Tuesday, May 3, 2016

บริษัทญี่ปุ่นในเครือทั้ง 6 บริษัท พร้อมบรรยายในหัวข้อ "ไคเซ็น" ที่กรุงเทพฯ 6 มิ.ย.นี้


          สมาคมการบริการจัดการแห่งประเทศญี่ปุ่น (JMA) เตรียมจัดงาน GENBA Management Conference & Award 2559 เป็นครั้งแรกขึ้นที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 6 มิถุนายนนี้ โดยภายในงานจะมีการบรรยายจาก บริษัทญี่ปุ่นในเครือเดียวกัน 6 บริษัท ภายใต้หัวข้อ "ไคเซ็น" หรือ "เส้นทางการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง"
       

          งานครั้งนี้จะจัดขึ้น ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคโดยมี ผู้บริหารในแต่ละภาคการผลิตจาก 6 บริษัทผู้ผลิตสัญชาติญี่ปุ่นในเครือประจำประเทศไทย  จะร่วมนำเสนอแนวปฏิบัติของโครงการ "ไคเซ็น"  ซึ่งเป็นโครงการที่มีจุดประสงค์เพื่อสร้างการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการพัฒนาบุคคลากรและทรัพยากรมนุษย์ขององค์กร รวมไปถึงหัวข้อที่น่าสนใจอื่นๆ

          สำหรับประเทศไทยนั้น  การแข่งขันระดับนานาชาติเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากไทยเป็นชาติศูนย์กลางการผลิต ดังนั้น บริษัทผู้ผลิตหลายรายจึงพยายามที่จะปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์, ต้นทุน และการขนส่ง เพื่อพัฒนาประสิทธิทางการผลิตของตนให้ดียิ่งขึ้น โดยบริษัทสาขาของบริษัทญี่ปุ่นทั้ง 6 แห่ง ประกอบด้วย ไดกิ้น อินดัสทรีส์ จำกัด, มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น, โตโยต้า โบโชคุ คอร์ปอเรชั่น, มิซูบิชิ อิเล็กทริก คอร์ปอเรชั่น, โคมาสึ จำกัด และนิสสัน มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ได้นำหลักไคเซ็นมาพัฒนาบริษัทจนประสบความสำเร็จ

          ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทเจ้าของโครงการยังได้รับการประเมินสูงสุดจากการลงคะแนนเสียงของผู้ชม โดยจะมีการมอบรางวัลใหญ่ภายหลังจากที่ได้มีการลงคะแนนแล้ว

          ข้อมูลสังเขปของงาน
          วันที่/เวลา: 10:00-17:20 น. วันที่ 6 มิถุนายน 2559
          สถานที่: ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค
          ผู้จัดงาน: สมาคมการบริหารจัดการแห่งประเทศญี่ปุ่น (JMA)
          ขนาดความจุสถานที่: 200 คน
          ภาษาที่ใช้ในการบรรยาย: ภาษาไทย
          ค่าเข้าชม: 3,200 บาท/ท่าน (รวมภาษี 7%)
          การลงทะเบียนเข้าร่วมงาน: ผู้ที่สนใจเข้ารับการฟังบรรยายสามารถสำรองที่นั่งได้ที่เว็บไซต์ http://jpaward.com/entry/

          บริษัทที่เข้าร่วมการบรรยาย :
          บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด
          บริษัท มาสด้า พาวเวอร์เทรน แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด
          บริษัท โตโยต้า โบโชคุ สยาม เมทัล จำกัด
          บริษัท สยาม คอมเพรสเซอร์ อินดัสทรี จำกัด
          บริษัท บางกอก โคมาซึ จำกัด
          บริษัท นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด

          โปรแกรม: เว็บไซต์: http://jpaward.com/

          เกี่ยวกับสมาคมการบริหารจัดการแห่งประเทศญี่ปุ่น (JMA)
          http://www.jma.or.jp.e.is.hp.transer.com/index.php

          JMA เป็นองค์กรสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2485 เพื่อวางแผนการบริหารจัดการองค์กรและอุตสาหกรรมให้แก่บริษัทญี่ปุ่น เพื่อช่วยยกระดับความสามารถในการผลิตของบริษัท

          เราเป็นผู้บุกเบิกในสร้างการกุญแจสำคัญ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนา 3 กิจกรรมหลักของเรา ประกอบด้วย:
          "นวัตกรรมด้านการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์" ผ่านการฝึกอบรมและสัมมนา
          "การพัฒนาอุตสากรรมและเทคโนโลยี" ผ่านการจัดนิทรรศการและการประชุม
          "การรับรองและการจดทะเบียน"  ผ่านการวัดประสิทธิภาพและการตรวจสอบ
          เรานำเสนอโปรแกรมที่มีความหลากหลาย เพื่อช่วยพัฒนานวัตกรรมให้ดียิ่งขึ้นในทุกมุมมอง

