Friday, July 31, 2020

MagniProtect by Magniflex: the world's first antiviral sleep collection tested against COVID-19 is Made in Italy

The innovative technology developed by Magniflex inhibits the persistence of bacteria and viruses on fabrics and has been specifically tested against SARS-COV-2.

From Magniflex's Made in Italy research and innovation department, the first sleep collection whose effectiveness has been certified by independent Italian and international laboratories.

We're going through hard times, in which the health's protection is one of the top priorities. That's why Magniflex, a leading Italian company with over 50 years of experience in mattresses and sleeping accessories manufacturing, is proud to introduce MagniProtect, the first sleep collection with certified antiviral and antibacterial action, that has been specifically tested against SARS-COV-2.

100% designed and manufactured in Italy, MagniProtect applies an innovative technology developed by Magniflex able to inhibit the growth and persistence of bacteria and viruses on fabrics thanks to the combined action of a lipid viral core neutralisation agent and a bacterial and viral replication inhibitor, which prevent and greatly reduces the risk of contamination.

Recent tests conducted by the Italian Consiglio Nazionale delle Ricerche (CNR) and the University of Pisa – as well as independent researches in US laboratories on common bacteria and flu viruses – have confirmed the specific effectiveness of MagniProtect against SARS-COV-2 (responsible for COVID-19 infection), with the successful elimination of over 99% of the virus on fabrics within 60 minutes.

This is the first time that this kind of tests have been carried out, and passed – on a sleep product.

MagniProtect has passed the AATCC100, ISO 20743:2013 and ISO 18184:2019 tests (antibacterial and antiviral activity of textile products) and has obtained OEKO-TEX(R) "STANDARD 100"/Classe1 (absence of substances that are toxic and harmful to people and the environment) and "Step" (Sustainable Textile Production) certifications.

The MagniProtect collection includes mattresses, toppers and pillows and is available for online purchase as well as at all Magniflex stores and retailers around the world. Find more on www.magniflex.com

Founded in Tuscany in the 1960s and now having a global presence with over 4000 distributors in 99 international countries, Magniflex designs and manufactures mattresses, bed bases, pillows and sleeping accessories that combine innovation, performance and Italian style. Excellent rest, focus on well-being and respect for the environment are the key corporate values. Every day, Magniflex exports the pleasure of "sleeping Made in Italy" all over the world.

Logo: https://mma.prnewswire.com/media/1220966/Magniflex_Logo.jpg
Photo: https://mma.prnewswire.com/media/1220967/MagniProtect_Mattress.jpg

Media inquires: Magniflex Press Office - Aida Partners / Giada Mentegari, giada.mentegari@aidapartners.com, +393487960835, Commercial inquires: info@magniflex.com

TAICCA และ CATCHPLAY ประกาศร่วมลงทุนใน SCREENWORKS ASIA เพื่อสร้างศูนย์ผลิตคอนเทนต์ของไต้หวัน

เพื่อผลักดันคอนเทนต์ออริจินัลของไต้หวันให้ไกลขึ้น Taiwan Creative Content Agency (TAICCA) และ CATCHPLAY ได้ประกาศร่วมลงทุนใน SCREENWORKS ASIA Ltd. เพื่อผลิตคอนเทนต์ออริจินัลของไต้หวันให้มากขึ้นสำหรับผู้ชมต่างประเทศ การลงทุนร่วมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มปริมาณและคุณภาพของการผลิตคอนเทนต์ด้านความบันเทิง ตลอดจนอำนวยความสะดวกแก่แพลตฟอร์มสำหรับความร่วมมือระหว่างประเทศ ที่มีจุดมุ่งหมายทำให้ไต้หวันเป็นมหาอำนาจด้านคอนเทนต์ของเอเชีย

จากซ้ายไปขวา: Karen Tang ผู้จัดการทั่วไปของ Screenworks, Daphne Yang ซีอีโอของ CATCHPLAY Group, Hsiao-Ching TING ประธานกรรมการ TAICCA และ Lolita Ching-Fang HU ประธานบริหารของ TAICCA

CATCHPLAY เป็นผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์ต่างประเทศระดับชั้นนำของไต้หวัน เช่น ภาพยนตร์เรื่อง La La Land, Green Book และ Parasite และมีบริการสตรีมมิ่ง CATCHPLAY+ ซึ่งเป็นหนึ่งในบริการด้านคอนเทนต์ดิจิทัลเพียงไม่กี่รายที่ประสบความสำเร็จในการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ โดยมีผู้ใช้งานกว่า 6 ล้านคนทั่วไต้หวัน สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมากว่า 10 ปีในอุตสาหกรรมคอนเทนต์ CATCHPLAY ดำเนินการลงทุนด้านภาพยนตร์ที่น่าทึ่งมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาเงินทุนแก่ภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด เช่น The Revenant, Assassin's Creed และ Silence ของผู้กำกับชื่อดังอย่างมาร์ติน สกอร์เซซี่ และ 20 Once Again ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ร่วมผลิตกับ CJ Entertainment ของเกาหลี และเมื่อปี 2562 CATCHPLAY ซึ่งเป็นพันธมิตรกับ HBO Asia ของ Warner Media ได้จัดจำหน่ายละครซีรีส์ไต้หวันเรื่องแรกอย่าง The World Between Us และกลายเป็นซีรีส์ภาษาจีนกลางที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในปีนั้น

