Tuesday, September 2, 2025

จีนผนึกกำลังผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ พัฒนาอุทยานธรณีไดโนเสาร์สู่เวทีสากล

 รัฐบาลประชาชนอำเภอเจียอิน

ภายในงานเสวนาระดับนานาชาติว่าด้วยการอนุรักษ์ฟอสซิลที่จัดขึ้น ณ มณฑลเฮยหลงเจียง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีน ผู้เข้าร่วมงานหลายร้อยคนได้ทำกิจกรรมการสำรวจพื้นที่เพื่อค้นหาฟอสซิลปลา โดยได้สัมผัสกับประสบการณ์จริงในการขุดฟอสซิล ณ อุทยานธรณีไดโนเสาร์แห่งชาติของจีน (China National Geological Park of Dinosaurs)

อำเภอเจียอิน ในมณฑลเฮยหลงเจียง ได้รับการขนานนามว่าเป็น "ถิ่นกำเนิดของไดโนเสาร์" เนื่องจากมีการค้นพบซากฟอสซิลไดโนเสาร์เป็นครั้งแรกของจีนเมื่อปี พ.ศ. 2445 และในปัจจุบัน ฟอสซิลไดโนเสาร์จากยุคก่อนประวัติศาสตร์เหล่านี้ก็ได้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของอำเภอเจียอิน โดยดึงดูดผู้ที่ชื่นชอบไดโนเสาร์จากทั่วทุกมุมโลกให้มาเยือน

ผู้เชี่ยวชาญด้านบรรพชีวินวิทยาและธรณีวิทยาจากจีนและอีก 8 ประเทศ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี และเบลเยียม ได้เข้าร่วมกิจกรรมการขุดฟอสซิลภายในงานเสวนาว่าด้วยการอนุรักษ์ฟอสซิลเจียอิน ครั้งที่ 4 และการประชุมวิชาการด้านธรณีวิทยาการท่องเที่ยว (4th Jiayin Forum on Fossil Protection and the Symposium on Tourism Geosciences) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 และ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา ภายใต้ความร่วมมือของสมาคมบรรพชีวินวิทยาแห่งประเทศจีน ห้องปฏิบัติการหลักด้านวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตในอดีตในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติแห่งประเทศจีน และรัฐบาลประชาชนอำเภอเจียอิน มณฑลเฮยหลงเจียง

"ลองมองหาบริเวณที่เป็นสีดำ มีโอกาสที่จะพบฟอสซิลปลาได้มากที่สุด" ซุน เกอ (Sun Ge) ประธานกิตติมศักดิ์ของคณะกรรมการ Popular Science Committee ของสมาคมบรรพชีวินวิทยาแห่งประเทศจีน กล่าวขณะนำการสำรวจภาคสนาม

เมื่อเขาให้สัญญาณ เสียงค้อนกระทบหินก็ดังก้องไปทั่วหุบเขาของอุทยานแห่งชาติ ราวกับกำลังปลุกอดีตให้หวนคืนกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

งานเสวนาครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนโดยสมาคมบรรพชีวินวิทยาแห่งประเทศจีน มหาวิทยาลัยจี๋หลิน มหาวิทยาลัยครุศาสตร์เสิ่นหยาง และหน่วยงานหลายแห่งในสังกัดสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน

งานเสวนาดังกล่าวเคยจัดมาแล้วในปี พ.ศ. 2560, 2562 และ 2566 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ฟอสซิล โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟอสซิลไดโนเสาร์และแหล่งที่ขุดค้นพบฟอสซิล ตลอดจนสนับสนุนการวิจัยทางธรณีวิทยาและการให้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สาธารณะ รวมทั้งเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างประเทศ

หลังจากที่มีการค้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์ฮาโดรซอร์ (hadrosaur) เป็นครั้งแรกของจีนเมื่อปี พ.ศ. 2445 อำเภอเจียอินก็ได้ค้นพบตัวอย่างฟอสซิลไดโนเสาร์ฮาโดรซอร์ที่สมบูรณ์มากกว่า 10 ตัวอย่าง "บรรดาผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าพื้นที่นี้เป็นสุสานไดโนเสาร์ขนาดใหญ่ และมีฟอสซิลที่ยังไม่ได้ขุดค้นไม่ต่ำกว่า 100 ชิ้น" ซุน เคอซิน (Sun Kexin) มัคคุเทศก์ประจำพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์เสินโจว อำเภอเจียอิน (Jiayin Shenzhou Dinosaur Museum) ซึ่งตั้งอยู่ในอุทยานธรณี กล่าว

จีนได้จัดตั้งอุทยานธรณีไดโนเสาร์แห่งชาติขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศที่อำเภอเจียอินเมื่อปี พ.ศ. 2544 โดยครอบคลุมพื้นที่ 38.44 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีบทบาทสำคัญทั้งในด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การให้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์แก่ประชาชน รวมถึงการท่องเที่ยว

