Thursday, March 31, 2022

YOFC รายงานผลประกอบการปี 2564 เผยกำไรสุทธิทะยาน 30%

 สัดส่วนของกิจการในต่างประเทศอยู่เหนือระดับ 30% เป็นครั้งแรก

กำไรสุทธิแตะ 710 ล้านหยวน เพิ่มขึ้น 30% เทียบรายปี

บริษัท แยงซี ออปติคอล ไฟเบอร์ แอนด์ เคเบิล (Yangtze Optical Fibre and Cable Joint Stock Limited Company) (ต่อไปนี้จะเรียกว่า "YOFC" หรือ "บริษัท") สรุปรายงานผลประกอบการประจำปี 2564 เมื่อไม่นานมานี้ (หรือ "ช่วงรายงานผลประกอบการ") โดยระบุว่า รายได้จากการปฏิบัติการแตะ 9.536 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้น 16.0% จากปี 2563 ขณะที่กำไรสุทธิสำหรับผู้ถือหุ้นบริษัทหลักอยู่ที่ระดับ 710 ล้านหยวน หรือขยายตัว 30.3% เมื่อเทียบรายปี

ระหว่างช่วงรายงานผลประกอบการนั้น YOFC ก็ยังคงเดินหน้าปรับปรุงประสิทธิภาพและโครงสร้างค่าใช้จ่ายในการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยขยายขอบเขตการใช้งานของผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ และเสริมความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำของตลาดเส้นใยแก้วนำแสงและเคเบิลทั่วโลก ความสำเร็จในแง่นวัตกรรมเทคโนโลยีของบริษัทนั้นเป็นที่ประจักษ์จากความสามารถในการพึ่งพาตนเองได้อย่างสมบูรณ์ในทุกส่วนของห่วงโซ่คุณค่าเส้นใยแก้วนำแสง นอกจากนี้ บริษัทยังได้ส่งเสริมการวิจัยและการพัฒนาเส้นใยแก้วนำแสงแบบใหม่ ๆ จนกลายเป็นผู้พัฒนารายแรกของโลกที่สามารถใช้เส้นใยแก้วนำแสงที่มีการกระจายแสงแบบราบ (Dispersion-flat) ในการส่งสัญญาณเครือข่าย 5G ได้ อีกทั้งยังเป็นผู้พัฒนาชั้นนำรายแรกของโลกที่มีเส้นใยแก้วนำแสงครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ซึ่งมีความสูญเสียสัญญาณต่ำ รวมถึงเส้นใยแก้วนำแสงแบบมัลติคอร์และโหมดต่ำที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทด้วย ยิ่งไปกว่านั้น เส้นใยแก้วนำแสงระดับไฮเอนด์และมีโหมดใช้งานหลากหลายของบริษัท ยังมีการใช้งานกันอย่างแพร่หลายในการสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ทั้งในประเทศจีนและต่างประเทศ

ในขณะที่ YOFC ยังคงรักษาจุดแข็งอันเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจไว้ บริษัทก็ได้เร่งเพิ่มความหลากหลายให้ธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และสร้างผลงานที่เป็นมาตรฐานใหม่ในหลาย ๆ ด้าน โดยได้สร้างสรรค์ผลงานโมดูลและอุปกรณ์เส้นใยแก้วนำแสง, วิศวกรรมการสื่อสารผ่านเครือข่าย, การเดินสายไฟในศูนย์ข้อมูล ตลอดจนเส้นใยแก้วนำแสงสำหรับเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ของผู้บริโภค ไปพร้อม ๆ กับบรรุลเป้าหมายการเติบโตในด้านโมดูลเส้นใยแก้วนำแสง, วัสดุควอตซ์กึ่งนำไฟฟ้า และสายเคเบิลสื่อสารใต้น้ำ บริษัทใช้ความได้เปรียบในด้านโมดูลและอุปกรณ์เส้นใยแก้วนำแสงเพื่อคว้าโอกาสในการร่วมโครงการศูนย์ข้อมูลและตลาดการสื่อสาร ขณะที่ภาคธุรกิจนี้มีรายได้ที่ขยายตัวอย่างก้าวกระโดดในช่วงรายงานผลประกอบการ

ในปี 2564 ที่ผ่านมา YOFC เผยถึงแผนการทำงานที่มุ่งเน้นการแยกส่วนผลิตภัณฑ์และบริการออกจากกัน เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล และขยายกิจการในตลาดเดิมและที่ตลาดใหม่ ๆ ไปพร้อมกัน การเช็คความต้องการผลิตภัณฑ์และแนวโน้มการทำกำไรในตลาดที่เป็นเป้าหมาย โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, แอฟริกา และลาตินอเมริกานั้น ได้กลายมาเป็นหลักพื้นฐานของแผนการขยายขอบเขตความสามารถของผลิตภัณฑ์ จนทำให้รายได้ของธุรกิจในต่างประเทศของบริษัทเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา บริษัทบรรลุเป้าหมายประการแรกในแผนการดังกล่าวเป็นครั้งแรก ด้วยรายได้จากกิจการนอกประเทศจีนที่แตะระดับ 310 ล้านหยวน หรือเพิ่มขึ้น 46.8% เมื่อเทียบรายปี และคิดเป็นสัดส่วนกว่า 30% ของรายได้ทั้งปี สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ได้ก็ด้วยสองโครงการสำคัญ ได้แก่ อาคารควบคุมเครือข่ายสื่อสารในฟิลิปปินส์และในเปรู ซึ่งในสองโครงการนี้ ทีมงานผู้ดูแลโครงการได้พิสูจน์ว่าสามารถฝ่าฟันอุปสรรคที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และดำเนินโครงการก่อสร้างจนแล้วเสร็จได้ตามกำหนดการเดิม และความสำเร็จดังกล่าวได้รับการยอมรับจากผู้ให้บริการท้องถิ่น ส่งผลให้ยอดคำสั่งซื้อของโครงการพุ่งขึ้นตามไปด้วย เมื่อเดือนมิถุนายน 2564 บริษัทบรรลุข้อตกลงเข้าซื้อ วายโอเอฟซี โปลีรอน อินดุสเตรีย เอ โกเมร์ซิโอ เด กาโบส เอสเปเซียอิส (YOFC Poliron Ind?stria e Comercio de Cabos Especiais Ltda. หรือ Poliron) ในบราซิล และจัดตั้งโรงงานผลิตแห่งแรกของบริษัทในภูมิภาคนี้ นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาถึงความต้องการในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกา และลาตินอเมริกา บริษัทยังได้ขยายกำลังการผลิตเส้นใยแก้วนำแสงและเคเบิลในอินโดนีเซีย และกำลังการผลิตเส้นใยแก้วนำแสงในโปแลนด์ด้วย

