Wednesday, March 1, 2017

งานแคนตันแฟร์ ครั้งที่ 121 เตรียมผลักดันบริษัทเกิดใหม่สู่เวทีโลก


          งานแสดงสินค้านำเข้าและส่งออกของจีน (China Import and Export Fair: Canton Fair) ครั้งที่ 121 ประจำฤดูใบไม้ผลิ จะเปิดฉากขึ้นในวันที่ 15 เมษายน 2560 ณ China Import and Export Fair Complex ซึ่งเป็นศูนย์นิทรรศการสุดทันสมัยที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทชั้นนำและผู้ที่อยู่ในแวดวงการค้าจากกว่า 200 ประเทศและดินแดน ได้มาร่วมแสวงหาโอกาสทางธุรกิจภายในงาน




          งานแคนตันแฟร์ครั้งนี้จะแบ่งโซนจัดแสดงออกเป็น 50 ส่วน ครอบคลุมสินค้าหลักๆ 16 ประเภท เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์อันหลากหลายให้แก่ผู้ซื้อ โดยเน้นไปที่อุตสาหกรรมเกิดใหม่ ได้แก่ เทคโนโลยีอัจฉริยะ พลังงานใหม่ สินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง สินค้าเกี่ยวกับสปากลางแจ้ง และอีกมากมาย

          บริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่ง อาทิ Haier, Midea, Caterpillar, Tsurumi Pump และ Coway เตรียมนำผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ล่าสุดมาจัดแสดงภายในงาน ขณะที่บริษัทชั้นนำอย่าง Patrick Smith, Global Director Trademark & Technology Licensing และ Honeywell USA เผยว่าผู้เข้าร่วมงานจะได้ชมผลิตภัณฑ์อันหลากหลายที่บริษัทพัฒนาขึ้น

          นอกเหนือจากผู้ร่วมจัดแสดงจากเยอรมนี นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ฯลฯ งานในครั้งนี้ยังได้ให้การต้อนรับบริษัทจากบราซิลและสหราชอาณาจักร ซึ่งจะมานำเสนอผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มระดับพรีเมียมภายในงาน เพื่อเปิดประสบการณ์การซื้อขายข้ามประเทศให้แก่ผู้ซื้อ

          เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้รับประสบการณ์โดยรวมที่ดีขึ้น งานแคนตันแฟร์ ครั้งที่ 121 จึงเตรียมจัดโซนแสดงสินค้าหมวดย่อยๆ พร้อมออกคู่มือสำหรับผู้ซื้อซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับบริษัท 25,000 แห่งที่เข้าร่วมจัดแสดงในทุกโซน

          นายหลิว ฉวนตง รองผู้อำนวยการสำนักกิจการต่างประเทศของงานแคนตันแฟร์ กล่าวว่า "เราหวังว่าผู้ซื้อจะสามารถวางแผนการซื้อได้อย่างง่ายดายและเพลิดเพลินไปกับงานนี้ เราตั้งตารอเพื่อนเก่าและเพื่อนใหม่ที่จะมารวมตัวกันในงาน เพื่อเจรจาการค้าและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการประชุมต่างๆภายในงาน"

          กำหนดการจัดงานแคนตันแฟร์ ครั้งที่ 121

          ช่วงแรก 15-19 เมษายน

          จัดแสดงผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน อุปกรณ์ส่องสว่าง ยานยนต์และอะไหล่ยนต์ เครื่องจักร อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ วัสดุก่อสร้างและตกแต่ง เคมีภัณฑ์ พลังงานใหม่ และอื่นๆ

          ช่วงที่สอง 23-27 เมษายน

          จัดแสดงสินค้าอุปโภคบริโภค ของขวัญและของพรีเมียม ของตกแต่งบ้าน และอื่นๆ

          ช่วงที่สาม 1-5 พฤษภาคม

          จัดแสดงเสื้อผ้าและสิ่งทอ รองเท้า เคสและกระเป๋า อุปกรณ์สำนักงาน ผลิตภัณฑ์สันทนาการ สินค้าทางการแพทย์และสุขภาพ อาหาร และอื่นๆ

          เกี่ยวกับงานแคนตันแฟร์

          งานแสดงสินค้านำเข้าและส่งออกของจีน หรืองานแคนตันแฟร์ จัดขึ้นปีละ 2 ครั้งในฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง ณ นครกว่างโจว งานนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 60 ปี โดยถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในฤดูใบไม้ผลิปี 2500

Ctrip Corporate Travel นำเสนอกลยุทธ์การจัดการการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ในงาน Asia-Pacific Corporate Travel Summit

