Thursday, October 2, 2025

Covestro Thailand Powers EGAT’s Eco-Friendly EV Charging Station with Sustainable Innovation


Covestro (Thailand) Co., Ltd. reinforces its leadership in sustainable innovative materials by collaborating with the Electricity Generating Authority of Thailand (EGAT) to develop an environmentally friendly Electric Vehicle (EV) charging station. The company has provided high-quality recycled polycarbonate solutions for the station’s roof, demonstrating its commitment to driving the circular economy and reducing carbon emissions.

Located at the EGAT Learning Center in Thap Sakae, Prachuap Khiri Khan province, the charging station was designed under the “Enlightened EcoCharge” concept, aiming to be more than just an EV charging point but also a learning resource and model for clean energy. The station is equipped with two DC fast chargers of 180kW and 120kW capacity, accommodating up to four vehicles simultaneously. Users can access the service through the EleXA application, with future plans to connect with the Charge+ application and roaming system to support users from Singapore and Malaysia. The station was officially launched on September 26, 2025.

Innovative Recycled Polycarbonate from Covestro

One of the highlights of this charging station is its environmentally friendly and sustainable materials, particularly the roof made from Covestro’s recycled polycarbonate, Makrolon® RE, produced at Covestro Map Ta Phut site in Rayong province. Covestro’s RE Series polycarbonate is manufactured from bio-circular renewable raw materials that replace fossil-based resources, containing 72-89% bio-based content verified through ISCC PLUS certification. These materials can reduce carbon emissions by up to 100% in select grades, making it the world’s first carbon-neutral polycarbonate. The RE Series offers identical properties to conventional fossil-based polycarbonates, allowing for direct substitution without modifying existing manufacturing processes. It is ideal for electronics, automotive, and medical industries seeking to reduce environmental impact while maintaining high performance.

Covestro leads in developing both mechanical and chemical recycling technologies for polycarbonate, enabling plastic reuse while maintaining properties equivalent to new materials, suitable for high-performance applications.

Collaboration for Sustainability

Beyond Covestro’s recycled polycarbonate roof, the charging station also features EGAT AshNova concrete flooring made from fly ash, a by-product from Mae Moh Power Plant in Lampang province. This reduces cement usage and cuts carbon dioxide emissions from cement production by up to 58%. Additionally, the station uses low-VOC polyurethane paint from Nippon Paint (Thailand) Co., Ltd.

“This collaboration between Covestro and EGAT not only supports electric vehicle adoption in Thailand but also demonstrates the potential of high-quality recycled materials in practical applications, aligning with Covestro’s goals of fully embracing the circular economy and becoming a carbon-neutral organization. Covestro is committed to expanding the use of recycled materials in various products and continuously developing recycling technologies to create a sustainable future for everyone,” said Ms. Nisa Suttipornphaisankula, Managing Director of Covestro (Thailand) Co., Ltd.

About Covestro:

Covestro is one of the world’s leading manufacturers of high-quality polymer materials and their components. With its innovative products, processes and methods, the company helps enhance sustainability and the quality of life in many areas. Covestro supplies customers around the world in key industries such as mobility, building and living, as well as the electrical and electronics sector. In addition, polymers from Covestro are also used in sectors such as sports and leisure, telecommunications and health, as well as in the chemical industry itself.

The company is geared completely to the circular economy. In addition, Covestro aims to achieve climate neutrality for its Scope 1 and Scope 2 emissions by 2035, and the Group’s Scope 3 emissions are also set to be climate neutral by 2050. Covestro generated sales of EUR 14.2 billion in fiscal year 2024. At the end of 2024, the company had 46 production sites worldwide and employed approximately 17,500 people (calculated as full-time equivalents).

Find more information at the Covestro Homepage.

Follow us on the Covestro Social Media Channels: Covestro Thailand

โคเวสโตร ร่วมสนับสนุนสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบจากวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของ กฟผ.


