Friday, April 1, 2022

เอสวีพี เวิลด์ไวด์ เข้าซื้อธุรกิจผลิตจักรเย็บผ้าของจากัวร์ อินเตอร์เนชันแนล คอร์ปอเรชัน

      บริษัท เอสวีพี เวิลด์ไวด์ (SVP Worldwide) ผู้ผลิตจักรเย็บผ้าสำหรับการใช้งานในครัวเรือนชั้นนำระดับโลก ประกาศเข้าซื้อกิจการผลิตจักรเย็บผ้าของบริษัท จากัวร์ อินเตอร์เนชันแนล คอร์ปอเรชัน (Jaguar International Corporation) รวมถึงธุรกิจวิศวกรรมผลิตภัณฑ์ โดยโรงงานผลิตจักรเย็บผ้าของจากัวร์ตั้งอยู่ในประเทศเวียดนาม และเป็นหนึ่งในโรงงานผลิตจักรเย็บผ้าในครัวเรือนที่ใหญ่ที่สุดในโลก

การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานของเอสวีพี เวิลด์ไวด์ และยกระดับขีดความสามารถในมิติต่าง ๆ เพื่อหนุนการเติบโตของแบรนด์ในเครือ ได้แก่ ซิงเกอร์ (SINGER(R)), ฮัสควาร์นา ไวกิ้ง (HUSQVARNA VIKING(R)) และฟาฟฟ์ (PFAFF(R)) ทั้งนี้ ความต้องการจักรเย็บผ้าในครัวเรือนเพิ่มขึ้นตลอดทศวรรษที่ผ่านมา และขยายตัวมากขึ้นในช่วงที่มีการระบาดใหญ่ของโควิด-19 โดยเอสวีพี เวิลด์ไวด์ เติบโตรุดหน้าแบรนด์อื่น ๆ ในอุตสาหกรรม และครองส่วนแบ่งในตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากการดำเนินกลยุทธ์อย่างเป็นระบบ ซึ่งรวมถึงการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญในธุรกิจที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วหลังจากที่แพลทินัม อีควิตี้ (Platinum Equity) เข้าซื้อกิจการเอสวีพี เวิลด์ไวด์ ในปี 2564 ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงพยายามอย่างหนักที่จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับฐานการผลิต

คาร์ล-มาร์ติน ลินดาห์ล (Carl-Martin Lindahl) ซีอีโอของเอสวีพี เวิลด์ไวด์ กล่าวว่า "การขยายขีดความสามารถด้านการผลิตของเราจะช่วยให้ก้าวทันดีมานด์ที่แข็งแกร่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ของเรา การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้จะช่วยให้เราสามารถยกระดับประสิทธิภาพการผลิตในแต่ละโรงงานที่อยู่ภายใต้เครือข่ายการผลิตของเรา และนำเสนอจักรเย็บผ้ารุ่นใหม่อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมสร้างความพึงพอใจให้กับผู้บริโภคด้วยการนำนวัตกรรมของเรามาใช้ในกลุ่มผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในจักรเย็บผ้า ระบบปฏิบัติการบนคลาวด์ และการควบคุมด้วยเสียง"

กิจการที่เอสวีพี เวิลด์ไวด์เข้าซื้อนั้น ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2550 และครอบคลุมถึงธุรกิจผลิตจักรเย็บผ้าที่ทันสมัยและคุ้มค่า ซึ่งตั้งอยู่ในภาคเหนือของเวียดนาม โรงงานแห่งนี้ทำหน้าที่ผลิตจักรเย็บผ้าคอมพิวเตอร์ จักรเย็บผ้าเครื่องกล เซอร์เกอร์ (Serger) และอะไหล่ต่าง ๆ สำหรับการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ครอบคลุมโรงงานและคลังสินค้าที่เกี่ยวข้อง พนักงานปัจจุบันทั้งหมด ทีมวิศวกรทั้งทีมในญี่ปุ่น รวมถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่ผลิตในโรงงานและทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบัน โรงงานแห่งนี้เป็นซัพพลายเออร์ให้กับจากัวร์ อินเตอร์เนชันแนล คอร์ปอเรชัน รวมถึงลูกค้าภายนอกอีกหลายราย และจะเป็นเช่นนี้ต่อไปภายใต้ชายคาของเอสวีพี เวิลด์ไวด์

เอสวีพี เวิลด์ไวด์ ดำเนินธุรกิจผ่านทางบริษัท เอสวีพี-ซิงเกอร์ โฮลดิ้ง (SVP-Singer Holdings, Inc.) และบริษัทอื่น ๆ ในเครือ โดยเป็นผู้ผลิตจักรเย็บผ้าสำหรับผู้บริโภครายใหญ่ที่สุดในโลก ครองยอดขายจักรเย็บผ้ากว่า 1 ใน 3 ของทั้งหมดทั่วโลก โดยบริษัทและสามแบรนด์ดังในเครือ ได้แก่ ซิงเกอร์, ฮัสควาร์นา ไวกิ้ง และฟาฟฟ์ ต่างสร้างความสุขให้แก่ผู้บริโภครวมกันกว่า 460 ปี แบรนด์และผลิตภัณฑ์พรีเมียมเหล่านี้เป็นตัวเลือกในดวงใจทั้งของช่างเย็บผ้ามืออาชีพและมือใหม่ โดยแบรนด์ซิงเกอร์, ฮัสควาร์นา ไวกิ้ง และฟาฟฟ์ ต่างก็มีนวัตกรรมที่สืบทอดต่อกันมาและมีชื่อเสียงในระดับโลก ทั้งนี้ เอสวีพี เวิลด์ไวด์ มีโรงงานตั้งอยู่ทั่วโลก ซึ่งทำหน้าที่ออกแบบ ผลิต จำหน่าย และสนับสนุนแบรนด์จักรเย็บผ้าชั้นนำ สำนักงานใหญ่สากลของบริษัทตั้งอยู่ใกล้กับเมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี สหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ บริษัทยังมีร้านค้าปลีก 171 สาขา กระจายอยู่ใน 36 รัฐของสหรัฐอเมริกา และมีศูนย์บริการจำนวนมากครอบคลุมหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ส่วนการดำเนินงานในต่างประเทศนั้น เอสวีพี เวิลด์ไวด์ มีสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาคและสำนักงานขายในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี และกรุงเม็กซิโกซิตี ประเทศเม็กซิโก เมื่อรวมกันแล้ว แบรนด์ในเครือของบริษัทสามารถเข้าถึงผู้บริโภคกว่า 180 ประเทศ ใน 5 ทวีป ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.svpworldwide.com

