่ครอบคลุมทั้งด้านนโยบาย เทคโนโลยี อุตสาหกรรม และการลงทุน

ภายในงานประชุม จะมีการจัดเวทีสำหรับเปิดตัวเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นครั้งแรก โดยมุ่งเน้นในสาขาสำคัญ เช่น โมเดล AI ขนาดใหญ่ หุ่นยนต์ และการผลิตอัจฉริยะ พร้อมทั้งจัดแสดงเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ใหม่จำนวนมากจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ แบบจำลองโลก หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ และเทคโนโลยีการจำลองแบบครบวงจรที่พัฒนาขึ้นเอง เพื่อส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในระดับโลก

ในการประชุมครั้งนี้ ยังมีการจัดงานสัปดาห์ประสบการณ์เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy Experience Week) โดยได้จัดตั้งตลาดดิจิทัลขึ้นที่ย่านวัดหลงฟู่ ในกรุงปักกิ่ง และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลทวิน (Digital Twin) เพื่อบูรณาการประสบการณ์การบริโภคทั้งออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน นอกจากนี้ งานประชุมได้ออกแบบเส้นทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเชิงดิจิทัลโดยเฉพาะ เช่น "ทัวร์อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์อี้จวง" และ "ทัวร์บูรณาการวัฒนธรรม กีฬา ดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์เฉาหยาง" เพื่อให้สาธารณชนได้สัมผัสความสำเร็จของเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกัน ยังมีการจัดกิจกรรมพิเศษอื่น ๆ เช่น การแข่งขันสร้างสรรค์คอนเทนต์ด้วย AI (AIGC for Future Global Challenge) และงานแสดงอุตสาหกรรมเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy Industry Expo) โดยมุ่งมอบประสบการณ์แบบบูรณาการที่ผสมผสานการประชุม นิทรรศการ การแข่งขัน และการสาธิตเอาไว้อย่างครบถ้วน

หลิว เว่ยเหลียง รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศเทศบาลกรุงปักกิ่ง กล่าวว่า การประชุมในปีนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับบทบาทในเวทีนานาชาติ และเสริมสร้างการเชื่อมโยงทรัพยากรในระดับโลก โดยมุ่งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศที่ลึกซึ้งและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ผ่านท่าทีที่เปิดกว้างมากขึ้นและมาตรการเชิงปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

ที่มา: การประชุมเศรษฐกิจดิจิทัลโลก ประจำปี 2569

Global Digital Economy Conference 2026 to Present a "Digital Feast"

 Global Digital Economy Conference 2026

According to the press conference for Global Digital Economy Conference 2026 (GDEC 2026) held on June 25, the conference will take place from July 2 to 5. Under the theme "Building Digital-Friendly Cities -- Digital Intelligence without Boundaries," it will focus on core issues in key areas such as artificial intelligence, digital governance, and data elements. With nearly 40 high-level delegations and over 1,000 distinguished guests from around the world, the conference aims to promote the sharing of digital innovation achievements and mutual trust in digital governance, presenting a brand-new digital feast to the global audience.

It is known that this year's conference has upgraded to a "1+1+N" framework, comprising one opening ceremony, one main forum -- the Global Dialogue on Building Digital-Friendly Cities -- and N thematic forums, along with a year-round series of activities.

During the main session, over 50 thematic forums will be held, closely focusing on two core tracks: "Industrial Digitalization" and "AI+". These forums will cover key areas across the entire chain, including international digital trade and economy, digital talent cultivation, marketization of data elements, global digital governance, and future frontier industries, creating a one-stop exchange platform covering policies, technologies, industries, and capital.

The conference will launch a "first-launch and debut" release platform, concentrating on key fields such as AI large models, robotics, and intelligent manufacturing. It will showcase a number of new technologies and products from both domestic and international sources, including world models, humanoid robots, and full-stack self-developed simulation technologies, promoting the global application of advanced technologies.

At the same time, the conference will also feature a Digital Economy Experience Week, creating a themed digital "trend" market at Beijing's Longfu Temple district, which uses digital twin technology to integrate online and offline consumption scenarios. The conference has planned specialized digital culture and tourism routes such as the "Yizhuang Humanoid Robot Industry Tour" and the "Chaoyang Culture-Sports Digital-Intelligence Integration Tour," allowing the public to experience the achievements of the digital economy up close. In addition, the conference will include special events and activities such as the AIGC for Future Global Challenge and the Digital Economy Industry Expo, offering an immersive experience that combines conferences, exhibitions, competitions, and shows.

Liu Weiliang, Deputy Director of the Beijing Municipal Bureau of Economy and Information Technology, stated that this year's conference is committed to enhancing its international presence and global resource connectivity, striving to promote deeper and broader international cooperation with a more open attitude and more pragmatic measures.

Source: Global Digital Economy Conference 2026

Monday, June 29, 2026

ทีซีซีเทค ต่อยอด! MANUTECH ปีที่ 3 เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการผลิตสู่ยุคดิจิทัล

เมื่อเร็วๆ นี้ ทีซีซี เทคโนโลยี (ทีซีซีเทค) ยกทัพผู้เชี่ยวชาญมาร่วมแบ่งปันความรู้ด้านอุตสาหกรรมการผลิตให้กับลูกค้ากว่า 100 ราย ในงาน MANUTECH ปีที่ 3 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “AI-Driven Manufacturing: From Data to Smart Decisions” โดยภายในงานได้รวบรวมหัวข้อความรู้ด้านเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน การเชื่อมต่อระบบและข้อมูลด้านการขนส่งเพื่อการบริหารจัดการแบบครบวงจร ตลอดจนการใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ และการเสริมความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เพื่อรองรับความท้าทายของธุรกิจยุคดิจิทัล

TCCtech Continues MANUTECH Year 3, Driving the Manufacturing Industry Towards the Digital Era

Recently, TCC Technology (TCCtech) brought together industry experts to share insights and knowledge on manufacturing with over 100 customers at MANUTECH Year 3, under the theme “AI-Driven Manufacturing: From Data to Smart Decisions.” The event featured a wide range of technology topics designed to address business needs across multiple dimensions. There was a focus on leveraging AI to enhance operational efficiency, integrating logistics solutions and data for end-to-end management, maximizing the value of data to support informed decision-making, and strengthening cybersecurity to help businesses navigate challenges in the digital era.


โตเกียวสกายทรี ดึง “จิคาวะ” ประกาศกิจกรรมคอลแลบใหญ่ครั้งที่ 2 กลับมาอีกครั้งในรอบ 3 ปี

บริษัท โทบุ ทาวเวอร์ สกายทรี จำกัด (TOBU TOWER SKYTREE Co., Ltd.) ผู้บริหารหอคอยโตเกียวสกายทรี (TOKYO SKYTREE) ประกาศจัดกิจกรรมคอลแลบร่วมกับคาแรกเตอร์ยอดนิยมอย่าง จิคาวะ (Chiikawa) เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นการกลับมาอีกครั้งในรอบ 3 ปี งานนี้จะใช้ชื่อว่า “Chiikawa Starry SKYTREE (R) and the Secret Island” โดยจะมีขึ้นตั้งแต่วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม ถึงวันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2569 เพื่อร่วมฉลองเนื่องในโอกาสที่ภาพยนตร์แอนิเมชันของจิคาวะอย่าง “Chiikawa the Movie: The Secret of the Mermaid Island” มีกำหนดเข้าฉายในเดือนกรกฎาคม 2569 นี้

ภาพหลักของงาน: https://cdn.kyodonewsprwire.jp/prwfile/release/M108036/202606120795/_prw_PI1fl_4Vetdnj1.jpg