สำหรับปี 2565 นี้ ซึ่งเป็นปีที่มีทั้งโอกาสและความท้าทายครั้งใหม่ YOFC ก็วางแผนที่จะเสริมความแข็งแกร่งให้กับตำแหน่งผู้นำระดับโลกของกิจการหลักของบริษัท ด้วยการตอบสนองความต้องการในการปรับสมดุลให้อุปทานและอุปสงค์ในอุตสาหกรรมนี้ และดำเนินโครงการริเริ่มเชิงกลยุทธ์ต่อไป นอกจากนี้ บริษัทยังได้วางแผนขั้นต่อไปสำหรับการยกระดับปฏิบัติการสู่สากล ด้วยการเพิ่มกำลังการผลิตในต่างประเทศ ควบคู่กับการสนับสนุนทีมงานในต่างประเทศด้วยการจ้างงานผู้เชี่ยวชาญในท้องถิ่น ให้สามารถตอบรับความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ด้วยการสื่อสารในภาษาของพวกเขาเอง

https://en.yofc.com/

Xinhua Silk Road: เซร่าฟิม ส่งมอบโมดูลเซลล์แสงอาทิตย์ 72 เมกะวัตต์ให้ซิตี้คอร์


บริษัท เซร่าฟิม เอ็นเนอร์จี กรุ๊ป จำกัด (Seraphim Energy Group Co., Ltd.) ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์พลังงานแสงอาทิตย์ชั้นนำระดับโลก ส่งมอบโมดูลเซลล์แสงอาทิตย์ 72 เมกะวัตต์ให้บริษัท ซิตี้คอร์ พาวเวอร์ (Citicore Power Inc.) เป็นที่เรียบร้อยเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยซิตี้คอร์เป็นบริษัทพลังงานหมุนเวียนระดับชุมชนที่มีชื่อเสียงในประเทศฟิลิปปินส์

เซร่าฟิมระบุว่า ซิตี้คอร์สั่งซื้อโมดูลเซลล์แสงอาทิตย์แบบหน้าเดียวซึ่งมีกำลังการผลิตไฟฟ้าสูงสุด 540/545 วัตต์ รวมทั้งสิ้น 72 เมกะวัตต์ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2564

โมดูลเซลล์แสงอาทิตย์ดังกล่าวมีกำหนดส่งมอบในช่วงเดือนตุลาคม 2564 ถึงเดือนมกราคม 2565 ขณะที่กำหนดการใช้งานอย่างเป็นทางการคาดว่าจะเป็นเดือนตุลาคม 2565

คุณโพลาริส หลี่ ประธานของเซร่าฟิม กล่าวว่า "การทำข้อตกลงจัดซื้อครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ และเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงการเติบโตแบบเท่าทวีคูณของเซร่าฟิมในตลาดฟิลิปปินส์"

"ฟิลิปปินส์มีความพร้อมด้านพลังงานแสงอาทิตย์ในแง่ของภูมิศาสตร์เพราะมีแสงอาทิตย์เหลือเฟือ และการจับมือกับพันธมิตรในท้องถิ่นที่เชื่อถือได้รายหลายช่วยให้เราสามารถส่งมอบโมดูลเซลล์แสงอาทิตย์ไปแล้วกว่า 200 เมกะวัตต์ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าการร่วมมือกับซิตี้คอร์จะช่วยให้เรามีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นในตลาดฟิลิปปินส์และตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยรวม" คุณหลี่กล่าวเสริม

เซร่าฟิมมีความเชี่ยวชาญด้านการวิจัย พัฒนา ผลิต สร้างสรรค์ และจำหน่ายผลิตภัณฑ์เซลล์แสงอาทิตย์นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทเมื่อปี 2554 ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์เซลล์แสงอาทิตย์ของเซร่าฟิมมากกว่า 14 กิกะวัตต์ ได้ถูกนำไปติดตั้งในกว่า 40 ประเทศทั่วโลก

ซิตี้คอร์เป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ของฟิลิปปินส์ โดยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวม 170 เมกะวัตต์

ซิตี้คอร์ผลิตพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและบริสุทธิ์จากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ตั้งอยู่ทั่วฟิลิปปินส์โดยตรง ผ่านทางบริษัท ซิตี้คอร์ รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์จี คอร์ปอเรชัน (Citicore Renewable Energy Corporation หรือ CREC)

รูปภาพ - https://mma.prnewswire.com/media/1777458/image_1.jpg

"โตชิบา อิเล็กทรอนิก ดีไวเซส แอนด์ สตอเรจ" เปิดตัวมอสเฟตกำลังชนิด N-channel ระดับ 150V ใช้กระบวนการรุ่นใหม่ล่าสุดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจ่ายกำลัง