โลโก้ - https://mma.prnewswire.com/media/1154700/svp_gd_Logo.jpg

เรียลตี้ วัน กรุ๊ป ติดโผแฟรนไชส์ที่สามารถต้านทานภาวะเศรษฐกิจถดถอย จากการจัดอันดับโดยแฟรนไชส์ บิสสิเนส รีวิว

      เรียลตี้ วัน กรุ๊ป (Realty ONE Group) แบรนด์ไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมาย และหนึ่งในบริษัทแฟรนไชส์ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ติดโผ 100 แฟรนไชส์ที่สามารถต้านทานภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Top 100 Recession-Proof Franchise) ประจำปี 2565 ซึ่งจัดอันดับโดยบริษัท แฟรนไชส์ บิสสิเนส รีวิว (Franchise Business Review) นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่แสดงให้เห็นว่า เรียลตี้ วัน กรุ๊ป เป็นบริษัทแฟรนไชส์ที่น่าดึงดูดใจที่สุดแห่งหนึ่งในแง่ของเงินทุน แบรนด์ และไลฟ์สไตล์

เมื่อปีที่แล้ว บริษัทแฟรนไชส์ระดับโลกจากลาสเวกัสแห่งนี้มีการทำธุรกรรมด้านอสังหาริมทรัพย์เสร็จสมบูรณ์มากถึง 118,000 ครั้ง และจ่ายค่านายหน้ากว่า 1.1 พันล้านดอลลาร์ จากการขายบ้านมูลค่ารวม 4.7 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 46% เมื่อเทียบรายปี โดยบริษัทได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการอยู่รอดของธุรกิจ การแนะแนวทางทำธุรกิจ และการสนับสนุนทางธุรกิจ พร้อมแสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมองค์กรคูลเจอร์ (COOLTURE) ประสบความสำเร็จในตลาดทุกแห่ง

"เราสร้างบริษัทนี้ขึ้นมาเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและตัวแทนอสังหาฯ ที่ต้องการมากกว่าความสำเร็จ" คูบา เยฟเกเนว (Kuba Jewgieniew) ซีอีโอและผู้ก่อตั้งเรียลตี้ วัน กรุ๊ป กล่าว "เรียลตี้ วัน กรุ๊ป เหมาะสำหรับคนที่กล้าได้กล้าเสียและทะเยอทะยาน คนที่ต้องการทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้น และต้องการสร้างมรดกไว้ให้ลูกหลานไม่ว่าตลาดจะเป็นอย่างไรก็ตาม"

ความสำเร็จครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เรียลตี้ วัน กรุ๊ป เพิ่งได้รับการยกย่องให้เป็นบริษัทแฟรนไชส์อสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 จากการจัดอันดับ 500 แฟรนไชส์ (Franchise 500(R)) ประจำปี 2565 โดยนิตยสารออนเทอเพรอเนอร์ (Entrepreneur Magazine)

ทั้งนี้ แฟรนไชส์ บิสสิเนส รีวิว ได้ทำการสำรวจความพึงพอใจของผู้ซื้อแฟรนไชส์เป็นระยะเวลา 18 เดือน โดยมีผู้ซื้อแฟรนไชส์กว่า 32,000 ราย จากแบรนด์แฟรนไชส์กว่า 300 แบรนด์ เข้าร่วมการสำรวจ

เรียลตี้ วัน กรุ๊ป ซึ่งเป็นที่รู้จักในอุตสาหกรรมในนาม ดิ อันโบรกเกอเรจ (The UNBrokerage) มีตัวแทนอสังหาฯ กว่า 17,000 คน ในสำนักงานกว่า 400 แห่ง ใน 45 รัฐของสหรัฐอเมริกา รวมถึงในกรุงวอชิงตันดีซี และประเทศแคนาดา ทั้งนี้ นอกเหนือจากเปอร์โตริโกซึ่งเป็นดินแดนของสหรัฐอเมริกาแล้ว บริษัทกำลังจะเปิดสำนักงานในเอกวาดอร์ คอสตาริกา อิตาลี สิงคโปร์ และสเปนด้วย

