Friday, May 9, 2025

THANARA นวัตกรรมความงามผสานไมโครไบโอมฟื้นฟูสุขภาพผิวด้วย 4P-Biotics สูตรเฉพาะจากออล-ดีเอ็นเอ

 


อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ คิดค้นสูตรดูแลผิวจากไมโครไบโอมและเทคโนโลยี 4 P-biotics สร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์เซรั่มและโลชั่นกันแดด แบรนด์ THANARA หนุนสมดุลไมโครไบโอมบนผิวหน้า เพื่อสุขภาพผิวดี อ่อนเยาว์ ใส ไร้สิว

ผิวสุขภาพดี สวย ใส ดูอ่อนกว่าวัย – ใคร ๆ ก็ปรารถนา การที่จะได้มาซึ่งผิวสุขภาพดีนั้น นอกจากจะ “สวยจากภายใน” ด้วยการดูแลเรื่องอาหารการกิน น้ำดื่ม การพักผ่อน อารมณ์ และการออกกำลังกายให้สมดุลและเพียงพอแล้ว การดูแลผิวจากภายนอกก็สำคัญ ซึ่งในเรื่องนี้ “จุลินทรีย์ตัวดี” ช่วยได้ 

รองศาสตราจารย์ ดร.นราพร สมบูรณ์นะ
ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“ไมโครไบโอมคือจุลินทรีย์ที่อยู่ในร่างกายและบริเวณผิวของเรา มีบทบาทในการรักษาสมดุลของผิวหนัง รักษาสุขภาพผิวโดยรวม และช่วยป้องกันการติดเชื้อ” รองศาสตราจารย์ ดร.นราพร สมบูรณ์นะ ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายความสำคัญของไมโครไบโอม ที่ปัจจุบันกำลังได้รับความสนใจในแวดวงผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม

“ไมโครไบโอมเปลี่ยนแปลงตามอายุและปัจจัยต่าง ๆ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของไมโครไบโอมในแต่ละช่วงวัย มีผลโดยตรงกับสุขภาพทั้งภายในและผิวของเรา เช่น เมื่อไมโครไบโอมบนผิวลดลง ก็เกิดปัญหาผิวต่าง ๆ เช่น สิว ผิวแห้งกร้าน ผิวแพ้ง่าย และริ้วรอยก่อนวัย”

การปรับสมดุลไมโครไบโอมจึงเป็นกุญแจสู่การฟื้นฟูผิวให้กลับมามีสุขภาพดีอีกครั้ง” รศ.ดร.นราพร เผยแนวคิดเบื้องหลังการคิดค้นสูตรนวัตกรรมความงามผสานไมโครไบโอม ภายใต้แบรนด์ “ธนารา” (Thanara) ซึ่งวิจัยและผลิตโดย “ออล-ดีเอ็นเอ” หนึ่งในบริษัทสตาร์ตอัป ภายใต้การบ่มเพาะของ CU Innovation Hub/ CU Enterprise

แรงบันดาลใจสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพผิว

รศ.ดร.นราพร มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านจุลชีววิทยาและเทคโนโลยีการตรวจสารพันธุกรรมแบบพกพา โดยที่ผ่านมา ได้คิดค้นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์สังคมหลายด้าน อาทิ ด้านสาธารณสุข ได้ผลิตชุดตรวจ COVID-19 แบบสามยีน ที่ใช้ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ด้านเกษตรกรรม ผลิตชุดตรวจ ASFV (African Swine Fever Virus) เพื่อช่วยเกษตรกรและชุมชนผู้เลี้ยงสุกรให้เข้าถึงการตรวจเชื้อไวรัสโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรได้สะดวกและง่ายขึ้น และด้านอุตสาหกรรมอาหาร มีชุดตรวจ Live Total Bacteria and Coliform Detections ที่ใช้ตรวจแบคทีเรียปนเปื้อนและตรวจเชื้อโคลิฟอร์ม ที่ก่อโรคในไลน์การผลิตอาหาร-เครื่องดื่มของโรงงาน ครอบคลุมอาหาร คน สัตว์ และเครื่องดื่ม

ประสบการณ์และความเข้าใจโลกของไมโครไบโอมที่มีผลกระทบต่อสุขภาพทั้งภายในและภายนอกเหล่านี้ ผลักดันให้ รศ.ดร.นราพร ก่อตั้ง ออล-ดีเอ็นเอ” เพื่อต่อยอดองค์ความรู้และงานวิจัยให้เป็นนวัตกรรมสุขภาพและความงาม ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในสังคม

“เราต้องการหลอมวิทยาศาสตร์เข้ากับความต้องการของสังคม และให้ผลิตภัณฑ์สุขภาพเข้าถึงทุกคน ในส่วนผลิตภัณฑ์ “ธนารา” เราหวังว่าจะตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและการชะลอวัย (Anti-aging)”

รศ.ดร.นราพร กล่าวว่าวิถีชีวิตของคนในปัจจุบัน มีหลายปัจจัยที่ทำลายสมดุลของจุลินทรีย์บนผิวของเรา อาทิ การใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่รุนแรงเกินไป การสัมผัสสารเคมี และการใช้ยาปฏิชีวนะ รวมทั้งสภาวะแวดล้อม เช่น มลภาวะ ความเครียด การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน และอายุที่มากขึ้น ก็มีผลให้ไมโครไบโอมเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน  

