Wednesday, October 28, 2026

สยงอันจัดงานแสดงวัฒนธรรม "Rendezvous with Xiong'an" เปิดบ้านโชว์มรดกอันทรงคุณค่า

เมื่อไม่นานมานี้มีการจัดงานแสดงวัฒนธรรมในธีม "Rendezvous with Xiong'an" (นัดพบ ณ สยงอัน) ขึ้นที่ศูนย์การประชุมสยงอัน อินเตอร์เนชันแนล โฮเทล (Xiong'an International Hotel Conference Center) โดยเปิดบ้านต้อนรับแขกผู้มีเกียรติทั้งชาวจีนและต่างชาติ เยี่ยมชมพื้นที่จัดแสดงบริเวณโถงกลางฝั่งตะวันออกและตะวันตก เพื่อสัมผัสเสน่ห์อันวิจิตรของมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ประจำภูมิภาคเหยียน-เจา อย่างใกล้ชิด

โถงกลางฝั่งตะวันตกนำเสนอพื้นที่จัดแสดงสไตล์จีนรูปแบบใหม่ ซึ่งผสมผสานงานนิทรรศการเข้ากับกิจกรรมแบบอินเตอร์แอกทีฟได้อย่างลงตัว ภายในงานจัดแสดงมรดกทางวัฒนธรรมประเภทเซรามิกและงานสิ่งทออันทรงคุณค่า ทั้งเครื่องเคลือบติ้งจากเป่าติ้ง ขวดยานัตถุ์เขียนภาพด้านในจากเหิงสุ่ย และพรมผ้าไหมเคอซือจากติ้งโจว โดยมีผู้สืบทอดภูมิปัญญาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวทางประวัติศาสตร์เบื้องหลังผลงานเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง นอกจากนี้ บูธกิจกรรมอินเตอร์แอกทีฟอย่างงานตอกลายแผ่นเหล็กตระกูลกัว และงานตัดกระดาษแมนจูเฟิงหนิง ต่างได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานอย่างคึกคัก เปิดโอกาสให้แขกผู้มีเกียรติทั้งชาวจีนและต่างชาติได้ลองทำหัตถกรรมโบราณด้วยตนเองโดยมีครูช่างดูแลอย่างใกล้ชิด พร้อมเลือกงานวัฒนธรรมสร้างสรรค์กลับไปเป็นที่ระลึก

งานตอกลายแผ่นเหล็กตระกูลกัว ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน "สิ่งมหัศจรรย์แห่งแดนมังกร" กลายเป็นไฮไลต์สำคัญที่ดึงดูดแขกชาวต่างชาติให้หยุดแวะชม โดยกัว โม่ฮั่น (Guo Mohan) ผู้สืบทอดงานศิลป์แขนงนี้ ได้นำผลงานชิ้นเอกหลายชิ้นมาจัดแสดงจนสร้างความประทับใจให้แก่ผู้เข้าชมจากทั่วโลก พร้อมเปิดเผยว่า เขาหวังให้ชิ้นงานเหล่านี้เป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดจิตวิญญาณช่างฝีมือจีน สะท้อนภาพความก้าวหน้าของการพัฒนาประเทศสู่ความทันสมัยในแบบฉบับจีน ตลอดจนทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวอันทรงเสน่ห์ของจีนและเขตสยงอันผ่านงานตอกลายแผ่นเหล็ก

เวทีหลักตระการตาไปด้วยการแสดงดนตรีพื้นเมือง การร่ายรำ อุปรากรจีน ศิลปะการต่อสู้ และไทชิ (ไทเก๊ก) ที่หมุนเวียนกันมาสร้างความบันเทิงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่บริเวณพื้นที่พักผ่อนคึกคักไปด้วยการแสดงกายกรรม มายากล และหุ่นเงาจีนที่สะกดสายตาผู้ชม โดยซุน ฮั่น (Sun Han) ผู้จัดงานนี้ เปิดเผยว่า คณะผู้จัดงานได้คัดเลือกการแสดงรวม 33 ชุด มาจัดแสดงหมุนเวียนกัน 4 รอบ รอบละประมาณครึ่งชั่วโมง เพื่อเผื่อเวลาให้แขกได้เดินชมและร่วมสัมผัสประสบการณ์ภายในงานได้อย่างเต็มที่ ด้านจาง จิ้งเยว่ (Zhang Jingyue) นักแสดงจากคณะอุปรากรเหอเป่ยป่างจื่อ ซึ่งนำการแสดงคลาสสิกเรื่อง The Lotus Lantern (โคมดอกบัว) มาแสดง กล่าวว่า เธอตั้งใจใช้ศิลปะการแสดงอุปรากรแห่งภูมิภาคเหยียน-เจา เป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของมณฑลเหอเป่ย และช่วยชุบชีวิตมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมให้เป็นที่รู้จักในหมู่ชาวต่างชาติ

ส่วนบริเวณโถงกลางฝั่งตะวันออก อบอวลไปด้วยบรรยากาศอันคึกคักของศาสตร์และศิลป์แห่งอาหาร โดยมีการนำเสนอกรรมวิธีการทำอาหารที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่ากันแบบสด ๆ ส่งกลิ่นหอมกรุ่นชวนลิ้มลองทั่วบริเวณ ทั้งขนมน้ำตาลมอลต์ บะหมี่เฮ่อเล่อ และไส้เกี๊ยวสูตร "สาวผิวดำ" แห่งฉู่หยาง นอกจากนี้ ยังจัดเตรียมเมนูอาหารและเครื่องดื่มอันขึ้นชื่อไว้ให้ผู้ร่วมงานได้ร่วมเปิดประสบการณ์ชิมรสชาติอย่างจุใจ อาทิ ศิลปะแป้งปั้นแห่งหานตาน ขนมเปี๊ยะน้ำตาลสูตรวังหลวงผิงเฉวียน อาหารยาสมุนไพรแห่งอานกั่ว ลูกแพร์บดจากเจ้าเซียน และเฉิงเต๋อ โลโล (Chengde Lolo)