Hsiao-Ching TING ประธาน TAICCA กล่าวว่า "ด้วยเครือข่ายการจัดจำหน่ายของเราเอง รวมถึงประสบการณ์ในการลงทุนด้านการผลิตทั่วโลก CATCHPLAY เป็นผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์จากต่างประเทศมาอย่างยาวนาน ดังนั้น สำหรับการลงทุนด้านการพัฒนาภาพยนตร์ไต้หวัน TAICCA หวังที่จะใช้ประโยชน์จากช่องทางการจัดจำหน่ายระหว่างประเทศของ CATCHPLAY และปรับเปลี่ยนแนวทางเดิมที่ยืนหยัดมายาวนาน ด้วยการส่งออกภาพยนตร์ที่ผลิตเองของไต้หวันไปยังต่างประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ "สากลวิวัตน์" และ "การสร้างแบรนด์" ขององค์กร อีกทั้ง TAICCA ยังตั้งตารอที่จะทำงานร่วมกับ CATCHPLAY ในการวางรากฐานคอนเทนต์ออริจินัลของไต้หวันเพื่อผนวกรวมเข้ากับตลาดโลก เพื่อทำให้ไต้หวันเป็นผู้ผลิตคอนเทนต์ออริจินัลที่มีอิทธิพลของโลก"

สนับสนุนด้านเงินทุนของ Screenworks และทีมงานสำหรับโปรเจกต์ต่อไป
"เราเคยทำตามกฎของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ระหว่างประเทศ เพื่อนำเข้าคอนเทนต์ดี ๆ จากต่างประเทศมาสู่ผู้ชมชาวไต้หวัน ตอนนี้ ถึงเวลาแล้วที่เราจะใช้ประสบการณ์ของเราจากตลาดต่างประเทศเพื่อเผยแพร่งานออริจินัลของไต้หวันแก่สายตาชาวโลก" Daphne YANG ซีอีโอของ CATCHPLAY กล่าว "เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ TAICCA สนับสนุนแนวคิดดังกล่าวและศักยภาพในทีมของเรา เราหวังว่าการเป็นพันธมิตรกันครั้งนี้จะช่วยอุตสาหกรรมภาพยนตร์และรายการทีวีของไต้หวันสร้างแพลตฟอร์มใหม่ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล"

เป้าหมายหลักของ SCREENWORKS ASIA จะเป็นการผลิตและจัดจำหน่ายคอนเทนต์ออริจินัลด้านความบันเทิงระดับพรีเมียมของไต้หวันที่มุ่งเจาะกลุ่มผู้ชมต่างประเทศ SCREENWORKS ASIA คัดเลือกหัวข้อต่าง ๆ ที่น่าสนใจในระดับสากลเพื่อนำไปพัฒนาต่อ โดยมุ่งเน้นที่ภาพยนตร์ มินิซีรีส์ และความบันเทิงที่มีเนื้อหาของข้อเท็จจริง (factual entertainment) เพื่อขึ้นฉายที่โรงภาพยนตร์ ออกอากาศทางทีวี และบริการสตรีมมิ่ง ด้วยการสร้าง IP ทั่วโลกที่หลากหลายและข้ามอุตสาหกรรมเป็นเป้าหมายระยะยาว

โปรเจกต์แรกของ SCREENWORKS ASIA ที่ประกาศออกมา ได้แก่ The Making of An Ordinary Woman II ซึ่งเป็นภาคต่อของหนึ่งในซีรีส์ภาษาจีนกลางที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของปี 2562 โดยซีรีส์ The Making of An Ordinary Woman และ The World Between US ได้รับการขนานนามว่าเป็นซีรีส์ภาษาจีนกลางท็อป 2 ของปี 2562 ที่คว้าเรทติ้ง 8.6 และ 9.2 ตามลำดับจาก IMDb ซึ่งเป็นบริการจัดเรทติ้งคอนเทนต์นานาชาติชั้นนำ ทั้งยังเข้าถึงผู้ชมหลายร้อยล้านคนในเอเชียและทั่วโลก ซีรีส์ทั้งสองมีต้นกำเนิดมาจากไต้หวันและถูกนำมาฉายใน CATCHPLAY+ แล้ว ขณะเดียวกัน SCREENWORKS ASIA ยังประกาศออกมาอีก 5 โปรเจกต์ที่เตรียมถ่ายทำ โดย 2 โปรเจกต์จะเริ่มต้นในฤดูร้อนนี้

นับตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อปีที่ผ่านมา TAICCA ได้ทุ่มเทให้กับ IP ที่มีศักยภาพโดดเด่นเพื่ออำนวยความสะดวกในการต่อยอด หนึ่งในนั้นคือ The Method of Breathing หนังสั้นด้านศิลปะการต่อสู้ของผู้กำกับมากฝีมืออย่าง Yi LIU และเป็นโปรเจกต์ระดับรางวัลที่ถูกคัดเลือกเมื่อช่วงปลายปีที่แล้วจาก Taipei Golden Horse Film Project Promotion ซึ่งถูกนำมาพัฒนาอย่างรวดเร็วผ่านแพลตฟอร์มที่จัดตั้งขึ้นโดย TAICCA และเข้าร่วมใน IP Showcase ที่เทศกาล European Film Market ปีนี้ในกรุงเบอร์ลิน นอกจากนี้ SCREENWORKS ASIA จะนำมาดัดแปลงเป็นละครโทรทัศน์และภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน เพื่อสร้างเวทีสำหรับอุตสาหกรรมคอนเทนต์และครีเอเตอร์ในการก้าวเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ

TAICCA ใช้กองทุนพัฒนาเพื่อลงทุนในอุตสาหกรรมต่าง ๆ และเติมเต็มช่องว่างของอุตสาหกรรม ซึ่งเข้ามาสร้างระบบนิเวศสำหรับภาพยนตร์ที่มีคอนเทนต์เกี่ยวข้องกับไต้หวันอย่างเป็นระบบ TAICCA จะยังคงเดินหน้าร่วมมือภาครัฐและเอกชน เพื่อต้อนรับผู้ร่วมลงทุนรายใหม่สำหรับการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมคอนเทนต์ทางวัฒนธรรมของไต้หวันต่อไป

Hotel Elcient Osaka to Open in Sonezaki, Osaka, in Summer 2020

Hotel Elcient Osaka will open in Sonezaki, Osaka, on August 1, 2020. It is accessible directly from KIX Airport to JR Osaka Station, which is within walking distance. In addition, it has great access to Kyoto, Nara, Kobe and Wakayama, making it an ideal location for visiting UNESCO World Heritage sites and tourist attractions. The Sonezaki area is famous as a vibrant "gourmet town" that symbolizes Osaka where local foodies come to eat.

(Photos: https://kyodonewsprwire.jp/release/202007222329?p=images)

There are diverse sightseeing and entertainment places to enjoy the perfect mixture of modern pop culture and ancient spirituality. Experience traditional performing arts such as Ningyo Joruri, Rakugo, Kabuki and Noh.

Upon leaving the hotel, guests will find Tsuyu no Tenjinjya or Ohatsutenjin, a very popular spiritual spot that has a history of over 1,300 years. Tsuyu no Tenjinjya is the stage of "Sonezaki Shinju (Double Suicide of Sonezaki)," a representative pure love story (true story), which has been continuing since the Edo period. Guests can rejuvenate their mind and body at the shrine.

All experiences here will satisfy the senses and keep guests entertained, prompting them to want more.

Kazuya Shintani, General Manager of Hotel Elcient Osaka, commented: "We appreciate healthcare workers, local communities, and governments everywhere who face the difficult challenge of responding to COVID-19, working on the front lines to contain it. We will not be able to open Hotel Elcient Osaka without them. We will remain vigilant on the COVID-19 situation and take appropriate steps. Precautions are in place to ensure a healthy stay for our guests."

About Hotel Elcient
Hotel Elcient is located in Kyoto and Hotel Elcient Osaka due to open in Sonezaki is the second Elcient brand hotel. Based on the concept of "Exploring the local beauty of the area with ELCIENT," Hotel Elcient offers hospitality and service to help guests experience and love the beauty of "Sonezaki." Hotel Elcient Kyoto features 562 Japanese-style guest rooms while Hotel Elcient Osaka features 253 stylish, earth-colored rooms. Both have a large bath with a sauna. Hotel Elcient is within walking distance from main stations, a perfect location for both leisure and business.

Hotel Elcient Osaka/Kyoto: https://www.elcient.com/en/

Promotion Video (YouTube): https://bit.ly/39ip0M8 

Source: Hotel Elcient Osaka

“หัวเว่ย” แนะผู้ให้บริการใช้เครือข่ายพรีเมี่ยมที่แตกต่างเพิ่มความสามารถการแข่งขันในตลาด

หัวเว่ย จัดกิจกรรมเสวนาออนไลน์ในหัวข้อ “Premium Networks, Better Digital World” ที่งาน Better World Summit 2020 โดยเชิญชวนผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือระดับโลก นักวิเคราะห์ IDC มาร่วมหารือกับหัวเว่ยถึงวิธีการที่เหล่าผู้ให้บริการจะสามารถปรับปรุงเครือข่ายและยกระดับบริการของตนให้แตกต่าง เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดได้ต่อไป