“การรับประทานอาหารที่มีใยอาหารสูง เช่น ผัก ผลไม้ และโพรไบโอติก มีส่วนช่วยส่งเสริมสุขภาพลำไส้และผิวหนังให้แข็งแรง นอกจากนี้ ก็ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลและทำความสะอาดที่อ่อนโยนต่อผิว ปราศจากสารเคมีที่รุนแรง และมีค่า pH ที่เหมาะสมกับสภาพผิวของเรา” รศ.ดร.นราพร กล่าวแนะนำวิธีการรักษาสมดุลของไมโครไบโอมในร่างกายและผิวพรรณ

ผิวดีด้วยไมโครไบโอม และเทคโนโลยี 4P-biotics

รศ.ดร.นราพร กล่าวว่าในเบื้องต้น ออล-ดีเอ็นเอ” ประเดิมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ 2 ตัว ได้แก่   

  1. THANARA Anti-Aging & Sensitive Skin Serum: เซรั่มบำรุงผิวสูตรเข้มข้น ที่ช่วยฟื้นฟูไมโครไบโอมบนผิวหน้า ลดการอักเสบ เพิ่มความชุ่มชื้น และปรับสมดุลให้ผิวแข็งแรง
  2. THANARA Anti-Aging & All Repair for All Skin Type Skincare SPF50/PA+++: โลชั่นกันแดด ที่รวมไมโครไบโอมกับคุณสมบัติการปกป้องจากรังสียูวีเพื่อการฟื้นฟูผิวในขั้นตอนเดียว เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว

“สูตรของผลิตภัณฑ์ “ธนารา” มีความเฉพาะและแตกต่างจากผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ในท้องตลาด เราใช้เทคโนโลยี 4P-Biotics คือ Probiotics, Parabiotics, Prebiotics, และ Postbiotics ในการปรับสมดุลไมโครไบโอมบนผิวหน้า นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ของธนารายังปราศจากสารที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น แอลกอฮอล์ พาราเบน และซิลิโคน” รศ.ดร.นราพร กล่าว

ผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 ชนิดได้รับการจดแจ้งอนุสิทธิบัตรและผ่านการรับรองจากคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อยืนยันความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้แล้ว

“เรามีการทดสอบและติดตามผลการใช้ผลิตภัณฑ์จากผู้ใช้จริง โดยหลังจากใช้ผลิตภัณฑ์ธนาราราว 2-4 สัปดาห์ ผู้ใช้รายงานว่าผิวหน้ามีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ผิวชุ่มชื้นขึ้น หน้าใสขึ้น ริ้วรอยลดลง”

“ออล-ดีเอ็นเอ” อนาคตสุขภาพและความงาม  

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ “ธนารา” มีจำหน่ายที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ (ฝ่ายวิจัย) ที่ CU Enterprise และตามช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ และในอนาคต รศ.ดร.นราพร เผยว่า บริษัท ออล-ดีเอ็นเอ” มีแผนที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์แนวไมโครไบโอมในสูตรและขั้นตอนการดูแลผิวอื่น ๆ อีก รวมทั้งการวิเคราะห์ผิว และผลิตภัณฑ์ที่ดูแลสภาพผิวเฉพาะบุคคล (personalized anti-aging customization)

ภายใต้การนำของ รศ.ดร.นราพร สมบูรณ์นะ “ออล-ดีเอ็นเอ” และผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม “ธนารา” ไม่เพียงจะช่วยฟื้นฟูและดูแลสุขภาพผิวให้ผู้บริโภค แต่ยังจะช่วยยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามในประเทศไทยด้วย

สนใจข้อมูลติดต่อ รศ.ดร.นราพร สมบูรณ์นะ อาจารย์ประจำภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โทร 080-440-4509 หรือสามารถติดตาม ออล-ดีเอ็นเอ และธนารา ได้ที่ไลน์ @aldna, shopee, TikTok ค้นหาคำว่า Aldna หรือ Aldna Thanara, หรือที่ CU Innovation Hub และ CU Sci Products and Services

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ https://www.chula.ac.th/highlight/215307  

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อันดับ 1 มหาวิทยาลัยไทย และอันดับที่ 132 ในระดับเอเชีย จากมหาวิทยาลัยกว่า 2,000 แห่ง ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยเอเชีย THE Asia University Rankings 2025 สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นเลิศของการศึกษาขั้นสูงของไทยในระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง

THANARA: A Microbiome-Based Skincare Innovation Featuring 4P-Biotics Technology by AL-DNA


A professor from Chulalongkorn University’s Faculty of Science has developed a skincare formula using microbiome and 4P-biotics technology, resulting in a serum and sunscreen lotion under the brand THANARA.  These products help balance the microbiome on facial skin, promoting a healthy, youthful, clear, and acne-free complexion.


