Thursday, April 11, 2024

เมืองไป่เซ่อผลักดันอุตสาหกรรมมะม่วง เปิดเส้นทางอันสดใสกรุยทางสู่การฟื้นฟูชนบท

          ศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมผลไม้เมืองไป่เซ่อ

          เมืองไป่เซ่อในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงเป็นพื้นที่ปลูกมะม่วงที่มีความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ของจีน โดยหลังจากที่ได้พัฒนามาเป็นเวลาถึง 40 ปี มะม่วงก็กลายเป็น "กุญแจทอง" ไขประตูสู่ความเจริญรุ่งเรืองของชาวไป่เซ่อ ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เมืองไป่เซ่อได้อาศัยข้อได้เปรียบในเรื่องพื้นที่ปลูกมะม่วง จนสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมผลไม้เมืองไป่เซ่อ (Baise Fruit Industry Development Center) เปิดเผยว่า ในปี 2566 นั้น เมืองไป่เซ่อมีพื้นที่ปลูกมะม่วงมากถึง 1.37 ล้านหมู่ (ประมาณ 913.33 ตารางกิโลเมตร) คิดเป็นประมาณ 24.19% ของพื้นที่ปลูกมะม่วงทั้งหมดในจีน ให้ผลผลิตรวมกัน 1.25 ล้านตัน คิดเป็นประมาณ 27.8% ของการเก็บเกี่ยวมะม่วงทั้งหมดของจีน โดยมีมูลค่าผลผลิตรวม 1.92 หมื่นล้านหยวน การที่เมืองไป่เซ่อมีพื้นที่ปลูกและผลผลิตทะลุหลัก "ล้าน" ทั้งคู่นั้น ทำให้ไป๋เซ่อกลายเป็นฐานการผลิตมะม่วงที่ใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกับเมืองอื่น ๆ ของจีน
          การปลูกมะม่วงเป็นอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างใช้แรงกาย โดยมีบทบาทสำคัญในยุทธศาสตร์ระดับชาติ เช่น ในการบรรเทาความยากจนและฟื้นฟูชนบท พื้นที่ปลูกมะม่วงแห่งหลักอย่างเมืองไป่เซ่อนั้นอาศัยการทำงานร่วมกันขององค์กรชั้นนำในระดับเขตปกครองรวม 9 แห่ง และได้จัดตั้งพื้นที่สาธิตการปลูกมะม่วงตั้งแต่ระดับอำเภอขึ้นไปรวมกัน 27 แห่ง ซึ่งนำการเที่ยวชมสถานที่และการพักผ่อนมารวมเข้าด้วยกัน โดยพื้นที่สาธิตในระดับเขตปกครองตนเอง เมือง และอำเภอ มีบทบาทอย่างจริงจังในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในพื้นที่โดยรอบ ช่วยให้ประชาชนเกือบ 200,000 คนหลุดพ้นจากความยากจน และในปี 2559 การประชุมว่าด้วยการบรรเทาความยากจนในภาคอุตสาหกรรมแห่งชาติ ได้ยกมะม่วงกว่างซีมาเป็น 1 ใน 10 แบบอย่างในการบรรเทาความยากจนเพื่อส่งเสริมไปทั่วประเทศ ต่อมาในปี 2563 ทางสำนักงานบรรเทาความยากจนประจำคณะมุขมนตรีจีนได้เลือก "Guangxi Tiandong: Technology Leads Green Drive - Mango Turns into Gold" ให้เป็น 1 ใน 100 กรณีตัวอย่างในการบรรเทาความยากจนในภาคอุตสาหกรรมด้วย
          เมืองไป่เซ่องัดใช้ "เทคโนโลยี" ได้อย่างอยู่หมัด โดยความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในการปลูก ผลผลิต และมูลค่าผลผลิตได้กระตุ้นให้เห็นพลังที่แท้จริงของระบบการวิจัยและพัฒนา เมืองไป่เซ่อมุ่งพัฒนาส่วนสำคัญในอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างแพลตฟอร์มข้อมูลขนาดใหญ่สำหรับอุตสาหกรรมมะม่วงเท่านั้น แต่ยังดำเนินโครงการเพื่อนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในอุตสาหกรรม และสร้างแพลตฟอร์มคลาวด์อัจฉริยะเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมดิจิทัลด้วย นอกจากนี้ เมืองไป่เซ่อยังยกระดับการเพิ่มทรัพยากรเชื้อพันธุ์พืช โดยเน้นไปที่การวิจัยเทคโนโลยีปรับปรุงพันธุ์มะม่วงและนวัตกรรมใหม่ ๆ ในด้านเชื้อพันธุ์พืช รวมถึงเทคโนโลยีใหม่สำหรับการปลูกในโรงเรือน ทั้งยังได้มีการฝึกอบรมเกษตรกรมากถึง 107,000 ราย
          เมืองไป่เซ่องัดใช้ "อุตสาหกรรม" ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปี 2566 เมืองไป่เซ่อได้เปิดตัวบริษัท 14 แห่งเพื่อแปรรูปมะม่วงอย่างล้ำลึก ส่งผลให้มีศักยภาพในการแปรรูปมะม่วงในเชิงลึกสูงถึง 300,000 ตัน โดยมีมูลค่าผลผลิตกว่า 1.5 พันล้านหยวน ทำให้มูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นอย่างมาก ในขณะเดียวกันก็ได้สร้างพื้นที่การผลิตมะม่วงแปรรูปที่ใหญ่ที่สุดในประเทศด้วย และในปี 2566 ที่การประชุมว่าด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมมะม่วงจีน ณ เมืองไป่เซ่อ มะม่วงไป่เซ่อมีมูลค่าแบรนด์สูงถึง 1.0556 หมื่นล้านหยวน อยู่ในอันดับ 32 ในการจัดอันดับแบรนด์ภูมิภาคระดับประเทศ (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) 100 อันดับแรก
          เมืองไป่เซ่องัดใช้ "บริการ" ได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน โดยได้เข้ามาวางระบบโลจิสติกส์แบบควบคุมอุณหภูมิและสร้างฐานคัดแยก พร้อมดึงบริษัทโลจิสติกส์ เช่น เอสเอฟ เอ็กซ์เพรส (SF Express) ซานเค่อ (Sanke) และซีไอเอ็มซี (CIMC) มาสร้างระบบโลจิสติกส์คลังสินค้าขนาดใหญ่ โดยเพิ่มความจุคลังสินค้าอุณหภูมิห้องอีก 152,000 ตัน และความจุคลังสินค้าอุณหภูมิต่ำอีก 58,000 ตัน เปิดโอกาสให้ควบคุมความเสี่ยงในอุตสาหกรรมมะม่วงได้ดีกว่าเดิม
          ทั้งนี้ เมืองไป่เซ่อได้สร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรมมะม่วงอันทรงพลัง ครอบคลุมทั้งการผลิต แปรรูป หมุนเวียน วิจัย และบริการ จนผลักดัน "มะม่วงลูกเล็ก ๆ" ให้กลายเป็น "อุตสาหกรรมขนาดใหญ่" ได้เป็นผลสำเร็จ
          ที่มา: ศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมผลไม้เมืองไป่เซ่อ