          ที่มา: สมาคมการบริการจัดการแห่งประเทศญี่ปุ่น

เมอร์ค ยกระดับเทคโนโลยีการผลิตเพื่อมอบโซลูชั่นครบวงจรให้แก่อุตสาหกรรมชีวเภสัชภัณฑ์

          - คอนเซปต์โรงงานแบบยืดหยุ่นช่วยให้พัฒนายาและนำยาออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น

          - พร้อมให้บริการโซลูชั่นแบบครบวงจรทั่วโลก เพื่อช่วยแก้ปัญหาต่างๆให้กับลูกค้า

           Merck บริษัทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นนำ ประกาศว่า บริษัทได้นำถังปฏิกรณ์ชีวภาพขนาด 2,000 ลิตรแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งจากไลน์ผลิตภัณฑ์ Mobius(R) มาใช้ที่โรงงานผลิตตามหลัก cGMP (current good manufacturing process) ณ Biodevelopment Center ในประเทศฝรั่งเศส ส่งผลให้เมอร์คสามารถให้บริการผลิตแบบครบวงจรตามหลัก cGMP โดยใช้อุปกรณ์และผลิตภัณฑ์ของเมอร์คเอง

         


          "จุดมุ่งหมายของเราคือ การช่วยให้สามารถพัฒนายาและนำยาออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น ผ่านการยกระดับความเชี่ยวชาญทางเทคนิคและนวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อนำเสนอโซลูชั่นแบบครบวงจรให้แก่ลูกค้า ตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงการผลิตเชิงพาณิชย์" อูดิท บาทรา สมาชิกบอร์ดบริหารของเมอร์คและซีอีโอของ ธุรกิจชีววิทยาศาสตร์ กล่าว "สิ่งที่เรานำเสนอช่วยให้ลูกค้าสามารถเปลี่ยนการผลิตทุกขั้นตอนไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ได้ด้วยประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งที่โรงงานเดิมของลูกค้าหรือโรงงานที่เราช่วยออกแบบให้"

          บริการที่มีขอบเขตและความครอบคลุมเพิ่มมากขึ้น ช่วยให้เมอร์คสามารถยกระดับผลิตภัณฑ์ของลูกค้าได้ตั้งแต่การพัฒนาเซลล์เพาะเลี้ยงไปจนถึงการผลิตเชิงคลินิกในขั้นสุดท้าย และเมื่อถึงขั้นตอนที่ต้องโอนถ่ายเทคโนโลยีไปให้กับองค์กรรับผลิตตามสัญญา (CMO) หรือโรงงานอื่นๆ ลูกค้าก็สามารถใช้โซลูชั่น Provantage(R) End-to-End ของเมอร์คที่พร้อมให้บริการทั่วโลก เพื่อลดความเสี่ยงที่มักเกิดขึ้นเมื่อมีการยกระดับการผลิตไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์

          โซลูชั่น Provantage(R) End-to-End ของเมอร์ค คือชุดผลิตภัณฑ์และบริการครบวงจรที่ครอบคลุมการพัฒนากระบวนการผลิต การผลิตตามหลัก cGMP การออกแบบโรงงาน อุปกรณ์และวัสดุสิ้นเปลืองในการผลิต การฝึกอบรมด้านการผลิตและการใช้อุปกรณ์ การโอนถ่ายเทคโนโลยี ตลอดจนการเตรียมพร้อมเพื่อผลิตเชิงพาณิชย์ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดความเสี่ยงเมื่อลูกค้ายกระดับจากกระบวนการทางคลินิกขั้นต้นไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ เพื่อช่วยให้นำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น พร้อมกับยกระดับผลิตภาพและผลกำไรอีกด้วย

          เกี่ยวกับเมอร์ค

          เมอร์ค คือบริษัทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นนำในด้านการดูแลสุขภาพ ชีววิทยาศาสตร์ และเพอร์ฟอร์แม้นซ์ แมททิเรียล พนักงานราว 50,000 คนของบริษัทได้ร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆที่ช่วยปรับปรุงและยกระดับคุณภาพชีวิต ตั้งแต่ยาชีวภาพเพื่อรักษาโรคมะเร็งหรือโรคปลอกประสาทอักเสบ ระบบที่ทันสมัยสำหรับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการผลิต ไปจนถึงจอแอลซีดีสำหรับสมาร์ทโฟนและโทรทัศน์ ทั้งนี้ ในปี 2558 เมอร์คสามารถทำยอดขายได้ 1.285 หมื่นล้านยูโร ใน 66 ประเทศ