เว็บไซต์พิเศษของงาน: https://www.tokyo-skytree.jp/en/event/special/chiikawa/

ตลอดช่วงเวลาของการจัดงาน ผู้เข้าชมจะได้เพลิดเพลินไปกับการตกแต่งสถานที่ในธีมสุดพิเศษ ด้วยภาพอาร์ตเวิร์กดีไซน์เฉพาะของงานนี้ ตลอดเส้นทางชมวิวเทมโบ แกลเลอเรีย (Tembo Galleria) ที่ความสูง 450 เมตร พร้อมเต็มอิ่มกับสินค้าลิขสิทธิ์เฉพาะของงาน เมนูพิเศษจากคาเฟ่ และบริการถ่ายภาพเป็นที่ระลึก นอกจากนี้ ยังมีการฉายวิดีโอสุดพิเศษที่สกายทรี ราวด์ เธียเตอร์ (SKYTREE ROUND THEATER (R)) บริเวณจุดชมวิวเทมโบ เดค (Tembo Deck) ที่ความสูง 350 เมตร ซึ่งจะเปลี่ยนบานกระจกหน้าต่างโดยรอบให้กลายเป็นจอยักษ์ ภายนอกหอคอยยังมีการจัดแสงไฟพิเศษในธีมพิเศษที่ได้แรงบันดาลใจจากตัวละครต่าง ๆ ของจิคาวะ

สำหรับผู้เข้าชมที่ต้องการลิ้มลองเมนูพิเศษเฉพาะงานนี้ที่สกายทรี คาเฟ่ (SKYTREE CAFE) บนจุดชมวิวเทมโบ เดค ชั้น 340 จะต้องซื้อ บัตรเข้าชมชั้นจุดชมวิวพร้อมคูปองอาหาร (Observation Deck Admission Ticket with Meal Voucher) ด้วย

รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีซื้อ บัตรเข้าชมชั้นจุดชมวิวพร้อมคูปองอาหารสามารถตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์เฉพาะกิจของกิจกรรมนี้ โดยทางผู้จัดงานขอห้ามไม่ให้นำบัตรไปรีเซลโดยเด็ดขาด หากตรวจพบการนำบัตรไปจำหน่ายต่อ ทางผู้จัดงานขอสงวนสิทธิ์ในการปฏิเสธการเข้าชม สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่จำหน่ายและวิธีการซื้อสินค้าลิขสิทธิ์เฉพาะของงาน ก็มีแจ้งไว้บนเว็บไซต์เฉพาะกิจดังกล่าวด้วยเช่นกัน

โทบุ ทาวเวอร์ สกายทรี หวังเป็นอย่างยิ่งว่านักท่องเที่ยวที่มาเยือนญี่ปุ่นจะแวะมาเที่ยวชมงานสุดพิเศษนี้ที่โตเกียวสกายทรี

เกี่ยวกับโตเกียวสกายทรี
โตเกียวสกายทรี (TOKYO SKYTREE) เป็นหอส่งสัญญาณแบบตั้งอยู่ได้ด้วยตัวเอง (free-standing) ที่สูงที่สุดในโลกด้วยความสูง 634 เมตร โดยมีจุดชมวิว 2 ระดับ ได้แก่ เทมโบ เดค (Tembo Deck) ที่ความสูง 350 เมตร และเทมโบ แกลเลอเรีย (Tembo Galleria) ที่ความสูง 450 เมตร ซึ่งมอบทัศนียภาพอันงดงามของกรุงโตเกียวแบบพาโนรามา ในยามค่ำคืนนั้น โตเกียวสกายทรีจะสว่างไสวด้วยแสงไฟหลากสีสันใน 3 รูปแบบ ได้แก่ อิกิ (Iki) ที่โดดเด่นด้วยสีฟ้าอ่อน, “มิยาบิ (Miyabi) ในสีม่วงแบบเอโดะ และ โนโบริ (Nobori) ที่สื่อถึงความเป็นสิริมงคลด้วยสีส้มแทนเจอรีน นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสงไฟพิเศษในช่วงเทศกาลและงานอีเวนต์ต่าง ๆ อีกด้วย

เว็บไซต์อย่างเป็นทางการและบัญชีโซเชียลมีเดีย:
เว็บไซต์: https://www.tokyo-skytree.jp/en/
อินสตาแกรม: https://www.instagram.com/tokyoskytree_global/
เอ็กซ์: https://twitter.com/skytreeofficial
เฟซบุ๊ก: https://www.facebook.com/TOKYOSKYTREE.official/

ข้อมูลลิขสิทธิ์:
(C) nagano
(C) nagano / 2026 Chiikawa the Movie Film Partners 
(C) TOKYO-SKYTREE

ที่มา: บริษัท โทบุ ทาวเวอร์ สกายทรี จำกัด

TOKYO SKYTREE Announces Second Collaboration Event with Chiikawa, First in Three Years

TOBU TOWER SKYTREE Co., Ltd., operator of TOKYO SKYTREE, announced its second collaboration event with the popular character "Chiikawa," for the first time in three years, titled "Chiikawa Starry SKYTREE (R) and the Secret Island." The event will run from Friday, July 10 to Saturday, October 31, 2026, in celebration of the character's film "Chiikawa the Movie: The Secret of the Mermaid Island," set for release in July 2026.

Key visual: https://cdn.kyodonewsprwire.jp/prwfile/release/M108036/202606120795/_prw_PI1fl_4Vetdnj1.jpg

Special website: https://www.tokyo-skytree.jp/en/event/special/chiikawa/

During the event, visitors can enjoy special decorations featuring original visuals along the 450-meter-high Tembo Galleria, as well as event-exclusive merchandise, themed cafe menu items, and photo shoot services. A special screening will also be held in SKYTREE ROUND THEATER (R) on the 350-meter-high Tembo Deck, where the windows will be transformed into a giant screen. In addition, the exterior of the tower will feature a special lighting inspired by various characters from Chiikawa.

Guests who wish to enjoy the event-exclusive menu at SKYTREE CAFE on Tembo Deck Floor 340 are required to purchase an "Observation Deck Admission Ticket with Meal Voucher."

Details on how to purchase the "Observation Deck Admission Ticket with Meal Voucher" are available on the event's special website. Resale of tickets is strictly prohibited. Entry may be denied if any resale activity is detected. Information on sales locations and how to purchase event-exclusive merchandise is also available on the special website.

TOBU TOWER SKYTREE hopes that travelers to Japan will visit and enjoy TOKYO SKYTREE on the occasion of the event.

About TOKYO SKYTREE

The 634-meter-high TOKYO SKYTREE is the world's tallest free-standing broadcasting tower. It has two observation decks, the Tembo Deck, 350 meters high, and the Tembo Galleria, 450 meters high, commanding a spectacular panoramic view of Tokyo. At night, TOKYO SKYTREE is colorfully lit up in three lighting styles -- "Iki," characterized by a pale blue, "Miyabi," featuring Edo purple, and the "Nobori" auspicious tangerine hue. Special lighting can be seen during seasonal and other events.

The official website and social media accounts:

Website: https://www.tokyo-skytree.jp/en/

Instagram: https://www.instagram.com/tokyoskytree_global/

X: https://twitter.com/skytreeofficial

Facebook: https://www.facebook.com/TOKYOSKYTREE.official/

Copyright notice:

(C) nagano

(C) nagano / 2026 Chiikawa the Movie Film Partners

(C) TOKYO-SKYTREE

Source: TOBU TOWER SKYTREE Co., Ltd.

ต้าเหลียนจัดการประชุม Summer Davos 2026 ผู้แทนจากกว่า 90 ประเทศร่วมขับเคลื่อนอนาคตเศรษฐกิจโลก


 คณะกรรมการเตรียมงานและประสานงานการประชุม Annual Meeting of the New Champions ประจำเทศบาลเมืองต้าเหลียน

ในระหว่างวันที่ 23-25 มิถุนายนที่ผ่านมา การประชุม Annual Meeting of the New Champions ครั้งที่ 17 หรือ Summer Davos 2026 ได้จัดขึ้น ณ เมืองต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิง ประเทศจีน โดยผู้เข้าร่วมกว่า 1,700 คน จากกว่า 90 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก เดินทางมารวมตัวกันในเมืองชายฝั่งแห่งนี้ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและแสวงหาแนวทางใหม่ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจโลก ภายใต้หัวข้อ "Innovating at Scale"

การประชุมในปีนี้นำเสนอการจัดงานรูปแบบใหม่เป็นครั้งแรก โดยจัดให้ห้องประชุมทั้งหมดอยู่บนชั้นเดียวกัน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าร่วมงาน พร้อมจัดการเสวนาแบบ Interactive Space และจัดรายการพอดแคสต์สดหลายรายการ นอกจากนั้นยังให้ความสำคัญกับการจัดงานอย่างยั่งยืนภายใต้แนวคิดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดทั้งงาน โดยสถานที่จัดงานหลักใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 100% และวัสดุก่อสร้างรวมถึงวัสดุตกแต่งมากกว่า 85% เป็นวัสดุรีไซเคิล