Associate Professor Dr. Naraporn Somboonna
Department of Microbiology, Faculty of Science, Chulalongkorn University

Healthy, moisturized, radiant, and youthful skin is a goal for many. Achieving this not only involves “beauty from the inside out” through proper nutrition, hydration, rest, emotional well-being, and balanced exercise, but also relies on effective external skin care–where “good microorganisms” play a significant role. 

“Microbiomes are microorganisms that live in our bodies and on our skin. They help maintain skin balance, support overall skin health (such as pH levels, moisture, and skin barrier function), and help prevent infections,” explained Associate Professor Dr. Naraporn Somboonna.  She emphasized the growing importance of microbiomes in the health and beauty industry. 

“Balancing the microbiome is key to restoring healthy skin,” Assoc. Prof. Dr. Naraporn shared, introducing the idea behind the innovative skincare formula under the “THANARA” brand, developed by “AL-DNA,” a startup incubated by CU Innovation Hub/CU Enterprise

Inspiration Behind the Skincare Innovation 

With her expertise in microbiology and portable genetic testing, Assoc. Prof. Dr. Naraporn has created impactful innovations in various fields.  In public health she developed a three-gene COVID-19 test kit used during the pandemic. In agriculture, she designed an ASFV (African Swine Fever Virus) test kit to help farmers detect infections quickly and conveniently. 

In the food industry, she introduced a Live Total Bacteria and Coliform Detections test kit to identify harmful bacteria in food and beverage production.  Her interest in microbiomes extends to their roles in human and environmental health. She is also a member of the Multi-Omics for Functional Products in Food, Cosmetics, and Animals Research Unit and the Omics Sciences and Bioinformatics Center at Chulalongkorn University. 

Healthy Skin Through Microbiome and 4P-Biotics Technology 

According to Assoc. Prof. Dr. Naraporn, AL-DNA has launched two skincare products, both patented and FDA-certified to ensure user safety:  

  • THANARA Anti-Aging & Sensitive Skin Serum – A concentrated skincare serum that restores microbiome activity, reduces inflammation, increases moisture, and strengthens the skin’s balance. 

  • THANARA Anti-Aging & All Repair for All Skin Type Skincare SPF50/PA+++ – A sunscreen that combines microbiome support with UV protection to nourish the skin in one step, suitable for all skin types. 

“What makes THANARA unique is its use of 4P-Biotics technology–Probiotics, Parabiotics, Prebiotics, and Postbiotics—to help balance the skin’s microbiome,” Assoc. Prof. Dr. Naraporn explained.  “Moreover, THANARA products are free from potential irritants like alcohol, parabens, and silicone.”

AL-DNA: The Future of Health and Beauty 

THANARA products are currently available at the Faculty of Science (Research Division), CU Enterprise, and via online channels. Looking ahead, Assoc. Prof. Dr. Naraporn says that AL-DNA plans to expand its line with additional microbiome-based skincare products, including personalized skin analysis and anti-aging treatments. 

For more information, please contact Assoc. Prof. Dr. Naraporn Somboonna at the Department of Microbiology, Faculty of Science, Chulalongkorn University, or reach out through CU Enterprise and CU Sci Products and Services, or call +6680-440-4509.

Read more about Chula innovation at https://www.chula.ac.th/en/news-and-knowledge/news-updates/highlights/

“Chulalongkorn University proudly retains its No. 1 position among Thai universities and ranks 132nd in Asia out of more than 2,000 institutions in the THE Asia University Rankings 2025—a testament to the excellence of Thai higher education on the regional stage.

Thursday, May 8, 2025

Yili กวาดรายได้ปีงบการเงิน 2567 เกือบ 115,800 ล้านหยวน ตอกย้ำสถานะบริษัทนมชั้นนำของเอเชีย

Yili Industrial Group Co., Ltd.

เมื่อวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา บริษัท Inner Mongolia Yili Industrial Group Co., Ltd. (600887.SH) ได้รายงานผลประกอบการทางการเงิน ด้วยตัวเลขรายได้รวม 115,780 ล้านหยวนในปีงบการเงิน 2567 ตอกย้ำสถานะบริษัทผู้ผลิตผลิตภัณฑ์นมชั้นนำของเอเชีย นอกจากนี้ ในไตรมาสแรกของปีงบการเงิน 2568 Yili ยังมีผลประกอบการเติบโตมากเกินคาด โดยรายได้และกำไรสุทธิต่างก็เพิ่มขึ้น แม้จะเผชิญกับสภาพตลาดที่ท้าทายก็ตาม

ในปีงบการเงิน 2567Yili เสนอจ่ายเงินปันผล 7,726 ล้านหยวน ซึ่งคิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 91.4% ขณะเดียวกัน บริษัทยังประกาศซื้อหุ้นคืนมูลค่าสูงถึง 2,000 ล้านหยวน เมื่อรวมกันแล้ว เงินปันผลและการซื้อหุ้นคืนทำให้ผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นรวมอยู่ที่ 100.4% ของกำไร และนับตั้งแต่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Yili ได้จ่ายเงินปันผลสะสมรวม 50,800 ล้านหยวน ซึ่งสูงเป็นอันดับหนึ่งในบรรดาบริษัทผลิตภัณฑ์นมของจีน