Ctrip Corporate Travel นำเสนอกลยุทธ์การจัดการการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ในงาน Asia-Pacific Corporate Travel Summit
          การประชุมสุดยอด Asia-Pacific Corporate Travel Summit ประจำปี 2560 ถือเป็นงานประจำปีที่มีความสำคัญมากที่สุดงานหนึ่งในอุตสาหกรรมการจัดการการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ งานนี้จัดขึ้นโดยบริษัท Ctrip Corporate Travel ผู้นำด้านการจัดการการท่องเที่ยวของจีน ณ กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 ในหัวข้อ "เปลี่ยนแปลงระบบนิเวศการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจด้วยกลยุทธ์ TM+" โดยบรรดาบริษัทชั้นนำในธุรกิจการท่องเที่ยว ซึ่งรวมถึงสายการบิน โรงแรม บริษัทควบคุมและจัดการการใช้จ่ายเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ รวมถึงผู้ให้บริการไมซ์ (การประชุม การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล การจัดประชุมนานาชาติ และการจัดนิทรรศการ) ต่างมาร่วมอภิปรายเชิงลึกในประเด็นต่างๆ โดยเน้นไปที่การวิเคราะห์แนวโน้มของอุตสาหกรรมในปัจจุบัน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อผลักดันให้เกิดการยกระดับการให้บริการ


          เปลี่ยนแปลงระบบนิเวศการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจด้วยกลยุทธ์ TM+
          ข้อมูลตลาดปี 2559 จาก Ctrip Corporate Travel และ Global Business Travel Association (GBTA) ซึ่งเป็นองค์กรการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก เผยให้เห็นว่า การใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจของจีนพุ่งขึ้นแตะ 2.90 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2559 เป็นรองแค่สหรัฐอเมริกาเท่านั้น
          ในขณะที่ตลาดกำลังขยายใหญ่ขึ้น ความจำเป็นในการยกระดับอุตสาหกรรมก็มีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว คุณฟาง จี้ฉิน รองประธานของ Ctrip และซีอีโอของ Ctrip Corporate Travel กล่าวในระหว่างการเปิดการประชุมว่า "นอกจากจะต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว ลูกค้าองค์กรยังต้องการยกระดับประสิทธิภาพการจัดการ ด้วยระบบการจัดการการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจที่มีประสิทธิภาพและครบวงจร ความต้องการของลูกค้าองค์กรที่เปลี่ยนแปลงไป และความที่อุตสาหกรรมจำเป็นต้องเพิ่มมูลค่าของตนเอง เป็นแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ Ctrip Corporate Travel จึงเปิดตัวกลยุทธ์ TM+ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้"
          ความครอบคลุม การบริการตนเอง และความฉลาด ถือเป็น 3 องค์ประกอบสำคัญของกลยุทธ์ TM+ โดยในด้านความครอบคลุมนั้น ผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอจะต้องครอบคลุมหลายส่วนและรอบด้าน โดยในแนวนอนจะต้องครอบคลุมตั้งแต่การจองตั๋วเครื่องบิน การจองห้องพักในโรงแรม ไมซ์ และอื่นๆ ซึ่งจะก่อให้เกิดบริการครบวงจร ส่วนในแนวดิ่งต้องครอบคลุมการจองและการชำระเงิน ไปจนถึงจัดการแบบฟร้อนท์เอนด์ ตลอดจนการจัดการแบ็คเอนด์ที่ครอบคลุมการชำระเงินคืนและการวิเคราะห์ข้อมูล ก่อเกิดเป็นระบบการจัดการและควบคุมที่ครบวงจร ส่วนในด้านของการบริการตนเองนั้น TM+ ได้ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมจากการจองตั๋วและการชำระเงินแบบบริการตนเอง ไปสู่กระบวนการจัดการการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจแบบองค์รวม ซึ่งครอบคลุมถึงการดูแลลูกค้าใหม่และการรักษาลูกค้าเก่า การตรวจสอบบัญชีรายจ่าย การเปลี่ยนแปลงประวัติของผู้เดินทาง รวมถึงการส่งอินวอยซ์และการยืนยันผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ในส่วนของความฉลาดนั้น จะมีการให้คำแนะนำอย่างชาญฉลาดและคุ้มราคาตามความต้องการของผู้เดินทางเป็นหลัก โดยดูจากประวัติการเดินทาง อีกทั้งยังมีการจัดทำรายงานวิเคราะห์เปรียบเทียบการใช้จ่ายรายบุคคลกับการใช้จ่ายโดยรวมขององค์กร รวมถึงเทียบกับการใช้จ่ายภายในอุตสาหกรรมโดยอาศัยข้อมูลบิ๊กดาต้า
          กระบวนการครบวงจร: มาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมการจัดการการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ
          ลูกค้าต่างต้องการยกระดับการจัดการการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ Ctrip Corporate Travel จึงเปิดตัวแอปพลิเคชันเวอร์ชั่นอัปเกรดในการประชุมครั้งนี้ โดยมีการอัปเกรดฟังก์ชั่นต่างๆ เช่น การอนุญาตและการจอง การของบเพิ่มสำหรับการเปลี่ยนเที่ยวบิน และการชำระเงินคืนภายหลังการท่องเที่ยว เพื่อรองรับการจัดการการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจแบบครบวงจรในจุดเดียว การอัปเกรดแอปครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยเหลือลูกค้าในการลดต้นทุนการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการการท่องเที่ยว
          Ctrip Corporate Travel จะเดินหน้าเปิดเวทีให้ผู้ที่ทำธุรกิจต้นน้ำและปลายน้ำในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจได้มาพบปะพูดคุยกัน พร้อมทั้งกระชับความร่วมมือกับบรรดาผู้ให้บริการการท่องเที่ยว ระบบอัตโนมัติในสำนักงาน และซอฟต์แวร์ชำระเงินคืนเพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย ตลอดจนแพลตฟอร์มการจัดซื้อขององค์กร รวมถึงแพลตฟอร์มทางการเงินและสังคม ทุกสิ่งที่กล่าวมาล้วนเป็นความพยายามในการแสวงหาและพัฒนาองค์ประกอบของกลยุทธ์ TM+ ให้สร้างสรรค์มากขึ้น และเพื่อการยกระดับการให้บริการในอุตสาหกรรมการจัดการการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ

"Press Master" รถเก็บขยะแบบอัดท้ายจาก Morita Econos คว้ารางวัล iF DESIGN AWARD 2017

          - ครั้งแรกสำหรับรถเก็บขยะที่ได้รับรางวัล iF DESIGN AWARD -

          Press Master รถเก็บขยะแบบอัดท้ายซึ่งผลิตโดย Morita Econos Corporation บริษัทย่อยในโอซากาของ Morita Holdings Corporation ได้รับรางวัล "iF DESIGN AWARD" ในหมวด "ผลิตภัณฑ์" โดยนับเป็นครั้งแรกที่รถเก็บขยะชนะรางวัล iF DESIGN AWARD ซึ่งเป็นรางวัลด้านการออกแบบของเยอรมนีที่มีชื่อเสียงในระดับโลก



          iF DESIGN AWARD เป็นรางวัลด้านการออกแบบที่ทรงเกียรติที่สุดรางวัลหนึ่งของโลก ซึ่งองค์กร iF International Forum Design (ในเมืองฮันโนเวอร์ ประเทศเยอรมนี) มอบให้แก่ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมจากทั่วโลกเป็นประจำทุกปี สำหรับในปี 2017 นี้ มีผลงานเข้าชิงรางวัลรวมทั้งสิ้น 5,575 ผลงาน จาก 59 ประเทศทั่วโลก ซึ่งหลังจากการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบโดยคณะกรรมการตัดสิน ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศจำนวน 58 ท่าน ปรากฏว่า คะแนนสูงสุดตกเป็นของรถเก็บขยะแบบอัดท้าย Press Master

          Press Master เป็นรถเก็บขยะแบบอัดท้าย ซึ่งเปิดตัวในเดือนธันวาคม 2016 โดยมีจุดประสงค์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการเก็บขยะ ลดปริมาณงาน ขณะเดียวกันก็ช่วยยกระดับความปลอดภัย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการลดภาระของผู้ปฏิบัติงาน จึงได้มีการเพิ่มความสามารถในการทำงานของรถขยะรุ่นนี้ ด้วยการออกแบบท่อนำเข้าให้สูงประมาณ 700 มม. หรือต่ำกว่านั้น อีกทั้งยังมีการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานพื้นฐานของรถขยะรุ่นนี้ ด้วยการขยายความจุในการเก็บขยะเป็น 4.3 ลูกบาศก์เมตร (มากกว่าผลิตภัณฑ์รุ่นก่อนของบริษัท 5%) ซึ่งช่วยยกระดับการออกแบบได้อย่างดีเยี่ยม และทำให้รถขยะรุ่นนี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผสมผสานความสะดวกในการใช้งานเข้ากับดีไซน์ที่สวยงามและทรงพลังได้อย่างลงตัว ยิ่งไปกว่านั้น แผงท้ายรถที่ถูกยกสูงอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Morita Econos ยังได้รวมไฟส่องสว่างและตัวชี้บอกต่างๆ ทำให้มองเห็นรถจากทางด้านหลังได้ง่ายขึ้น และจึงเป็นการเพิ่มความปลอดภัยให้มากยิ่งขึ้น

          เว็บไซต์ผลิตภัณฑ์ Press Master (รถเก็บขยะแบบอัดท้าย):
          *เฉพาะเวอร์ชั่นภาษาญี่ปุ่น
           http://www.morita-econos.com/garbage/press07/index.html

          เว็บไซต์ทางการของ iF DESIGN AWARD: http://ifworlddesignguide.com/

          ที่มา: Morita Holdings Corporation

Volvo Trucks' Latest Concept Vehicle Tests a Hybrid Powertrain for Long Haul Transport