ผู้เข้าร่วมจากทั่วโลกต่างให้ความสนใจและชื่นชมความสำเร็จของจีนในการพัฒนา "กำลังการผลิตคุณภาพใหม่" (New Quality Productive Forces) โดยมองว่านวัตกรรมและการเปิดกว้างของจีนได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกัน โอกาสมหาศาลที่เกิดจากการขับเคลื่อนความทันสมัยของจีน จะมีส่วนช่วยเร่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก พร้อมทั้งส่งเสริมการเติบโตที่ครอบคลุมและทั่วถึงในระดับโลก

ด้วยทำเลที่ตั้งอันโดดเด่นซึ่งโอบล้อมด้วยทะเลถึงสามด้าน เมืองต้าเหลียนจึงสามารถเดินหน้าพัฒนาและเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดได้อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน มีผู้ประกอบการด้านการวิจัยและพัฒนา การผลิตพลังงานสะอาด รวมถึงการผลิตอุปกรณ์ด้านพลังงานสะอาด เข้ามาตั้งฐานและรวมตัวในเมืองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยสร้างแรงขับเคลื่อนสำคัญให้อุตสาหกรรมสีเขียวของเมืองเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ผู้แทนจาก World Economic Forum กล่าวชื่นชมเมืองต้าเหลียนที่สนับสนุนการประชุม Annual Meeting of the New Champions มาอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกย่องเมืองต้าเหลียนในด้านความเปิดกว้าง ความมีชีวิตชีวา และการดำเนินงานที่สะท้อนถึงความรับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม ด้านเทศบาลเมืองต้าเหลียนระบุว่า กำลังเร่งยกระดับเมืองสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการขนส่งทางเรือ โลจิสติกส์ และการเงินระดับนานาชาติของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ปัจจุบัน ต้าเหลียนได้สร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้ากับกว่า 200 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก ควบคู่ไปกับการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับภูมิภาค พร้อมมุ่งสร้างเมืองชายฝั่งสมัยใหม่ที่น่าอยู่ เป็นมิตรต่อการลงทุนและการดำเนินธุรกิจ รวมถึงเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่ดึงดูดใจ โดยชูสโลแกน "Come to Dalian to See the Sea" เพื่อสะท้อนเสน่ห์และอัตลักษณ์ของเมืองชายฝั่งแห่งนี้

ที่มา: คณะกรรมการเตรียมงานและประสานงานการประชุม Annual Meeting of the New Champions ประจำเทศบาลเมืองต้าเหลียน

Opening a Coastal City to Welcome Global Guests: The 17th Annual Meeting of the New Champions Successfully Held in Dalian


 Dalian Municipal Preparation and Coordination Committee for the Annual Meeting of the New Champions

From June 23 to 25, the 17th Annual Meeting of the New Champions (also known as 2026 Summer Davos) was held in Dalian, Liaoning province. More than 1,700 participants from over 90 countries and regions gathered in this coastal city to explore new pathways for global economic development under the theme "Innovating at Scale".

This year's forum featured, for the first time, a same-floor layout for all meeting venues, and introduced an Interactive Space discussion format and multiple live podcast sessions. The forum upheld green principles throughout its duration. The main venue was powered entirely by 100% renewable electricity, and more than 85% of the construction and decoration materials were recycled.

Participants from around the world closely followed and highly praised China's achievements in developing new quality productive forces. They noted that China's innovation and openness have become a bright spot in addressing global economic uncertainties and that the vast opportunities presented by Chinese modernization will further boost global economic recovery and promote inclusive growth worldwide.

Leveraging its unique geographic advantage of being surrounded by the sea on three sides, Dalian has steadily strengthened its clean energy industrial chain. A growing number of enterprises engaged in clean energy research and development, manufacturing, and equipment production are rapidly clustering in the city, providing sustained momentum for the growth of its green industries.

Relevant officials from the World Economic Forum highly commended Dalian's longstanding support for the Annual Meeting of the New Champions, praising the city for its openness, vitality, and a pragmatic sense of responsibility. Officials from the Dalian Municipal Government stated that the city is stepping up its efforts to establish itself as an international hub for shipping, logistics, and finance in Northeast Asia. Dalian has forged economic and trade ties with more than 200 countries and regions, while concurrently advancing the development of a regional center for scientific and technological innovation. The city is striving to build a modern coastal city that is livable, business-friendly, and tourism-oriented, with the slogan "Come to Dalian to See the Sea" becoming one of its calling cards.

Source: Dalian Municipal Preparation and Coordination Committee for the Annual Meeting of the New Champions

Friday, June 26, 2026

“สำนักงาน กสทช.” เดินหน้าหนุนบริการโทรคมนาคมพื้นฐานและบริการเพื่อสังคม จับมือ “สพฉ.” ทำ MOU ยกระดับระบบการแพทย์ฉุกเฉินทั่วประเทศ

าสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ประธาน กสทช.) กล่าวว่า หนึ่งในภารกิจหลักของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) ในการกำกับดูแลกิจการสื่อสารและโทรคมนาคม คือการสนับสนุนบริการโทรคมนาคมพื้นฐานและบริการเพื่อสังคม ซึ่งครอบคลุมได้ถึงการให้บริการสาธารณสุขในพื้นที่ห่างไกล ที่สามารถนำเทคโนโลยีสารสนเทศ และโครงข่ายอินเทอร์เน็ต มาใช้เป็นตัวกลางช่วยเหลือทางการแพทย์ให้คนทั่วไปเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้รวดเร็วขึ้น และมีโอกาสรอดชีวิตได้มากขึ้น  

ประธาน กสทช. กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. ได้หารือร่วมกับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) และจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกันภายใต้โครงการยกระดับการให้บริการเพื่อสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน เพื่อเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมกับระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งที่ประชุม กสทช. มีมติเห็นชอบโครงการดังกล่าว โดยใช้งบประมาณจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ ในกรอบวงเงิน 250 ล้านบาท เพื่อนำไปพัฒนาและติดตั้งระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินอัจฉริยะ (Smart Emergency Alert System) อุปกรณ์ช่วยชีวิต และอุปกรณ์เทคโนโลยีด้านการแพทย์ฉุกเฉิน

สำหรับกระบวนการทำงานของระบบเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินกดปุ่ม SOS ที่จุดติดตั้ง ระบบจะส่งสัญญาณภาพและเสียงผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไปยัง National Digital Emergency Medical Service (NDEMS) ของ สพฉ. ศูนย์สั่งการระดับจังหวัด (1669) เมื่อมีการรับสาย เห็นภาพเหตุการณ์และตำแหน่งแบบเรียลไทม์จะมีเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำการทำ CPR และใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้า (AED) ก่อนเรียกรถพยาบาลฉุกเฉินเข้าพื้นที่รับผู้ป่วย ลดการสูญเสียจากภาวะหัวใจหยุดเต้น โดยกำหนดติดตั้งจุดความปลอดภัยไม่น้อยกว่า 700 แห่งทั่วประเทศ ในพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่ชายขอบ

“เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ตรงใจผมตั้งแต่แรกตั้งแต่มาเป็นประธาน กสทช. คือการกำหนดกรอบนโยบายโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ พัฒนาระบบการแพทย์พื้นฐาน เพราะโอกาสทำให้คนรอดชีวิตมีมากขึ้นถ้าเราเอาระบบโทรคมนาคมมาใช้คนจะเข้าถึงระบบสาธารณสุขพื้นฐานได้ง่าย ผมเป็นหมอหัวใจถึงรู้ว่าการแพทย์ฉุกเฉินมีความจำเป็นมาก กรณีฉุกเฉินที่ทำให้คนเสียชีวิตถ้าไม่นับเรื่องกรณีอุบัติเหตุ อันดับหนึ่งคือเรื่องของหัวใจ มีสถิติว่าการไม่ใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้ามีคนที่รอดตายเพียง 5% แต่เมื่อมีเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าช่วยปั๊มหัวใจ ทำให้คนรอดตายได้ประมาณ 25-28% ฉะนั้นจะทำอย่างไรให้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าไปถึงที่หมายไวที่สุด และต้องใช้งานเป็น การช่วยชีวิตยิ่งเร็วเท่าไรยิ่งดี เพราะหัวใจที่นิ่งไป 5 นาทีคือความตาย” ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ กล่าว