งานนี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ นิทรรศการมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ กิจกรรมร่วมเปิดประสบการณ์ และการแสดง ซึ่งนำเสนอความสำเร็จของมณฑลเหอเป่ยในการอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมได้อย่างชัดเจน พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ควบคู่กับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้อย่างกลมกลืน งาน "Rendezvous with Xiong'an" ใช้มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเป็นสายใยเชื่อมโยงอัตลักษณ์อันทรงคุณค่าแห่งวัฒนธรรมเหยียน-เจา โดยไม่เพียงทำหน้าที่เป็นหน้าต่างบานสำคัญที่ช่วยเผยแพร่เสน่ห์ทางวัฒนธรรมของเขตพื้นที่ใหม่สยงอันสู่สายตาชาวโลก แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างอารยธรรมจีนและสากล ซึ่งเขตใหม่สยงอันพร้อมเปิดกว้างเพื่อผลักดันความหลากหลายและการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขผ่านการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม เพื่อร่วมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนสืบไป

"Rendezvous with Xiong'an" Cultural Showcase Held

Recently, the "Rendezvous with Xiong'an" Cultural Showcase was held at the Xiong'an International Hotel Conference Center. Chinese and foreign guests walked into the east and west atriums to experience the charm of Yan-Zhao intangible cultural heritage up close.

The West Atrium offered a new Chinese-style exhibition space that balances static displays and interactive experiences. Ceramic and textile-related heritage items were showcased, such as Baoding Ding porcelain, Hengshui inside-painted snuff bottles, and Dingzhou kesi silk tapestry, with inheritors explaining the cultural stories behind them. Interactive booths featuring projects like the Guo family's iron plate embossing and Fengning Manchu paper-cutting drew enthusiastic crowds, where Chinese and foreign guests can try traditional crafts under hands-on guidance and choose cultural and creative souvenirs.

Known as a "wonder of China," the Guo family's iron plate embossing drew many foreign guests, who stopped to admire it. Inheritor Guo Mohan brought several fine works that impressed overseas visitors. He expressed the hope that his works would convey Chinese craftsmanship, showcase vivid scenes of Chinese modernization, and continue to tell compelling stories of China and Xiong'an through iron plate embossing.

On the main stage, folk music, dance, traditional opera, martial arts, and Tai Chi were presented in turn; in the leisure area, acrobatics, magic, and shadow puppetry delivered wonderful performances. According to event coordinator Sun Han, a total of 33 performances were selected and staged in four rotating rounds, each lasting about half an hour, with ample time reserved for guests to visit and experience the exhibits. Zhang Jingyue, a performer from the Hebei Bangzi Opera Troupe, presented the classic production The Lotus Lantern. She expressed the hope of showcasing Hebei's profound cultural heritage and revitalizing intangible cultural heritage through Yan-Zhao opera to foreign friends.

The East Atrium Hall was filled with a lively culinary atmosphere, with various intangible cultural heritage food-making techniques demonstrated on site. Specialties such as malt sugar treats, Hele noodles, and Quyang "Black Girl" dumpling filling fill the air with tempting aromas, while distinctive foods and drinks including Handan dough figurines, Pingquan imperial sugar pancakes, Anguo medicinal cuisine, Zhaoxian pear paste, and Chengde Lolo were offered for guests to taste.

The event featured three main sections - intangible cultural heritage exhibition, interaction, and performance - presenting Hebei's intangible cultural heritage achievements in a concentrated way and promoting the integration of intangible cultural heritage with cultural tourism. "Rendezvous with Xiong'an" uses intangible cultural heritage as a bond to connect the essence of Yan-Zhao culture. It serves not only as a window for Xiong'an New Area to showcase its cultural charm to the world, but also as a bridge for exchanges and mutual learning between Chinese and foreign civilizations. With an open posture, Xiong'an New Area promotes the inclusiveness and coexistence of civilizations through cultural exchange, continuously contributing Xiong'an's strength.

Comen ร่วมกับสมาคมเวชบำบัดวิกฤตแห่งประเทศไทย ยกระดับการรับมือภัยพิบัติในแผนก ICU ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนวิกฤตสู่ความพร้อม”


บริษัทโคเมน (Comen) ร่วมกับ สมาคมเวชบำบัดวิกฤตแห่งประเทศไทย (TSCCM) ร่วมกันจัดการแข่งขันภายใต้สถานการณ์จำลองด้านการจัดการภัยพิบัติประเภททีม ภายใต้ชื่อ “Mastering the Unpredictable: ICU Crisis Management Simulation in Disaster Scenario” ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2569 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ  

เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการดูแลผู้ป่วยวิกฤตระดับนานาชาติ โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากประเทศไทย จีน และอินเดีย โดยที่มุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ การตัดสินใจที่รวดเร็ว และส่งเสริมทักษะการทำงานเป็นทีมเพื่อตอบสนองในสถานการณ์ภัยพิบัติ ผ่านการจำลองสถานการณ์จำลองเสมือนจริง โดยทีมที่เข้าร่วมแข่งขันจะได้สาธิตวิธีการจัดการกับเหตุฉุกเฉินภายใต้สถานการณ์ภัยพิบัติ การสื่อสาร บริหารทรัพยากร และความต่อเนื่องของการบริการผู้ป่วยวิกฤต

การสร้างความพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยพิบัติ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยและหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกต้องเผชิญกับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ภัยพิบัติ และเหตุการณ์วิกฤตขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว น้ำท่วม ไฟไหม้ อุบัติเหตุจากการขนส่ง อุบัติเหตุในโรงงานอุตสาหกรรม หรืออุบัติภัยหมู่ ซึ่งส่งผลให้โรงพยาบาลและหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ต้องทำงานภายใต้แรงกดดัน ฉับไว และต่อเนื่อง สถานการณ์เหล่านี้จำเป็นต้องใช้องค์ความรู้ที่มากกว่าเพียงการรักษาทางคลินิก แต่ยังต้องอาศัยการตัดสินใจที่ฉับไว การประสานงาน การสื่อสารที่ชัดเจน การบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนความสามารถในการรักษามาตรฐานการดูแลผู้ป่วยวิกฤตท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