"นับตั้งแต่ค้นพบซากฟอสซิลไดโนเสาร์เป็นครั้งแรกโดยนักบรรพชีวินวิทยาชาวรัสเซีย เหล่าผู้เชี่ยวชาญทั้งในประเทศและต่างประเทศก็ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการขุดค้นฟอสซิลที่อำเภอเจียอินอย่างต่อเนื่อง และทำผลงานได้อย่างโดดเด่นตลอดหลายปีที่ผ่านมา" เสิน เฟิงปิน (Shen Fengbin) นักบูรณะฟอสซิลประจำอุทยานธรณี กล่าว

การวิจัยและการอนุรักษ์ฟอสซิลในอำเภอเจียอินได้รับประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ศาสตราจารย์อับดุล เราะห์มาน อัชราฟ (Abdul Rahman Ashraf) วัย 83 ปี จากมหาวิทยาลัยบอนน์ ประเทศเยอรมนี เป็นหนึ่งในนักบรรพชีวินวิทยาจากต่างประเทศที่เข้าร่วมงานเสวนาในครั้งนี้

"ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ผมได้ทำงานร่วมกับศาสตราจารย์ชาวจีนหลายท่าน และสร้างความร่วมมืออันดีต่อกันเสมอมา" ศาสตราจารย์อัชราฟกล่าว โดยเขาเดินทางเยือนอำเภอเจียอินมาแล้วถึง 25 ครั้ง และเรียกเจียอินด้วยความรักว่า "บ้านหลังที่สอง" ของเขา

ฮารุฟุมิ นิชิดะ (Harufumi Nishida) ประธานองค์กรบรรพพฤกษศาสตร์ระหว่างประเทศ ได้เดินทางเยือนอำเภอเจียอินเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2546

"นับตั้งแต่นั้นมา ผมได้มาเยือนเจียอินอีกนับครั้งไม่ถ้วน และทุกครั้งที่มา ผมได้เห็นความก้าวหน้าอันน่าทึ่งของทั้งประเทศจีนและอำเภอเจียอิน ซากฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ รวมถึงฟอสซิลไดโนเสาร์ และระบบนิเวศที่สิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์เหล่านี้เคยอาศัยอยู่ ได้รับการค้นพบภายใต้ความร่วมมือและมิตรภาพระหว่างประเทศที่เพื่อนร่วมงานชาวจีนได้ร่วมกันสร้างขึ้น และยังได้มีการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เหล่านี้ไปยังคนรุ่นหลังต่อไป" เขากล่าว

ภายในอุทยานธรณีแห่งนี้ยังมี "สวนรูปปั้นนักบรรพชีวินวิทยา" ซึ่งจัดแสดงรูปปั้นของนักบรรพชีวินวิทยาชั้นนำระดับโลกรวม 24 ท่าน โดยในจำนวนนี้มีชาวต่างชาติ 12 ท่าน เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติและยกย่องคุณูปการที่มีต่อการวิจัยด้านธรณีวิทยาและบรรพชีวินวิทยาในอำเภอเจียอิน

"อำเภอเจียอินไม่ใช่แค่เพียงแหล่งค้นพบฟอสซิลที่สำคัญเท่านั้น หากยังเป็นสะพานแห่งการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างประเทศอีกด้วย การจัดงานเสวนาครั้งนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง โดยสะท้อนให้เห็นว่าบรรพชีวินวิทยาไม่มีพรมแดน และเป็นศาสตร์ที่เติบโตจากการแลกเปลี่ยน ความร่วมมือ และการก้าวไปข้างหน้าร่วมกัน" หวัง จวิน (Wang Jun) ประธานสมาคมบรรพชีวินวิทยาแห่งประเทศจีน กล่าว

ที่มา: รัฐบาลประชาชนอำเภอเจียอิน



China taps global expertise to build world-class dinosaur geopark


 The People's Government of Jiayin County

On the sidelines of an international fossil protection forum in northeast China's Heilongjiang Province, hundreds of participants eagerly picked up hammers and carefully scoured the ground for fish fossils, immersing themselves in the hands-on thrill of excavation at the China National Geological Park of Dinosaurs.

Jiayin, a county-level city in the province, is known as the "hometown of dinosaurs," where China's first dinosaur fossil was unearthed in 1902, and today, these prehistoric giants have become its emblem, drawing dinosaur enthusiasts from around the world.

Hundreds of paleontology and geology experts from China and eight other countries, including France, Germany and Belgium, joined the lively activity during the 4th Jiayin Forum on Fossil Protection and the Symposium on Tourism Geosciences, held on Aug. 27 and 28. This event is jointly organized by the Palaeontological Society of China, the Key Laboratory of Evolution of Past Life in Northeast Asia, Ministry of Natural Resources of China, and the People's Government of Jiayin County, Heilongjiang Province.