          With the Volvo Concept Truck, Volvo Trucks has developed its first hybrid vehicle designed for long haul applications. In combination with the vehicle's other improvements, the total reduction in fuel consumption and CO2 is around 30 per cent.
          To view the Multimedia News Release, please click:
          https://www.multivu.com/players/uk/8047351-volvo-trucks-concept-hybrid-powertrain
          Volvo Trucks first unveiled the Volvo Concept Truck in May 2016, and has now developed and enhanced the vehicle even further. In addition to the improvements in aerodynamics, rolling resistance and reduced weight, the new version also features a hybrid powertrain - one of the first of its kind for heavy-duty trucks in long haul applications.
          "We strive to be at the forefront of electromobility and to constantly push the limits when it comes to reducing fuel consumption and emissions," says Claes Nilsson, CEO at Volvo Trucks. "Over the coming years, as society moves more and more towards renewable energy, we strongly believe that electromobility and hybrid technology will become increasingly important. The powertrain in our concept truck has been developed to improve transport efficiency and thereby help the industry towards sustainable transport. With the concept truck we will gain valuable knowledge and experience, which will help us develop the technology further."
          The hybrid powertrain works by recovering energy when driving downhill on slopes steeper than one per cent, or when braking. The recovered energy is stored in the vehicle's batteries and used to power the truck in electric mode on flat roads or low gradients. An enhanced version of Volvo Trucks' driver support system I-See has been developed specially for the hybrid powertrain, which analyses upcoming topography to calculate the most economical and efficient choice between the diesel engine and the electric motor, as well as the optimal time to use the recovered energy.
          In long haul transportation, it is estimated that the hybrid powertrain will allow the combustion engine to be shut off for up to 30 per cent of the driving time. This will save between 5-10 per cent in fuel, depending on the vehicle type or specification, and its drive cycle. It also offers the ability to drive in full electric mode for up to 10 kilometres, enabling the vehicle to operate with zero emissions and low noise.
          "Today, long haul transport accounts for a significant share of the total energy consumption in the transportation sector. Using hybrid technology, the potential reduction in fuel and emissions is considerable and an important step towards reaching both our and society's environmental goals for the future," says Lars Martensson, Director Environment and Innovation, Volvo Trucks.
          The Volvo Concept Truck also builds on many of the gains achieved by its predecessor, namely improved aerodynamics, rolling resistance and reduced vehicle weight. "This is a platform for verifying several new technologies for increasing transport efficiency," says Ake Othzen, Chief Project Manager, Volvo Trucks. "Some of these developments have already been introduced to our trucks, and some will be introduced in the near future. The hybrid powertrain is partly based on knowledge and experience from Volvo Buses' hybrid and electric buses."
          Facts: Volvo Concept Truck
          - The Volvo Concept Truck is the result of the Swedish part of a bilateral research project involving both the Swedish energy authority Energimyndigheten and the US Department of Energy.
          - An American Concept Truck, the SuperTruck project, was developed as part of the US Department of Energy's SuperTruck programme, which promotes research and development to improve transport efficiency for long-haul operations in North America.
          Facts: Electric hybrid powertrain
          - Recovers energy when driving downhill on slopes steeper than one per cent, or when braking. The recovered energy is stored in the vehicle's batteries and used to power the truck in electric mode on flat roads or low gradients. - An enhanced version of Volvo Trucks' driver support system I-See, which has been developed specially for the hybrid powertrain, analyses the upcoming topography using information from GPS and the electronic map. Using an advanced algorithm, based on the road's elevation and expected speed, the system calculates the most economical and efficient use of both the diesel engine and the electric motor, as well as the optimal times to use the recovered energy.
          - In long haul transportation, it is estimated that the hybrid powertrain will allow the combustion engine to be shut off for up to 30 per cent of driving time. This will save between 5-10 per cent in fuel, depending on the vehicle and its drive cycle.
          Specifications: Volvo Concept Truck Truck model: Volvo FH Engine: Volvo D13 Euro 6 Step C
          See film about Volvo Concept Truck here [https://youtu.be/uV-54LlSbcw ]
          Link to high res images [https://ftp.gbg.spoon.se/_6Ye0xg5FG-F7LR ]
          Read more about Volvo Concept Truck here [http://www.volvotrucks.com/en-en/news-stories/press-release.html?pubid=20470 ] 
          Learn more about Volvo SuperTruck here [https://www.youtube.com/watch?v=KndAcoPLZQY ]
          For further information, please contact:
          Christina Magnusson, PR and Media Relations Volvo Trucks
          phone: +46-31-3227636, e-mail: christina.ohlsson-jones@volvo.com
          For broadcast-quality videos supporting this press release and more, please visit http://www.thenewsmarket.com/volvotrucks
          Press images and films are available in the Volvo Trucks image and film gallery at http://images.volvotrucks.com
          Note to Editors:
          A picture/s accompanying this release is available through the PA Photowire. It can be downloaded from http://www.pa-mediapoint.press.net or viewed at http://www.mediapoint.press.net or http://www.prnewswire.co.uk .
          (Photo: http://mma.prnewswire.com/media/471801/Volvo_Concept_Truck.jpg )
          Video: https://www.multivu.com/players/uk/8047351-volvo-trucks-concept-hybrid-powertrain
          Source: Volvo Trucks

