อี-คอมเมิร์ซมีแนวโน้มเติบโต 15% ในปีนี้ คิดเป็น 10% ของธุรกิจค้าปลีก
กรุ๊ปเอ็ม (http://www.groupm.com/)
กลุ่มการลงทุนด้านสื่อในเครือ WPP ได้เปิดเผยรายงานฉบับใหม่ในชื่อ
“State of Digital” ที่นำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการบริโภคสื่อของผู้บริโภค
และแนวโน้มการลงทุนโฆษณาทั่วโลก รายงานฉบับใหม่นี้เป็นหนึ่งในรายงานหลายฉบับของกรุ๊ปเอ็มที่คาดการณ์อนาคตของตลาดสื่อทั่วโลก
โดยรายงานใหม่จะมุ่งเน้นไปที่อิทธิพลของเทคโนโลยีและดิจิทัลที่มีต่อผู้บริโภคและบริษัทโฆษณา
|
การบริโภคสื่อทั่วโลกในหนึ่งวัน
ถัวเฉลี่ยโดยการลงทุนด้านสื่อในแต่ละประเทศ
|
||||
|
ชั่วโมงเฉลี่ยสะสม
|
2558
|
2559
|
2560
|
2561
|
|
ออนไลน์
|
2.70
|
3.19
|
3.53
|
3.69
|
|
โทรทัศน์ (Linear TV)
|
3.78
|
3.76
|
3.71
|
3.63
|
|
สิ่งพิมพ์
|
0.68
|
0.66
|
0.70
|
0.68
|
|
วิทยุ
|
1.67
|
1.71
|
1.74
|
1.73
|
|
รวม
|
8.83
|
9.31
|
9.68
|
9.73
|
|
|
||||
|
ส่วนแบ่ง
|
2558
|
2559
|
2560
|
2561
|
|
ออนไลน์
|
31
|
34
|
36
|
38
|
|
โทรทัศน์ (Linear TV)
|
43
|
40
|
38
|
37
|
|
สิ่งพิมพ์
|
8
|
7
|
7
|
7
|
|
วิทยุ
|
19
|
18
|
18
|
18
|
|
รวม
|
100
|
100
|
100
|
100
|
|
|
||||
|
นาทีเฉลี่ย
|
2558
|
2559
|
2560
|
2561
|
|
ออนไลน์
|
162
|
191
|
212
|
221
|
|
โทรทัศน์ (Linear TV)
|
227
|
226
|
222
|
218
|
|
สิ่งพิมพ์
|
41
|
39
|
42
|
41
|
|
วิทยุ
|
100
|
102
|
104
|
104
|
|
รวม
|
530
|
559
|
581
|
584
|
กรุ๊ปเอ็มได้แสดงตารางข้อมูลเวลาที่ผู้บริโภคทั่วโลกใช้ไปกับสื่อแต่ละรูปแบบ
และได้คำนวณเวลาเฉลี่ยที่ผู้บริโภคใช้ไปกับสื่อโดยรวม โดยในปี 2561 นี้ พบว่าผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะใช้เวลากับสื่อโดยเฉลี่ย
9.73 ชั่วโมง ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก
9.68 ชั่วโมงในปี 2560 (ตัวเลขเหล่านี้ถูกถัวเฉลี่ยด้วยการลงทุนในสื่อ)
นอกจากนี้ กรุ๊ปเอ็มยังคาดด้วยว่า ผู้บริโภคจะใช้เวลากับสื่อออนไลน์มากกว่าโทรทัศน์
(linear TV) เป็นครั้งแรกทั่วโลกในปี 2561 โดยสื่อออนไลน์จะมีส่วนแบ่ง 38%, ทีวี 37% ขณะที่สื่อสิ่งพิมพ์และสื่อวิทยุมีส่วนแบ่งเท่า ๆ กัน
การใช้เวลากับสื่อออนไลน์มากขึ้นนั้นจะสนับสนุนการขยายตัวของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ โดยข้อมูลด้านอี-คอมเมิร์ซในปี 2560 ที่กรุ๊ปเอ็มได้รับจาก 35
ประเทศนั้น เผยให้เห็นว่าการซื้อขายผ่านอี-คอมเมิร์ซมีมูลค่ารวม
2.105 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 17% จากปีก่อนหน้า
ซึ่งกรุ๊ปเอ็มคาดว่า มูลค่าดังกล่าวจะเพิ่มขึ้น 15% ในปี
2561 นี้ สู่ระดับ 2.442 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 10%
ของธุรกิจค้าปลีกทั้งหมด
ในรายงานฉบับนี้