เพื่อตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมสำหรับรับมือภัยพิบัติก่อนที่สถานการณ์ภัยพิบัติครั้งใหม่จะเกิดขึ้น สมาคมเวชบำบัดวิกฤตแห่งประเทศไทย (TSCCM) จึง จึงเตรียมจัดกิจกรรม “Mastering the Unpredictable” ขึ้น เพื่อเป็นพื้นที่ปฏิบัติการสำหรับทีมบุคลากรทางการแพทย์จากแผนกผู้ป่วยวิกฤตภายใต้สถานการณ์จำลอง โดยการแข่งขันผ่านการวิเคราะห์กรณีศึกษาและการจำลองสถานการณ์จริง จะช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้ทบทวนการตัดสินใจในจุดสำคัญ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และค้นหาแนวทางให้ทีมสหสาขาวิชาชีพสามารถตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเป้าหมายของการจัดงานในครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่กิจกรรมการแข่งขันเท่านั้น แต่ยังมุ่งหวังที่จะร่วมสนับสนุนการพัฒนาความพร้อมด้านเวชบำบัดวิกฤตของประเทศไทยและภูมิภาคอย่างยั่งยืน

ทีมแข่งขันนำกรณีศึกษาจากสถานการณ์จริงมาชิงชัยในรอบตัดสิน

การแข่งขันในรอบตัดสินเป็นการรวมตัวกันของทีมบุคลากรทางการแพทย์จากประเทศไทย 7 ทีม และทีมต่างชาติ 2 ทีมจากประเทศจีนและประเทศอินเดีย ทั้งนี้ ทีมตัวแทนจากประเทศไทยมาจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยชั้นนำ ศูนย์รับส่งต่อผู้ป่วยระดับชาติ และหน่วยบริการเวชบำบัดวิกฤตหลักของประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงความเชี่ยวชาญระดับสูงทั้งในด้านการแพทย์และการศึกษา ครอบคลุมงานดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินและผู้ป่วยวิกฤต เวชศาสตร์ภัยพิบัติ การดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บรุนแรง ตลอดจนการประสานงานร่วมกันของสหสาขาวิชาชีพ

กรณีศึกษาที่แต่ละทีมนำมาแลกเปลี่ยนในการแข่งขันครอบคลุมเหตุการณ์อัคคีภัยและอุบัติภัยทางอุตสาหกรรม สถานการณ์อุทกภัย เหตุการณ์อุบัติภัยหมู่จากภาวะสงคราม ภัยพิบัติดินโคลนถล่ม อุบัติเหตุจากการขนส่ง ตลอดจนภาวะวิกฤตซับซ้อนอื่น ๆ โดยทุกทีมจะได้แสดงทักษะการใช้เหตุผลทางคลินิก การทำงานเป็นทีม การบริหารจัดการภาวะวิกฤต และการประสานทรัพยากร ผ่านการนำเสนอกรณีศึกษาและการแสดงจำลองสถานการณ์จริงอย่างเป็นระบบ ซึ่งการรวมตัวของทีมบุคลากรการแพทย์ในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ระหว่างเพื่อนร่วมวิชาชีพ พร้อมทั้งแบ่งปันแนวทางปฏิบัติจริงที่สามารถนำไปใช้ยกระดับการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติในวงกว้างทั่วประเทศไทย

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อการรับมือวิกฤตในสถานการณ์จริง

การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศจะได้รับการพิจารณาโดยคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ทั้งเวชบำบัดวิกฤต ศัลยศาสตร์อุบัติเหตุ เวชศาสตร์ฉุกเฉิน บริการการแพทย์ฉุกเฉิน การรับมืออุบัติภัยหมู่ การพยาบาล วิสัญญีวิทยา วิสัญญีวิทยาสำหรับผู้ป่วยโรคทางระบบประสาท และการปฏิบัติงานเวชบำบัดวิกฤตระดับนานาชาติ โดยผู้เชี่ยวชาญอาวุโสจากไทย จีน และอินเดีย จะมาร่วมถ่ายทอดมุมมองทั้งด้านคลินิก การปฏิบัติการ การศึกษา และประสบการณ์ตรงจากสถานการณ์ภัยพิบัติจริง

เกณฑ์การตัดสินจะพิจารณาทั้งด้านความรู้และการปฏิบัติ ได้แก่ การใช้เหตุผลทางคลินิก ความเกี่ยวข้องของกรณีศึกษา การวิเคราะห์ปัญหา การทำงานเป็นทีม การสื่อสาร ความสมจริง และการบริหารเวลา ข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการจะช่วยเชื่อมโยงสถานการณ์จำลองไปสู่การนำไปปรับใช้จริงตามความต้องการของผู้ปฏิบัติงานด่านหน้าในยามเกิดเหตุฉุกเฉิน

ความร่วมมือเพื่อยกระดับความปลอดภัยในงานเวชบำบัดวิกฤต

“Mastering the Unpredictable” ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขัน แต่เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ทีมต่าง ๆ และผู้เชี่ยวชาญทางคลินิกได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านสถานการณ์ภัยพิบัติที่สมจริงและท้าทาย งานนี้จะเชื่อมโยงประสบการณ์จากหน้างานจริงเข้ากับสถานการณ์จำลองอย่างเป็นระบบ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้ทางคลินิก ความเข้าใจในการบริหารจัดการภาวะวิกฤต และมุมมองระหว่างประเทศ