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.OwnAOne.com

เกี่ยวกับเรียลตี้ วัน กรุ๊ป

หลังการก่อตั้งบริษัทในปี 2548 เรียลตี้ วัน กรุ๊ป ก็ได้นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ภาคอสังหาริมทรัพย์และพลิกโฉมการทำแฟรนไชส์ของตลาดนี้ ด้วยโมเดลธุรกิจในแบบฉบับของตนเอง วัฒนธรรมองค์กรคูลเจอร์ที่มีสีสัน การใช้เทคโนโลยีช่วยในการทำงาน และระบบซัพพอร์ตตัวแทนอสังหาฯ ซึ่งเหนือชั้นกว่าใคร ปัจจุบัน เรียลตี้ วัน กรุ๊ป เติบโตอย่างรวดเร็วจนมีตัวแทนอสังหาฯ กว่า 17,000 คน ในสำนักงานกว่า 400 แห่ง ใน 45 รัฐของสหรัฐอเมริกา รวมถึงในกรุงวอชิงตันดีซี เปอร์โตริโก แคนาดา สเปน สิงคโปร์ อิตาลี และคอสตาริกา นอกจากนี้ เรียลตี้ วัน กรุ๊ป ยังเกาะกลุ่มท็อป 1% ของประเทศจากการจัดอันดับของเรียล เทรนด์ส (REAL Trends) อีกทั้งยังได้รับการยอมรับจากนิตยสารออนเทอเพรอเนอร์ (Entrepreneur Magazine) ว่าเป็นบริษัทแฟรนไชส์อสังหาริมทรัพย์ระดับท็อป 5 และอยู่ในรายชื่อบริษัทที่เติบโตเร็วที่สุดโดยอิงค์ 500 (Inc. 500) ติดต่อกัน 7 ปี จนกล่าวได้ว่าเรียลตี้ วัน กรุ๊ป พุ่งทะยานอย่างไม่หยุดยั้งและเป็นผู้เปิดประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ ให้กับลูกค้า ตัวแทนอสังหาฯ และเจ้าของแฟรนไชส์ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.RealtyONEGroup.com

โลโก้ - https://mma.prnewswire.com/media/260011/realty_one_group___logo.jpg

"ไฮฟ์สแต็ก" เสริมทัพผู้บริหาร ตั้ง "คีรา เลอบลัง" ดำรงตำแหน่ง CMO ระดับโลก

      คีรา เลอบลัง ผู้นำเทคโนโลยีโฆษณา ได้รับการโปรโมตให้เป็น CMO ระดับโลก

ไฮฟ์สแต็ก (Hivestack) บริษัทเทคโนโลยีโฆษณาสื่อดิจิทัลนอกบ้านทางโปรแกรม (Programmatic DOOH) อิสระรายใหญ่ที่สุดในโลก ประกาศแต่งตั้งคีรา เลอบลัง (Kira LeBlanc) เป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด (CMO) ระดับโลก คุณเลอบลังเข้าร่วมกับไฮฟ์สแต็กเมื่อต้นปี 2564 ที่บริษัทประกาศขยายกิจการทั่วโลกและได้ขยายบทบาทของคุณเลอบลังเป็นรองประธานฝ่ายการตลาดระดับโลก คุณเลอบลังจะเข้ารับตำแหน่งใหม่ในฐานะ CMO โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 โดยจะยังคงเป็นผู้นำทีมที่รับผิดชอบด้านการตลาดระดับโลกในตลาดกว่า 25 แห่งที่บริษัททำธุรกิจ

การพัฒนาแบรนด์และการดำเนินงานทั่วโลกของไฮฟ์สแต็กอย่างต่อเนื่อง จะเป็นหน้าที่สำคัญในตำแหน่งนี้ แต่ก็เป็นที่คาดหมายด้วยเช่นกันว่า CMO คนใหม่จะนำประสบการณ์ที่สั่งสมมาจากการทำงานกับตลาดต่างประเทศมาใช้ในงานด้วย ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับการสร้างเรื่องเล่าที่ปรับให้เข้ากับท้องถิ่นได้อย่างจริงใจและตรงจุด ทั้งนี้คุณเลอบลังจะรายงานตรงต่อคุณอันเดรียส ซูปลิโอติส (Andreas Soupliotis) ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของไฮฟ์สแต็ก โดยทำงานอย่างใกล้ชิดกับคณะผู้บริหารระดับสูง คุณเลอบลังจะเป็นผู้นำและปรับขนาดทีมการตลาดทั่วโลก ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มผู้นำฝ่ายการตลาดดิจิทัล การตลาดผลิตภัณฑ์ คอนเทนต์ การสื่อสาร การปรับให้เข้ากับท้องถิ่น ชิ้นงานโฆษณา ตลอดจนกลุ่มผู้นำการตลาดระดับภูมิภาคทั่วทั้งยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ทวีปอเมริกา และเอเชียแปซิฟิก

คุณอันเดรียส ซูปลิโอติส ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของไฮฟ์สแต็ก กล่าวว่า "ผมยินดีอย่างยิ่งที่ได้เสนอตำแหน่งที่คุณคีราสมควรได้รับอย่างประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดระดับโลก โดยคุณคีราได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถเฉพาะตัวในการเจาะลึกตัวธุรกิจ แต่ก็รักษามุมมองภาพรวมอุตสาหกรรมไว้ได้อย่างรอบคอบเช่นเดียวกัน นับตั้งแต่ที่เข้าร่วมกับไฮฟ์สแต็กเมื่อปีที่แล้ว เธอก็มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของการพัฒนาธุรกิจและการดำเนินงานทั่วโลกของเรา สร้างอีโคซิสเต็มทางดิจิทัลและโซเชียลมีเดียในหลายภาษา ขยายทีมงานและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการทำการตลาดของเราในตลาดใหม่ ๆ นับไม่ถ้วน เธอยึดมั่นในความจริงใจและลงรายละเอียดในแบบที่ไม่มีใครเทียบได้ ซึ่งทำให้เธอสามารถดำเนินตามกลยุทธ์ตลาดโลกและตลาดท้องถิ่นได้โดยไม่เสียความละเอียดอ่อนที่สำคัญของแต่ละตลาด ผมยินดีที่ได้เธอมาร่วมเป็นผู้บริหารระดับสูงที่ไฮฟ์สแต็ก ร่วมกับทีมผู้นำระดับโลกเก่ง ๆ ของเรา"