"Look at the blackened area. This is where fish fossils are most likely to be found," said Sun Ge, honorary chairperson of the Popular Science Committee of the Chinese Society of Paleontology, as he guided the fieldwork.

At his cue, the crisp sounds of hammering echoed through the valley of the national park, as if bringing the ancient past vividly to life.

The forum was jointly established by the Palaeontological Society of China, Jilin University, Shenyang Normal University, and a number of institutes of the Chinese Academy of Sciences.

Held previously in 2017, 2019 and 2023, the forum aims to bolster the protection of paleontological fossils, particularly those of dinosaurs, and their sites, promote geoscience research and public science education, and strengthen international exchange and cooperation.

Since the discovery of China's first hadrosaurid dinosaur fossil in 1902, Jiayin has yielded more than 10 complete hadrosaurid specimens. "Experts believe there is a large dinosaur graveyard here, with at least 100 more fossils yet to be excavated," said Sun Kexin, a guide at the Jiayin Shenzhou Dinosaur Museum in the geological park.

China established the country's first national dinosaur geopark in Jiayin in 2001, covering an area of 38.44 square km and serving multiple functions such as scientific research, popular science education and tourism.

"Since the first dinosaur fossil was discovered and excavated by Russian paleontologists, experts from home and abroad have been engaged in the excavation work in Jiayin with remarkable achievements made over the years," said Shen Fengbin, a fossil restorer at the geological park.

Fossil research and protection at Jiayin have always benefited from international exchanges and cooperation. Abdul Rahman Ashraf, an 83-year-old professor at the University of Bonn in Germany, is among many of the foreign paleontologists who took part in the forum.

"Over 40 years, I have worked with various Chinese professors and made a good partnership," said Ashraf, who has visited Jiayin 25 times and affectionately calls the county his "second hometown."

Harufumi Nishida, president of the International Organization of Palaeobotany, first visited Jiayin in 2003.

"Since then, I have visited Jiayin countless times, and on each occasion, I have witnessed the remarkable progress of both China and Jiayin. Fossil organisms, including dinosaur fossils, and the ecosystems in which they lived have been well revealed thanks to international collaboration and friendship constructed by Chinese colleagues. A wonderful museum has been established to pass this knowledge on to future generations," he said.

Inside the geopark lies the "Paleontologist Statue Garden," where 24 internationally renowned paleontologists, including 12 from abroad, are honoured for their contributions to Jiayin's geological and paleontological research.

"Jiayin is not only an important site for fossil discoveries but also a bridge for international exchange. Hosting this forum here carries great significance. Paleontology knows no national boundaries; it is a science that thrives on dialogue, cooperation and shared progress," said Wang Jun, president of the Palaeontological Society of China.

Source: The People's Government of Jiayin County



“ค่ารถไฟฟ้า” ภาระคนเมือง เสียงสะท้อนผ่านนโยบาย 20 บาทตลอดสาย


การเปิดให้ลงทะเบียนนโยบาย “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ช่วงปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ได้สร้างกระแสพูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ ความคิดเห็นสะท้อนทั้งความคาดหวังว่านโยบายนี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และความกังวลว่าสุดท้ายแล้วจะสามารถเดินหน้าต่อได้หรือไม่ จากข้อมูล Social Listening ยังชี้ให้เห็นว่า “ค่ารถไฟฟ้า” เป็น pain point สำคัญของคนเมืองที่ต้องการให้ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ได้ทำการรวบรวมข้อมูลผ่านเครื่องมือ dxt:360 เพื่อฟังเสียงในสื่อสังคมออนไลน์ (Social Listening) ในช่วงวันที่ 24 สิงหาคม – 31 สิงหาคม 2568 ถึงประเด็น “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดบนโลกออนไลน์ การใช้เครื่องมือนี้ช่วยให้เห็นภาพรวมว่าประชาชนพูดถึงนโยบายนี้อย่างไร ใครคือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ และเผยให้เห็น Insight ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการถกเถียงในสังคมครั้งนี้

แม้กระแสการพูดถึงนโยบาย “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” จะมีมาอย่างต่อเนื่อง แต่ความสนใจของประชาชนยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะช่วงใกล้วันเปิดลงทะเบียน ซึ่งทำให้ประเด็นนี้กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง กระแสความสนใจพุ่งสูงขึ้นจนเกิดการมีส่วนร่วม (Engagement) หลายแสนครั้งภายในเวลาไม่กี่วัน โดยวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ซึ่งเป็นวันเปิดลงทะเบียน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คนจำนวนมากเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ทั้งการแสดงความคิดเห็น แชร์ข้อมูล และตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้กันอย่างมากมาย

เสียงสะท้อน “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย”

จากบทสนทนาที่เกิดขึ้นบนสังคมออนไลน์ สามารถจำแนกเสียงสะท้อนของประชาชนออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ซึ่งแต่ละกลุ่มสะท้อนมุมมอง ความรู้สึก และความคาดหวังต่อ “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ในแง่มุมที่แตกต่างกัน