ด้วยความร่วมมือครั้งนี้ TSCCM และ Comen มุ่งหวังที่จะสนับสนุนการเรียนรู้ทางวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางคลินิกในระดับนานาชาติ และยกระดับการดูแลผู้ป่วยเวชบำบัดวิกฤตให้ปลอดภัยและพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ยิ่งขึ้น โดยงานจะจัดขึ้นในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2569 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: https://en.comen.com/events/mastering-the-unpredictable-thailand-icu-crisis-management

เกี่ยวกับ โคเมน เมดิคอล

โคเมน เมดิคอล (Comen Medical) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2545 เป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยงานวิจัยและมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมของตนเอง ตลอดระยะสองทศวรรษ บริษัทได้ทุ่มเทให้กับการวิจัยและพัฒนาในสาขาอุปกรณ์ช่วยชีวิต การถ่ายภาพทางการแพทย์ และระบบสารสนเทศทางการแพทย์ พร้อมทั้งขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องไปสู่กลุ่มงานตรวจวินิจฉัยภายนอกร่างกาย (IVD) และงานศัลยกรรมขนาดใหญ่ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://en.comen.com/

From Crisis to Readiness: Comen and TSCCM Advance ICU Disaster Preparedness

 

The Thai Society of Critical Care Medicine (TSCCM), in collaboration with Comen, will host “Mastering the Unpredictable: ICU Crisis Management Simulation in Disaster Scenario” on November 12, 2026, at Miracle Grand Convention Hotel in Bangkok.

The event will bring together critical-care teams from Thailand, China, and India for an international competition focused on disaster preparedness, rapid decision-making, and coordinated ICU response. Through case presentations and live scenario performances, participating teams will demonstrate how frontline professionals can manage complex emergencies while protecting continuity of critical care.

Building Readiness for Complex Emergencies

In recent years, Thailand and the wider Asia-Pacific region have continued to face the impact of natural hazards and other large-scale emergencies. Earthquakes, floods, fires, transport incidents, industrial accidents, and mass-casualty events can place hospitals and intensive care units under immediate and sustained pressure. These situations require more than clinical knowledge alone. They demand coordinated decision-making, clear communication, efficient use of limited resources, and the ability to maintain critical care as conditions continue to change.

Recognizing the need to strengthen disaster preparedness before the next crisis occurs, the Thai Society of Critical Care Medicine (TSCCM) has organized “Mastering the Unpredictable” as a practical platform for ICU teams to examine these challenges. Through case-based analysis and simulation performance, the competition will help participants review key decisions, share experience, and explore how multidisciplinary teams can respond more effectively to complex emergencies. Its purpose extends beyond a single event, supporting the continued development of critical-care readiness in Thailand and the wider region.

Teams Bringing Real-World Cases to the Final

The competition will bring together seven Thai teams and two international teams from China and India. The Thai teams come from many of Thailand’s leading teaching hospitals, national referral centres, and major critical-care services, representing a high level of clinical and educational expertise in emergency and critical care, disaster medicine, trauma response, and multidisciplinary coordination.

Their cases address fire and industrial incidents, flooding, war-related mass-casualty events, debris-flow disasters, transport-related emergencies, and other complex situations. Each team will demonstrate clinical reasoning, teamwork, crisis management, and resource coordination through a structured case presentation and live scenario performance. By bringing these teams together, the competition aims to facilitate peer learning and share practical approaches that can support wider improvements in disaster preparedness across Thailand.

Expert Insight for Real-World Crisis Response

The live final will be reviewed by an expert panel with backgrounds spanning critical care, trauma, emergency medicine, emergency medical services, defense and mass-casualty response, nursing, anaesthesia, neuroanaesthesia, and international critical-care practice. Senior professionals from Thailand, China, and India will bring clinical, operational, educational, and real-world disaster-response perspectives to the competition.

The judging framework will consider both knowledge and performance, including clinical reasoning, case relevance, problem analysis, teamwork, communication, realism, and time management. The panel’s feedback will help connect each team’s simulation performance with the practical demands faced by frontline professionals during emergencies.

A Shared Commitment to Safer Critical Care

More than a competition, “Mastering the Unpredictable” is designed as a platform for teams and clinical experts to learn from one another through realistic and demanding disaster scenarios. The event will connect frontline experience with structured simulation, encouraging the exchange of clinical knowledge, crisis-management insights, and cross-border perspectives.

Through this collaboration, TSCCM and Comen hope to support continued professional learning, strengthen international clinical exchange, and help advance safer, more resilient critical-care practice. The event will take place on November 12, 2026, at Miracle Grand Convention Hotel in Bangkok.

More information is available at: https://en.comen.com/events/mastering-the-unpredictable-thailand-icu-crisis-management​

About Comen Medical

Comen Medical, founded in 2002, is a research-driven enterprise committed to independent innovation. For over two decades, the company has been dedicated to the fields of life support, medical imaging, and informatization, while continuously expanding into in-vitro diagnostics (IVD) and large-scale surgery. For more information, please visit https://en.comen.com/. 

Tuesday, October 27, 2026

Nanning Expands ASEAN Ties Through Trade, Transport and AI


China-ASEAN Artificial Intelligence Application Cooperation Center

Autumn has brought fresh momentum for opening-up to Nanning, capital of south China's Guangxi Zhuang Autonomous Region. The 23rd China-ASEAN Expo (CAEXPO) and China-ASEAN Business and Investment Summit have just concluded, the Pinglu Canal has opened to navigation, and new projects are taking shape at the China-ASEAN Artificial Intelligence Application Cooperation Center.

As one of China's key gateways for cooperation with ASEAN, Nanning is expanding its international engagement through stronger cooperation platforms, improved connectivity and innovation-driven development, while playing a growing role in China-ASEAN exchanges.

A platform for China-ASEAN cooperation

As the permanent host city of CAEXPO, Nanning has spent more than two decades building what has become known as the "Nanning Channel" - a regular platform linking China and ASEAN in political dialogue, trade and investment, and people-to-people exchanges.