          เมอร์คก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ. 2211 จึงเป็นบริษัทเภสัชภัณฑ์และเคมีที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ครอบครัวผู้ก่อตั้งบริษัทยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของกลุ่มบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยบริษัทเมอร์คในดาร์มสตัดท์ ประเทศเยอรมนี ครอบครองสิทธิ์ในชื่อและแบรนด์เมอร์คทั่วโลก ยกเว้นในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ซึ่งบริษัทดำเนินธุรกิจในชื่อ อีเอ็มดี โซโรโน่, มิลลิพอร์ซิกม่า และอีเอ็มดี เพอร์ฟอร์แม้นซ์ แมททิเรียล

          ข่าวประชาสัมพันธ์ของเมอร์คทั้งหมดได้รับการเผยแพร่ผ่านทางอีเมลในช่วงเวลาเดียวกับที่มีการเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ของเมอร์ค กรุณาคลิกที่ www.merckgroup.com/subscribe เพื่อลงทะเบียนออนไลน์ เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกบริการนี้



Merck Expands Production Know-how to Deliver Full End-To-End Solution for Biopharma Industry

          - Flexible factory concept allows accelerated drug development and delivery to market

          - End-to-end solution available globally to help solve customer challenges

           Merck , a leading science and technology company, today announced the expansion of its state-of-the art single use current good manufacturing process (cGMP) facility with the addition of the Mobius(R) 2000L single-use bioreactor. With the new upstream suite at its Biodevelopment Center in France, Merck can now offer clients full process line cGMP manufacturing, comprised of Merck's own instrumentation and products.
         



          "Our aim is to facilitate accelerated drug development and delivery via continued innovation and technical expertise by offering customers a complete end-to-end solution from clone to commercial production," said Udit Batra, member of the Merck Executive Board and CEO, Life Science . "Our unique offering gives customers the choice to transfer their production at any stage with the confidence that we will ensure the most efficient transition into commercial manufacturing – at either an existing facility or one we help them design."

          With this increase in scale and scope, Merck can advance clients' recombinant products from cell line development through to late-stage clinical production. At the point of tech transfer out to a contract manufacturing organization or other facility, clients can also leverage Merck's Provantage(R) End-to-End Services available worldwide to mitigate the risks traditionally associated with upscaling to commercial production.

          Merck's  Provantage(R) End-to-End solution is a comprehensive suite of products and services that include process development, cGMP manufacturing, facility design, manufacturing equipment and consumables, process and equipment training, technology transfer and set-up for commercialization. The offering aims to minimize the risks for customers progressing from early clinical stages to commercial production helping to accelerate time to market and improve productivity and profitability.

          About Merck

          Merck is a leading science and technology company in healthcare, life science and performance materials. Around 50,000 employees work to further develop technologies that improve and enhance life – from biopharmaceutical therapies to treat cancer or multiple sclerosis, cutting-edge systems for scientific research and production, to liquid crystals for smartphones and LCD televisions. In 2015, Merck generated sales of EUR12.85 billion in 66 countries.

          Founded in 1668, Merck is the world's oldest pharmaceutical and chemical company. The founding family remains the majority owner of the publicly listed corporate group. Merck, Darmstadt, Germany holds the global rights to the Merck name and brand. The only exceptions are the United States and Canada, where the company operates as EMD Serono, MilliporeSigma and EMD Performance Materials.

          All Merck news releases are distributed by email at the same time they become available on the Merck website. Please go to www.merckgroup.com/subscribe to register online, change your selection or discontinue this service.



Fragrance Du Bois เปิดบ้านต้อนรับนักศึกษาจาก Raffles College พร้อมจัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องน้ำหอม

          Fragrance Du Bois แบรนด์น้ำหอมสุดหรูจากประเทศฝรั่งเศส มีปณิธานอย่างแรงกล้าในการให้ความรู้และสร้างความยั่งยืน ดังนั้น เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทางแบรนด์จึงเปิดบ้านต้อนรับนักศึกษา 45 คนจาก Raffles College ให้เข้ามาร่วมทำกิจกรรมกันที่ร้านบูติกสุดหรู ณ Starhill Gallery ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยนักศึกษาและคณาจารย์ต่างเพลิดเพลินไปกับกิจกรรมที่น่าสนใจและอัดแน่นไปด้วยความรู้ ทั้งในเรื่องของศาสตร์การผลิตน้ำหอมและโลกแห่งน้ำหอม