บริษัท โคเวสโตร (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านวัสดุนวัตกรรมยั่งยืน ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในการพัฒนาสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยสนับสนุนโซลูชันวัสดุโพลีคาร์บอเนตรีไซเคิลคุณภาพสูงสำหรับหลังคาสถานีชาร์จ สะท้อนความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและลดการปล่อยคาร์บอน

สถานีชาร์จซึ่งตั้งอยู่ที่ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์แห่งนี้ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด Enlightened EcoCharge” ที่มุ่งเน้นให้เป็นมากกว่าจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า แต่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้และต้นแบบด้านพลังงานสะอาด โดยติดตั้งเครื่องอัดประจุไฟฟ้ากระแสตรง (DC) จำนวน 2 เครื่อง ขนาด 180kW และ 120kW รองรับการชาร์จพร้อมกันได้ถึง 4 คัน ผู้ใช้สามารถใช้บริการผ่านแอปพลิเคชัน EleXA และในอนาคตจะสามารถเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน Charge Plus พร้อมระบบ Roaming รองรับผู้ใช้งานจากประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย โดยได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปในวันที่ 26 กันยายน 2568

นวัตกรรมโพลีคาร์บอเนตรีไซเคิลจากโคเวสโตร

จุดเด่นของสถานีชาร์จนี้คือการใช้วัสดุที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะหลังคาที่ใช้วัสดุโพลีคาร์บอเนตรีไซเคิลของโคเวสโตร คือ Makrolon® RE ที่ผลิตจากศูนย์การผลิตโคเวสโตรมาบตาพุด จ.ระยอง ซึ่งโพลีคาร์บอเนต RE Series จากโคเวสโตรนี้ เป็นวัสดุที่ผลิตจากวัตถุดิบชีวภาพหมุนเวียน (bio-circular) ทดแทนวัตถุดิบจากฟอสซิล โดยมีปริมาณวัตถุดิบชีวภาพสูงถึง 72-89% ผ่านระบบการรับรอง ISCC PLUS ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้สูงถึง 100% ในบางเกรด ทำให้เป็นโพลีคาร์บอเนตคาร์บอนนิวทรัลรายแรกของโลก วัสดุ RE Series มีคุณสมบัติเทียบเท่ากับโพลี-คาร์บอเนตจากฟอสซิล สามารถใช้ทดแทนได้ทันทีโดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต เหมาะสำหรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และการแพทย์ที่ต้องการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมช่วยลดการใช้ทรัพยากรใหม่และลดปริมาณขยะพลาสติก

โคเวสโตรเป็นผู้นำในการพัฒนาเทคโนโลยีการรีไซเคิลโพลีคาร์บอเนตทั้งแบบเชิงกล (Mechanical Recycling) และเชิงเคมี (Chemical Recycling) ซึ่งช่วยให้สามารถนำพลาสติกกลับมาใช้ใหม่ได้โดยยังคงคุณสมบัติที่ดีเทียบเท่ากับวัสดุใหม่ เหมาะสำหรับการใช้งานที่ต้องการประสิทธิภาพสูง

ความร่วมมือเพื่อความยั่งยืน

นอกจากหลังคาโพลีคาร์บอเนตรีไซเคิลจากโคเวสโตรแล้ว สถานีชาร์จแห่งนี้ยังใช้พื้นคอนกรีต EGAT AshNova ที่ผลิตจากเถ้าลอย (Fly Ash) ซึ่งเป็นวัตถุพลอยได้จากกระบวนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง ช่วยลดการใช้ซีเมนต์และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิตซีเมนต์ได้สูงถึง 58% รวมถึงการใช้สีโพลียูรีเทนที่มีค่า VOC ต่ำจากบริษัท นิป -ปอนเพนต์ (ประเทศไทย) จำกัด

“ความร่วมมือระหว่างโคเวสโตรและ กฟผ. ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่สนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย แต่ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของวัสดุรีไซเคิลคุณภาพสูงในการประยุกต์ใช้งานจริง สอดคล้องกับเป้าหมายของโคเวสโตรในการมุ่งสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเต็มรูปแบบและการเป็นองค์กรคาร์บอนนิวทรัล โดยโคเวสโตรมุ่งมั่นที่จะขยายการใช้วัสดุรีไซเคิลในผลิตภัณฑ์ต่างๆ และพัฒนาเทคโนโลยีการรีไซเคิลอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน” คุณนิศา สุทธิ-พรไพศาลกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โคเวสโตร (ประเทศไทย) กล่าว