At the 23rd CAEXPO, a newly launched AI marketplace drew considerable attention. The main exhibition area showcased frontier technologies including large AI models and AI chips, alongside products tailored to ASEAN markets such as AI glasses, intelligent robots and rehabilitation and nursing devices.

More than 70 companies displayed over 500 products in eight categories, generating transactions worth more than 28 million yuan (about 3.9 million U.S. dollars). During the expo, Nanning also held a series of business matchmaking events covering digital trade, cross-border e-commerce and intelligent manufacturing, helping exhibitors turn business contacts into commercial and investment opportunities.

At the Nanning Comprehensive Bonded Zone, specialty products from Southeast Asia are distributed across China through cross-border e-commerce networks. Supported by trade links built through CAEXPO, Nanning has seen continued growth in cross-border e-commerce, facilitating two-way flows of ASEAN products into China and Chinese-made goods into ASEAN markets.

In the first eight months of 2026, Nanning's foreign trade totaled 65.171 billion yuan, up 2.4 percent year on year. Trade with ASEAN reached 18.246 billion yuan, accounting for 28 percent of the city's total, while trade with Vietnam increased by 18.6 percent.

A new waterway linking inland China with the sea

The opening of the Pinglu Canal on Sept. 16 has added a new dimension to Nanning's connectivity with the sea.

The canal allows vessels of up to 5,000 tonnes to sail directly from Nanning to the Beibu Gulf. For cargo from southwest China heading to the sea, the route via the Pinglu Canal shortens the inland waterway journey by more than 560 kilometers compared with the route via Guangzhou Port.

The new waterway is strengthening Nanning's role as a transport hub linking inland areas with coastal ports.

To seize the opportunities created by the canal, Nanning is planning industrial development along the Pinglu Canal Economic Belt. Upgrades to the Balian Joint Operation Area in the Liujing Port Zone will enable it to accommodate 5,000-tonne vessels, while construction of a dedicated railway line at Liujing is being accelerated to improve rail-water intermodal transport.

An inland port is thus being transformed into a river-sea transport hub, while industries including nonferrous metals, green chemicals and equipment manufacturing are increasingly clustering along the canal.

The Nanning Area of the China (Guangxi) Pilot Free Trade Zone is providing another source of momentum. In connection with initiatives including the "Two Countries, Twin Parks" model and the China-ASEAN Industrial Cooperation Zone, the Nanning Area has introduced 260 institutional innovations, 214 of which are considered first-of-their-kind practices at the national or autonomous-region level.

It has continued to explore new approaches in areas such as cross-border finance and digital trade. Combined with the lower logistics costs made possible by improved links between Guangxi and ASEAN, these measures are helping Nanning attract industrial investment and develop both airport-oriented and port-related industries.

AI opens a new area of cooperation

Artificial intelligence is emerging as another important field in Nanning's cooperation with ASEAN.

At the exhibition center of the China-ASEAN Artificial Intelligence Application Cooperation Center in Wuxiang New District, solutions covering smart cities, healthcare, education and agriculture are on display, drawing delegations from ASEAN countries for visits and business discussions.

Nanning is pursuing a development model described as "R&D in Beijing, Shanghai and the Greater Bay Area, integration in Guangxi, and application in ASEAN," seeking to turn the city into a hub for international AI cooperation with Southeast Asia.

ArcherMind Technology has established its ASEAN headquarters in Nanning, with intelligent robot products entering markets including Laos, Myanmar and Vietnam and being used in schools in ASEAN countries. iFLYTEK has signed a strategic cooperation agreement with Nanning to explore AI applications for ASEAN markets in fields including education, healthcare and urban governance.

Semiconductor companies such as Xinchen Semiconductor are also integrating chip technologies and production in Nanning, with applications ranging from the Internet of Vehicles to the Internet of Things.

Nanning is now home to 1,552 AI-related enterprises, accounting for 57.3 percent of Guangxi's total.

During the 23rd CAEXPO, the China-ASEAN AI community in Nanning hosted 37 roadshows and matchmaking events and released 42 cooperation needs for AI application scenarios in ASEAN. Nearly 100 preliminary cooperation agreements were reached, involving around 2 billion yuan, including more than 1 billion yuan in intended cooperation with ASEAN countries.

AI is becoming a new calling card for Nanning's opening-up, broadening China-ASEAN cooperation beyond trade and investment into digital technologies and intelligent applications.

From the long-established "Nanning Channel" to the new opportunities created by the Pinglu Canal and the rapid growth of artificial intelligence, Nanning is expanding the scope of its opening-up and strengthening links between Chinese and international markets.

With platforms, transport links and emerging industries increasingly working together, the city is seeking to turn its location at the forefront of China-ASEAN cooperation into more concrete opportunities for trade, investment and innovation.

หนานหนิงรุกกระชับสัมพันธ์อาเซียน ลุยพัฒนาการค้า ขนส่ง และ AI เต็มสูบ


ศูนย์ความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ จีน-อาเซียน

ยามฤดูใบไม้ร่วงเวียนมาถึง นครหนานหนิง เมืองเอกของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน ได้เปิดรับแรงขับเคลื่อนใหม่ในการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ โดยมหกรรมแสดงสินค้า จีน-อาเซียน (CAEXPO) ครั้งที่ 23 และการประชุมสุดยอดด้านการค้าและการลงทุน จีน-อาเซียน ได้ปิดฉากลงอย่างงดงาม ขณะที่คลองผิงลู่เปิดให้เดินเรืออย่างเป็นทางการ และโครงการใหม่ ๆ ก็กำลังเร่งขับเคลื่อนขึ้นที่ศูนย์ความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ จีน-อาเซียน

นครหนานหนิงในฐานะประตูสำคัญบานหนึ่งของจีนสู่ความร่วมมือกับอาเซียน ยังคงเดินหน้าเสริมแกร่งแพลตฟอร์มความร่วมมือ ส่งเสริมการเชื่อมโยง และนำนวัตกรรมมาขับเคลื่อนความก้าวหน้า เพื่อยกระดับการมีส่วนร่วมในระดับนานาชาติ และเข้ามามีบทบาทสำคัญในการผลักดันการแลกเปลี่ยนระหว่างจีนกับอาเซียน