         
นักศึกษาสาขาแฟชั่น การตลาด และการขายจาก Raffles College ณ บูติกสุดหรูของ Fragrance Du Bois
         
          กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อนักศึกษาสาขา "แฟชั่น การตลาด และการขาย" จาก Raffles College โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้เชิงลึกในหลากหลายแง่มุมของอุตสาหกรรมน้ำหอม เน้นไปที่การผลิต การค้าปลีก และการทำการตลาด โดยมีคุณโจฮันนา ทาบูโย ผู้อำนวยการฝ่ายขายของ Fragrance Du Bois รับหน้าที่เป็นวิทยากรในคลาสเรียนภาคบ่าย กิจกรรมนี้ได้รับการออกแบบให้ผู้เรียนและผู้สอนมีปฏิสัมพันธ์กัน รวมถึงเน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง เพื่อเพิ่มพูนความรู้และเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้สัมผัสกับการเรียนรู้ในอีกรูปแบบหนึ่ง

          Fragrance Du Bois เลือกใช้แต่น้ำมันกฤษณาบริสุทธิ์จากธรรมชาติ 100% ในการรังสรรค์น้ำหอม นักศึกษาจึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับต้นกำเนิดของวัตถุดิบหายากอันล้ำค่านี้ รวมถึงความสำคัญของแหล่งที่มาและกระบวนการผลิตตามหลักความยั่งยืน น้ำมันกฤษณามาจากต้นกฤษณาพันธุ์เอควิลาเรียที่ใกล้สุญพันธุ์ จึงเป็นหนึ่งในน้ำมันหอมระเหยที่มีราคาแพงที่สุดในโลก น้ำมันกฤษณาถือเป็นหัวใจหลักในการสร้างสรรค์น้ำหอมทุกขวดของ Fragrance Du Bois โดยจะถูกนำมาผสานกับส่วนผสมคุณภาพสูงอื่นๆ ซึ่งได้มาจากแหล่งที่มีความยั่งยืน

          คุณโจฮันนา ทาบูโย กล่าวว่า "เรารู้สึกกังวลกับอนาคตของสิ่งแวดล้อมรวมถึงชุมชนที่อาศัยอยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อมดังกล่าว และเพื่อปฏิบัติตามปณิธานในการตอบแทนสังคม เราจึงเปิดโอกาสให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้เข้ามาเรียนรู้การพัฒนาอย่างยั่งยืนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสินค้าหรูที่การพัฒนาอย่างยั่งยืนถูกมองข้ามมาเป็นเวลานาน สำหรับ Fragrance Du Bois เราทำในสิ่งที่เราสอนให้กับเยาวชน และยึดมั่นในหลัก "ความหรูหราที่มาพร้อมกับจิตสำนึก" อย่างเต็มหัวใจ ในฐานะที่เป็นตัวแทนของ Fragrance Du Bois ดิฉันยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สร้างโอกาสในการเรียนรู้ให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ ผู้ที่จะสร้างอนาคตที่ยั่งยืนต่อไป"  
         
คุณโจฮันนา ทาบูโย ผู้อำนวยการฝ่ายขายของ Fragrance Du Bois กำลังให้ความรู้แก่นักศึกษาจาก Raffles College เกี่ยวกับน้ำมันกฤษณาและความสำคัญของการผลิตจากแหล่งที่มีความยั่งยืน
         
          นอกจากนี้ นักศึกษายังได้เรียนรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการผลิตหัวน้ำหอมและกลิ่นต่างๆที่นำไปผสมเพื่อผลิตน้ำหอมด้วย

          ทราวิส ตัน ผู้อำนวยการโครงการจาก Raffles College กล่าวว่า "ผมขอขอบคุณ Fragrance Du Bois ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมน้ำหอม เราได้เปิดประสบการณ์ใหม่ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน ผมมั่นใจว่าทุกคนได้รับความรู้และความสนุกสนานอย่างเต็มที่ จนบางคนอาจมองว่าการเรียนในห้องเรียนน่าเบื่อไปเลยก็ได้ ที่สำคัญที่สุดคือ ผมหวังว่าการมาครั้งนี้จะช่วยให้นักศึกษามีพื้นฐานที่ดีและมีความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับการทำงานในอนาคต"

          หมายเหตุถึงบรรณาธิการ:

          สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:

          ซาอาฮิรา มูฮัมหมัด
          ผู้บริหารอาวุโสฝ่ายประชาสัมพันธ์และการตลาด
          อีเมล: zaahira@asiaplantationcapital.com
          สำนักงาน: +60-122-035-344