โซลูชั่น 5G ของ ZTE พร้อมส่งมอบก่อนติดตั้งให้บริการเชิงพาณิชย์ในปี 2018




          ZTE Corporation ( 0763.HK / 000063.SZ ) ประกาศว่า บริษัทมีกำหนดการส่งมอบโซลูชั่น 5G เพื่อติดตั้งก่อนให้บริการเชิงพาณิชย์ ตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปี 2018 โดย ZTE ช่วยให้ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ สามารถร่นระยะเวลาในการสร้างเครือข่ายให้พร้อมสำหรับยุค 5G
          ในงานมหกรรม Mobile World Congress 2017 (MWC) ที่เมืองบาร์เซโลนาในสัปดาห์นี้ ZTE ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์สำหรับยุค 5G มากมาย ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือสามารถช่วงชิงความเป็นผู้นำในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคการให้บริการใหม่ โดย ZTE คาดว่า ผลิตภัณฑ์ 5G จะพร้อมใช้งานในเครือข่าย 5G สำหรับเชิงพาณิชย์ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2019
          ในงาน MWC 2017 ทาง ZTE ได้เปิดตัวสถานีฐาน 5G คลื่นความถี่ mmWave และ Sub6GHz โดยโซลูชั่น 5G ใหม่นี้ สามารถรองรับเทคโนโลยีการเชื่อมต่อทางอากาศ (Air Interface) รูปแบบใหม่ตามมาตรฐาน 5G New Radio (NR) ของคณะทำงาน 3rd Generation Partnership Projects (3GPP) และย่านความถี่ 5G เดิมในอุตสาหกรรม โซลูชั่นดังกล่าวทำงานโดยอาศัยเทคโนโลยี Multiple Input, Multiple Output (MIMO) รวมถึงเทคโนโลยี Beam Tracking, Beamforming และเทคโนโลยีระบบ 5G อื่นๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านปฏิบัติการบนเครือข่าย 5G ก่อนให้บริการเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ
          ZTE ลงทุนจำนวนกว่า 1 พันล้านหยวนในแต่ละปีในด้านการวิจัยและพัฒนา 5G และเป็นเวนเดอร์รายแรกของโลกที่ได้พิสูจน์ยืนยันในเทคโนโลยีสำคัญด้านคลื่นความถี่ mmWave และ Sub6GHz ในปี 2016 และประสบความสำเร็จในการทดสอบ 5G mmWave ภาคสนาม นอกจากนี้ ZTE ยังเป็นเวนเดอร์รายแรกที่ผ่านการทดสอบเครือข่าย 5G เฟสแรกทั้งหมดในจีน รวมทั้งการทดสอบและพิสูจน์ยืนยันในเทคโนโลยี 5G single-point และการทดสอบต้นแบบ โดยในปัจจุบัน บริษัทได้ก้าวเข้าสู่ขั้นตอนการทดสอบโซลูชั่น 5G และการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D)
          โซลูชั่น Pre5G ของ ZTE ช่วยให้ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือสามารถยกระดับประสิทธิภาพของเครือข่าย 5G บนโครงสร้างพื้นฐาน 4G LTE ที่มีอยู่เดิม พร้อมกับส่งมอบผลประโยชน์ในด้านการส่งถ่ายข้อมูลและลดข้อจำกัดต่างๆ โดยโซลูชั่น Pre5G ของ ZTE ได้รับการออกแบบให้สามารถอัพเกรดเพื่อรองรับเทคโนโลยี 5G ในอนาคตได้อย่างง่ายดาย และในปัจจุบัน ได้มีการติดตั้งโซลูชั่นนี้ในกว่า 40 เครือข่ายใน 30 ประเทศทั่วโลก
          ZTE เป็นผู้คิดค้นนวัตกรรมแบบ end-to-end สำหรับการสื่อสารยุค 5G นอกจากนี้ บริษัทยังเป็นผู้นำในการพัฒนาอุปกรณ์เคลื่อนที่และเทอร์มินัลแห่งอนาคต โดยในงาน MWC 2017 นั้น ZTE ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ Gigabit Phone สมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่สามารถดาวน์โหลดข้อมูลด้วยความเร็วสูงสุด 1 Gigabit ต่อวินาที ซึ่งยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้แบบก้าวกระโดด
          ในฐานะที่เป็นผู้นำในเทคโนโลยี 5G บริษัท ZTE ได้ลงนามในข้อตกลงหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ว่าด้วยการพัฒนาเทคโนโลยี 5G ร่วมกับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมชั้นนำของโลก อาทิ Deutsche Telekom, Telefonica, SoftBank, KT Group, China Mobile, China Telecom และ China Unicom
          เกี่ยวกับ ZTE
          ZTE เป็นผู้ให้บริการด้านระบบโทรคมนาคมขั้นสูง รวมถึงอุปกรณ์เคลื่อนที่ และโซลูชั่นเทคโนโลยีองค์กร เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภค ผู้ให้บริการเครือข่าย ภาคธุรกิจ และหน่วยงานภาครัฐ กลยุทธ์ M-ICT ของ ZTE มีเป้าหมายเพื่อนำเสนอนวัตกรรมแบบครบวงจรที่ทำงานแบบบูรณาการให้กับลูกค้า เพื่อมอบความเป็นเลิศและคุณประโยชน์ต่างๆ ในยุคที่เทคโนโลยีโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว โดย ZTE ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงและเซินเจิ้น (รหัสหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง:   0763.HK / รหัสหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น:  000063.SZ ) ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการให้กับกลุ่มผู้ให้บริการกว่า 500 รายในกว่า 160 ประเทศ ในแต่ละปี ZTE ได้จัดสรรเงินรายได้ 10% ให้กับการวิจัยและพัฒนา และมีบทบาทผู้นำในองค์กรผู้กำหนดมาตรฐานในระดับโลก ทั้งนี้ ZTE มุ่งมั่นเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม และยังเป็นสมาชิกของข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (UN Global Compact) ด้วย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถรับชมได้ที่ www.zte.com.cn