แพลตฟอร์มขับเคลื่อนความร่วมมือ จีน-อาเซียน

ในฐานะเมืองเจ้าภาพจัดมหกรรม CAEXPO อย่างถาวร นครหนานหนิงได้สั่งสมประสบการณ์ยาวนานกว่าสองทศวรรษในการผลักดัน "ช่องทางหนานหนิง" จนก้าวเป็นแพลตฟอร์มหลักที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอาเซียน ทั้งในมิติการเจรจาทางการเมือง การค้าและการลงทุน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระดับประชาชน

สำหรับงาน CAEXPO ครั้งที่ 23 โซนจัดแสดงนวัตกรรม AI ที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกนั้น ดึงดูดความสนใจได้อย่างคับคั่ง โดยพื้นที่จัดแสดงหลักได้ขนทัพเทคโนโลยีแห่งอนาคตมาอวดโฉม ไม่ว่าจะเป็นโมเดลปัญญาประดิษฐ์ขนาดใหญ่ และชิป AI ไปจนถึงโซลูชันที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ตลาดอาเซียนโดยเฉพาะ อาทิ แว่นตาอัจฉริยะ AI หุ่นยนต์อัจฉริยะ รวมถึงนวัตกรรมเพื่อการฟื้นฟูสุขภาพและการดูแลผู้ป่วย

ภายในงานมีบริษัทกว่า 70 แห่ง นำผลิตภัณฑ์กว่า 500 รายการ มาจัดแสดงใน 8 หมวดหมู่ ซึ่งสร้างมูลค่าการซื้อขายรวมกว่า 28 ล้านหยวน (ประมาณ 3.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) พร้อมกันนี้ นครหนานหนิงยังได้จัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ ครอบคลุมทั้งด้านการค้าดิจิทัล อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน และการผลิตอัจฉริยะ เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถต่อยอดคอนเนกชันไปสู่โอกาสทางการค้าและการลงทุนจริง

ขณะเดียวกัน ณ เขตปลอดอากรหนานหนิง (Nanning Comprehensive Bonded Zone) สินค้าเด่นจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังกระจายไปทั่วประเทศจีน ผ่านเครือข่ายอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน ซึ่งแรงหนุนจากพันธมิตรทางการค้าในงาน CAEXPO ส่งผลให้อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนของหนานหนิงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดรับการไหลเวียนสินค้าระหว่างสองฝ่าย ทั้งการนำเข้าสินค้าอาเซียนสู่ตลาดจีนและการส่งออกสินค้าจีนสู่ตลาดอาเซียน

สำหรับช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการค้าต่างประเทศของนครหนานหนิงพุ่งสูงแตะ 6.5171 หมื่นล้านหยวน เพิ่มขึ้น 2.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมูลค่าการค้ากับกลุ่มประเทศอาเซียนอยู่ที่ 1.8246 หมื่นล้านหยวน คิดเป็นสัดส่วน 28% ของมูลค่าการค้ารวมทั้งเมือง ขณะที่มูลค่าการค้ากับเวียดนามเพิ่มขึ้นถึง 18.6%

เส้นทางขนส่งทางน้ำสายใหม่ เชื่อมโยงจีนตอนในสู่ท้องทะเล

การที่คลองผิงลู่เปิดให้เดินเรืออย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา ถือเป็นการเปิดมิติใหม่ในการเชื่อมโยงนครหนานหนิงออกสู่ทะเล

คลองสายนี้ออกแบบมาให้รองรับเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ได้สูงสุดถึง 5,000 ตัน โดยสามารถแล่นตรงจากนครหนานหนิงสู่อ่าวเป่ยปู้ได้ทันที ซึ่งช่วยย่นระยะทางการขนส่งสินค้าทางน้ำจากภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีนออกสู่ทะเลลงได้มากกว่า 560 กิโลเมตร เมื่อเทียบกับเส้นทางเดิมที่ต้องขนส่งผ่านท่าเรือกวางโจว

การเปิดใช้เส้นทางน้ำสายใหม่นี้ จึงช่วยเสริมศักยภาพของนครหนานหนิงในฐานะศูนย์กลางการคมนาคมขนส่ง ที่เชื่อมโยงพื้นที่ตอนในของประเทศเข้ากับท่าเรือชายฝั่ง

เพื่อตักตวงโอกาสครั้งสำคัญทางเศรษฐกิจ นครหนานหนิงได้เดินหน้าวางผังพัฒนาอุตสาหกรรมตลอดแนวแถบเศรษฐกิจคลองผิงลู่ พร้อมเร่งยกระดับเขตปฏิบัติการร่วมบาเหลียนบริเวณท่าเรือหลิวจิ่งให้รองรับเรือขนาด 5,000 ตัน และเร่งสร้างทางรถไฟสายเฉพาะขึ้นที่หลิวจิ่ง เพื่อยกระดับระบบการขนส่งราง-น้ำ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

จากท่าเรือตอนใน สู่การเติบโตเป็นศูนย์กลางการขนส่งเชื่อมแม่น้ำและทะเลอย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้อุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั้งโลหะนอกกลุ่มเหล็ก เคมีภัณฑ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการผลิตเครื่องจักรกล ย้ายฐานเข้ามาปักหลักตลอดแนวคลองอย่างต่อเนื่อง

เขตนำร่องการค้าเสรีจีน (กว่างซี) โซนหนานหนิง ถือเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยได้ผนึกกำลังผ่านโมเดล "สองประเทศ สองนิคม" และเขตความร่วมมือทางอุตสาหกรรม จีน-อาเซียน พร้อมเดินหน้านวัตกรรมเชิงสถาบันไปแล้วกว่า 260 รายการ ซึ่งในจำนวนนี้มีถึง 214 รายการที่เป็นแนวปฏิบัติริเริ่มเป็นครั้งแรกในระดับประเทศหรือระดับเขตปกครองตนเอง