จีนนำเข้าขนเป็ดล็อตแรกในฐานะสินค้านำร่องภายใต้โครงการปฏิรูปพิธีการศุลกากร ผ่านด่านในกว่างซีอย่างราบรื่น


          สำนักประชาสัมพันธ์เขตกังหนาน เมืองกุ้ยกัง

          "สินค้าถูกจัดส่งจากต่างประเทศมายังเมืองกุ้ยกังและผ่านพิธีการศุลกากรภายในเวลาเพียง 8 วัน เร็วกว่าพิธีการศุลกากรแบบเดิมที่ผ่านทางฮ่องกงถึง 17 วัน ซึ่งช่วยลดเวลาและต้นทุนทางเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ" คุณหยาง เฉาตง (Yang Chaodong) ผู้จัดการทั่วไปบริษัท เจียลู่ เฟทเทอร์ โปรดักส์ จำกัด (Jialu Feather Products Co.) ในเมืองกุ้ยกัง กล่าว ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม บริษัทได้นำเข้าขนเป็ดสีขาวที่ผ่านการทำความสะอาดแล้วราว 18.5 ตันผ่านทางท่าเรือฉินโจว (Qinzhou Port) โดยผ่านพิธีการศุลกากรอย่างราบรื่นภายใต้การกำกับดูแลร่วมกันของสำนักงานศุลกากรท่าเรือฉินโจวและสำนักงานศุลกากรเมืองกุ้ยกัง นับเป็นความสำเร็จของสำนักงานศุลกากรจีนในการปฏิรูปการกำกับดูแลพิธีการศุลกากรสำหรับการนำเข้าขนเป็ด ทั้งขนชั้นนอก (feather) และขนอ่อน หรือ ขนดาวน์ (down) ที่ผ่านการทำความสะอาดแล้ว ในเมืองกุ้ยกัง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง
          คุณเถา เจียนฉวน (Tao Jianquan) เลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนเขตกังหนานของเมืองกุ้ยกัง กล่าวว่า อุตสาหกรรมขนดาวน์เป็นอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่โดดเด่นของเขตกังหนาน เมืองกุ้ยกัง โดยปัจจุบันมีบริษัทแปรรูปขนเป็ด 170 แห่ง ซึ่งดำเนินการแปรรูปขนเป็ดราว 90,000 ตันต่อปี คิดเป็นสัดส่วนราว 28% ของปริมาณการแปรรูปขนเป็ดทั้งหมดในจีน และ 18% ของทั้งหมดทั่วโลก
          ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เมืองกุ้ยกังคว้าโอกาสจากการสร้างระเบียงการขนส่งเชื่อมทางบกกับทางทะเลแห่งภาคตะวันตก (Western Land-Sea Corridor) โดยได้ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการระยะเวลา 3 ปีในการพลิกโฉมและยกระดับอุตสาหกรรม เพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและส่งเสริมการยกระดับอุตสาหกรรมขนดาวน์ ส่งผลให้เกิดห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่สมบูรณ์ ตั้งแต่การคัดแยกและแปรรูปขนเป็ดขั้นต้น ไปจนถึงการแปรรูปขนเป็ดที่ผ่านการทำความสะอาดแล้ว และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ขนดาวน์ โดยในปี 2566 มูลค่าผลผลิตรวมของอุตสาหกรรมขนดาวน์ในเขตกังหนานของเมืองกุ้ยกังสูงถึง 4.7 พันล้านหยวน จากการเปิดเผยข้อมูลของสำนักประชาสัมพันธ์เขตกังหนาน อย่างไรก็ตาม วัตถุดิบประมาณ 40% จำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ โดยมีความต้องการนำเข้าปีละประมาณ 30,000 ถึง 50,000 ตัน