Neutral (57.0%): กลุ่มที่ตั้งคำถามและรอคอยความชัดเจน 

กลุ่มนี้เป็นประชาชนส่วนใหญ่บนโลกออนไลน์ที่ยังรอคำตอบและความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบาย “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” พวกเขายังมีคำถามหลายประเด็น เช่น วันเริ่มใช้งานจริง ความครอบคลุมของเส้นทางที่เข้าร่วมโครงการ และข้อสงสัยในขั้นตอนการลงทะเบียน ซึ่งสะท้อนถึงความคาดหวังที่อยากเห็นนโยบายนี้สามารถใช้งานได้จริง ครอบคลุม และเข้าใจง่ายสำหรับทุกคน

Negative (26.1%): กลุ่มที่ไม่เชื่อมั่น / กังวล

ขณะเดียวกันก็มีเสียงกังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนของนโยบายว่าจะมีโอกาสเดินหน้าต่อหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อนโยบายนี้เป็นผลงานผลักดันของรัฐบาลเพื่อไทย ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมือง อีกทั้งยังมีความกังวลเรื่องภาระงบประมาณที่จะต้องชดเชยผู้ให้บริการรถไฟฟ้า ซึ่งอาจส่งผลต่อการจัดสรรงบฯในด้านอื่น ๆ ของรัฐ รวมถึงคุณภาพการให้บริการ เช่น ความแออัดในช่วงเวลาเร่งด่วน หรือมาตรฐานการให้บริการที่อาจลดลง หากจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นแต่ไม่มีการเตรียมความพร้อมรองรับอย่างเหมาะสม

Positive (16.9%): กลุ่มที่สนับสนุนนโยบาย

ท่ามกลางเสียงวิจารณ์และคำถาม ก็มีประชาชนจำนวนหนึ่งที่สนับสนุนโยบายนี้อย่างเต็มที่ เพราะมองว่าเป็นการช่วยเปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย สามารถเข้าถึงระบบขนส่งได้ในราคาที่เอื้อมถึง พร้อมแสดงความคาดหวังว่า นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายจะสามารถช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มความเท่าเทียมในสังคมได้อย่างยั่งยืน

ประเด็นร้อน “20 บาทตลอดสาย” ที่คนพูดถึงมากที่สุด!

การลงทะเบียน (68.6%): วันแรกที่เปิดให้ลงทะเบียนสร้างความคึกคักบนโซเชียลมีเดียทันที โดยมีคำถามมากมายเกี่ยวกับรายละเอียดและขั้นตอนการลงทะเบียนเพื่อเข้าถึงนโยบายนี้ โดยมีหัวข้อที่ถูกหยิบยกมาพูดคุย ได้แก่

  • การลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ

ประชาชนจำนวนมากเข้ามาแชร์ประสบการณ์และตั้งคำถามคล้ายๆ กัน ตั้งแต่เรื่องพื้นฐาน เช่น เมนูลงทะเบียนอยู่ตรงไหน? ไปจนถึงขั้นตอนการยืนยันตัวตนที่ซับซ้อน รวมถึงเสียงบ่นเรื่องปัญหาทางเทคนิคที่เจอได้บ่อยๆ เช่น ระบบค้าง, ลงทะเบียนไม่สำเร็จ เป็นต้น

  • ประเภทของบัตรที่ใช้ลงทะเบียน

อีกหนึ่งคำถามที่เห็นได้บ่อย ๆ ในทุกแพลตฟอร์มคือ ใช้บัตรแบบไหนได้บ้าง? และ บัตรแต่ละประเภทต่างกันยังไง? แต่ที่กลายเป็นประเด็นใหญ่กว่านั้น คือเงื่อนไขที่กำหนดให้ ชื่อบนบัตรต้องตรงกับชื่อผู้ลงทะเบียน ซึ่งสร้างความลำบากให้กับคนที่ไม่ใช่เจ้าของบัตรโดยตรง 

  • คำถามเกี่ยวกับผู้สูงอายุ

มีการตั้งข้อสงสัยว่า หากเป็นผู้สูงอายุที่ปัจจุบันได้รับส่วนลดค่าโดยสาร 50% อยู่แล้ว การลงทะเบียนรับสิทธิ์ “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” จะยังคงให้สิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่ากว่าเดิมหรือไม่ หรืออาจส่งผลกระทบต่อสิทธิเดิมที่เคยได้รับ 