          สื่อมวลชนติดต่อ:
          Margrete Ma
          ZTE Corporation
          โทร: +86 755 26775207
          อีเมล: ma.gaili@zte.com.cn
          Daniel Beattie
          AxiCom
          โทร: +44 (0)20 8392 8071
          อีเมล: daniel.beattie@axicom.com

ZTE ประกาศลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับ Intel มุ่งสร้างนวัตกรรม IoT



         ZTE Corporation ( 0763.HK / 000063.SZ ) ผู้ให้บริการรายใหญ่ของโลกในด้านโซลูชั่นโทรคมนาคม โซลูชั่นระดับองค์กร และเทคโนโลยีผู้บริโภค สำหรับแวดวงอินเทอร์เน็ตมือถือ ได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์อย่างเป็นทางการร่วมกับ Intel ที่การประชุม IoT ณ เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมจัดตั้งห้องปฏิบัติการทางนวัตกรรม เพื่อดำเนินการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี IoT แห่งอนาคต ทั้งการทดลองพิสูจน์ผล การประเมิน ตลอดจนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เพื่อก่อให้เกิดโซลูชั่น IoT ที่เป็นไปตามความต้องการของตลาด และดำเนินงานอย่างเป็นบูรณาการ
          ZTE มุ่งมั่นที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำอุตสาหกรรมในการใช้งาน IoT และเครือข่าย 5G รองรับ IoT ในเชิงพาณิชย์ โดย ZTE และ Intel เคยร่วมงานกันมาแล้วในหลายขอบข่าย ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีการเข้าถึง IoT ความร่วมมือแบบโอเพนซอร์ส แพลตฟอร์ม IoT และการพัฒนาโซลูชั่น
          โรส สคูเลอร์ รองประธานกลุ่มงานขายของ Intel และผู้จัดการทั่วไปของ Intel Global Internet of Things Sales กล่าวว่า "ว่ากันด้วยวิสัยทัศน์ของ Intel แล้ว เทคโนโลยี 5G จะทำให้อินเทอร์เน็ตมีความอัจฉริยะยิ่งขึ้น และทำให้โลกแห่งการเชื่อมต่อนั้นมีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ในต้นทุนที่ถูกลง โดยเราหวังว่าจะได้เห็นความเป็นไปได้อันไร้ขีดจำกัดจากอุปกรณ์อัจฉริยะกว่า 5 หมื่นล้านเครื่อง Intel และ ZTE จะร่วมกันจัดตั้งห้องปฏิบัติการ IoT ทั้งนี้ ประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ประกอบกับนวัตกรรมที่ทุ่มเทคิดค้นอย่างต่อเนื่อง จะผลักดันให้เราสร้างสรรค์โซลูชั่น IoT แห่งยุคใหม่ ซึ่งจะเข้ามายกระดับระบบการใช้งาน IoT อีกทั้งมอบความก้าวหน้าและความสำเร็จให้กับอุตสาหกรรม IoT ต่อไป"
          เฉิน จี ซีไอโอของ ZTE กล่าวว่า "IoT ไม่ได้เป็นเพียงแค่องค์ประกอบสำคัญของแผนนโยบาย 'Made in China 2025' และยุทธศาสตร์ Internet+ เท่านั้น แต่ยังเป็นแนวทางสำคัญในการส่งเสริมความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมและการฟื้นฟูเศรษฐกิจของจีนด้วย โดยในฐานะที่เป็นผู้นำด้านการคิดค้นนวัตกรรมอย่างเป็นอิสระ ZTE เดินหน้าการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมและเสาะหาข้อได้เปรียบใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง อันจะนำมาซึ่งความก้าวหน้าในเทคโนโลยีหลักๆ ต่อไป นอกจากนี้ ZTE ยังมุ่งมั่นในการเสาะหาโมเดลธุรกิจใหม่ๆ และกำลังทุ่มเทในการสร้างแพลตฟอร์มรองรับการทำงานหลักใน 2 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ แพลตฟอร์มระบบ IoT และแพลตฟอร์มเงินทุน ดิฉันรู้สึกยินดีอย่างยิ่งกับความก้าวหน้าของ Intel และ ZTE ในแวดวง IoT ผ่านทางความร่วมมือในด้าน R&D และการจัดตั้งห้องปฏิบัติการ IoT Innovation Lab ร่วมกัน ดิฉันหวังว่าทั้งสองฝ่ายสามารถร่วมงานกันเพื่อก่อให้เกิดการค้นพบครั้งใหม่ด้านเทอร์มินัล เครือข่าย และ IoE PaaS ทั้งนี้ เราจะส่งเสริมการสร้างระบบการใช้งาน IoT เช่นเดียวกับความก้าวหน้าและความสำเร็จในวงการ IoT ด้วยการกระชับความร่วมมือในอุตสาหกรรม กำจัดการปิดกั้นข้อมูล และมอบผลลัพธ์อันดีทั่วทั้งอุตสาหกรรม"