เกี่ยวกับโคเวสโตร

โคเวสโตร คือหนึ่งในผู้ผลิตวัสดุพอลิเมอร์และส่วนประกอบพอลิเมอร์คุณภาพสูงชั้นนำของโลก ด้วยผลิตภัณฑ์ กระบวนการ และวิธีการที่เป็นนวัตกรรม บริษัทฯ มีส่วนช่วยยกระดับความยั่งยืนและคุณภาพชีวิตในหลากหลายด้าน โคเวสโตรจัดหาผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าทั่วโลกในอุตสาหกรรมหลัก เช่น การขนส่ง การก่อสร้างและการอยู่อาศัย รวมถึงภาคไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ พอลิเมอร์จากโคเวสโตรยังถูกนำไปใช้ในภาคส่วนต่างๆ เช่น กีฬาและสันทนาการ โทรคมนาคม และสุขภาพ รวมถึงในอุตสาหกรรมเคมีเองด้วย

บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ โคเวสโตรตั้งเป้าหมายที่จะบรรลุความเป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศสำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 และ 2 ภายในปี พ.ศ. 2578 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 3 ของกลุ่มบริษัทฯ จะบรรลุความเป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศภายในปี พ.ศ. 2593 โคเวสโตรสร้างยอดขายได้ 14.2 พันล้านยูโรในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ณ สิ้นปี พ.ศ. 2567 บริษัทฯ มีฐานการผลิต 46 แห่งทั่วโลก และมีพนักงานประมาณ 17,500 คน (คำนวณเป็นจำนวนเทียบเท่าเต็มเวลา)

ดูข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่: Covestro Homepage

ติดตามเราได้ทางโซเชียลมีเดีย: Covestro Thailand

“คิงส์แพ็ค” ผู้ผลิตถุง “ฮีโร่” ฉลองก้าวเข้าสู่ปีที่ 50 จัดกิจกรรมประกวดวาดภาพ และคลิปสั้น ชู “พลาสติกคือฮีโร่” ชิงทุนการศึกษากว่า 300,000 บาท!


บริษัท คิงส์แพ็ค อินดัสเตรียล จำกัด (KPI) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายบรรจุภัณฑ์พลาสติกคุณภาพชั้นนำ ภายใต้แบรนด์ ฮีโร่ (Hero)  จัดกิจกรรมส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ครั้งสำคัญ เนื่องในโอกาสก้าวเข้าสู่ปีที่ 50 แห่งความสำเร็จ ด้วยการเปิดเวที “ประกวดวาดภาพและผลิตสื่อมัลติมีเดียคลิปสั้น” ในหัวข้อ “พลาสติกคือฮีโร่ ไม่ใช่ผู้ร้าย อย่างที่ใครคิด” เพื่อเฟ้นหาสุดยอดผลงานจากนักเรียน นิสิต นักศึกษา ทั่วประเทศ ชิงรางวัลทุนการศึกษารวมมูลค่ากว่า 300,000 บาท

กิจกรรมนี้มีเป้าหมายหลักในการสร้างความตระหนักรู้และเปลี่ยนทัศนคติของสาธารณชนต่อพลาสติก ในฐานะนวัตกรรมที่จำเป็นต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งในด้านสุขอนามัย ความปลอดภัยของอาหาร และการลดการสูญเสียทรัพยากร โดยเน้นย้ำถึง “การใช้พลาสติกอย่างมีความรับผิดชอบและการบริหารจัดการหลังการใช้งาน (Recycling)” ซึ่งเป็นแนวทางสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

ดร.ทวี จุลศักดิ์ศรีสกุล ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท คิงส์แพ็ค อินดัสเตรียล จำกัด กล่าวว่า  “ในฐานะผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกชั้นนำ เราเชื่อเสมอว่าพลาสติกไม่ใช่ผู้ร้าย แต่เป็นวัสดุแห่งนวัตกรรมที่ต้องใช้ด้วยความเข้าใจและการจัดการที่ถูกต้อง การฉลองครบรอบ 50 ปีครั้งนี้ เรามุ่งหวังให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ในฐานะคนรุ่นใหม่ ได้ใช้ศักยภาพด้านศิลปะและการสื่อสารในการนำเสนอแนวคิดเชิงบวกเกี่ยวกับพลาสติก และเป็นกระบอกเสียงในการผลักดันให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนในสังคม อีกทั้ง เรายังหวังให้ทุนการศึกษาครั้งนี้ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ให้กับครอบครัว นักเรียน นิสิต นักศึกษา ในสภาวะที่เศรษฐกิจซบเซาเช่นนี้อีกด้วย”