เลื่อนนโยบาย (19.9%): หลังจากรัฐบาลประกาศเลื่อนกำหนดเริ่มนโยบายจากวันที่ 1 ตุลาคม ไปเป็นช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน โดยให้เหตุผลว่าร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 3 ฉบับยังไม่แล้วเสร็จ กระแสในโลกออนไลน์เต็มไปด้วยความไม่มั่นใจมากขึ้น โดยเฉพาะท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยังไม่ชัดเจนว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลใหม่จะอยู่ภายใต้การนำของพรรคการเมืองใด หลายเสียงตั้งคำถามว่านโยบายนี้จะเกิดขึ้นจริงตามที่ประกาศไว้หรือไม่ พร้อมแสดงความกังวลต่อความชัดเจนของการดำเนินงานในอนาคต

ค่าครองชีพ (8.2%): แม้จะถูกพูดถึงน้อย แต่เรื่องค่าครองชีพก็ยังเป็นประเด็นที่ประชาชนหลายคนให้ความสนใจ โดนเฉพาะกลุ่มคนทำงาน นักเรียน นักศึกษา ที่ต้องเดินทางเป็นประจำทุกวัน ซึ่งมองว่านโยบายนี้ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้จริงเมื่อเทียบกับราคาปกติที่ต้องจ่าย

งบประมาณ (3.3%): อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกพูดถึงคือเรื่องส่วนต่างรายได้ที่รัฐต้องนำงบประมาณมาชดเชยให้เอกชนอย่าง BTS และ BEM ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาหนี้สะสมให้กับประเทศและส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายในระยะยาว

แม้นโยบาย “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ที่มุ่งลดภาระค่าครองชีพจะได้รับความสนใจและความหวังจากประชาชนว่าจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตได้จริง แต่ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมือง หลายเสียงยังคงตั้งคำถามถึงความพร้อมในการดำเนินงานและความครอบคลุมของบริการ สิ่งที่ประชาชนต้องการคือความชัดเจนและการสื่อสารที่โปร่งใสจากภาครัฐเพื่อสร้างความมั่นใจ หากนโยบายนี้สามารถเดินหน้าได้จริงและตอบสนองต่อความคาดหวังดังกล่าว ไม่เพียงจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ แต่ยังเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบขนส่งสาธารณะ และส่งผลดีต่อสังคมในระยะยาว

อย่างไรก็ดี นโยบายนี้ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่ารัฐบาลใหม่จะผลักดันต่อไปอย่างไร

ข้อมูลทั้งหมดที่นำมาวิเคราะห์หา Insight รวบรวมข้อมูลจาก dxt:360 (Social Listening and Media Monitoring Platform) ของบริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด โดยเก็บข้อมูลระหว่าง 24 สิงหาคม – 31 สิงหาคม 2568

เกี่ยวกับ dxt:360

dxt:360 เป็นแพลตฟอร์มที่สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลข่าวสารได้ทั้งจากโซเชียลมีเดีย สื่อออนไลน์ สื่อบรอดคาสท์ และสื่อสิ่งพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นเสียงของผู้บริโภค (Consumer Voices) คอนเทนต์จาก Influencers และ KOLs ไปจนถึงข่าวจากสื่อมวลชน ที่รวบรวมเข้ามาอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน มีการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบ Dashboard ที่สามารถปรับเปลี่ยนตามความต้องการของผู้ใช้งานแต่ละราย (Customizable Dashboard) จึงทำให้เข้าใจและเห็น Insight ในประเด็นต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังช่วยให้เห็นทิศทางการสื่อสารของแบรนด์ต่าง ๆ สามารถนำมาต่อยอดเพื่อพัฒนากลยุทธ์การสื่อสารขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

งานนิทรรศการการค้าและการลงทุนนานาชาติจีน (CIFIT) ครั้งที่ 25 เตรียมเปิดฉาก ณ เมืองเซี่ยเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน 8-11 กันยายน


งานนิทรรศการการค้าและการลงทุนนานาชาติจีน (CIFIT) ครั้งที่ 25 ภายใต้แนวคิด "ร่วมมือกับจีน ลงทุนเพื่ออนาคต" จะจัดขึ้นที่เมืองเซี่ยเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน ระหว่างวันที่ 8-11 กันยายนนี้


งาน CIFIT ประจำปีนี้จะมุ่งเน้นไปที่ 3 ส่วนหลัก ๆ ได้แก่ "ลงทุนในจีน", "การลงทุนของจีน" และ "การลงทุนระหว่างประเทศ" ซึ่งจะครอบคลุมพื้นที่จัดแสดงกว่า 120,000 ตารางเมตร กิจกรรมด้านการลงทุนเฉพาะทางกว่า 70 รายการ และกิจกรรมโร้ดโชว์เฉพาะทางอีกกว่า 100 รายการ

ในส่วนของ "ลงทุนในจีน" จะประกอบด้วยกิจกรรมหลากหลาย โดยมีผู้บริหารเกือบ 100 คนจากสำนักงานใหญ่และสำนักงานสาขาภูมิภาคของบริษัทข้ามชาติในภาคธุรกิจพลังงาน เคมีภัณฑ์ การเกษตร ยา และการผลิตอัจฉริยะ รวมถึงตัวแทนจากกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ และสถาบันการลงทุนระหว่างประเทศ ยืนยันเข้าร่วมงานแล้ว นอกจากนี้ ยังจะมีผู้ประกอบการที่เรียกว่า "ผู้ชนะที่แฝงตัว" (Hidden Champion) กว่า 100 รายจากยุโรปและเอเชียเข้าร่วมงานด้วย