ด้านคุณเลอบลังกล่าวถึงตำแหน่งใหม่ของตนว่า "รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมผู้บริหารระดับสูงที่ยอดเยี่ยม การได้เป็นผู้นำด้านการตลาดและกลยุทธ์แบรนด์ของไฮฟ์สแต็กในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำหรับอุตสาหกรรมของเรานั้นเป็นโอกาสที่น่าเหลือเชื่อ ในฐานะ CMO ระดับโลก ดิฉันตั้งตารอปฏิบัติหน้าที่สำคัญหลายประการ รวมถึงการสานสัมพันธ์กับผู้เผยแพร่โฆษณา DOOH อย่างเป็นเรื่องเป็นราว เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะได้ประโยชน์จากการสร้างรายได้ทางโปรแกรมผ่าน SSP/Exchange ของเรา และให้มั่นใจว่าพวกเขาจะเข้าใจวิธีเพิ่มผลตอบแทนจากช่องทางการขายตรงและทางโปรแกรมผ่านเซิร์ฟเวอร์โฆษณาของไฮฟ์สแต็ก (Hivestack Ad Server) และโซลูชันเพิ่มประสิทธิภาพผลตอบแทน (Yield Optimization) ที่เราเพิ่งประกาศไป ในอีกด้านหนึ่ง ดิฉันจะพยายามป่าวประกาศให้เอเจนซีและพันธมิตรแบรนด์ทั่วโลกทราบว่า พวกเขาสามารถวางแผน ใช้งาน และวัดผล DOOH ทั่วโลกได้อย่างแม่นยำด้วย DSP สุดล้ำของเราที่ขับเคลื่อนด้วยผู้ชม หรือโดยทำงานร่วมกับพันธมิตร DSP ออมนิแชนเนลที่ยอดเยี่ยมของเรา พูดชัด ๆ ก็คือ ดิฉันยินดีที่ได้ช่วยสร้างอนาคตของ DOOH แบบโปรแกรมในฐานะ CMO ระดับโลกของไฮฟ์สแต็ก"

ก่อนที่จะมาทำงานกับไฮฟ์สแต็กนั้น คุณเลอบลังเคยดำรงตำแหน่งในองค์กรระดับโลกต่าง ๆ เช่น เอโอแอล (AOL), โอท (Oath), เวอไรซอน มีเดีย (Verizon Media หรือปัจจุบันคือยาฮู) และบริษัทสื่อดิจิทัลอื่น ๆ อีกหลายแห่ง ตลอดจนผลงานก่อนหน้านี้ในฐานะที่ปรึกษาผู้สนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางและสตาร์ทอัพที่ทำงานด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล โดยคุณเลอบลังทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงในโครงการแลกเปลี่ยนพี่เลี้ยง (Mentor Exchange) ของสมาคมการตลาดอเมริกัน (American Marketing Association หรือ AMA) เป็นเวลาห้าปีและเป็นสมาชิกคณะกรรมการ DPAA WeDOOH อีกด้วย

เกี่ยวกับไฮฟ์สแต็ก

ไฮฟ์สแต็ก (Hivestack) คือบริษัทเทคโนโลยีการตลาดครบวงจรระดับโลก ซึ่งมอบพลังให้แก่การซื้อขายสื่อโฆษณาดิจิทัลนอกบ้านทางโปรแกรม (Programmatic DOOH) ทั้งนี้ ไฮฟ์สแต็กก่อตั้งขึ้นในปี 2560 โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา และดำเนินงานในมากกว่า 25 ประเทศทั่วโลก ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ hivestack.com หรือติดตามเราทางลิงก์อิน, ทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊ก @hivestack

สื่อมวลชนติดต่อ: จินนี บอร์น (Ginny Bourne), ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและการสื่อสารระดับโลก, ไฮฟ์สแต็ก, อีเมล: ginny@hivestack.com

รักษาอนาคตการชำระเงิน: PCI SSC ออกมาตรฐานความปลอดภัยข้อมูล PCI v4.0

      — กระแสตอบรับจากอุตสาหกรรมทั่วโลกช่วยสร้างมาตรฐานในการรักษาความปลอดภัยข้อมูลการชำระเงินทั่วโลก —

คณะกรรมการมาตรฐานความปลอดภัย PCI (PCI Security Standards Council หรือ PCI SSC) ซึ่งเป็นฟอรัมรักษาความปลอดภัยในการชำระเงินระดับโลก ได้ออกมาตรฐานความปลอดภัยข้อมูล PCI (PCI Data Security Standard หรือ PCI DSS) เวอร์ชัน 4.0 โดย PCI DSS เป็นมาตรฐานสากลที่กำหนดความต้องการด้านเทคนิคและด้านการปฏิบัติงานขั้นพื้นฐาน ที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องข้อมูลในบัญชี โดย PCI DSS v4.0 จะมาแทนที่เวอร์ชัน 3.2.1 เพื่อรับมือกับเทคโนโลยีและภัยคุกคามใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น และใช้วิธีการที่เป็นนวัตกรรมมาสู้กับภัยคุกคามใหม่ ๆ ดูมาตรฐานที่อัปเดตและเอกสารสรุปการเปลี่ยนแปลง (Summary of Changes) ได้ที่ เว็บไซต์ PCI SSC