เครือข่ายที่แตกต่างจะเป็นจุดแข็งสำหรับการแข่งขันของเหล่าผู้ให้บริการ

การเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นดิจิทัลอย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรมสารสนเทศ รวมถึงการพัฒนาที่กว้างขึ้นของ 5G การเติบโตของการศึกษาออนไลน์ในช่วงที่เกิดโรคระบาดเมื่อไม่นานมานี้ ตลอดจนเรื่องของคลาวด์สาธารณะ ได้เพิ่มแรงกดดันให้กับเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐาน Gary Lu ประธานแผนก Network Marketing & Solution Sales ของหัวเว่ย กล่าวว่า “การผลิกโฉมอุตสาหกรรมสู่ความเป็นดิจิทัลจะเร็วขึ้นในปี 5 ปีข้างหน้า ผู้คน บ้านพักอาศัย และบริษัทต่าง ๆ จะมีความต้องการในบริการที่พวกเขาได้รับมากยิ่งขึ้น เราจึงคิดว่าจะเป็นการดีกว่าสำหรับเหล่าผู้ให้บริการในการมอบบริการที่แตกต่างและสามารถรับประกันมาตรฐานได้ เพราะนั่นจะทำให้พวกเขาสามารถสร้างรายได้จากมูลค่าเครือข่ายและความโดดเด่นเหนือคู่แข่ง”

Matt Eastwood รองประธานอาวุโสของ IDC ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์หัวข้อ "Digital Transformation and Its Impact of Scale and Automation" โดยระบุว่า ผู้ให้บริการควรวางแผนและสร้างเป้าหมายเครือข่ายในอนาคต โดยอิงจากโมเดลดัชนีสถาปัตยกรรมหลัก (KAI) เพื่อเตรียมตัวสู่การผลิกโฉมอุตสาหกรรมสู่ความเป็นดิจิทัล

เปิดรับ F5G ใยแก้วคือทองคำแห่งอนาคต

Richard Jin ประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์สื่อสารและเข้าถึงเครือข่ายของหัวเว่ย กล่าวว่า “ใยแก้วคือทองคำ ใยแก้วคืออนาคต ใยแก้วมีอยู่ทุกที่ และการเชื่อมต่อผ่านใยแก้วนำแสงนั้นก็คือประสบการณ์การใช้งานขั้นสูงสุด โซลูชัน AirPON ของหัวเว่ยช่วยให้เหล่าผู้ให้บริการสามารถสร้างเครือข่าย FTTH ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อติดตั้งการเชื่อมต่อผ่านใยแก้วในทุกหนแห่ง ซึ่งทั้ง eAI ONT และ OLT รวมถึงการกระจายความชาญฉลาดจะช่วยเพิ่มรายได้แก่ผู้ให้บริการ และลดอัตราการเสียลูกค้าผ่านประสบการณ์แห่งบริการภายในบ้านแบบ E2E ขั้นสูงสุดที่มีความแน่นอน ในขณะที่โซลูชัน OTN แบบพรีเมี่ยมจะช่วยยกระดับคุณภาพของการเชื่อมต่อในหลายองค์กร ผ่านเครือข่ายพรีเมี่ยมและบริการคลาวด์ เพื่อให้ผู้บริการเข้าถึงตลาดองค์กรได้มากขึ้น”

นอกจากนี้ Lv Pin รองประธานบริษัท China Telecom Anhui ยังมาร่วมกันแบ่งปันความคิดเห็นกรณีการนำพรีเมี่ยม Wi-Fi และ e-guarding มาใช้ในบ้านอัจฉริยะ ขณะเดียวกัน Cai Weiwen ผู้อำนวยการคณะกรรมการและรองประธานบริษัท China Mobile Guangdong ก็มาร่วมพูดคุยถึงนวัตกรรมใยแก้วและการนำคลาวด์เสมือนจริงมาใช้ในเชิงพาณิชย์ รวมถึงการใช้งานโทรทัศน์ใยแก้ว (OTV), OTN, เครือข่ายส่วนตัวแบบพรีเมี่ยม และบริการ 5G บนรถไฟความเร็วสูง ซึ่งล้วนเป็นเทคโนโลยีที่ก่อให้เกิดแพลตฟอร์มการสื่อสารที่ดีกว่าในเขตพื้นที่อ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-และมาเก๊า

IP อัจฉริยะครอบคลุมทุกบริการภายใต้มาตรฐาน SLA

เครือข่าย IP คือหัวใจของยุคแห่ง 5G และคลาวด์ ที่มีความต้องการรองรับบริการสื่อสารแบบครอบคลุมคุณภาพสูง โดย Kevin Hu ประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์การสื่อสารข้อมูลของหัวเว่ย กล่าวว่า “ในยุคของ 5G และคลาวด์ เครือข่าย IP จำเป็นต้องมีแบนด์วิดท์สูงและเข้าถึงได้ แซงหน้าเครือข่ายผู้บริโภคที่เน้นความเร็ว เพื่อกลายเป็นเครือข่ายขนส่งการผลิตที่สามารถรับประกันคุณภาพได้ หัวเว่ยจึงกำลังจะเปิดตัวเราเตอร์ในซีรีส์ NetEngine 8000 ซึ่งถูกออกแบบมาสำหรับเครือข่าย IP บรอดแบนด์ขนาดใหญ่ที่มีการเชื่อมต่ออันชาญฉลาด และ O&M เพื่อมาตอบสนองความต้องการของบริการ 5G ในระหว่างกระบวนการเคลื่อนย้ายสู่ระบบคลาวด์ขององค์กรต่าง ๆ ทำให้ธุรกิจของผู้ให้บริการเครือข่ายเติบโตยิ่งขึ้น”