ส่วน "การลงทุนของจีน" แบ่งออกเป็น 3 โซน ได้แก่ การลงทุนของจีนในต่างประเทศ, บริการครบวงจรในต่างประเทศ และเส้นทางสายไหมทางทะเล ซึ่งโซนเหล่านี้จะจัดแสดงผลสำเร็จของความร่วมมือและโครงการเด่นของบริษัทจีนทั่วโลก นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์จีนจะจัดให้มีการเปิดเผยดัชนีกิจกรรมการลงทุนในต่างประเทศของจีน (China's Outbound Investment Activity Index) เป็นครั้งแรก และงาน CIFIT ในปีนี้ยังจะมีการจัดประชุมแลกเปลี่ยนด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างมณฑลต่าง ๆ ของจีนกับรัฐต่าง ๆ ของสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

จนถึงขณะนี้ มีคณะผู้แทนจากกว่า 110 ประเทศ ภูมิภาค และองค์กรระหว่างประเทศ ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน CIFIT แล้ว ขณะที่ 51 ประเทศและภูมิภาคจะออกบูธนิทรรศการ โดยสหราชอาณาจักรในฐานะแขกกิตติมศักดิ์ (Guest of Honor) จะส่งคณะผู้แทนเกือบ 200 คนจากหน่วยงานรัฐบาล ภาคธุรกิจ และสมาคมต่าง ๆ เข้าร่วมงาน

ในฐานะงานนิทรรศด้านการลงทุนระดับชาติเพียงงานเดียวของจีน งาน CIFIT มุ่งมั่นที่จะสร้าง 3 แพลตฟอร์มหลัก ได้แก่ การส่งเสริมการลงทุนสองทาง, การเผยแพร่ข้อมูลที่เชื่อถือได้ และการอภิปรายแนวโน้มการลงทุน โดยนับตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง CIFIT ได้อำนวยความสะดวกให้กับการลงนามโครงการต่าง ๆ มากกว่า 30,000 โครงการ ทำให้ CIFIT กลายเป็นงานด้านการลงทุนระหว่างประเทศที่มีอิทธิพลมากที่สุดงานหนึ่งของโลก

ที่มา: คณะกรรมการจัดงาน CIFIT

The 25th China International Fair for Investment & Trade will be held in Xiamen, Fujian, on September 8-11


The 25th China International Fair for Investment & Trade (CIFIT), themed "Join Hands with China, Invest in the Future," will be held in Xiamen, Fujian, from September 8 to 11.


This year's CIFIT focuses on three major sectors -- "Invest in China," "Chinese Investment," and "International Investment." It will feature an exhibition area of about 120,000 m 2  and host over 70 specialized investment activities and more than 100 specialized roadshows.

The "Invest in China" section comprises various events. Nearly 100 executives from the headquarters and regional branches of multinational companies in the fields of energy, chemicals, agriculture, pharmaceuticals, and intelligent manufacturing, as well as representatives from sovereign wealth funds and international investment institutions, have confirmed their attendance. Additionally, over 100 "hidden champion" enterprises from Europe and Asia will participate.

The "China Investment" section is divided into three areas: China Outbound Investment, Overseas Comprehensive Services, and Silk Road Maritime. These zones will showcase the cooperation achievements and signature projects of Chinese enterprises worldwide. The Ministry of Commerce will organize multiple chambers of commerce to release China's Outbound Investment Activity Index for the first time. This year's CIFIT will also host an economic and trade exchange conference between Chinese provinces and U.S. states.

To date, delegations from more than 110 countries, regions, and international organizations have registered to attend CIFIT, and 51 countries and regions will set up exhibition booths. As the guest of honor, the United Kingdom plans to send a delegation of nearly 200 representatives from governments, businesses, and associations.

As the only major national-level investment exhibition in China, CIFIT is committed to building three platforms: two-way investment promotion, authoritative information release, and investment trend discussion. Since its inception, it has facilitated the signing of more than 30,000 projects, emerging as one of the world's most influential international investment events.