จากข้อมูล สพฉ. รายงานว่า ปัจจุบันมีคนไทยเสียชีวิตนอกโรงพยาบาลประมาณ 84,000 คนต่อปี เนื่องจากเข้าถึงระบบการแพทย์ฉุกเฉินได้ไม่ทันเวลา ขณะที่ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า หากการแจ้งเหตุและการช่วยเหลือล่าช้าเพียง 1 นาที อัตราการรอดชีวิตจะลดลงถึง 10% นอกจากนี้ยังมีตำบลอีกกว่า 46% ที่ยังขาดแคลนระบบกู้ชีพที่ครอบคลุมเพียงพอ ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นการบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ในการนำโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน โดยเฉพาะการสนับสนุนภารกิจด้านการแพทย์ฉุกเฉินซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตของประชาชนในทุกพื้นที่ เพิ่มอัตราการรอดชีวิต และลดความเหลื่อมล้ำด้านสาธารณสุขระหว่างเมืองและพื้นที่ห่างไกล

Thursday, June 25, 2026

ค็อกพิทชูแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ยกระดับประสบการณ์ช็อปออนไลน์ ดูแลทุกเรื่องรถ ครบ จบในคลิกเดียว

ค็อกพิท (COCKPIT) ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรฟาสต์ฟิต เดินหน้ายกระดับบริการสู่อีคอมเมิร์ซอย่างเต็มรูปแบบ ผ่านช่องทาง TikTok Shop, Shopee Mall และLazada Mall เพื่อตอบโจทย์ลูกค้ายุคดิจิทัลที่ต้องการความสะดวก พร้อมความมั่นใจในคุณภาพสินค้า ด้วยการมอบประสบการณ์ช็อปออนไลน์ที่เชื่อมต่อการดูแลรถยนต์ให้เป็นเรื่องง่าย ครบ จบในคลิกเดียว

ลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าและบริการด้านรถยนต์จากค็อกพิทได้อย่างสะดวกผ่านทั้ง 3 แพลตฟอร์ม ครอบคลุมตั้งแต่ยางรถยนต์จาก BRIDGESTONE, FIRESTONE และ DAYTON รวมถึงน้ำมันเครื่อง น้ำมันหล่อลื่น และบริการดูแลรถยนต์ครบวงจร พร้อมสิทธิประโยชน์ด้านราคา โปรโมชันพิเศษ และทางเลือกผ่อนชำระ 0% เพื่อเพิ่มความคุ้มค่า

ค็อกพิทยังขยายกลยุทธ์การตลาดบน TikTok Shop ผ่านรูปแบบการไลฟ์ขายสินค้า ความร่วมมือกับครีเอเตอร์ และ Affiliate Marketing เพื่อเพิ่มการเข้าถึงข้อมูลสินค้า ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกสินค้าที่เหมาะสมกับรถยนต์ได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ เมื่อลูกค้าเลือกเปลี่ยนยางรถยนต์ที่ค็อกพิท ยังได้รับสิทธิประโยชน์ด้านบริการหลังการขายที่ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าและความอุ่นใจในการใช้งานอย่างครบครัน ดังนี้

  • ฟรี! ค่าแรง บริการติดตั้งยางรถยนต์ พร้อมถ่วงล้อ
  • ฟรี! B-24 บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม. นาน 1 ปี
  • ฟรี! ปะยางรถยนต์แบบแทงใยไหม (ไม่จำกัดจำนวนครั้ง)
  • ฟรี! สลับยางรถยนต์ (ทุกระยะ 10,000 กม. จำนวน 4 ครั้ง)
  • ฟรี! ตรวจเช็คความปลอดภัยเบื้องต้น (ทุกระยะ 10,000 กม. จำนวน 4 ครั้ง เมื่อมาสลับยางรถยนต์)
  • ฟรี! ส่วนลดค่าบริการตั้งศูนย์ถ่วงล้อ 20% ในครั้งถัดไป
  • ฟรี! รับประกันคุณภาพยางรถยนต์ BRIDGESTONE*, FIRESTONE และ DAYTON ตลอดระยะเวลา 5 ปี นับจากวันที่ติดตั้งสินค้า

คุณเรียวอิจิ ทานากะ ผู้อำนวยการสายงานขายและการตลาดยางรถยนต์นั่งและรถบรรทุกขนาดเล็ก บริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ค็อกพิทมุ่งพัฒนาประสบการณ์ลูกค้าให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง การขยายสู่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มช่องทางการจำหน่าย แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญในการยกระดับประสบการณ์การดูแลรถยนต์แบบไร้รอยต่อ (Seamless Experience) ตั้งแต่การเข้าถึงข้อมูลสินค้า การตัดสินใจเลือกซื้อ ไปจนถึงการเข้ารับบริการที่ค็อกพิท เราต้องการให้ลูกค้าได้รับทั้งความสะดวก ความมั่นใจในคุณภาพสินค้าและบริการ พร้อมสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมโยงออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไป และเสริมความแข็งแกร่งให้ค็อกพิทเป็นจุดหมายด้านบริการรถยนต์ครบวงจรสำหรับผู้บริโภคยุคใหม่”

สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมและเลือกใช้บริการได้ผ่านช่องทางออนไลน์ของค็อกพิท ดังนี้

หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่แผนกลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 1369

*หมายเหตุ: ยางรถยนต์ที่จำหน่ายครอบคลุมทั้งแบรนด์ BRIDGESTONE, FIRESTONE และ DAYTON โดยสิทธิประโยชน์ภายใต้โปรแกรม B-care One จะครอบคลุมเฉพาะยางรถยนต์แบรนด์ BRIDGESTONE เท่านั้น สำหรับยาง BRIDGESTONE รุ่นที่ร่วมรายการ ได้แก่ BRIDGESTONE ECOPIA EP150, BRIDGESTONE ECOPIA EP300, BRIDGESTONE ECOPIA H/L001, BRIDGESTONE TURANZA 6, BRIDGESTONE POTENZA Adrenalin RE004, BRIDGESTONE POTENZA Adrenalin RE005, BRIDGESTONE ALENZA 001, BRIDGESTONE TECHNO และ BRIDGESTONE TECHNO SPORT (ทั้งนี้ ยกเว้นยาง Runflat ซึ่งไม่อยู่ภายใต้ขอบเขตการรับประกันของโปรแกรมดังกล่าว)

เกี่ยวกับบริดจสโตน ประเทศไทย:

บริดจสโตน ผู้นำระดับโลกด้านยางรถยนต์และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับยาง พร้อมนำเสนอโซลูชั่นด้านการเดินทางที่ปลอดภัยและยั่งยืน และสำหรับประเทศไทย บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด คือหนึ่งในผู้ผลิตชั้นนำในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และบริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำด้านการนำเข้า จัดจำหน่าย และทำการตลาดยางรถยนต์ภายใต้แบรนด์บริดจสโตน, ไฟร์สโตน และเดย์ตันแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย บริดจสโตนเป็นแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า ตัวแทนจำหน่าย และพันธมิตรทางธุรกิจ เรานำเสนอกลุ่มผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์พรีเมียมที่หลากหลายและโซลูชั่นขั้นสูง ซึ่งพัฒนาจากนวัตกรรมทางเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาการเดินทาง, การใช้ชีวิต, การทำงาน และการพักผ่อนของผู้คนทั่วโลก

เกี่ยวกับ ค็อกพิท

ค็อกพิท (Cockpit) ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรที่พร้อมให้บริการที่หลากหลาย อาทิ บริการเปลี่ยนยางรถยนต์ น้ำมันเครื่อง เบรก โช้คอัพ แบตเตอรี่ และการบำรุงรักษารถยนต์ตามระยะทาง ด้วยสินค้าคุณภาพสูงที่คัดสรรจากผู้ผลิตชั้นนำ เเละบริการมาตรฐานจากทีมช่างผู้ชำนาญ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัยด้วยการให้บริการด้วยความุ่งมั่น คำนึงถึงความปลอดภัย ใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อนำเสนอสินค้าและบริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า ที่ครอบคลุมพื้นที่ถึง 259 สาขาทั่วประเทศ* (ข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2569)

ที่มา: บริดจสโตน ประเทศไทย

COCKPIT Elevates Online Shopping Experience with e-commerce Platform, Delivering Seamless One-Click Auto Care Center Services

COCKPIT, a fast fit one-stop auto care center, is enhancing its services through full-scale e-commerce expansion across TikTok Shop, Shopee Mall, and Lazada Mall, catering to digital-age customers who seek both convenience and confidence in product quality. This initiative aims to deliver a seamless online shopping experience that makes auto care easier than ever with just one click.