โตชิบา อิเล็กทรอนิก ดีไวเซส แอนด์ สตอเรจ คอร์ปอเรชัน (Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation) หรือ "โตชิบา" (Toshiba) ได้เปิดตัวมอสเฟตกำลัง (Power MOSFET) ชนิด N-channel ระดับ 150V ในชื่อรุ่นว่า "TPH9R00CQH" (https://toshiba.semicon-storage.com/ap-en/semiconductor/product/mosfets/12v-300v-mosfets/detail.TPH9R00CQH.html) ซึ่งใช้กระบวนการรุ่นใหม่ล่าสุด (*1) อย่าง "U-MOSX-H" เหมาะสำหรับการใช้ในการสับเปลี่ยนแหล่งจ่ายไฟสำหรับอุปกรณ์อุตสาหกรรม รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในศูนย์ข้อมูลและสถานีฐานเพื่อการสื่อสาร โดยจะเริ่มจัดส่งในวันที่ 31 มีนาคม

รูปภาพ: https://kyodonewsprwire.jp/prwfile/release/M107097/202203249042/_prw_PI1fl_As0mw3xi.jpg

TPH9R00CQH มีค่าความด้านทานระหว่างขาเดรนกับซอร์ส (drain-source on-resistance) ลดลงประมาณ 42% เมื่อเทียบกับ TPH1500CNH ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์กลุ่ม 150V ที่ใช้กระบวนการรุ่นปัจจุบันอย่าง U-MOSVIII-H การปรับโครงสร้างของมอสเฟตรุ่นใหม่ให้มีประสิทธิภาพขึ้นนั้น ได้เข้ามาช่วยปรับปรุงส่วนได้ส่วนเสีย (*2) ระหว่างค่าความด้านทานระหว่างขาเดรนกับซอร์สและลักษณะการชาร์จทั้งสอง (*3) ทำให้เกิดการสูญเสียต่ำ นอกจากนี้ แรงดันสไปค์ระหว่างเดรนกับซอร์สในขณะที่ทำการสับเปลี่ยนก็ลดลงด้วย ซึ่งช่วยลดสัญญาณรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า (EMI) ในการสับเปลี่ยนแหล่งจ่ายไฟ อุปกรณ์รุ่นใหม่นี้มาพร้อมแพ็กเกจติดตั้งบนพื้นผิว 2 แบบด้วยกัน ได้แก่ SOP Advance และแบบที่ได้รับความนิยมมากกว่าอย่าง SOP Advance (N)

นอกจากนี้ โตชิบายังมอบเครื่องมือที่รองรับการออกแบบวงจรเพื่อใช้สับเปลี่ยนแหล่งจ่ายไฟด้วย โดยนอกเหนือจากรุ่น G0 SPICE ซึ่งตรวจสอบยืนยันการทำงานของวงจรได้ในเวลาไม่นานแล้ว ยังมีรุ่น G2 SPICE ที่มีความแม่นยำสูง ซึ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงไฟฟ้าชั่วครู่ซ้ำได้อย่างแม่นยำ

โตชิบาจะขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์มอสเฟตกำลังที่เพิ่มประสิทธิภาพในการจ่ายไฟของอุปกรณ์ ด้วยการลดการสูญเสีย เพื่อช่วยลดการใช้ไฟฟ้า

หมายเหตุ:

(*1) จากการสำรวจของโตชิบาเมื่อเดือนมีนาคม 2565

(*2) ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้ปรับปรุงค่าความด้านทานระหว่างขาเดรนกับซอร์ส x ค่าชาร์จสวิตช์ที่เกตได้ประมาณ 20% และปรับปรุงค่าความด้านทานระหว่างขาเดรนกับซอร์ส x ค่าชาร์จเอาท์พุตได้ประมาณ 28% เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์รุ่นปัจจุบันอย่าง TPH1500CNH (ซีรีส์ U-MOSVIII-H)

(*3) ค่าชาร์จสวิตช์ที่เกตและค่าชาร์จเอาท์พุต

การใช้งาน

- แหล่งจ่ายไฟสำหรับอุปกรณ์สื่อสาร

- สับเปลี่ยนแหล่งจ่ายไฟ (ตัวแปลง DC-DC ศักยภาพสูง เป็นต้น)

คุณลักษณะ

- คุณลักษณะยอดเยี่ยม โดยมีการสูญเสียต่ำ

(แลกเปลี่ยนระหว่างค่าความด้านทานกับค่าชาร์จสวิตช์ที่เกตและค่าชาร์จเอาท์พุต)

- ค่าความด้านทานต่ำ: RDS(ON)=9.0 มิลลิโอห์ม (สูงสุด) @VGS=10V

- ระดับอุณหภูมิแชนแนลสูง: Tch (สูงสุด)=175C

ข้อมูลจำเพาะหลัก:

https://kyodonewsprwire.jp/attach/202203249042-O1-spr94552.pdf

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ TPH9R00CQH ได้ที่ลิงก์ด้านล่าง: https://toshiba.semicon-storage.com/ap-en/semiconductor/product/mosfets/12v-300v-mosfets/detail.TPH9R00CQH.html

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมอสเฟตของโตชิบาได้ที่ลิงก์ด้านล่าง: https://toshiba.semicon-storage.com/ap-en/semiconductor/product/mosfets.html

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ SPICE ที่มีความแม่นยำสูง (รุ่น G2) ได้ที่ลิงก์ด้านล่าง: https://toshiba.semicon-storage.com/ap-en/semiconductor/knowledge/highlighted-contents/articles/simulating-the-transient-characteristics-of-mosfet-more-accurately.html

ตรวจสอบสถานะพร้อมส่งของผลิตภัณฑ์ใหม่ TPH9R00CQH ได้ที่ตัวแทนจำหน่ายออนไลน์ โดยเยี่ยมชมและซื้อออนไลน์ได้ที่: https://toshiba.semicon-storage.com/ap-en/semiconductor/where-to-buy/stockcheck.TPH9R00CQH.html

หมายเหตุ:

* ชื่อบริษัท ชื่อผลิตภัณฑ์ และชื่อบริการ อาจเป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทที่เป็นเจ้าของ