          เพื่อสนับสนุนการยกระดับและการพัฒนาอุตสาหกรรมขนดาวน์ในกว่างซี เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานศุลกากรจีนได้ประกาศแผนปฏิรูปนำร่องการกำกับดูแลพิธีการศุลกากรสำหรับการนำเข้าขนเป็ดที่ผ่านการทำความสะอาดแล้ว โดยตั้งเป้าใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบด้านการกำกับดูแลของท่าเรือฉินโจว ท่าเรือกุ้ยกัง และสำนักงานศุลกากรท้องถิ่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลพิธีการศุลกากรสำหรับการนำเข้าขนเป็ดที่ผ่านการทำความสะอาดแล้ว และได้มีการบังคับใช้มาตรการต่าง ๆ เช่น การประสานงานการตรวจสอบระหว่างท่าเรือขาเข้ากับท่าเรือท้องถิ่น การป้องกันและควบคุมความเสี่ยงผ่านการประสานงานระหว่างสำนักงานศุลกากรกับหน่วยงานท้องถิ่น การกำกับดูแลกระบวนการส่งผ่านสินค้าอย่างชาญฉลาดโดยใช้เทคโนโลยี และการเพิ่มบทบาทความรับผิดชอบหลักของเหล่าองค์กรนำร่อง
          นับตั้งแต่เริ่มโครงการนำร่อง สำนักงานศุลกากรเมืองหนานหนิงได้จัดตั้งคณะทำงานพิเศษขึ้นเพื่อกำกับดูแลหน่วยงานศุลกากรในสังกัดที่เข้าร่วมโครงการ ให้ทำการสำรวจภาคสนาม ปรับปรุงแนวปฏิบัติด้านการกำกับดูแล และยกระดับแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน นอกจากนั้นยังร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อพัฒนาแผนการป้องกันและควบคุมโรคระบาด ให้คำแนะนำในการอัปเกรดศูนย์กักกันอัจฉริยะตามท่าเรือที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเสริมสร้างความมีวินัยในตนเองและการกำกับดูแลองค์กรนำร่อง อีกทั้งยังมีการสร้างกลไกการสื่อสารงานนำร่องแบบตัวต่อตัวระหว่างสำนักงานศุลกากรกับองค์กรนำร่อง เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับองค์กรนำร่องอย่างรวดเร็ว โดยมีเป้าหมายในการสร้างความมั่นใจว่าโครงการปฏิรูปนำร่องจะดำเนินไปอย่างราบรื่น
          ทั้งนี้ คลองปากแม่น้ำผิงถัง-ตำบลลู่อู่ (Pingtang River Estuary-Luwu Town Canal) หรือ คลองผิงลู่ (Pinglu Canal) คือเส้นทางขนส่งทางน้ำในแผ่นดินระดับ Class I ที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างในกว่างซี โดยสามารถรองรับเรือระวาง 5,000 ตัน เมื่อคลองเปิดใช้งานแล้ว ขนเป็ดนำเข้าสามารถส่งผ่านโดยตรงจากท่าเรือฉินโจวผ่านคลองดังกล่าวไปยังท่าเรือกุ้ยกังภายในครึ่งวัน การเปิดคลองดังกล่าวจะนำไปสู่การรวมกลุ่มอุตสาหกรรมขนดาวน์ในเมืองกุ้ยกังและขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพสูง ปัจจุบัน อุตสาหกรรมขนดาวน์ในเมืองกุ้ยกังได้รับความสนใจจากบริษัทผลิตภัณฑ์ขนดาวน์ชั้นนำหลายแห่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงผลลัพธ์จากการรวมกลุ่มอุตสาหกรรม
          ที่มา: สำนักประชาสัมพันธ์เขตกังหนาน เมืองกุ้ยกัง