ประเภทการประกวดแบ่งออกเป็น 2 ประเภทการแข่งขัน

การประกวดวาดภาพ : ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา ระดับอุดมศึกษา

การประกวดสื่อมัลติมีเดียคลิปสั้น : ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา ระดับอุดมศึกษา

รางวัลทุนการศึกษา (มูลค่ารวมกว่า 300,000 บาท) จะมอบให้แก่ผู้ชนะในแต่ละระดับการศึกษาของทั้ง 2 ประเภทการแข่งขัน ดังนี้

รางวัลชนะเลิศ : ทุนการศึกษา 20,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 : ทุนการศึกษา 10,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 : ทุนการศึกษา 5,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร

รางวัลชมเชย จำนวน 5 รางวัล : ทุนการศึกษา 3,000 พร้อมเกียรติบัตร

คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิได้พิจารณาผลงานโดยให้ความสำคัญกับ ความคิดสร้างสรรค์และมุมมองที่แปลกใหม่ การนำเสนอแนวคิด “พลาสติกคือฮีโร่” ได้อย่างน่าสนใจ การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ความชัดเจนในการนำเสนอคุณค่าของพลาสติกและการจัดการอย่างยั่งยืน เทคนิคและองค์ประกอบศิลป์/การผลิต และความสวยงาม ความประณีต และคุณภาพของผลงาน โดยรวม

บริษัท คิงส์แพ็ค อินดัสเตรียล จำกัด (KPI) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายบรรจุภัณฑ์พลาสติก แบรนด์ HERO ขอแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้งต่อผู้ปกครอง คณะครู อาจารย์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักเรียน นิสิต นักศึกษา ทุกคนที่ให้ความสนใจและเข้าร่วมกิจกรรมประกวดวาดภาพและผลิตคลิปสั้น ในหัวข้อ พลาสติกคือฮีโร่ ไม่ใช่ผู้ร้าย อย่างที่ใครคิด” เนื่องในโอกาสฉลองก้าวเข้าสู่ปีที่ 50 ของบริษัทฯ

โดยพิธีมอบทุนการศึกษาและการประกาศผลการประกวดจัดขึ้น ณ บริษัท คิงส์แพ็ค อินดัสเตรียล จำกัด เมื่อวันเสาร์ ที่ 27 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา โดยมีนักเรียน นิสิต นักศึกษา พร้อมครอบครัว และคุณครู ร่วมลุ้นผลรางวัลอย่างคึกคักส่งผลให้บรรยากาศงานเป็นไปอย่างมีสีสัน

รายชื่อ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่ได้รับรางวัลใหญ่

ประเภทที่ 1 การประกวดวาดภาพระบายสี ในระดับประถมศึกษา ป.1 – ป.6

เด็กหญิงธมนวรรณ หอสว่างวงศ์   รางวัลชนะเลิศ ทุนการศึกษามูลค่า 20,000 บาท

เด็กหญิงกุลพัชร ดุสิตกุล              รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทุนการศึกษามูลค่า 10,000 บาท

เด็กหญิงปิ่นมนัส วงษาชัย            รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทุนการศึกษามูลค่า 5,000 บาท

ประเภทที่ 2 การประกวดสื่อมัลติมีเดียคลิปสั้นในระดับประถมศึกษา ป.1  ป.6

เด็กหญิงกันต์ฤทัย มาลีพันธ์        รางวัลชนะเลิศ ทุนการศึกษามูลค่า 20,000 บาท

เด็กหญิงกันต์ฤทัย อินสันต์          รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทุนการศึกษามูลค่า 10,000 บาท

เด็กหญิงไอยวริน อินทนาคา        รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทุนการศึกษามูลค่า 5,000 บาท

ประเภทที่ 1 การประกวดวาดภาพระบายสี ในระดับมัธยมศึกษา ม.1  ม.6

เด็กหญิงเกศชฎาพร คุ้มบ้าน       รางวัลชนะเลิศ ทุนการศึกษามูลค่า 20,000 บาท

เด็กหญิงกันติชา ทั่งศรี               รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทุนการศึกษามูลค่า 10,000 บาท