Luo Rui รองประธานบริษัท China Telecom Ningxia กล่าวถึงการนำโซลูชัน IP สายส่วนตัวอันชาญฉลาดของหัวเว่ยมาใช้ร่วมกับเครือข่ายส่วนตัวแห่งแรกสำหรับผู้ใช้ในภาครัฐ ภาคสาธารณสุข และภาคการศึกษา เพื่อการเชื่อมต่อแบบไร้รอยต่อ ระหว่างเครือข่ายและคลาวด์คุณภาพสูง ขณะที่ Faruk Ekici หัวหน้าฝ่ายวางแผนเครือข่ายขนส่งของ Turkcell ได้กล่าวถึง การสร้างเครือข่ายขนส่ง IP ที่รองรับ 5G แบบบรรจบและสามารถตั้งโปรแกรมได้ ตลอดจนการมองลึกลงไปถึงความเป็นผู้นำด้วยเทคโนโลยี IP ยุคใหม่

iMaster NCE ขับเคลื่อนเครือข่ายอิสระ FBB เพื่อธุรกิจที่คล่องตัว

พวกเรากำลังมุ่งสู่โลกที่เชื่อมต่อถึงกันและมีความชาญฉลาดอย่างเต็มตัว ดังนั้นการทำให้เครือข่ายสามารถทำงานได้อย่างอัตโนมัติและชาญฉลาดนั้น ถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับประสบการณ์ระดับพรีเมี่ยม และบริการสื่อสารครบวงจร David Lu ประธานฝ่ายพัฒนาทั่วไปของหัวเว่ย กล่าวว่า “เครือข่ายอิสระเป็นที่ยอมรับอย่างดีในหน่วยงานมาตรฐาน และถือเป็นเป้าหมายของการพลิกโฉมผู้ให้บริการ ด้วยเหตุนี้ Huawei iMaster NCE ซึ่งเป็นระบบควบคุมและการจัดการเชิง FBB อันชาญฉลาดที่ให้ความสำคัญกับคุณค่า 5G และ F5G จึงกำลังวางเครือข่ายอิสระที่สามารถทำงาน รักษา และปรับแต่งได้ด้วยตนเอง โดย iMaster NCE รับประกันมาตรฐานการใช้งานทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการขาย นอกจากนี้ ยังใช้ประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีบิ๊กดาต้า เพื่อให้บริการ O&M ในเชิงรุก ซึ่งหมายถึงประสิทธิภาพบริการ O&M ที่สูงกว่า และคุณภาพการทำงานของเครือข่ายที่ดีกว่า”

เครือข่ายพรีเมี่ยมจะสร้างโอกาสใหม่แก่ผู้ให้บริการ ร่วมกันคว้าโอกาสนี้ไว้ และสร้างโลกดิจิทัลที่ดีกว่าเพื่อประโยชน์ของพวกเราทุกคน

รูปภาพ - https://photos.prnasia.com/prnh/20200730/2871959-1

Thursday, July 30, 2020

KIIT Deemed to be University ให้เด็กในรัฐโอริสสาที่พ่อแม่เสียชีวิตจากโควิดเรียนหนังสือฟรี

ภุพเนศวร อินเดีย--29 ก.ค.--พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อผู้คนหลายล้านและสร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก รวมถึงในประเทศอินเดียและรัฐโอริสสา ซึ่งจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นทุกวันและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ทั้งนี้ KIIT ให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติในรัฐโอริสสาเสมอมา และยังคงยืนหยัดเคียงข้างประชาชนในรัฐโอริสสาในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ขัดขวางและทำลายวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ตามปกติของผู้คนในรัฐโอริสสา ด้วยเหตุนี้ KIIT Deemed to be University (KIIT-DU) จึงยื่นมือช่วยเหลือครอบครัวที่มีผู้เสียชีวิตจากโควิด โดย KIIT-DU ตัดสินใจให้เด็กในรัฐโอริสสาที่พ่อแม่เสียชีวิตจากโควิดเข้าศึกษาระดับอาชีวศึกษาและเทคนิคศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ตามข้อเสนอของ Dr. Achyuta Samanta ผู้ก่อตั้ง KIIT และ KISS

บุตรของผู้เสียชีวิตจากโควิดในรัฐโอริสสาสามารถสมัครเรียนอาชีวศึกษาและเทคนิคศึกษาในหลักสูตรต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและสาขาวิศวกรรมศาสตร์ หากมีคุณสมบัติครบถ้วน เจ้าหน้าที่จาก KIIT ระบุว่าความช่วยเหลือดังกล่าวจะมีผลสองปีการศึกษา คือปีการศึกษา 2563-2564 และ 2564-2565 โดยจะพิจารณาเด็กประเภท BPL, SC, ST และ SEBC เป็นพิเศษ ความช่วยเหลือนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของชาวโอริสสาซึ่งขาดที่พึ่งในยามนี้

KIIT เป็นมหาวิทยาลัยเพียงแห่งเดียวในอินเดียและต่างประเทศที่ให้ความช่วยเหลือในลักษณะนี้แก่ครอบครัวที่มีผู้เสียชีวิตจากโควิด