          ZTE ได้สร้างแพลตฟอร์มด้านการเชื่อมต่อ การบริหารจัดการ และการใช้งานแบบเปิดร่วมกับ Intel เพื่อให้บริการแก่กลุ่มลูกค้าระดับต้นน้ำและปลายน้ำตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม โดยระบบปฏิบัติการ (OS) Smart IoT ของ ZTE นั้นมอบคุณสมบัติอันชาญฉลาดให้กับเทอร์มินัล IoT ขณะที่แพลตฟอร์มบริหารจัดการ IoT เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถบริหารจัดการอุปกรณ์และผู้ใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ZTE ยังช่วยให้พันธมิตรสามารถงัดใช้ประโยชน์จากแต่ละ "BIT" ด้วยการผสานศักยภาพในการประมวลผลบิ๊กดาต้าและระบบคลาวด์
          ในฐานะผู้คิดค้นนวัตกรรม ICT สำหรับอุตสาหกรรม IoT ทาง ZTE ขอนำเสนอโซลูชั่น Internet of Everything (IoE) อันประกอบไปด้วยเครือข่าย Narrow Band IoT (NB-IoT), Long Term Evolution (LTE), LTE-M ASIC ตลอดจนโมดูล ระบบปฏิบัติการสำหรับอุปกรณ์อัจฉริยะ และชุดเครื่องมือพัฒนาซอฟต์แวร์ เพื่อช่วยเร่งการพัฒนาเทคโนโลยีเซนเซอร์ที่หลากหลาย พร้อมอำนวยความสะดวกในการวิจัยและพัฒนาเกตเวย์ เซนเซอร์ และโมดูลรองรับการใช้งาน IoT
          ในส่วนของเทอร์มินัลนั้น ZTE มุ่งพัฒนาชิป ระบบปฏิบัติการ โมดูลการสื่อสาร และเกตเวย์อัจฉริยะ และยังมุ่งประสานความร่วมมือกับอุตสาหกรรม เพื่อสร้างแพลตฟอร์ม IoT แบบเปิดสำหรับฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เทอร์มินัล เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถเร่งการพัฒนาเทอร์มินัล IoT ให้อัจฉริยะยิ่งขึ้น
          สำหรับในด้านเครือข่าย ZTE มุ่งมั่นที่จะมอบบริการด้านการเชื่อมต่อที่เหนือชั้นกว่าให้กับลูกค้า รวมทั้งเดินหน้าพัฒนาข่ายงานบริเวณกว้าง (WAN) ระยะสั้น เครือข่ายในเขตเมือง (MAN) และเทคโนโลยีเครือข่ายตัวหลักๆ เพื่อตอบรับกับความต้องการใช้งาน IoT ที่แตกต่างกันไป ZTE เป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ พร้อมคิดค้นวิธีการยกระดับศักยภาพในแง่ของค่าดีเลย์ ความจุ และความน่าเชื่อถือ
          ZTE คิดค้นโซลูชั่นความปลอดภัยแบบครบวงจรขึ้น เพื่อให้บริการด้านความปลอดภัยแก่ลูกค้า เมื่อต้องวางแผน วางโครงสร้าง และดำเนินงานในเวลาเดียวกัน ZTE มีความมุ่งมั่นที่จะปรับตัวเข้ากับกลยุทธ์ด้านความปลอดภัยในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน และตั้งใจส่งมอบสภาพแวดล้อมในการใช้งาน แพลตฟอร์ม OS และโซลูชั่นในระดับชิป ที่ลูกค้าไว้วางใจได้
          เกี่ยวกับ ZTE
          ZTE เป็นผู้ให้บริการด้านระบบโทรคมนาคมขั้นสูง รวมถึงอุปกรณ์เคลื่อนที่ และโซลูชั่นเทคโนโลยีองค์กร รองรับความต้องการของผู้บริโภค ผู้ให้บริการเครือข่าย ภาคธุรกิจ และภาครัฐ กลยุทธ์ M-ICT ของ ZTE มีเป้าหมายเพื่อนำเสนอนวัตกรรมแบบครบวงจรที่ทำงานแบบบูรณาการให้กับลูกค้า เพื่อมอบความเป็นเลิศและคุณประโยชน์ต่างๆ ในยามที่ภาคโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศหลอมรวมกัน ZTE จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงและเซินเจิ้น (รหัสหุ้นตลาดฮ่องกง:  0763.HK / รหัสหุ้นตลาดเซินเจิ้น: 000063.SZ ) นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการให้กับกลุ่มผู้ให้บริการกว่า 500 รายในกว่า 160 ประเทศ ในแต่ละปี ZTE จัดสรรรายได้เป็นสัดส่วน 10% ให้กับการวิจัยและพัฒนา และมีบทบาทผู้นำในองค์กรผู้กำหนดมาตรฐานในระดับโลก ทั้งนี้ ZTE มุ่งมั่นเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม และยังเป็นสมาชิกข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (UNGC) ด้วย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถรับชมได้ที่ www.zte.com.cn
          สื่อมวลชนติดต่อ:
          Margrete Ma
          ZTE Corporation
          โทร: +86 755 26775207
          อีเมล: ma.gaili@zte.com.cn
          Daniel Beattie
          AxiCom
          โทร: +44 (0)20 8392 8071
          อีเมล: daniel.beattie@axicom.com
          รูปภาพ - http://photos.prnasia.com/prnh/20170228/0861701602