นอกจากนี้ หนานหนิงยังคงมุ่งมั่นค้นหานวัตกรรมใหม่ ๆ ด้านการเงินข้ามพรมแดนและการค้าดิจิทัล ซึ่งเมื่อรวมกับต้นทุนโลจิสติกส์ที่ลดลงจากการยกระดับโครงข่ายการเชื่อมโยงระหว่างกว่างซีกับอาเซียนแล้ว ก็ยิ่งช่วยเพิ่มเสน่ห์ในการดึงดูดการลงทุนภาคอุตสาหกรรม และพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมโดยรอบท่าอากาศยานและท่าเรือได้อย่างมีประสิทธิภาพ

AI เปิดฉากบทใหม่ ขยายมิติความร่วมมือ

AI กำลังก้าวขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับความร่วมมือระหว่างนครหนานหนิงและกลุ่มประเทศอาเซียน

ณ ศูนย์จัดแสดงประจำศูนย์ความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ จีน-อาเซียน ในเขตเมืองใหม่อู่เซี่ยง ได้มีการนำเสนอโซลูชันที่ครอบคลุมทั้งด้านเมืองอัจฉริยะ การดูแลสุขภาพ การศึกษา และการเกษตร ซึ่งดึงดูดคณะผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียนให้เดินทางมาเยี่ยมชมพร้อมร่วมเจรจาความร่วมมือทางธุรกิจอย่างไม่ขาดสาย

นครหนานหนิงกำลังมุ่งมั่นขับเคลื่อนโมเดลการพัฒนาตามแนวคิด "วิจัยและพัฒนาในปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเขตเศรษฐกิจพิเศษอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า ผนึกกำลังกว่างซี และใช้จริงในอาเซียน" เพื่อยกระดับหนานหนิงสู่การเป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้านเทคโนโลยี AI ระดับนานาชาติร่วมกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บริษัท อาร์เชอร์ไมนด์ เทคโนโลยี (ArcherMind Technology) ได้ตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคอาเซียนขึ้นที่นครหนานหนิง โดยส่งออกผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์อัจฉริยะไปยังตลาดต่าง ๆ อาทิ ลาว เมียนมา และเวียดนาม ทั้งยังถูกนำไปใช้งานในสถานศึกษาหลายแห่งทั่วอาเซียน ขณะเดียวกัน ไอฟลายเทค (iFLYTEK) ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ร่วมกับนครหนานหนิง เพื่อเดินหน้าพัฒนานวัตกรรม AI ลุยตลาดอาเซียน ทั้งในด้านการศึกษา การดูแลสุขภาพ ตลอดจนการบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะ

นอกจากนี้ บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ เช่น ซินเฉิน เซมิคอนดักเตอร์ (Xinchen Semiconductor) กำลังเดินหน้าบูรณาการเทคโนโลยีชิปและขยายฐานการผลิตในนครหนานหนิง เพื่อรองรับนวัตกรรมแห่งอนาคต ตั้งแต่อินเทอร์เน็ตเชื่อมต่อยานยนต์ (Internet of Vehicles) ไปจนถึงอินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง (Internet of Things)

ปัจจุบัน นครหนานหนิงเป็นศูนย์รวมภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI มากถึง 1,552 แห่ง คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 57.3% ของทั้งหมดในกว่างซี

ตลอดระยะเวลาการจัดงาน CAEXPO ครั้งที่ 23 ชุมชนปัญญาประดิษฐ์ จีน-อาเซียน ณ นครหนานหนิง ได้จัดกิจกรรมโรดโชว์และการเจรจาจับคู่ธุรกิจรวม 37 ครั้ง พร้อมเปิดตัวความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้ AI ในอาเซียนรวม 42 โครงการ ซึ่งบรรลุข้อตกลงความร่วมมือเบื้องต้นได้เกือบ 100 ฉบับ คิดเป็นมูลค่ารวมราว 2 พันล้านหยวน โดยในจำนวนนี้เป็นการตั้งเป้าความร่วมมือกับกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนมูลค่าสูงกว่า 1 พันล้านหยวน

AI กำลังก้าวขึ้นเป็นนามบัตรใบใหม่ที่สะท้อนการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจของนครหนานหนิง พร้อมทั้งขยายพรมแดนความร่วมมือระหว่างจีนกับอาเซียนให้ครอบคลุมยิ่งกว่าการค้าและการลงทุน ไปสู่มิติด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและการใช้นวัตกรรมอัจฉริยะ

ไม่ว่าจะเป็น "ช่องทางหนานหนิง" ที่สั่งสมความแข็งแกร่งมาอย่างยาวนาน ไปจนถึงโอกาสใหม่ ๆ จากการเปิดคลองผิงลู่ และการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี AI นครหนานหนิงกำลังเดินหน้าขยายพรมแดนการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ พร้อมเชื่อมโยงตลาดจีนเข้ากับเวทีการค้าโลก

การผนึกกำลังกันระหว่างแพลตฟอร์ม เส้นทางคมนาคมขนส่ง และอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เปิดโอกาสให้นครหนานหนิงพร้อมเปลี่ยนความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ในฐานะแนวหน้าของความร่วมมือ จีน-อาเซียน ให้กลายเป็นโอกาสทองที่จับต้องได้จริง ทั้งด้านการค้า การลงทุน และการสร้างสรรค์นวัตกรรม

ศูนย์การส่งออกแห่งรัสเซีย (REC) เตรียมจัดกิจกรรม “Made in Russia” ในงานประชุมการลงทุนรัสเซีย–ไทย ครั้งที่ 2

 