ผู้บริหารและพนักงานผ้าเบรกเบ็นดิกซ์อาสาปลูกป่าชายเลนที่จ.ชลบุรี

คณะผู้บริหาร บริษัท เอฟเอ็มพี กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผ้าเบรกเบ็นดิกซ์ พร้อมพนักงาน กว่า 100 คน ร่วมปลูกป่าชายเลนกว่า 500 ต้น กับกิจกรรม "พวกเราชาวเบ็นดิกซ์ ร่วมใจปลูกป่าชายเลน เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน" ณ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติ และอนุรักษ์ป่าชายเลน เพื่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ตำบลเสม็ด จ.ชลบุรี

เป็นส่วนหนึ่งในการรักษาสิ่งแวดล้อม พร้อมคืนสมดุลให้แก่ธรรมชาติ เพื่อลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศเนื่องจากการปลูกป่าชายเลน 1 ต้น สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในอากาศเทียบเท่ากับต้นไม้ทั่วไปถึง 10 ต้น โดยต้นไม้ 1 ต้น สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้เฉลี่ย 9-15 กิโลกรัม/ปี ซึ่งกิจกรรมนี้สอดคล้องกับนโยบายการช่วยเหลือสังคม รักษาสิ่งแวดล้อมและการมีธรรมาภิบาลที่ดี หรือ ESG ของบริษัทฯ ตลอดจนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา ช่วยเหลือประชาชนในประเทศไทยอย่างยั่งยืน

โดยแบรนด์ เบ็นดิกซ์ ก่อตั้งขึ้นโดย คุณวินเซนต์ เบ็นดิกซ์ ครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี ค.ศ.1923 เราสร้างมาตรฐานด้านความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่รถยนต์มาแล้วกว่า 100 ปี จนเป็นที่ยอมรับจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ และผู้ใช้รถจากทั่วทุกมุมโลก สามารถดูผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของบริษัทได้ที่เว็บไซต์ www.bendix.co.th ร่วมติดตามกิจกรรม และคอนเทนท์ต่างๆ ของบริษัททางเฟซบุ๊กwww.facebook.com/bendixthailand , อินสตาแกรม www.instagram.com/bendix_thailand , ยูทูบ www.youtube.com/@bendix_thailand และติ๊กต๊อก www.tiktok.com/@bendix_thailand

เบ็นดิกซ์เบรก 100ปี แห่งความปลอดภัย 

Wednesday, April 10, 2024

บริดจสโตนรับรางวัลแห่งความภาคภูมิใจ “The Best Supplier of Overall Performance in 2023 (ประเภท Truck Business)” สะท้อนความแข็งแกร่งในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจที่ดีร่วมกับฮีโน่


คุณชยุตม์ วิริยะวัฒนา ผู้จัดการอาวุโสส่วนงานธุรกิจอุตสาหกรรมยานยนต์ บริษัท
ไทยบริดจสโตน จำกัด (ซ้าย) รับรางวัล “The Best Supplier of Overall Performance in 2023
ประเภท Truck Business ระดับ Gold” จากคุณไชยยันต์ นิ่มนวลผ่อง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ฮีโน่มอเตอร์ส แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด (ขวา)

บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด นำโดยคุณชยุตม์ วิริยะวัฒนา ผู้จัดการอาวุโสส่วนงานธุรกิจอุตสาหกรรมยานยนต์ เข้ารับรางวัลเกียรติยศจากผลการดำเนินงานดีเด่นประจำปี พ.ศ. 2566 "The Best Supplier of Overall Performance in 2023 (ประเภท Truck Business) ระดับ Gold" จากบริษัท ฮีโน่มอเตอร์ส แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด โดยคุณไชยยันต์ นิ่มนวลผ่อง กรรมการผู้จัดการใหญ่ เป็นผู้มอบรางวัลในงานประกาศรางวัล "THE HMMT ANNUAL SUPPLIER CONFERENCE 2024 and THE 46th THCC ORDINARY CONFERENCE" ณ โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งถือเป็นรางวัลสูงสุดที่ฮีโน่มอบให้กับซัพพลายเออร์ผู้ส่งมอบยางสำหรับรถบรรทุกและมีผลการดำเนินงานดีเด่น ตอกย้ำอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของบริดจสโตนด้วยทีมงานที่แข็งแกร่งและพร้อมเดินหน้าเสริมทัพฮีโน่ด้วยผลิตภัณฑ์ยางพรีเมียมสำหรับรถบรรทุกเพื่อส่งมอบประสบการณ์ในการขับขี่ที่เหนือระดับให้ลูกค้าควบคู่กับการเติบโตอย่างมั่นคงไปพร้อมกับฮีโน่

คุณชยุตม์ วิริยะวัฒนา ผู้จัดการอาวุโสส่วนงานธุรกิจอุตสาหกรรมยานยนต์ (กลาง)
พร้อมทีมงานส่วนงานธุรกิจอุตสาหกรรมยานยนต์ บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด

งานประกาศรางวัล THE HMMT ANNUAL SUPPLIER CONFERENCE 2024 and THE 46th THCC ORDINARY CONFERENCE จัดขึ้นโดยบริษัท ฮีโน่ มอเตอร์ส แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถบรรทุกและรถโดยสารฮีโน่ รวมถึงเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในประเทศไทย เพื่อสรุปสถานการณ์ความเคลื่อนไหวและผลประกอบการของธุรกิจรถบรรทุกและรถโดยสารฮีโน่ รวมถึงแนวโน้มการดำเนินธุรกิจในอนาคต พร้อมทั้งยกย่องและเชิดชูเกียรติให้แก่ซัพพลายเออร์ภายในประเทศ โดยพิจารณาจากผลการดำเนินงานในด้านต่างๆ ประจำปี พ.ศ.2566 ได้แก่ คุณภาพ, การจัดส่ง, ความปลอดภัย, และการจัดการองค์กร

คุณชยุตม์ วิริยะวัฒนา ผู้จัดการอาวุโสส่วนงานธุรกิจอุตสาหกรรมยานยนต์ บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด กล่าวว่า "บริดจสโตนรู้สึกภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจจากฮีโน่ในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจที่มีผลการดำเนินงานดีเด่น ซึ่งหัวใจสำคัญของเรามาจากทีมผู้บริหารที่มากด้วยประสบการณ์ผสานกับจุดแข็งของทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และโซลูชั่นด้านยางสำหรับรถบรรทุก เรายังคงพัฒนาธุรกิจต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งพร้อมนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้ยกระดับความพรีเมียมด้วยมาตรฐานความคุ้มค่าและปลอดภัยกับยางรถบรรทุก พร้อมพัฒนาการบริหารจัดการภายในและทีมงานอย่างต่อเนื่อง ด้วยความมุ่งมั่นในการส่งมอบคุณค่าร่วมให้กับลูกค้า และเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับฮีโน่"

รางวัล “The Best Supplier of Overall Performance in 2023 (ประเภท Truck Business) ระดับ Gold”  

เกี่ยวกับบริดจสโตน ประเทศไทย:

บริดจสโตน ผู้นำระดับโลกด้านยางรถยนต์และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับยาง พร้อมนำเสนอโซลูชั่นด้านการเดินทางที่ปลอดภัยและยั่งยืน และสำหรับประเทศไทย บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด คือหนึ่งในผู้ผลิตชั้นนำในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และบริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำด้านการนำเข้า จัดจำหน่าย และทำการตลาดยางรถยนต์ภายใต้แบรนด์บริดจสโตน, ไฟร์สโตน และเดย์ตันแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย บริดจสโตนเป็นแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า ตัวแทนจำหน่าย และพันธมิตรทางธุรกิจ เรานำเสนอกลุ่มผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์พรีเมียมที่หลากหลายและโซลูชั่นขั้นสูงซึ่งพัฒนาจากนวัตกรรมทางเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาการเดินทาง, การใช้ชีวิต, การทำงาน และการพักผ่อนของผู้คนทั่วโลก


ที่มา:  บริดจสโตน ประเทศไทย

ผ้าเบรกเบ็นดิกซ์จัดทริปฉลองครบรอบ 100 ปี พาดีลเลอร์บุกดิสนีย์แลนด์ พักโรงแรมใต้ดินจากเหมืองแร่เก่าสุดหรูที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน

          บริษัท เอฟเอ็มพี ดิสทริบิวชั่น จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผ้าเบรกเบ็นดิกซ์ จัดทริปพาดีลเลอร์ รวมจำนวนกว่า 40 ท่าน บินลัดฟ้าสู่เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน เนื่องจากสามารถทำยอดขายปี 2566 ได้ทะลุเป้า โดยดีลเลอร์ได้เข้าพักที่โรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล ระดับ 5 ดาว โรงแรมใต้ดินที่สร้างมาจากเหมืองแร่เก่า ที่ลึกจากพื้นดินกว่า 80 เมตร ใช้เวลาสร้างนานกว่า 10ปี นอกจากนั้นเบ็นดิกซ์ ได้พาดีลเลอร์ เที่ยวสวนสนุก เซี่ยงไฮ้ ดิสนีย์แลนด์ สวนสนุกที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลก พร้อมอาหารระดับภัตตาคารทุกมื้อ สร้างความประทับใจให้กับลูกค้าเป็นอย่างมาก
          เบ็นดิกซ์จัดให้ดีลเลอร์เที่ยวฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆตลอดทริป เพื่อขอบคุณและกระชับความสัมพันธ์ ที่ตัวแทนจำหน่ายได้ให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ของ เบ็นดิกซ์ ด้วยดีเสมอมา ซึ่งสร้างความประทับใจกันอย่างถ้วนหน้า

          แบรนด์เบ็นดิกซ์ก่อตั้งโดย คุณวินเซนต์ เบ็นดิกซ์ ครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี ค.ศ.1923 เราสร้างมาตรฐานด้านความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่รถยนต์มาแล้วกว่า 100 ปี จนเป็นที่ยอมรับจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ และผู้ใช้รถจากทั่วทุกมุมโลก
          สามารถดูผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของบริษัทได้ที่เว็บไซต์ www.bendix.co.th ร่วมติดตามกิจกรรม และคอนเทนท์ต่างๆ ของบริษัททางเฟสบุค www.facebook.com/bendixthailand , อินสตาแกรม www.instagram.com/bendix_thailand , ยูทูบ www.youtube.com/@bendix_thailand และติ๊กต๊อก www.tiktok.com/@bendix_thailand
          เบ็นดิกซ์เบรก 100 ปี แห่งความปลอดภัย


          ที่มา:  เอฟเอ็มพี ดิสทริบิวชั่น

Tuesday, April 9, 2024

นักวิชาการจุฬาฯ ชวนนักออกแบบรุ่นใหม่ ต่อยอด “กางเกงช้าง” สานต่ออัตลักษณ์แห่งวัฒนธรรม ส่งเสริม Soft Power ไทย

"กางเกงลายช้าง" ที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายของชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอยู่ในเวลานี้ ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องแต่งกายที่สะท้อนถึงความเป็นไทย แต่ยังเป็นตัวอย่างของการนำวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม การผสานความรู้ทางด้านสิ่งทอและการออกแบบ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์และสร้างความสำเร็จในตลาดทั้งในและต่างประเทศ ศ.ดร.พัดชา อุทิศวรรณกุล คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยแฟชั่นและนฤมิตศิลป์ ชวนค้นหาความพิเศษของกางเกงช้าง ผ่านเลนส์วิชาการด้านแฟชั่น

องค์ความรู้สิ่งทอ สู่ Product Line

ศ.ดร.พัดชา กล่าวว่า "กางเกงช้าง" ไม่เพียงแต่เป็นการสะท้อนถึงสัญญะของความเป็นไทยผ่านลวดลายช้างที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย แต่ยังแสดงถึงการนำภูมิปัญญาของพื้นถิ่นมาผสมผสานกับการออกแบบสมัยใหม่ ใช้ผ้าฝ้ายที่ระบายอากาศได้ดี เหมาะกับอากาศร้อนของไทย พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทั้งสบายและมีสไตล์ มีการพัฒนาสินค้าให้หลากหลายตั้งแต่กางเกงขาสั้น ขายาว จนถึงขาจั๊ม ช่วยเพิ่มโอกาสในการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย รวมถึงการใช้สีสันที่ต่างกัน เช่น แดง เขียว ดำ น้ำเงิน เพื่อสร้างความโดดเด่นและดึงดูดความสนใจ

"การผลิตกางเกงช้างถือว่ามีการพัฒนาอยู่เรื่อยๆ ส่งผลถึงการพัฒนาสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากของฝากสู่การเป็นแฟชั่นไอคอนที่นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องมีใส่กันในโอกาสต่างๆ ตั้งแต่เดินเที่ยวสบายๆ ตามตลาด จนถึงการใส่กางเกงช้างในห้างสรรพสินค้า ถือเป็นเสน่ห์แบบไทยๆ ที่สวมใส่ได้ไม่เคอะเขิน" ศ.ดร.พัดชา กล่าว

Thai Trend "กางเกงช้าง" ไวรัลฮิต ไอเท็ม Hot ที่ต้องมี!