กรุ๊ปเอ็มยังได้ตรวจสอบแนวโน้มการลงทุนโฆษณาผ่านโปรแกรมการจัดการอัตโนมัติ (programmatic automated) และพบว่า
ในบรรดาประเทศที่มีการรายงานข้อมูลนั้น โดยเฉลี่ยแล้วมีการลงทุนในโฆษณาแบบออนไลน์ดิสเพลย์ผ่านโปรแกรมอัตโนมัติ
44% ในปี 2560 เทียบกับ 36% ในปี 2559 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 47% ในปี 2561 ขณะที่การลงทุนในโฆษณาแบบวิดีโอออนไลน์ผ่านโปรแกรมอัตโนมัตินั้น
พบว่ามีสัดส่วนน้อยกว่าที่ 22% ในปี 2560 เทียบกับ 17% ในปี 2559 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 24%
ในปีนี้
(กรุ๊ปเอ็มได้ถัวเฉลี่ยการคำนวณข้อมูลนี้จากขนาดของธุรกิจโฆษณาของประเทศเหล่านี้)
ขณะเดียวกัน กรุ๊ปเอ็มยังได้สำรวจเครือข่ายขนาดใหญ่ของ
WPP เพื่อให้เข้าใจภาพรวมของประเด็นร้อนต่าง
ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมได้ดีขึ้น
บล็อกเชน: จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนที่แสดงให้เห็นว่ามีการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้อย่างเห็นผลในทางปฏิบัติ
“เสน่ห์ที่สำคัญของบล็อกเชนก็คือข้อมูลแบบกระจายศูนย์ (distributed
ledger) ซึ่งทำให้ทุกคนรับรู้ทุกเรื่อง และนั่นหมายความถึงประสิทธิภาพที่มากขึ้น
หรือการโกงที่ลดน้อยลง อย่างไรก็ดี จุดอ่อนของเทคโนโลยีนี้ก็คือ จะต้องทำให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เข้าร่วมในระบบนี้มีการอัพเดทข้อมูลทุกเรื่องตลอดเวลา
ซึ่งอาจไม่ทันการในโลกแบบเรียลไทม์” อดัม สมิธ ตำแหน่งFutures Director ของกรุ๊ปเอ็ม กล่าว
AI: ในทางกลับกัน
ผู้ตอบแบบสำรวจได้รายงานการพัฒนาและการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กันอย่างมากมาย “พูดได้เลยว่า เครื่องมือการตลาดที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบันก็คือ
อัลกอริทึมขั้นสูง ซึ่งช่วยให้แบรนด์ต่าง ๆ ทำการวิเคราะห์ว่าตำแหน่งการวางสื่อหรืองานครีเอทีฟใดให้ผลดีที่สุดที่ขนาดและความเร็วหนึ่ง”
สมิธกล่าว "ในบรรดาแอปพลิเคชั่นมากมายในอนาคต เราคาดหวังว่า
AI จะเข้ามาช่วยต่อสู้กับการโกงโฆษณา
ซึ่งสามารถหลบเลี่ยงวิธีการแก้ปัญหาที่อิงตามกฎแบบเดิม ๆ”
ข้อมูล: ในส่วนของการนำข้อมูลของนักการตลาดมาใช้กับการลงทุนในสื่อนั้น
ผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่ามีโอกาสมากมายที่จะปรับปรุงในเรื่องนี้ โดยในปัจจุบัน ลูกค้ารับรู้มากขึ้นว่า
ข้อมูลที่ตนมีอยู่หรือได้มานั้นมีคุณค่าและมีมูลค่า แต่ถึงกระนั้น พวกเขาก็ไม่อยากเสี่ยงที่จะทำการรวบรวม
เก็บ หรือกระจายข้อมูล นอกจากนี้ ในประเทศขนาดเล็กหลายประเทศ
การหาข้อมูลนั้นทำได้ยาก สำหรับในสหรัฐ ลูกค้าส่วนใหญ่อาศัยข้อมูลของ first
party เพื่อนำไปใช้กับสื่อดิจิทัล
และบ่อยครั้งที่พวกเขาได้ลงทุนในระบบจัดการข้อมูล (data management