ศูนย์การส่งออกแห่งรัสเซีย (REC ในเครือ VEB.RF Group) จะจัดกิจกรรมแสดงสินค้าภายใต้แบรนด์ “Made in Russia” ในระหว่างวันที่ 30–31 ตุลาคม ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และธุรกิจที่สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กิจกรรมนี้จะจัดขึ้นภายในงานประชุมการลงทุนรัสเซีย–ไทย ครั้งที่ 2 (RTIF 2026) ซึ่งจะรวบรวมตัวแทนจากภาคธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจากประเทศพันธมิตร โดยมีสภาธุรกิจรัสเซีย–ไทย (RTBC) ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการพาวิลเลียน “Made in Russia” เป็นผู้จัดงาน ขณะที่แบรนด์ระดับชาติอย่าง “Made in Russia” จะร่วมเป็นพันธมิตรหลัก (General Partner) ของการจัดงานในครั้งนี้ด้วย

นางทาเทียนา อัน รองประธาน REC กล่าวว่า “เราเห็นว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สำหรับการส่งออกของรัสเซีย สินค้า ‘Made in Russia’ ได้รับความสนใจอย่างมากในประเทศไทย ซึ่งหมายความว่าภาคธุรกิจต้องการเครื่องมือที่ใช้งานได้จริงสำหรับการเข้าสู่ตลาด โดยกิจกรรมที่กรุงเทพฯ ครั้งนี้ จะเปิดโอกาสให้บริษัทรัสเซียนำเสนอสินค้าแก่ผู้ซื้อท้องถิ่น ทดสอบความต้องการของตลาด ซึ่งรวมถึงบนแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลส และจะจัดการเจรจา B2B หลายรายการ”

นายวลาดิมีร์ โควาเลฟ ผู้อำนวยการบริหาร RTBC เน้นย้ำว่า “การเปิดพาวิลเลียนสินค้าระดับชาติในประเทศไทยจะช่วยให้ผู้ผลิตชาวรัสเซียได้รับการสนับสนุนอย่างครอบคลุมในการผลักดันสินค้าสู่ตลาดไทย ผู้ส่งออกไม่เพียงแต่จะเข้าถึงเวทีธุรกิจที่ทันสมัยสำหรับการนำเสนอสินค้าและการเจรจา B2B เท่านั้น แต่ยังจะได้รับความช่วยเหลือในเรื่องขั้นตอนการรับรอง การสนับสนุนด้านการตลาดและกฎหมาย ผมมั่นใจว่าผลลัพธ์จากการดำเนินงานของพาวิลเลียนจะทำให้มูลค่าการค้าระหว่างรัสเซียและไทยเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ”

ภายในงาน REC จะจัดโซนแสดงสินค้า “Made in Russia” เพื่อนำเสนอสินค้าจากผู้ผลิตชาวรัสเซีย พร้อมทั้งจัดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมงานและแขกของงานประชุมได้ทดลองชิมสินค้าเกษตรและแปรรูปของรัสเซีย นอกจากนี้ ยังมีการจัดสตูดิโอสตรีมมิ่ง ซึ่งบล็อกเกอร์ชาวรัสเซียและชาวไทยจะไลฟ์ขายสินค้าจากผู้ผลิตรัสเซียตามข้อกำหนดของแพลตฟอร์ม

อีกหนึ่งโปรแกรมสำคัญคือการเจรจาธุรกิจแบบ B2B สำหรับผู้ส่งออกรัสเซีย โดยบริษัทต่างๆ จะได้รับการสนับสนุนจาก REC ในการเจรจาแบบเจาะจงกับผู้เข้าร่วมกิจกรรมและงานประชุมที่สนใจสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจโดยตรง

นอกจากนี้ งาน RTIF 2026 ยังมีการจัดการแข่งขันแบดมินตันกระชับมิตรในวันที่ 31 ตุลาคม โดยมีตัวแทนจากภาคธุรกิจและนักกีฬาอาชีพจากรัสเซียและไทยลงสนาม

ทั้งนี้ กิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับ “Made in Russia”  ที่กรุงเทพฯ ยังคงเปิดรับลงทะเบียนอยู่

ศูนย์การส่งออกแห่งรัสเซีย (REC ในเครือ, กลุ่ม VEB.RF Group) เป็นสถาบันของรัฐที่สนับสนุนการส่งออกที่ไม่ใช่ทรัพยากรและไม่ใช่พลังงาน (NNE) โดยให้ความช่วยเหลือทั้งด้านการเงินและไม่ใช่การเงินแก่บริษัทจากหลากหลายอุตสาหกรรมในทุกขั้นตอนของการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ ภายใต้โครงการระดับชาติ “ความร่วมมือระหว่างประเทศและการส่งออก” ทั้งนี้ กลุ่ม REC ประกอบด้วยสำนักงานประกันสินเชื่อเพื่อการส่งออกและการลงทุนแห่งรัสเซีย (EXIAR), ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งรัสเซีย (ROSEXIMBANK) และโรงเรียนการส่งออก REC (REC Export School)

งานประชุมการลงทุนรัสเซีย–ไทย เป็นเวทีประจำปีที่ใหญ่ที่สุดสำหรับการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจระยะยาวระหว่างบริษัทของทั้งสองประเทศ จัดโดยสภาธุรกิจรัสเซีย–ไทย (RTBC) ซึ่งประกอบด้วยบริษัท 55 แห่งที่เป็นตัวแทนของภาคเศรษฐกิจหลัก RTBC ดำเนินงานอย่างเป็นระบบในการระบุและขจัดอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีในการค้า การอำนวยความสะดวกด้านขั้นตอนการค้า และการลดภาระด้านงานธุรการสำหรับภาคธุรกิจ นอกจากนี้ เพื่อสนับสนุนชุมชนผู้ประกอบการ RTBC ได้เปิดศูนย์ผู้เชี่ยวชาญและวิเคราะห์ รวมทั้งจัดตั้งสำนักงานถาวรในมอสโกและกรุงเทพฯ