Source: The Organizing Committee of CIFIT

Monday, September 1, 2025

EBC Financial Group ชูโครงการ Sandbox ต้นแบบในการรวมเทคโนโลยี นวัตกรรมด้านความปลอดภัย และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

 


ซามูเอล เฮิร์ตซ์ (Samuel Hertz) หัวหน้ากลุ่ม EBC Financial Group ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวถึง “TouristDigiPay” โครงการทดสอบ (Sandbox) ของรัฐบาลไทย ซึ่งเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวสามารถแปลงสกุลเงินคริปโตเป็นเงินบาท เพื่อนำไปใช้จ่ายว่า โครงการนี้เป็นต้นแบบในการรวมเทคโนโลยี  นวัตกรรมด้านความปลอดภัย และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

“การท่องเที่ยวและการเงินมักถูกมองว่าเป็นสองภาคส่วนที่แยกจากกัน แต่ประเทศไทยกำลังพิสูจน์ว่าการท่องเที่ยวและการเงินสามารถเชื่อมโยงอย่างมีกลยุทธ์ได้”  เฮิร์ตซ์ กล่าว “โครงการนี้สะท้อนว่า นักเดินทางยุคใหม่เป็นดิจิทัลเป็นหลักและต้องการตัวเลือกที่ยืดหยุ่นและไร้เงินสด มันคือวิวัฒนาการที่จะช่วยกำหนดให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวอย่างแท้จริง”

โครงการ Sandbox มีระยะเวลาทดสอบภายใน 18 เดือน มีการป้องกันความเสี่ยงที่เหมาะสม โดยมีกระบวนการทําความรู้จักตัวตนของผู้ใช้บริการ (KYC/CDD) ตามเกณฑ์ของ ปปง. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสําหรับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลและผู้ให้บริการ e-money โดยมีวงเงินจำกัดต่อเดือนสำหรับร้านค้ารายย่อยไม่เกิน 50,000 บาท และการชำระร้านค้าที่ผ่าน KYM (Know Your Merchant) ไม่เกิน 500,000 บาท

เหนือ Sandbox คือ ต้นแบบการเงินแห่งอนาคต

เฮิร์ตซ์ กล่าวว่า แม้โฟกัสในปัจจุบันจะอยู่ที่ภาคการท่องเที่ยว แต่แผนในอนาคตอาจขยายโครงการไปยังภาคส่วนมูลค่าสูงอื่น ๆ รวมถึงการซื้อสินค้าหรูหรา สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยที่จะทำให้การใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเรื่องปกติในธุรกรรมหลัก

“การแปลงคริปโตเป็นเงินสดไม่ใช่แค่เรื่องความสะดวกสบายเท่านั้น” เฮิร์ตซ์ กล่าว “นี่คือก้าวสำคัญในการเชื่อมระบบการเงินแบบดั้งเดิมกับเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเกิดขึ้น โมเดลของประเทศไทยอาจเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการยอมรับในวงกว้างทั่วเอเชียและนอกภูมิภาค โดยเฉพาะในตลาดที่การท่องเที่ยวและนวัตกรรมเป็นทั้งความสำคัญระดับชาติ”

การเปลี่ยนแปลงระดับโลกกำลังเกิดขึ้น

ทั่วโลก สกุลเงินดิจิทัลแบบ Stablecoin และโซลูชันการชำระเงินดิจิทัลกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยคาดการณ์ว่าการหมุนเวียนของตลาดจะเกิน 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2571 ประเทศอย่างญี่ปุ่นและภูฏานเริ่มทดลองโมเดลที่คล้ายกันแล้ว แต่ขนาดของโครงการและความน่าสนใจด้านการท่องเที่ยวระดับโลกทำให้ไทยมีศักยภาพสร้างผลกระทบที่สูงกว่าประเทศอื่น

“ประเทศไทยไม่ได้ดำเนินงานแยกตัว — แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงระดับโลกที่สินทรัพย์ดิจิทัลกำลังเคลื่อนจากการลงทุนแบบเก็งกำไรสู่เครื่องมือใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน” เฮิร์ตซ์ กล่าว “Sandbox นี้มีความสำคัญเพราะแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจะเป็นอย่างไรในเศรษฐกิจจริง”

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: บทความนี้สะท้อนมุมมองของ EBC Financial Group (SVG) LLC และมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นข้อมูลอ้างอิงเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินหรือการลงทุน การเทรดในสัญญา CFDs และฟอเร็กซ์ (FX) มีความเสี่ยงสูงต่อการขาดทุน อาจมากกว่าการลงทุนเริ่มต้นของคุณ ก่อนการลงทุนควรพิจารณาสถานะทางการเงิน วัตถุประสงค์การลงทุน ความเชี่ยวชาญ และความเสี่ยงที่ยอมรับได้อย่างรอบคอบ และปรึกษาที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ หากจำเป็น EBC Financial Group และหน่วยงานทั่วโลกของบริษัทไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ ที่เกิดจากการพึ่งพาข้อมูลนี้