ศ.ดร.พัดชาชี้ว่าความสำเร็จของธุรกิจผู้ผลิตกางเกงลายช้าง และการกลายเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมในหมู่คนไทยและชาวต่างชาติเป็นสิ่งยืนยันถึงความสำเร็จของกางเกงช้าง ทั้งนี้ การสนับสนุนจากรัฐในด้านการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ การส่งเสริมให้มีการพัฒนาลวดลายและกระบวนการผลิต จะช่วยให้กางเกงช้างมีคุณภาพสูงขึ้นและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

การรับรองคุณภาพและการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งจะช่วยให้กางเกงช้างไม่เพียงแต่เป็นการสร้างงานให้กับชุมชน แต่ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัฒนธรรมไทย การเป็นเทรนดี้ (Trendy) ของคนทุกวัยและการเปิดทางให้กางเกงช้างเป็นสินค้าที่มีการตลาดไปยังต่างประเทศได้สำเร็จนับเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยยกระดับธุรกิจและวัฒนธรรมไทยให้ก้าวไปอีกขั้น

การพัฒนากางเกงช้างให้เติบโตและยั่งยืนควรเน้นการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ ใช้วัสดุที่ยั่งยืนและมีคุณภาพ การร่วมมือกับชุมชนในการออกแบบลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น การสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งและการตลาดอย่างมีกลยุทธ์ รวมถึงการเจาะตลาดต่างประเทศด้วยการเล่าเรื่องราวของวัฒนธรรมไทยผ่านสินค้า

"การทำให้กางเกงช้างเป็นสินค้าวัฒนธรรมที่มีความเป็นสากล ควรผสานความเป็นไทยอย่างแท้จริงกับเสน่ห์ที่ดึงดูดใจทั่วโลก การออกแบบควรทำให้เข้ากับทุกช่วงวัย โดยใช้วิธีการผลิตที่ยั่งยืนและเล่าเรื่องราวของมรดกวัฒนธรรมไทย การทำงานร่วมกับช่างฝีมือท้องถิ่นจะช่วยรักษาความเป็นต้นฉบับ ในขณะที่การตลาดแบบสร้างสรรค์ช่วยนำเสนอแบรนด์ให้กับผู้ซื้อที่กว้างขึ้น ทำให้กางเกงช้างเป็นทางเลือกของไลฟ์สไตล์สำหรับผู้คนทั่วโลกไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่" ศ.ดร.พัดชาให้คำแนะนำ

พลิกวิกฤตสู่โอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าไทย

จากข้อกังวลในการเข้ามาของทุนจีนในตลาดกางเกงช้างของไทยทำให้ผลประโยชน์ส่วนหนึ่งไหลไปยังประเทศจีนนั้น ในมุมมองของ ศ.ดร.พัดชา สถานการณ์นี้ไม่ควรถูกมองเป็นวิกฤต แต่เป็นโอกาส เพราะการผลิตที่เพิ่มขึ้นแสดงถึงความนิยมสูง ควรมุ่งเน้นการสร้างสรรค์และเพิ่มมูลค่าเพื่อแยกแยะและยกระดับสินค้าไทยในตลาดโลก

"กางเกงช้างได้กลายเป็นหนึ่งในไอเท็มแฟชั่นที่สำคัญ โดยเฉพาะในหมู่นักท่องเที่ยวและคนรุ่นใหม่ การผลักดันกางเกงช้างจากของฝากสู่การเป็นแฟชั่นไอคอนเป็นตัวอย่างของการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มและเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจสร้างสรรค์"

แนะรัฐบาลผลักดันสินค้าวัฒนธรรมสู่ Soft Power

ศ.ดร.พัดชาเสนอว่ารัฐบาลไทยสามารถใช้กางเกงช้างเป็น Soft Power โดยการนำเสนอในกิจกรรมทูตวัฒนธรรม สนับสนุนช่างฝีมือท้องถิ่น โปรโมทในเหตุการณ์แฟชั่นระดับโลก และใช้พื้นที่ดิจิทัลเล่าเรื่องราวความเป็นมาและความยั่งยืนของกางเกงช้าง เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับไทยและสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น รวมทั้งการจัดหาเครื่องจักรที่มีคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตและจ้างงานคนในประเทศ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างงานให้กับชุมชน พร้อมขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐและผู้ประกอบการ "ทำอย่างไร ที่สามารถต่อยอดให้เกิด Demand เพื่อกำไรเหล่านั้นจะกลับมาช่วยสร้างงานสู่ชุมชน และนักออกแบบรุ่นใหม่