* ข้อมูลในเอกสารฉบับนี้ รวมถึงราคาและข้อมูลจำเพาะของผลิตภัณฑ์ เนื้อหาเกี่ยวกับบริการ และข้อมูลติดต่อ เป็นข้อมูลปัจจุบัน ณ วันที่ประกาศ ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

เกี่ยวกับโตชิบา อิเล็กทรอนิก ดีไวเซส แอนด์ สตอเรจ คอร์ปอเรชัน

โตชิบา อิเล็กทรอนิก ดีไวเซส แอนด์ สตอเรจ คอร์ปอเรชัน เป็นซัพพลายเออร์ชั้นนำด้านเซมิคอนดักเตอร์และโซลูชันจัดเก็บขั้นสูง โดยนำประสบการณ์และนวัตกรรมที่สั่งสมมากว่าครึ่งศตวรรษมาใช้ เพื่อมอบเซมิคอนดักเตอร์, วงจร LSI ระบบ และผลิตภัณฑ์ HDD ที่มีความโดดเด่นให้แก่ลูกค้าและคู่ค้าทางธุรกิจ

บริษัทมีพนักงาน 22,000 คนทั่วโลกที่ล้วนมีความมุ่งมั่นในการเพิ่มคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ให้ถึงขีดสุด และส่งเสริมการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับลูกค้า เพื่อร่วมสร้างคุณประโยชน์และตลาดใหม่ ๆ ไปด้วยกัน โตชิบา อิเล็กทรอนิก ดีไวเซส แอนด์ สตอเรจ คอร์ปอเรชัน มียอดขายทั้งปีทะลุหลัก 7.1 แสนล้านเยน (6.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยมุ่งสร้างและเข้ามามีบทบาทเพื่ออนาคตที่ดีกว่าสำหรับผู้คนในทุกที่

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://toshiba.semicon-storage.com/ap-en/top.html

ที่มา: โตชิบา อิเล็กทรอนิก ดีไวเซส แอนด์ สตอเรจ คอร์ปอเรชัน

วีเมด คอนเนกต์ เปิดตัวเกมเอ็นเอฟทีมือถือในชื่อ "เอฟวรี ฟาร์ม" ให้ลงทะเบียนล่วงหน้าพร้อมโปรโมชันแอร์ดรอป


 เปิดให้ฟาร์มได้พร้อมโอกาสในการสร้างรายได้จากประสบการณ์ในเกม

วีเมด คอนเนกต์ (Wemade Connect) ผู้พัฒนาและจัดจำหน่ายเกมจากเกาหลี กำลังเปิดให้ลงทะเบียนล่วงหน้าสำหรับเกม NFT หรือ Non-Fungible Token บนมือถือในชื่อเกมว่า "เอฟวรี ฟาร์ม" (Every Farm) ในวันที่ 31 มีนาคม

เอฟวรี ฟาร์ม จะเปิดให้ลงทะเบียนล่วงหน้าผ่านไอโอเอส แอป สโตร์ และกูเกิล เพลย์ สโตร์ โดยผู้เล่นจะมีโอกาสลุ้นรับ FLERO Token และไอเท็มตกแต่งจำนวนจำกัด ขณะที่ทางวีเมด คอนเนกต์ ยังเตรียมจัดโปรโมชันอื่น ๆ ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียด้วย

นอกจากนี้ เอฟวรี ฟาร์ม ยังจะจัดโปรโมชันแอร์ดรอป 3 รอบเมื่อเปิดให้ลงทะเบียนล่วงหน้า(https://gleam.io/P0E3t/got-flero-token-the-first-round-of-everyfarm-airdrop) โดยผู้ที่ร่วมโปรโมชันแอร์ดรอปจะมีโอกาสลุ้นรับ FLERO Token ดูข่าวสารอัปเดตล่าสุดได้ที่เว็บไซต์หลักของเกม (http://wemadeconnect.com/site/everyfarm/)

เอฟวรี ฟาร์ม เป็นเกมบล็อกเชนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเกมจำลองสถานการณ์ในการบริหารธุรกิจอย่างเอฟวรี ทาวน์ (Every Town) โดยเกมเอฟวรี ฟาร์ม ใช้แพลตฟอร์มบล็อกเชนระดับโลกอย่างวีมิกซ์ (WEMIX) ซึ่งรวมถึงโทเคน FLERO และ NFT ทั่วโลก ผู้เล่นจะได้สัมผัสกับประสบการณ์ในการฟาร์ม พร้อมสร้างรายได้จากสินทรัพย์ในเกมให้เป็นเงินที่ใช้กันทั่วไป (fiat)

ผู้เล่นจะมีโอกาสดูแลฟาร์มของตนเองและปลูกพืชผลที่นำไปใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญตามโรงสี โรงงาน และร้านอาหารได้ ผู้เล่นยังจะมีโอกาสปรุงอาหารแสนอร่อยและเสิร์ฟให้กับลูกค้าเพื่อให้ได้สินทรัพย์ในเกม นอกจากนี้ ผู้เล่นยังจะได้ Heart เป็นการตอบแทน ซึ่งนำไปแลกเป็นโทเคน FLERO ได้ ซึ่งเป็นประสบการณ์แรกในการสร้างรายได้จากการเล่นเกม

เอฟวรี ฟาร์ม เป็นเรื่องของการสร้างชุมชน เยี่ยมเยือนฟาร์มของเพื่อนบ้าน ทำการซื้อขาย สานความสัมพันธ์ และสร้างธุรกิจไปด้วยกัน

คุณโฮแด ลี (Hodae Lee) ซีอีโอของวีเมด คอนเนกต์ กล่าวว่า "เอฟวรี ฟาร์ม ไม่ได้เป็นเกมที่ทำให้ผู้เล่นได้สัมผัสกับการทำฟาร์มจริง ๆ เพียงเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้ได้โทเคนและ NFT ด้วย หรืออธิบายง่าย ๆ คือ ผู้เล่นทำเงินจากฟาร์มคริปโตของตนเองได้"