Customers can conveniently purchase a full range of automotive products and services from COCKPIT through all three platforms, including tires from BRIDGESTONE, FIRESTONE, and DAYTON, as well as engine oils, lubricants, and comprehensive vehicle maintenance services. Customers can also enjoy attractive pricing, exclusive promotions, and 0% payment options, offering greater value and convenience.

COCKPIT is also expanding its marketing strategy on TikTok Shop through live commerce, collaborations with creators, and affiliate marketing, enabling customers to access product information more easily and make informed purchasing decisions with greater confidence.

In addition, customers who purchase tires at COCKPIT can enjoy a wide range of after-sales benefits designed to provide extra value and peace of mind, including:

  • Free! tire installation and wheel balancing
  • Free! B-24 roadside assistance service for 1 year
  • Free! tire puncture repair with plug patch service (unlimited times)
  • Free! tire rotation (every 10,000 km, up to 4 times)
  • Free! basic safety inspection (every 10,000 km for 4 times when receiving tire rotation service)
  • Free! 20% discount on wheel alignment and balancing services on your next visit
  • Free! product warranty coverage for BRIDGESTONE*, FIRESTONE, and DAYTON tires for up to 5 years from the installation date

Mr. Ryoichi Tanaka, Consumer Sales and Marketing Group Director of Bridgestone Sales (Thailand) Co., Ltd., said “COCKPIT continuously strives to enhance customer experience in line with evolving digital consumer behavior. Our expansion into e-commerce is not merely about adding sales channels; it is a strategic step toward delivering seamless customer experience from product search and purchase to in-store service. We aim to provide customers with greater convenience and confidence in both our products and services, while strengthening COCKPIT’s position as a trusted one-stop auto care destination for today’s consumers.”

Customers can learn more and access COCKPIT’s services through the following online channels:

Or contact COCKPIT Customer Service at Tel. 1369.

*Remark: Tires available at COCKPIT include BRIDGESTONE, FIRESTONE, and DAYTON. However, benefits under the B-care One program apply exclusively to participating BRIDGESTONE tire models, including BRIDGESTONE ECOPIA EP150, BRIDGESTONE ECOPIA EP300, BRIDGESTONE ECOPIA H/L001, BRIDGESTONE TURANZA 6, BRIDGESTONE POTENZA Adrenalin RE004, BRIDGESTONE POTENZA Adrenalin RE005, BRIDGESTONE ALENZA 001, BRIDGESTONE TECHNO, and BRIDGESTONE TECHNO SPORT. (Run-flat tires are excluded from the coverage of this program.)

About Bridgestone in Thailand:   
Bridgestone is a global leader in tires and rubber building on its expertise to provide solutions for safe and sustainable mobility. In Thailand, Thai Bridgestone Co., Ltd. (TBSC) is a leading manufacturer in the Thai automotive industry, while Bridgestone Sales (Thailand) Co., Ltd. (BSTL) is the exclusive importer & distributor, and supervises the marketing strategy for Bridgestone, Firestone and Dayton branded tires in Thailand. Bridgestone is a brand trusted by its customers, dealers and business partners. Bridgestone offers a diverse product portfolio of premium tires and advanced solutions backed by innovative technologies, improving the way people around the world move, live, work and play.            

About COCKPIT: 
 

COCKPIT, a fast fit one-stop auto care center, offers a variety of vehicle maintenance services from tires, motor oils, brakes, suspensions, batteries, and scheduled maintenances. All parts and consumables are of the highest quality from leading manufacturers and performed by highly trained and qualified technicians using modern tools and equipment. Our mission is the commitment to serve with emphasis on safety in every detail, to offer the best products and services to customers. There are 259 COCKPIT stores nationwide* (as of May 2026). 

Tuesday, June 23, 2026

Invest Qatar Gateway introduces new feature, connecting startups to venture capital funds

Invest Qatar, the country’s investment promotion agency, today announced the launch of the Venture Capital (VC) Funding Module on the Invest Qatar Gateway, developed in collaboration with Qatar Investment Authority (QIA). The new offering enhances startups access to capital and investment opportunities, marking a significant milestone in Qatar’s efforts to strengthen its entrepreneurship ecosystem.

 


The new module, accessible to all Invest Qatar Gateway members, consolidates the VC discovery and application process into a single, streamlined platform.

Through this module, startups can explore the investment focus areas and eligibility criteria of participating VC funds, many of which are backed by QIA through its $3 billion Fund of Funds programme . Startups can also access value-added services and support programmes and submit their pitches directly to fund managers.

By centralising these resources, the platform enhances efficiency, transparency and accessibility throughout the fundraising journey. It also reflects Invest Qatar’s continued commitment to fostering innovation and supporting emerging businesses by directly connecting founders with a curated network of VC funds.

In its initial phase, the module features a growing network of participating funds and ecosystem partners, including Tech Venture Fund by Qatar Science & Technology Park (QSTP), and QIA-backed funds A-Typical Ventures, B Capital, Builders VC MENA, Deerfield, The Utopia Studio, Founders Circle Capital, Greycroft, Human Capital, Ion Pacific, Liberty City Ventures, Rasmal Ventures, Shorooq, Speedinvest and The Radical Fund.

Commenting on the new launch, Dr. Hamad Rashid Al-Naimi, Chief Strategy Officer at Invest Qatar, said : “The VC Funding Module is the latest addition to the Invest Qatar Gateway, a platform we have built deliberately to streamline and simplify every stage of a founder's journey. By bringing QIA-backed funds together on a single, transparent platform, we offer startups something rare in emerging ecosystems: a clear, direct path from idea to institutional capital, with access to the networks, expertise and resources needed to scale and succeed globally.”

“As Qatar’s venture capital ecosystem continues to evolve, this module will provide entrepreneurs with a centralised platform that enables them to have greater visibility of the opportunities available, and clearer pathways to connect with the relevant fund managers,” said Haya Al Ghanim, Director of Qatar Funds at QIA . “This module supports our shared mission of establishing Qatar as a leading destination for innovation and entrepreneurship.”

Startups seeking access to venture capital are encouraged to visit the Invest Qatar Gateway and explore the newly launched VC Funding Module. Through the platform, entrepreneurs can review participating QIA-backed funds, assess investment criteria and formally submit their pitch to fund managers. To register, learn more or get in touch with the Invest Qatar team, please visit: https://gateway.invest.qa/

About Invest Qatar

The Investment Promotion Agency Qatar’s (Invest Qatar) mission is to accelerate Qatar’s economic diversification and global competitiveness by proactively attracting targeted investment, developing priority economic clusters and delivering an exceptional end-to-end investor experience.

Invest Qatar partners with investors throughout their journey, from exploration and setup to expansion, supporting their long-term growth by providing comprehensive insights into Qatar’s business landscape, sector-specific market knowledge and tailored investment facilitation.

For more information, please visit www.invest.qa

@InvestQatar | #InvestQatar

About Qatar Investment Authority

Qatar Investment Authority (QIA) is the sovereign wealth fund of the State of Qatar. QIA was founded in 2005 to invest and manage the state reserve funds. QIA is among the largest and most active sovereign wealth funds globally. QIA invests across a wide range of asset classes and regions as well as in partnership with leading institutions around the world to build a global and diversified investment portfolio with a long-term perspective that can deliver sustainable returns and contribute to the prosperity of the State of Qatar.