"การที่นักออกแบบรุ่นใหม่ได้รับโจทย์ที่จะพัฒนาสัญญะของประเทศไทย ในแง่ของวิชาการแล้ว การหวงแหนการผลิตกางเกงลายช้างให้จำกัด จะเป็นเพียงการสร้างองค์ความรู้แต่ไม่เกิดมูลค่าในด้านอุตสาหกรรม เมื่อผลิตได้น้อยจะกลายเป็นของสะสมไม่ใช่การเติบโตอย่างยั่งยืน เมื่อต่างชาติได้ช่วยเรา "กระแทก" เทรนด์ให้กางเกงช้างของไทยเป็นที่โด่งดังแล้ว เรายิ่งต้องคว้าโอกาสนี้เป็นพลังร่วมกันพัฒนาให้เติบโตมั่นคงไปอีก นักออกแบบรุ่นใหม่ควรหันมาต่อยอดตรงนี้ สร้างมูลค่า ในแง่ของลวดลาย identity ให้มีเรื่องราวและช่วยกันทำให้มีความครีเอทีฟมากขึ้นในรูปแบบต่างๆ เพื่อขยายโอกาสและขยายตลาดการใช้สอย ทำให้กางเกงช้างสามารถไปไกลได้อีก" ศ.ดร.พัดชา กล่าวทิ้งท้าย

"จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยที่สร้างนวัตกรรมเพื่อสังคม และได้รับการจัดอันดับว่าเป็นมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงติด 100 อันดับแรกของโลกด้านชื่อเสียงทางวิชาการ โดย (QS) World University Rankings 2021-2022" 

มณฑลส่านซีประกอบพิธีบูชาจักรพรรดิเหลืองเนื่องในเทศกาลเช็งเม้งประจำปี 2567

รัฐบาลมณฑลส่านซี

ประชาชนชาวจีนมากกว่า 400 คน ซึ่งรวมถึงชาวจีนโพ้นทะเล ได้เข้าร่วมพิธีบูชาจักรพรรดิเหลือง หรือจักรพรรดิหวงตี้ บรรพกษัตริย์ของชนชาติจีน ณ มณฑลส่านซี ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน เมื่อวันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมา

พิธีบูชาจักรพรรดิเหลืองจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในเทศกาลเช็งเม้ง ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 4 เมษายน โดยลูกหลานชาวจีนต่างมารวมตัวกันทำความสะอาดสุสานและกราบไหว้ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษรวมถึงสมาชิกในครอบครัวผู้ล่วงลับ

จักรพรรดิหวงตี้ได้รับการเคารพบูชาในฐานะบรรพกษัตริย์ในตำนานของชนชาติจีน โดยเป็นผู้สร้างอารยธรรมจีนและเป็นบรรพบุรุษร่วมกันของชาวจีนทุกคน

ผู้เข้าร่วมพิธีได้วางกระเช้าดอกไม้ถวายแด่จักรพรรดิหวงตี้ โดยบุคคลสำคัญที่เข้าร่วมพิธีประกอบด้วย เผิงชิงหัว รองประธานคณะกรรมการถาวรประจำสภาประชาชนแห่งชาติ, เจียงจั้วจวิน รองประธานคณะกรรมการแห่งชาติประจำสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งประชาชนจีน, หม่าอิงจิ่ว อดีตประธานพรรคก๊กมินตั๋ง, จ้าวอี้เต๋อ เลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลส่านซี และซ่งเถา หัวหน้าสำนักงานกิจการไต้หวันแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน และหัวหน้าสำนักงานกิจการไต้หวันแห่งคณะมุขมนตรีจีน

เมื่อพิธีบูชาจักรพรรดิเหลืองปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์ ผู้เข้าร่วมพิธีได้ไปเยี่ยมชมศาลาซวนหยวนและสุสานจักรพรรดิเหลือง จากนั้นได้ร่วมกันปลูกต้นไซเปรสเฉียวซาน

สำหรับพิธีบูชาจักรพรรดิเหลืองในปีนี้ร่วมกันจัดโดยรัฐบาลมณฑลส่านซี สำนักงานกิจการไต้หวันแห่งคณะมุขมนตรีจีน สำนักงานกิจการชาวจีนโพ้นทะเลแห่งคณะมุขมนตรีจีน และสหพันธ์ชาวจีนโพ้นทะเลที่หวนคืนสู่มาตุภูมิ

ที่มา: รัฐบาลมณฑลส่านซี