          ซาแมนธา ธาม
          ผู้บริหารฝ่ายประชาสัมพันธ์และการตลาด
          อีเมล: samantha.tham@asiaplantationcapital.com
          มือถือ: +65-9144-0933

          เกี่ยวกับ Fragrance Du Bois  

          Fragrance Du Bois เป็นแบรนด์น้ำหอมสุดหรูที่มีลูกค้าเฉพาะกลุ่ม โดยถือกำเนิดขึ้นจากแก่นแท้ของธรรมชาติและรังสรรค์โดยเหล่านักผสมน้ำหอมรุ่นที่ห้า ผู้สานต่อการผลิตน้ำหอมแบบฉบับเมืองกราสส์ของฝรั่งเศสที่สืบทอดมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากความบริสุทธิ์งดงามของธรรมชาติ

          น้ำหอมทุกขวดของ Fragrances Du Bois สร้างสรรค์ขึ้นจากน้ำมันกฤษณาอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ที่เหนือชั้นกว่าด้วยความหรูหราทั้งในแง่ของความโดดเด่นและเอกลักษณ์เฉพาะตัว น้ำมันกฤษณาที่ใช้ในน้ำหอมของเราล้วนผลิตขึ้นจากแหล่งปลูกต้นกฤษณาของเราเอง ซึ่งรับประกันว่าผลิตตามหลักจรรยาบรรณและหลักความยั่งยืน

          ปัจจุบัน Fragrance Du Bois มีวางจำหน่ายในปารีส สิงคโปร์ กัวลาลัมเปอร์ กรุงเทพฯ ดูไบ และมีแผนขยายธุรกิจไปยังโดฮา เจนีวา และลอนดอนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า



Asia Plantation Capital Berhad เดินหน้าขยายการลงทุนในมาเลเซีย

          เพื่อเป็นการปรับกลยุทธ์การขยายธุรกิจในมาเลเซีย ทางบริษัท Asia Plantation Capital Berhad ผู้บริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูกอย่างยั่งยืนพร้อมรางวัลการันตีคุณภาพ จึงได้ร่วมมือกับเจ้าของพื้นที่เพาะปลูกขนาดเล็กถึงขนาดกลางหลายรายในประเทศมาเลเซีย Asia Plantation Capital เป็นผู้บุกเบิกการปลูกไม้กฤษณามาตั้งแต่ปี 2552 และได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำตลาดในแง่ของความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคนิคที่ใช้ในการปลูกเชื้อเพื่อกระตุ้นแก่นไม้เรซินของต้นกฤษณาพันธุ์เอควิลาเรีย
         

ต้นกฤษณาที่ได้รับการปลูกเชื้อเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว เริ่มผลิตยางไม้ออกมาเมื่อผ่านไปเพียง 3 เดือน (ดูจากบริเวณที่เป็นสีเข้ม)
         
แซลลี่ ฝู ผู้บริหาร และเวอโรนิกา ลี ผู้อำนวยการบริษัท Eco BlackGold พร้อมด้วยไม้กฤษณาล้ำค่าอายุ 80 ปี ซึ่งตั้งอยู่ที่สำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคของ Asia Plantation Capital ในกรุงกัวลาลัมเปอร์

          จุดประสงค์ของการร่วมทุนกับเจ้าของพื้นที่เพาะปลูกหลายรายคือ การให้ความรู้และความช่วยเหลือแก่เจ้าของพื้นที่เพาะปลูกที่ขาดทักษะและความชำนาญ เพื่อให้สามารถบริหารพื้นที่ปลูกต้นกฤษณาได้ด้วยตัวเอง โดยพันธมิตรสำคัญรายหนึ่งคือบริษัท Eco BlackGold ที่ได้ร่วมทุนกับ Asia Plantation Capital มาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2557

          Eco BlackGold มีที่ดินสำหรับเพาะปลูก 2 ผืน ขนาด 4 เฮกตาร์ ตั้งอยู่ในรัฐเนเกรีเซมบิลัน ทางตอนใต้ของกรุงกัวลาลัมเปอร์ และนับตั้งแต่ที่ได้ลงนามข้อตกลงระยะเวลา 5 ปี กับ Asia Plantation Capital ทาง Eco BlackGold ก็ได้ปลูกต้นกฤษณาพันธุ์เอควิลาเรีย ไซเนนซิส ไปแล้วทั้งสิ้น 5,655 ต้น และในเดือนเมษายน 2559 บริษัทได้ต้นกฤษณาโตเต็มวัยมาอีก 2,345 ต้น รวมทั้งสิ้น 8,000 ต้น