For more information, please visit https://www.qia.qa/

Monday, June 22, 2026

วัวอารมณ์ดี เกษตรกรมีรายได้ ด้วย “สารเสริมแร่ธาตุจากโกโก้” ผลงานนักวิจัยจุฬาฯ ยกระดับโกโก้ตกเกรด สู่อาหารสัตว์พรีเมียม

อาจารย์จุฬาฯ ผันวิกฤตผลผลิตโกโก้ตกเกรด เป็นโอกาสสู่การพัฒนานวัตกรรม “สารเสริมแร่ธาตุจากโกโก้” ช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงปศุสัตว์ลดต้นทุน ยกระดับคุณภาพเนื้อโคขุนไทยลดปัญหาเต้านมอักเสบในโคนม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สร้างโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) เพื่อความยั่งยืนอย่างแท้จริง

สภาพภูมิอากาศที่สุดขั้ว – ร้อนจัดและแล้งจัดที่เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์และจะยาวไปจนเดือนสิงหาคม ส่งผลกระทบต่อผลผลิตในภาคการเกษตรและปศุสัตว์อย่างถ้วนหน้า อย่างในจังหวัดน่าน เกษตรกรผู้ปลูกโกโก้ประสบปัญหาผลโกโก้ตกเกรด ส่วนภาคปศุสัตว์ เกษตรกรก็ขาดอาหารเสริมคุณภาพให้กับวัว

แต่ในวิกฤต มีโอกาสเสมอ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธัญศิภรณ์ ณ น่าน ผู้ช่วยผู้รักษาการแทนคณบดี (ดูแลด้านวิจัยและบริการวิชาการ) คณะเกษตรศาสตร์บูรณาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมการวิจัยและพัฒนาโกโก้ไทยเพื่อความยั่งยืน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธัญศิภรณ์ ณ น่าน
ผู้ช่วยผู้รักษาการแทนคณบดี (ดูแลด้านวิจัยและบริการวิชาการ)
คณะเกษตรศาสตร์บูรณาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมการวิจัยและพัฒนาโกโก้ไทย เพื่อความยั่งยืน

แปลงทั้ง 2 ปัญหาให้เป็น “นวัตกรรมสารเสริมแร่ธาตุจากโกโก้” ทางออกที่เพิ่มคุณค่าและมูลค่าให้เกษตรกรผู้ปลูกโกโก้และผู้เลี้ยงโค และยังเป็นโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ตั้งเป้าไว้ว่า “โกโก้ทุกเมล็ดต้องมีทางไป ไม่เหลือทิ้ง”

จุดเริ่มต้นนวัตกรรม “สารเสริมแร่ธาตุจากโกโก้” 

ผศ.ดร.ธัญศิภรณ์เล่าว่าตั้งแต่ปี 2566 ศูนย์นวัตกรรมการวิจัยและพัฒนาโกโก้ไทยเพื่อความยั่งยืน จังหวัดน่าน ได้ทำงานวิจัย พัฒนานวัตกรรม และสนับสนุนการปลูกและแปรรูปพืชเศรษฐกิจใหม่ “โกโก้” เพื่อสร้างความยั่งยืนให้เกษตรกร ชุมชนและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ภายใต้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ดูแลคุณภาพผลผลิตโกโก้ตั้งแต่ต้นน้ำ มาถึงกระบวนการแปรรูปให้เกิดมูลค่าและคุณค่าสูงสุด พร้อมกับการดูแลสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญคือการจัดการของเหลือทิ้งทางการเกษตรที่มีจำนวนมาก ให้เกิดประโยชน์สูงสุด 

วิกฤตสภาพอากาศก่อให้เกิดอัตราการสูญเสียผลผลิตโกโก้สูงถึง 80-90% อากาศที่ร้อนและแล้งจัด ส่งผลให้ผลโกโก้มีขนาดเล็ก เป็นโรค แถมบางผลที่ดูดี ด้านในกลับมีการงอกของเมล็ด ผลผลิตตกเกรดแบบนี้ไม่สามารถนำเข้าสู่กระบวนการหมักเพื่อให้ได้โกโก้ที่มีคุณภาพและได้ราคาดี ผศ.ดร.ธัญศิภรณ์กล่าว “ทั้งผลผลิตตกเกรดและเปลือกโกโก้ที่เหลือทิ้งจากกระบวนการแปรรูปจำนวนมหาศาล ถูกปล่อยทิ้งไว้ในสวน กลายเป็นกองขยะที่อาจเป็นแหล่งสะสมของโรคและแมลงได้” 

เช่นเดียวกับเกษตรกรผู้ปลูกโกโก้ ในช่วงหน้าแล้ง เกษตรกรผู้เลี้ยงวัวก็ประสบปัญหาขาดแคลนอาหารสัตว์ จนต้องนำเข้าวัตถุดิบในราคาแพง อันเป็นการเพิ่มต้นทุนให้เกษตรกรเข้าไปอีก  

ทั้ง 2 ปัญหาดูจะเป็นทางออกให้กันและกัน ผศ.ดร.ธัญศิภรณ์ย้อนนึกถึงการไปเยี่ยมเยือนผู้ประกอบการและเกษตรกรที่แปรรูปโกโก้ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

“ตอนนั้นได้พูดคุยกับผู้ประกอบการและเกษตรกรที่แปรรูปเมล็ดโกโก้ และเกิดความสงสัยว่าเปลือกโกโก้ที่เหลือทิ้งจำนวนมหาศาลหลังการแปรรูปนั้นหายไปไหน เกษตรกรตอบว่าได้นำเปลือกโกโก้เหล่านั้นไปสับให้วัวกิน ซึ่งพบว่าวัวสามารถกินได้”

จากคำบอกเล่าของผู้ประกอบการ ผศ.ดร.ธัญศิภรณ์กลับมาทำการบ้านต่อ ค้นคว้าอ่านงานวิจัยต่าง ๆ จนพบข้อมูลยืนยันว่าของเหลือทิ้งทางการเกษตรอย่างโกโก้สามารถนำไปทำเป็นอาหารปศุสัตว์ให้วัวกินได้จริงๆ

นั่นคือ “จุดตั้งต้น” ในการนวัตกรรมผลผลิตตกเกรดมาทำเป็นอาหารสัตว์ โดย ผศ.ดร.ธัญศิภรณ์ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จ.น่าน ในการทดสอบการนำขยะโกโก้เหล่านี้ไปเป็นอาหารปศุสัตว์

“วัวเป็นสัตว์ใหญ่ที่กินในปริมาณมาก จึงช่วยระบายกองขยะโกโก้มหาศาลนี้ได้อย่างรวดเร็วและตอบโจทย์วิกฤตของทั้งสองฝ่ายได้อย่างลงตัว”

ลิกบล็อก” และ “ผงแร่ธาตุ” ขยะโกโก้เป็นอาหารเสริมโคขุนเกรด

การนำผลโกโก้สด (ตกเกรด) ไปให้วัวกินโดยตรงทุกวันมีข้อจำกัดในแง่ต้นทุนการจัดการ เกษตรกรต้องเสียเวลาและแรงงานในการหาผลสดมาเตรียมให้วัว และยังมีภาระด้านค่าใช้จ่ายในการขนส่งผลโกโก้ไปให้ฟาร์มวัวอีกด้วย ทีมวิจัยจึงคิดหาวิธีที่ประหยัด ลดต้นทุน ขนส่งสะดวก และสอดคล้องกับวิถีของเกษตรกร โดยให้เกษตรกรผู้ปลูกโกโก้แปรรูปผลผลิตตกเกรดและเปลือกเหลือทิ้งให้กลายเป็นผง

โกโก้หั่นและสับขนาดเล็ก

“ขั้นตอนเริ่มจาก เกษตรกรนำขยะโกโก้มาหั่นและสับให้มีขนาดเล็ก นำไปตากแดดประมาณ 7-14 วันจนแห้งสนิท แล้วนำมาเข้าเครื่องบดละเอียดให้เป็นผง แล้วนำผงโกโก้ที่ได้ มาส่งขายให้กับทางศูนย์ฯ ซึ่งเราจะเป็นตัวกลางในการรับซื้อและส่งต่อวัตถุดิบเข้าสู่โรงงานอาหารสัตว์ที่ได้มาตรฐาน เพื่อผลิตออกมาเป็นนวัตกรรม “สารเสริมแร่ธาตุ” ในราคาที่ไม่ต่างจากอาหารเสริมที่เกษตรกรใช้อยู่เดิม” ผศ.ดร.ธัญศิภรณ์อธิบาย 