Yili ยังคงรักษาความเป็นผู้นำอุตสาหกรรมในทุกหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ โดยในปีงบการเงิน 2567 ธุรกิจนมพร้อมดื่มของบริษัทสร้างรายได้ 75,003 ล้านหยวน ซึ่งตอกย้ำความเป็นผู้นำและขยายความได้เปรียบของแบรนด์ ส่วนธุรกิจไอศกรีมมีรายได้ 8,721 ล้านหยวน ซึ่งครองอันดับหนึ่งทั้งรายได้และส่วนแบ่งตลาดเป็นปีที่ 30 ติดต่อกัน ขณะที่ธุรกิจนมผงและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกวาดรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 29,675 ล้านหยวน โดยยอดขายนมผงยังคงเป็นผู้นำในตลาดจีน ส่วนนมแพะก็ครองอันดับหนึ่งของโลกทั้งยอดขายและรายได้

นอกจากนี้ ธุรกิจในต่างประเทศของ Yili ยังเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปีงบการเงิน 2567 โดยรายได้จากธุรกิจไอศกรีมในต่างประเทศเติบโต 13% และรายได้จากธุรกิจนมผงสำหรับทารกในต่างประเทศพุ่งขึ้น 68% ขณะที่แบรนด์เด่นอย่าง Cremo และ Joyday ยังคงทำผลงานได้ดีในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยติดหนึ่งในสามแบรนด์ไอศกรีมชั้นนำในประเทศไทยและอินโดนีเซีย จึงทำให้ Yili มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นในภูมิภาคนี้

ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมนมของเอเชีย Yili ไม่เพียงทำผลงานทางธุรกิจได้อย่างโดดเด่นเท่านั้น แต่ยังมีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานสีเขียวที่ครอบคลุม ขยายขอบเขตของโครงการฟื้นฟูชนบท และมีส่วนร่วมในโครงการความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล

ในการจัดอันดับ ESG ล่าสุดของ MSCI ประจำปี 2567 นั้น Yili ได้รับการจัดอันดับ AA ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในอุตสาหกรรม และมีอันดับดีขึ้นเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน

ที่มา: Yili Industrial Group Co., Ltd.

Yili Reports FY2024 Revenue of 115.8 Billion Yuan, Reinforcing Its Position as Asia's Leading Dairy Company

Yili Industrial Group Co., Ltd.

On April 29, Inner Mongolia Yili Industrial Group Co., Ltd. (600887.SH) released its financial results, reporting total revenue of 115.78 billion yuan in FY2024, further solidifying its position as Asia's top dairy producer. In the first quarter of FY2025, Yili delivered better-than-expected growth, achieving simultaneous increases in both revenue and net profit despite challenging market conditions.

For FY2024, Yili has proposed a dividend payout of 7.726 billion yuan, representing a record-high payout ratio of 91.4%. During the reporting period, the company also initiated a share buyback program of up to 2 billion yuan. Combined, dividends and share repurchases brought total shareholder returns to 100.4% of profits. Since its listing, Yili has distributed cumulative dividends totaling 50.8 billion yuan, ranking first among Chinese dairy companies.

During the reporting period, Yili maintained industry leadership across all product categories. In FY2024, its liquid milk business generated revenue of 75.003 billion yuan, consolidating its leading position and expanding its scale advantages. The ice cream segment reported revenue of 8.721 billion yuan, securing the top spot in both revenue and market share for the 30th consecutive year. The milk powder and related businesses achieved record-high revenue of 29.675 billion yuan, with milk powder sales maintaining the leading position in China, and goat milk formula ranking first globally in both sales volume and revenue.

Yili's international business also demonstrated robust growth in FY2024, with overseas ice cream revenue growing by 13% and infant formula revenue surging by 68% in international markets. Flagship brands such as Cremo and Joyday continued to perform strongly in Southeast Asia, ranking among the top three ice cream brands in Indonesia and Thailand, respectively, thereby boosting Yili's market share in the region.

As Asia's dairy industry leader, Yili not only continues to deliver outstanding business performance but also actively promotes a comprehensive green supply chain, deepens rural revitalization initiatives, and engages in social responsibility programs -- striving to achieve balanced economic, social, and environmental benefits.

In MSCI's latest 2024 ESG ratings, Yili achieved a breakthrough AA rating -- the highest in the industry -- marking four consecutive years of upgrades.

Source: Yili Industrial Group Co., Ltd.

สรรพสามิตยืนยันการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิต 1 บาท ไม่กระทบราคาขายปลีกน้ำมัน

ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตสินค้าน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 1 บาทต่อลิตร ตามกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 42) พ.ศ. 2568 กรมสรรพสามิตขอยืนยันว่า การปรับอัตราภาษีน้ำมันครั้งนี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อราคา ขายปลีกน้ำมัน จึงไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน

นางสาวกุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า กรมสรรพสามิตได้เสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบการปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซิน 1 บาทต่อลิตร โดยในขณะเดียวกัน ก็ได้มีการพิจารณาปรับลดเงินนำส่งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงลง เนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกในปัจจุบันที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ซึ่งเป็นการปรับความสมดุลระหว่างการจัดเก็บรายได้ภาษีของรัฐและเงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงให้เหมาะสม

นางสาวกุลยาฯ กล่าวย้ำว่า กรมสรรพสามิตขอยืนยันว่า การปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตสินค้าน้ำมันดีเซลและเบนซินในครั้งนี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อราคาขายปลีกน้ำมันและ ไม่ก่อให้เกิดภาระค่าครองชีพของประชาชนแต่อย่างใด

Friday, May 2, 2025

โรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ ได้รับการยอมรับระดับโลก! ติดอันดับโรงเรียนชั้นนำเอเชียแปซิฟิกโดย Spear'S

 


          โรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ ได้รับการยอมรับให้เป็นโรงเรียนที่อยู่ในรายชื่อแนะนำ ในกลุ่มโรงเรียนเอกชนชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Spear'S ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ต้องการมากที่สุด การติดอันดับในรายชื่อแนะนำดังกล่าวตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ ไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ ในการจัดการศึกษาระดับโลกที่เป็นไปตามมาตรฐานสากลสูงสุด หลังจากที่ก่อนหน้านี้ โรงเรียนได้คว้ารางวัล British International School of the Year มาแล้ว

          ด้วยความเป็นเลิศทางวิชาการที่โดดเด่น โรงเรียนได้ส่งเสริมเด็กให้เข้าสู่มหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ประตูแห่งโอกาสที่ Oxford, Cambridge, กลุ่ม Ivy League, Russell Group และมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยเปิดกว้างต้อนรับนักเรียนของเราทุกปี ความสำเร็จอันน่าทึ่งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากหลักสูตรที่ถูกออกแบบอย่างพิถีพิถัน ครูผู้เปี่ยมประสบการณ์ และการบ่มเพาะทักษะการคิดวิเคราะห์แบบเจาะลึก
          ไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ ไม่ได้สร้างแค่นักเรียนเก่ง—เราสร้างคนที่สมบูรณ์แบบ ห้องเรียนของโรงเรียนเต็มไปด้วยชีวิตชีวาและพลังแห่งการเรียนรู้ที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง
          การดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิดคือจุดแข็งสำคัญของโรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ ซึ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนและเปิดกว้าง ทำให้นักเรียนรู้สึกมีคุณค่าและได้รับความเคารพ โรงเรียนให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดี พร้อมจัดระบบช่วยเหลือที่เหมาะสมทั้งด้านการเรียนและการใช้ชีวิต

          โรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ มีสิ่งอำนวยความสะดวกระดับโลกที่ยกระดับประสบการณ์การเรียนรู้ ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย สตูดิโอศิลปะ แผนกดนตรี และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬา ทำให้นักเรียนมีทรัพยากรที่จำเป็นเพื่อความเป็นเลิศในสาขาที่ตนเองเลือก แคมปัสของ ไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ มีอุปกรณ์การศึกษาที่ทันสมัย และโรงเรียนมีแผนที่จะเปิด Sixth Form Centre พร้อมอาคารใหม่สำหรับนักเรียน Senior School ในเดือนสิงหาคม 2568


          ความเป็นสากลของโรงเรียนขยายไปยังหลายประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น Dubai, Abu Dhabi, Al Ain, Singapore และ Vietnam โดยทุกสาขาใช้หลักสูตรการศึกษาแบบอังกฤษและรักษามาตรฐานการเรียนการสอนเช่นเดียวกับแคมปัสในสหราชอาณาจักร ทำให้นักเรียนได้รับประสบการณ์การเรียนรู้คุณภาพสูงในระดับเดียวกันทั่วโลก
          โรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ ได้สร้างชื่อเสียงอย่างรวดเร็วในฐานะผู้นำในวงการการศึกษา ด้วยความมุ่งมั่นในการสร้างความเป็นเลิศและแนวทางการศึกษาเชิงนวัตกรรม จึงเป็นทางเลือกยอดนิยมสำหรับครอบครัวที่ต้องการการศึกษาหลักสูตรอังกฤษคุณภาพสูงในประเทศไทย โรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ พัฒนาและปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ด้วยความมุ่งมั่นมอบการศึกษาที่ดีที่สุดแก่ผู้เรียน ความเป็นเลิศทางวิชาการ นวัตกรรมการเรียนรู้ และการเชื่อมโยงระดับสากล ทำให้โรงเรียนเป็นสถาบันการศึกษาที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์

          เพื่อสานต่อการมอบประสบการณ์ทางการศึกษาที่โดดเด่นเหนือระดับ โรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ เตรียมจัดงาน Open House ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2025 โดยงานนี้จะเปิดโอกาสให้ครอบครัวที่สนใจและกำลังมองหาโรงเรียนคุณภาพได้เข้ามาสัมผัสบรรยากาศการเรียนรู้ที่เป็นเลิศของโรงเรียน พบปะกับคณะครูผู้ทุ่มเท และเรียนรู้ว่าโรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ ส่งเสริมทั้งด้านวิชาการและการพัฒนาตัวตนของนักเรียนอย่างรอบด้าน

          ในขณะเดียวกันโรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ วิภาวดี กำลังเตรียมเปิดประตูต้อนรับผู้ปกครองเข้าชมโรงเรียนแคมปัสใหม่เป็นครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม 2025 ซึ่งนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการขยายโรงเรียนในประเทศไทย แคมปัสใหม่แห่งนี้จะนำเสนอแนวทางการศึกษาแบบองค์รวมและความมุ่งมั่นในความเป็นเลิศเช่นเดียวกับโรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ เพื่อมอบโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพให้กับนักเรียนในวงกว้างยิ่งขึ้นโรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ วิภาวดี พร้อมแล้วที่จะสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการศึกษาระบบนานาชาติในประเทศไทย และเปิดโอกาสให้ครอบครัวได้เข้ามามีส่วนร่วมในก้าวใหม่ของโรงเรียน พร้อมสัมผัสบรรยากาศของแคมปัสใหม่อย่างใกล้ชิดด้วยตัวเอง จองการเยี่ยมชมโรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ วิภาวดี กรุณากรอกแบบฟอร์มที่ลิงก์นี้: https://bit.ly/BCBV-Openhouse-May25-data
          นอกจากนี้โรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ ยังภูมิใจที่ได้สนับสนุนนักเรียนที่มีศักยภาพผ่านโครงการทุนการศึกษาที่มีชื่อเสียง โดยจะเปิดรับสมัคร "Brighton College Scholarship" ในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อมอบโอกาสให้กับนักเรียนที่มีความสามารถโดดเด่นได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนการเรียนรู้อันเปี่ยมชีวิตชีวา ทุนการศึกษานี้สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของโรงเรียนในการให้โอกาสนักเรียนที่มีความสามารถ เพื่อให้เยาวชนที่เปี่ยมศักยภาพได้เข้าถึงการศึกษาระดับโลกอย่างเท่าเทียม
          โรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ ยังได้รับการยกย่องให้ปรากฎใน "Good Schools Guide International School" คู่มือชั้นนำสำหรับการเลือกโรงเรียนที่มีชื่อเสียงที่สุดในสหราชอาณาจักร คู่มือนี้เป็นที่ยอมรับในด้านความเป็นกลางและความน่าเชื่อถือจากผู้ปกครอง ท่านสามารถอ่านคำวิจารณ์เชิงบวกที่ชื่นชมเกี่ยวกับโรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ ได้ที่ลิงก์ด้านล่าง:
          https://www.goodschoolsguide.co.uk/international/review/brighton-college-bangkok/licence/WQZQYRJ#tab_review


นักวิจัย จุฬาฯ พัฒนา “ปะการังสู้โลกร้อน” เพื่อทางรอดระบบนิเวศทางทะเล


นักวิจัยสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาฯ พัฒนาแนวทางช่วยปะการังให้ปรับตัวรับมือกับภาวะโลกร้อน โดยการผสมเทียมอาศัยเพศและเพาะเลี้ยงปะการังในสภาพแวดล้อมอุณหภูมิสูงตั้งแต่แรกเกิด เพื่อเพิ่มความอึดให้เป็น “ปะการังสู้โลกร้อน” พร้อมเผยเทคโนโลยีการแช่เยือกแข็งเซลล์สืบพันธุ์ปะการัง หวังคืนชีพปะการังในวันที่สภาพแวดล้อมในทะเลเหมาะสม

ปะการังทั่วโลกกำลังประสบกับภาวะเสื่อมโทรมจากหลายปัจจัย ทั้งกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การท่องเที่ยว การประมง และมลพิษต่าง ๆ ตลอดจนผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ส่งผลให้น้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงขึ้น เป็นเหตุให้เกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว  ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าหากสถานการณ์ยังคงดำเนินต่อไปเช่นนี้ ในอีก 30 ปีข้างหน้า ปะการังทั่วโลกมากกว่า 90% อาจเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เมื่อปะการังสูญพันธุ์ ความสมบูรณ์และสมดุลของระบบนิเวศทางทะเลก็จะหายไปด้วย อันจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารและสภาพอากาศอย่างเลี่ยงไม่ได้

แน่นอนว่า สภาพภูมิอากาศแปรปรวนจะยังคงอยู่ โลกจะใช้เวลาในการปรับสมดุลนานแค่ไหน ยากที่จะทำนาย สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ จึงจำต้องปรับตัวเพื่อให้อยู่ได้และอยู่รอดในภาวะโลกร้อน ดังนั้น โจทย์สำคัญที่นักวิจัยหลายคนพยายามหาคำตอบคือ ทำอย่างไรปะการังอยู่รอดในภาวะโลกร้อน?

ศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ และรองกรรมการผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาฯ พยายามหาคำตอบนี้ และจากการศึกษาทดลองเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ปะการังหลายรุ่น มาตั้งแต่ปี 2548 ที่สถานีวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเลและศูนย์ฝึกนิสิต เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี ก็พบว่า “ปะการังสามารถปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในภาวะโลกร้อนได้ดี เมื่อปะการังถูกเลี้ยงในสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิสูงตั้งแต่แรกเกิด” และนี่คือที่มาของการขยายพันธุ์และเพาะเลี้ยง “ปะการังสู้โลกร้อน”


ขยายพันธุ์ปะการังด้วยเทคนิคผสมเทียม

ศ. ดร.สุชนาให้ความรู้โดยย่อเกี่ยวกับปะการังและการขยายพันธุ์ของปะการังว่า “ปะการังเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง อาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม (Colony) ตามโขดหินในทะเล ปะการังเป็นทั้งที่อยู่และแหล่งอาหารของสัตว์ต่าง ๆ”

โดยธรรมชาติ ปะการังขยายพันธุ์ 2 วิธี ได้แก่

  1. สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ คือ การที่ปะการังปล่อยไข่และสเปิร์มออกมาผสมกันในน้ำในช่วงคืนวันเพ็ญ ซึ่งมีโอกาสรอดเติบโตเป็นปะการังเพียง 0.001% เท่านั้น (ทั้งถูกสัตว์น้ำกิน และไม่ปฏิสนธิ)
  2. สืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ คือ ปะการังที่หักออกมาจากปะการังเดิม ถ้าหักมาตกในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมก็จะสามารถเจริญเติบโตเป็นกลุ่มปะการังใหม่ได้ การขยายพันธุ์แบบนี้ทำให้ปะการังมีโอกาสรอด 50% แต่ความหลากหลายของสายพันธุ์จะต่ำ

“การขยายพันธุ์ตามธรรมชาติของปะการังทั้ง 2 แบบดังกล่าวนั้น ค่อนข้างใช้เวลานาน ยิ่งในสภาวะโลกร้อน การผสมพันธุ์แบบอาศัยเพศยิ่งลดลงไปมาก ถ้าเราปล่อยให้ปะการังฟื้นฟูขยายพันธุ์ด้วยตัวเองตามธรรมชาติ ปะการังอาจเติบโตทดแทนปะการังที่ตายจากภาวะปะการังฟอกขาวไม่ทัน และเสี่ยงสูญพันธุ์ในอีกไม่ช้า” ศ. ดร.สุชนา กล่าว

สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ และคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับ โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองทัพเรือ จึงพยายามขยายพันธุ์ปะการังด้วย เทคนิคผสมเทียม” คือ การเลียนแบบการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติของปะการัง

ศ. ดร.สุชนา อธิบายการขยายพันธุ์ปะการังด้วยเทคนิคผสมเทียมว่า “นักวิจัยจะลงเก็บเซลล์สืบพันธุ์ ทั้งไข่และสเปิร์มของปะการังในคืนเดือนเพ็ญ ซึ่งเป็นช่วงที่ปะการังทั่วท้องทะเลพร้อมผสมพันธุ์ โดยการปล่อยสเปิร์มและไข่ออกมาพร้อมกัน แล้วนำเซลล์สืบพันธุ์เหล่านี้มาผสมพันธุ์ในบ่อเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ จนเกิดเป็นตัวอ่อนปะการัง แล้วจึงเตรียมวัสดุคืออิฐมอญ เพื่อให้ตัวอ่อนปะการังลงเกาะและเติบโตในโรงเพาะเลี้ยงเป็นเวลา 2 ปี ก่อนจะนำปะการังเหล่านี้กลับลงสู่ทะเลให้เติบโตอีก 3 ปี เมื่อปะการังอายุ 5 ปีปะการังก็จะพร้อมออกไข่ครั้งแรกได้ วิธีนี้ทำให้ปะการังมีโอกาสรอดและเติบโตสูงขึ้น”

จำลองสภาวะโลกร้อน เร่งปะการังปรับตัวตั้งแต่แรกเกิด

ไม่เพียงการขยายพันธุ์เพื่อเพิ่มจำนวนปะการัง แต่ยังต้องเพิ่มความอึดต่อภาวะโลกร้อนให้กับปะการังที่เกิดใหม่ด้วย ซึ่งกระบวนการนี้ ทีมวิจัย ของ ศ. ดร.สุชนาจะนำตัวอ่อนปะการังที่เกิดจากการสืบพันธุ์แบบผสมเทียมมาอนุบาลในโรงเพาะเลี้ยงที่มีอุณหภูมิสูง 34 องศาเซลเซียส (น้ำทะเลปกติมีอุณหภูมิ 30-32 องศาเซลเซียส)



“ปะการังบางตัวทนความร้อนในน้ำไม่ไหว ก็จะตายตั้งแต่ตอนอยู่ในโรงเรือน ส่วนปะการังที่ปรับตัวได้ก็จะรอด และพร้อมสำหรับโอกาสที่จะไปเติบโตในท้องทะเลต่อไป”

เมื่อครบกำหนดระยะเวลา 2 ปี ทีมวิจัยก็นำตัวอ่อนปะการังที่รอดเหล่านี้ลงสู่ทะเล “เราพบว่าปะการังเหล่านี้มีการปรับตัวให้ทนต่อน้ำทะเลที่มีอุณหภูมิสูงได้มากกว่าปะการังตามธรรมชาติ จึงทำให้มีโอกาสรอดจากการฟอกขาวได้มากขึ้น ถือเป็น “ปะการังสู้โลกร้อน” ที่เกิดขึ้นจากการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดตั้งแต่เด็ก”


จากการติดตามและเฝ้าสังเกต ศ. ดร.สุชนากล่าวว่า “หลังจากที่ลูกปะการังสู้โลกร้อนถูกปล่อยลงทะเล  มีการเติบโต และกลายเป็นพ่อแม่พันธุ์ที่สามารถสืบพันธุ์เหมือนปะการังตามธรรมชาติ โดยพบครั้งแรกแล้วเมื่อปี 2566!”