เกี่ยวกับ EBC Financial Group    

EBC Financial Group (EBC) ก่อตั้งขึ้น ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ EBC เป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการของสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา และได้เข้าร่วมโครงการ United to Beat Malaria แคมเปญของมูลนิธิองค์การสหประชาชาติ มุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพด้านสุขภาพของประชากรทั่วโลก โดยเริ่มกิจกรรมร่วมกันตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2024 EBC ยังให้สนับสนุนซีรีส์การมอบความรู้แก่สาธารณะเกี่ยวกับ What Economists Really Do นำโดยภาควิชาเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัย Oxford เพื่อทำให้เศรษฐศาสตร์เป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายขึ้น และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับสังคมในปัจจุบัน

คอนเสิร์ต “Concerto of Giving” รวมพลัง Forest Guardians Youth Choir ถ่ายทอดบทเพลงเพื่อระดมทุนร่วมปกป้องป่า และลดปัญหาฝุ่น PM2.5


หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความประทับใจและพลังแห่งการให้ ในคอนเสิร์ตการกุศล “Concerto of Giving: Virtuoso, Voices and Vision” จัดโดย Piano Academy of Bangkok ร่วมกับ 159 Chamber Orchestra  เครือข่าย RoLD Fellows ศูนย์ออกแบบเพื่อสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CUD4S) และภาคีมากมายที่ร่วมเป็นสปอนเซอร์  อาทิ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด(มหาชน), วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล, คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส)

บนเวทีครั้งนี้ ศิลปินรุ่นเยาว์ 20 คน เจ้าของรางวัลระดับนานาชาติ ร่วมบรรเลงและขับร้องกับ 159 Chamber Orchestra พร้อมเด็กและเยาวชนกว่า 110 คนที่รวมตัวกันเป็น Forest Guardians Youth Choir ถ่ายทอดบทเพลง Heal the World, We Are the World และ โลกสวยด้วยมือเรา เพื่อส่งต่อความหวังและจุดประกายเพื่อการเปลี่ยนแปลงสู่สังคม

คอนเสิร์ตครั้งนี้สามารถระดมทุนสนับสนุนโครงการ Forest Guardians – ชุมชนพิทักษ์ป่า ได้เป็นเงินทั้งสิ้น 426,299 บาท ซึ่งโครงการ Forest Guardians ได้ทำงานเคียงข้างชุมชนในป่าบริเวณ 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย น่าน และสระบุรี เพื่อป้องกันไฟป่า ลดปัญหาฝุ่น PM2.5 และฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับคืนสู่ความสมบูรณ์

“เสียงดนตรีของเยาวชนในวันนี้ คือพลังแห่งความหวังที่ไม่เพียงขับกล่อมผู้ฟัง แต่ยังปลุกสังคมให้ร่วมกันปกป้องป่าและลดปัญหา PM2.5 เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของทุกคน”— ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ประธานโครงการ Forest Guardians – ชุมชนพิทักษ์ป่า กล่าว

นอกจากนี้ คอนเสิร์ตยังตอกย้ำพลังความร่วมมือจากเครือข่ายผู้นำรุ่นใหม่ด้านหลักนิติธรรมและการพัฒนา หรือ RoLD Fellows ที่ได้เข้าร่วมโครงการ The Rule of Law and Development Program (RoLD Program) ภายใต้การดำเนินงานของ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ซึ่งก่อนหน้านี้ได้จัดงาน Forest Guardians Dinner Talk เปิดเวทีระดมพลังผู้นำจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และชุมชนท้องถิ่น เพื่อผลักดันแนวคิด “ความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม” ผ่านกลไก การจ่ายค่าตอบแทนบริการระบบนิเวศ (PES: Payment for Ecosystem Services) ซึ่งเป็นนวัตกรรมการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ทำให้ชุมชนผู้ดูแลผืนป่าได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม

ปัจจุบัน โครงการ Forest Guardians กำลังสนับสนุนการทำงานของ 35 ชุมชนพิทักษ์ป่า ในการเสริมทักษะ จัดหาอุปกรณ์ และสนับสนุนทรัพยากร เพื่อให้ “คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน” โดยมี เอกอัครราชทูตไทย อดิศักดิ์ ภาณุพงศ์ ที่ปรึกษา TIJ , นางสุดา พนมยงค์ และนางเกษร จิตถเวช ร่วมมอบช่อดอกไม้เพื่อเป็นกำลังใจแก่ผู้แสดงและผู้จัดงาน

ค่ำคืน “Concerto of Giving” ได้พิสูจน์ว่า ศิลปะ ดนตรี และความยั่งยืน สามารถเดินไปด้วยกันได้อย่างทรงพลัง และเสียงใส ๆ ของเยาวชนไทย กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะช่วยฟื้นคืนป่า อากาศ และอนาคตที่สดใสให้กับทุกคน

ขอเชิญทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

  • ร่วมบริจาคและติดตามโครงการได้ที่: https://taejai.com/th/fundraising/2068
  • ระยะเวลาระดมทุน: 31 มกราคม – 28 ธันวาคม 2568
  • Facebook: Forest Guardians ชุมชนพิทักษ์ป่า
  • Line Official: @forestguardians