เราขอเชิญชวนให้ลงทะเบียนล่วงหน้าตั้งแต่เนิ่น ๆ และติดตามข่าวสารอัปเดตเกี่ยวกับโปรเจกต์และโปรโมชันแอร์ดรอปในแต่ละรอบ

กูเกิลเพลย์: https://play.google.com/store/apps/details?id=com.wemadeconnect.etgnft.everytown

แอปสโตร์: https://apps.apple.com/app/id1606660575

เฟซบุ๊ก: https://www.facebook.com/EVERYFARM-1461133294207479

ทวิตเตอร์: https://twitter.com/everyfarmglobal

ดิสคอร์ด: https://discord.com/invite/vJ5dRwWAtn

เทเลแกรม: https://t.me/everyfarm

ติ๊กต็อก: https://www.tiktok.com/@everyfarm_official

เกี่ยวกับวีเมด คอนเนกต์

วีเมด คอนเนกต์ (Wemade Connect) คือบริษัทเกมระดับโลกผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาและเผยแพร่เกม รวมถึงเป็น MCP (Master Contents Provider) ผู้จัดหาคอนเทนต์สำคัญให้แก่แพลตฟอร์มบล็อกเชนวีมิกซ์ (WEMIX) โดยเกมดังของบริษัทที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในตลาดโลกประกอบด้วยเกม "Everytown", "Tap Tap Fish - Abyssrium" และ "My Secret Bistro" ปัจจุบัน บริษัทกำลังให้ความสำคัญกับการบูรณาการบล็อกเชนเข้ากับเกมยอดนิยมของบริษัท รวมถึงพัฒนาเกมใหม่ ๆ บนบล็อกเชน

วิดีโอ - https://www.youtube.com/watch?v=nSWm1pfS5OE 

สื่อมวลชนติดต่อ

จีมิน ลี (Jimin Lee)
อีเมล: pr@wemadeconnect.com

รูปภาพ - https://mma.prnewswire.com/media/1776842/1st_photo__Every_Farm.jpg
วิดีโอ - https://www.youtube.com/watch?v=nSWm1pfS5OE

Wemade Connect Announced Pre-Registration and Airdrop Promotion of Mobile NFT Game 'Every Farm'

 


Enjoy farming while having the opportunity to monetize the gaming experience

Korean game developer and publisher Wemade Connect is opening pre-registration for its mobile non-fungible token (NFT) game, Every Farm, on March 31.

Pre-registration will be available via the iOS App Store and the Google Play Store. Players will  have a chance to win FLERO Token and limited decorative items, while Wemade Connect will also hold more promotions via its social media channels.

There will be three rounds of airdrop promotion for Every Farm when pre-registration opens. Participants who participated in airdrop will have the opportunity to win FLERO Token. Check out the official website for the latest updates.

A blockchain-powered game inspired by business management simulation Every Town, Every Farm utilizes the WEMIX global blockchain platform, including the FLERO token and NFTs globally. Players can look forward to an experience in farming while monetizing their in-game assets to fiat money.

Players can manage their own farms and grow the necessary crops that become vital ingredients for mills, factories, and restaurants. Players can also cook delicious meals and serve customers to earn in-game assets. In addition, players are rewarded with Hearts, which can be exchanged for FLERO tokens, the first gameplay-monetization experience.

Every Farm is about making a community, visiting their neighbors' farms, engaging in trade, and building relationships and businesses together.

"Every Farm is a game that not only provides users with a real farming experience but also allows players to earn tokens and NFTs - in other words, players can make money from their own crypto farm" explained Hodae Lee, CEO of Wemade Connect.

Be sure to pre-register early and receive update with the project and the rounds of the airdrop promotions

About Wemade Connect

Wemade Connect is a global game company specializing in game development and publishing as well as an MCP (Master Contents Provider) that provides major content to the blockchain platform WEMIX. The company's key games that gained popularity in the global market include 'Everytown', 'Tap Tap Fish - Abyssrium', and 'My Secret Bistro'. The company is currently focusing on the integration of blockchain on its key games as well as discovering new blockchain-based games.

Media Contact

Jimin Lee
pr@wemadeconnect.com

Photo - https://mma.prnewswire.com/media/1776842/1st_photo__Every_Farm.jpg
Video - https://www.youtube.com/watch?v=nSWm1pfS5OE

ครั้งแรก! งานสัมมนาออนไลน์ AMERICAN STANDARD DESIGN CATALYST L!VE ได้รับการตอบรับอย่างท่วมท้น


American Standard หนึ่งในแบรนด์สุขภัณฑ์ที่โดดเด่นที่สุดและเป็นแบรนด์ภายใต้กลุ่มบริษัทลิกซิล (LIXIL) ผู้บุกเบิกด้านสุขภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เพื่อที่อยู่อาศัยได้รวบรวมผู้นำทางความคิดในด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพื่อแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้ได้จริง แนวโน้มและความคิดที่ละเอียดรอบด้านโดยจัดการสัมมนาออนไลน์ครั้งแรกที่มีชื่อว่า American Standard Design Catalyst L!VE ("ASDC") เมื่อวันพุธที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา

การสัมมนาออนไลน์ครั้งแรกของหัวข้อนี้มีผู้เข้าร่วมเกือบ 1,500 คนจากทั่วทั้งภูมิภาค รวมถึงผู้เข้าร่วมมากมายจากฟิลิปปินส์ ไทย และอินเดีย ในงานนี้มีการสตรีมพร้อมกันเป็นภาษาอังกฤษ บาฮาซาอินโดนีเซีย ไทย และเวียดนาม การสนทนาอย่างมีชีวิตชีวาระหว่างวิทยากรผู้เชี่ยวชาญทั้ง 15 คนและผู้เข้าร่วมสัมมนาที่มีส่วนร่วมเป็นอย่างมากมุ่งไปที่มาโคร เทรนด์ (เทรนด์ในระดับมหภาค) ทั้ง 3 ประการ ได้แก่ สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ความยั่งยืน และการเติบโตของสังคมเมือง