เพื่อให้องค์กรได้มีเวลาทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงในเวอร์ชัน 4.0 และทำการอัปเดตที่จำเป็น PCI DSS เวอร์ชันปัจจุบันอย่าง v3.2.1 จะยังคงใช้งานได้เป็นเวลาสองปีจนกว่าจะยุติการใช้งานในวันที่ 31 มีนาคม 2567 โดยทันทีที่ผู้ประเมินได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับ PCI DSS v4.0 เสร็จสิ้น เมื่อนั้นองค์กรสามารถประเมินได้ว่าจะเลือก PCI DSS v4.0 หรือ PCI DSS v3.2.1 นอกจากนี้ มาตรฐานใหม่จะให้เวลาเพิ่มเติมสำหรับองค์กรต่าง ๆ ในการดำเนินการตามข้อกำหนดใหม่ ๆ อีกด้วย ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับไทม์ไลน์การปรับใช้มาตรฐานใหม่ได้ที่ บล็อก PCI เปอร์สเปคทีฟ

กระแสตอบรับจากอุตสาหกรรมการชำระเงินทั่วโลกผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานดังกล่าว โดยตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา องค์กรมากกว่า 200 แห่งให้ข้อเสนอแนะมากกว่า 6,000 รายการ เพื่อให้แน่ใจว่ามาตรฐานจะยังคงตอบโจทย์ภูมิทัศน์การรักษาความปลอดภัยในการชำระเงินที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

"อุตสาหกรรมนี้มีโอกาสมองเห็นและมีผลกระทบต่อการพัฒนา PCI DSS v4.0 อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน" แลนซ์ จอห์นสัน (Lance Johnson) กรรมการบริหารของ PCI SSC กล่าว "ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของเราให้ข้อมูลเชิงลึกที่หลากหลายเป็นชิ้นเป็นอัน ซึ่งช่วยให้ทางคณะกรรมการได้พัฒนามาตรฐานความปลอดภัยข้อมูล PCI เวอร์ชันนี้อย่างได้ผล"

การอัปเดตมาตรฐานดังกล่าวมุ่งเน้นไปที่การตอบสนองความต้องการด้านความปลอดภัยที่เปลี่ยนแปลงไปของอุตสาหกรรมการชำระเงิน ส่งเสริมให้มีการรักษาความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง เพิ่มความยืดหยุ่นสำหรับองค์กรที่ใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ด้านความปลอดภัย และยกระดับวิธีการและขั้นตอนการตรวจสอบความถูกต้อง ดูรายละเอียดการอัปเดตได้ในเอกสารสรุปการเปลี่ยนแปลง PCI DSS v4.0 บน เว็บไซต์ PCI SSC

ตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงใน PCI DSS v4.0 ได้แก่:

  • อัปเดตศัพท์เฉพาะในด้านไฟร์วอลล์ในการควบคุมความปลอดภัยของเครือข่าย เพื่อรองรับเทคโนโลยีที่หลากหลายมากขึ้น ที่ใช้เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ด้านความปลอดภัยที่ไฟร์วอลล์ทำได้มาแต่เดิม
  • ขยายข้อกำหนด 8 เพื่อนำการรับรองความถูกต้องโดยใช้หลายปัจจัย (Multi-Factor Authentication หรือ MFA) มาใช้สำหรับทุกการเข้าถึงในสภาพแวดล้อมข้อมูลของผู้ถือบัตร
  • เพิ่มความยืดหยุ่นสำหรับองค์กรในการแสดงวิธีที่ตนใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ด้านความปลอดภัย
  • เพิ่มการวิเคราะห์ความเสี่ยงแบบกำหนดเป้าหมาย เพื่อให้หน่วยงานมีความยืดหยุ่นในการกำหนดความถี่ที่จะทำกิจกรรมหนึ่ง ๆ ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับความต้องการทางธุรกิจและโอกาสเสี่ยง

รับชม: "ดู PCI DSS v4.0 ก่อนใคร"  โดยในวิดีโอมีตัวแทนคณะกรรมการพูดคุยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในการกำหนดมาตรฐานใหม่นี้

"PCI DSS v4.0 ตอบสนองต่อลักษณะความไดนามิกของการชำระเงินและการคุกคามได้มากขึ้น" เอ็มม่า ซัตคลิฟฟ์ (Emma Sutcliffe) รองประธานอาวุโสฝ่ายเจ้าหน้าที่มาตรฐานของ PCI SSC กล่าว "เวอร์ชัน 4.0 ยังคงตอกย้ำหลักการรักษาความปลอดภัยหลักในขณะที่ให้ความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อให้สามารถใช้งานเทคโนโลยีที่หลากหลายได้ดียิ่งขึ้น การอัปเดตเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนโดยคำแนะนำเพิ่มเติม เพื่อช่วยให้องค์กรรักษาความปลอดภัยของข้อมูลบัญชีทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้"

รับฟัง: ดื่มกาแฟกับคณะกรรมการ: ส่อง PCI DSS v4.0 และการฝึกอบรมการเปลี่ยนผ่าน  พอดแคสต์ที่มีตัวแทนคณะกรรมการหารือถึงสิ่งที่คาดหวังได้จาก PCI DSS v4.0 และข้อมูลการฝึกอบรมผู้ประเมิน

นอกเหนือจากมาตรฐานที่ได้รับการปรับปรุงแล้ว เอกสารสนับสนุนที่เผยแพร่ใน คลังเก็บเอกสาร PCI SSC ยังรวมถึงสรุปการเปลี่ยนแปลงจาก PCI DSS v3.2.1 เป็น v4.0, เทมเพลตรายงานการปฏิบัติตามข้อกำหนด (ROC) v4.0, เอกสารรับรองการปฏิบัติตามข้อกำหนด (AOC) ของ ROC และ คำถามที่ถามบ่อยของ ROC ส่วนแบบสอบถามการประเมินตนเอง (SAQ) จะเผยแพร่ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