นอกจากนี้ KIIT Deemed to be University ยังเปิดโรงพยาบาลรักษาโรคโควิด 4 แห่งในรัฐโอริสสา ซึ่งมีเตียง 1,200 เตียง ห้องดูแลผู้ป่วยหนักกว่า 200 ห้อง และให้บริการมานาน 5 เดือน ขณะเดียวกัน KIIT ยังเป็นแนวหน้าในการต่อสู้กับโควิดในรัฐโอริสสา ด้วยการจัดหาอาหารและเวชภัณฑ์ให้แก่ผู้ที่ขาดแคลน ให้ความช่วยเหลือผู้ที่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ รณรงค์สร้างความตระหนักรู้ และช่วยดูแลสัตว์นับตั้งแต่มีการประกาศล็อกดาวน์

สื่อมวลชนกรุณาติดต่อ
Dr. Shradhanjali Nayak
ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์
KIIT Deemed to be University
อีเมล: shradhanjali@kiit.ac.in
โทร: +91-674-2725636

Hikvision releases 2020 H1 financial results

Hikvision, an IoT solution provider with video as its core competency, has released its financial results for the first half of 2020. During the period, Hikvision generated a revenue of RMB 24.27 billion with a year-over-year (YoY) increase of 1.45%, and net profits attributable to shareholders of the company was RMB 4.62 billion, reflecting a YoY growth of 9.66%.

Hikvision 2020 H1 Financial Results

Hikvision 2020 H1 Financial Results

Hikvision's revenue in overseas markets achieved solid growth, amounting to RMB 7.54 billion, with a YoY growth of 8.63%.

Having encountered unusual global social and economic conditions in the first half of 2020, Hikvision adapted its operations and succeeded in making technological innovations meet customers' needs, which helped to overcome challenges and keep development steady. Hikvision will continuously work closely with its partners to maintain stable operations, create value for customers, and build more safety, efficiency and sustainability for communities around the world. 

For the full 2020 H1 financial report, please visit here.

About Hikvision

Hikvision is an IoT solution provider with video as its core competency. Featuring an extensive and highly skilled R&D workforce, Hikvision manufactures a full suite of comprehensive products and solutions for a broad range of vertical markets. In addition to the security industry, Hikvision extends its reach to smart home tech, industrial automation, and automotive electronics industries to achieve its long-term vision. Hikvision products also provide powerful business intelligence for end users, which can enable more efficient operations and greater commercial success. Committed to the utmost quality and safety of its products, Hikvision encourages partners to take advantage of the many cybersecurity resources Hikvision offers, including the Hikvision Cybersecurity Centre. For more information, please visit us at www.hikvision.com.


Caption: Hikvision 2020 H1 Financial Results

การประชุมนานาชาติของสมาคมโรคอัลไซเมอร์เผยการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่และปอดบวมช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคอัลไซเมอร์

ชิคาโก--29 ก.ค.--พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

ผลวิจัยใหม่ล่าสุดที่เผยแพร่ในการประชุมนานาชาติของสมาคมโรคอัลไซเมอร์ หรือ Alzheimer's Association International Conference(R) (AAIC(R)) 2020 ระบุว่า การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่และปอดบวมช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์

ข้อมูลสำคัญจาก 3 การวิจัยที่เปิดเผยในการประชุม AAIC 2020 มีดังนี้

- การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่หนึ่งครั้งทำให้อุบัติการณ์ของโรคอัลไซเมอร์ลดลง 17% และการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่บ่อยกว่านั้นทำให้อุบัติการณ์ของโรคอัลไซเมอร์ลดลงอีก 13%
- การฉีดวัคซีนป้องกันโรคปอดบวมให้ผู้สูงวัยอายุ 65-75 ปี ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์สูงสุด 40% ขึ้นอยู่กับยีนของแต่ละคน
- ผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตหลังติดเชื้อสูงกว่า (6 เท่า) เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่มีภาวะสมองเสื่อม (3 เท่า)

“วัคซีนเป็นสิ่งที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดในวงการสาธารณสุขท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เราจำเป็นต้องศึกษาประโยชน์ของวัคซีนทั้งในแง่ของการป้องกันการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย และการยกระดับการดูแลสุขภาพในระยะยาว” ดร.มาเรีย ซี คาร์ริลโล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิทยาศาสตร์ของสมาคมโรคอัลไซเมอร์ กล่าว

“การฉีดวัคซีนเป็นการดูแลสุขภาพง่าย ๆ แต่ได้ประโยชน์หลายทาง หนึ่งในนั้นคือช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อม” ดร.คาร์ริลโล กล่าว “การวิจัยนี้กระตุ้นให้เกิดการวิจัยทางคลินิกเพิ่มเติมที่มีขนาดใหญ่และหลากหลายมากขึ้น เพื่อยืนยันว่าการฉีดวัคซีนเป็นกลยุทธ์ด้านสาธารณสุขที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะสมองเสื่อมเมื่อมีอายุมากขึ้น”

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลอาจลดการเกิดภาวะสมองเสื่อมจากโรคอัลไซเมอร์