มาโคร เทรนด์ต่าง ๆ ได้ถูกนำมาร้อยเรียงให้เป็นเรื่องราวที่ค่อนข้างเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่าการออกแบบอย่างมีจุดมุ่งหมายสามารถสร้างแรงบันดาลใจสำหรับประสบการณ์ในการใช้ชีวิตที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นของมนุษยชาติ การมีพื้นที่ใช้สอยเพื่อสุขภาพที่ดียิ่งขึ้นและสนับสนุนวิถีชีวิตที่ยั่งยืนได้อย่างไร ผู้เข้าร่วมประชุมยังมีส่วนร่วมในการสนทนาด้วยคำถามเชิงลึกที่สำรวจว่าผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมสถาปัตยกรรมและการออกแบบสามารถสร้างแรงบันดาลใจในการออกแบบชุมชน เมือง และเศรษฐกิจโลกในอนาคตได้อย่างไร

 ซาโตชิ โคนากาอิ ลีดเดอร์ ลิกซิล ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกล่าวว่า "เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากการสัมมนาออนไลน์ครั้งแรกที่มีชื่อว่า American Standard Design Catalyst L!ve การคิดเชิงออกแบบเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ลิกซิลและอเมริกันสแตนดาร์ด สื่อสารออกมาผ่านการประชุมและตระหนักรู้ถึงความต้องการของผู้บริโภค ตลอดจนแรงบันดาลใจที่จะเนรมิตบ้านที่ดีกว่าเดิมให้แก่ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก ในฐานะการเป็นกลุ่มบริษัท เราพัฒนาสุขภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เพื่อที่อยู่อาศัยขึ้นใหม่มากกว่า 100 รายการในแต่ละปีจากศูนย์การออกแบบทั้ง 5 แห่งของเราในญี่ปุ่น สหรัฐฯ ยุโรป และเอเชีย"

 โคนากาอิ กล่าวเสริมอีกว่า "เราต้องการแบ่งปันประสบการณ์ของเราร่วมกับผู้นำในอุตสาหกรรมผ่าน ASDC เพื่อกระตุ้นการคิดเชิงออกแบบกับสถาปนิกและนักออกแบบทั่วทั้งภูมิภาคเกี่ยวกับมาโคร เทรนด์ ด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ความยั่งยืน และการเติบโตของสังคมเมือง ลิกซิล และ อเมริกันสแตนดาร์ดจะยังคงสร้างโอกาสในการมีส่วนร่วมการสนทนากับผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเพื่อรับมือกับมาโคร เทรนด์ในชีวิตจริงและความท้าทายที่เกี่ยวข้องเหล่านี้"

สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี

การสนทนาเริ่มต้นด้วยหัวข้อ สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ในอุตสาหกรรมการบริการกับ Hayley Mitchell จาก Mitchell & Eades ("M&E") จากออสเตรเลียและ Ivy Almario จาก Atelier Almario จากฟิลิปปินส์ Ivy อธิบายถึงการออกแบบและเทคโนโลยีภายในห้องน้ำที่กำลังพัฒนาตลอดช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานประสบการณ์ของผู้ใช้และความคาดหวังที่เพิ่มขึ้น "โรงแรมถูกมองว่าเป็นห้องปฏิบัติการเพื่อส่งมอบความสุขผ่านประสาทสัมผัสอันหลากหลายและมีอิทธิพลต่อผู้บริโภค" Ivy อธิบายไว้

Hayley พาผู้ชมไปยังจุดหมายปลายทางที่แปลกใหม่ในอินเดีย ดูไบ และจีนเพื่อเผยโฉมโครงการ M&E ที่ผสมผสานความเป็นอยู่ที่ดีเข้ากับความเป็นเลิศด้านการออกแบบ Hayley แสดงให้เห็นว่าการออกแบบอย่างมีจุดมุ่งหมายผสมผสานการใช้แสง พื้นที่ อุณหภูมิ และน้ำเข้ากับประสาทสัมผัสทางสายตา เสียง การสัมผัสของมนุษย์ และแม้แต่จังหวะชีวิตเคลื่อนไหวตามธรรมชาตินั้นส่งผลต่อความตื่นตัวของมนุษย์ได้อย่างไร

ความยั่งยืน

 ผู้เข้าสัมมนากว่า 60% ต่างคาดหวังกับหัวข้อ ความยั่งยืน อย่างมาก หัวข้อนี้จึงนำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่นำไปสู่แนวความคิดได้อีกมากมาย จากมูลค่าทางเศรษฐกิจด้านความเป็นอยู่ที่ดีทั่วโลกจำนวน 4.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐนี้เองทำให้Jojo Tolentino จาก AIDEA ฟิลิปปินส์ แบ่งปันประสบการณ์ว่า "ความเป็นอยู่ที่ดีของแต่ละปัจเจกบุคคลมีความเชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย" ส่วนใหญ่เราใช้เวลาอยู่ในอาคาร ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่นักพัฒนาและนักออกแบบอาคารจำเป็นที่จะต้องก้าวไปอีกขั้นด้วยการการออกแบบที่ชาญฉลาดเพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์