เพื่อรองรับการนำ PCI DSS ไปใช้ทั่วโลก มาตรฐานและสรุปการเปลี่ยนแปลงจะได้รับการแปลในหลายภาษา โดยจะเผยแพร่ฉบับแปลภาษาต่าง ๆ ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ในระหว่างเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน 2565

คณะกรรมการจะให้ข้อมูลเพิ่มเติมตลอดทั้งปี เพื่อช่วยให้ชุมชนเข้าใจการเปลี่ยนแปลงในมาตรฐานใหม่ ซึ่งรวมถึง การประชุมสัมมนา PCI DSS ซึ่งเป็นกิจกรรมให้ความรู้ออนไลน์ที่จะมีขึ้นในวันที่ 21 มิถุนายน 2565 สำหรับสมาชิกชุมชน PCI SSC การฝึกอบรมสำหรับผู้ประเมินจะมีขึ้นในเดือนมิถุนายน สำหรับกำหนดการของเซสชันการฝึกอบรมผู้ประเมิน โปรดดูที่ หน้าทรัพยากรการฝึกอบรม PCI SSC

อ่าน: " PCI DSS v4.0 เบื้องต้น " เพื่อดูเอกสารภาพรวมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงใน PCI DSS v4.0

สมัครรับข้อมูลจากบล็อก PCI Perspectives เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม รวมทั้งพอดแคสต์ วิดีโอ และบล็อกโพสต์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กรต่าง ๆ มุ่งสู่การเปลี่ยนไปใช้ PCI DSS v4.0

เกี่ยวกับคณะกรรมการมาตรฐานความปลอดภัย PCI

คณะกรรมการมาตรฐานความปลอดภัย PCI (PCI Security Standards Council หรือ PCI SSC) เป็นผู้นำระดับโลกในความพยายามข้ามอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการชำระเงิน ผ่านมาตรฐานและโปรแกรมการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่ขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรม ยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยให้ธุรกิจสามารถตรวจจับ ลดผลกระทบ และป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์และการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต ติดตาม PCI SSC ได้ทาง ลิงก์อิน เข้าร่วมการสนทนาบนทวิตเตอร์ @PCISSC สมัครสมาชิก บล็อก PCI Perspectives

รูปภาพ - https://mma.prnewswire.com/media/1777827/PCI_DSS.jpg

แอดเยนขยายขอบเขตการชำระเงินด้วยผลิตภัณฑ์ทางการเงินแบบฝังตัว

      แอดเยน (Adyen (AMS: ADYEN)) แพลตฟอร์มเทคโนโลยีทางการเงินระดับโลกที่บริษัทชั้นนำหลายแห่งทั่วโลกเลือกใช้ ประกาศขยายธุรกิจนอกเหนือจากการชำระเงิน ไปสู่การสร้างผลิตภัณฑ์ทางการเงินแบบฝังตัว ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะช่วยให้แพลตฟอร์มและตลาดสร้างประสบการณ์ทางการเงินที่เหมาะกับผู้ใช้ของตน เช่น เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กหรือผู้ค้ารายย่อย ชุดผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะช่วยให้แพลตฟอร์มปลดล็อกแหล่งรายได้ใหม่ๆ และเพิ่มความภักดีของผู้ใช้

"ด้วยการรังสรรค์โครงสร้างพื้นฐานด้านการธนาคารของเรา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์มเดี่ยว ตั้งแต่จุดเริ่มต้น เราก็ได้ขจัดข้อจำกัดของระบบการเงินแบบดั้งเดิม ทำให้แอดเยนสามารถส่งมอบอำนาจของธนาคารโดยผสมผสานกับความสามารถในการปรับตัวของฟินเทค" คุณทอม รูเทอร์ (Thom Ruiter) รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์ธนาคารและการเงินของแอดเยน กล่าว "แนวทางที่ไม่เหมือนใครนี้ทำให้เราสามารถนำเสนอแพลตฟอร์มที่มีความยืดหยุ่นแก่ลูกค้าของเรา เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของฐานผู้ใช้ของพวกเขา โดยปราศจากอุปสรรคจากความซับซ้อนด้านกฎระเบียบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ยาวนาน หรือข้อจำกัดของสถาบันการเงินที่ให้บริการเชื่อมต่อระบบ"

"เรามองว่าขั้นตอนในการสร้างแพลตฟอร์มเทคโนโลยีการเงินของเรานี้เป็นวิวัฒนาการตามธรรมชาติของธุรกิจของเรา" คุณปีเตอร์ ฟาน เดอ ดูส (Pieter van der Does) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งแอดเยน กล่าว "เราสร้างผลิตภัณฑ์เหล่านี้เพื่อช่วยให้ธุรกิจบรรลุเป้าหมายได้เร็วยิ่งขึ้น สำหรับธุรกิจแพลตฟอร์มแล้วย่อมหมายความว่า เราจะช่วยให้พวกเขากลายเป็นร้านค้าแบบครบวงจร เพื่อตอบสนองทุกความต้องการของผู้ใช้ เราอยู่ในตำแหน่งที่โดดเด่นที่จะช่วยพวกเขา โดยหลอมรวมเทคโนโลยีของเราเข้ากับกรอบงานการอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ของเรา"