          "Asia Plantation Capital เป็นผู้นำด้านการบริหารพื้นที่เพาะปลูกอย่างยั่งยืน" สตีฟ วัตส์ ซีอีโอของ Asia Plantations Capital ประจำเอเชียแปซิฟิก กล่าว "เราพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจว่าจะทำงานร่วมกับใคร และเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ Eco BlackGold ในการบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูก Eco BlackGold คือพันธมิตรรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของเรา ซึ่งให้การสนับสนุนและตอบรับแนวคิดการทำงานของเราอย่างเต็มที่ ตลอดปีที่ผ่านมา เราได้ใช้เทคโนโลยีอันเป็นกรรมสิทธิ์ของเราในการปลูกเชื้อต้นกฤษณาพันธุ์เอควิลาเรีย 2,627 ต้นในพื้นที่เพาะปลูกแห่งนี้ ซึ่งเห็นผลลัพธ์ในเวลาไม่นาน และเรามั่นใจว่าจะสร้างผลลัพธ์ที่แข็งแกร่งและสม่ำเสมอต่อไป"

          เขากล่าวเสริมว่า "ผมเชื่อว่าการทำงานร่วมกันของทั้งสองบริษัทจะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อการพัฒนาและความยั่งยืนของไม้กฤษณาพันธุ์เอควิลาเรีย และอาจสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมด้วย เรามุ่งมั่นตั้งใจที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และคว้าโอกาสที่ลอยมาหาเราอยู่ตลอดเวลาเพื่อเติบโตต่อไป"

          แซลลี่ ฝู ผู้บริหารของ Eco BlackGold กล่าวว่า "ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการผสานความเชี่ยวชาญของ Asia Plantation Capital เข้ากับการเพาะปลูกต้นกฤษณาของเรา ซึ่งนับได้ว่าเป็นการพลิกโฉมอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ เมื่อครั้งที่เราได้พบกับ Asia Plantation Capital เราก็รู้ทันทีว่าเรามีวิสัยทัศน์ร่วมกัน เพราะเราต่างก็กังวลกับอนาคตของพันธุ์ไม้ที่ใกล้สูญพันธุ์ชนิดนี้ เรามั่นใจว่าตัดสินใจถูกที่ทำงานร่วมกับ Asia Plantation Capital และอนุญาตให้เข้ามาจัดการการปลูกไม้กฤษณาอย่างยั่งยืน พร้อมกับผลิตไม้กฤษณาและน้ำมันกฤษณาให้ได้คุณภาพและปริมาณสูงสุดอย่างต่อเนื่อง"

          นอกจากนี้ Eco BlackGold ยังให้ Asia Plantation Capital ยืมไม้กฤษณาล้ำค่าอายุ 80 ปีไปไว้ที่สำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค ซึ่งเพิ่งเปิดทำการอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือนที่แล้ว ณ ใจกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์

          ตามธรรมชาติแล้ว ต้นกฤษณาที่ติดเชื้อจะเริ่มผลิตยางไม้หลังผ่านไป 20 ปีหรือนานกว่านั้น แต่ในพื้นที่เพาะปลูกของ Asia Plantation Capital ที่มีการบริหารจัดการอย่างดี ต้นกฤษณาสามารถผลิตยางไม้ได้ภายในระยะเวลาเพียง 7 ปี และพร้อมที่จะถูกนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท

          จนถึงปัจจุบัน Asia Plantation Capital ได้ปลูกเชื้อต้นกฤษณาพันธุ์เอควิลาเรียไปแล้วทั้งสิ้น 3,482 ต้นในมาเลเซีย ต้นกฤษณาเหล่านี้จะได้รับการดูแลเป็นอย่างดีโดยทีมพัฒนาและวิจัยของบริษัท ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญชื่อดังระดับโลก โดยจะมีการใช้ป้ายแท็กติด GPS กับต้นกฤษณาแต่ละต้น นอกจากนั้นยังมีการตรวจสอบต้นกฤษณาทุกๆ 3 เดือน ไปจนกว่าจะถึงเวลาเก็บเกี่ยว

          การร่วมทุนครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การขยายธุรกิจของ Asia Plantation Capital เพื่อขยายการลงทุนและการดำเนินงานในมาเลเซียภายในระยะเวลาหลายปีจากนี้

          หมายเหตุถึงบรรณาธิการ:

          สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:

          ซาอาฮิรา มูฮัมหมัด
          ผู้บริหารอาวุโสฝ่ายประชาสัมพันธ์และการตลาด
          อีเมล: zaahira@asiaplantationcapital.com
          สำนักงาน: +6012 203 5344