นายธันวาณวัชร์ สุวรรณศิลป์       รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทุนการศึกษามูลค่า 5,000 บาท

ประเภทที่ 2 การประกวดสื่อมัลติมีเดียคลิปสั้น ในระดับมัธยมศึกษา ม.1 – ม.6

นายศุภณัฐ ตั้งสถิตย์วัฒนากุล       รางวัลชนะเลิศ ทุนการศึกษามูลค่า 20,000 บาท

เด็กชายภูวเนศวร์ คำสอน             รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทุนการศึกษามูลค่า 10,000 บาท

นายธนทวฤช มิ่งมิตรวิบูลย์ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทุนการศึกษามูลค่า 5,000 บาท

ประเภทที่ 1 การประกวดวาดภาพระบายสีในระดับอุดมศึกษา ปวส.ปริญญา

นายปวรรัชดล ศรีบุญเรือง          รางวัลชนะเลิศ ทุนการศึกษามูลค่า 20,000 บาท

นายอนณ มาตรแสง                  รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทุนการศึกษามูลค่า 10,000 บาท

นางสาวธิติมา มณีวงษ์               รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทุนการศึกษามูลค่า 5,000 บาท

ประเภทที่ 2 การประกวดสื่อมัลติมีเดียคลิปสั้นในระดับอุดมศึกษา ปวส.ปริญญา

นายวุฒินันท์ สมมิตร                  รางวัลชนะเลิศ ทุนการศึกษามูลค่า 20,000 บาท

นายพุทธิมา นำพล                    รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทุนการศึกษามูลค่า 10,000 บาท

นางสาววลัญช์ภัค ธารพานิช       รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทุนการศึกษามูลค่า 5,000 บาท

Wednesday, October 1, 2025

ออมรอน เฮลธแคร์ จำหน่ายเครื่องวัดความดันโลหิต ทะลุ 400 ล้านเครื่อง

 บริษัท ออมรอน เฮลธแคร์ จำกัด

- ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด และการตรวจวัดความดันโลหิตที่บ้าน -

บริษัท ออมรอน เฮลธแคร์ จำกัด (OMRON HEALTHCARE Co., Ltd.) ผู้นำระดับโลกด้านนวัตกรรมอุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ประกาศว่า เครื่องวัดความดันโลหิต (BPMs) ออมรอนทำยอดขายสะสมทั่วโลกเกิน 400 ล้านเครื่องแล้ว ความสำเร็จครั้งสำคัญนี้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นอันยาวนานของบริษัทในการยืดอายุขัยที่มีสุขภาพดี ด้วยการพัฒนาการตรวจวัดความดันโลหิตที่บ้าน และการดูแลสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดเชิงป้องกัน

โลโก้: https://cdn.kyodonewsprwire.jp/prwfile/release/M000242/202509195504/_prw_PI1fl_k2sj30Cw.png

รูปภาพ: https://cdn.kyodonewsprwire.jp/prwfile/release/M000242/202509195504/_prw_PI2fl_68Qw97R2.png

การเดินทางนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อกว่าครึ่งศตวรรษที่แล้ว ด้วยการเปิดตัวเครื่องวัดความดันโลหิตแบรนด์ออมรอนเครื่องแรกในปีพ.ศ. 2516 ซึ่งในขณะนั้น การวัดความดันโลหิตทั้งหมดต้องดำเนินการที่สถานพยาบาล แต่ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทุกคนจึงสามารถวัดความดันโลหิตด้วยตัวเองได้ที่บ้านอย่างง่ายดายและแม่นยำ โดยออมรอน เฮลธแคร์ ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนวิวัฒนาการในการจัดการความดันโลหิตเพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ซึ่งรวมถึงความพยายามในการตรวจพบ ความเป็นไปได้ ที่จะเกิดภาวะคุกคามต่อชีวิต เช่น ภาวะหัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะ (AFib) ได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ

ในขณะที่การเดินทางบทใหม่เริ่มต้นขึ้น ออมรอน เฮลธแคร์ ยังคงนำเสนออุปกรณ์และแพลตฟอร์มสุขภาพดิจิทัลชั้นนำของอุตสาหกรรมเพื่อเปลี่ยนการตรวจวัดในชีวิตประจำวันให้กลายเป็นเครื่องมืออันทรงพลังสำหรับการป้องกันสุขภาพระดับโลก ด้วยการจัดจำหน่ายในกว่า 130 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก ออมรอน เฮลธแคร์ มุ่งมั่นที่จะรับประกันการเข้าถึงเครื่องวัดความดันโลหิตที่บ้านที่แม่นยำและคุ้มค่าในตลาดเกิดใหม่ที่ยังคงมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และจะยังคงทำงานเพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ ด้วยการช่วยให้ชุมชนที่มีความเสี่ยงสูงสุดสามารถตรวจพบและได้รับบริการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ

"การทำยอดขายได้ถึง 400 ล้านเครื่องไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นสิ่งที่แสดงถึงความไว้วางใจที่ผู้คนนับล้านมีต่อออมรอน เฮลธแคร์ ในการสนับสนุนการเดินทางของพวกเขาไปสู่ชีวิตที่ยืนยาวและมีสุขภาพดีขึ้น" อายูมุ โอคาดะ ประธานและซีอีโอ บริษัท ออมรอน เฮลธแคร์ จำกัด กล่าว "คุณภาพและความแม่นยำของเครื่องวัดความดันโลหิตออมรอนได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีจากบุคลากรทางการแพทย์ทั่วโลก เรายังคงมุ่งมั่นต่อวิสัยทัศน์ 'Going for ZERO' โดยมีเป้าหมายเพื่อกำจัดการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจทั่วโลก ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงชีวิตประจำวันและการดูแลสุขภาพเข้าด้วยกัน เพื่อเสริมพลังให้ผู้คนทั่วทุกแห่งสามารถดำเนินการป้องกันได้ เราจะเดินหน้าส่งเสริมนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ บริการ และความพยายามในการให้ความรู้ เพื่อสร้างความตระหนักถึงความเสี่ยงของภาวะความดันโลหิตสูง ไม่เพียงสำหรับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยแล้วเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ที่อาจยังไม่ทราบว่าตนเองมีความเสี่ยงด้วย"

https://healthcare.omron.com/going-for-zero/400-million

นวัตกรรมเพื่อการดูแลเชิงป้องกัน
เพื่อสานต่อความเชี่ยวชาญกว่า 50 ปี ออมรอน เฮลธแคร์ ยังคงพัฒนาเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเครื่องวัดความดันโลหิตให้เป็นอุปกรณ์ดูแลเชิงป้องกันที่จำเป็น ผ่านนวัตกรรมต่าง ๆ เช่น:

- การตรวจวัดสุขภาพดิจิทัลแบบเชื่อมต่อ: อุปกรณ์ที่เปิดใช้งานบลูทูธสามารถเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน OMRON connect (TM) ซึ่งรองรับการแสดงแนวโน้มเป็นภาพ การแบ่งปันกับครอบครัว และการดูแลโดยแพทย์

- การตรวจจับที่ขับเคลื่อนด้วย AI: เทคโนโลยี Intellisense AFib (TM) ที่เป็นเอกลัษณ์และผ่านการรับรองจาก FDA ช่วยให้สามารถรับรู้ภาวะหัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ระหว่างการตรวจวัดตามปกติ

- การตรวจวัดแบบครบวงจร: เครื่องวัด Complete (TM) รวมการอ่านค่าความดันโลหิตและคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) เข้าด้วยกัน ซึ่งสามารถแบ่งปันกับแพทย์ได้อย่างราบรื่นผ่านแอปพลิเคชัน OMRON connect (TM)

- ความร่วมมือด้านการตรวจวัดทางไกล: ธุรกิจสุขภาพดิจิทัล (Digital Health Business) ของออมรอนยังคงขยายตัวผ่านการเข้าซื้อกิจการบริษัทย่อยแห่งใหม่ Luscii และด้วยความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับบริษัทนานาชาติ

เกี่ยวกับ ออมรอน เฮลธแคร์:
https://kyodonewsprwire.jp/attach/202509195504-O1-1133eHlN.pdf

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชม:
เว็บไซต์: https://healthcare.omron.com/
ลิงค์อิน: https://www.linkedin.com/company/omron-healthcare-co-ltd-/


ที่มา: บริษัท ออมรอน เฮลธแคร์ จำกัด

OMRON Healthcare Exceeds 400M Blood Pressure Monitors Sold

 OMRON HEALTHCARE Co., Ltd.