The 2017 Global WISE Summit Theme Announced "Co-Exist - Co-Create: Learning to Live and Work Together"

          The World Innovation Summit for Education, the leading global initiative for innovation and collaboration in education, announced the theme of the 2017 WISE global Summit, which will take place 14-16 November in Doha: "Co-Exist - Co-Create: Learning to Live and Work Together". The announcement was made during the closing session of WISE@Madrid , a regional education one-day forum organized in partnership with Banco Santander.

          Since its establishment by Qatar Foundation in 2009, WISE has been dedicated to enabling innovation in education around the world. The 2017 WISE theme -- "Co-Exist - Co-Create: Learning to Live and Work Together"-reflects WISE's commitment to address important education challenges particularly in times of disruption and economic uncertainty stemming from conflict, mass migration, growing inequality, and on-going, rapid technological change.

          WISE 2017 will gather a wide variety of education stakeholders in Doha, to discuss ways to respond to the world's most pressing problems, turn challenges into opportunities for positive change, and build the future of education. Recognized world leaders, experts and thinkers will explore the impact of education on economies, health and well-being, citizenship, inclusion, the science of learning, and other key issues. More than 2,000 attended the previous WISE Summit in Doha, with talks by global leaders including former U.S. First Lady Michelle Obama, former Prime Minister of Australia Julia Gillard, and Leymah Gbowee of Liberia, recipient of the 2011 Nobel Peace Prize, among others.

          Additionally, WISE has been organizing educational forums internationally featuring expert speakers in a wide range of fields and sectors to shed light on key regional and global trends in education. The first of these WISE@ gatherings took place last year in Tunis and in Beijing, co-organized with local partners. The WISE@Madrid forum, the first initiative of the series in Europe, was dedicated to reflecting and imagining the future of education, notably addressing the high youth unemployment issue, among other subjects.

          About the World Innovation Summit for Education (WISE):

          Qatar Foundation, under the leadership of its Chairperson, Her Highness Sheikha Moza bint Nasser, launched the World Innovation Summit for Education in 2009. WISE is an international, multi-sectoral platform for creative, evidence-based thinking, debate and purposeful action. Through the biennial Summit, collaborative research and a range of ongoing programs, WISE is a global reference in new approaches to education. The next global Summit will take place 14-16 November 2017 in Doha.

          For further information about WISE, visit http://www.wise-qatar.org