platform หรือ DMP) ขององค์กร แต่ตลาดอื่น ๆ กลับยังตามไม่ทันด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันออกไป
นักการตลาดที่ใช้ข้อมูลของ first party บ่อยที่สุดนั้น
คือกลุ่มที่ให้ความสำคัญมุ่งเน้นไปที่ผลงาน ขับเคลื่อนโดยอี-คอมเมิร์ซ
และมักจะอยู่ในวงการรถยนต์ การเดินทางท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรมและบริการ ธนาคาร
หรือซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีระบบการขายที่มีการจัดการดี
การแข่งขันด้านดิจิทัลวิดีโอ: เนื่องจากการวัดผู้ชมวิดีโอแบบพรีเมียมในแพลตฟอร์มต่าง
ๆ ไม่สามารถทำได้เทียบเท่ากันในทุกตลาด กรุ๊ปเอ็มจึงได้ขอให้ผู้ตอบแบบสำรวจประเมินสัดส่วนของการรับชมวิดีโอโฆษณาทางทีวีเมื่อเทียบกับการรับชมผ่านสื่อดิจิทัล
ซึ่งผลปรากฏว่า การรับชมทางทีวีคิดเป็นสัดส่วนราวสามในสี่ของชั่วโมงการรับชมวิดีโอทั้งหมด
ขณะที่การชมวิดีโอแบบออนไลน์มีสัดส่วนไม่ถึงหนึ่งในสาม (29%)
เกณฑ์วัด & การมองเห็นได้: กรุ๊ปเอ็มเชื่อว่า การโฆษณาที่ได้ผลต้องมีการมองเห็นและ/หรือได้ยิน และเราก็ถือเป็นผู้นำในการกำหนดแนวทางปฏิบัติด้านการมองเห็นโฆษณา
(viewability) ผู้ตอบแบบสำรวจรายงานว่า ขณะนี้อุตสาหกรรมกำลังมีความคืบหน้าในการยกระดับการวัดผู้ชมวิดีโอที่ผสานทุกแพลตฟอร์ม
(omni-platform) แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังคงมีการถกเถียงกันในเรื่องของการมองเห็นโฆษณา
โดยผู้ที่มีความเห็นต่างหลายรายระบุว่า โฆษณาที่สามารถมองเห็นได้ 100% ในสภาพแวดล้อมแบบเคลื่อนที่นั้นสามารถสร้างความหงุดหงิดได้ และอาจส่งผลลบต่อประสบการณ์ของผู้บริโภค
รวมไปถึงแบรนด์ได้
การผลิตโฆษณาเอง (in-housing): ผู้ตอบแบบสำรวจกล่าวว่า
เรื่องนี้ถูกพูดถึงมากกว่าทำจริง และการผลิตโฆษณาในหลายประเทศออกมาในรูปแบบของการผสมผสาน
กล่าวคือ ลูกค้าวางแผนกลยุทธ์เอง แต่ปล่อยให้การจัดการเป็นหน้าที่ของเอเจนซี
การผลิตโฆษณาเองโดยส่วนใหญ่แล้วนั้น จะเกิดขึ้นกับลูกค้ารายใหญ่มาก โดยใช้ฟังก์ชันโปรแกรมอัตโนมัติที่ง่ายที่สุด
การปรับขึ้นอัตราค่าโฆษณา: ผู้ตอบแบบสำรวจได้ระบุถึงปัจจัยสองประการที่ทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น
ซึ่งได้แก่ ความต้องการคอนเทนต์ระดับพรีเมียมที่ปลอดภัยกับแบรนด์ และความไร้ประสิทธิภาพในการวัด
OTT และแพลตฟอร์มแบบเคลื่อนที่ ทั้งนี้ การขาด inventory
ที่สามารถวัดได้ทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น
การผูกขาดโดยผู้เล่นสองราย
(duopoly): การพิจารณาภาพรวมดิจิทัลทั่วโลกจะสมบูรณ์ไม่ได้เลย
หากไม่ยอมรับว่า กูเกิล และ เฟซบุ๊ก ยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญ
การสืบค้นข้อมูลในกูเกิลมีความสำคัญสำหรับลูกค้า และยูทูบก็มีความสำคัญมากขึ้นสำหรับวิดีโอแบบ