Ary Indrajanto จาก Aboday อินโดนีเซียกล่าวถึงความสำคัญของการสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักออกแบบรุ่นต่อไป Ary เล่าถึงชีวิตส่วนตัวและเส้นทางการก้าวสู่ความเป็นมืออาชีพของเขาซึ่งหล่อหลอมให้เขาสร้างนิยามใหม่ของงานสถาปัตยกรรมและการเปิดโลกทัศน์ให้กับผู้ฟังในโครงการที่นำโดยคนในชุมชนว่าจะมีประโยชน์และผลกระทบที่คล้ายคลึงกันสำหรับนักออกแบบรุ่นเยาว์ได้อย่างไร "ตราบใดที่มีความหลงใหลในชุมชน สถาปัตยกรรมสามารถเป็นเครื่องกำเนิดและเชื่อมโยงเพื่อนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ชุมชนได้" เขาอธิบายไว้

การเติบโตของสังคมเมือง

หัวข้อสุดท้ายเริ่มต้นขึ้นว่าพื้นที่ขนาดเล็กสามารถมอบโอกาสมากมายได้อย่างไร Rahul Kadri จาก IMK Architects อินเดีย ใช้ตัวอย่างจากการเติบโตของสังคมเมืองอย่างรวดเร็วในอินเดียและความหนาแน่นของประชากรในเมืองสูงเป็นจุดเริ่มต้นในการพูดคุยถึงวิธีที่นักออกแบบและสถาปนิกสามารถใช้เป็นแนวทางในการออกแบบสำหรับอาคารที่มีความหนาแน่นสูงเพื่อยกระดับมาตรฐานการครองชีพและสุขอนามัยของผู้คน

ด้วยความรู้ที่ว่าสังคมและเศรษฐกิจจะยังคงพัฒนาต่อไปในขณะที่พวกเขาปรับตัวให้เข้ากับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน บริการ และพื้นที่ใช้สอยร่วมกัน Rakesh Kumar จาก Godrej อินเดียได้ปิดการสัมมนาออนไลน์ด้วยการแบ่งปันว่าการออกแบบสำหรับโครงสร้าง เช่น อะพาร์ตเมนต์ขนาดเล็กและสำนักงานสามารถนำเสนอการแก้ปัญหาเพื่อรองรับการเติบโตของสังคมเมืองได้อย่างไร ด้วยการเติบโตของสังคมเมืองที่เพิ่มขึ้น การอภิปรายได้กล่าวถึงแนวโน้มการออกแบบ เช่น การออกแบบทางชีวภาพ การออกแบบพื้นที่อเนกประสงค์เพื่อการใช้งานที่หลากหลาย เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง ("IoT") และวิธีที่พวกเขาใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ในชุมชน

ผู้ร่วมอภิปรายและวิทยากร:

  • Hayley Mitchell ผู้อำนวยการ Mitchell and Eades ประเทศออสเตรเลีย
  • Ivy Almario ประธานและผู้ร่วมก่อตั้ง Atelier Almario ประเทศฟิลิปปินส์
  • Samantha Eades ผู้อำนวยการ Mitchell and Eades ประเทศออสเตรเลีย
  • Chat Fores ผู้ก่อตั้ง Chat Fores Design Studio ประเทศฟิลิปปินส์
  • สถาปนิก Jojo Tolentino ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIDEA Incorporated ประเทศฟิลิปปินส์
  • Ary Indrajanto ผู้ก่อตั้ง Aboday ประเทศอินโดนีเซีย
  • Alan Kueh กรรมการผู้จัดการ AK+ Archipedia Pte Ltd ประเทศสิงคโปร์
  • สถาปนิก Le Truong ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TT- Associates ประเทศเวียดนาม
  • Rahul Kadri หุ้นส่วนและหัวหน้าสถาปนิก IMK Architect ประเทศอินเดีย
  • Rakesh Kumar ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายออกแบบ Godrej Properties Ltd ประเทศอินเดีย
  • Hun Chansan หัวหน้าสถาปนิกและผู้ก่อตั้ง re: edge Architecture ประเทศกัมพูชา
  • Naresh V Narasimhan หุ้นส่วนผู้จัดการ Venkataraman Associates ประเทศอินเดีย
  • Satoshi Konagai ลีดเดอร์ LWT ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค LIXIL
  • Priyanka Tanwar ลีดเดอร์ การสื่อสารและความรับผิดชอบขององค์กรในภูมิภาคเอเชีย LIXIL
  • Antoine Besseyre Des Horts ลีดเดอร์ Global Design ภูมิภาคเอเชีย LIXIL

สามารถรับชมการสัมมนาออนไลน์ของ ASDC ได้แล้วที่ www.americanstandard-apac.com/asdc ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเซสชัน Design Catalyst L!VE ที่กำลังจะจัดขึ้น สามารถดูได้ที่ เว็บไซต์ American Standard Design Catalyst และหน้าเพจ LinkedIn

เกี่ยวกับ อเมริกันสแตนดาร์ด

ในฐานะแบรนด์สุขภัณฑ์ชั้นนำ อเมริกันสแตนดาร์ดได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าในเรื่องสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ คุณภาพ และความน่าเชื่อถือส่งตรงสู่ห้องน้ำของทุกคน ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 140 ปี จนปัจจุบันอเมริกันสแตนดาร์ดยังคงยกระดับการบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการทางด้านสุขภัณฑ์ที่ลูกค้าวางใจได้ นับตั้งแต่การผสมผสานในการออกแบบที่พิถีพิถันลงตัวเข้ากับเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าเพื่อสร้างอาณาจักรห้องน้ำแห่งความสบายสูงสุดและคงประสิทธิภาพต่อผู้ใช้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมที่ www.americanstandard-apac.com