นวัตกรรมผงโกโก้มี 2 รูปแบบ ได้แก่ 

  • ก้อนแร่ธาตุ (Lick block) หรือ ลิกบล็อก ผงโกโก้อัดเป็นก้อนสี่เหลี่ยม เหมาะสำหรับฟาร์มรายย่อย โดยเกษตรกรจะห้อยก้อนนี้ไว้ให้วัวเลีย เฉลี่ยแล้ว วัว 1 ตัวจะกินก้อนแร่ธาตุ 1 ก้อนต่อเดือน
  • สารเสริมชนิดผง เหมาะสำหรับฟาร์มขนาดใหญ่ที่ใช้เครื่องผสมอาหาร โดยสามารถผสมเข้าไปในอาหารสัตว์ได้โดยตรง กลิ่นหอมของโกโก้จะช่วยให้วัวเจริญอาหารและกินอาหารได้ดีขึ้น
ก้อนแร่ธาตุ (Lick block) หรือ ลิกบล็อก 

“จากการวิจัยพบว่านวัตกรรมสารเสริมแร่ธาตุทั้งสองรูปแบบนี้ สามารถดึงเอาขยะโกโก้ทั้งหมดที่มี ไม่ว่าจะเป็นผลตกเกรดหรือเปลือก มาใช้เป็นส่วนผสมได้สูงสุดถึง 30% ของอัตราส่วนผสมทั้งหมด การนำขยะโกโก้มาใช้ในสัดส่วนที่สูงอย่างนี้ ถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยทรานส์ฟอร์ม (transform) และระบาย “กองขยะมหึมา” ในสวนเกษตรกรให้หายวับไปได้อย่างรวดเร็ว เปลี่ยนสถานะจากขยะที่ไร้ค่าให้หมุนเวียนกลับมาเป็นผลิตภัณฑ์สารเสริมอาหารสัตว์ที่ทรงคุณค่าได้อย่างเป็นรูปธรรม”

สารสร้างสุข ของดีในโกโก้ ขุนวัวสุขภาพดี 

นอกจากความสะดวกในการใช้งานแล้ว สิ่งที่ทำให้นวัตกรรมนี้โดดเด่นคือ “สารสำคัญ” ในโกโก้ที่มีประโยชน์มหาศาลต่อสุขภาพของปศุสัตว์ 

“สารเสริมแร่ธาตุจากโกโก้มีส่วนทำให้วัวกินอาหารได้มากขึ้น บ่งบอกว่าวัวมีความสุขมากขึ้น และจากผลการวิจัยพบว่าการที่วัวมีความสุขมากขึ้นเพราะว่าได้สารสำคัญตัวหนึ่งในโกโก้ นั่นก็คือสาร ทีโอโบรมีน ที่เป็นสารกระตุ้นให้เกิดความสุขในปศุสัตว์” ผศ.ดร.ธัญศิภรณ์อธิบาย

สาระสำคัญในโกโก้ที่ทำให้วัวสุขภาพดี มีดังนี้   

  • ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) และโพลีฟีนอล (Polyphenols) ช่วยต้านสารอนุมูลอิสระและปรับสมดุลในกระเพาะรูเมนของวัว (กระเพาะผ้าขี้ริ้ว) 
  • ทีโอโบรมีน (Theobromine) เป็นสารที่พบเฉพาะในโกโก้ (สารความสุข) ช่วยลดการอักเสบ ทำให้วัวอารมณ์ดี สุขภาพแข็งแรง เพิ่มประสิทธิภาพในการเปลี่ยนอาหารให้กลายเป็นเนื้อ (Feed efficiency) โตเร็วขึ้น และมีระยะเวลาการเลี้ยงที่สั้นลง สำหรับโคนม สารตัวนี้ช่วยลดปัญหาเต้านมอักเสบ ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่ทำให้เกษตรกรถูกหักรายได้ โดยผลทดสอบพบว่าสามารถลดเซลล์เม็ดเลือดขาว (Somatic cell) ที่บ่งบอกการอักเสบลงได้กว่า 70% และเพิ่มไขมันนมได้ถึง 15%
  • แทนนิน (Tannin): สารสำคัญที่เข้าไปยับยั้งการทำงานของกลุ่มแบคทีเรียที่สร้างก๊าซมีเทน (Methanogenic bacteria) ในกระเพาะวัว ซึ่งแบคทีเรียกลุ่มนี้จะจับคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำมาสร้างเป็นมีเทนแล้วปล่อยออกมาผ่านการเรอและการตด การยับยั้งแบคทีเรียนี้สามารถช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 44% พลังงานที่เคยสูญเสียไปกับก๊าซมีเทนจึงถูกดึงกลับมาสร้างเป็นไขมันและเนื้อแทน ทำให้วัวมีคุณภาพเนื้อที่ดีขึ้น

ยกระดับเนื้อโคขุน เพิ่มรายได้โคนม 

ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของนวัตกรรมทั้ง 2 รูปแบบ ไม่ได้ทดสอบจากห้องปฏิบัติการ แต่จากฟาร์ม และผู้ยืนยันผลไม่ใช่นักวิจัย แต่เป็นเกษตรกร  

“เราให้เกษตรกรเป็นผู้เก็บข้อมูลและทดสอบการใช้สารเสริมแร่ธาตุด้วยตนเอง เพื่อสร้างความมั่นใจในการใช้นวัตกรรม ซึ่งจะมีส่วนช่วยส่งเสริมการแปรรูปขยะโกโก้อีกทางด้วย”

ผศ.ดร.ธัญศิภรณ์เล่าว่า โดยปกติ กลุ่มผู้เลี้ยงโคนมจะมีการวัดค่าเซลล์เม็ดเลือดขาว (Somatic Cell) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ส่งผลต่อรายได้ ค่านี้บ่งบอกถึงภาวะเต้านมอักเสบ ซึ่งหากมีค่าสูง เกษตรกรจะถูกหักเงินในตอนขายน้ำนม และเมื่อเกิดภาวะเต้านมอักเสบในวัว เกษตรกรต้องกักวัวไว้และไม่สามารถรีดนมได้ ทำให้สูญเสียรายได้

“แต่นวัตกรรมนี้เข้ามาแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด สารทีโอโบรมีนในโกโก้ช่วยลดการอักเสบ ทำให้ค่า Somatic Cell ลดลงกว่า 70% วัวมีสุขภาพเต้านมที่แข็งแรง น้ำนมมีคุณภาพดีขึ้นและปริมาณไขมันนมเพิ่มสูงขึ้น จากการทดสอบ เราพบว่าภายในเวลาเพียง 2 สัปดาห์ ปริมาณไขมันในนมกระโดดจากระดับ 2 ขึ้นเป็นระดับ 7เกษตรกรจึงสามารถขายน้ำนมได้ราคาเต็ม โดยไม่ถูกหักรายได้” ผศ.ดร.ธัญศิภรณ์กล่าว 

ในส่วนของโคเนื้อ ผลลัพธ์ที่ได้ก็น่าทึ่งไม่แพ้กัน จากเดิมที่เกษตรกรขายวัวเนื้อแดงได้ราคาเพียง 20,000-30,000 บาท แต่หลังจากที่ใช้สารเสริมแร่ธาตุจากโกโก้ เนื้อวัวขยับขึ้นเป็นเกรดพรีเมียมระดับ A3 และ A4 ที่ขายได้ในราคาหลักแสนบาท!