เริ่มต้นด้วยแอดเยน ฟอร์ แพลตฟอร์ม ( Adyen for Platforms) บริษัทได้ทำให้บรรดาแพลตฟอร์มต่าง ๆ สามารถฝังการชำระเงินลงในบริการของพวกเขา และมอบประสบการณ์การค้าแบบครบวงจรผ่านช่องทางการขายและภูมิภาคต่าง ๆ เมื่อเวลาผ่านไป การทำงานกับแพลตฟอร์มนั้นทำให้ความจำเป็นในการควบคุมประสบการณ์การชำระเงินปรากฏให้เห็นมากยิ่งขึ้น แอดเยนจึงได้เปิดตัวอิชชูอิง (Issuing) เพื่อพัฒนาประสบการณ์นี้ด้วยการทำให้แพลตฟอร์มต่าง ๆ สามารถเสนอบัตรเสมือนจริงและบัตรจริงแก่ผู้ใช้งาน เพื่อทำธุรกรรมทางธุรกิจและรับเงินโดยตรงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ในอนาคต อิชชูอิงจะรวมอยู่ในชุดผลิตภัณฑ์ทางการเงินแบบฝังตัวเต็มรูปแบบ เนื่องจากแพลตฟอร์มได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการลดความซับซ้อนทางการเงินอื่น ๆ สำหรับผู้ใช้ด้วย ในบรรดาผลิตภัณฑ์ที่จะรังสรรค์ขึ้น ได้แก่ บัญชีหลายสกุลเงิน ทำให้ผู้ใช้สามารถรับการชำระเงิน เริ่มการจ่ายเงิน และเก็บเงินได้อย่างปลอดภัยในที่เดียว บัญชีเหล่านี้จะช่วยให้แพลตฟอร์มต่าง ๆ สามารถอำนวยความสะดวกในการขยายการระดมทุนให้กับผู้ใช้งานภายในอินเทอร์เฟซของแพลตฟอร์มอีกด้วย ด้วยความสามารถในการให้คะแนนความเสี่ยงที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลของแอดเยน ข้อเสนอการระดมทุนเหล่านี้จึงผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นแล้วและไม่จำเป็นต้องตรวจสอบเพิ่มเติมจากฝั่งผู้ใช้งาน ซึ่งจะช่วยให้แพลตฟอร์มต่าง ๆ สามารถกระชับความสัมพันธ์กับผู้ใช้ของตนได้ ในขณะเดียวกันก็จัดหาเงินทุนที่จำเป็นต่อการสร้างธุรกิจให้กับกลุ่มคนที่มีแนวโน้มเข้ามาใช้บริการ เช่น เจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก

ชุดผลิตภัณฑ์ทางการเงินแบบฝังตัวที่ทำงานครบวงจรของแอดเยน ประกอบกับการชำระเงิน ช่วยให้แพลตฟอร์มต่าง ๆ หลอมรวมความต้องการด้านการเงินของผู้ใช้งานไว้ในระบบนิเวศเดียว

ติดตามข้อมูลความคืบหน้าเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และกลยุทธ์ทางการค้าของแอดเยนได้ที่นี่

เกี่ยวกับแอดเยน

แอดเยน (Adyen (AMS: ADYEN)) คือแพลตฟอร์มเทคโนโลยีการชำระเงินที่บริษัทชั้นนำเลือกใช้ ด้วยความสามารถในการให้บริการด้านการชำระเงินแบบครบวงจร การวิเคราะห์แบบเจาะลึกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล และผลิตภัณฑ์การเงินในโซลูชันระดับโลกในหนึ่งเดียว แอดเยนช่วยให้ธุรกิจบรรลุเป้าหมายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพราะมีสำนักงานกระจายอยู่ทั่วโลก แอดเยนจึงทำงานร่วมกับเฟซบุ๊ก อูเบอร์ เอชแอนด์เอ็ม อีเบย์ และไมโครซอฟท์ แอดเยนได้ทำการปรับปรุงและขยายการให้บริการผลิตภัณฑ์ภายใต้แนวทางการดำเนินธุรกิจปกติ โดยบริษัทประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์และคุณสมบัติใหม่ ๆ ผ่านทางข่าวประชาสัมพันธ์ และอัปเดตความคืบหน้าเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ผ่านทางเว็บไซต์ของบริษัท

โลโก้ -  https://mma.prnewswire.com/media/1490851/Logo__Adyen_green_RGB_Logo.jpg

Country Garden releases financial results for 2021, Revenue grows 13% to US$82.2 billion

      On March 30, Country Garden Holdings Company Limited ("Country Garden") (02007.HK) released its financial results for 2021. The company maintained its industry leading position in sales and achieved stable growth in revenue and top performance in days sales outstanding (DSO), demonstrating robust operational resilience.

For the year ended December 31, 2021, Country Garden achieved contracted sales attributable to shareholders of approximately 558 billion yuan (approx. US$87.7 billion) with contracted sales GFA attributable to shareholders of 66.41 million square meters. Statistics show that from 2015 to 2021, the company's compound growth rate of contracted sales reached 29%.

In the sales rankings released by China Index Academy, CRIC and other third-party organizations, Country Garden is the only real estate developer with full caliber sales surpassing 700 billion yuan (approx. US$110 billion), and equity sales exceeding 500 billion yuan (approx. US$78.6 billion), maintaining its top position in the industry.

In terms of core profit indicators, the Group booked revenue of 523.06 billion yuan (approx. US$82.2 billion), gross profit of 92.78 billion yuan (approx. US$14.6 billion) and net profit of 40.98 billion yuan (approx. US$6.4 billion) for the full year. Core net profit attributable to shareholders stood at 26.93 billion yuan (approx. 4.2 billion).