เกี่ยวกับ ลิกซิล

ลิกซิลเป็นผู้บุกเบิกด้านผลิตภัณฑ์เพื่อที่อยู่อาศัยและสุขภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาความท้าทายต่าง ๆ ที่ผู้ใช้งานได้ประสบในชีวิตประจำวัน โดยมุ่งเน้นที่จะเนรมิตบ้านที่ดีกว่าเดิมให้กับทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก ด้วยการยึดมั่นในนวัตกรรมที่มีถิ่นกำเนิดจากญี่ปุ่น เราได้สร้างสรรค์เทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก และรังสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง ซึ่งจะมาทำให้บ้านเป็นสถานที่ที่น่าอยู่มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม สิ่งที่ลิกซิลไม่เหมือนใครคือแนวทางที่ทางบริษัทใช้ในการดำเนินงานต่าง ๆ เราทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผ่านการออกแบบที่คำนึงถึงผู้ใช้งาน จิตวิญญาณของผู้ประกอบการ ความทุ่มเทที่จะทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ และการเติบโตทางธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ แนวทางเหล่านี้ได้พิสูจน์ให้เห็นผ่านแบรนด์ชั้นนำในอุตสาหกรรมอันได้แก่ อิแน็กซ์ โกรเฮ่ อเมริกันสแตนดาร์ด และทอสเท็ม โดยพนักงานราว 70,000 คน ในกว่า 150 ประเทศทั่วโลกของเรานั้นมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีผู้ใช้งานมากกว่าหนึ่งพันล้านคนทั่วโลกในแต่ละวัน

ลิขสิทธิ์ (C) 2022 LIXIL Group Corporation สงวนลิขสิทธิ์

รูปภาพ - https://mma.prnewswire.com/media/1775644/image_5006145_32134028__2.jpg

เอ็กซ์ซีเอ็มจี ส่งรถปูถนนขนาดใหญ่ที่สุดในโลกรุ่น RP2405 ทำภารกิจปูถนนกว้าง 20 เมตรเสร็จสมบูรณ์

 


     RP2405 รถปูถนนขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่พัฒนาโดยบริษัท เอ็กซ์ซีเอ็มจี (XCMG) (SHE: 000425) ได้เสร็จสิ้นภารกิจการปูถนนแบบครั้งเดียวตลอดความกว้าง 20 เมตร เป็นระยะทาง 1.5 กิโลเมตร ในโครงการทำทางหลวงสาย G75 กว่างหยวน-หนานชง สร้างสถิติการปูถนนแบบโรยหินเสริมซีเมนต์กว้างที่สุดในโลก

รถปูถนน RP2405 มีสมรรถนะสูงสุด 1,800 ตัน/ชั่วโมง พร้อมด้วยขีดความสามารถในการทำงานคุณภาพสูง โดยปูถนนได้กว้างที่สุดในอุตสาหกรรมถึง 24 เมตร สำหรับภารกิจในครั้งนี้ RP2405 ประสบความสำเร็จในการปูถนนแบบโรยหินเสริมซีเมนต์กว้าง 20 เมตร และหนา 32 เซนติเมตร โดยมีทีมงานของเอ็กซ์ซีเอ็มจีลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลเพื่อให้แน่ใจว่า RP2405 จะทำงานได้อย่างราบรื่น และถนนมีความเรียบและแน่นตามข้อกำหนดของการก่อสร้าง

จากนั้น RP2405 ได้ทำการลาดยางมะตอยปูผิวทางด้วยความกว้างถึง 19.5 เมตร และหนา 6 เซนติเมตรเสร็จสมบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยโดยใช้การออกแบบร่องถนนยาวเป็นพิเศษ ระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ซีรีส์ 5 และผิวซีเมนต์ใหม่ล่าสุดที่มีความแข็งเกร็งเพิ่มขึ้น 35%

คุณเผิง กว่างเฉียง ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ของเอ็กซ์ซีเอ็มจี กล่าวว่า "รถปูถนน RP2405 ทำถนนลาดยางมะตอยได้อย่างยอดเยี่ยมทั้งในแง่ของความเรียบของผิวถนน การควบคุมการแยกส่วน และการทำให้น้ำซึมผ่านได้"

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์เครื่องจักรทำถนนของเอ็กซ์ซีเอ็มจีใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดและผลิตตามมาตรฐานคุณภาพระดับสูงสุด จึงได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในตลาดสากลมาตลอดหลายปี

เอ็กซ์ซีเอ็มจีนำเสนอตัวเลือกมากมายเพื่อตอบโจทย์การก่อสร้างที่หลากหลาย โดยตอกย้ำถึงการทำงานที่ราบรื่นและสบาย ตลอดจนการดูแลรักษาที่สะดวกและง่ายดาย อาทิรถบดสั่นสะเทือนแบบดรัมเดี่ยวรุ่น XS133E ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีน้ำหนักในการทำงานถึง 11 ตัน ขับเคลื่อนแบบไฮดรอลิกที่ดรัมหน้าและล้อหลัง การันตีการทำงานยอดเยี่ยม ประสิทธิภาพคุ้มราคาอย่างเหนือชั้น และความน่าเชื่อถืออันโดดเด่น

นอกจากนั้นยังมีรถเกลี่ยดินรุ่น GR1905T ที่ส่งออกไปยังประเทศตุรกี โดยมาพร้อมเทคโนโลยีบังคับเลี้ยวแบบกระบอกสูบเดียวเทคโนโลยีแรกของโลก ซึ่งมีรัศมีวงเลี้ยวแคบและอายุการใช้งานยาวนาน นอกจากนี้ คอนโซลรถแบบแยก ทัศนวิสัยกว้าง และระบบกล้องมองหลังรถ ยังช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้งานได้อย่างมีนัยสำคัญ

ด้านรถบดถนนสมรรถนะสูงรุ่น XS265S ที่ส่งออกไปยังประเทศออสเตรเลียนั้น ไม่มีมาสเตอร์คลัตช์ จึงถือเป็นการอัปเกรดจากเกียร์ "ธรรมดา" เป็นเกียร์ "อัตโนมัติ" พร้อมด้วยกระปุกเกียร์ที่มีความเสถียรอย่างเหนือชั้นและการออกแบบเชิงอุตสาหกรรมซีรีส์ 5 ใหม่เอี่ยม เพื่อประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น

รูปภาพ - https://mma.prnewswire.com/media/1775659/image.jpg