“พรีเมียม” และถึงแม้จะยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพของ programmatic
inventory ในเครือข่าย Google Display Network แต่กูเกิลก็กำลังหาทางเยียวยาเรื่องนี้อยู่ ขณะที่ความสำเร็จของเฟซบุ๊กนั้น
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการโฆษณาเจาะกลุ่มวัยรุ่นคนหนุ่มสาวผ่านทางอินสตราแกรม นอกจากนี้
การลงทุนของผู้โฆษณารายใหญ่ที่พุ่งทะยานขึ้นในปี 2559-2560 ยังได้ช่วยให้เฟซบุ๊กมีส่วนแบ่งการลงทุนในสื่อดิจิทัลเพิ่มขึ้นถึงสองเท่า
(ยกเว้นในประเทศจีน)
“ระบบอัตโนมัติและคนเก่งมีบทบาทสำคัญมากในการปฏิวัติวงการโฆษณายุคปัจจุบัน”
เคลลี่ คลาร์ก ซีอีโอ กรุ๊ปเอ็ม โกลบอล กล่าว “หนึ่งในข้อด้อยของความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านก็คือ
การเพิ่มขึ้นของผู้เชี่ยวชาญที่รู้มากขึ้น ๆ ในเรื่องที่เล็กลง ๆ เราต้องใช้ระบบอัตโนมัติเพื่อปลดปล่อยพลังสมอง
คนเก่งจึงจะสามารถมองข้ามระบบนิเวศโดยรวม เพื่อช่วยให้ลูกค้าใช้ผลลัพธ์ระยะสั้นให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
และสร้างมูลค่าของแบรนด์ในระยะยาว”
เกี่ยวกับ GroupM
GroupM เป็นบริษัทบริหารจัดการการลงทุนด้านสื่อชั้นนำระดับโลก
ภายใต้กลุ่ม WPP ซึ่งมีบริษัทในเครือได้แก่ Mindshare,
MediaCom, Wavemaker, Essence และ m/Six รวมทั้ง
Xaxis แพลตฟอร์มการจัดการข้อมูลด้านดิจิทัลแบบโปรแกรมเมตริก
โดยดูแลบริหารเงินลงทุนมากกว่า 1.08
แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีของผู้โฆษณารายใหญ่ของโลกหลายราย
GroupM สร้างความได้เปรียบให้แก่ลูกค้าด้วยการมอบข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดสื่อและผู้บริโภค
นอกจากนั้นยังสนับสนุนเอเจนซี่และลูกค้าด้วยความเชี่ยวชาญด้านการซื้อขาย ข้อมูล
เทคโนโลยี และบริการเฉพาะทาง ซึ่งรวมถึงบริการ
โทรทัศน์ที่สามารถระบุตัวตนของผู้ชมได้
คอนเทนต์ และกีฬา GroupM ทำงานร่วมกับ
Kantar ซึ่งเป็นกลุ่มบริหารจัดการการลงทุนด้านข้อมูลในเครือ WPP
อย่างใกล้ชิด โดยรายได้ของ GroupM และ Kantar
รวมกันคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 50% ของรายได้กว่า 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐของกลุ่ม WPP ทั้งนี้ GroupM
มุ่งนำเสนอความได้เปรียบในตลาดอย่างเหนือชั้นให้แก่ลูกค้า
ผู้ถือประโยชน์ร่วม และบุคลากรของบริษัท
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ GroupM ได้ที่ www.groupm.com
ติดตาม @GroupMWorldwide ทางทวิตเตอร์
ติดตาม GroupM บน LinkedIn ได้ทาง https://www.linkedin.com/company/groupm
สื่อมวลชนติดต่อ:
David.Grabert@GroupM.com
+1 212.297.8092
+1 212.297.8092
Samanta.Kops@GroupM.com
+1 917.421.3019
+1 917.421.3019


No comments:
Post a Comment