ผลวิจัยก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่า การฉีดวัคซีนอาจมีคุณสมบัติในการป้องกันการเสื่อมถอยของสมอง แต่ยังไม่มีการศึกษาขนาดใหญ่และครอบคลุมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่กับความเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์โดยเฉพาะ เพื่ออุดช่องว่างดังกล่าว อัลเบิร์ต อัมราน นักศึกษาแพทย์จาก McGovern Medical School at The University of Texas Health Science Center at Houston และทีมงาน ได้ทำการศึกษาชุดข้อมูลบันทึกสุขภาพของชาวอเมริกันจำนวนมหาศาล (n=9,066)

อัมรานและทีมงานพบว่า การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่หนึ่งครั้งทำให้ความชุกของโรคอัลไซเมอร์ลดลง (odds ratio 0.83, p<0.0001) และในกลุ่มที่ได้รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่บ่อยกว่านั้นยิ่งมีความชุกของโรคอัลไซเมอร์ลดลงอีก (odds ratio 0.87, p=0.0342) ดังนั้น ผู้ที่ได้รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปีจึงมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์น้อยกว่า โดยช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคอัลไซเมอร์ลงได้เกือบ 6% ในผู้ป่วยอายุ 75-84 ปี เป็นเวลา 16 ปี

คณะนักวิจัยพบว่า ความสัมพันธ์เชิงป้องกันระหว่างวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่กับความเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์มีความชัดเจนที่สุดในกลุ่มที่ได้รับวัคซีนครั้งแรกเร็วกว่า ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่ได้รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ครั้งแรกเมื่ออายุ 60 ปี ได้รับประโยชน์มากกว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ครั้งแรกเมื่ออายุ 70 ปี

“การศึกษาของเราบ่งชี้ว่า การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ซึ่งมีราคาถูกและเข้าถึงง่ายมาก อาจช่วยลดความเสี่ยงการเกิดภาวะสมองเสื่อมจากโรคอัลไซเมอร์ได้อย่างมีนัยสำคัญ” อัมรานกล่าว “เราจำเป็นต้องทำการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อศึกษาการทำงานของกลไกทางชีวภาพในร่างกาย ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในขณะที่เรากำลังศึกษาหาวิธีการป้องกันโรคอัลไซเมอร์ที่มีประสิทธิภาพ”

วัคซีนป้องกันโรคปอดบวมอาจลดความเสี่ยงการเกิดโรคอัลไซเมอร์ในช่วงบั้นปลายชีวิต

การนำวัคซีนที่มีอยู่แล้วมาใช้ประโยชน์อาจเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ดร.สเวตลานา ยูเครนเซวา รองศาสตราจารย์วิจัยประจำ Biodemography of Aging Research Unit (BARU) at Duke University Social Science Research Institute และทีมงาน ได้ทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการฉีดวัคซันป้องกันโรคปอดบวมอย่างเดียวหรือฉีดร่วมกับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ กับความเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์ในผู้ป่วยอายุ 65 ปีขึ้นไปจำนวน 5,146 คน ในการศึกษา Cardiovascular Health Study นอกจากนั้นยังมีการพิจารณายีนเสี่ยงที่มีผลต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์ นั่นคือ TOMM40 rs2075650 G allele

คณะนักวิจัยพบว่า การฉีดวัคซีนป้องกันโรคปอดบวมระหว่างอายุ 65-75 ปี ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์ 25-30% หลังปรับข้อมูลเพศ เชื้อชาติ การเกิด การศึกษา การสูบบุหรี่ และจำนวน G alleles โดยพบว่าความเสี่ยงการเกิดโรคอัลไซเมอร์ลดลงมากที่สุด (สูงสุด 40%) ในกลุ่มที่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคปอดบวมและไม่มียีนเสี่ยง นอกจากนี้ จำนวนครั้งในการฉีดวัคซีนป้องกันโรคปอดบวมและไข้หวัดใหญ่ในผู้ป่วยอายุระหว่าง 65-75 ปี ยังสัมพันธ์กับความเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์ที่ลดลง อย่างไรก็ดี ไม่พบผลลัพธ์ดังกล่าวในกลุ่มที่ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่อย่างเดียว

“การฉีดวัคซีนป้องกันโรคปอดบวมก่อนอายุ 75 ปีอาจลดความเสี่ยงการเกิดโรคอัลไซเมอร์ในช่วงบั้นปลายชีวิต ขึ้นอยู่กับยีนของแต่ละคน” ดร.ยูเครนเซวา กล่าว “ข้อมูลเหล่านี้บ่งชี้ว่าการฉีดวัคซีนป้องกันโรคปอดบวมอาจเป็นความหวังในการป้องกันโรคอัลไซเมอร์ โดยเฉพาะในผู้ที่ไม่มียีนเสี่ยง”

การติดเชื้อทำให้ผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมมีโอกาสเสียชีวิตมากขึ้น

ผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมมักมีอาการเจ็บป่วยอื่นร่วมด้วย เช่น การติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และอื่น ๆ ด้วยเหตุนี้ จึงมีการวิจัยเพิ่มมากขึ้นเพื่อศึกษาว่าการติดเชื้ออาจแย่ลง เป็นอันตรายต่อชีวิตมากขึ้น หรือก่อให้เกิดภาวะสมองเสื่อมหรือไม่