          ซาแมนธา ธาม
          ผู้บริหารฝ่ายประชาสัมพันธ์และการตลาด
          อีเมล: samantha.tham@asiaplantationcapital.com
          มือถือ: +65 9144 0933

          เกี่ยวกับ  Asia Plantation Capital          

          Asia Plantation Capital Berhad ในมาเลเซีย กำลังทุ่มลงทุนอย่างมหาศาลในภาคการเพาะปลูกของมาเลเซีย โดยได้มีการพัฒนาพื้นที่เพาะปลูกใหม่ๆและโรงงานผลิตไม้กฤษณา รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ บริษัทได้ย้ายสำนักงานใหญ่มาที่ใจกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อเน้นทำธุรกิจในมาเลเซีย หลังจากที่เมื่อปีที่แล้วได้เปิดโรงงานแปรรูปไม้กฤษณาและโรงกลั่นน้ำมันกฤษณาที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เมืองยะโฮร์บาห์รู ประเทศมาเลเซีย

          Asia Plantation Capital Group เป็นผู้ดำเนินธุรกิจและบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูกอย่างยั่งยืนที่ได้รับรางวัลมาแล้วมากมาย บริษัทมีโครงการต่างๆใน 4 ทวีป และมีพนักงานกว่า 2,000 คนทั่วโลก สำหรับคณะกรรมการที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ของเราซึ่งเป็นผู้นำในวงการนั้น ประกอบด้วยนักวิชาการระดับแนวหน้าจากนานาประเทศ (จีน ไทย มาเลเซีย อินเดีย สวิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) ที่ร่วมกันพัฒนารวมถึงจดสิทธิบัตรระบบและเทคโนโลยีชั้นนำของอุตสาหกรรม



แฟนปืนเฮ "อาร์เซนอล" เตรียมทัวร์ซิดนีย์ กรกฎาคมปีหน้า

          แฟนบอลทีมอาร์เซนอลเตรียมตัวแพคกระเป๋า และบินลัดฟ้าสู่นครซิดนีย์ รัฐนิวเซาท์เวลส์กันได้เลย เพราะอาร์เซนอลได้ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่าจะเดินทางมาเตะนัดพิเศษ 2 นัดในปีหน้า โดยขุนพล "ปืนใหญ่" จะลงสนามดวลแข้งกับทีมซิดนีย์ เอฟซี ในวันพฤหัสบดีที่ 13 กรกฎาคม 2560 และทีมเวสเทิร์น ซิดนีย์ วันเดอเรอร์ส ในวันเสาร์ที่ 15 กรกฎาคม 2560
         
อาร์เซนอลเตรียมบินลัดฟ้าระเบิดความมันส์ให้กับแฟนบอลในซิดนีย์ ก.ค. 2560

          สจวร์ต เอย์เรส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้า การท่องเที่ยวและเทศกาล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกีฬา กล่าวว่า "แฟนบอลในออสเตรเลียและทั่วโลกต้องเคลียร์คิวให้พร้อม และตีตั๋วมามันส์ไปกับศึกดวลแข้งทั้ง 2 นัด ที่เอเอ็นแซด สเตเดียม ในซิดนีย์"

          "ตั๋วจะเปิดขายในวันที่ 19 กรกฎาคม 2559 ผมอยากให้แฟนๆกีฬาทุกคนมาเยือนซิดนีย์ และสนุกสนานเพลิดเพลินไปกับการเที่ยวรัฐนิวเซาท์เวลส์ โดยอาร์เซนอลจะนำทีมชุดใหญ่ลงสนามสู้ศึกกับ 2 ทีมเจ้าบ้านยักษ์ใหญ่ของเรา"

          อิวาน กาซิดิส ประธานบริหารของอาร์เซนอล กล่าวว่า "อาร์เซนอลจะลงเตะในแมตซ์อุ่นเครื่องก่อนเปิดฤดูกาล เพื่อเตรียมความพร้อมเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ฤดูกาลใหม่จะเริ่มขึ้น เราเชื่อว่าทั้ง ซิดนีย์ เอฟซี และ เวสเทิร์น ซิดนีย์ วันเดอเรอร์ส จะเป็นบททดสอบที่แข็งแกร่งให้กับเรา การเดินทางไปซิดนีย์ครั้งนี้ยังเป็นโอกาสดีที่เราจะได้พบปะกับแฟนๆที่ให้การสนับสนุนเราอย่างเหนียวแน่น ในดินแดนที่ทุกคนต่างคลั่งไคล้กีฬาฟุตบอล ทริปนี้จึงถือเป็นทริปพิเศษสุดที่นักเตะอาร์เซนอลทุกคนต่างตั้งตารอ"