Adequate cash flow is a key factor in managing and minimizing risk as the industry witnesses a tightening of capital and many developers face a cash squeeze as their bonds reach maturity. During the reporting period, Country Garden's cash collected from attributable contracted sales amounted to 502.2 billion yuan (approx. US$79 million), with a cash collection ratio of 90%. Of note is that Country Garden has maintained this ratio at a level of 90% or higher for six consecutive years.

In addition to further improvement in the financial position, Country Garden's debt level has declined steadily year by year, with financing costs falling in tandem. As of December 31, 2021, the Group had sufficient available cash of 181.3 billion yuan (approx. US$28.5 billion); total interest-bearing debt decreased by 2.6% to 317.92 billion yuan (approx. US$50 billion) with net gearing ratio of 45.4%, down 10.2 percent points YoY; weighted average borrowing cost decreased by 36 basis points to 5.2%. Cash flow to short-term debt ratio stood at 2.3x.

Despite the industry in China as whole going through a period of significant adjustment, Country Garden's sound operations and stable financial management assured the firm continued recognition and support from credit rating agencies and major financial institutions. 

The real estate industry in mainland China entered a downward cycle during the second half of 2021, with the three major international rating agencies having cumulatively downgraded the rating or outlook of Chinese real estate developers some 250 times, reflecting the impact that the downturn had on the affected developers and their ability to raise or borrow funds. However, both Moody's and Fitch maintained their investment-grade rating on Country Garden, while Standard & Poor's kept the developer's "BB +" rating and outlook of "positive".

Photo - https://mma.prnewswire.com/media/1777825/Country_Garden.jpg
Caption - 2021 Annual Results Announcement of Country Garden Holdings

Sinopec Hosts 2021 Annual Performance Conference, Calls To Embrace Green Evolution and Build Low-Carbon Competitive Advantages

      China Petroleum & Chemical Corporation (HKG: 0386, "Sinopec" or "the Company") hosted its 2021 annual performance conference on March 28 in Beijing via webinar. Per International Financial Reporting Standards, Sinopec's 2021 turnover and other operating income was CNY2.74 trillion (USD431.50billion), with profit attributable to shareholders of the company reaching CNY71.975 billion (USD11.33 billion), a 115.2 percent growth year-on-year. This has been Sinopec's best operating performance in the past decade.

A dividend of CNY0.47 per share was distributed throughout the year, with a dividend payout ratio of 80 percent. Based on the weighted average share price in 2021, the dividend yield of A shares and H shares reached 10.8 percent and 14.3 percent, respectively.

In light of the COVID-19 pandemic and a complex macroenvironment, Sinopec focused on advancing high-quality production and operations, transformative development, technological innovation, management reform, risk prevention and control among other aspects in 2021 to achieve a solid start in line with China's "14th Five-Year Plan." Overall, Sinopec's various business sectors have been growing positively, with remarkable achievements in:

  • Increasing upstream oil and gas reserves;
  • Expanding refining scale and competitive advantages;
  • Continuous increase of the sales and operation scale of refined oil;
  • Giving full play to leading with innovative and technological support.

In the meantime, Sinopec also focused on environmental, social and corporate governance (ESG) development with the board of directors coming from more diverse backgrounds and the Company is actively responding to climate change challenges, vigorously saving energy and reducing pollution and carbon emissions, as well as supporting the 2022 Beijing Winter Olympics and Paralympics.

Mr. Ma Yongsheng, president of Sinopec noted, Sinopec will give full play to its advantages in the integration of marketing, brand, technology and talent to unswervingly move towards the goal of becoming a world-leading clean energy and chemical company, creating greater value for shareholders and society.

"Looking to the future, Sinopec will actively and constructively embrace energy transformation and the transformation of the industry as a whole, extensively implementing a world-leading development strategy and continuously optimizing the 14th Five-Year Plan and long-term 2035 goal to achieve high-quality, sustainable development," said Ma.

Sinopec has laid out five key focuses in implementing its new development strategy and strives to:

  • Improve corporate governance: Sinopec will promote the integration of risk control, internal control and compliance management to strictly control risks in terms of safety, environmental protection, operation management and more. Sinopec will also further integrate ESG with production, operation and development to improve corporate governance efficiency.
  • Execute an innovation-driven development strategy: Sinopec will create a cradle for original technologies to promote the development and application of advanced technologies for oil and gas resources, emphasize technological breakthroughs in oil refining, high-end chemicals and new materials, modern coal chemicals, new energy and more, and strengthen the development of the industry's key technologies, common technologies and cutting-edge technologies.
  • Enhance energy supply capacity: Sinopec is devoting greater efforts in the exploration and development of oil and gas, aiming to achieve major breakthroughs and discoveries of shale oil and gas, promote the coordinated development of natural gas production, supply, storage and sales, maintain domestic oil and gas reserves with steady growth in production, and actively and steadily lay out new energy businesses such as hydrogen energy. It will strengthen the support capability of international trade, improve global resource allocation capacity and explore the establishing a multi-energy complementary energy supply system.
  • Promote the upgrade of refining and chemical businesses: Sinopec aims to optimize oil refining and expand and strengthen chemical engineering, speeding up the progress of "crude-to-chemicals" and "petroleum derivative products" to promote the mid- to high-end development of the chemical business and build a large-scale, integrated and intelligent world-class refining and chemical engineering base.
  • Build green and low-carbon competitive advantages: Coordinating the relationship between development and emissions reduction, Sinopec continues the optimization of its industrial and energy use structures, improves energy efficiency to set industry benchmarks. Sinopec has also accelerated the R&D of green, low-carbon technologies using the Sinopec Qilu-Shengli Oilfield CCUS project as the foundation.

For more information, please visit Sinopec.

Photo - https://mma.prnewswire.com/media/1777709/image.jpg