“ปะการังจะปล่อยเซลล์สืบพันธุ์สีชมพูขนาดจิ๋วจำนวนมากออกมาในน้ำทะเลพร้อม ๆ กัน ซึ่งเมื่อเกิดปรากฏการณ์นี้ทีมนักวิจัยก็จะออกดำน้ำเก็บเซลล์สืบพันธุ์เหล่านี้มาช่วยขยายพันธุ์ต่อผ่านการผสมเทียม เป็นปะการังสู้โลกร้อนรุ่นต่อ ๆ ไป”


ศ. ดร.สุชนาเผยว่าค่าใช้จ่ายในการอนุรักษ์ปะการังด้วยเทคนิคผสมเทียมและดูแลในโรงเพาะตลอด 2 ปีอาจมีมูลค่าค่อนข้างสูง กล่าวคือ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัวอ่อนปะการัง 1 ตัว เมื่อเทียบกับการหักปักชำปะการัง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพียง 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อปะการัง 1 ต้น

“แต่เมื่อดูอัตราการรอดตายจากการฟอกขาวแล้ว ก็ถือว่าคุ้มแก่การลงทุน เพราะเราจะได้ปะการังพันธุ์ใหม่ที่ผ่านการเรียนรู้ และทนต่อน้ำทะเลที่อุณหภูมิสูงขึ้นจากสภาวะโลกร้อนได้” ศ. ดร.สุชนากล่าว

อนุรักษ์ปะการังด้วยเทคโนโลยีการแช่เยือกแข็ง

แม้ทีมวิจัยภายใต้การนำของ ศ. ดร.สุชนาจะพบวิธีเพาะเลี้ยงและเพิ่มจำนวนปะการังในทะเล แต่การขยายพันธุ์ของปะการังในธรรมชาติก็ยังขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในทะเล

“ปะการังสืบพันธุ์เพียงไม่กี่ครั้งต่อปี โดยจะสืบพันธุ์ในสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยเท่านั้น เช่น อุณหภูมิ คืนพระจันทร์เต็มดวง และการไหลของกระแสน้ำ ปัจจุบัน ภาวะโลกร้อนทำให้ปะการังไม่ปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ตามฤดูกาล จึงเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของปะการังในอนาคต”

ด้วยข้อห่วงใยนี้ ศ. ดร.สุชนาจึงได้ร่วมกับทีมวิจัยไต้หวัน (Dr. Chiahsin Lin) ทดลองนำ “เทคโนโลยีการแช่เยือกแข็งเซลล์สืบพันธุ์ปะการัง” ที่เก็บจากท้องทะเลเพื่ออนุรักษ์ปะการังในอนาคต





“ปะการังทุกชนิดล้วนมีความสำคัญต่อระบบนิเวศทางทะเล ดังนั้น การอนุรักษ์ปะการังที่ดี คือ การช่วยให้ปะการังทุกชนิดมีโอกาสสืบพันธุ์และเติบโตได้ดี การเก็บเซลล์สืบพันธุ์ปะการังในวันนี้ จึงจำเป็นต้องเก็บให้หลากหลายสายพันธุ์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อจะนำมาใช้ในอนาคตเมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสมปะการังจะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง” 

ศ. ดร.สุชนาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันทีมวิจัยไทยประสบความสำเร็จในการแช่เยือกแข็งสเปิร์มแล้ว ส่วนการแช่เยือกแข็งไข่ยังอยู่ระหว่างทดลอง โดยหวังว่านี่อาจเป็นหนึ่งทางรอดในการอนุรักษ์ปะการังให้คงอยู่ในสภาวะโลกรวนนี้

อนาคตของการอนุรักษ์ปะการัง

อาจารย์สุชนากล่าวทิ้งท้ายว่าการอนุรักษ์ปะการังไม่สามารถทำได้เพียงลำพังโดยนักวิทยาศาสตร์ แต่ต้องดำเนินการในหลายมิติ ทั้งการฟื้นฟูแนวปะการัง การลดมลพิษและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การสนับสนุนงบประมาณระยะยาวจากภาครัฐและเอกชน รวมถึงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป จะเป็นกุญแจสำคัญในการปกป้องและฟื้นฟูปะการังให้คงอยู่ต่อไปในอนาคต ซึ่งหากมีการดำเนินการที่เหมาะสม ปะการังอาจสามารถฟื้นตัวและคงอยู่เป็นระบบนิเวศที่สำคัญของท้องทะเลต่อไปได้

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ https://www.chula.ac.th/highlight/230691/