- Reinforcing Commitment to Preventive Cardiovascular and Home Blood Pressure Monitoring -

OMRON HEALTHCARE Co., Ltd., a global leader in innovative medical equipment for preventive healthcare, announced that cumulative worldwide sales of OMRON blood pressure monitors (BPMs) have exceeded 400 million units. This landmark achievement underscores the company's longstanding commitment to extending healthy life expectancy by advancing home blood pressure monitoring and preventive cardiovascular care.

Logo: https://cdn.kyodonewsprwire.jp/prwfile/release/M000242/202509195504/_prw_PI1fl_k2sj30Cw.png

Image: https://cdn.kyodonewsprwire.jp/prwfile/release/M000242/202509195504/_prw_PI2fl_68Qw97R2.png

The journey began over half a century ago, with the launch of the first OMRON-branded BPM in 1973, when all blood pressure measurement was conducted at medical facilities. Nowadays, thanks to advances in technology, anyone can easily and accurately measure their own blood pressure at home, and OMRON Healthcare has continued to drive the evolution of blood pressure management to support preventive healthcare, including efforts to detect potentially life-threatening conditions such as atrial fibrillation (AFib) at an early stage.

As a new chapter begins, OMRON Healthcare's industry-leading devices and digital health platforms continue to transform daily monitoring into a powerful tool for the protection of global health. With distribution in over 130 countries and regions worldwide, OMRON Healthcare is committed to ensuring access to accurate, cost-effective home blood pressure monitors in emerging markets where preventive healthcare resources remain limited, working to reduce health disparities by enabling early detection and intervention in communities most at risk.

"Reaching 400 million units sold is more than a number -- it represents the trust that millions of people place in OMRON Healthcare to support their journey toward longer, healthier lives," said Ayumu Okada, President and CEO, OMRON HEALTHCARE Co., Ltd. "The quality and accuracy of OMRON blood pressure monitors are well recognized by healthcare professionals around the world. We remain dedicated to 'Going for ZERO' vision, aiming to eradicate cerebro-cardiovascular events globally by developing technologies that connect daily life and healthcare, empowering people everywhere to take preventive action. We will continue to promote innovative products, services, and educational efforts to raise awareness of hypertension risks -- not only for those already diagnosed, but also for those who may not yet realize they are at risk."

https://healthcare.omron.com/going-for-zero/400-million

Innovation for Preventive Care
Building on over 50 years of expertise, OMRON Healthcare continues to advance technology that transforms blood pressure monitors into essential preventive care devices, through innovations including:

- Connected digital health monitoring: Bluetooth-enabled devices integrate with the OMRON connect (TM) app, supporting trend visualization, family sharing, and physician oversight.

- AI-powered detection: Unique, FDA-cleared Intellisense AFib (TM) technology enables early recognition of atrial fibrillation during routine monitoring.

- Integrated measurement: Complete (TM) monitor combines blood pressure and ECG readings, seamlessly shareable with physicians via the OMRON connect (TM) app.

- Remote monitoring partnerships: OMRON's Digital Health Business continues to expand with the acquisition of new subsidiary Luscii, and strategic partnerships with international companies.

About OMRON Healthcare: https://kyodonewsprwire.jp/attach/202509195504-O1-1133eHlN.pdf

For more information, please visit:
Website: https://healthcare.omron.com/
LinkedIn: https://www.linkedin.com/company/omron-healthcare-co-ltd-/

Source: OMRON HEALTHCARE Co., Ltd.