          การทัวร์ซิดนีย์ในปี 2560 จะเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปีที่ "เดอะ กันเนอร์ส" ได้กลับมาเยือนซิดนีย์อีกครั้ง และนับเป็นโอกาสหายากที่แฟนบอลทั่วโลกจะได้ชมสโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษลงเตะในซีกโลกใต้

          ซานดรา ชิปเชส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Destination NSW กล่าวว่า "ซิดนีย์คือบ้านของฟุตบอลออสเตรเลีย และยังเป็นจุดหมายปลายทางที่สมบูรณ์แบบของเหล่าแฟนบอลอาร์เซนอล ที่ไม่เพียงอยากเห็นทีมรักของตนโชว์ลีลาในสนามเท่านั้น แต่ยังต้องการเริ่มต้นวันหยุดพักผ่อนอันน่าจดจำในนิวเซาท์เวลส์อีกด้วย"

          "เราจะออกแพคเกจท่องเที่ยวที่ช่วยให้แฟนบอลสามารถวางแผนเดินทางท่องเที่ยวในซิดนีย์และนิวเซาท์เวลส์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยรูปแบบการท่องเที่ยวและที่พักซึ่งเรามีให้เลือกหลากหลาย แฟนบอลสามารถเลือกชมเกมนัดเดียวหรือทั้งสองนัดก็ได้ และสามารถอยู่เที่ยวต่อเพื่อสัมผัสกับนิวเซาท์เวลส์อย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นชายหาดระดับเวิลด์คลาส แนวชายฝั่งทะเลที่สวยงาม การผจญภัย ธรรมชาติ รวมไปถึงกิจกรรมทางวัฒนธรรมและกีฬาต่างๆ" คุณชิปเชสกล่าวเสริม

          ตั๋วเข้าชมฟุตบอลทั้ง 2 นัดจะเปิดขายในวันอังคารที่ 19 กรกฎาคม 2559 และจะมีการเปิดเผยรายละเอียดของแพคเกจการท่องเที่ยวในวันเดียวกัน

          สามารถรับชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทัวร์ซิดนีย์ของอาร์เซนอลได้ที่: www.arsenalinsydney.com
          สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับซิดนีย์และนิวเซาท์เวลส์ กรุณาเข้าชมที่: www.sydney.com หรือ www.visitnsw.com



Tour Dates Announced for Arsenal FC Visit to Sydney

          Arsenal football fans can begin planning their trip to Sydney and NSW, with the team announcing the match dates for their two-game tour in 2017. The Gunners will play Sydney FC on Thursday 13 July 2017, and the Western Sydney Wanderers on Saturday 15 July 2017.
         
Arsenal to thrill fans in Sydney July 2017
         
          Minister for Trade, Tourism and Major Events and Minister for Sport, Stuart Ayres said, "Football fans around Australia and the world can now get these dates in their diary, and book their trip to Sydney's ANZ Stadium for two blockbuster matches.

          "Tickets will go on sale on 19 July 2016, and I encourage all sports fans to come to Sydney and enjoy our great state. Arsenal will be bringing their first team squad, and going head-to-head with our two biggest local sides."

          Arsenal Chief Executive Officer Ivan Gazidis added, "Our pre-season matches enable the squad to complete final preparations ahead of a new campaign, and Sydney FC and Western Sydney Wanderers will provide a strong test for the team. The trip also gives our travelling squad a wonderful opportunity to see our loyal supporters in a country so passionate about football; it's set to be a truly special trip and everyone at Arsenal Football Club is already looking forward to it."

          The 2017 Sydney Tour will be the first time Arsenal has visited Sydney in over 30 years, offering football fans across the world a rare opportunity to watch the English Premier League giants play in the Southern Hemisphere.

          Destination NSW Chief Executive Office, Sandra Chipchase said, "Sydney is Australia's home of football and the perfect destination for Gunners fans looking to not only watch their team in action, but to also begin a memorable holiday in NSW.

          "Travel packages will soon be available to assist fans in building their perfect Sydney and NSW itinerary. With plenty of travel and accommodation options on offer, visitors can take in one or both of these two exciting matches, and stay on to experience everything NSW has to offer including world-class beaches, scenic coastal locations, adventure, nature and other great sporting and cultural events," said Ms Chipchase.

          Tickets for both matches will go on sale on Tuesday 19 July, 2016 with travel package details to be released.

          More information on the tour can be found at: www.arsenalinsydney.com
          For information on Sydney and New South Wales, visit www.sydney.com or www.visitnsw.com .