“เนื้อวัวมีชั้นไขมันแทรกสวยงาม  (Marbling) ไร้กลิ่นเหม็นสาบหรือกลิ่นคาวเจือปน ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ปกติไม่รับประทานเนื้อเพราะทนกลิ่นสาบไม่ได้” ผศ.ดร.ธัญศิภรณ์กล่าวพร้อมอธิบายว่า “สาเหตุที่เนื้อวัวเกิดไขมันแทรกในระดับสูงและไม่มีกลิ่นสาบคาวนั้น มาจากกลไกของ “แทนนิน” ที่เข้าไปยับยั้งแบคทีเรียในการสร้างก๊าซมีเทน พลังงานที่วัวเคยสูญเสียไปกับการเรอและตด จึงถูกดึงกลับมาหมุนเวียนสร้างเป็นชั้นไขมันแทรกและเนื้อแทน ผสานกับกลไกของ “ทีโอโบรมีน” ที่ช่วยให้วัวสุขภาพดีและเพิ่มประสิทธิภาพการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อได้อย่างเต็มที่”

ผศ.ดร.ธัญศิภรณ์กล่าวเพิ่มเติมว่านวัตกรรมนี้ช่วยสร้างเรื่องเล่า (Storytelling) ให้กับเนื้อวัวไทยในฐานะ “เนื้อวัวคาร์บอนต่ำ” (Low Carbon Beef) ที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกด้วยคุณภาพ ไม่ใช่แค่ราคา

ความท้าทาย: เมื่อของตกเกรดขายได้ เกษตรกรจะละทิ้งคุณภาพหรือไม่?

เมื่อผลผลิตตกเกรดหรือเปลือกโกโก้เหลือทิ้งเป็นของมีราคา เกษตรกรจะหันกลับไปปลูกโกโก้แบบปล่อยปละละเลย หรือปลูกแบบทิ้งขว้างเหมือนในอดีตหรือไม่ ผศ.ดร.ธัญศิภรณ์ให้ความเห็นในประเด็นนี้ว่า “เราวางกลยุทธ์รับมือไว้แล้วผ่าน “กลไกด้านราคา” โดยใช้ส่วนต่างของราคามาเป็นตัวสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกร โกโก้ที่ได้รับการดูแลอย่างดีจนคัดเกรดคุณภาพสูงสำหรับนำไปทำช็อกโกแลต จะมีราคารับซื้อที่สูงถึง 10-12 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่ผลผลิตตกเกรดจะถูกรับซื้อในราคาเพียง 1 บาท และส่วนของเปลือกจะรับซื้อในราคา 25-50 สตางค์”

“ด้วยส่วนต่างของรายได้ที่ห่างกันมากนี้ เกษตรกรย่อมเลือกที่จะมุ่งมั่นดูแลผลผลิตให้ดีที่สุดเพื่อให้ได้ราคาสูงสุด ขณะเดียวกัน โมเดลนี้ก็เป็นหลักประกันเพื่อรองรับความเสี่ยงว่า แม้ในยามวิกฤตที่ผลผลิตไม่ได้ตามเป้า ขยะโกโก้เหล่านั้นก็ยังถูกหมุนเวียนกลับมาเป็นรายได้ตามหลักโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนโดยไม่สูญเปล่าแต่อย่างใด”

นวัตกรรมเชิงกระบวนการ ดันเกษตรกรเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อระบบนิเวศที่ยั่งยืน 

แม้ผลลัพธ์ของ “นวัตกรรมสารเสริมแร่ธาตุจากโกโก้” จะมีประสิทธิภาพมหาศาล ทั้งในแง่ของการเปลี่ยนของเหลือทิ้งให้มีมูลค่า ช่วยยกระดับคุณภาพเนื้อให้พรีเมียมถึงเกรด A4 ลดก๊าซเรือนกระจก และช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างก้าวกระโดด แต่สารเสริมที่ยอดเยี่ยมไม่ใช่ “ยาวิเศษ” หรือ Quick Win ที่จะพลิกชีวิตเกษตรกรในทันที

“เราตั้งใจให้สารเสริมโกโก้เป็น “ตัวเร่งปฏิกิริยา” ที่ดึงดูดและสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรอยากลุกขึ้นมาเปลี่ยนวิธีการทำงาน” ผศ.ดร.ธัญศิภรณ์เผยความตั้งในในการสร้างสรรค์นวัตกรรม “ที่เราทำจริง ๆ คือ “นวัตกรรมเชิงกระบวนการ” เมื่อเกษตรกรเข้าร่วมและใช้นวัตกรรมของเรา จะต้องพ่วงไปกับการวางระบบการจัดการฟาร์มที่ดีอย่างเป็นขั้นเป็นตอน สร้างนิสัยหรือพฤติกรรมใหม่ ๆ ในการเลี้ยงปศุสัตว์ให้กับเกษตรกร เช่น จากเดิมที่เคยเลี้ยงวัวแบบปล่อยตามมีตามเกิด หรือที่เรียกว่าบุฟเฟต์ แล้วขายเนื้อแดงได้ราคาเพียง 20,000-30,000 บาท ต้องเปลี่ยนมาสู่ระบบที่ให้ความสำคัญกับความใส่ใจทุกรายละเอียด เป็นการเลี้ยงที่มุ่งเน้นคุณภาพอย่างแท้จริง”

เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาในครั้งนี้ก้าวข้ามเรื่องของสารเสริมโกโก้ไปสู่การเปลี่ยน “ระบบนิเวศของการปศุสัตว์ไทยทั้งระบบ ตั้งแต่การลดขยะ การดึงจุดเด่นเรื่องคาร์บอนเครดิต ไปจนถึงการสร้างเรื่องราว การพัฒนาระบบทั้งหมดร่วมกัน นี้ต่างหากคือคำตอบที่ถูกต้องในการยกระดับวงการเกษตรให้สู้กับตลาดโลกด้วย “คุณค่าและคุณภาพซึ่งจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยที่ดีขึ้นและยั่งยืนอย่างแท้จริง”

โกโก้ทุกเมล็ดต้องมีทางไป” แม้ในบ่อกุ้ง

ไม่เพียงฟาร์มปศุสัตว์ “นวัตกรรมสารเสริมแร่ธาตุจากโกโก้” ยังขยายผลไปยังปศุสัตว์กลุ่มอื่น ๆ เช่น แพะ ไก่ โดยเฉพาะไก่ไข่ ที่มีผลการวิจัยที่ตีพิมพ์แล้วเผยว่าสารในโกโก้ช่วยให้ไข่ไก่มีความสดใหม่ยาวนานขึ้น ผศ.ดร.ธัญศิภรณ์กล่าว 

นอกจากนั้น ปัจจุบัน ผศ.ดร.ธัญศิภรณ์กำลังศึกษาต่อยอดนำสารสกัดจากเมล็ดและเปลือกโกโก้ไปวิจัยใน บ่อกุ้ง” โดยร่วมมือกับอาจารย์จากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ  

“กุ้งถือเป็นสัตว์เศรษฐกิจเบอร์ต้น ๆ ของประเทศที่มีมูลค่ามหาศาล นวัตกรรมใหม่นี้มุ่งไปที่การสร้างภูมิคุ้มกันให้กุ้ง เพื่อรับมือกับเชื้อโรคระบาดที่มักจะสร้างความเสียหายและทำลายบ่อกุ้งมูลค่าหลายล้านให้พังในชั่วพริบตา โดยตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยเพื่อที่จะพัฒนาออกมาให้เป็นตัวช่วยเกษตรกรบ่อกุ้งต่อไป”

การวิจัยต่อยอดและขยายผล “ขยะโกโก้” ย้ำจุดยืนที่ว่าโกโก้ทุกเมล็ดต้องมีทางไป”

โกโก้เกรดดีจะต้องถูกนำไปผลิตเป็นช็อกโกแลตเพื่อสร้างรายได้ที่สูงกว่าให้เกษตรกร ในขณะที่ผลผลิตตกเกรดหรือเปลือกเหลือทิ้ง จะถูกนำมาแปรรูปเป็นสารเสริมแร่ธาตุอาหารสัตว์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นโมเดลเศรษฐกิจแบบหมุนเวียนและเกิดประโยชน์ในทุกมิติอย่างยั่งยืน 

เกษตรกรและผู้ที่สนใจ “สารเสริมแร่ธาตุโกโก้สำหรับปศุสัตว์” สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่คณะเกษตรศาสตร์บูรณาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เบอร์โทร. 02 218 1243 หรือทางเว็บไซด์ www.cusar.chula.ac.th

อ่านบทความฉบับสมบูรณ์ที่: https://www.chula.ac.th/highlight/301789/

“จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยที่สร้างนวัตกรรมเพื่อสังคม และได้รับการจัดอันดับว่าเป็นมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงติด 100 อันดับแรกของโลกด้านชื่อเสียงทางวิชาการโดย (QS) World University Rankings 2021-2022”