“ห่านคู่” ร่วมระดมทุนสร้างหอผู้ป่วยใน ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ร่วมส่งต่อโอกาสเพิ่มเตียงผู้ป่วยจาก 200 เตียงเป็น 400 เตียง พร้อมลดหย่อนภาษี 2 เท่า


ห่านคู่’ มอบเสื้อยืดคอลเลกชันพิเศษ ช่วยระดมทุนสร้างอาคารหอผู้ป่วยใน ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก

บริษัท โรงงานไทยแลนด์นิตติ้ง จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายแบรนด์ “ห่านคู่” มอบเสื้อยืดในโครงการ “Pay it Forward: จากลายเส้น…สู่โอกาสใหม่” ร่วมระดมทุนบริจาคเพื่อสร้างอาคารหอผู้ป่วยใน ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล  เตรียมขยายงานบริการด้านการแพทย์และรองรับผู้ป่วยในเขตกรุงเทพมหานคร รวมถึงจังหวัดใกล้เคียงได้แบบครบวงจร ซึ่งหากการก่อสร้างแล้วเสร็จจะทำให้โรงพยาบาลสามารถรองรับผู้ป่วยในจากเดิม 200 เตียง เป็น 400 เตียง ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาระบบการบริการ การปรับปรุงพื้นที่เพื่อสร้างโอกาสการเข้าถึงการแพทย์คุณภาพสูงให้แก่ประชาชน

ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการระดมทุนครั้งนี้ ร่วมส่งต่อโอกาสเพื่อสร้างอาคารหอผู้ป่วยใน ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก โดยบริจาค 700 บาท ได้รับเสื้อยืดตราห่านคู่เด็ก และบริจาค 1,000 บาทได้รับเสื้อยืดผู้ใหญ่พร้อมรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีลดหย่อน 2 เท่า สามารถร่วมบริจาคด้วยตนเองเพื่อรับของที่ระลึกได้ที่ ศิริราชมูลนิธิ ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก (ศาลายา) ชั้น 1 โซน A

สอบถามข้อมูลบริจาคโทร 02-849-6799 จันทร์ – ศุกร์ เวลา 08:00 – 16:00 น. (ในเวลาราชการ) หรือ https://www.gj.mahidol.ac.th/main/donation/

Hai Robotics Appoints Thomas Gwee to Lead ANZ Region Amid Growing Demand for Automation Solutions

Hai Robotics, a global leader in intelligent warehouse automation systems for inventory storage and order fulfillment, is pleased to announce the appointment of Thomas Gwee as the new Regional Head for Australia and New Zealand (ANZ).

With over two decades of experience in material handling and warehouse logistics, Gwee brings a wealth of technical and strategic expertise to further expand Hai Robotics' footprint in the region.

Previously serving as the Project Implementation Director at Hai Robotics in SEA (Singapore), Gwee successfully led his team in deploying over 200 HaiPick robotic units, consistently surpassing project goals and ensuring high customer satisfaction.

His technical background, combined with over a decade of leadership experience, makes him the ideal candidate to lead operations, drive growth, and deliver high-impact automation solutions in the ANZ market.

Thomas' diverse career experience includes key roles at Crown Equipments and SSI Schaefer, where he honed his expertise in automated storage, order fulfillment, and end-of-line system integration.

"It's an exciting time to be part of the rapidly transforming logistics ecosystem in ANZ. I'm thrilled to embark this journey with the team and bring cutting-edge automation technology to shape the future of intelligent warehousing across this region," said Thomas Gwee, Regional Head - ANZ, Hai Robotics.

"Thomas has consistently delivered high-performance results in some of our most complex deployments in Southeast Asia. His leadership, customer-focused mindset, and deep technical understanding make him uniquely qualified to scale our operations in ANZ," said Nathan Zeng, President of SEA, ANZ, and South Korea, Hai Robotics.

With rising demand for automated solutions across Australia and New Zealand, Hai Robotics continues its commitment to bring world-leading technologies and local expertise to empower businesses across retail, logistics and manufacturing verticals.

About Hai Robotics

Hai Robotics is a leading global provider of Automated Storage and Retrieval Systems (ASRS), delivering unparalleled system flexibility and maximizing operational efficiency for facilities of all sizes and conditions.

Hai developed a modular approach to automation called HaiPick Systems. By integrating advanced robotic equipment and software with nearly any industry-standard racking and storage materials, Hai Robotics delivers tailored automation solutions that can be easily modified even after implementation.

HaiPick Systems reduce warehouse storage footprints by up to 75% while increasing storage density and vertical capacity to over 39 feet (12 meters). They achieve 99%+ order pick accuracy, provide a 4x boost in efficiency, 3x daily throughput, and eliminate the need for human travel in order picking.

With 1,300+ projects implemented across 40+ countries, supported by 8 global offices and 60+ partners, Hai Robotics ensures reliable local support worldwide.