เจเน็ต แจนเบ็ค นักศึกษาปริญญาเอกจาก Danish Dementia Research Centre, Rigshospitalet and the University of Copenhagen ในเดนมาร์ก และทีมงาน ใช้ข้อมูลจากทะเบียนข้อมูลสุขภาพแห่งชาติเพื่อศึกษาการเสียชีวิตของประชากรชาวเดนมาร์กอายุ 65 ปีขึ้นไป (n=1,496,436) ซึ่งไปโรงพยาบาลด้วยอาการติดเชื้อ โดยพบว่าผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมและมีอาการติดเชื้อ มีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าผู้ที่ไม่มีภาวะสมองเสื่อมและไม่มีอาการติดเชื้อถึง 6.5 เท่า ส่วนผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมอย่างเดียวหรือติดเชื้ออย่างเดียวมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่า 3 เท่า โดยอัตราการเสียชีวิตสูงสุดอยู่ในช่วง 30 วันแรกหลังไปโรงพยาบาล

คณะนักวิจัยพบว่า ผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมยังคงมีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นตลอด 10 ปีหลังไปโรงพยาบาลด้วยอาการติดเชื้อ และอัตราการเสียชีวิตจากการติดเชื้อทั้งหมด (ตั้งแต่การติดเชื้อรุนแรงอย่างการติดเชื้อในกระแสเลือด ไปจนถึงการติดเชื้อเล็กน้อยอย่างการติดเชื้อในหู) สูงกว่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่มีภาวะสมองเสื่อมหรือไม่ได้ไปโรงพยาบาลด้วยอาการติดเชื้อ

“การศึกษาของเราตอกย้ำถึงความจำเป็นในการศึกษาความสัมพันธ์เหล่านี้ให้ลึกซึ้งมากขึ้น เพื่อค้นหาว่าเพราะเหตุใดการติดเชื้อจึงมีความสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มมากขึ้นในผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงและกลไกทางชีวภาพเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของการติดเชื้อที่มีต่อภาวะสมองเสื่อม” คุณแจนเบ็คกล่าว

“การศึกษาของเราบ่งชี้ว่า ระบบดูแลสุขภาพ รวมถึงญาติของผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม ควรตระหนักมากขึ้นเกี่ยวกับผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมที่มีการติดเชื้อ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาที่จำเป็น ผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมต้องการการรักษาเป็นพิเศษ แม้ว่าจะไปโรงพยาบาลด้วยอาการที่ไม่เกี่ยวกับภาวะสมองเสื่อม และดูเหมือนเป็นอาการติดเชื้อที่ไม่เกี่ยวข้องก็ตาม” คุณแจนเบ็คกล่าวเสริม

เกี่ยวกับการประชุมนานาชาติของสมาคมโรคอัลไซเมอร์

การประชุมนานาชาติของสมาคมโรคอัลไซเมอร์ (AAIC) เป็นการประชุมเกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์และโรคสมองเสื่อมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยของสมาคมโรคอัลไซเมอร์ โดยนักวิจัยจากทั่วโลกจะมารวมตัวกันเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ เกี่ยวกับโรคสมองเสื่อม รวมถึงให้การสนับสนุนชุมชนนักวิจัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง

- โฮมเพจของ AAIC 2020: www.alz.org/aaic/
- ห้องข่าวของ AAIC 2020: www.alz.org/aaic/pressroom.asp
- แฮชแท็ก AAIC 2020: #AAIC20

เกี่ยวกับสมาคมโรคอัลไซเมอร์

สมาคมโรคอัลไซเมอร์เป็นองค์กรอาสาสมัครด้านสุขภาพชั้นนำของโลก ซึ่งอุทิศตนให้กับการดูแลรักษา การสนับสนุน และการวิจัยโรคอัลไซเมอร์ โดยมีจุดมุ่งหมายหลักในการกำจัดโรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อมให้หมดไป ด้วยการสนับสนุนการวิจัยระดับโลก การลดความเสี่ยงของการเกิดโรค การวินิจฉัยโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ รวมถึงการยกระดับคุณภาพการดูแลรักษา สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ alz.org หรือโทร. 800.272.3900

อ้างอิง
- Albert Amran, et al. Influenza Vaccination is associated with a reduced incidence of Alzheimer's Disease (Funder(s): U.S. National Institutes of Health, Christopher Sarofim Family Professorship, the CPRIT RR180012, UT Stars award)
- Svetlana Ukraintseva, PhD, et al. Repurposing of existing vaccines for personalized prevention of Alzheimer's disease: Vaccination against pneumonia may reduce AD risk depending on genotype (Funded by U.S. National Institute on Aging)
- Janet Janbek, MSc, et al. Increased short- and long-term mortality following infections in dementia: A prospective nationwide and registry-based cohort study (Funder(s): )

โลโก้ - https://mma.prnewswire.com/media/1219566/AAIC_2020_Logo.jpg